21 ธันวาคม 2564
21 K

‘ไปเชียงใหม่เที่ยวไหนดี?’

นี่คือคำถามยอดฮิตที่โดนถามมาตั้งแต่อายุ 10 กว่าจนล่วงมาจะ 30 ในฐานะตัวแทนหมู่บ้านฝ่ายเหนือ ที่ผ่านมาแนะนำเพื่อนไปก็หลายที่ เปลี่ยนไปตามความสนใจในแต่ละขวบปี แต่พอนึกดี ๆ มีที่เดียวที่ไม่เคยห่างหายไปจากลิสต์เลยคือ ‘อ่างแก้ว’ อ่างเก็บน้ำขนาด 400,000 ลบ.ม. อยู่ชิดมาทางด้านหน้าของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะเป็นที่ที่เรียบง่ายและผ่อนคลายที่สุด ในการนั่งดูพระอาทิตย์ลาลับเหลี่ยมเขา

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

แรกเริ่มเดิมที อ่างแก้วสร้างขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่รับน้ำจาก 5 ลำห้วยที่ไหลลงมาตามแนวร่องของภูเขา 2 ใน 5 ของลำห้วยที่มีปริมาณน้ำเยอะที่สุดคือ ‘ห้วยแก้ว’ และ ‘ห้วยกู่ขาว’ มหาวิทยาลัยเลยขอให้กรมชลประทานสร้างเขื่อนตรงที่ลำห้วยทั้งสองสายไหลมาบรรจบกัน เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ใช้สำหรับการประปาภายในมหาวิทยาลัย โดยใช้ชื่อว่า ‘อ่างแก้ว’ ตั้งแต่ พ.ศ.2504 เป็นต้นมา 

ภาพจำติดตาคือสันอ่างโค้งครึ่งวงกลมจรดแนวป่า กับผืนน้ำนิ่งสะท้อนภาพท้องฟ้าและดอยสุเทพ 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

จากนกเป็ดน้ำถึงเจ้านายสี่ขา

“เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็ชวนกันไปดูหมา แต่ยุคก่อนหน้าเขาพากันไปดูนกเป็ดน้ำ”

ใช่แล้ว ฟังไม่ผิด นกเป็ดน้ำ ศิษย์เก่ารุ่นดึกดำบรรพ์ท่านหนึ่ง (เรียกสั้น ๆ ว่าแม่) เล่าให้เราฟังว่าสมัยก่อน ในช่วงเดือนมกราคมจนถึงกุมภาพันธ์ จะมีนกเป็ดน้ำอพยพหนีหนาวจากทางตอนเหนือ บินมาอวดโฉม ลอยคอกันเป็นฝูงอยู่ที่อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ เป็นอีกกิจกรรมที่นักศึกษาหนุ่มสาวชักชวนกันมาดู นอกเหนือจากการพักผ่อนหย่อนใจปกติที่ปรากฏแทรกอยู่ในเนื้อเพลงประจำมหาวิทยาลัย ในสมัยที่ยังสามารถขับรถเลียบขอบอ่างได้

“ผ่อนอารมณ์ สุขสมยามเคียงคู่ ทุกแห่งชวนพิศดูชมเล่น รอบวารีนี้เพลินตา สายลมมาพาให้เย็นแสนสบาย จึงหมายเป็นศูนย์หย่อนใจไว้ชื่นทรวง…”

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก
ภาพ : ภก.กำชัย ทวีทรัพย์
ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

เกือบสิบปีให้หลัง จากครั้งแรกที่แม่พามาดูนกเป็ดน้ำ ชีวิตก็วนกลับมาให้ได้ใกล้ชิดอ่างแก้วอีกครั้งในฐานะนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่นึกอะไรไม่ออกบอกอ่างแก้วไว้ก่อน เพราะเป็นทั้งที่วิ่งตอนเช้า ที่เดินเล่น หัดถ่ายรูป เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ซื้ออาหารมานั่งทานรับลม พร้อมชมพระอาทิตย์ตกกับเพื่อน ๆ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นประสบการณ์ร่วมของใครอีกหลายคน โดยเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ขยายวงต้อนรับทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว พร้อมรูปแบบกิจกรรมหลากหลายมากขึ้น โดยล่าสุดที่ทำให้อ่างแก้วกลายเป็นสถานที่ยอดฮิตขึ้นมาคือสมาคมสี่ขายามเย็น บริเวณลานสังคีตหรือลานควายยิ้ม ซึ่งทาสหมาทั้งหลายพร้อมใจกันพาเจ้านายมาเดินเล่น พบปะทำความรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นหมากับหมา คนกับหมา พัฒนาไปจนคนกับคน ผ่านการทักทายกันของเจ้าของ นั่นเปลี่ยนให้คนแปลกหน้าทั้งหลายกลายมาเป็นมิตร

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

พื้นที่สาธารณะที่ดีต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน 

จริง ๆ แล้วไม่ถึง 10 เพราะ คุณลุงญาน เกห์ล (Jan Gehl) สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการออกแบบเมืองจากเดนมาร์ก บอกเอาไว้ว่าพื้นที่สาธารณะที่ดีมักมีกิจกรรม 3 รูปแบบเอาไว้เป็นตัวชี้วัด

หนึ่ง กิจกรรมจำเป็น เป็นกิจวัตรปกติที่ทุกคนต้องทำเป็นประจำ โดยสภาพแวดล้อมของพื้นที่ไม่มีผลต่อการตัดสินใจทำ เช่น การไปทำงานหรือการไปเรียน 

สอง กิจกรรมทางเลือก เป็นกิจกรรมที่คนจะทำก็ต่อเมื่อเวลาและสภาพแวดล้อมเหมาะสม ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมพักผ่อน อย่างการออกไปเดินเล่น นั่งดูวิว ไปจนถึงการอาบแดด 

สาม กิจกรรมเชิงสังคม เป็นกิจกรรมที่ต่อยอดมาจากทั้ง 2 ข้อ ส่วนนี้เป็นสิ่งที่วัดให้เราเห็นคุณภาพของพื้นที่สาธารณะได้ชัด เพราะพื้นที่สาธารณะที่ดีจะเปิดโอกาสให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนมากขึ้น ไม่ว่าทางเดียว อย่างการนั่งมองผู้คนที่เดินผ่าน หรือสองทางอย่างการรวมกลุ่มเล่นของเด็ก หรือการเริ่มบทสนทนาของผู้คน

ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่ในฐานะผู้ใช้งานมาร่วมสิบกว่าปี เราพบว่าอ่างแก้วที่ดูเหมือนเป็นพื้นที่สาธารณะธรรมดา น่าสนใจตรงที่นำพาให้ผู้คนไปสู่กิจกรรมเชิงสังคมได้อย่างง่ายดาย

แล้วอะไรคือปัจจัยสำคัญ ตามเรามา จะพาไปไขความลับ

ความลับข้อที่ 1 เข้าถึงได้ง่าย 

ปัจจัยแรกที่ทำให้อ่างแก้วเป็นที่นิยม คือการเข้าถึงง่าย เพราะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองนัก พอนึกอยากเดินเล่นปุ๊บ ก็หักพวงมาลัยเลี้ยวรถมาปั๊บ ขับรถถึงได้ภายในไม่เกิน 20 นาที 

นอกจากนั้น การมีลานจอดรถที่ขนาบอยู่สองฝั่งทั้งบริเวณศาลาอ่างแก้วและบริเวณหน้าคณะมนุษยศาสตร์ ช่วยทำให้ระยะการเดินจากที่จอดรถไปถึงส่วนที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ไกลจนเกินไป สะดวกสบายทั้งการย้ายคน สัตว์ สิ่งของ ทำให้ใคร ๆ ก็เลือกมาพักผ่อนหย่อนใจที่นี่

ความลับข้อที่ 2 เดินต่อไปได้เรื่อยๆ

 นอกจากเรื่องกิจกรรม 3 แบบแล้ว หนังสือของคุณลุง Jan Gehl ยังเล่าให้เราฟังอีกว่า ปกติแล้ว ผู้ใหญ่มักจะเดินในระยะเฉลี่ย 500 เมตรต่อวัน ซึ่งถ้าอยากทำให้ได้มากกว่านั้น การจัดเส้นทางการเดินมีส่วนสำคัญมาก ทางเดินที่ดีควรค่อย ๆ เผยให้เห็นเส้นทางทีละนิด เพื่อกระตุ้นให้เราเกิดความอยากรู้อยากเห็น จูงใจให้ออกแรงเดินไปต่อ 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ความเป็นเนินและความโค้งของสันอ่างได้ทำหน้าที่นี้เป็นอย่างดี เพราะทฤษฎีกล่าวไว้ว่า ผู้คนรับรู้ระยะทางผ่านการเปลี่ยนผ่านพื้นที่มากกว่าชี้จากการวัดเป๊ะ ๆ การเดินเลาะไปตามขอบถนนโค้ง ผ่านที่โล่งสลับต้นไม้ใหญ่ จึงทำให้ได้สัมผัสประสบการณ์หลากหลายในเส้นทางที่เลือกเดิน ไม่ว่าจะเป็นทางสั้นที่เดินไปถึงแค่บริเวณสะพาน และทางยาวที่เดินข้ามเพื่อมุ่งหน้าไปยังอ่างเก็บน้ำตาดชมพูที่อยู่ไม่ไกลกัน และเดินวนกลับมาบรรจบครบรอบใหญ่ได้

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก
ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

นอกจากนั้น ระดับความชันก็เป็นอีกเรื่องที่มีผลต่อการจูงใจให้น่าเดิน เพราะการเปลี่ยนระดับโดยเน้นการใช้เนิน เป็นอะไรที่ทำให้เดินได้เพลิดเพลินกว่าบันได

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ความลับข้อที่ 3 ลุกนั่งสบาย

จากงานสำรวจของ จอห์น ไบบ์ ในสวนทิโวลี เมืองโคเปนเฮเกน เขาพบว่าม้านั่งซึ่งได้รับความนิยมที่สุด คือม้านั่งที่วางไว้ตามแนวทางเดินสายหลัก มีวิวให้มองเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ และจะให้ดีควรมีทุก 100 เมตร 

 อ่างแก้วเองก็ทำแบบเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ที่นั่งจัดวางไว้ตามขอบทางเดินของสันอ่าง ห่างบ้างชิดบ้างตามจังหวะที่ว่างอย่างเหมาะสม ม้านั่งออกแบบอย่างเรียบง่ายให้ใช้งานได้ทั้งสองฝั่ง ไม่ว่าจะหันหน้ามองผืนน้ำและยอดดอย หรือจะมองการแสดงสี่ขาที่ลานด้านล่างก็ทำได้อย่างสะดวก ถือเป็นที่นั่งหลักที่ออกแบบมาให้เหมาะกับผู้ใช้งานทุกเพศทุกวัย 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ในขณะที่ที่นั่งรองจะอยู่ในรูปแบบขององค์ประกอบที่มีระยะเหมาะสมกับการนั่ง เช่น ขอบทาง หรือเนินหญ้า ซึ่งเป็นที่ฮอตฮิตในหมู่วัยรุ่นมากกว่า เพราะว่าจับกลุ่มทำกิจกรรมได้หลากหลาย โดยไม่มีอะไรมาคั่นกลางระหว่างที่นั่งกับวิวผืนน้ำกว้างข้างหน้า 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก
ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

นอกจากนั้น เนินหญ้าบริเวณลานสังคีตที่ทุกคนชอบ ก็เอื้อให้เกิดลักษณะการนั่งเหมือนกันกับจัตุรัสเก่าของยุโรป สโลปของเนินทำหน้าที่คล้ายผนัง ทำให้รู้สึกว่าหลังได้รับการปกป้อง ส่วนด้านหน้าก็นั่งมองกิจกรรมที่เกิดขึ้นทั่วทั้งลานสนามหญ้าได้อย่างชัดเจน

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ความลับข้อที่ 4 พื้นที่ริมขอบ

“พื้นที่ริมขอบสำคัญ ถ้าหากพื้นที่ริมขอบล้มเหลวเสียแล้ว พื้นที่ว่างทั้งผืนก็ไม่มีทางมีชีวิตชีวาได้เลย” 

จากหนังสือ A Pattern Language โดย Christopher Alexander ทำให้เราเห็นอีกข้อสำคัญที่ทำให้อ่างแก้วกลายมาเป็นพื้นที่ที่คนนิยมกัน โดยเฉพาะส่วนของลานสังคีตที่มีพื้นที่ริมขอบให้ผู้คนได้เลือกจับจองตามความสมัครใจ

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก
ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

 เพราะมีทั้งคนที่เกาะกลุ่มอยู่ใต้ต้นไม้ บ้างผูกเปลนอน บางคนก็เลือกที่จะเอาเก้าอี้สนามมากาง นั่งสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ เลียบขอบทางเดิน บางคนเลือกนั่งบนเนิน เพื่อจะได้เห็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในมุมสูง 

และกลุ่มสุดท้าย เจ้านายสี่ขาที่มักจะจับจองพื้นที่บริเวณกลางลานในการวิ่งเล่นออกกำลังกาย ทำให้พื้นที่ลานสนามหญ้าแห่งนี้เกิดความเคลื่อนไหว มีชีวิตชีวาตลอดเวลา โดยที่ผู้ชมริมขอบเองก็มีอิสระ เลือกที่จะนั่งดูหรือเข้าไปร่วมกิจกรรม ทักทายกันทั้งหมาทั้งคนตรงกลางลานได้อย่างไม่เคอะเขิน 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ความลับข้อที่ 5 เป็นสัญญาณบอกวันเวลา

นอกจากเป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมหลากหลายแล้ว อ่างแก้วยังทำอีกหน้าที่หนึ่งในฐานะพื้นที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของช่วงเวลา ผ่านองค์ประกอบธรรมชาติร่วมกับกิจกรรมตลอดปีด้วยเช่นกัน

ก้าวแรกของนักศึกษามาพร้อมหน้าฝน ต้นไม้พากันผลิใบสีเขียวชอุ่ม พ่วงด้วยหมอกตอนเช้าเป็นครั้งคราวตามความเบาแรงของฝน กิจกรรมรับน้อง ร้องเพลงเชียร์ เตรียมตัวขึ้นขึ้นดอย เกิดขึ้นในช่วงนี้ โดยมีม่านฝนเป็นฉากหลัง

ท้องฟ้าใสทาบทับด้วยกิ่งไม้แห้ง เป็นภาพจำของฤดูหนาว ต้นไม้เริ่มทิ้งใบและสีสันของตัวเองออกไป ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของดอกทองกวาวสีแสด และแดดยามเย็นสีส้มอมชมพู 

ในฤดูที่ผู้คนมักมาปรากฏตัวพร้อมเสื้อกันหนาว ซึ่งอุณหภูมิจะต่ำจะสูงไม่รู้ แต่ชาวเหนืออย่างเราถือเป็นช่วงแฟชั่นโอกูร์ตูร์ที่จะงัดทั้งตู้ออกมาประชันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร นอกจากนั้นยังมีแก๊งชุดครุยดำคละแถบสี ที่มีนัยยะสำคัญเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่าน จากอดีตเฟรชชี่หน้าใหม่สู่บัณฑิตที่ตั้งใจมาบันทึกภาพคู่กับอ่างแก้ว ไว้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำและความสำเร็จ 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

เสียงของจั๊กจั่นร่วมกับเสียงฝีเท้าย่ำลงบนใบสักแห้ง ที่แปลงจากสีเขียวเป็นเหลืองอมสีน้ำตาล หล่นกองอยู่เกลื่อนพื้น เป็นสัญญาณเริ่มต้นของปิดเทอมฤดูร้อน ที่นักศึกษาอาจบางตาลงไปบ้าง เพราะลงเรียนกันเพียงบางส่วน และบางคนก็เน้นหลบแดดตอนกลางวัน รอเวลาออกมาเดินเล่นคลายร้อนตอนแดดร่มลมตก

การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่คู่ขนานไปกับกิจกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูนี้ ทำให้หากเห็นอะไรคล้ายกับที่นี่ จะมีภาพความทรงจำฉายชัดขึ้นมา เป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนอ่างแก้วจากพื้นที่สาธารณะธรรมดา ให้กลายเป็นถิ่นที่อยากกลับมาในทุก ๆ ปี

พื้นที่ที่ดี คือพื้นที่ ‘ที่มี สำหรับทุกคน

จากการไขความลับในวันนี้ ทำให้เราเชื่อว่าทุกจังหวัดในประเทศไทยมีและควรมีพื้นที่สาธารณะที่ดีได้ โดยไม่จำเป็นต้องเน้นความหวือหวาหรือการทุ่มงบประมาณก้อนใหญ่ เพราะสุดท้ายสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากอ่างแก้วที่เริ่มต้นจากการเป็นอ่างเก็บน้ำธรรมดา ๆ ก่อนจะพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะที่ใครมาก็ตกหลุมรัก สิ่งสำคัญคือความใส่ใจในการร้อยเรียงพื้นที่ให้มีความหลากหลายมากพอที่จะรองรับการใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปของสาธารณชน และเปิดโอกาสให้คนได้มีปฏิสัมพันธ์กันจากกิจกรรมทั้งสามประเภทอย่างที่คุณลุง Jan Gehl ได้กล่าวเอาไว้ 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ข้อมูลอ้างอิง :

หนังสือเมืองมีชีวิต การใช้พื้นที่สาธารณะ ผู้เขียน Jan Gehl

www.chiangmainews.com

www.library.cmu.ac.th 

Writer & Photographer

Avatar

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load