แอนดี้ ริกเกอร์ (Andy Ricker) เป็นชาวอเมริกัน เคยเป็นทั้งเชฟและเจ้าของร้านอาหารไทยชื่อ Pok Pok ในนิวยอร์กที่ได้มิชลินสตาร์ และมีอีกหลายสาขาทั่วสหรัฐอเมริกา 

เป็นนักเขียนหนังสือเกี่ยวกับอาหารไทย ซีรีส์ PokPok ที่ขายดิบขายดีระดับ Best Seller และทำให้ชาวโลกได้รู้จักอาหารไทยมากกว่าที่เคยสั่งกินในร้าน เพราะหนังสือของเขาไม่ได้แค่บอกสูตรหรือวิธีทำเมนูต่าง ๆ แต่ยังเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ สังคม ความเป็นอยู่ของคนในประเทศไทย ซึ่งเป็นฉากหลังของอาหารจานนั้น ๆ ด้วย

แอนดี้เป็นเชฟฝรั่งผู้ย้ายมาปักหลักที่เชียงใหม่ หลังปิดตำนานร้านอาหารไทยที่แตกต่างและได้รับการยอมรับไปทั้งโลก และยืนยันว่าฝรั่งกินเผ็ดได้

ล่าสุดเขาเป็นนักผลักดันเรื่องการผลิตวัตถุดิบและทำอาหารอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกอาหารที่ปลอดภัยและรับซื้อในราคาเป็นธรรม เพื่อมาทำอาหารใน The Food Trust กับผู้ร่วมก่อตั้งอีก 4 คน

จริง ๆ แล้วแอนดี้เคยเป็นอะไรมาอีกมากมาย เช่น นักดนตรี ยาม เจ้าของบริษัทขายถ่าน เขาจึงนิยามชีวิตวัยหนุ่มของตัวเองเหมือนลาบ ที่โดนสับ เครื่องเยอะ อร่อยจัดจ้าน ด้วยความกล้าปรุง กล้าทดลอง และในวัยใกล้ 60 เขานิยามชีวิตตัวเองเป็นแกงจืด ที่เรียบง่าย กลมกล่อม กินแล้วสบายใจ อร่อยได้ด้วยประสบการณ์และความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน 

แม้จะกินอาหารไทยเป็นอาหารหลักประจำวัน แต่การสนทนากับแอนดี้ทำให้เราเข้าใจอาหารไทยในมุมมองใหม่ ๆ 

แอนดี้เป็นฝรั่ง แต่ถ้านับกันในแง่คนสร้างสรรค์อาหารอย่างไม่แบ่งแยกสัญชาติและดินแดน เขาก็นับเป็นคนคลุกวงในอาหารไทยที่เก่งกาจคนหนึ่ง 

เขามองเห็นศักยภาพและความน่าสนใจของอาหารไทยแบบไม่มีเรื่องความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรม แต่มุ่งมั่นนำเสนอมันในฐานะอาหารอร่อยที่อยากให้ทุกคนได้ลอง และประทับใจกับรสชาติอย่างที่เขาประทับใจตั้งแต่คำแรกที่ได้กิน

Andy Ricker เชฟอาหารไทยระดับมิชลิน เจ้าของร้าน Pok Pok กับชีวิตที่เหมือนลาบและแกงจืด

It Was Love at First Bite

แอนดี้มาประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 1985 หลังเรียนจบชั้นมัธยมและตัดสินใจเรียนต่อด้วยการออกเดินทาง 

เขาไปหลายประเทศทั่วโลก และอาหารมื้อหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่กับเพื่อนชาวไทยจุดประกายความสนใจเรื่องอาหารให้เขา เพราะมันไม่เหมือนกับอาหารไทยที่เขาเคยรู้จักหรือได้กินที่บ้านเกิด

“มันเป็นรสชาติที่ทำให้ต้องอุทาน” แอนดี้บอก

“ผมรู้สึกอัศจรรย์ใจทุกครั้งเวลากินอาหารไทย เพราะหนึ่งคำมีทั้งรสหวาน เปรี้ยว เค็ม ฝาด ประดังประเดเข้ามากระแทกต่อมรับรสพร้อม ๆ กัน เมื่อส่งอาหารคำนั้นเข้าปาก พออาหารคำนั้นได้คลุกเคล้ากับน้ำลายในปากก็กลายเป็นรสชาติที่กลมกล่อม ลืมได้ยาก อยากกินอีก รสชาติที่มีความหลากหลายในหนึ่งคำแบบนี้หาไม่ได้ในอาหารฝรั่ง ซึ่งมีรสชาติหนักแน่นและราบเรียบ 

“เป็นรสชาติแบบที่ผมคิดว่าชีวิตนี้คงจะขาดไม่ได้” แอนดี้กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

หลังจากนั้นแอนดี้ก็กลายมาเป็นแขกขาประจำของจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ใช่แค่มากิน แต่ยังมาศึกษาและหัดทำอาหารไทยด้วย เขาบอกว่า “ผมตั้งใจจะทำอาหารให้รสชาติตรงตามแบบที่มันควรจะเป็นให้ได้มากที่สุด เพื่อแสดงความเคารพต่อที่มาของมัน”

ในปี 2005 แอนดี้หอบเอาความอัศจรรย์ใจที่มีต่ออาหารไทย และประสบการณ์จากการได้ท่องโลก ไปเปิดร้านอาหารชื่อ Pok Pok ในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน สหรัฐอเมริกา เพื่อนำเสนออาหารจากภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศไทย และอาหารเมนูอื่น ๆ จากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ชาวอเมริกันได้รู้จัก

Andy Ricker เชฟอาหารไทยระดับมิชลิน เจ้าของร้าน Pok Pok กับชีวิตที่เหมือนลาบและแกงจืด

Work Really Hard to Make It Really Good

การมาถึงของ Pok Pok เขย่าความสงสัยและปลุกความสนใจให้กับชาวพอร์ตแลนด์เป็นอย่างมาก เพราะ Pok Pok ไม่ได้เสริฟแค่อาหารแบบที่ชาวอเมริกันคุ้นเคยว่ามันคืออาหารไทย อย่างผัดไทย ต้มยำ ต้มข่า ผัดซีอิ๊ว ผัดกะเพรา หรือข้าวผัด แต่แอนดี้ยังเสิร์ฟอ่อม ลาบ ซุปหน่อไม้ แกงป่า ข้าวซอย น้ำพริกหนุ่ม และอื่น ๆ ซึ่งเป็นอาหารในประเทศไทยที่ฝรั่งไม่ค่อยรู้จัก 

แอนดี้เล่าว่า เขาอยากให้คนรู้จักอาหารอร่อย อย่างที่เป็นรสชาติแท้ ๆ ของเมนูเหล่านั้น แต่ความยากอยู่ตรงรสชาติเป็นเรื่องที่ต้องใช้ต่อมรับรสช่วยจดจำ พอนานไปมันอาจจะผิดเพี้ยนได้ แอนดี้จึงใช้วิธีกลับมาที่ประเทศไทยบ่อย ๆ เพื่อทบทวนรสชาติเหล่านั้น และเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ๆ

ในสารคดีชีวิตแอนดี้ สร้างโดย VICE นิตยสารออนไลน์สัญชาติแคนนาเดียน-อเมริกัน มีตอนหนึ่งเล่าถึงช่วงที่แอนดี้จะเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ‘Sen-Yai’ ในพอร์ตแลนด์ว่าเขายุ่งจนไม่มีเวลามาประเทศไทย เขากังวลว่าต่อมรับรสของเขาจะประเมินรสชาติอาหารไทยได้ไม่แม่นยำ เขาถึงกับขอให้คุณซอนนี่ เพื่อนเชฟชาวไทยบินจากเชียงใหม่ไปพอร์ตแลนด์ เพื่อทำหน้าที่ชิมอาหารแต่ละเมนูว่ารสชาติถูกต้องดีงามแล้วหรือไม่

“ซอนนี่กินอาหารไทยมาตั้งแต่เด็ก ต่อมรับรสเขาแม่นยำกว่าผม และผมต้องการคนที่จะวิพากษ์วิจารณ์อาหารของผมอย่างตรงไปตรงมา” แอนดี้พูดเอาไว้ในสารคดี

แม้ Pok Pok จะเข้าเมืองตาหลิ่ว แล้วไม่ได้หลิ่วตาตาม อาหารของร้านนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ดูได้จากการมีลูกค้าแวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย การขยายสาขา การเปิด Sub-brand ใหม่ ๆ ไปทั่วสหรัฐอเมริกา และการได้รับ Michelin Star ในปี 2015 และ 2016 ของสาขานิวยอร์กด้วย 

ปัจจุบันร้าน Pok Pok ในสหรัฐอเมริกาปิดตัวลงไปแล้ว เนื่องจากค่าเช่าร้านราคาสูงขึ้นมาก แอนดี้จึงย้ายมาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ก็ยังคงมีโปรเจกต์ Pok Pok Pop-up ตามเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก 

Andy Ricker เชฟอาหารไทยระดับมิชลิน เจ้าของร้าน Pok Pok กับชีวิตที่เหมือนลาบและแกงจืด

Gin Ped Dai

“ฝรั่งกินเผ็ดได้” แอนดี้ยืนยัน 

อาหารที่ Pok Pok มีรสชาติครบถ้วนอย่างที่ควรจะเป็น ไม่มีการอ่อนข้อทำอาหารแบบไร้รสเผ็ดเสิร์ฟลูกค้า เพราะแอนดี้มองว่าเราควรนำเสนออาหารแบบที่ให้อาหารนั้นแสดงความอร่อยผ่านตัวตนที่แท้จริง

แอนดี้เล่าว่า “ผมเคยพบชาวลาวท่านหนึ่งที่ทำลาบอร่อยมาก แต่ไม่กล้าเปิดร้านเพราะคิดว่ารสชาติจัดจ้านจะเป็นอุปสรรคกับการทำการตลาดในสหรัฐอเมริกา กลัวว่าจะแปลกเกินไปสำหรับคนอเมริกัน ผมจึงบอกเขาว่า ที่ Pok Pok เสิร์ฟทั้งซุปหน่อไม้ แกงเปรอะ ส้มตำปลาร้า และลูกค้าก็ชอบกันมาก ผมยืนยันกับเขาว่า รสชาติที่แท้จริงไม่ได้เป็นอุปสรรคในการลิ้มรสวัฒนธรรมต่างชาติผ่านอาหารแต่อย่างใด

“ต่อมรับรสเป็นอวัยวะที่ไม่ทำงานตามเชื้อชาติ แม้คุณจะคุ้นเคยกับอาหารที่กินมาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อโตขึ้น คุณก็คุ้นเคยกับอาหารที่รสชาติแปลกออกไปได้” 

เขาสารภาพต่อว่า “แม้ผมจะขาดขนมปังไม่ได้ แต่ถ้าชีวิตนี้จะไม่มีข้าวให้กินอีก ก็คงอยู่ไม่ได้เหมือนกัน”

ในฐานะคนอเมริกันที่เห็นวัฒนธรรมอันหลากหลาย แอนดี้จึงสนับสนุนคนที่อพยพไปอยู่ต่างถิ่นต่างแดนให้กล้านำเสนออาหารจากวัฒนธรรมของตน เหมือนกับที่พวกเขาได้กินที่บ้าน 

เขาบอกว่า “อยากให้ลูกหลานของชาวต่างชาติ เอารากของตัวเองออกมานำเสนอ ตอนที่พ่อแม่ของพวกเขาอพยพมาอยู่ที่อเมริกา ก็เข้าใจว่าจะต้องทำอาหารเพื่อหาเงิน จึงต้องปรับรสชาติให้เป็นอย่างที่ชาวอเมริกันคุ้นเคย แต่ทุกวันนี้ลูกหลานชาวอพยพส่วนใหญ่ไม่ได้ลำบากเหมือนเดิมแล้ว จึงอยากให้กล้านำเสนอความรุ่มรวยของวัฒนธรรมตัวเองมากขึ้น” 

ทัศนะอาหารไทยจาก Andy Ricker เชฟมิชลินชาวอเมริกัน ที่ปิดร้านอาหารไทยในอเมริกามาขับเคลื่อนเรื่องอาหารในเชียงใหม่

Pad Thai, Tom Yam Kung & Mango Sticky Rice

อาหารไทยเป็นสิ่งที่คนไทยภาคภูมิใจตลอดมา ว่ามันเป็น Soft Power ที่ทำให้คนทั้งโลกรู้จักประเทศไทย 

แต่พอแอนดี้ถามเราว่า “อาหารจานไหนที่คุณเรียกว่าเป็นอาหารประจำชาติ” คนไทยอย่างเรากลับลังเลที่จะฟันธงไปที่ผัดไทย ต้มยำกุ้ง หรือข้าวเหนียวมะม่วง

พอมาคิดดูแล้ว ผัดไทยที่มีคำว่าไทยในชื่อก็มีส่วนประกอบหลักเป็นเส้น ซึ่งมาจากวัฒนธรรมจีน น้ำซุปแบบต้มยำกุ้งก็มาจากจีนด้วยแน่ ๆ และข้าวเหนียวมะม่วงอันโด่งดังก็เป็นของหวานที่ชาวกัมพูชาภาคภูมิใจเหมือนกัน

“อาหารไม่ได้มีพรมแดนที่ชัดเจนเหมือนการแบ่งประเทศ” แอนดี้เฉลย 

“อาหารหนึ่งจานมักเป็นการรวมตัวของวัฒนธรรมจากที่ต่าง ๆ จากคนที่มารวมตัวกันสร้างสังคมใดสังคมหนึ่ง ในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง”

แอนดี้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพผ่านข้าวซอย “เส้นเป็นวัฒนธรรมจากจีน แกงกะหรี่เป็นวัฒนธรรมจากอินเดียที่ส่งมาทางพม่า เครื่องเทศในข้าวซอยหลายชนิดคล้ายกับแกงทางใต้ของไทยที่รับวัฒนธรรมมาจากมาเลเซีย การทำให้น้ำซุปเครื่องแกงมีรสชาติเข้มข้นแต่ซดได้เป็นวัฒนธรรมจากจีน และกินคู่กับการบีบมะนาวและหอมแดงแบบนี้น่าจะเป็นการกินที่เกิดขึ้นในประเทศไทย”

ด้วยเหตุนี้ แอนดี้จึงบอกว่า “ผมมีหน้าที่นำตัวตนของอาหารที่อร่อยมาให้คนได้กิน โดยไม่กะเกณฑ์ว่าต้องเป็นอาหารไทยแท้ หรือมีรสชาติอย่างต้นตำรับ ผมสอนพนักงานที่ Pok Pok เสมอว่า ให้อธิบายส่วนประกอบและรสชาติของอาหาร มากกว่าจะบอกว่ามันเป็นรสชาติแบบไทยแท้ ๆ แต่หากคนจะเอาไปสรุปหรือนิยามกันเอง ก็เป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้”

ถ้าอย่างนั้นประเทศไทยควรนำเสนอ Soft Power ในเรื่องอาหารไปในทิศทางไหน

แอนดี้เสนอว่า “รัฐบาลไทยควรสื่อสารความแตกต่างของแต่ละภูมิภาคมากกว่านี้ ตอนนี้ทุกคนเห็นว่าประเทศไทยเหมือนกันหมด ไม่มีใครแยกออกว่าภาคไหนเป็นแบบไหน ทั้งที่เมืองไทยมีความหลากหลายสูงมาก

“ประเทศไทยมีเชฟรุ่นใหม่ที่ตีความอาหารไทยได้อย่างร่วมสมัย น่าสนใจ และมีความสามารถในการคงความเป็นตัวตนของอาหารไว้ได้อย่างชาญฉลาด ผมคิดว่าอาหารไทยยังมีโอกาสในตลาดโลกอีกมาก” 

เมื่อถามถึงเป้าหมายในชีวิตของพ่อครัวฝรั่ง เขาถามเรากลับว่า หมายถึงเป้าหมายชีวิตช่วงนี้หรือก่อนหน้านี้

มันต่างกันยังไง – เราถาม

“เพราะตอนนี้ผมอยู่ที่นี่” แอนดี้หมายถึงเชียงใหม่ “ก่อนหน้านี้เป้าหมายของผม คือมุ่งมั่นทำอาหารอร่อยให้คนกิน แต่วันนี้ผมตั้งใจใช้ชื่อเสียงและความรู้ที่มี สนับสนุนให้เชฟรุ่นใหม่เข้าถึงความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบ และมีช่องทางในการนำเสนออาหารไทยออกไปสู่สายตาชาวโลก

ก่อนแยกย้ายกันไปกินมื้อเที่ยง แอนดี้ทิ้งทายไว้ว่า “ผมเชื่อว่าอาหารไทยที่อร่อยที่สุด ต้องทำในประเทศไทยนะ”

ทัศนะอาหารไทยจาก Andy Ricker เชฟมิชลินชาวอเมริกัน ที่ปิดร้านอาหารไทยในอเมริกามาขับเคลื่อนเรื่องอาหารในเชียงใหม่

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load