หลายคนคงจะรู้จัก ‘หิ่งห้อย’ แมลงตัวน้อยที่เรืองแสงเป็นอย่างดี แต่หากถามว่า หิ่งห้อยกินอะไรเป็นอาหาร หรือมีวงจรชีวิตอย่างไร เราอาจจะจนคำตอบอย่างรวดเร็ว คำถามง่ายๆ ที่ยังไม่มีใครรู้ ชวนให้ ก้อย-ผศ. ดร. อัญชนา ท่านเจริญ ใช้เวลากว่า 20 ปีในการศึกษาวิจัยหิ่งห้อยในมุมมองที่น้อยคนจะรู้จัก

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

นิทานหิ่งห้อย

ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีก่อน ค่ายรักษ์หิ่งห้อยที่อัมพวาเป็นค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติค่ายแรกที่ฉันเคยเข้าร่วม และเป็นประตูบานแรกให้ฉันเริ่มทำกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ฉันแทบจะจำกิจกรรมสันทนาการหรือเพื่อนๆ ในค่ายไม่ได้เลย แต่ที่แจ่มชัดคือกิจกรรมล่องเรือชมหิ่งห้อยในคืนนั้น

หลังอาหารเย็นเมื่อความมืดมาเยือน เราตั้งแถวทายากันยุงและถูกต้อนลงเรือหางยาว ก่อนที่เรือจะแล่นไปตามลำคลองอัมพวาผ่านแสงไฟของบ้านเรือนที่อยู่สองข้างทาง

เมื่อสุดเขตชุมชน เรือก็ดับเครื่องปล่อยให้แรงเฉื่อยพาเราเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ไม่นานนักแสงระยิบระยับของหิ่งห้อยก็ค่อยๆ สว่างไสวอยู่รอบตัวเรา เด็กน้อยในวันนั้นเอากล้องฟิล์มตัวเก่ามาถ่ายภาพหิ่งห้อยจนหมดม้วน แต่แสงหิ่งห้อยเลือนรางกว่าที่จะบันทึกภาพได้ พอล้างฟิล์มมาจึงเหลือแต่ภาพดำมืดไว้เป็นที่ระลึก ส่วนแสงระยิบระยับได้ถูกบันทึกไว้ในภาพจำ

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

พี่ก้อย คือพี่เลี้ยงค่ายในวันนั้น ซึ่งกลายเป็นดอกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญหิ่งห้อยในเมืองไทย และปัจจุบันเป็นอาจารย์ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“อะไรที่ทำให้เธอยืนหยัดทำงานวิจัยได้นานขนาดนี้” ฉันอดตั้งคำถามไม่ได้เมื่อเราได้เจอกันอีกครั้ง

“เราเป็นคนชอบแมลง มีวิชาอะไรเกี่ยวกับแมลงเราก็เลือกเรียนหมด แต่พอเจอคำถามเกี่ยวกับหิ่งห้อยว่ามันกินอะไร หรือวงจรชีวิตเป็นอย่างไร เราแทบไม่รู้จักมันเลย ยิ่งเราเกิดที่บางกะเจ้าด้วย เห็นมันมาตั้งแต่เด็ก แต่ตอบคำถามไม่ได้ก็ยิ่งอยากรู้” อาจารย์ก้อยเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของความสงสัยสมัยเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ 

ยิ่งค้นหาก็ยิ่งพบว่าหิ่งห้อยเป็นแมลงที่ลึกลับและน่ามหัศจรรย์ แต่การศึกษาสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ในประเทศไทยยังมีน้อยมาก จึงทำให้เธอตัดสินใจทำวิทยานิพนธ์เรื่องหิ่งห้อย

“มันท้าทายมากนะ ข้อมูลก็ไม่ค่อยมี อาจารย์ที่เชี่ยวชาญก็ไม่มีเลย แต่โชคดีที่ อาจารย์สังวรณ์ กิจทวี ให้โอกาสทำวิจัยและยอมเป็นที่ปรึกษา เพราะอาจารย์เองก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจารย์บอกทำนองว่าให้เธอว่ายน้ำไป ถ้าเธอจะจม ครูจะช่วยเธอเอง ทำให้เราอุ่นใจว่ายังมีคนคอยให้คำปรึกษาอยู่ตลอด”

แม้หิ่งห้อยจะเป็นแมลงเรืองแสงที่ชวนให้คนหลงรัก แต่การทำงานวิจัยไม่ได้ง่ายเลย นักวิจัยสาวต้องออกสำรวจยามค่ำคืนตั้งแต่เวลา 6 โมงเย็นจนถึงเวลา 6 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น เนื่องจากหิ่งห้อยแต่ละชนิดก็มีช่วงเวลาออกหากินที่แตกต่างกัน 

เธอไม่ได้จับหิ่งห้อยมานอนคอยฝันดี แต่ต้องทั้งนับจำนวนและจำแนกชนิดตลอดคืนจนรุ่งเช้า บางพื้นที่ก็ต้องจับหิ่งห้อยทั้งที่นั่งอยู่บนเรือ โดยมีครอบครัวและเพื่อนๆ เป็นผู้ช่วยวิจัย

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

การค้นพบชนิดใหม่ของโลก

“หลายคนบอกว่าเราค้นพบหิ่งห้อยชนิดใหม่ของโลก แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเลย มันมีตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เราแค่เป็นคนแรกที่พบว่าข้อมูลผิด” ก้อยออกตัวเมื่อฉันถามถึงการค้นพบหิ่งห้อยชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทย

“หิ่งห้อยน้ำจืดชนิดนี้เป็นชนิดที่พบเยอะมากในไทย ตอนทำวิจัยเราอ้างอิงจากหนังสือและใช้ชื่อ Luciola brahmina มาตลอด แล้ววันหนึ่งก็มีเพื่อนต่างชาติส่งรูปมาบอกว่าเจอหิ่งห้อยที่หน้าตาคล้ายกับของเรา แต่ว่าไม่เหมือนกัน แล้วถามว่าเราจัดจำแนกจากอะไร เพราะแตกต่างจากตัวอย่างหิ่งห้อยต้นแบบ เลยส่งตัวอย่างให้ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศตรวจสอบอีกครั้ง และเขาก็ยืนยันว่าเป็นชนิดใหม่ของโลกจริงๆ”

เธอจึงได้ตั้งชื่อชนิดใหม่ด้วยตัวเอง

“ทำไมถึงไม่ตั้งชื่อเป็น Siamensis หรือ Thailandica” ฉันถามในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เรามักตั้งชื่อตามสถานที่ค้นพบ และอีกนัยหนึ่งคืออวยประเทศตัวเองในทางอ้อมไปด้วย

“ตอนแรกก็อยากตั้งชื่อแบบนั้น” ก้อยตอบพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนจะอธิบายต่อว่า “อาจารย์ที่ปรึกษาร่วมที่เป็นนักอนุกรมวิธานไม่ยอม เขาให้เหตุผลว่า การตั้งชื่อแบบนี้ไม่ได้บ่งบอกลักษณะของสิ่งมีชีวิตเลยและอาจจะจำกัดเกินไป และอาจารย์ให้คิดลักษณะเด่นอื่นของหิ่งห้อยชนิดนี้ ซึ่งก็คือตัวอ่อนมันอยู่ในน้ำจืด เราเลยตั้งชื่อว่า Luciola aquatilis คำว่า Aqua ที่แปลว่าน้ำนั้นเอง”

ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อสกุล หิ่งห้อยชนิดนี้จึงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sclerotia aquatilis Thancharoen ในปัจจุบัน

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

ไร้ประโยชน์ สำหรับใคร

งานวิจัยเหมือนจะลุล่วงไปได้ด้วยดี จนเธอเจอกับคำถามสะกิดใจครั้งใหญ่ที่ทำให้นักวิจัยสาวผู้มุ่งมั่นถึงกับไขว้เขว

“ตอนใกล้จบปริญญาโท มีคนถามว่า ทำไมเราถึงต้องทำวิจัยหิ่งห้อย มันเป็นแมลงที่มีโทษหรือมีประโยชน์หรือ ถ้ามันไม่มีทั้งประโยชน์และไม่มีโทษ เราไม่เห็นจำเป็นต้องรู้ใช่ไหม

“ตอนนั้นเราศึกษาเพราะตอบสนองความอยากรู้ของเราเอง แต่พอเจอคำถามนี้ เราตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมากเลยว่าที่เราทำ ที่เราทุ่มเทมาทั้งหมดหลายปี เพื่ออะไร หรือว่าเราเดินผิดทาง”

ถ้ามีคนสักคนถามคุณแบบนี้กับสิ่งที่คุณพยายามมาตลอดหลายปี คุณจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร

หลังจากที่ถกเถียงกับความคิดของตัวเอง เธอก็ได้ก้าวผ่านภูเขาหนักอกลูกใหญ่ไปได้

“ต้องถามว่าประโยชน์ในมุมไหน ประโยชน์สำหรับมนุษย์ใช่ไหม หรือประโยชน์สำหรับระบบนิเวศ หรือประโยชน์สำหรับใคร ถ้าเรามองตัวเราเป็นที่ตั้ง เราก็จะหาประโยชน์ในมุมของมนุษย์เท่านั้น เราพบว่าสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตมีประโยชน์ เพียงแต่เรายังไม่ได้ศึกษามากพอ หรือหามุมที่มีประโยชน์มาใช้

“การอนุรักษ์หิ่งห้อยในปัจจุบันเป็นความรู้สึกไปแล้ว คือคนอยากรักษาหิ่งห้อยไว้ไม่ให้หายไป เหมือนกับคนลืมมองหาประโยชน์ทางตรง เราเห็นว่าหิ่งห้อยกลายเป็นแมลงเศรษฐกิจไปแล้วในแง่ของการท่องเที่ยว ตอนที่ตลาดน้ำอัมพวามีการท่องเที่ยวชมหิ่งห้อย ตอนนั้นเราก็เริ่มเป็นที่รู้จักและมีงานบรรยายมากขึ้น คนก็ไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามว่า ทำไมต้องศึกษาสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ มันเริ่มจุดประกายเป็นการท่องเที่ยวชมหิ่งห้อย หลังจากนั้นกระแสการอนุรักษ์หิ่งห้อยก็มากขึ้นเรื่อยๆ ที่ไหนที่มีหิ่งห้อยก็เริ่มพัฒนาเป็นที่ท่องเที่ยวมากขึ้น

“จากคำถามว่าทำไมต้องทำวิจัยหิ่งห้อยเปลี่ยนเป็นว่า ทำไมหิ่งห้อยถึงทำอย่างนั้น ถึงทำอย่างนี้มากขึ้น มันกินอะไรหรือมันเรืองแสงได้ยังไง”

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

เพาะพันธุ์หิ่งห้อยสู่ธรรมชาติ

เมื่อความมืดมาเยือน ก็ได้เวลาที่นักวิจัยจะต้องเริ่มทำงาน อาจารย์ก้อยและทีมนักศึกษาเปลี่ยนชุดเตรียมพร้อม ทั้งเสื้อตาข่ายกันยุง กางเขงขายาว รองเท้าบูตยาง หมวกปีกกว้าง และที่สำคัญคือ สวิงด้ามยาวไว้จับหิ่งห้อย แม้ฉันจะไม่พร้อมมากนักแต่ก็ขอตามไปลงภาคสนามด้วย

“แสงไฟถนนทำให้หิ่งห้อยไม่ข้ามมา” อาจารย์บอก เราจึงต้องข้ามฝั่งไปยังพื้นที่รกร้างที่อยู่อีกฟากหนึ่ง พอเดินห่างจากถนนไม่เท่าไหร่ เราก็เห็นแสงกะพริบบินผ่านตาเราไป มือถือสวิงเตรียมวิ่งไล่หิ่งห้อย คลาดไปเพียงนิดเดียวพื้นที่ก็มืดสนิทอีกครั้ง หิ่งห้อยจะหยุดกะพริบแสงเมื่อมีการรบกวน

เราเดินลึกเข้าไปอย่างช้าๆ ภายใต้ความมืด มีแสงไฟฉายสีแดงคอยนำทาง เพราะเป็นแสงสีที่ไม่รบกวนสิ่งมีชีวิต ยังดีที่คืนนี้พระจันทร์สว่างเต็มดวง ทำให้การทำงานไม่ยากเกินไปนัก พอเราอยู่นิ่งๆ อีกสักอึดใจก็มีแสงกะพริบบินผ่านไปอีก ก้อยใช้สวิงจับหิ่งห้อยตัวน้อยแล้วใส่ในขวดโหลพลาสติก หิ่งห้อยราว 30 ตัวบรรจุอยู่เต็มกล่องสลับกันกะพริบแสงราวกับไฟประดับต้นคริสมาสต์ พวกมันจะถูกนำไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ในการเพาะเลี้ยง

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

“หลักการของการเพาะเลี้ยงและปล่อย คือต้องจับพ่อแม่พันธุ์มาจากธรรมชาติหรือบริเวณใกล้เคียง การจับหิ่งห้อยจากธรรมชาติเมื่อก่อนเราจะรู้สึกไม่ค่อยดีเพราะว่าทำลายธรรมชาติ แต่ปัจจุบันพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ถูกรุกรานมาก สถานการณ์ในตอนนี้คือการไปช่วยเขาให้มาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เราจะจับในช่วงที่มีหิ่งห้อยจำนวนมากและจับมาในจำนวนมาก เพื่อให้ได้พันธุกรรมที่หลากหลายด้วย

“การเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยน้ำจืดเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเพราะเราต้องเข้าใจวงจรชีวิตของมันทั้งหมด อย่างหิ่งห้อยเป็นแมลงที่มีวัฏจักรชีวิตคล้ายๆ กับผีเสื้อ ประกอบด้วยสี่ระยะ คือ ไข่ ตัวหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย ในกรณีของหิ่งห้อยน้ำจืด เขาวางไข่ใต้ใบพืชน้ำ แล้วพอประมาณสิบถึงสิบสองวัน เขาจะฟักออกมาเป็นตัวหนอนตัวเล็กๆ และเป็นผู้ล่าทันทีเลย 

“เขาต้องการอาหารก็คือหอย ถ้าเกิดมาใหม่ๆ ตัวหนอนจะกินหอยขนาดเล็ก พอลอกคราบแล้วตัวใหญ่ขึ้น ระยะท้ายก็จะเริ่มกินหอยที่ตัวโตขึ้นได้ เมื่อเป็นตัวหนอนวัยสุดท้ายเขาจะไต่ขึ้นตามตลิ่ง เป็นที่แห้งแล้วไปเข้าระยะดักแด้ ต่อจากนั้นก็ลอกคราบอีกครั้งเป็นตัวเต็มวัย แล้วก็บินออกมากะพริบแสงหาคู่เพื่อผสมพันธุ์”

ก้อยใช้เวลาถึง 5 ปีพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยน้ำจืดจนสำเร็จ และเพิ่มจำนวนหิ่งห้อยเป็นหลักพันถึงหมื่นตัว (Mass Rearing) งานวิจัยชิ้นนี้จึงได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเป็นทรัพย์สินทางปัญญา และเธอก็ตั้งใจว่าจะใช้งานวิจัยนี้ช่วยอนุรักษ์หิ่งห้อยต่อไป

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

มลภาวะแสง สัญญารบกวนภาษารัก

ปัจจุบันการเจอหิ่งห้อยถือเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่เหมือนกับสมัยก่อนที่หิ่งห้อยพบเห็นได้ทุกที่แม้กระทั่งในกรุงเทพฯ สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้พื้นที่ พื้นที่รกร้างถูกเปลี่ยนเป็นอาคารบ้านเรือน ทำให้หิ่งห้อยขาดที่อยู่อาศัย พื้นที่มืดมิดถูกมองเป็นที่อันตราย ทำให้หิ่งห้อยสื่อรักกันไม่สำเร็จ

“แสงจะรบกวนภาษารักของหิ่งห้อย เพราะหิ่งห้อยใช้แสงคุยกัน พอมีแสงเยอะ เหมือนว่าเขาคุยกันไม่รู้เรื่อง เหมือนกับคนที่เราใช้การพูดเป็นการจีบกัน ที่ไหนมีเสียงดังคุยกันไม่รู้เรื่องเราก็ไม่อยากคุย หาคู่ไม่ได้ หิ่งห้อยก็เหมือนกัน” ก้อยอธิบายขณะที่เราเดินไปบนทางเดินริมบ่อน้ำ แสงจากอาคารส่องสว่างดูงามตาสำหรับเรา แต่ไม่ใช่สำหรับหิ่งห้อย

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

เราเดินสำรวจพื้นที่ที่จะนำหิ่งห้อยจากเพาะเลี้ยงมาปล่อยคืนกลับสู่ธรรมชาติ ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย คุณภาพน้ำ หอยน้ำจืดที่เป็นอาหาร หรือปริมาณแสงรบกวนโดยรอบ ซึ่งเธอเน้นย้ำว่า การเพาะเลี้ยงไม่ใช่การอนุรักษ์ที่สมบูรณ์ หากหิ่งห้อยขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม

“การอนุรักษ์หิ่งห้อยทำโดยนักวิจัยฝ่ายเดียวไม่สำเร็จ ต่อให้เราวิจัยไปเท่าไหร่ก็อาจจะทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน ชาวบ้านนี่แหละเป็นผู้ที่สนใจมากว่า หิ่งห้อยอยู่ยังไง ต้องการบ้านแบบไหน เขาต้องการรู้และอนุรักษ์หิ่งห้อยได้ เขาอนุรักษ์หิ่งห้อยได้โดยตรงเพราะหิ่งห้อยอยู่รอบบ้านเขา และเขายังสื่อเรื่องราวสู่นักท่องเที่ยวในชุมชนได้ด้วย”

หิ่งห้อยที่เราจับในวันนี้ รอวันที่จะเพาะขยายพันธุ์ออกลูกออกหลาน ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้ง

“การคืนประชากรหิ่งห้อยสู่พื้นที่ที่ไม่ว่าจะเคยมีหรือไม่มีหิ่งห้อยมาก่อนก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆ เพราะมันเป็นการรวมองค์ความรู้ของศาสตร์หิ่งห้อย ทั้งชีววิทยา นิเวศวิทยา ต้องรู้พฤติกรรมของแต่ละระยะในวงจรชีวิต เหมือนเอาความรู้ที่สั่งสมมากว่ายี่สิบปีมาบูรณาการ มันพิสูจน์ว่า เรารู้จักหิ่งห้อยชนิดนี้มากพอแล้วหรือยัง

“อีกมุมหนึ่ง นี่เป็นก้าวแรกของการอนุรักษ์หิ่งห้อยในธรรมชาติของประเทศไทย เราทำกับชนิดนี้ได้ เราอนุรักษ์ชนิดอื่นได้ด้วยไหม การปล่อยหิ่งห้อยคืนสู่ธรรมชาติจึงเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่ก้าวถัดไป”

อัญชนา ท่านเจริญ นักวิจัยผู้เพาะพันธุ์หิ่งห้อยเพื่อให้ยามค่ำคืนกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

Writer

สุภัชญา เตชะชูเชิด

นักชีววิทยาติดกาแฟที่สนใจการเปลี่ยนไปของโลกและหลงรักนมคาราเมลเป็นชีวิตจิตใจ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จะดีแค่ไหน หากอาหารที่เรากินไม่เพียงอร่อยระดับแสงพุ่งออกจากปาก แต่ยังเป็นมิตรต่อสุขภาพและโลกด้วย

หากใครเคยดูสารคดี Food Inc. คงติดตากับภาพลูกไก่นับหมื่นตัวถูกลำเลียงไปตามสายพานเพื่อเข้าเครื่องเชือด หรือภาพฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีสัตว์แออัดยัดเยียดเต็มพื้นที่ แต่ละตัวแทบไม่มีที่ว่างให้ขยับไปไหนมาไหน หน้าที่อย่างเดียวในชีวิตของพวกมันคือกิน กิน แล้วก็กิน ราวกับว่าเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต

แน่นอนว่าคงไม่มีสัตว์ตัวไหนมีสุขภาพดีได้ภายใต้สภาพแวดล้อมแบบนั้น สิ่งที่ตามมาก็คือยาปฏิชีวนะมากมายที่ถูกผสมในอาหารและฉีดให้พวกมัน ไปจนถึงฮอร์โมนเร่งโตเพื่อย่นระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยที่สุดและสร้างกำไรมากที่สุด

จึงไม่น่าแปลกใจที่เนื้อสัตว์ที่ขายกันทุกวันนี้ทั่วโลกมีสารเคมีมากมายตกค้าง และโลกเราก็มีเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น ยังไม่นับรวมสารเคมีหรือยาที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น คำพูดที่ว่า การเลือกกินของเราช่วยกำหนดอนาคตโลกได้ จึงไม่ใช่คำพูดเกินจริงแต่อย่างใด

โชคดีที่ว่าทุกวันนี้เรามีทางเลือกในการกินมากขึ้น และหนึ่งในทางเลือกของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่เป็นมิตรต่อโลกและสุขภาพที่เราอยากชวนมารู้จักวันนี้ ก็คือผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่มีชื่อว่า Sloane’s

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

ความน่าสนใจของแบรนด์นี้ ไม่เพียงแต่ประวัติของเชฟผู้ก่อตั้งที่มีดีกรีเป็นถึงอดีตเชฟโรงแรม 5 ดาว และร้านอาหารมิชลินสตาร์มานานกว่า 20 ปีเท่านั้น แต่ความพิเศษมาก ๆ อีกอย่างก็คือความใส่ใจด้านความยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่การเลือกที่มาของเนื้อสัตว์จากฟาร์มที่เลี้ยงสัตว์อย่างใส่ใจในสวัสดิภาพสัตว์และไม่ใช้สารเคมี โรงฆ่าสัตว์ที่มีจริยธรรม ความพยายามในการลดรอยเท้าคาร์บอน ไปจนถึงการใช้ทุกส่วนของสัตว์แบบไม่เหลือทิ้ง

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

อะไรที่ทำให้เชฟชาวอังกฤษคนนี้ใส่ใจเรื่องความยั่งยืนขนาดนี้ และเนื้อสัตว์ที่มาจากการผลิตที่ยั่งยืนจะมีรสชาติต่างจากสัตว์จากฟาร์มอุตสาหกรรมอย่างไร ไปฟังเชฟเล่ากันเลย

Happy Animals, Tasty Meat

“เนื้อสัตว์ที่คุณภาพดีและรสชาติดี ต้องมาจากสัตว์ที่สุขภาพดีและมีความสุข”

นั่นคือแนวคิดหลักของ โจ สโลน (Joe Sloane) เชฟชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งแบรนด์ Sloane’s และนั่นจึงทำให้ผลิตภัณฑ์ของเขา ตั้งแต่เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ไส้กรอกหลากหลายสูตร แฮม เบคอน พาย เบอร์เกอร์ และอื่น ๆ อีกกว่า 300 รายการ ล้วนมีรสชาติพิเศษ

“ถ้าสัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีที่นอนที่สบาย ไม่ใช่คอกแคบ ๆ มีพื้นที่ให้เดินอย่างอิสระ ก็จะเป็นสัตว์ที่สุขภาพดีและมีความสุข ซึ่งทำให้รสชาติและคุณภาพของเนื้อสัตว์ดีกว่ามาก ๆ”

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส
Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

ความใส่ใจในที่มาของเนื้อสัตว์ของเชฟโจมีความละเอียดถึงขนาดว่า เขาต้องลงพื้นที่ไปดูฟาร์มทุกแห่งที่เขาทำงานด้วย ตั้งแต่ดูว่าสัตว์มีชีวิตอย่างไร กินอะไร นอนแบบไหน คอกเป็นยังไง คุณภาพชีวิตของสัตว์เป็นยังไง ก่อนจะตัดสินใจซื้อสัตว์จากฟาร์มเหล่านั้น และไม่ใช่แค่ขั้นตอนการเลี้ยงเท่านั้นที่สำคัญ แม้กระทั่งโรงฆ่าสัตว์ เขาก็ต้องลงพื้นที่ไปเลือกด้วยตัวเองเช่นกัน

“นอกจากต้องเป็นโรงฆ่าสัตว์ที่มีใบรับรองอย่างถูกต้องและมีห้องเก็บความเย็นแล้ว วิธีการฆ่าก็ต้องมีจริยธรรมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นคือทำอย่างรวดเร็วจนสัตว์ไม่ทันได้รู้สึก และต้องเข้าห้องทีละตัว เพื่อสร้างความเครียดให้พวกมันน้อยที่สุด แล้วโรงฆ่าก็ต้องอยู่ใกล้ฟาร์ม เพื่อที่สัตว์จะได้ไม่ต้องเครียดจากการเดินทางไกล”

เชฟโจเล่าว่าการให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ของเขา ไม่เพียงแต่มาจากเหตุผลส่วนตัวที่ไม่อยากให้สัตว์ต้องเจ็บปวดทรมาน อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเรื่องคุณภาพของเนื้อสัตว์ด้วย เพราะสัตว์ที่ผ่านโรงเชือดแบบอุตสาหกรรมที่สร้างความเครียดสูงจะมีคุณภาพและรสชาติที่แย่กว่ามาก

“เมื่อสัตว์เครียด ร่างกายมันจะปล่อยอะดรีนาลีน เช่น ในหมูจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า PSE นั่นคือ Pale (ซีด) Soft (นิ่ม) Exudative (มีน้ำเยิ้ม) ซึ่งในบางกรณีที่แย่มาก ๆ เนื้อเหล่านั้นจะนำมาทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากบดหรือนำไปทำไส้กรอกราคาถูก หรือต่อให้อาการไม่ได้หนักมาก มันก็ยังมีความแตกต่างอยู่ดี เพราะเมื่อเนื้อหมูสูญเสียความชื้น เนื้อที่ได้ก็จะแห้งและไม่อร่อย ซึ่งก็ไม่ใช่แค่หมูเท่านั้น แต่สัตว์อื่น ๆ ที่ถูกฆ่าในสภาวะเครียดก็ส่งผลต่อคุณภาพเช่นกัน อย่างที่ญี่ปุ่นเขาจะมีเทคนิคฆ่าปลาที่เรียกว่า Ike-Jime ที่จะทำให้ได้เนื้อปลาคุณภาพสูงสุดด้วยเหตุผลเดียวกัน ความเครียดส่งผลแย่ต่อเราทุกคน และการที่ผมเป็นเชฟ ผมย่อมต้องการเนื้อสัตว์ที่คุณภาพดีที่สุด รสชาติดีที่สุด”

นอกจากจะเลือกที่มาของสัตว์เพื่อให้ได้คุณภาพสูงสุดและดีต่อสวัสดิภาพสัตว์มากที่สุดแล้ว จุดเด่นอีกอย่างของ Sloane’s คือ เขาจะเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่หาได้ในประเทศเป็นหลัก ยกเว้นเครื่องปรุงบางชนิดที่ไม่มีในไทยจริง ๆ จึงจะนำเข้า ทั้งนี้ก็เพื่อลดรอยเท้าคาร์บอนในการขนส่ง

“ผมไม่ได้ต่อต้านการนำเข้า เพียงแต่ว่าตัวเลือกแรกของผมจะเป็นวัตถุดิบในท้องถิ่น ผมจะนำเข้าทำไมในเมื่อผมหาวัตถุดิบที่ดีกว่าได้ที่นี่ หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Export Quality (คุณภาพระดับส่งออก) ผมไม่ต้องการคุณภาพระดับนั้น แต่ผมต้องการคุณภาพในระดับที่ว่าถ้ามีปัญหาอะไร ผมยกหูโทรศัพท์คุยกับเจ้าของฟาร์มได้โดยตรง แทนที่จะต้องโทรหาใครไม่รู้จากอีกซีกโลก การทำงานกับผู้เลี้ยงสัตว์โดยตรงย่อมดีกว่า และเท่ากับเป็นการสนับสนุนฟาร์มท้องถิ่นด้วย”

แม้ว่าฟาร์มหลายแห่งในไทยที่เขาทำงานด้วยจะไม่ได้มีตรารับรองความเป็นออร์แกนิกจากองค์กรใด ๆ ทำให้เขาเลือกที่จะไม่ใช้คำว่า ‘ไส้กรอกออร์แกนิก’ ในการประชาสัมพันธ์แบรนด์ อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่เขาลงพื้นที่ไปเยี่ยมฟาร์มด้วยตนเอง และผ่านการพูดคุยกับเจ้าของฟาร์ม ทำให้เขามั่นใจว่าเนื้อสัตว์ทั้งหมดที่ได้มาล้วนมีที่มาอย่างใส่ใจสวัสดิภาพสัตว์และสิ่งแวดล้อม

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

“ฟาร์มส่วนใหญ่ที่เราทำงานด้วย เขามีแนวคิดและความตั้งใจแบบเดียวกับเราอยู่แล้ว นั่นคือการเลี้ยงสัตว์แบบใส่ใจ เพื่อให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่เราตั้งไว้ แล้วเราก็มีการสุ่มตรวจสารเคมีในเนื้อสัตว์เป็นระยะด้วย”

หลังจากคัดสรรที่มาของเนื้อสัตว์ที่ได้คุณภาพแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการแล่และนำมาทำอาหาร ซึ่งหัวใจหลักของความยั่งยืนในขั้นตอนนี้ก็คือการมีเศษหลือทิ้งให้น้อยที่สุด ซึ่งสำหรับเชฟโจแล้ว เขาล้ำไปอีกขั้นด้วยการซื้อสัตว์จากฟาร์มมาทั้งตัว และนำมาทำอาหารทุกส่วนแบบที่ไม่เหลือเศษทิ้งแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียกว่า Nose-to-Tail หรือการใช้ทุกส่วนของสัตว์อย่างคุ้มค่าตั้งแต่หัวจรดหาง ทั้งผิวหนัง ไขมัน ยันกระดูก

“ทุกส่วนเราใช้ได้หมด เช่น กระดูกเราเอาไปทำซุปและน้ำสต็อก เลือดเอาไปทำไส้กรอกแบล็กพุดดิง ส่วนหัวหมูใช้ทำ Porchetta De Testa ส่วนไตนำไปทำสเต๊กเนื้อและไต บางส่วนใช้ทำพาย ทุกส่วนจะถูกใช้อย่างดีที่สุด ทำให้เรามีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ไปจนกระทั่งเหลือส่วนที่ไม่ดีพอสำหรับนำมาทำไส้กรอกหรือเบอร์เกอร์ ก็จะนำไปทำอาหารสุนัขหลาย ๆ แบบ ซึ่งได้รับความนิยมมาก”

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส
Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

เขาเล่าถึงแนวทางการทำงานที่ทำให้เราทึ่ง แต่แค่นั้นยังไม่พอ แม้ในวันที่แบรนด์ Sloane’s เติบโตขยายตลาดไปมากถึง 86 แห่ง มีโรงแรมที่เป็นลูกค้าประจำนับร้อยโรงแรม แต่ไส้กรอกทุกชิ้นก็ยังผลิตด้วยมือ ซึ่งเขายืนยันว่าจะทำแบบนี้ต่อไป ไม่ว่าธุรกิจจะเติบโตไปมากแค่ไหนก็ตาม

“ไส้กรอกส่วนใหญ่ของเราเป็นสูตรบริทิชหรืออิตาเลียน ซึ่งต้องทำทีละน้อย เพราะมีเครื่องปรุงและส่วนผสมหลายอย่าง แล้วเราก็ไม่ได้ใส่สารกันเสีย นอกจากนั้นเรายังมีไส้กรอกที่สั่งผลิตพิเศษ (Custom-made) จากเชฟโรงแรม ซึ่งเขาจะระบุมาเลยว่าอยากได้แบบไหน ขนาดไหน เพื่อให้เข้ากับเมนูที่เขาจะทำ ทำให้การทำไส้กรอกด้วยมือตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่า”

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเรื่องความยั่งยืนอีกอย่างที่เขายังคงมองหาทางเลือกที่ดีกว่า นั่นคือเรื่องของบรรจุภัณฑ์

“เรื่องนี้ยังเป็นปัญหา เพราะเรายังต้องใช้พลาสติกเพื่อสุขอนามัย ซึ่งผมพยายามมองหาทางเลือกทดแทนอยู่แต่ก็ยังมีไม่มากนัก เพราะอย่างพลาสติกชีวภาพที่มีขาย ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบที่ย่อยสลายในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งที่นี่ยังไม่มีโรงงานสำหรับย่อยสลายพวกนี้โดยเฉพาะ”

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

Sustainable Food, Sustainable World

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว คำว่า ‘ความยั่งยืน’ ยังห่างไกลจากการเป็นคำยอดฮิตอย่างทุกวันนี้ และคำว่าวิกฤตสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่ได้ถูกพูดถึงมากเหมือนในปัจจุบัน แต่ถึงอย่างนั้น เชฟโจก็สนใจเรื่องความยั่งยืนทางอาหารมาตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพเชฟใหม่ ๆ

“ที่อังกฤษ ผมได้เรียนเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนมาตั้งแต่สมัยเรียน แล้วพอทำงาน เชฟที่เราทำงานด้วยก็ใส่ใจเรื่องนี้ ทำให้เราได้รับการปลูกฝังเรื่องนี้เรื่อยมา ซึ่งผมก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ”

จากการทำงานเป็นเชฟในโรงแรมหรูและร้านอาหารมิชลินสตาร์มา 3 ทวีปทั่วโลก วันหนึ่งเขาก็ตัดสินใจย้ายตามภรรยามาที่ประเทศไทย เนื่องจากภรรยาของเขาเป็นครูที่โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ ซึ่งแม้เขาจะยังคงอาชีพเชฟในโรงแรมเหมือนเดิม แต่ความท้าทายใหม่ก็คือโจทย์เรื่องที่มาของวัตถุดิบ

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย
โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

“ช่วงที่ผมมาเมืองไทยใหม่ ๆ สิ่งหนึ่งที่ต่างอย่างชัดเจนมากก็คือ เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่มาของวัตถุดิบเลย ซึ่งต่างจากตอนอยู่ลอนดอนที่เรารู้หมดว่าหมูนี้มาจากฟาร์มไหน เป็นหมูพันธุ์อะไร แต่พอมาเป็นเชฟในโรงแรมที่ไทย วัตถุดิบแทบทุกอย่างนำเข้าจากทั่วโลก ผมเคยถามบริษัทที่มาส่งหมูว่าเป็นหมูจากไหน เขาบอกแค่ว่า ก็หมูน่ะ มาจากหลายที่ ไม่มีรายละเอียดอะไรเลย”

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จนกระทั่งเขาได้มารู้จักกับ เชฟโบ-ดวงพร ทรงวิศวะ เจ้าของร้านอาหาร โบ.ลาน หนึ่งในเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนทางอาหารของเมืองไทย ซึ่งเชฟโบได้แนะนำให้เขารู้จักฟาร์มท้องถิ่นหลายแห่งที่เลี้ยงสัตว์ในวิถีธรรมชาติ ทำให้เขาเลือกที่มาของวัตถุดิบได้อย่างที่ต้องการมากขึ้น

หลังจากทำงานเป็นเชฟในโรงแรมชั้นนำของประเทศไทยได้ราว 2 ปี เขาก็ตัดสินใจยุติอาชีฟเชฟเพื่อมาดูแลลูกน้อยที่เพิ่งเกิดมา และใช้เวลาว่างทำไส้กรอกสไตล์อังกฤษขาย เนื่องจากเขาพบว่าไส้กรอกสไตล์อังกฤษแท้ ๆ ในเมืองไทยหายากมาก และที่มีขายอยู่ก็มักคุณภาพไม่ค่อยดี เนื่องจากผู้ผลิตพยายามทำให้ราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

จากจุดเริ่มต้นกับลูกค้ากลุ่มเล็ก ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติด้วยกัน แต่ด้วยจุดเด่นด้านคุณภาพและการผลิตอย่างใส่ใจ ทำให้ไส้กรอกแบรนด์ของเขาได้รับการบอกเล่าปากต่อปากจนมีคนรู้จักมากขึ้น จนปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ Sloane’s เริ่มมีชื่อเสียงในวงกว้าง ถูกบรรจุอยู่ในเมนูของร้านอาหารชื่อดังหลายแห่ง มีเชฟจากโรงแรมหรูมากมายเป็นลูกค้าประจำ มีวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งเปิดหน้าร้านเพิ่มที่เชียงใหม่

“ผมไม่เคยคิดว่าเราจะเติบโตและมาไกลได้ขนาดนี้ ช่วงเริ่มใหม่ ๆ ใคร ๆ ก็ว่าเราบ้า บอกว่ามันไม่เวิร์กหรอก ไม่มีใครแคร์เรื่องความยั่งยืนที่นี่หรอก แต่มาถึงวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาคิดผิด คนที่แคร์เรื่องสิ่งแวดล้อมยังมี ฟาร์มที่เลี้ยงสัตว์อย่างใส่ใจและมีคุณภาพดีก็มีไม่น้อย แล้วตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในเรื่องความยั่งยืนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มีคนสนใจเรื่องนี้มากขึ้น ซึ่งผมก็ดีใจที่เห็นสิ่งเหล่านี้”

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

แม้การทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในรูปแบบที่เขาพูดถึงจะมีข้อดีในแง่จริยธรรมและสิ่งแวดล้อมแบบที่ปฏิเสธไม่ได้ อย่างไรก็ตามก็จะมีคนบางกลุ่มแย้งว่า หากโลกเราไม่มีการเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรม เราก็จะมีเนื้อสัตว์ไม่พอเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้เขามองว่าปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ปริมาณไม่พอเลี้ยงคน แต่อยู่ที่ว่าคนเราบริโภคมากเกินพอดีและมีของเหลือทิ้งเกินไปมากกว่า

“ผมเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า คนเราควรกินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง แต่ผมก็คิดว่าเราไม่ถึงขนาดที่จะต้องเป็นมังสวิรัติหรือกินเจถึงจะช่วยโลกได้ ขอแค่เรากินเนื้อสัตว์อย่างพอประมาณ กินอย่างสมดุล และให้ความสำคัญกับที่มาของเนื้อสัตว์เหล่านั้นให้มากขึ้น มันก็เป็นไปได้ที่จะพอเลี้ยงคนและช่วยโลกได้ การเลี้ยงสัตว์อาจไม่ถึงขนาดต้องเลี้ยงปล่อย (Free-ranged) ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฟาร์มบางแห่งที่เราทำงานด้วย เขาเป็นเพอร์มาคัลเจอร์ซึ่งก็ไม่ได้มีพื้นที่กว้างมาก แต่เขาก็เลี้ยงหมูด้วยระบบหมูหลุม ซึ่งหมูก็ยังมีพื้นที่ให้เดินไปไหนมาไหน และมีวัสดุธรรมชาติ เช่น แกลบรองพื้น ทำให้หมูมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสุขภาพดีได้”

แม้ว่าอาหารที่มาจากวิถีการผลิตแบบยั่งยืนเหล่านี้มักราคาแพงกว่าอาหารจากระบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่วางขายมากมายในตลาด แต่เขามองว่าเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะลงทุนจ่ายในเรื่องนี้ เพราะไม่ว่าจะมองในแง่สุขภาพ ในแง่รสชาติ หรือในแง่สิ่งแวดล้อม สิ่งที่ได้ก็ถือว่าคุ้ม

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย
โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

“เราทุกคนคงรู้กันดีว่าอาหารทุกวันนี้เต็มไปด้วยสารเคมี อย่างไส้กรอกในร้านสะดวกซื้อ บางแพ็กอยู่บนชั้นได้ 3 เดือน ซึ่งผมว่ามันน่ากลัวมาก เขาใส่อะไรลงไปถึงอยู่ได้นานขนาดนั้น มีสารเคมีอะไรบ้างก็ไม่รู้ ผมคงไม่อยากให้ลูกของผมกินอะไรแบบนี้ แต่นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว เรื่องรสชาติก็ต่างกันมาก ๆ ไม่ใช่แค่เนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ผักผลไม้ออร์แกนิกก็มีรสชาติที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสิ่งนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ เพราะเมื่อผักออร์แกนิกมีแมลงมากัดใบ พืชจะปล่อยสารเคมีออกมาสู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผักมีรสชาติ”

ด้วยเหตุผลที่ว่า รสชาติและคุณภาพของอาหารผูกโยงกับปัจจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เขาจึงมองว่า นี่จึงเป็นหน้าที่ของเชฟโดยตรงที่ต้องใส่ใจเรื่องนี้

“ถ้าคุณเป็นเชฟแล้วไม่สนใจที่มาของวัตถุดิบ แปลว่าคุณเป็นเชฟที่ไม่ดี เพราะต่อให้คุณไม่แคร์เรื่องสิ่งแวดล้อม อย่างน้อยคุณก็น่าจะแคร์เรื่องรสชาติอาหาร เพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่ของคุณ แล้วสัตว์ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติและมีสวัสดิภาพที่ดีนั้นมีรสชาติที่ดีกว่าจริง ๆ”

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

Sloane’s 

Website : sloanes.co.th

Facebook : Sloane’s

Instagram : sloanesbkk

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load