27 พฤศจิกายน 2563
6 K

หลายคนคงจะรู้จัก ‘หิ่งห้อย’ แมลงตัวน้อยที่เรืองแสงเป็นอย่างดี แต่หากถามว่า หิ่งห้อยกินอะไรเป็นอาหาร หรือมีวงจรชีวิตอย่างไร เราอาจจะจนคำตอบอย่างรวดเร็ว คำถามง่ายๆ ที่ยังไม่มีใครรู้ ชวนให้ ก้อย-ผศ. ดร. อัญชนา ท่านเจริญ ใช้เวลากว่า 20 ปีในการศึกษาวิจัยหิ่งห้อยในมุมมองที่น้อยคนจะรู้จัก

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

นิทานหิ่งห้อย

ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีก่อน ค่ายรักษ์หิ่งห้อยที่อัมพวาเป็นค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติค่ายแรกที่ฉันเคยเข้าร่วม และเป็นประตูบานแรกให้ฉันเริ่มทำกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ฉันแทบจะจำกิจกรรมสันทนาการหรือเพื่อนๆ ในค่ายไม่ได้เลย แต่ที่แจ่มชัดคือกิจกรรมล่องเรือชมหิ่งห้อยในคืนนั้น

หลังอาหารเย็นเมื่อความมืดมาเยือน เราตั้งแถวทายากันยุงและถูกต้อนลงเรือหางยาว ก่อนที่เรือจะแล่นไปตามลำคลองอัมพวาผ่านแสงไฟของบ้านเรือนที่อยู่สองข้างทาง

เมื่อสุดเขตชุมชน เรือก็ดับเครื่องปล่อยให้แรงเฉื่อยพาเราเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ไม่นานนักแสงระยิบระยับของหิ่งห้อยก็ค่อยๆ สว่างไสวอยู่รอบตัวเรา เด็กน้อยในวันนั้นเอากล้องฟิล์มตัวเก่ามาถ่ายภาพหิ่งห้อยจนหมดม้วน แต่แสงหิ่งห้อยเลือนรางกว่าที่จะบันทึกภาพได้ พอล้างฟิล์มมาจึงเหลือแต่ภาพดำมืดไว้เป็นที่ระลึก ส่วนแสงระยิบระยับได้ถูกบันทึกไว้ในภาพจำ

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

พี่ก้อย คือพี่เลี้ยงค่ายในวันนั้น ซึ่งกลายเป็นดอกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญหิ่งห้อยในเมืองไทย และปัจจุบันเป็นอาจารย์ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“อะไรที่ทำให้เธอยืนหยัดทำงานวิจัยได้นานขนาดนี้” ฉันอดตั้งคำถามไม่ได้เมื่อเราได้เจอกันอีกครั้ง

“เราเป็นคนชอบแมลง มีวิชาอะไรเกี่ยวกับแมลงเราก็เลือกเรียนหมด แต่พอเจอคำถามเกี่ยวกับหิ่งห้อยว่ามันกินอะไร หรือวงจรชีวิตเป็นอย่างไร เราแทบไม่รู้จักมันเลย ยิ่งเราเกิดที่บางกะเจ้าด้วย เห็นมันมาตั้งแต่เด็ก แต่ตอบคำถามไม่ได้ก็ยิ่งอยากรู้” อาจารย์ก้อยเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของความสงสัยสมัยเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ 

ยิ่งค้นหาก็ยิ่งพบว่าหิ่งห้อยเป็นแมลงที่ลึกลับและน่ามหัศจรรย์ แต่การศึกษาสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ในประเทศไทยยังมีน้อยมาก จึงทำให้เธอตัดสินใจทำวิทยานิพนธ์เรื่องหิ่งห้อย

“มันท้าทายมากนะ ข้อมูลก็ไม่ค่อยมี อาจารย์ที่เชี่ยวชาญก็ไม่มีเลย แต่โชคดีที่ อาจารย์สังวรณ์ กิจทวี ให้โอกาสทำวิจัยและยอมเป็นที่ปรึกษา เพราะอาจารย์เองก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจารย์บอกทำนองว่าให้เธอว่ายน้ำไป ถ้าเธอจะจม ครูจะช่วยเธอเอง ทำให้เราอุ่นใจว่ายังมีคนคอยให้คำปรึกษาอยู่ตลอด”

แม้หิ่งห้อยจะเป็นแมลงเรืองแสงที่ชวนให้คนหลงรัก แต่การทำงานวิจัยไม่ได้ง่ายเลย นักวิจัยสาวต้องออกสำรวจยามค่ำคืนตั้งแต่เวลา 6 โมงเย็นจนถึงเวลา 6 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น เนื่องจากหิ่งห้อยแต่ละชนิดก็มีช่วงเวลาออกหากินที่แตกต่างกัน 

เธอไม่ได้จับหิ่งห้อยมานอนคอยฝันดี แต่ต้องทั้งนับจำนวนและจำแนกชนิดตลอดคืนจนรุ่งเช้า บางพื้นที่ก็ต้องจับหิ่งห้อยทั้งที่นั่งอยู่บนเรือ โดยมีครอบครัวและเพื่อนๆ เป็นผู้ช่วยวิจัย

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

การค้นพบชนิดใหม่ของโลก

“หลายคนบอกว่าเราค้นพบหิ่งห้อยชนิดใหม่ของโลก แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเลย มันมีตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เราแค่เป็นคนแรกที่พบว่าข้อมูลผิด” ก้อยออกตัวเมื่อฉันถามถึงการค้นพบหิ่งห้อยชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทย

“หิ่งห้อยน้ำจืดชนิดนี้เป็นชนิดที่พบเยอะมากในไทย ตอนทำวิจัยเราอ้างอิงจากหนังสือและใช้ชื่อ Luciola brahmina มาตลอด แล้ววันหนึ่งก็มีเพื่อนต่างชาติส่งรูปมาบอกว่าเจอหิ่งห้อยที่หน้าตาคล้ายกับของเรา แต่ว่าไม่เหมือนกัน แล้วถามว่าเราจัดจำแนกจากอะไร เพราะแตกต่างจากตัวอย่างหิ่งห้อยต้นแบบ เลยส่งตัวอย่างให้ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศตรวจสอบอีกครั้ง และเขาก็ยืนยันว่าเป็นชนิดใหม่ของโลกจริงๆ”

เธอจึงได้ตั้งชื่อชนิดใหม่ด้วยตัวเอง

“ทำไมถึงไม่ตั้งชื่อเป็น Siamensis หรือ Thailandica” ฉันถามในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เรามักตั้งชื่อตามสถานที่ค้นพบ และอีกนัยหนึ่งคืออวยประเทศตัวเองในทางอ้อมไปด้วย

“ตอนแรกก็อยากตั้งชื่อแบบนั้น” ก้อยตอบพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนจะอธิบายต่อว่า “อาจารย์ที่ปรึกษาร่วมที่เป็นนักอนุกรมวิธานไม่ยอม เขาให้เหตุผลว่า การตั้งชื่อแบบนี้ไม่ได้บ่งบอกลักษณะของสิ่งมีชีวิตเลยและอาจจะจำกัดเกินไป และอาจารย์ให้คิดลักษณะเด่นอื่นของหิ่งห้อยชนิดนี้ ซึ่งก็คือตัวอ่อนมันอยู่ในน้ำจืด เราเลยตั้งชื่อว่า Luciola aquatilis คำว่า Aqua ที่แปลว่าน้ำนั้นเอง”

ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อสกุล หิ่งห้อยชนิดนี้จึงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sclerotia aquatilis Thancharoen ในปัจจุบัน

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

ไร้ประโยชน์ สำหรับใคร

งานวิจัยเหมือนจะลุล่วงไปได้ด้วยดี จนเธอเจอกับคำถามสะกิดใจครั้งใหญ่ที่ทำให้นักวิจัยสาวผู้มุ่งมั่นถึงกับไขว้เขว

“ตอนใกล้จบปริญญาโท มีคนถามว่า ทำไมเราถึงต้องทำวิจัยหิ่งห้อย มันเป็นแมลงที่มีโทษหรือมีประโยชน์หรือ ถ้ามันไม่มีทั้งประโยชน์และไม่มีโทษ เราไม่เห็นจำเป็นต้องรู้ใช่ไหม

“ตอนนั้นเราศึกษาเพราะตอบสนองความอยากรู้ของเราเอง แต่พอเจอคำถามนี้ เราตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมากเลยว่าที่เราทำ ที่เราทุ่มเทมาทั้งหมดหลายปี เพื่ออะไร หรือว่าเราเดินผิดทาง”

ถ้ามีคนสักคนถามคุณแบบนี้กับสิ่งที่คุณพยายามมาตลอดหลายปี คุณจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร

หลังจากที่ถกเถียงกับความคิดของตัวเอง เธอก็ได้ก้าวผ่านภูเขาหนักอกลูกใหญ่ไปได้

“ต้องถามว่าประโยชน์ในมุมไหน ประโยชน์สำหรับมนุษย์ใช่ไหม หรือประโยชน์สำหรับระบบนิเวศ หรือประโยชน์สำหรับใคร ถ้าเรามองตัวเราเป็นที่ตั้ง เราก็จะหาประโยชน์ในมุมของมนุษย์เท่านั้น เราพบว่าสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตมีประโยชน์ เพียงแต่เรายังไม่ได้ศึกษามากพอ หรือหามุมที่มีประโยชน์มาใช้

“การอนุรักษ์หิ่งห้อยในปัจจุบันเป็นความรู้สึกไปแล้ว คือคนอยากรักษาหิ่งห้อยไว้ไม่ให้หายไป เหมือนกับคนลืมมองหาประโยชน์ทางตรง เราเห็นว่าหิ่งห้อยกลายเป็นแมลงเศรษฐกิจไปแล้วในแง่ของการท่องเที่ยว ตอนที่ตลาดน้ำอัมพวามีการท่องเที่ยวชมหิ่งห้อย ตอนนั้นเราก็เริ่มเป็นที่รู้จักและมีงานบรรยายมากขึ้น คนก็ไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามว่า ทำไมต้องศึกษาสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ มันเริ่มจุดประกายเป็นการท่องเที่ยวชมหิ่งห้อย หลังจากนั้นกระแสการอนุรักษ์หิ่งห้อยก็มากขึ้นเรื่อยๆ ที่ไหนที่มีหิ่งห้อยก็เริ่มพัฒนาเป็นที่ท่องเที่ยวมากขึ้น

“จากคำถามว่าทำไมต้องทำวิจัยหิ่งห้อยเปลี่ยนเป็นว่า ทำไมหิ่งห้อยถึงทำอย่างนั้น ถึงทำอย่างนี้มากขึ้น มันกินอะไรหรือมันเรืองแสงได้ยังไง”

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

เพาะพันธุ์หิ่งห้อยสู่ธรรมชาติ

เมื่อความมืดมาเยือน ก็ได้เวลาที่นักวิจัยจะต้องเริ่มทำงาน อาจารย์ก้อยและทีมนักศึกษาเปลี่ยนชุดเตรียมพร้อม ทั้งเสื้อตาข่ายกันยุง กางเขงขายาว รองเท้าบูตยาง หมวกปีกกว้าง และที่สำคัญคือ สวิงด้ามยาวไว้จับหิ่งห้อย แม้ฉันจะไม่พร้อมมากนักแต่ก็ขอตามไปลงภาคสนามด้วย

“แสงไฟถนนทำให้หิ่งห้อยไม่ข้ามมา” อาจารย์บอก เราจึงต้องข้ามฝั่งไปยังพื้นที่รกร้างที่อยู่อีกฟากหนึ่ง พอเดินห่างจากถนนไม่เท่าไหร่ เราก็เห็นแสงกะพริบบินผ่านตาเราไป มือถือสวิงเตรียมวิ่งไล่หิ่งห้อย คลาดไปเพียงนิดเดียวพื้นที่ก็มืดสนิทอีกครั้ง หิ่งห้อยจะหยุดกะพริบแสงเมื่อมีการรบกวน

เราเดินลึกเข้าไปอย่างช้าๆ ภายใต้ความมืด มีแสงไฟฉายสีแดงคอยนำทาง เพราะเป็นแสงสีที่ไม่รบกวนสิ่งมีชีวิต ยังดีที่คืนนี้พระจันทร์สว่างเต็มดวง ทำให้การทำงานไม่ยากเกินไปนัก พอเราอยู่นิ่งๆ อีกสักอึดใจก็มีแสงกะพริบบินผ่านไปอีก ก้อยใช้สวิงจับหิ่งห้อยตัวน้อยแล้วใส่ในขวดโหลพลาสติก หิ่งห้อยราว 30 ตัวบรรจุอยู่เต็มกล่องสลับกันกะพริบแสงราวกับไฟประดับต้นคริสมาสต์ พวกมันจะถูกนำไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ในการเพาะเลี้ยง

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

“หลักการของการเพาะเลี้ยงและปล่อย คือต้องจับพ่อแม่พันธุ์มาจากธรรมชาติหรือบริเวณใกล้เคียง การจับหิ่งห้อยจากธรรมชาติเมื่อก่อนเราจะรู้สึกไม่ค่อยดีเพราะว่าทำลายธรรมชาติ แต่ปัจจุบันพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ถูกรุกรานมาก สถานการณ์ในตอนนี้คือการไปช่วยเขาให้มาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เราจะจับในช่วงที่มีหิ่งห้อยจำนวนมากและจับมาในจำนวนมาก เพื่อให้ได้พันธุกรรมที่หลากหลายด้วย

“การเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยน้ำจืดเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเพราะเราต้องเข้าใจวงจรชีวิตของมันทั้งหมด อย่างหิ่งห้อยเป็นแมลงที่มีวัฏจักรชีวิตคล้ายๆ กับผีเสื้อ ประกอบด้วยสี่ระยะ คือ ไข่ ตัวหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย ในกรณีของหิ่งห้อยน้ำจืด เขาวางไข่ใต้ใบพืชน้ำ แล้วพอประมาณสิบถึงสิบสองวัน เขาจะฟักออกมาเป็นตัวหนอนตัวเล็กๆ และเป็นผู้ล่าทันทีเลย 

“เขาต้องการอาหารก็คือหอย ถ้าเกิดมาใหม่ๆ ตัวหนอนจะกินหอยขนาดเล็ก พอลอกคราบแล้วตัวใหญ่ขึ้น ระยะท้ายก็จะเริ่มกินหอยที่ตัวโตขึ้นได้ เมื่อเป็นตัวหนอนวัยสุดท้ายเขาจะไต่ขึ้นตามตลิ่ง เป็นที่แห้งแล้วไปเข้าระยะดักแด้ ต่อจากนั้นก็ลอกคราบอีกครั้งเป็นตัวเต็มวัย แล้วก็บินออกมากะพริบแสงหาคู่เพื่อผสมพันธุ์”

ก้อยใช้เวลาถึง 5 ปีพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยน้ำจืดจนสำเร็จ และเพิ่มจำนวนหิ่งห้อยเป็นหลักพันถึงหมื่นตัว (Mass Rearing) งานวิจัยชิ้นนี้จึงได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเป็นทรัพย์สินทางปัญญา และเธอก็ตั้งใจว่าจะใช้งานวิจัยนี้ช่วยอนุรักษ์หิ่งห้อยต่อไป

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

มลภาวะแสง สัญญารบกวนภาษารัก

ปัจจุบันการเจอหิ่งห้อยถือเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่เหมือนกับสมัยก่อนที่หิ่งห้อยพบเห็นได้ทุกที่แม้กระทั่งในกรุงเทพฯ สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้พื้นที่ พื้นที่รกร้างถูกเปลี่ยนเป็นอาคารบ้านเรือน ทำให้หิ่งห้อยขาดที่อยู่อาศัย พื้นที่มืดมิดถูกมองเป็นที่อันตราย ทำให้หิ่งห้อยสื่อรักกันไม่สำเร็จ

“แสงจะรบกวนภาษารักของหิ่งห้อย เพราะหิ่งห้อยใช้แสงคุยกัน พอมีแสงเยอะ เหมือนว่าเขาคุยกันไม่รู้เรื่อง เหมือนกับคนที่เราใช้การพูดเป็นการจีบกัน ที่ไหนมีเสียงดังคุยกันไม่รู้เรื่องเราก็ไม่อยากคุย หาคู่ไม่ได้ หิ่งห้อยก็เหมือนกัน” ก้อยอธิบายขณะที่เราเดินไปบนทางเดินริมบ่อน้ำ แสงจากอาคารส่องสว่างดูงามตาสำหรับเรา แต่ไม่ใช่สำหรับหิ่งห้อย

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

เราเดินสำรวจพื้นที่ที่จะนำหิ่งห้อยจากเพาะเลี้ยงมาปล่อยคืนกลับสู่ธรรมชาติ ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย คุณภาพน้ำ หอยน้ำจืดที่เป็นอาหาร หรือปริมาณแสงรบกวนโดยรอบ ซึ่งเธอเน้นย้ำว่า การเพาะเลี้ยงไม่ใช่การอนุรักษ์ที่สมบูรณ์ หากหิ่งห้อยขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม

“การอนุรักษ์หิ่งห้อยทำโดยนักวิจัยฝ่ายเดียวไม่สำเร็จ ต่อให้เราวิจัยไปเท่าไหร่ก็อาจจะทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน ชาวบ้านนี่แหละเป็นผู้ที่สนใจมากว่า หิ่งห้อยอยู่ยังไง ต้องการบ้านแบบไหน เขาต้องการรู้และอนุรักษ์หิ่งห้อยได้ เขาอนุรักษ์หิ่งห้อยได้โดยตรงเพราะหิ่งห้อยอยู่รอบบ้านเขา และเขายังสื่อเรื่องราวสู่นักท่องเที่ยวในชุมชนได้ด้วย”

หิ่งห้อยที่เราจับในวันนี้ รอวันที่จะเพาะขยายพันธุ์ออกลูกออกหลาน ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้ง

“การคืนประชากรหิ่งห้อยสู่พื้นที่ที่ไม่ว่าจะเคยมีหรือไม่มีหิ่งห้อยมาก่อนก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆ เพราะมันเป็นการรวมองค์ความรู้ของศาสตร์หิ่งห้อย ทั้งชีววิทยา นิเวศวิทยา ต้องรู้พฤติกรรมของแต่ละระยะในวงจรชีวิต เหมือนเอาความรู้ที่สั่งสมมากว่ายี่สิบปีมาบูรณาการ มันพิสูจน์ว่า เรารู้จักหิ่งห้อยชนิดนี้มากพอแล้วหรือยัง

“อีกมุมหนึ่ง นี่เป็นก้าวแรกของการอนุรักษ์หิ่งห้อยในธรรมชาติของประเทศไทย เราทำกับชนิดนี้ได้ เราอนุรักษ์ชนิดอื่นได้ด้วยไหม การปล่อยหิ่งห้อยคืนสู่ธรรมชาติจึงเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่ก้าวถัดไป”

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

Writer

สุภัชญา เตชะชูเชิด

นักชีววิทยาติดกาแฟที่สนใจการเปลี่ยนไปของโลกและหลงรักนมคาราเมลเป็นชีวิตจิตใจ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ในช่วง 2 ปีมานี้ มีคนใจดีลุกขึ้นมาทำจิตอาสาเยอะแยะไปหมด The Cloud เองได้เล่าเรื่องราวของจิตอาสามาแล้วมากมาย ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเชี่ยวชาญ และความตั้งใจที่จะช่วยเพื่อนร่วมสังคมฝ่าฟันวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในด้านต่างๆ ด้วยวิธีการตามความถนัดและกำลังที่แต่ละคนพอจะแบ่งปันได้

วันนี้อยากพากลุ่มจิตอาสากลุ่มเล็กๆ ชื่อ ‘1+1 Homerun and Friends for Home Isolation’ หรือเรียกสั้นๆ ได้ว่า ‘Homerun 1+1’ มาแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ผ่านการพูดคุยกับ เปิ้ล-ชนิยา นาคะลักษณ์ หรือ เปิ้ล Homerun ผู้เป็นทั้งผู้บริหารและนักวิจัยเชิงคุณภาพที่บริษัท โฮมรัน กรุ๊ป บริษัทวิจัยการตลาดที่มีนักการตลาดต่อคิวอยากร่วมงานด้วยมากมาย และวันนี้เธอก็เพิ่มงานหัวหน้าทีมจิตอาสา Homerun 1+1 นี้เข้าไปในตารางงานประจำวันอีกหนึ่งงาน

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

Homerun 1+1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประชาชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันเอง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ช่วยเหลือคนได้หลักพัน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอาชีพทำความเข้าใจความต้องการของผู้คนเห็นว่าไม่สนใจไม่ได้

ณ วันที่คุยกัน Homerun 1+1 มีเคสผู้ป่วยที่พวกเขาให้ความช่วยเหลือสะสมอยู่ที่ 2,290 ครัวเรือนหรือ 9,160 คน หากเฉลี่ยว่า 1 ครัวเรือนมีสมาชิก 4 คน 

Homerun 1+1 ดูแลทั้งผู้ป่วยโควิด-19 และคนรอบๆ ผู้ป่วยที่แม้จะยังตรวจไม่เจอไวรัส แต่ก็ใจแป้วไปถึงตาตุ่มแล้ว โดยการเพิ่มปัจจัยบวกให้พวกเขาได้มีโอกาสเยียวยาตัวเอง

Homerun 1+1 ใช้เครื่องมือของนักวิจัยการตลาด อย่าง Deep Listening หรือการฟังอย่างเข้าใจ และวิเคราะห์ความต้องการจริงๆ ของผู้พูด เพื่อมาออกแบบความช่วยเหลือแบบเฉพาะครอบครัว เฉพาะบุคคล 

เปิ้ลอธิบายว่า “มันคือการอ่านระหว่างบรรทัด ใช้ใจสัมผัสมากกว่าใช้สมอง การแจกข้าวกล่องทำให้เขาอิ่มท้องเป็นมื้อๆ แต่เจตนารมณ์ในการจะพาคนออกจากทุกข์ ในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด มันจะช่วยเขาอย่างยั่งยืนได้”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นักอ่านระหว่างบรรทัด

การรู้จักผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในงานด้านการตลาด 

นักวิจัยการตลาดคือผู้เข้าใจและรับรู้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการแม้ไม่ได้พูด แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้นักการตลาดเสนอสินค้าเพื่อตอบความต้องการนั้นได้

เปิ้ลเป็นนักวิจัยการตลาดมาหลายสิบปี เชี่ยวชาญเรื่องการอ่านใจคน ผ่านการฟังทั้งสิ่งที่ถูกพูดและไม่ถูกพูด หรือแม้จะพูดแต่จริงๆ แล้วเป็นการพูดเพื่อปิดบังเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง แล้วนำมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่ได้ยินคืออะไร สิ่งที่ไม่ได้ยินคืออะไร

“เลยได้เข้าใจว่าแม้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในทุกเรื่อง ในทุกจังหวะของชีวิตอยู่แล้ว แต่เรื่องโควิดเป็นแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยา” เปิ้ลเล่าสิ่งที่เธอค้นพบจากการคุยกับผู้คนในยุคสมัยที่โควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคม

ด้วยสายตานักวิจัย เปิ้ลบอกว่า “เรื่องจิตใจเป็นมุมที่หลายคนหลงลืมโควิด-19 ทำให้หลายหัวใจเจ็บปวดมาก”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ต้องการความปลอดภัยทางร่างกาย ต้องการความเติมเต็มด้านปัจจัย 4 แล้วถึงจะคำนึงเรื่องความสบายใจ

แต่เปิ้ลพบว่าหลายครั้ง เวลาเกิดมีปัญหามากระทบ สิ่งแรกที่สั่นไหวคือจิตใจ และแม้ร่างกายกับปากท้องจะได้รับการดูแลแล้ว บางครั้งจิตใจก็ยังไม่หายดี

นอกจากความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแล้ว Homerun 1+1 จึงดูแลไปถึงใจด้วย 

เปลี่ยนจากเป็นผู้ดู มาเป็นผู้เล่น

เปิ้ลและทีมงานเริ่มโครงการ Homerun 1+1 ตอนยังไม่มีระบบการรับคนไข้แบบศูนย์พักคอยและการรักษาแบบ Home Isolation 

ความช่วยเหลือยังมีให้อย่างจำกัด ยังมีคนที่โรงพยาบาลไม่รับเข้ารักษาเพราะว่าไม่เข้าเกณฑ์ หรือเทียบกับคนอื่นแล้ว มีคนที่อาการหนักกว่าอยู่เยอะมาก

“จังหวะนั้นการติดเชื้อควบคุมยากแล้ว มีคนป่วยเยอะมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รักษาในโรงพยาบาล แต่ญาติหรือครอบครัวเขารอไม่ได้ เขาทนไม่ได้ที่จะไม่ทำอะไรเลย” เปิ้ลบอกถึงเหตุผลที่เปลี่ยนจากผู้ดูและตั้งคำถาม มาเป็นผู้เล่นที่อยากพาคนออกจากความทุกข์นั้น

แล้วก็เล่าต่อว่า “เราเริ่มจากการดูแลกายด้วยการแจกยา ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจด้วยการแจกอาหารไปกับยาด้วย ของที่เราให้คือปัจจัยบวกที่ใส่เข้าไปในชีวิตเขา และผลจากสิ่งเหล่านั้นเรากำหนดไม่ได้

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

“แต่เมื่อเขาได้รับกล่องจากเรา สิ่งที่เขาได้รับแน่ๆ คือความอุ่นใจว่าเขาไม่ได้สู้อย่างเดียวดาย ความเจ็บปวดทางใจมันดีขึ้นได้ทันที เขารู้ว่าเขามีคนรับฟัง ชีวิตมันมีความหวัง ”

“พี่คือรายแรกที่ติดต่อกลับมาเลย”

“ขอบคุณนะคะ หนูไม่มีใครเลย”

คือถ้อยคำที่จิตอาสา Homerun 1+1 ได้ยินเสมอ จิตอาสามือใหม่ไฟแรงกลุ่มนี้ จึงโดดเด่นเรื่องความไว พอได้รับเคสก็จะรีบโทรทันที และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับความช่วยเหลือในชั่วข้ามคืน 

เปิ้ลบอกว่า “เขาเห็นเราเป็นที่พึ่ง เราต้องรีบไป”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นอกจากความไวแล้ว เปิ้ลยังเล่าความพิเศษของจิตอาสา Homerun 1+1 ให้ฟังอีกว่า “จิตอาสาของเราไม่ใช่แบบเข้ามาแล้วจากไป เพราะเราเชื่อว่าโรคมันไม่หยุดพัฒนา ยาที่ให้ไปจะต้องคอยติดตามและรักษาตามอาการ เฉลี่ยอยู่ที่สองถึงสามครั้ง คนที่อาสาเข้ามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวเจ๊าะแจ๊ะ โทรไปถามอาการ หรือไลน์คุยกับลูกเคสจนสนิทสนมกันไป”

จิตอาสากลุ่มแรกคือคนในบริษัท Homerun Group ที่เปิ้ลเป็นผู้บริหารอยู่ แต่จากที่คิดว่าจะมีวันละ 3 เคส เอาเข้าจริงมีเคสติดต่อเข้ามาวันละเฉลี่ย 60 เคส เปิ้ลจึงเปิดรับสมัครจิตอาสาเพิ่ม

 จิตอาสาที่ยกมือเข้ามาก็มีทั้งคนรู้จัก เช่นคนที่เคยร่วมงานกัน แต่ก็มีคนที่ไม่เคยรู้จักกับเปิ้ลหรือ Homerun Group เลยด้วย Homerun 1+1 จึงมีจิตอาสาจากทั้งสายนักวิจัย นักการตลาด สาย Coaching บางคนเป็นคนที่เคยป่วยแล้วหายก็มาเป็นจิตอาสา เขาบอกเปิ้ลว่าอยากจะส่งต่อความช่วยเหลือที่ได้รับให้กับผู้ที่ยังต้องการ

อาสาดูแลใจ

“เราบอกจิตอาสาให้ดูแลลูกเคสดั่งลูก” เปิ้ลพูดถึงนโยบายหลักของกลุ่ม 

“เพราะเวลาที่คนรู้ตัวว่าติดโควิด เขาต้องการคนแคร์ เวลาโทรหาเขาก็อย่าถามแค่เรื่องอาการ แต่ให้ถามไปถึง อาหารการกิน และสภาพจิตใจด้วย”

เปิ้ลเล่าว่าจิตอาสาแต่ละคนก็มีเทคนิคเฉพาะตัว เป็นการสร้างสัมพันธ์กันแบบเพื่อน ไม่ใช่แบบหมอกับคนไข้ ซึ่งเท่าที่เห็นผู้ป่วยจะกล้าถาม กล้าซักมากกว่า 

ดูได้จากคำถาม เช่น ‘หนูเอาหมาออกไปอึนอกบ้านไม่ได้ หมาหนูฝึกมาให้อึนอกบ้านเท่านั้น พอหนูเป็นโควิด หมาก็เลยไม่ได้อึมาสองวัน หนูจะทำยังไงดี’ 

เปิ้ลสวมหมวกนักวิจัยแล้ววิเคราะห์ว่า “ถ้าเป็นชีวิตปกติ เราก็คงหาทางออกได้ แต่นี่เขาต้องมาถามเรา ความมั่นใจมันหายไป สูญเสียตัวตนไปชั่วคราว หน้าที่เราก็คือต้องกอบความมั่นใจขึ้นมาก่อน จะไปบอกให้เขาฮึบๆ อย่างเดียวมันไม่ได้ ”

เคสนี้จิตอาสาจึงแนะนำไปว่า ‘เอาแบบนี้ไหม เราออกไปตอนที่คนอื่นยังไม่ออกจากบ้าน สักตีสี่ ตื่นมาเอาหมาออกไปก่อน หมาจะได้อึ’

เปิ้ลเชื่อว่าบทสนทนาที่มอบความเห็นอกเห็นใจ และเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันแบบนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แล้วเขาก็จะค่อยๆ เผยออกมาว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ทำให้ทีมจิตอาสาช่วยเหลือเขาได้มากขึ้น

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด
คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

เหมือนกับงานวิจัยที่การจะทำความเข้าใจสิ่งที่เขาขาดต้องอาศัยข้อมูลแวดล้อมเยอะมาก 

การสอบสวนโรคทางใจคือการต้องเปิดใจและรับฟัง สิ่งที่สำคัญกว่าลิสต์คำถาม คือการฟังระหว่างบรรทัดว่าเขาต้องการอะไร

นอกจากคำถามหลักเช่นอายุเท่าไหร่ ฉีดวัคซีนหรือยัง มีโรคประจำตัวหรือเปล่า ที่บ้านอยู่กันกี่คน เปิ้ลบอกว่าเมื่อคุ้นเคยกันแล้วอาจจะได้ข้อมูลเพิ่ม 

เปิ้ลเล่าว่า ถ้าคุยแล้วพบว่าที่บ้านนั้นมีเด็ก Homerun 1+1 ก็จะแจกของเล่น ขนม สีวาดเขียน เกมอะไรต่างๆ แถมไปด้วย 

“ฟีดแบ็กที่เราได้คือพ่อแม่ถ่ายรูปมาเป็นรูปที่ลูกเขายิ้มตอนเปิดกล่องแล้วเจอของเล่น เขามีความสุขกว่าเรื่องที่ตัวเองได้รับความช่วยเหลืออีก” เปิ้ลเล่าเสียเราเห็นภาพรอยยิ้มน้อยๆนั้นไปด้วย

“หรือถ้าเขาเล่าว่าเขาอยู่บ้านเช่า ประโยคนี้คือประโยคที่มีมูลค่า เราก็จะได้รู้ว่าเขาอาจจะขาดแคลนอาหารหรือมีพื้นที่จำกัด ห้องน้ำอาจจะห้องน้ำเดียว” เปิ้ลอ่านบริบทนี้อย่างตั้งใจไม่แพ้เวลาทำวิจัยให้สินค้าอุปโภคบริโภค

แถมยังแบ่งปันเคล็ดลับให้เอาไปใช้กันได้ด้วย เปิ้ลบอกว่า “อย่างรูปที่เขาใช้ใน LINE ก็บอกอะไรได้หลายอย่าง บางคนโพสท่าแบบเปรี้ยวจี๊ดเลย เราก็จะเดาว่าเขาเป็นสายโซเชียล ก็น่าจะมีศักยภาพในการคุยตอบโต้ทางไลน์ได้ เข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ไวๆ ได้” 

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

ให้ยาหัวใจ

มาถึงระลอกที่ 4 กันแล้ว หลายๆ คนคงนึกภาพออกว่า เวลาใครรู้ตัวว่าเป็นโควิดมักจะช็อก เปิ้ลให้นิยามว่าอาการใกล้เคียงกับตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง หรือเวลาที่รู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ความสับสนมักเกิดขึ้นเมื่อมีอาการเหมือนเป็นโควิด-19 ทุกอย่าง แต่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ หรือบางคนตรวจแต่ละครั้งผลไม่เหมือนกัน

ในระบบสาธารณสุขแบบเป็นทางการที่ต้องอาศัยตัวชี้วัด จะถือว่าคนเหล่านี้ไม่เป็นคนไข้โควิด-19 แต่สำหรับที่ Homerun 1+1 จะชวนให้ดูร่างกาย เช่น เริ่มมีอาการ มีน้ำมูก เริ่มไอ แม้จะตรวจแล้วได้ผลว่าไม่ติดเชื้อก็ขอความช่วยเหลือเพื่อเริ่มรักษาได้ 

แต่บางคนก็เชื่อเครื่องมากกว่าอาการ

เปิ้ลเล่าว่า “บางคนเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอาการทุกอย่าง แต่ก็ไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นเพราะเครื่องบอกว่าไม่เป็น เลยยังไม่ยอมกินยา อาสาของเราต้องไปถามหมอว่า ถ้าเป็นแบบนี้ หมอคิดว่าติดไหม ให้หมอตอบแล้วเราก็สแนปหน้าจอส่งไปให้ ถ้าเป็นหมอพูดเขาก็พอจะเชื่อ” 

และบางคนที่ไม่มีอาการแล้ว แต่ใจมันยังไม่หาย เปิ้ลก็ยินดีให้ยาต่อเป็นยาใจ

“บางครั้งจิตอาสาก็โดนเหวี่ยงว่ากินยาแล้วไม่ได้ดีขึ้น คนไข้เริ่มอารมณ์เสียเพราะคนอื่นดีขึ้นแต่เขาไม่ดีขึ้น เราค้นพบว่าทางออกที่จะทำให้สบายใจกันมากขึ้นคือเราจะส่งยาไปให้เพิ่ม แล้วก็ส่งวิตามินซีไป เขาก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าได้รับการรักษาเพิ่มเติม ไม่นานก็บอกว่าหายแล้ว” 

ตามที่รู้กัน ภูมิต้านทานของคนเราแข็งแรงจากสภาวะร่างกาย การพักผ่อน และจิตใจ 

ใครก็รู้ว่าเวลาจิตตก อะไรๆ มันก็พร่อง 

เปิ้ลเลยเชื่อว่าถ้าเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ เราให้ยาเขาไปมันก็จบ แต่ถ้าเราไม่ให้ยาเขา เขาจะไม่มีวันบอกว่าเขาหาย

เปิ้ลบอกว่า “อย่าไปต่อต้าน เพราะนาทีนี้มันเป็นเวลาที่เขาอ่อนแอและกังวล ถ้าเป็นบริบทการทำงาน ลูกน้องมาบอกว่าหนูเป็นอย่างนี้ๆ เราอาจจะยืนยันกลับไปว่าไม่เธอไม่เป็น พี่ไม่ให้ยา พี่ไม่ช่วย แต่ในวันที่เขาอ่อนแอมากๆ มันจำเป็นที่จะต้องดูแลใจ เพราะท้ายที่สุดโรคนี้มันเป็นโรคที่ต้องมีภูมิต้านทาน

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

“คนเรามีศักยภาพในการทนความทุกข์ได้ไม่เท่ากัน” เปิ้ลบอกจากประสบการณ์

“สิ่งที่เราทำได้คือ เพิ่มพลังบวกเข้าไปผ่านทางจิตอาสา ถ้าจิตอาสามีกระแสบวกในตัว เขาก็จะไปส่งต่อให้ผู้ป่วยและผู้ป่วยก็จะส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้ 

“และสุดท้าย เชื่อไหมว่าจิตอาสาหลายคนบอกว่าได้รับพลังบวกจากลูกเคสกลับมา มากกว่าที่ให้เขาไปเสียอีก” เปิ้ลเล่าอย่างผู้รวยพลังบวก

ใช้ใจเป็นยา

ด้วยธรรมชาติของไวรัสทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ต้องโดดเดี่ยว ทั้งๆ ที่กายก็ป่วย ทำให้ใจก็อ่อนแอ

การดูแลแบบที่เราเห็นๆ กันชวนให้เปิ้ลคิดว่า มันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม 

เปิ้ลยกตัวอย่างว่าเวลาใครตรวจแล้วเจอว่าเป็นโควิด-19 คนรอบข้างจะหวาดกลัว ใครๆ ก็ถอยห่าง และอาจโดนรับตัวให้อยู่โรงพยาบาลทันที หลังจากนั้นผู้ป่วยก็จะไม่เจอใครไปสักพัก นอกจากมนุษย์ที่แต่งตัวเหมือนนักบินอวกาศ 

ในขณะที่ถ้าผู้ป่วยอยู่บ้านและเข้าระบบ Home Isolation ได้ ก็จะได้อยู่ในโลกปกติ

เปิ้ลเล่าว่า “มีเคสคุณยายที่ป่วยติดเตียงเป็นโควิด ลูกสาวที่ดูแลใกล้ชิดมาตลอดมาขอชุด PPE จากเรา เราก็ทักว่าคุณดูแลคุณแม่มาใกล้ชิดขนาดนี้ เราคิดว่ายากมากที่จะไม่ติด ใส่ชุด PPE ไปก็ไม่น่าจะช่วย จะทำให้คุณแม่จะนึกว่ามีนักบินอวกาศมาดูแลเสียเปล่าๆ ให้แม่เห็นว่าลูกสาวมาดูแลน่าจะดีกว่า

“คนที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ได้มีโรคที่มีความเสี่ยง อย่างเบาหวาน ความดัน เราก็สามารถเพิ่มภูมิ ลดโอกาสจะติดเชื้อไวรัส และอยู่บ้านร่วมกับผู้ป่วยอย่างระมัดระวังได้” เปิ้ลชวนคิด 

อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ใจไม่สั่นไหวจนเกินควร เมื่อรู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวติดโควิดคือการเตรียมใจ วางแผนซ้อมใหญ่ว่าถ้าหากติดโควิดแล้วเราจะเตรียมอะไรบ้าง จะให้ผู้ป่วยอยู่ห้องไหน แยกใครไว้ที่ไหนบ้าง จะต้องโทรเบอร์อะไรบ้าง ต้องกินยาอะไรบ้าง 

เปิ้ลบอกว่า “อยากเปรียบเทียบเหมือนตอนที่จะคลอดลูก หมอจะบอกให้จัดกระเป๋าที่มีของจำเป็นเตรียมไว้ มีเบอร์หมอเตรียมไว้ เมื่อมันเกิดขึ้นจริงเราจะได้เห็นภาพเป็นขั้นตอน”

จิตอาสาที่ Homerun 1+1 เคยสำรวจว่า อะไรคือสิ่งที่คนไข้อยากทำมากที่สุดหลังจากหายป่วย ผลการสำรวจออกมาว่า ‘การกินหมูกระทะ’ คือสิ่งที่คนอยากทำมากที่สุด

มองอย่างนักการตลาดอาจจะทำแคมเปญโปรโมชันลด แลก แจก แถมหมูกระทะ แบบส่งทั้งหมูและกระทะฟรีถึงบ้าน 

แต่มองอย่างนักวิจัยเชิงลึก เปิ้ลบอกว่า “มันสื่อถึงการได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว 

“เขามองว่ามันเป็นการฉลองชีวิต”

1+1 

1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ?

“1 คือคนที่มีเจตนารมณ์จะเพิ่มปัจจัยบวกเข้าไปในสถานการณ์นี้ และเจตนารมณ์ที่ว่ามันมีพลังมากจนทำให้มีอีก 1 คนหรือมากกว่ายกมือขึ้นมาร่วมกับเรา

“แต่ถ้าเราไปควบคุมหรือคาดหวังผลลัพธ์เมื่อไหร่เราจะแพ้”

เปิ้ลบอกเราด้วยเชื่อว่า เวลาตั้งใจจะทำอะไรเราทำได้แค่บวก แต่จงอย่าไปกะเกณฑ์กับผลลัพธ์ที่จะได้

หรือจะมองว่า 1+1 เป็นมิติจิตอาสากับผู้ป่วยก็ได้ แต่ผลลัพธ์คือเท่าไหร่อันนี้ก็ป่วยการจะไปตั้งความหวังด้วยเหมือนกัน

เปิ้ลบอกว่า “เราทำได้แค่เติมปัจจัยบวกให้กับผู้ป่วยแต่เขาจะตอบสนองแค่ไหน หรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพเขาจะเป็นอย่างไรมันก็เกินอำนาจที่เราจะไปควบคุม”

“ทีมจิตอาสาของเราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า มันไม่ใช่งานที่เราต้องไปบีบบังคับให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราคาดหวัง เราจะเอาภาพที่ต้องการแล้วไปบังคับให้เขากินยาแบบที่เราบอกมันไม่ได้ 

“คนป่วยแต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานร่างกาย ความเชื่อ และจังหวะชีวิตแบบของเขา เราอาสาเข้ามาช่วย จงให้ใจที่จะเดินไปพร้อมกับเขา” 

อะไรคือเรื่องที่ยากที่สุดในการทำจิตอาสา ?

นักกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างเปิ้ลตอบว่า “การทำจิตอาสาทำให้เราได้เตือนตัวเองให้ทำตัวเล็กลง ต้องเคารพคนที่เข้ามาอาสาร่วมทาง แล้วก็ต้องยอมที่จะไม่ได้ดั่งใจทุกเรื่อง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าเขาอาสาเข้ามา เขามีจังหวะชีวิตของเขา และเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้”

เปิ้ลชวนให้คิดว่าในสังคมที่เรามีคนใจดีเยอะมากพอๆ กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงานหรือตัววัดผลในการทำความดี แต่อยู่ที่ความปรารถนาดีที่เราจะหยิบยื่นให้กัน

แม้ภารกิจยังไม่จบ แต่เปิ้ลก็บอกว่ารู้สึกอิ่มใจกับภารกิจจิตอาสาขนาดเล็กนี้แบบเต็มหัวใจ 

“ขอบคุณสองพันกว่าครอบครัวที่อนุญาตให้เราได้เข้าไปในบ้านเขาผ่านรูปผ่านบทสนทนา ได้เห็นเรื่องราวของเขา จากที่เป็นคนแปลกหน้า ก็มาเปิดใจเล่าเรื่องความรู้สึกที่ลึกๆ ให้เราฟัง” 

เปิ้ลบอกว่า “วันนี้เรามีลูกเคสประมาณสี่สิบครัวเรือนต่อวัน เทียบกับสิบเจ็ดล้านครัวเรือนทั่วประเทศมันเล็กน้อยมาก ถ้าวันหนึ่งเงินบริจาคหมด หรือคนไข้หมดเราก็ต้องเลิก เราคงไม่ไปต่อสู้เพื่อจะทำต่อไปเรื่อยๆ”

Homerun 1+1 ไม่ได้ตั้งใจจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่มีเจตนารมณ์ตั้งใจให้คนพ้นจากทุกข์ แม้จะรู้ว่าการเห็นคนอื่นทุกข์แล้วเก็บมาทุกข์จนอยากจะลุกขึ้นมาจัดการมัน นั่นก็เป็นการพยายามจะควบคุมผลลัพธ์ในรูปแบบหนึ่ง 

“แต่มันเป็นธรรมชาติ เราปล่อยมันไป เดี๋ยวเราก็เรียนรู้ เราไม่ต้องไปตั้งเป้าว่าจะให้ใครมาบอกว่าเราเป็นคนดี แต่เจตนารมณ์ที่เรามี มันจะเปลี่ยนเรา” เปิ้ลกล่าวอย่างนักวิจัยที่รู้จักใจด้วยเอง

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load