27 พฤศจิกายน 2563
5 K

หลายคนคงจะรู้จัก ‘หิ่งห้อย’ แมลงตัวน้อยที่เรืองแสงเป็นอย่างดี แต่หากถามว่า หิ่งห้อยกินอะไรเป็นอาหาร หรือมีวงจรชีวิตอย่างไร เราอาจจะจนคำตอบอย่างรวดเร็ว คำถามง่ายๆ ที่ยังไม่มีใครรู้ ชวนให้ ก้อย-ผศ. ดร. อัญชนา ท่านเจริญ ใช้เวลากว่า 20 ปีในการศึกษาวิจัยหิ่งห้อยในมุมมองที่น้อยคนจะรู้จัก

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

นิทานหิ่งห้อย

ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีก่อน ค่ายรักษ์หิ่งห้อยที่อัมพวาเป็นค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติค่ายแรกที่ฉันเคยเข้าร่วม และเป็นประตูบานแรกให้ฉันเริ่มทำกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ฉันแทบจะจำกิจกรรมสันทนาการหรือเพื่อนๆ ในค่ายไม่ได้เลย แต่ที่แจ่มชัดคือกิจกรรมล่องเรือชมหิ่งห้อยในคืนนั้น

หลังอาหารเย็นเมื่อความมืดมาเยือน เราตั้งแถวทายากันยุงและถูกต้อนลงเรือหางยาว ก่อนที่เรือจะแล่นไปตามลำคลองอัมพวาผ่านแสงไฟของบ้านเรือนที่อยู่สองข้างทาง

เมื่อสุดเขตชุมชน เรือก็ดับเครื่องปล่อยให้แรงเฉื่อยพาเราเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ไม่นานนักแสงระยิบระยับของหิ่งห้อยก็ค่อยๆ สว่างไสวอยู่รอบตัวเรา เด็กน้อยในวันนั้นเอากล้องฟิล์มตัวเก่ามาถ่ายภาพหิ่งห้อยจนหมดม้วน แต่แสงหิ่งห้อยเลือนรางกว่าที่จะบันทึกภาพได้ พอล้างฟิล์มมาจึงเหลือแต่ภาพดำมืดไว้เป็นที่ระลึก ส่วนแสงระยิบระยับได้ถูกบันทึกไว้ในภาพจำ

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

พี่ก้อย คือพี่เลี้ยงค่ายในวันนั้น ซึ่งกลายเป็นดอกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญหิ่งห้อยในเมืองไทย และปัจจุบันเป็นอาจารย์ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“อะไรที่ทำให้เธอยืนหยัดทำงานวิจัยได้นานขนาดนี้” ฉันอดตั้งคำถามไม่ได้เมื่อเราได้เจอกันอีกครั้ง

“เราเป็นคนชอบแมลง มีวิชาอะไรเกี่ยวกับแมลงเราก็เลือกเรียนหมด แต่พอเจอคำถามเกี่ยวกับหิ่งห้อยว่ามันกินอะไร หรือวงจรชีวิตเป็นอย่างไร เราแทบไม่รู้จักมันเลย ยิ่งเราเกิดที่บางกะเจ้าด้วย เห็นมันมาตั้งแต่เด็ก แต่ตอบคำถามไม่ได้ก็ยิ่งอยากรู้” อาจารย์ก้อยเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของความสงสัยสมัยเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ 

ยิ่งค้นหาก็ยิ่งพบว่าหิ่งห้อยเป็นแมลงที่ลึกลับและน่ามหัศจรรย์ แต่การศึกษาสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ในประเทศไทยยังมีน้อยมาก จึงทำให้เธอตัดสินใจทำวิทยานิพนธ์เรื่องหิ่งห้อย

“มันท้าทายมากนะ ข้อมูลก็ไม่ค่อยมี อาจารย์ที่เชี่ยวชาญก็ไม่มีเลย แต่โชคดีที่ อาจารย์สังวรณ์ กิจทวี ให้โอกาสทำวิจัยและยอมเป็นที่ปรึกษา เพราะอาจารย์เองก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจารย์บอกทำนองว่าให้เธอว่ายน้ำไป ถ้าเธอจะจม ครูจะช่วยเธอเอง ทำให้เราอุ่นใจว่ายังมีคนคอยให้คำปรึกษาอยู่ตลอด”

แม้หิ่งห้อยจะเป็นแมลงเรืองแสงที่ชวนให้คนหลงรัก แต่การทำงานวิจัยไม่ได้ง่ายเลย นักวิจัยสาวต้องออกสำรวจยามค่ำคืนตั้งแต่เวลา 6 โมงเย็นจนถึงเวลา 6 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น เนื่องจากหิ่งห้อยแต่ละชนิดก็มีช่วงเวลาออกหากินที่แตกต่างกัน 

เธอไม่ได้จับหิ่งห้อยมานอนคอยฝันดี แต่ต้องทั้งนับจำนวนและจำแนกชนิดตลอดคืนจนรุ่งเช้า บางพื้นที่ก็ต้องจับหิ่งห้อยทั้งที่นั่งอยู่บนเรือ โดยมีครอบครัวและเพื่อนๆ เป็นผู้ช่วยวิจัย

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

การค้นพบชนิดใหม่ของโลก

“หลายคนบอกว่าเราค้นพบหิ่งห้อยชนิดใหม่ของโลก แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเลย มันมีตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เราแค่เป็นคนแรกที่พบว่าข้อมูลผิด” ก้อยออกตัวเมื่อฉันถามถึงการค้นพบหิ่งห้อยชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทย

“หิ่งห้อยน้ำจืดชนิดนี้เป็นชนิดที่พบเยอะมากในไทย ตอนทำวิจัยเราอ้างอิงจากหนังสือและใช้ชื่อ Luciola brahmina มาตลอด แล้ววันหนึ่งก็มีเพื่อนต่างชาติส่งรูปมาบอกว่าเจอหิ่งห้อยที่หน้าตาคล้ายกับของเรา แต่ว่าไม่เหมือนกัน แล้วถามว่าเราจัดจำแนกจากอะไร เพราะแตกต่างจากตัวอย่างหิ่งห้อยต้นแบบ เลยส่งตัวอย่างให้ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศตรวจสอบอีกครั้ง และเขาก็ยืนยันว่าเป็นชนิดใหม่ของโลกจริงๆ”

เธอจึงได้ตั้งชื่อชนิดใหม่ด้วยตัวเอง

“ทำไมถึงไม่ตั้งชื่อเป็น Siamensis หรือ Thailandica” ฉันถามในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เรามักตั้งชื่อตามสถานที่ค้นพบ และอีกนัยหนึ่งคืออวยประเทศตัวเองในทางอ้อมไปด้วย

“ตอนแรกก็อยากตั้งชื่อแบบนั้น” ก้อยตอบพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนจะอธิบายต่อว่า “อาจารย์ที่ปรึกษาร่วมที่เป็นนักอนุกรมวิธานไม่ยอม เขาให้เหตุผลว่า การตั้งชื่อแบบนี้ไม่ได้บ่งบอกลักษณะของสิ่งมีชีวิตเลยและอาจจะจำกัดเกินไป และอาจารย์ให้คิดลักษณะเด่นอื่นของหิ่งห้อยชนิดนี้ ซึ่งก็คือตัวอ่อนมันอยู่ในน้ำจืด เราเลยตั้งชื่อว่า Luciola aquatilis คำว่า Aqua ที่แปลว่าน้ำนั้นเอง”

ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อสกุล หิ่งห้อยชนิดนี้จึงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sclerotia aquatilis Thancharoen ในปัจจุบัน

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

ไร้ประโยชน์ สำหรับใคร

งานวิจัยเหมือนจะลุล่วงไปได้ด้วยดี จนเธอเจอกับคำถามสะกิดใจครั้งใหญ่ที่ทำให้นักวิจัยสาวผู้มุ่งมั่นถึงกับไขว้เขว

“ตอนใกล้จบปริญญาโท มีคนถามว่า ทำไมเราถึงต้องทำวิจัยหิ่งห้อย มันเป็นแมลงที่มีโทษหรือมีประโยชน์หรือ ถ้ามันไม่มีทั้งประโยชน์และไม่มีโทษ เราไม่เห็นจำเป็นต้องรู้ใช่ไหม

“ตอนนั้นเราศึกษาเพราะตอบสนองความอยากรู้ของเราเอง แต่พอเจอคำถามนี้ เราตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมากเลยว่าที่เราทำ ที่เราทุ่มเทมาทั้งหมดหลายปี เพื่ออะไร หรือว่าเราเดินผิดทาง”

ถ้ามีคนสักคนถามคุณแบบนี้กับสิ่งที่คุณพยายามมาตลอดหลายปี คุณจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร

หลังจากที่ถกเถียงกับความคิดของตัวเอง เธอก็ได้ก้าวผ่านภูเขาหนักอกลูกใหญ่ไปได้

“ต้องถามว่าประโยชน์ในมุมไหน ประโยชน์สำหรับมนุษย์ใช่ไหม หรือประโยชน์สำหรับระบบนิเวศ หรือประโยชน์สำหรับใคร ถ้าเรามองตัวเราเป็นที่ตั้ง เราก็จะหาประโยชน์ในมุมของมนุษย์เท่านั้น เราพบว่าสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตมีประโยชน์ เพียงแต่เรายังไม่ได้ศึกษามากพอ หรือหามุมที่มีประโยชน์มาใช้

“การอนุรักษ์หิ่งห้อยในปัจจุบันเป็นความรู้สึกไปแล้ว คือคนอยากรักษาหิ่งห้อยไว้ไม่ให้หายไป เหมือนกับคนลืมมองหาประโยชน์ทางตรง เราเห็นว่าหิ่งห้อยกลายเป็นแมลงเศรษฐกิจไปแล้วในแง่ของการท่องเที่ยว ตอนที่ตลาดน้ำอัมพวามีการท่องเที่ยวชมหิ่งห้อย ตอนนั้นเราก็เริ่มเป็นที่รู้จักและมีงานบรรยายมากขึ้น คนก็ไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามว่า ทำไมต้องศึกษาสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ มันเริ่มจุดประกายเป็นการท่องเที่ยวชมหิ่งห้อย หลังจากนั้นกระแสการอนุรักษ์หิ่งห้อยก็มากขึ้นเรื่อยๆ ที่ไหนที่มีหิ่งห้อยก็เริ่มพัฒนาเป็นที่ท่องเที่ยวมากขึ้น

“จากคำถามว่าทำไมต้องทำวิจัยหิ่งห้อยเปลี่ยนเป็นว่า ทำไมหิ่งห้อยถึงทำอย่างนั้น ถึงทำอย่างนี้มากขึ้น มันกินอะไรหรือมันเรืองแสงได้ยังไง”

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

เพาะพันธุ์หิ่งห้อยสู่ธรรมชาติ

เมื่อความมืดมาเยือน ก็ได้เวลาที่นักวิจัยจะต้องเริ่มทำงาน อาจารย์ก้อยและทีมนักศึกษาเปลี่ยนชุดเตรียมพร้อม ทั้งเสื้อตาข่ายกันยุง กางเขงขายาว รองเท้าบูตยาง หมวกปีกกว้าง และที่สำคัญคือ สวิงด้ามยาวไว้จับหิ่งห้อย แม้ฉันจะไม่พร้อมมากนักแต่ก็ขอตามไปลงภาคสนามด้วย

“แสงไฟถนนทำให้หิ่งห้อยไม่ข้ามมา” อาจารย์บอก เราจึงต้องข้ามฝั่งไปยังพื้นที่รกร้างที่อยู่อีกฟากหนึ่ง พอเดินห่างจากถนนไม่เท่าไหร่ เราก็เห็นแสงกะพริบบินผ่านตาเราไป มือถือสวิงเตรียมวิ่งไล่หิ่งห้อย คลาดไปเพียงนิดเดียวพื้นที่ก็มืดสนิทอีกครั้ง หิ่งห้อยจะหยุดกะพริบแสงเมื่อมีการรบกวน

เราเดินลึกเข้าไปอย่างช้าๆ ภายใต้ความมืด มีแสงไฟฉายสีแดงคอยนำทาง เพราะเป็นแสงสีที่ไม่รบกวนสิ่งมีชีวิต ยังดีที่คืนนี้พระจันทร์สว่างเต็มดวง ทำให้การทำงานไม่ยากเกินไปนัก พอเราอยู่นิ่งๆ อีกสักอึดใจก็มีแสงกะพริบบินผ่านไปอีก ก้อยใช้สวิงจับหิ่งห้อยตัวน้อยแล้วใส่ในขวดโหลพลาสติก หิ่งห้อยราว 30 ตัวบรรจุอยู่เต็มกล่องสลับกันกะพริบแสงราวกับไฟประดับต้นคริสมาสต์ พวกมันจะถูกนำไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ในการเพาะเลี้ยง

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

“หลักการของการเพาะเลี้ยงและปล่อย คือต้องจับพ่อแม่พันธุ์มาจากธรรมชาติหรือบริเวณใกล้เคียง การจับหิ่งห้อยจากธรรมชาติเมื่อก่อนเราจะรู้สึกไม่ค่อยดีเพราะว่าทำลายธรรมชาติ แต่ปัจจุบันพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ถูกรุกรานมาก สถานการณ์ในตอนนี้คือการไปช่วยเขาให้มาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เราจะจับในช่วงที่มีหิ่งห้อยจำนวนมากและจับมาในจำนวนมาก เพื่อให้ได้พันธุกรรมที่หลากหลายด้วย

“การเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยน้ำจืดเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเพราะเราต้องเข้าใจวงจรชีวิตของมันทั้งหมด อย่างหิ่งห้อยเป็นแมลงที่มีวัฏจักรชีวิตคล้ายๆ กับผีเสื้อ ประกอบด้วยสี่ระยะ คือ ไข่ ตัวหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย ในกรณีของหิ่งห้อยน้ำจืด เขาวางไข่ใต้ใบพืชน้ำ แล้วพอประมาณสิบถึงสิบสองวัน เขาจะฟักออกมาเป็นตัวหนอนตัวเล็กๆ และเป็นผู้ล่าทันทีเลย 

“เขาต้องการอาหารก็คือหอย ถ้าเกิดมาใหม่ๆ ตัวหนอนจะกินหอยขนาดเล็ก พอลอกคราบแล้วตัวใหญ่ขึ้น ระยะท้ายก็จะเริ่มกินหอยที่ตัวโตขึ้นได้ เมื่อเป็นตัวหนอนวัยสุดท้ายเขาจะไต่ขึ้นตามตลิ่ง เป็นที่แห้งแล้วไปเข้าระยะดักแด้ ต่อจากนั้นก็ลอกคราบอีกครั้งเป็นตัวเต็มวัย แล้วก็บินออกมากะพริบแสงหาคู่เพื่อผสมพันธุ์”

ก้อยใช้เวลาถึง 5 ปีพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยน้ำจืดจนสำเร็จ และเพิ่มจำนวนหิ่งห้อยเป็นหลักพันถึงหมื่นตัว (Mass Rearing) งานวิจัยชิ้นนี้จึงได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเป็นทรัพย์สินทางปัญญา และเธอก็ตั้งใจว่าจะใช้งานวิจัยนี้ช่วยอนุรักษ์หิ่งห้อยต่อไป

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

มลภาวะแสง สัญญารบกวนภาษารัก

ปัจจุบันการเจอหิ่งห้อยถือเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่เหมือนกับสมัยก่อนที่หิ่งห้อยพบเห็นได้ทุกที่แม้กระทั่งในกรุงเทพฯ สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้พื้นที่ พื้นที่รกร้างถูกเปลี่ยนเป็นอาคารบ้านเรือน ทำให้หิ่งห้อยขาดที่อยู่อาศัย พื้นที่มืดมิดถูกมองเป็นที่อันตราย ทำให้หิ่งห้อยสื่อรักกันไม่สำเร็จ

“แสงจะรบกวนภาษารักของหิ่งห้อย เพราะหิ่งห้อยใช้แสงคุยกัน พอมีแสงเยอะ เหมือนว่าเขาคุยกันไม่รู้เรื่อง เหมือนกับคนที่เราใช้การพูดเป็นการจีบกัน ที่ไหนมีเสียงดังคุยกันไม่รู้เรื่องเราก็ไม่อยากคุย หาคู่ไม่ได้ หิ่งห้อยก็เหมือนกัน” ก้อยอธิบายขณะที่เราเดินไปบนทางเดินริมบ่อน้ำ แสงจากอาคารส่องสว่างดูงามตาสำหรับเรา แต่ไม่ใช่สำหรับหิ่งห้อย

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

เราเดินสำรวจพื้นที่ที่จะนำหิ่งห้อยจากเพาะเลี้ยงมาปล่อยคืนกลับสู่ธรรมชาติ ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย คุณภาพน้ำ หอยน้ำจืดที่เป็นอาหาร หรือปริมาณแสงรบกวนโดยรอบ ซึ่งเธอเน้นย้ำว่า การเพาะเลี้ยงไม่ใช่การอนุรักษ์ที่สมบูรณ์ หากหิ่งห้อยขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม

“การอนุรักษ์หิ่งห้อยทำโดยนักวิจัยฝ่ายเดียวไม่สำเร็จ ต่อให้เราวิจัยไปเท่าไหร่ก็อาจจะทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน ชาวบ้านนี่แหละเป็นผู้ที่สนใจมากว่า หิ่งห้อยอยู่ยังไง ต้องการบ้านแบบไหน เขาต้องการรู้และอนุรักษ์หิ่งห้อยได้ เขาอนุรักษ์หิ่งห้อยได้โดยตรงเพราะหิ่งห้อยอยู่รอบบ้านเขา และเขายังสื่อเรื่องราวสู่นักท่องเที่ยวในชุมชนได้ด้วย”

หิ่งห้อยที่เราจับในวันนี้ รอวันที่จะเพาะขยายพันธุ์ออกลูกออกหลาน ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้ง

“การคืนประชากรหิ่งห้อยสู่พื้นที่ที่ไม่ว่าจะเคยมีหรือไม่มีหิ่งห้อยมาก่อนก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆ เพราะมันเป็นการรวมองค์ความรู้ของศาสตร์หิ่งห้อย ทั้งชีววิทยา นิเวศวิทยา ต้องรู้พฤติกรรมของแต่ละระยะในวงจรชีวิต เหมือนเอาความรู้ที่สั่งสมมากว่ายี่สิบปีมาบูรณาการ มันพิสูจน์ว่า เรารู้จักหิ่งห้อยชนิดนี้มากพอแล้วหรือยัง

“อีกมุมหนึ่ง นี่เป็นก้าวแรกของการอนุรักษ์หิ่งห้อยในธรรมชาติของประเทศไทย เราทำกับชนิดนี้ได้ เราอนุรักษ์ชนิดอื่นได้ด้วยไหม การปล่อยหิ่งห้อยคืนสู่ธรรมชาติจึงเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่ก้าวถัดไป”

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

Writer

สุภัชญา เตชะชูเชิด

นักชีววิทยาติดกาแฟที่สนใจการเปลี่ยนไปของโลกและหลงรักนมคาราเมลเป็นชีวิตจิตใจ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ในวันที่โรงพยาบาลและบุคลากรสาธารณสุขต้องรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 อย่างเหน็ดเหนื่อยจนเกินกำลัง พื้นที่อย่าง ‘ศูนย์แยกกักในชุมชน’ หรือ ‘Semi Community Isolation Center’ ที่ช่วยดูแลผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวในชุมชนถือเป็นหนึ่งในจุดสำคัญที่ช่วยควบคุม ลดการแพร่ระบาดและบรรเทาวิกฤตครั้งใหญ่นี้

Semi Community Isolation Center จัดตั้งได้โดยเริ่มต้นจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ ภาคประชาสังคม รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ร่วมมือกับสำนักงานทางสาธารณสุขในพื้นที่ ซึ่งต้องปฏิบัติตามแนวทางอย่างเคร่งครัด แต่ด้วยความเร่งด่วนของสถานการณ์ Semi Community Isolation Center แต่ละแห่งจึงมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป และยังคงต้องการเพิ่มเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อที่จำนวนพุ่งขึ้นสูงต่อเนื่อง

ความรุนแรงของสถานการณ์เช่นนี้เป็นเหตุให้ วี-วิภาวี คุณาวิชยานนท์ นักออกแบบ สถาปนิก อาจารย์ และหัวเรี่ยวหัวแรงของมูลนิธิความคิดสร้างสรรค์เพื่อรับมือภัยพิบัติ (Design for Disasters หรือ D4D) ลุกขึ้นมาใช้ทักษะการออกแบบเพื่อรับมือภัยพิบัติที่สั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 10 ปี ร่วมระดมกำลังกับหลายภาคส่วนช่วยกันสร้าง Semi Community Isolation Center ที่เป็นมิตรต่อกายใจของผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

ในอดีต วีและทีม D4D เคยทำโปรเจกต์ส่งต่อความรู้เรื่องการรับมือกับน้ำท่วม สร้างบ้านและ ‘ห้องเรียนพอดีพอดี’ หลังอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงราย ด้วยวัสดุอุปกรณ์ราคาประหยัด ออกแบบให้ใช้งานได้ดีภายในเวลาอันรวดเร็ว

คราวนี้ เธอช่วยเนรมิตอาคารให้กลายเป็นศูนย์แยกกักตัวที่สร้างโดยประชาชน เพื่อประชาชน ต่อสู้กับภัยที่มองไม่เห็น โดยสถานที่แรกที่เปิดดำเนินการแล้วคือ ‘ศูนย์แยกกักในชุมชนมัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์’ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร

อะไรเป็นเหตุให้เธออาสามามีส่วนร่วม และการออกแบบศูนย์แยกกักตัวต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง ชวนมากางผังและเรียนรู้ไปด้วยกัน

ศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยที่มัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ การรวมใจออกแบบโดย Design for Disasters

นักออกแบบผู้รับมือภัยพิบัติ

วีค้นพบความหลงใหลในศิลปะและการออกแบบมาตั้งแต่ยังเด็ก ฝึกฝนเรื่อยมาจนเข้าเรียนที่สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเรียนต่อด้าน Fine Arts ที่ School of the Art Institute of Chicago ตามด้วยสถาปัตยกรรมภายในและสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่โรงเรียนดีไซน์โรดไอแลนด์ (RISD) และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตามลำดับ

เมื่อภาพเหตุการณ์สึนามิที่ประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2547 ฝังเข้าไปอยู่ในความทรงจำของเธอจนเก็บไปฝันอยู่หลายสิบครั้ง บวกกับเห็นสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศของโลกที่แปรเปลี่ยนไป โลกดูเผชิญกับภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง เธอจึงศึกษาอย่างจริงจัง เข้าเรียนด้าน Disaster Preparedness, Mitigation and Management หรือการเตรียมพร้อมรับมือและจัดการภัยพิบัติ ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology) 

“การออกแบบเพื่อรับมือและจัดการกับภัยพิบัติต่างจากการออกแบบทั่วไป ในสภาวะปกติ เจ้าของโครงการคือลูกค้าที่เราต้องนำเสนอไอเดีย และหาจุดร่วมให้ตรงกับความต้องการของเขา แต่ในภัยพิบัติ โจทย์คือชุมชนและสังคม เป็นการทำงานกับปัญหาที่เกี่ยวกับความเป็นความตายของผู้คน สิ่งที่เราทำคือ วิเคราะห์ปัญหา หาแนวทาง และประสานเพื่อเชื่อมให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันช่วยทำงานตามกำลังและศักยภาพของแต่ละฝ่ายได้เต็มที่ โดยยังคงมีอิสระในการขับเคลื่อนอยู่ เพราะต้องทำงานบนความเร่งด่วน” นักออกแบบผู้ศีกษาศาสตร์นี้มาโดยตรงกล่าว

ภัยพิบัติมีหลายรูปแบบ ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติเอง เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม พายุ อากาศหนาวหรือร้อนจัด และเกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่น สงคราม ซึ่งการรับมือแต่ละรูปแบบก็มีความแตกต่างกันออกไป 

จากความตั้งใจอันแรงกล้า วีต่อยอดความสนใจโดยการชักชวนผู้คนจากสหวิชาชีพมาร่วมกันก่อตั้ง D4D เมื่อ พ.ศ. 2553 ให้เป็นเครือข่ายอาสา ร่วมกันรับมือภัยพิบัติต่างๆ ควบคู่ไปกับการทำงานด้านสถาปัตยกรรมและออกแบบตกแต่งภายใน รวมถึงเปิดสตูดิโอให้เช่าถ่ายงานเพื่อเลี้ยงชีพ

“D4D เกิดขึ้นจากเพื่อนๆ กัลยาณมิตรหลายชีวิตที่ร่วมช่วยกันด้วยจิตอาสา ทำหลายโปรเจกต์ตลอดสิบปีที่ผ่านมา จนกระทั่งปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) D4D จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิได้สำเร็จ ในบางช่วงเราก็ทำงานกันอย่างอัดแน่น บางช่วงก็ค่อยเป็นค่อยไป แล้วแต่สถานการณ์และกำลังที่มี เราเป็นมูลนิธิเล็กๆ ที่ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ประจำ แต่เวลามีภัยพิบัติหรือวิกฤตต่างๆ เราสามารถรวมตัวและชวนผู้คนมาร่วมงานกันได้ภายในเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่จะตอบรับมาช่วยเหลือเลย ถ้าไม่ติดขัดอะไร เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งที่เราทำเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม” 

เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อในไทยพุ่งขึ้นสูงหลักพันและหมื่น เธอรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อสังคมอีกครั้ง ด้วยความถนัดที่มี

“ตอนกลางเดือนกรกฎาคม เราเห็นสถานการณ์รุนแรงขึ้น ตอนตีสามก็ยังนอนไม่หลับ คิดไม่หยุด เลยลุกขึ้นมาลองเอาแปลนสตูดิโอที่เป็นโกดังเก่าของเราในเขตทุ่งครุที่ช่วงนี้ไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว มาจัดเตียงใน AutoCAD ดู เผื่อทำเป็นศูนย์แยกกักตัว แล้วส่งไฟล์พร้อมรายละเอียดเพื่อนบ้านรอบข้างให้ ผอ.เขต ลองพิจารณาดูเลย” วีเล่างานที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

เมื่อถึงรุ่งเช้าซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ธนาชิต ชูติกาญจน์ ผอ.เขตทุ่งครุ และเจ้าหน้าที่เขตลงพื้นที่เพื่อสำรวจทันที เป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมมือกันเพื่อผลักดันโปรเจกต์ครั้งใหม่

ศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยที่มัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ การรวมใจออกแบบโดย Design for Disasters
ศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยที่มัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ การรวมใจออกแบบโดย Design for Disasters

ก่อร่างสร้าง Semi Community Isolation Center

องค์ประกอบของ Semi Community Isolation Center มีหลายส่วนที่ต้องคิดคำนึงให้รอบคอบ

ตั้งแต่สถานที่ที่โล่งและกว้างเพียงพอ มีสิ่งแวดล้อมถูกสุขลักษณะสำหรับดูแลผู้ป่วยและผู้คนโดยรอบ จะเป็นโรงเรียน วัด สนามกีฬา หรืออาคารอเนกประสงค์ก็ได้ แต่ชุมชนเพื่อนบ้านต้องยินยอมให้มีการจัดตั้งในพื้นที่ด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรในภาวะเช่นนี้ 

เมื่อรอบข้างโกดังของวีมีความกังวลใจ ทางเขตจึงเร่งหาพื้นที่ใหม่ ส่วนวีก็พูดคุยกับพื้นที่อีกหลายแห่ง วันละหลายสิบสายเพื่อหาความเป็นไปได้อื่นๆ จนเจอมัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์และศูนย์การเรียนดรุณอินเตอร์นอเลจจ์ ที่ทางชุมชนเป็นผู้ริเริ่มไอเดีย ยินยอมให้แปลงพื้นที่เพื่อให้เกิดประโยชน์ โดยแจ้งกับทางเขตรับทราบ

“ต้องขอบคุณทางกรรมการมัสยิดและชุมชนที่อยากทำอยู่แล้ว และ ผอ.เขตที่ให้โอกาสเราและพันธมิตรมาช่วยกันทำให้เกิดขึ้นจริง เมื่อเพื่อนบ้านอนุญาตให้ทำ ไม่ว่าจะมีสิ่งที่ต้องทำกี่อย่างหรือจะยากแค่ไหน เราเชื่อว่าจะต้องมีวิธีการและแผนแบบต่างๆ เพื่อไปถึงเป้าหมายให้ได้” 

ศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยที่มัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ การรวมใจออกแบบโดย Design for Disasters
ภาพ : บ้านและสวน

เมื่อทางสถานที่พร้อม ก็เข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งวีได้รับการช่วยเหลือจากหลายภาคส่วนที่ยินดีมาร่วมมือกันนับร้อยชีวิต จนไม่อาจกล่าวในบทความนี้ได้หมด

เช่น ในด้านการให้คำปรึกษา วีได้รับคำแนะนำจาก อดิเรก แสงใสแก้ว เลขาธิการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ผ่านการลงพื้นที่และผลักดันศูนย์พักคอยในชุมชนมาก่อน

และ ธวัชชัย โตสิตระกูล ที่เคยผ่านประสบการณ์ดูแลสมาชิก 6 คนในครอบครัวที่ติดเชื้อโควิด-19 ให้อาการดีขึ้น ร่วมเป็นจิตอาสาดูแลผู้ป่วยด้วยสมุนไพรและประสานงานกับแพทย์แผนไทย ภายใต้คำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิจากสภาการแพทย์แผนไทยและโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยมีมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ ให้การสนับสนุนยาสมุนไพรทั้งหมด

ในด้านระบบระบายอากาศ เธอได้รับความช่วยเหลือจาก ผศ.ดร.ประพัทธ์ พงษ์เกียรติกุล หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่เข้ามาให้คำแนะนำปรึกษาทางนี้โดยเฉพาะ รวมถึง ธเนศวร ศิริอาชวะวัฒน์ พร้อมด้วยทีมงานภาคเอกชนที่ออกแบบและติดตั้งระบบ จัดหาวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ท่อลม พัดลมที่มีตัวกรอง เพื่อให้เกิดการกรองเชื้อโรคและอากาศไหลถ่ายเทอย่างเหมาะสม และยังมีการปรับระบบจัดการของเสียที่ทางเขตเข้ามาช่วยดูแล เป็นตัวอย่างของความช่วยเหลือที่เกิดขึ้น

ศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยที่มัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ การรวมใจออกแบบโดย Design for Disasters

ในฐานะผู้ประสานงาน วี และ ยุ-จิรนันท์ ศรีพิทักษ​์ พนักงานที่ย้ายจากการดูแลสตูดิโอมาช่วยส่วนนี้แทน ยังคิดคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วยและพยายามสรรหาความร่วมมือที่จะเข้ามาตอบโจทย์ได้อยู่เรื่อยๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราทำงานให้กับชุมชน เสียงย่อมมีหลากหลาย ต้องรับฟังรอบด้าน ในสถานการณ์แบบนี้อาจจะยากหน่อยตรงที่เราคุยกันแบบเจอกันจริงๆ ได้ยาก แต่ต้องสื่อสารให้ดี” วีเล่า บางวันเธอตื่นขึ้นมาตอนเช้าและโทรศัพท์ต่อเนื่องจนถึงดึกดื่น

ความพยายามในการคิดอย่างครอบคลุมโดยทีมงานจิตอาสา พร้อมคำแนะนำจากอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งผลให้ทั้ง 29 เตียงภายในมัสยิดอยู่ห่างกันเกิน 1.5 เมตร แต่ละเตียงมีปลั๊กไฟ พัดลม และที่กั้นหัวเตียง ที่ได้รับการออกแบบให้มีลวดลายสวยงามสบายตา เป็นกำลังใจให้แก่ผู้ป่วย จากสองครอบครัวนักออกแบบและจิตอาสาที่ร่วมกันมาเพนต์สีสันที่ปลอดภัยจากสารระเหย ปราศจากกลิ่น แบบที่โรงพยาบาลเลือกใช้ ซึ่งที่กั้นนี้มีขึ้นเพื่อกั้นไม่ให้เท้าผู้ป่วยชี้ไปที่หัวของผู้อื่นโดยตรง เพราะต้องจัดเตียงไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ให้เท้าหันไปทางทิศตะวันตกตามความเชื่อทางศาสนา 

ภายในยังมีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ลำโพงขยายเสียง และกล้องวงจรปิด ที่ได้รับการสนับสนุนจากหลากหลายภาคส่วน ไว้ให้อาสาสมัครจากชุมชนที่ผลัดเปลี่ยนเวรกันมาดูแล สามารถเห็นความเคลื่อนไหวและสื่อสารจากอาคารข้างๆ โดยไม่ต้องเข้ามาในพื้นที่ให้เสี่ยงไปมากกว่าเดิม

และ Semi Community Isolation Center นี้จะสมบูรณ์ ต้องมีสถานพยาบาลจับคู่อย่างเป็นทางการ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการส่งต่อผู้ป่วยในกรณีที่ผู้ป่วยเปลี่ยนสถานะจากกลุ่มสีเขียวเป็นสีเหลืองหรือแดง แต่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินงาน พบว่าโรงพยาบาลหลายแห่งรับผู้ป่วยเต็มกำลังแล้ว ทางออกคือการนำองค์ความรู้ด้านสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์แผนไทย เข้ามาช่วยบรรเทาสถานการณ์ และทางเขตเป็นผู้ช่วยเชื่อมต่อกับสถานพยาบาลที่เป็นไปได้ในกรณีฉุกเฉิน

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้มีผู้คนเกี่ยวข้องนับร้อยชีวิตที่วีจดบันทึกชื่อไว้เป็นอย่างดี คอยอัปเดตความเคลื่อนไหว ตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนความคิด ผ่านทางหน้าเฟซบุ๊กของเธอ โดยไม่ลืมกล่าวถึงบุคคลและองค์กรที่เข้ามาส่งเสริมกัน เพื่อให้รู้สึกว่าโปรเจกต์นี้คือการช่วยคิด ช่วยแก้โจทย์ไปด้วยกัน ไม่ใช่งานของเพียงใครคนใดคนหนึ่ง

“หัวใจสำคัญคือเราตั้งใจให้สิ่งนี้เป็นไปเพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง พอสื่อสารความรู้สึกนี้ออกไป แม้จะเป็นผ่านทางโทรศัพท์ก็ตาม เราคิดว่าคนรับรู้ได้ถึงความตั้งใจที่มีเหมือนกัน และอยากเข้ามาช่วยกันให้เกิดขึ้นจริง”

เพื่อคนที่อยู่ในสังคมร่วมกัน

ศูนย์แยกกักตัวที่มัสยิดแห่งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อสังคมยังมีความต้องการ วีและทีมงานพร้อมจะมาร่วมช่วยกันเท่าที่กำลังจะพอมี

“ใครพอมีสถานที่ที่ประเมินแล้วว่าห่างไกลจากชุมชน และเห็นหนทางการทำเป็นศูนย์แยกกักตัวในชุมชน หรือชุมชนอยากทำ แต่ยังหาสถานที่ไม่ได้ เรากับเพื่อนๆ มีความพร้อมที่จะไปทำงานร่วมกัน หรือช่วยกันเชื่อมต่อกับเครือข่ายต่างๆ ที่ช่วยเหลือได้”

แม้เป็นงานอาสา แต่ก็ถือเป็นงานที่ใช้เวลาและพลังชีวิตเยอะเหมือนกัน แต่วียังมีกำลังใจและความตั้งใจดีๆ ที่ทำให้พร้อมเดินหน้าต่อ

ภาพ : บ้านและสวน

“ถ้าถามว่าทำงานตรงนี้เหนื่อยหรือท้อไหม มันก็มีบ้างเป็นเรื่องปกติของชีวิตในบางวัน หลายคนอาจถามว่าเราทำไปทำไม เราเพียงรู้สึกว่าเราทำแล้วมีความสุข รู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันมีคุณค่า เราเชื่อว่าทุกคนเลือกจะคิดหรือตัดสินใจในการใช้ชีวิตได้ตามที่เหมาะสมในแบบของตัวเอง สำหรับเรา เมื่อเรายังพอมีกำลังและเวลา เราก็อยากทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับที่ที่เราอยู่ในสังคมแห่งนี้” นักออกแบบผู้ทำงานด้านสังคมมาอย่างต่อเนื่องเล่าความคิด

ใครพอเห็นหนทางการร่วมมือเพื่อสร้างโปรเจกต์ที่เป็นประโยชน์กับสังคม ขอชวนติดต่อเข้ามาหาเธอได้ที่ เฟซบุ๊กเพจ Design for Disasters

แล้วเราจะผ่านพ้นภัยพิบัตินี้ไปด้วยกัน

Facebook : Design for Disasters

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load