แอนดี้ ริกเกอร์ (Andy Ricker) เป็นชาวอเมริกัน เคยเป็นทั้งเชฟและเจ้าของร้านอาหารไทยชื่อ Pok Pok ในนิวยอร์กที่ได้มิชลินสตาร์ และมีอีกหลายสาขาทั่วสหรัฐอเมริกา 

เป็นนักเขียนหนังสือเกี่ยวกับอาหารไทย ซีรีส์ PokPok ที่ขายดิบขายดีระดับ Best Seller และทำให้ชาวโลกได้รู้จักอาหารไทยมากกว่าที่เคยสั่งกินในร้าน เพราะหนังสือของเขาไม่ได้แค่บอกสูตรหรือวิธีทำเมนูต่าง ๆ แต่ยังเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ สังคม ความเป็นอยู่ของคนในประเทศไทย ซึ่งเป็นฉากหลังของอาหารจานนั้น ๆ ด้วย

แอนดี้เป็นเชฟฝรั่งผู้ย้ายมาปักหลักที่เชียงใหม่ หลังปิดตำนานร้านอาหารไทยที่แตกต่างและได้รับการยอมรับไปทั้งโลก และยืนยันว่าฝรั่งกินเผ็ดได้

ล่าสุดเขาเป็นนักผลักดันเรื่องการผลิตวัตถุดิบและทำอาหารอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกอาหารที่ปลอดภัยและรับซื้อในราคาเป็นธรรม เพื่อมาทำอาหารใน The Food Trust กับผู้ร่วมก่อตั้งอีก 4 คน

จริง ๆ แล้วแอนดี้เคยเป็นอะไรมาอีกมากมาย เช่น นักดนตรี ยาม เจ้าของบริษัทขายถ่าน เขาจึงนิยามชีวิตวัยหนุ่มของตัวเองเหมือนลาบ ที่โดนสับ เครื่องเยอะ อร่อยจัดจ้าน ด้วยความกล้าปรุง กล้าทดลอง และในวัยใกล้ 60 เขานิยามชีวิตตัวเองเป็นแกงจืด ที่เรียบง่าย กลมกล่อม กินแล้วสบายใจ อร่อยได้ด้วยประสบการณ์และความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน 

แม้จะกินอาหารไทยเป็นอาหารหลักประจำวัน แต่การสนทนากับแอนดี้ทำให้เราเข้าใจอาหารไทยในมุมมองใหม่ ๆ 

แอนดี้เป็นฝรั่ง แต่ถ้านับกันในแง่คนสร้างสรรค์อาหารอย่างไม่แบ่งแยกสัญชาติและดินแดน เขาก็นับเป็นคนคลุกวงในอาหารไทยที่เก่งกาจคนหนึ่ง 

เขามองเห็นศักยภาพและความน่าสนใจของอาหารไทยแบบไม่มีเรื่องความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรม แต่มุ่งมั่นนำเสนอมันในฐานะอาหารอร่อยที่อยากให้ทุกคนได้ลอง และประทับใจกับรสชาติอย่างที่เขาประทับใจตั้งแต่คำแรกที่ได้กิน

Andy Ricker เชฟอาหารไทยระดับมิชลิน เจ้าของร้าน Pok Pok กับชีวิตที่เหมือนลาบและแกงจืด

It Was Love at First Bite

แอนดี้มาประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 1985 หลังเรียนจบชั้นมัธยมและตัดสินใจเรียนต่อด้วยการออกเดินทาง 

เขาไปหลายประเทศทั่วโลก และอาหารมื้อหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่กับเพื่อนชาวไทยจุดประกายความสนใจเรื่องอาหารให้เขา เพราะมันไม่เหมือนกับอาหารไทยที่เขาเคยรู้จักหรือได้กินที่บ้านเกิด

“มันเป็นรสชาติที่ทำให้ต้องอุทาน” แอนดี้บอก

“ผมรู้สึกอัศจรรย์ใจทุกครั้งเวลากินอาหารไทย เพราะหนึ่งคำมีทั้งรสหวาน เปรี้ยว เค็ม ฝาด ประดังประเดเข้ามากระแทกต่อมรับรสพร้อม ๆ กัน เมื่อส่งอาหารคำนั้นเข้าปาก พออาหารคำนั้นได้คลุกเคล้ากับน้ำลายในปากก็กลายเป็นรสชาติที่กลมกล่อม ลืมได้ยาก อยากกินอีก รสชาติที่มีความหลากหลายในหนึ่งคำแบบนี้หาไม่ได้ในอาหารฝรั่ง ซึ่งมีรสชาติหนักแน่นและราบเรียบ 

“เป็นรสชาติแบบที่ผมคิดว่าชีวิตนี้คงจะขาดไม่ได้” แอนดี้กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

หลังจากนั้นแอนดี้ก็กลายมาเป็นแขกขาประจำของจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ใช่แค่มากิน แต่ยังมาศึกษาและหัดทำอาหารไทยด้วย เขาบอกว่า “ผมตั้งใจจะทำอาหารให้รสชาติตรงตามแบบที่มันควรจะเป็นให้ได้มากที่สุด เพื่อแสดงความเคารพต่อที่มาของมัน”

ในปี 2005 แอนดี้หอบเอาความอัศจรรย์ใจที่มีต่ออาหารไทย และประสบการณ์จากการได้ท่องโลก ไปเปิดร้านอาหารชื่อ Pok Pok ในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน สหรัฐอเมริกา เพื่อนำเสนออาหารจากภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศไทย และอาหารเมนูอื่น ๆ จากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ชาวอเมริกันได้รู้จัก

Andy Ricker เชฟอาหารไทยระดับมิชลิน เจ้าของร้าน Pok Pok กับชีวิตที่เหมือนลาบและแกงจืด

Work Really Hard to Make It Really Good

การมาถึงของ Pok Pok เขย่าความสงสัยและปลุกความสนใจให้กับชาวพอร์ตแลนด์เป็นอย่างมาก เพราะ Pok Pok ไม่ได้เสริฟแค่อาหารแบบที่ชาวอเมริกันคุ้นเคยว่ามันคืออาหารไทย อย่างผัดไทย ต้มยำ ต้มข่า ผัดซีอิ๊ว ผัดกะเพรา หรือข้าวผัด แต่แอนดี้ยังเสิร์ฟอ่อม ลาบ ซุปหน่อไม้ แกงป่า ข้าวซอย น้ำพริกหนุ่ม และอื่น ๆ ซึ่งเป็นอาหารในประเทศไทยที่ฝรั่งไม่ค่อยรู้จัก 

แอนดี้เล่าว่า เขาอยากให้คนรู้จักอาหารอร่อย อย่างที่เป็นรสชาติแท้ ๆ ของเมนูเหล่านั้น แต่ความยากอยู่ตรงรสชาติเป็นเรื่องที่ต้องใช้ต่อมรับรสช่วยจดจำ พอนานไปมันอาจจะผิดเพี้ยนได้ แอนดี้จึงใช้วิธีกลับมาที่ประเทศไทยบ่อย ๆ เพื่อทบทวนรสชาติเหล่านั้น และเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ๆ

ในสารคดีชีวิตแอนดี้ สร้างโดย VICE นิตยสารออนไลน์สัญชาติแคนนาเดียน-อเมริกัน มีตอนหนึ่งเล่าถึงช่วงที่แอนดี้จะเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ‘Sen-Yai’ ในพอร์ตแลนด์ว่าเขายุ่งจนไม่มีเวลามาประเทศไทย เขากังวลว่าต่อมรับรสของเขาจะประเมินรสชาติอาหารไทยได้ไม่แม่นยำ เขาถึงกับขอให้คุณซอนนี่ เพื่อนเชฟชาวไทยบินจากเชียงใหม่ไปพอร์ตแลนด์ เพื่อทำหน้าที่ชิมอาหารแต่ละเมนูว่ารสชาติถูกต้องดีงามแล้วหรือไม่

“ซอนนี่กินอาหารไทยมาตั้งแต่เด็ก ต่อมรับรสเขาแม่นยำกว่าผม และผมต้องการคนที่จะวิพากษ์วิจารณ์อาหารของผมอย่างตรงไปตรงมา” แอนดี้พูดเอาไว้ในสารคดี

แม้ Pok Pok จะเข้าเมืองตาหลิ่ว แล้วไม่ได้หลิ่วตาตาม อาหารของร้านนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ดูได้จากการมีลูกค้าแวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย การขยายสาขา การเปิด Sub-brand ใหม่ ๆ ไปทั่วสหรัฐอเมริกา และการได้รับ Michelin Star ในปี 2015 และ 2016 ของสาขานิวยอร์กด้วย 

ปัจจุบันร้าน Pok Pok ในสหรัฐอเมริกาปิดตัวลงไปแล้ว เนื่องจากค่าเช่าร้านราคาสูงขึ้นมาก แอนดี้จึงย้ายมาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ก็ยังคงมีโปรเจกต์ Pok Pok Pop-up ตามเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก 

Andy Ricker เชฟอาหารไทยระดับมิชลิน เจ้าของร้าน Pok Pok กับชีวิตที่เหมือนลาบและแกงจืด

Gin Ped Dai

“ฝรั่งกินเผ็ดได้” แอนดี้ยืนยัน 

อาหารที่ Pok Pok มีรสชาติครบถ้วนอย่างที่ควรจะเป็น ไม่มีการอ่อนข้อทำอาหารแบบไร้รสเผ็ดเสิร์ฟลูกค้า เพราะแอนดี้มองว่าเราควรนำเสนออาหารแบบที่ให้อาหารนั้นแสดงความอร่อยผ่านตัวตนที่แท้จริง

แอนดี้เล่าว่า “ผมเคยพบชาวลาวท่านหนึ่งที่ทำลาบอร่อยมาก แต่ไม่กล้าเปิดร้านเพราะคิดว่ารสชาติจัดจ้านจะเป็นอุปสรรคกับการทำการตลาดในสหรัฐอเมริกา กลัวว่าจะแปลกเกินไปสำหรับคนอเมริกัน ผมจึงบอกเขาว่า ที่ Pok Pok เสิร์ฟทั้งซุปหน่อไม้ แกงเปรอะ ส้มตำปลาร้า และลูกค้าก็ชอบกันมาก ผมยืนยันกับเขาว่า รสชาติที่แท้จริงไม่ได้เป็นอุปสรรคในการลิ้มรสวัฒนธรรมต่างชาติผ่านอาหารแต่อย่างใด

“ต่อมรับรสเป็นอวัยวะที่ไม่ทำงานตามเชื้อชาติ แม้คุณจะคุ้นเคยกับอาหารที่กินมาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อโตขึ้น คุณก็คุ้นเคยกับอาหารที่รสชาติแปลกออกไปได้” 

เขาสารภาพต่อว่า “แม้ผมจะขาดขนมปังไม่ได้ แต่ถ้าชีวิตนี้จะไม่มีข้าวให้กินอีก ก็คงอยู่ไม่ได้เหมือนกัน”

ในฐานะคนอเมริกันที่เห็นวัฒนธรรมอันหลากหลาย แอนดี้จึงสนับสนุนคนที่อพยพไปอยู่ต่างถิ่นต่างแดนให้กล้านำเสนออาหารจากวัฒนธรรมของตน เหมือนกับที่พวกเขาได้กินที่บ้าน 

เขาบอกว่า “อยากให้ลูกหลานของชาวต่างชาติ เอารากของตัวเองออกมานำเสนอ ตอนที่พ่อแม่ของพวกเขาอพยพมาอยู่ที่อเมริกา ก็เข้าใจว่าจะต้องทำอาหารเพื่อหาเงิน จึงต้องปรับรสชาติให้เป็นอย่างที่ชาวอเมริกันคุ้นเคย แต่ทุกวันนี้ลูกหลานชาวอพยพส่วนใหญ่ไม่ได้ลำบากเหมือนเดิมแล้ว จึงอยากให้กล้านำเสนอความรุ่มรวยของวัฒนธรรมตัวเองมากขึ้น” 

ทัศนะอาหารไทยจาก Andy Ricker เชฟมิชลินชาวอเมริกัน ที่ปิดร้านอาหารไทยในอเมริกามาขับเคลื่อนเรื่องอาหารในเชียงใหม่

Pad Thai, Tom Yam Kung & Mango Sticky Rice

อาหารไทยเป็นสิ่งที่คนไทยภาคภูมิใจตลอดมา ว่ามันเป็น Soft Power ที่ทำให้คนทั้งโลกรู้จักประเทศไทย 

แต่พอแอนดี้ถามเราว่า “อาหารจานไหนที่คุณเรียกว่าเป็นอาหารประจำชาติ” คนไทยอย่างเรากลับลังเลที่จะฟันธงไปที่ผัดไทย ต้มยำกุ้ง หรือข้าวเหนียวมะม่วง

พอมาคิดดูแล้ว ผัดไทยที่มีคำว่าไทยในชื่อก็มีส่วนประกอบหลักเป็นเส้น ซึ่งมาจากวัฒนธรรมจีน น้ำซุปแบบต้มยำกุ้งก็มาจากจีนด้วยแน่ ๆ และข้าวเหนียวมะม่วงอันโด่งดังก็เป็นของหวานที่ชาวกัมพูชาภาคภูมิใจเหมือนกัน

“อาหารไม่ได้มีพรมแดนที่ชัดเจนเหมือนการแบ่งประเทศ” แอนดี้เฉลย 

“อาหารหนึ่งจานมักเป็นการรวมตัวของวัฒนธรรมจากที่ต่าง ๆ จากคนที่มารวมตัวกันสร้างสังคมใดสังคมหนึ่ง ในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง”

แอนดี้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพผ่านข้าวซอย “เส้นเป็นวัฒนธรรมจากจีน แกงกะหรี่เป็นวัฒนธรรมจากอินเดียที่ส่งมาทางพม่า เครื่องเทศในข้าวซอยหลายชนิดคล้ายกับแกงทางใต้ของไทยที่รับวัฒนธรรมมาจากมาเลเซีย การทำให้น้ำซุปเครื่องแกงมีรสชาติเข้มข้นแต่ซดได้เป็นวัฒนธรรมจากจีน และกินคู่กับการบีบมะนาวและหอมแดงแบบนี้น่าจะเป็นการกินที่เกิดขึ้นในประเทศไทย”

ด้วยเหตุนี้ แอนดี้จึงบอกว่า “ผมมีหน้าที่นำตัวตนของอาหารที่อร่อยมาให้คนได้กิน โดยไม่กะเกณฑ์ว่าต้องเป็นอาหารไทยแท้ หรือมีรสชาติอย่างต้นตำรับ ผมสอนพนักงานที่ Pok Pok เสมอว่า ให้อธิบายส่วนประกอบและรสชาติของอาหาร มากกว่าจะบอกว่ามันเป็นรสชาติแบบไทยแท้ ๆ แต่หากคนจะเอาไปสรุปหรือนิยามกันเอง ก็เป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้”

ถ้าอย่างนั้นประเทศไทยควรนำเสนอ Soft Power ในเรื่องอาหารไปในทิศทางไหน

แอนดี้เสนอว่า “รัฐบาลไทยควรสื่อสารความแตกต่างของแต่ละภูมิภาคมากกว่านี้ ตอนนี้ทุกคนเห็นว่าประเทศไทยเหมือนกันหมด ไม่มีใครแยกออกว่าภาคไหนเป็นแบบไหน ทั้งที่เมืองไทยมีความหลากหลายสูงมาก

“ประเทศไทยมีเชฟรุ่นใหม่ที่ตีความอาหารไทยได้อย่างร่วมสมัย น่าสนใจ และมีความสามารถในการคงความเป็นตัวตนของอาหารไว้ได้อย่างชาญฉลาด ผมคิดว่าอาหารไทยยังมีโอกาสในตลาดโลกอีกมาก” 

เมื่อถามถึงเป้าหมายในชีวิตของพ่อครัวฝรั่ง เขาถามเรากลับว่า หมายถึงเป้าหมายชีวิตช่วงนี้หรือก่อนหน้านี้

มันต่างกันยังไง – เราถาม

“เพราะตอนนี้ผมอยู่ที่นี่” แอนดี้หมายถึงเชียงใหม่ “ก่อนหน้านี้เป้าหมายของผม คือมุ่งมั่นทำอาหารอร่อยให้คนกิน แต่วันนี้ผมตั้งใจใช้ชื่อเสียงและความรู้ที่มี สนับสนุนให้เชฟรุ่นใหม่เข้าถึงความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบ และมีช่องทางในการนำเสนออาหารไทยออกไปสู่สายตาชาวโลก

ก่อนแยกย้ายกันไปกินมื้อเที่ยง แอนดี้ทิ้งทายไว้ว่า “ผมเชื่อว่าอาหารไทยที่อร่อยที่สุด ต้องทำในประเทศไทยนะ”

ทัศนะอาหารไทยจาก Andy Ricker เชฟมิชลินชาวอเมริกัน ที่ปิดร้านอาหารไทยในอเมริกามาขับเคลื่อนเรื่องอาหารในเชียงใหม่

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“เราไม่เคยรู้ความหมายทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดพวกนี้มาก่อน ครั้งแรกที่ได้ยินก็น้ำตาซึมเลย”

‘พลอย’ หญิงสาวร่างกายซูบผอมแต่แววตาประกายไปด้วยความตื้นตันพูดกับเรา ขณะมองไปที่สามีที่กำลังถ่ายรูปคู่กับคอลเลกชันศิลปะอยู่ที่ระเบียง

“ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”

น้ำตาของพลอยรื้นขึ้นและหันมายิ้ม เมื่อรู้ว่าการสัมภาษณ์ในวันนี้กำลังจะจบลง หลังจากได้ขุดความรู้สึกเบื้องลึกของตัวเองมาเล่าให้เราฟังในวันนี้ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ซึ่งเรารู้ว่าสำหรับเธอไม่ใช่เรื่องง่าย

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ชั่วโมงก่อน พลอยไม่ได้อยู่ที่นี่ เราเดินทางมาเพื่อพบกับสามีของเธอ ต้นตอของแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ที่ทำให้คนไม่กล้าเขียนหนังสืออย่างเราลุกขึ้นมาอาสาเขียนเรื่องนี้ หลังจากพบชื่อของเขาเป็นหนึ่งในศิลปินจาก Bangkok Illustration Fair (BKKIF) อีเวนต์ใหญ่รายปีที่รวบรวมศิลปินมาจัดแสดงผลงาน และเรื่องราวของเขาก็ทำให้เราต้องลุกไปเสิร์ชกูเกิลว่า ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก คือใครกันแน่ 

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

เขาคือเจ้าของผลงานสาวอ้วนไม่มีคอกำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยสีสันสดใส มีร่องรอยความน่ารักปนหยอกล้อให้เห็นแล้วอมยิ้ม แต่ว่าเบื้องหลังที่เขาได้เล่าในงาน BKKIF คือการป่วยโรคไทรอยด์และหัวใจรั่วของพลอยที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปอย่างสิ้นเชิง จนออกมาเป็นงานศิลปะที่ตรงกันข้ามกับเรื่องจริงเพื่อเยียวยาตนเองกับครอบครัว ที่สำคัญคือมันได้ผล จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนมากมายถึงขนาดมีคนตีตั๋วเดินทางมาเพื่อขอจับมือเขาแน่น ๆ และกล่าวขอบคุณด้วยตัวเอง

ขณะที่เรากำลังทบทวนข้อมูลเหล่านี้ (ซึ่งเป็นข้อมูลเดียวที่หาได้) คุณชัชวาลย์ก็ได้เชิญเราเข้าไปนั่งพูดคุยในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยบอร์ดเกม ฟิกเกอร์โมเดล หนังสือการ์ตูน มีแบกกราวน์เป็นเพลง City Pop เปิดคลอไปตลอดการสัมภาษณ์ โดยเขาเรียกแทนตัวเองว่า ‘ชัด’ และเล่าว่าภรรยากำลังออกไปรับลูกทั้งสองคนจากโรงเรียน 

จากข้อมูลเพียงน้อยนิดในอินเทอร์เน็ต เชื่อว่าคงไม่มีใครรู้จักผู้ชายคนนี้ถึงแก่นแท้มากนัก เราจึงขอเริ่มจากการย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นเสียหน่อย ระหว่างรอเจ้าหญิงของเรื่องนี้กลับมา

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

นี่มันเด็กชัดๆ

ชัดโตมาในครอบครัวใหญ่ที่อยู่ร่วมกับพี่น้องนับสิบคน แต่เขาจะสนิทกับพี่ชายที่ชอบศิลปะเหมือนกัน และมักจะแข่งกันวาดรูปเหมือนจากการ์ตูนเรื่องโปรดอย่าง ดราก้อนบอล หรือ เซนต์เซย์ย่า ส่วนตอนอยู่โรงเรียนก็จะวาดรูปในสมุด หาเงินได้หลายสิบบาทจากการออกแบบเกมตารางง่าย ๆ และขายการ์ดให้เพื่อน ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เด็กประถมจินตนาการสูงคนหนึ่งตั้งขึ้นมาเอง

แต่ครั้งแรกที่ชัดรู้ว่าตัวเองอยากเป็นนักออกแบบคาแรกเตอร์ดีไซน์ ก็คือตอนที่เล่นเกมแล้วไปเจอกับ Slime แสนน่ารัก (เขาชี้ให้ดูฟิกเกอร์ Slime ยิ้มแฉ่งที่อยู่บนชั้นวาง)

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

“ผมเล่นเกม Dragon Quest ของ อาจารย์อากิระ โทริยามะ แล้วเขาวาดมอนสเตอร์น่ารักมาก ผมเป็นคนชอบอะไรน่ารัก ตอนเด็กก็คิดเลยว่าอยากออกแบบมอนสเตอร์ อยากเป็นคนออกแบบคาแรกเตอร์ดีไซน์ แต่ยังไม่รู้หรอกนะว่าหนทางที่จะไปสู่อาชีพนี้คืออะไร

“ตอนมีคนมาถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็ยังตอบไม่ได้ ไม่เคยมีใครปลูกฝังเราว่าควรจะเป็นอะไร ผมว่าศิลปะมันสนุก แต่เวลาเราเรียนเราก็ไม่ค่อยได้อินกับมัน สมัยนั้นก็สงสัยว่าทำไมคลาสเรียนศิลปะถึงได้น้อยจัง ตั้งแต่เรียนมาจนจบ ม.6 คิดว่ามีไม่เกิน 5 คลาสเลยมั้ง มันน้อยมากจนไม่ได้มีเวลาให้เราอย่างจริงจังทั้ง ๆ ที่เราอยากวาด จนมีอาจารย์มาบอกว่า ชอบวาดการ์ตูนก็ไปเรียนศิลปะสิ แค่นี้ก็เลยไปเรียนศิลปะ ง่าย ๆ เลย”

ด้วยความเป็นเด็กที่ยังไม่เห็นภาพอนาคต แต่รู้ว่าชอบศิลปะ ชัดจึงไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะศิลปกรรมศาสตร์ วัน ๆ อยู่กับน้ำมันสน สีน้ำมัน สีอะคริลิก และ Drawing แต่ว่าอยู่ไปสักพักก็เกิดคำถามจากคุณพ่อ ว่าหลังจากเรียนจบจะไปทำอะไรกิน ซึ่งเขาเองก็สงสัยเหมือนกัน

“ในสมัยนั้นมันเป็นไปได้ยากมาก มันยังไม่มี Collector แล้วก็ยังไม่มีคอมมูนิตี้งานศิลปะให้คนได้มาพบเจอกัน เดี๋ยวนี้คนอายุ 30 ต้น ๆ เขาก็เริ่มสะสมกันแล้วใช่ไหม สมัยผมมันไม่มีแบบนั้น วัน ๆ ผมก็แบกกระดาน แบกสีไปนั่งเพนต์ ปั้น ปั้น แล้วก็ปั้น ตัวเลอะเทอะ แล้วก็ดูเหมือนไม่มีอะไรเลย”

การเจรจากับคุณพ่อจบลงที่มาเจอคนละครึ่งทาง ชัดย้ายมาเรียนต่อที่สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เพราะว่านอกจากศิลปะแล้ว ยังได้เรียน Business ด้วย กระบวนการคิดแบบเด็ก ๆ ของเขาจึงจบลงเพียงแค่นั้น ต่อไปนี้คือหนทางของจริงที่ศิลปินทุกคนต้องตามล่าหาทางออกว่าจะสร้างเม็ดเงินจากมันได้อย่างไร 

“สิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มมาเลยคือ Design for Communication และเป็น Designed for Business ในเส้นทางนี้อย่างน้อยก็รู้ว่าจะมีคนจ้างผมเพราะอะไร”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์
ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

ภาพที่ไม่ชัด

ชัดสามารถวาดงานสไตล์ใดก็ได้จากการดูตัวอย่างเพียงครั้งเดียว และมีพลังเหลือล้น (เขาเรียกตัวเองในสมัยนั้นว่า ‘อีโมจังวะ’) เพราะทุกงานที่ทำต้องมาจากดินสอจริง สีจริง กระดาษจริง และต้องใส่รายละเอียดเยอะ ๆ แบบบ้าพลังลงไป

“เรียกได้ว่าตอนนั้นอีโมมาก ๆ จะค่อนข้างแอนตี้พวก Digital Painting เลย งานมันต้องใช้ดินสอ มันต้องใช้มือสิวะ คิดแบบนั้น แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังตามหาตัวเอง ผลงานเลยมีหลายสไตล์มาก คือให้ทำแนวไหนผมทำได้หมดเลย แต่ไม่ได้เข้าใจว่ามันเป็นยังไง”

ชัดเปิดผลงานที่วาดด้วยดินสอให้เราดู รายละเอียดยิบย่อยที่ต้องเพ่งมองถึงจะเห็นทำให้เราทึ่ง นอกจากสงสัยว่าเหลาดินสอหมดไปกี่แท่ง ยังสงสัยว่างานเหล่านี้จะเล่าอะไร ชัดบอกว่าตัวเขาตอนนั้นยังไม่ได้คิดว่าศิลปะจะสะท้อนอะไร แต่ถ้าวันนี้มองย้อนกลับไปก็จะพบว่างานมันสะท้อนตัวตน ความคิด บุคลิก ของตัวศิลปินในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ชัดเจนมาก อย่างเช่นการวาดทุกอย่าง การใช้สีได้ทุกเฉด บอกได้ว่าเขาในวัย 20 ต้นๆ ยังเห็นตัวตนไม่ชัดเจนนัก 

อย่างไรก็ตาม ฝีมือโดดเด่นชนิดหาตัวจับยาก ทำให้ผลงานทีสิสคาแรกเตอร์ดีไซน์ของเขา ซึ่งเป็นชุดแรกในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ไปเตะตาจนอาจารย์ชักชวนไปทำงานด้วย รวมถึงแตะหัวใจของพลอยซึ่งเป็นรุ่นน้องโดยที่เขาไม่รู้ตัว ทั้งคู่คบหากันตั้งแต่ตอนเรียน กระทั่งจดทะเบียนสมรสและอยู่เป็นคู่ชีวิตด้วยกันมาตั้งแต่วันนั้น

พลอยกลับมาถึงพอดีพร้อมกับพยานรักตัวจ้อยอีก 2 คน ที่ย้ำเตือนว่าเรื่องราวเหล่านั้นผ่านมาเป็นเวลานานแล้ว เสียงเด็ก ๆ ตะโกนโห่ร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อพบว่ามีแขกมาที่บ้าน ชัดต้องหยุดการพูดคุยกับเราไปสักพักเพื่อช่วยพลอยปรามลูก ๆ เป็นภาพน่าเอ็นดูจนอดถามไปไม่ได้ว่า “แต่งงานกันมากี่ปีแล้วคะ”

“เราแต่งงานกันมากี่ปีแล้วนะคุณ” ชัดตะโกนถามพลอยที่อยู่ในครัว “20 แล้วไหม”

“ไม่ถึง!” พลอยชะโงกหน้ามาตอบ “แต่ถ้านับตั้งแต่อยู่ด้วยกันก็ 20 ปีมาแล้วแหละ”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

หลังเรียนจบ ชัดเข้าไปทำงานในบริษัทตามคำชวน โดยไม่รู้มาก่อนว่าที่นั่นทำงานเกี่ยวกับ Production ภาพเคลื่อนไหว เด็กนิเทศศิลป์ผู้บ้าคลั่งคนนี้เลยวางดินสอแล้วมาจับเม้าส์หัดทำ After Effect กับ Final Cut Pro แบบงง ๆ เหมือนคนหลงทางเข้าไป

“ผมอยู่ที่นั่นตั้งแต่ทำอะไรไม่เป็นจนกลายเป็นผู้กำกับ ช่วงนั้นเลิกวาดรูปไปเลย แทบไม่ได้แตะ วัน ๆ เอาแต่ทำหนังส่งประกวด คุยกับลูกค้า วนอยู่แบบนี้ ไม่รู้หลงไปได้ยังไง”

“หลงไปนานแค่ไหนคะ”

“15 ปี”

โอเค นั่นดูเป็นการหลงทางที่ค่อนข้างไกล (แถมลึกด้วยแหละ) 

ภาพในตอนนั้นคงยังไม่ชัดเท่าไหร่ว่าเขากลับมาเป็นศิลปินได้ยังไง ซึ่งเรากำลังจะเล่าส่วนที่สำคัญที่สุดในบทความนี้ต่อด้านล่าง

ความชัดเจน

เราพบว่าผู้ชายคนนี้เลิกวาดรูปมาแล้ว 15 ปี เคยทำงานมาแล้ว 4 ที่ เคยเป็นผู้กำกับ เป็น Art Director และปัจจุบันเป็น Producer กับ Creative ทำหนังและโฆษณามาแล้วมากมาย ประสบการณ์ทั้งหมดยืนยันว่า เขาเป็นตัวเจ๋งของวงการนี้อยู่เหมือนกัน ซึ่งนั่นดูห่างไกลจากการเป็นศิลปินมากกว่าที่เราคิดไว้ในตอนแรก

แต่ทุกอย่างที่กำลังไหลไปตามเวลา กลับสะดุดลงในตอนเขาทำงานช่วงปีที่ 7

เมื่อลูกคนแรกลืมตาดูโลก

“สิ่งแรกที่ผมทำตอนผมมีลูกคือ ลาออกจากบริษัท”

นั่นฟังดูบ้าบิ่นมากพอสมควร ในขณะที่หลายคนตั้งเป้าถึงความมั่นคงในชีวิตและเงินทองเมื่อกำลังจะมีลูก แต่เขากลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามด้วยการลาออก ชัดเห็นอะไรที่ ‘ชัดเจน’ กว่านั้น เมื่อการเป็นพ่อคนทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาว่า เขาจะต้องสอนเด็ก ๆ เหล่านี้ และเขาดีพอจะสอนหรือยัง

“ผมเป็นคนที่ทำเพื่อบริษัทมาก จนบางครั้งมันไม่ได้ถูกต้องในความคิดของผม ผมทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ชอบนัก พอมีลูก ความคิดแรกก็คือ เราอยากบอกลูกได้เต็มปากว่า ลูกสามารถใช้ชีวิตอย่างที่ลูกเชื่อ แล้วถ้าหากว่าผมยังทำไม่ได้ ผมจะบอกเขาได้ยังไงว่าชีวิตเป็นของลูกนะ”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

ชัดมองเห็นปัญหาหลาย ๆ อย่างในวงการ Production ทั้งราคาค่าแรงที่ต่ำลงสวนทางกับประสบการณ์ และวงการที่เสื่อมถอย เขาจึงไม่ทนกับสิ่งนี้อีกต่อไป เขาลาออกมาเพื่อตั้งบริษัทของตัวเองที่มีนโยบายค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล อะไรที่ไม่เมกเซ้นหรือทำร้ายคนทำงานก็จะไม่ทำเลย ถึงแม้ลูกค้าจะหายไปเป็นโหล จาก 30 เจ้า เหลือเพียง 2 เจ้า

เป็นก้าวเดินที่ขมขื่นแต่ไม่ฝืนใจ ชัดมีความสุขกับการได้เลือกเส้นทางใหม่ได้ไม่นาน ก็เกิดสถานการณ์โควิด จนทำให้งาน Production ทุกอย่างหยุดชะงัก ออกกองไม่ได้ งานหายวับไปกับตา และเขาก็ต้องกลับมาอยู่บ้านโดยไม่รู้จะเอาอย่างไรต่อ

“ทำไมไม่วาดรูปล่ะ” นั่นคือคำถามของพลอย 

ชัดตอบไปว่าไม่รู้จะเริ่มอย่างไร เมื่อมันห่างหายมานานมากแล้ว ถ้าหากกลับไปเป็นศิลปินก็ยังไม่รู้จะขายให้ใคร วาดจะให้ใครดู และอีกอย่างเขาคิดว่าสไตล์ของเขาไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบันแล้ว แต่ภรรยาก็ยังยืนยันที่จะให้เขาวาดรูป พร้อมกับเผยความในใจที่ไม่เคยบอกตั้งแต่แรกว่า

“รู้ไหม ฉันชอบเธอเพราะว่าเธอวาดรูปเก่งมาก เธอเป็นคนที่เท่และมีพรสวรรค์มากเลยนะ”

เพียงประโยคนั้นเอ่ยออกมา ดวงไฟเล็ก ๆ ก็ถูกจุดขึ้น พวกเขาคงไม่รู้ว่าทุกสิ่งจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เพราะการกลับมาจับปากกาในครั้งนี้ 

ชัดได้มีเวลาตกตะกอนสิ่งที่เจอมาทั้งชีวิตและทำโปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ จนเริ่มมีผู้ติดตามผลงานมากขึ้น เขาได้เข้าร่วม BKKIF ในปี 2021 ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดีเพราะเสียงเชียร์จากภรรยาที่คอยให้กำลังใจ

จนกระทั่งวันที่พลอยล้มลง

ต้นปี 2022 พลอยเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย มือสั่น หัวใจเต้นแรง เหนื่อยหอบ และน้ำหนักของเธอก็ลดลงเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว ในตอนแรกเธอไม่ได้ไปหาหมอเพราะคิดว่าเป็นผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน และที่สำคัญคือไม่มีคนดูแลลูก ๆ จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม เธอเข้า ICU พร้อมกับหัวใจที่เต้นถึง 150 ครั้งต่อนาที จนคุณหมอบอกว่า รู้ไหมว่าคุณอาจตายได้เลยนะ

พลอยตรวจพบโรคเกรฟ (Graves’ Disease) ชื่อเรียกภาษาไทยคือ คอพอกตาโปนหรือไทรอยด์เป็นพิษ และเจอโรค WPW Syndrome (Wolff-Parkinson-White Syndrome) เมื่อเธอเป็นพร้อมกันทั้ง 2 โรค ก็ส่งผลให้มีรูรั่วในหัวใจเพิ่มขึ้นมากถึง 4 – 5 รูจากอาการน้ำท่วมปอด อาการนั้นรุนแรงจนเธอยืนไม่ได้ ไม่มีแรงแม้กระทั่งเปิดขวดน้ำ และที่แย่ที่สุดคือเธออุ้มลูกไม่ได้

นอกจากสุขภายกายแล้ว สุขภาพจิตของพลอยก็ย่ำแย่ตามไปด้วย เธอเริ่มรู้สึกเป็นตัวถ่วงและอยากให้สามีออกไปทำงาน หาแรงบันดาลใจวาดรูป แทนที่จะต้องมาตัวติดอยู่กับเธอ ชัดรู้ดีกว่าเขาทำอย่างนั้นไม่ได้ และคิดหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้ทุกคนผ่านสถานการณ์นี้ไป จนวันหนึ่งอยู่ ๆ ประโยคที่พลอยเคยพูดเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า เธอก็วาดทุกอย่าง ยกเว้นฉัน

ศิลปินหนุ่มดีดนิ้วดังเป๊าะ

“ถ้าหากผมวาดคุณ คุณก็ไม่ต้องไล่ผมไปหาแรงบันดาลใจวาดรูป เอาล่ะ งาน BKKIF ปีนี้ผมจะวาดคุณนี่แหละ คุณจะเป็น Reference ที่ผมจะได้เจอทุกวัน มองทุกวัน คุยทุกวัน เพราะผมมีแต่คุณนี่ไง มันชัดเจนแล้ว”

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ชัชวาลย์ และ พลอยไพรำ

คืนหนึ่ง ชัดเรียกพลอยเข้าไปดูอะไรบ้างอย่าง

“นี่ฉันอ้วนขนาดนี้เลยหรอ!”

พลอยอุทานกับรูปหญิงสาวตัวอ้วนจ้ำม่ำ ใส่ชุดว่ายน้ำ อวดแขนขาใหญ่ ๆ และไม่มีคอ กำลังอาบน้ำใต้ฝักบัวในชุดแดงสีสดใส 

“มันก็ต้องอ้วนแบบนี้แหละ! จะได้หมายความว่าคุณหายป่วยแล้วไง”

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผลงาน Collection : Chubby Era ถือกำเนิดขึ้น มันเป็นวันธรรมดา ๆ หลังกลับมาจากกิจกรรมว่ายน้ำเล่นของครอบครัว ชัดลงมือวาดรูปภรรยาของเขา และหลังจากนั้น Chubby Era ก็ถ่ายถอดเรื่องราวของสาวอ้วนไร้คอ กำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างน่ารักและมีความสุขออกมาเรื่อย ๆ โดยเรียกเสียงหัวเราะของพลอยได้ในทุกครั้งที่เขาเปิดภาพให้เธอดู 

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022
ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ชัดใช้ Space ในผลงานมากขึ้นเริ่ม มีตำแหน่งจัดวางที่ชัดเจนมากขึ้น มีที่ให้สีได้เฉิดฉายมากขึ้นใน Collection เขาค้นพบความเรียบง่ายเหล่านี้จากตอนมีลูก ว่าแท้จริงแล้วชีวิตมันโคตรจะธรรมดา 

“งานของผมโดนนำเสนอออกมาในแบบที่เรียบมาก ๆ มีคนมาดูแล้วบอกว่า งานของคุณเหมือนงานของคนที่โตแล้ว เมื่อก่อนที่งานผมดีเทลเยอะมาก ๆ ตอนนี้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะชีวิตมีอะไรให้ต้องทำเยอะแยะ เอาง่าย ๆ ถ้าลูกร้องไห้อยากอ่านหนังสือ ผมก็ต้องไปอ่านหนังสือ จะมามัวนั่งผสมสีอะคริลิกทิ้งไว้ แล้วกลับมาผสมไม่ได้สีเดิมก็ไม่ได้ไง ยิ่งพอมาเป็นคอลเลกชันนี้ ผมยิ่งเข้าใจตัวเองมากขึ้น”

สาเหตุที่ Chubby era ต้องอ้วน ก็เพราะเขาหวังว่าภรรยาจะกลับมากินอิ่ม นอนหลับ สุขภาพแข็งแรง ซึ่งหมายความว่ายารักษาจะได้ผล และการที่ไม่มีคอ นั่นหมายถึงอยากให้โรคไทรอยด์นี้หายไป และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องราวธรรมดา นั่นคือความปรารถนาสูงสุดที่เขาอยากเห็น

ทั่งคู่ได้นั่งพูดคุยกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น พลอยเป็นคนเลือกสี ชัดเป็นคนวาด พลอยเป็นต้นเรื่อง ชัดเป็นคนเล่า น้ำหนักของเธอเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ เรี่ยวแรงเริ่มกลับมา และหัวเราะบ่อยขึ้น ศิลปะได้เชื่อมโยงทั้งคู่เข้าด้วยกัน 

“ผมอยากให้ภรรยาแฮปปี้ แข็งแรง และมีความสุข มันสำคัญมากเพราะเราต้องคอยเลี้ยงอารมณ์เขา ต้องคอยอยู่กับเขาตลอดเวลา เรื่องทรวดทรงผอม ๆ สวย ๆ พอมาเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว ผมมองว่าสิ่งนี้ไม่ได้สำคัญเลย ผมเป็นสามีที่อยากให้ภรรยาของตัวเองอ้วนขึ้น เพราะนั่นหมายถึงเขาจะกลับมาแข็งแรง
“บางรูปเขาก็ถามว่า นี่ฉันต้องขาใหญ่ขนาดนี้เลยหรอ ผมก็บอกว่าให้มันอ้วนแบบนี้เลย กระโดดลงไปในน้ำ น้ำหมดบ่อเลย วาดเขาเป็นโมนาลิซ่าบ้าง วีนัสบ้าง ผมตั้งใจบอกเขาว่า คุณเป็น Reference ของผมเลยนะ สิ่งสำคัญคือคุณต้องอยู่นะ ถ้าหากว่าไม่มีคุณอยู่ ผมนึกไม่ออกเลยว่าชีวิตจะเป็นยังไง”

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

หลังจากผลงานชุดนี้ได้ไปแสดงที่ BKKIF 2022 เรื่องราวของทั่งคู่ก็ถูกเล่าออกไป และคงไม่ใช่แค่เราที่อยากมาพบพวกเขาและดูผลงานชุดนี้ด้วยตาตัวเองชัด ๆ คนอีกมากมายก็มาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน

“ในงานวันสุดท้าย มีคนมายืนจับมือ ตัวแข็งมองหน้าผม บอกว่าขอบคุณมากพี่! ผมก็ตกใจ เขาเล่าว่า น้องผมเป็นผู้ป่วยติดเตียงและได้อ่านเรื่องของพี่ เขาบอกว่าเขาไหวแล้ว ขอบคุณมากนะพี่ ผมตั้งใจจะมาที่นี่เพื่อบอกแค่นี้ 

“มันมีความหมายกับผมมาก คนดูงานของเราแล้วต้องได้อะไรกลับไป แค่นี้ก็เป็นงานศิลปะอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว ผมคิดเสมอว่าศิลปินทำงานให้ตายยังไงมันก็เสร็จแค่ 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ คือมีคนมาดู ขอบคุณที่ทำให้งานของผมสมบูรณ์ ทำให้ผมกลับมารู้สึกเชื่อมั่นอีกครั้ง ว่าเราสร้างงานไปแล้วมันให้อะไรกับผู้คน ทำให้ผมกลับมาศรัทธาต่อศิลปะ

“ตอนนี้ชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นแล้ว บอกลูกได้แล้วว่าปะป๊าเป็นศิลปิน ลูกอยากเป็นอะไรก็เป็นได้นะ อยากทำอะไรแบบที่เชื่อก็ทำนะ มันไม่เป็นไรหรอก”

ชัดกล่าวพร้อมกับมองลูก ๆ ทั้งสองคนที่วิ่งเล่นอยู่ไม่ห่าง 

และเราเชื่อว่า เขาสามารถทำอย่างนั้นอย่างที่พูดมาจริง ๆ

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022
ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

เรากับพลอยยืนมองชัชวาลย์ถ่ายรูปกับตากล้องอยู่ที่ระเบียงหลังการสัมภาษณ์อันยาวนานจบลง เราถามความรู้สึกถึงเรื่องที่ได้ฟังในวันนี้

“มันทำให้เรามีกำลังใจอยากกลับมาแข็งแรง จากตอนนั้นที่ยืนแทบไม่ได้เลย กลับมีแรงฮึดให้ครอบครัว เราเห็นเขาวาดรูปกำลังไปด้วยดี เลยอยากกลับมาแข็งแรงตามรูปที่เขาวาด 

“เรารู้มาตลอดว่าเขาชอบวาดรูป ทุกครั้งที่เห็นเขาวาดเราจะมีความสุข เพราะเขาจะสุขภาพจิตดีแตกต่างจากงานตอนทำงาน การวาดรูปทำให้เห็นรอยยิ้มเขาเยอะมากกว่า เราดีใจมากที่เห็นเขากลับมาวาดอีกครั้ง”

แววตาของเธอดูทั้งภูมิใจและอ่อนไหวในเวลาเดียวกันขณะมองไปที่สามี เธอบอกว่าเธอจะร้องไห้ง่ายกว่าปกติสักหน่อยเพราะโรคไทรอยด์ ซึ่งเราเข้าใจว่าถึงจะไม่ได้ป่วย แต่ถ้าได้ฟังคำพูดเหล่านั้น เราเองก็คงกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน

เราถามว่าแล้วจริง ๆ พลอยรู้สึกยังไงกับ Chubby Era เธอเงียบไปชั่วครู่

“เราไม่เคยรู้ความหมายทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดพวกนี้มาก่อน ว่าทำไมถึงไม่มีคอ ทำไมถึงอ้วน จนมารู้ในงาน BKKIF นี่แหละ ครั้งแรกที่ได้ยินก็น้ำตาซึมเลย”

เราเห็นหยาดน้ำตาเล็ก ๆ ที่หางตาของเธอ

“ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”

สุดท้ายแล้ว นี่อาจไม่ใช่เรื่องราวของศิลปะบำบัดผู้ป่วย 

ไม่ใช่เรื่องราวของศิลปินที่หลงทางไปเป็นผู้กำกับ

แต่เป็นเรื่องราวความรักระหว่าง ชัชวาลย์ และ พลอยไพรำ 

ที่มีเราและนักอ่านทั้งหลายเป็นพยาน

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ติดตามผลงานได้ที่ Instagram : chatotsad

Writer

วรัมพร ศิริสวัสดิ์

Creative Video ที่จบภาพยนตร์ แต่อยากเขียนหนังสือ เป็นมือใหม่หัดวาด เก่งศาสตร์ฝันกลางวันและมีดวงจันทร์เป็นรอยสักกับนามปากกา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load