อเมริกันสแตนดาร์ด (American Standard) ชื่อนี้ทำให้มั่นใจได้ถึงมาตรฐานของสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ

146 ปีของการเป็นผู้นำวงการสุขภัณฑ์

52 ปีที่ดำเนินกิจการมาในไทย

ริเริ่มคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต้นแบบในห้องน้ำและพัฒนานวัตกรรมจนถึงปัจจุบันเรื่อยมา

ยึดจุดแตกต่างที่สุขอนามัยเป็นหลัก ตั้งแต่ก่อนการเข้ามาของโรคระบาด

ผสานทั้งเทคโนโลยี ดีไซน์สวยงาม และความยั่งยืน เข้าด้วยกัน

เป็นแบรนด์สุขภัณฑ์แบรนด์แรกในไทยที่เริ่มทำโฆษณาทางทีวี

และเป็นสุขภัณฑ์แบรนด์แรกในสมัยนี้ที่ทำแคมเปญใน TikTok 

แบรนด์ที่ขายสินค้าสุขภัณฑ์ครบวงจร อย่างอ่างล้างหน้า ก๊อกน้ำ ฝักบัว โถสุขภัณฑ์ อ่างอาบน้ำ รวมทั้ง อุปกรณ์ประกอบภายในห้องน้ำ

แต่ก่อนจะทำความรู้จักอเมริกันสแตนดาร์ดลึกลงไปกว่านี้ ต้องรู้จักลิกซิล (LIXIL) เสียก่อน เพราะแบรนด์นี้อยู่ภายใต้ลิกซิล โดยลิกซิลเป็นผู้บุกเบิกผลิตภัณฑ์เพื่อที่อยู่อาศัยและสุขภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาความท้าทายที่ผู้ใช้งานต้องประสบในชีวิตประจำวัน และยังมุ่งเน้นที่จะเนรมิตบ้านที่ดีกว่าเดิมให้แก่ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกเพื่อให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตที่ดี

และผู้ที่จะมาเล่าเรื่องอเมริกันสแตนดาร์ดให้เราฟังกันวันนี้คือ ออดรีย์ โหย่ว ลีดเดอร์ บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการใช้น้ำเอเชียแปซิฟิก (LWT APAC) นั่นเอง

สำนักงานใหญ่ของลิกซิลตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ลิกซิลเกิดจากการควบรวมกันของ 5 บริษัท ขายสินค้าสู่ 150 ประเทศ 5 ภูมิภาค ทั้งญี่ปุ่น เอเชียแปซิฟิก จีน อเมริกา และยุโรป โดยเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่ถือว่ามีความหลากหลายทางพื้นที่และวัฒนธรรมมากที่สุด

ในประเทศไทยมีโรงงานลิกซิลอยู่ 5 แห่ง รองรับการผลิตสำหรับกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีเกี่ยวกับบ้านและกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการใช้น้ำ เพื่อการจัดจำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและส่งออกไปทั่วโลก

เมื่อพูดถึงสุขภัณฑ์ บางคนอาจฟังแล้วรู้สึกว่าเข้าใจยาก แต่หากบอกว่าสินค้าของลิกซิลแก้ปัญหาการใช้ชีวิตของผู้คนด้วยเทคโนโลยีการใช้น้ำ ด้วยหลักการออกแบบที่มุ่งสร้างสินค้าและไลฟ์สไตล์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ภายในบ้าน คอลัมน์ Big Brand ในวันนี้อาจทำให้คุณสนใจเรื่องราวของแบรนด์สุขภัณฑ์เพิ่มมากขึ้นได้

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

1. ชื่อดั้งเดิมของอเมริกันสแตนดาร์ด คือ สแตนดาร์ด แมนูแฟคเจอริ่ง

140 กว่าปีที่แล้ว ในยุคที่สาธารณสุขเริ่มทวีความสำคัญ ผู้คนให้ความสนใจห้องน้ำแบบถูกสุขอนามัยในที่อยู่อาศัยมากขึ้น

ใน ค.ศ. 1875 บริษัท สแตนดาร์ด แมนูแฟคเจอริ่ง ก่อตั้งขึ้นโดย เจมส์ อาร์นอต (James Arnott) และ ฟรานซิส เจ ทอร์รันซ์ (Francis J. Torrance) โดยเริ่มจากการผลิตโถสุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า และอ่างอาบน้ำจากเหล็กหล่อ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สแตนดาร์ด แซนิทอรี่ และควบรวมกับบริษัท อเมริกัน เรดิเอเตอร์ กลายเป็น ธุรกิจครบวงจรในนาม อเมริกัน สแตนดาร์ด

2. คิดค้นสุขภัณฑ์ต้นแบบที่ใช้กันทั่วโลก

ย้อนกลับไปเมื่อ 100 กว่าปีก่อน บริษัทค้นพบว่าอ่างอาบน้ำแบบเหล็กหล่อมีจุดอ่อนคือ ทำความสะอาดยากและแลดูไม่สวยงาม จึงแก้ปัญหาด้วยการฉาบเคลือบผิวแก้วแบบละเอียดลงบนเหล็กหล่อร้อน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของอ่างอาบน้ำผิวขาว เรียบเนียน ทำความสะอาดง่าย แถมทนทานต่อการกัดกร่อนจากน้ำ การจับตัวของแบคทีเรีย ที่พัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จนถึงสมัยนี้ 

ก๊อกน้ำแบบดึงและกด อ่างอาบน้ำแบบมีกันลื่น วาล์วเซรามิกในก๊อกน้ำที่ใช้กันทุกวันนี้ เหล่านี้ได้ต้นแบบมาจากการคิดค้นของสแตนดาร์ด แมนูแฟคเจอริ่ง ในยุค 80 โดยเฉพาะวาล์วเซรามิกที่ช่วยแก้ปัญหาก๊อกน้ำรั่วซึม กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ก้าวหน้าที่สุดในสมัยนั้น

การคิดค้นและพัฒนาสุขภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องน้ำ แจ้งเกิดให้อเมริกันสแตนดาร์ดกลายเป็นผู้บุกเบิกด้านนวัตกรรมสุขภัณฑ์จนถึงทุกวันนี้ 

3. Classic TV AD ที่ทำให้อเมริกันสแตนดาร์ดครองใจคนรุ่นเก่า

หากถามคนไทยรุ่นก่อนว่าจดจำอเมริกันสแตนดาร์ดได้อย่างไร คงหนีไม่พ้นโฆษณาทีวีที่ทำให้จดจำได้ว่า มาตรฐานของสุขภัณฑ์ที่ดีต้องอเมริกันสแตนดาร์ด  

อเมริกันสแตนดาร์ดเป็นแบรนด์แรกที่เริ่มสร้างแบรนด์ด้วยการทำโฆษณาทีวีจนประสบความสำเร็จ หากย้อนกลับไปดูโฆษณาเหล่านั้นในสมัยนี้ จะพบความคลาสสิกพร้อม Tagline คมกริบโดยเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำในยุค 80

โฆษณาตัวแรกในช่วงปลายยุค พ.ศ. 2520 พูดถึงความทนทานและคุณภาพของสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ ต่อมายังออกโฆษณาต่อเนื่องอีกหลายตัว โดยสื่อสารเรื่องการดีไซน์ที่สวยงามมากขึ้นด้วย Tagline ที่จำติดหู ผ่านฉากรักคลาสสิกในโฆษณา ทั้งฉากกำลังอินเลิฟพาแฟนมาบ้านและอกหัก

“ถ้าเป็น American Standard ห้องที่สวยที่สุดในบ้านคุณอาจไม่ใช่ห้องรับแขกก็ได้”

“10 ปีแห่งความทรงจำล้างหมดจดด้วยน้ำเพียง 6 ลิตร” 

ไม่ใช่แค่โฆษณาประโยชน์การใช้งาน แต่พูดถึงดีไซน์ความงามของสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ สร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าเชื่อใจในมาตรฐานของอเมริกันสแตนดาร์ด

4. สแตนดาร์ดของอเมริกันสแตนดาร์ดที่ปรับมาตรฐานให้สูงขึ้นเสมอ

โดยทั่วไป มาตรฐาน (น.) คือ สิ่งที่ถือเอาเป็นเกณฑ์รับรอง สำหรับอเมริกันสแตนดาร์ด นิยามของมาตรฐานนั้นไม่หยุดนิ่ง ต้องปรับปรุงระดับมาตรฐานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ 

Always Set & Reset Standard

พันธกิจที่ใหญ่กว่าการขายสินค้าคือ การแก้ปัญหาให้ลูกค้าด้วยการคิดว่า สินค้าสุขภัณฑ์จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตในแต่ละวันของผู้คนได้อย่างไร และแบรนด์จะส่งมอบประสบการณ์การใช้ห้องน้ำที่ดีที่สุดได้อย่างไร 

วิธีคิดแบบนี้ทำให้คิดค้นนวัตกรรมและสินค้าใหม่ที่แตกต่างและตอบโจทย์ได้อย่างต่อเนื่อง จากยุคแรกที่สินค้าสุขภัณฑ์เน้นแค่ฟังก์ชันการใช้งาน ก็เพิ่มมาจนมี 4 ด้าน ทั้งดีไซน์สวย ประสิทธิภาพเหนือกว่า ทนทาน และตอบทุกความต้องการ

แม้จะมีประเภทสินค้าและราคาหลากหลาย แต่คุณภาพความทนทานนั้นเหมือนกัน ต่างแค่ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่ใช้

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

5. แบรนด์ที่เชื่อว่าสุขอนามัยเป็นหัวใจของแบรนด์สุขภัณฑ์ 

ปัญหาของคนใช้ห้องน้ำคือ ผู้คนมักรู้สึกว่าการรีโนเวทห้องน้ำเป็น Messy Job ที่เลอะเทอะและยุ่งยากกว่าห้องอื่นในบ้าน การดูแลรักษาความสะอาดต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง

สำหรับอเมริกันสแตนดาร์ด สุขอนามัยจึงเป็นหัวใจของสุขภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้

เมื่อพูดถึงสุขอนามัยประกอบด้วย 2 ส่วน

หนึ่ง การบำรุงรักษา (Maintenance) หาวิธีที่ทำให้เสียเวลาทำความสะอาดห้องน้ำน้อยลง

สอง สุขภาพ (Health) ลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค

จาก 10 กว่าปีที่แล้ว อเมริกันสแตนดาร์ดเริ่มแนะนำ Family Health Technology ในสุขภัณฑ์ และเทคโนโลยี Super Low-Lead ในก๊อกน้ำ และพัฒนาต่อยอดจนมาเป็นเทคโนโลยี HygieneClean System ในปัจจุบันที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อยกระดับสุขอนามัยจากปัญหาสองข้อดังกล่าว 

เทคโนโลยี HygieneClean System เป็นเหมือนเครื่องทุ่นแรงที่ทำงานให้แบรนด์อเมริกันสแตนดาร์ด ทั้งระบบฟลัช Double Vortex ที่ชำระล้างได้สะอาดดั่งพายุหมุนด้วยการกดฟลัชเพียงครั้งเดียว มาพร้อมโถ Rimless แบบไร้ขอบ รูปแบบของสุขภัณฑ์ยุคใหม่ที่ลดการสะสมของคราบ ให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นแบบไม่เหนื่อย   

สารเคลือบอย่าง Aqua Ceramic ก็ทำให้คราบสกปรกและคราบน้ำหลุดออกไปได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีล้างห้องน้ำหรือออกแรงขัดถูอีกต่อไป  

ส่วนนวัตกรรมเซรามิกเคลือบ Comfort Clean™ ช่วยป้องกันและยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะ   อีโคไลจากสิ่งปฏิกูล ที่เป็นพาหะโรคท้องร่วงได้

ทั้งหมดเป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาโดยยึดจากปัญหาของผู้ใช้เป็นหลัก (Human-Centric)  เพื่อให้สุขภัณฑ์คงความสะอาดได้อย่างยาวนาน

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

6. Bathroom For Good คิดถึงโลกในทุกครั้งที่กดฟลัช

เพราะสินค้าเป็น Water Solution เทคโนโลยีการใช้น้ำ แบรนด์จึงคำนึงถึงการรักษาน้ำให้โลกด้วย
ทุกครั้งที่กดฟลัช เปิดก๊อก ขอให้รู้ว่าสุขภัณฑ์ในห้องน้ำโดยอเมริกันสแตนดาร์ดกำลังช่วยประหยัดน้ำของคุณเพื่อให้โลกเราน่าอยู่

Double Vortex เป็นเทคโนโลยีระบบฟลัชที่พยายามลดการใช้น้ำลงแต่ยังคงประสิทธิภาพการชำระล้างไว้ กำหนดตำแหน่งของน้ำให้ออกมาแค่ 2 จุด ทำให้ในสุขภัณฑ์บางรุ่นใช้น้ำเพียง 2.6/4 ลิตร เรียกได้ว่า Minimum Water, Maximum Performance

นอกจากนี้ยังมีก๊อกน้ำบางรุ่นที่มี Click Technology สามารถปรับปริมาณน้ำได้ 2 ระดับตามจังหวะการเปิด ลดการสิ้นเปลืองน้ำจากการเปิดก๊อกให้สุดเพียงเพราะความเคยชิน

มาตรฐานของอเมริกันสแตนดาร์ดจึงไม่ใช่แค่ยกระดับคุณภาพสินค้าเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

7. เส้น-สายอัตลักษณ์งานดีไซน์ของอเมริกันสแตนดาร์ด 

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้คนใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น ทำให้ใช้เวลาในห้องน้ำนานขึ้นตามไปด้วย ห้องน้ำไม่ได้เป็นเพียงที่ทำธุระอีกต่อไป แต่มีความสำคัญมากขึ้นเทียบเท่ากับห้องนั่งเล่น เป็นที่ส่วนตัวสำหรับผ่อนคลาย  สุขภัณฑ์เปรียบเป็นศิลปะที่สร้างสุนทรียภาพในห้องน้ำ

อเมริกันสแตนดาร์ดเชื่อว่าทุกฟังก์ชันควรมาพร้อมรูปแบบที่ออกแบบมาอย่างดี ผลิตภัณฑ์จึงถูกนำเสนอในสไตล์ที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว เข้าถึงได้ และน่าพึงพอใจ เป็นสไตล์ที่เข้ากับชีวิตของทุกคนอย่างสมบูรณ์แบบ

การออกแบบสุขภัณฑ์ของอเมริกันสแตนดาร์ดจึงมีอัตลักษณ์แห่งการดีไซน์ (Signature Element) แฝงอยู่ในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ทำให้จดจำรูปลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นอเมริกันสแตนดาร์ดได้

Pillow รูปทรงโค้งมนที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนและเชื้อเชิญให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ หรือการสัมผัส

Line เส้นตรงที่ยืดหยุ่น ใช้ลงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ช่วยเน้นฟังก์ชั่นการใช้งานและช่วยเสริมรูปลักษณ์อันซับซ้อนในงานดีไซน์

Frame กรอบที่สื่อถึงการบุกเบิกนวัตกรรมล้ำสมัย

ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นล้วนมีเส้นสายที่เป็นเอกลักษณ์เหล่านี้ หลายตัวได้รับรางวัลด้านการออกแบบสินค้าระดับสากลอย่าง Good Design Award,  Red Dot Design Award หรือ iF Product Design Award เป็นต้น

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok
12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

8. สุขภัณฑ์รุ่นยอดนิยมโดยดีไซเนอร์ชาวไทย

กล่าวได้ว่าสุขภัณฑ์ของอเมริกันสแตนดาร์ดผสานทั้งศาสตร์เทคโนโลยีและศิลป์แห่งการออกแบบโดยคำนึงถึงความสวยงาม ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและสุนทรียภาพ เหมือนที่รุ่นยอดนิยมอย่าง Acacia Evolution ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Best of Design and Technology

โดยสุขภัณฑ์ Acacia รุ่นแรกได้ถือกำเนิดขึ้นใน ค.ศ. 2004 หรือเมื่อ 17 ปี ที่ผ่านมา โดยทางด้านดีไซน์ รุ่นนี้ออกแบบโดย ขุมทอง เจนสุวรรณ์ ดีไซเนอร์ชาวไทย โดยคำนึงถึงรสนิยม ไลฟ์สไตล์ของคนไทย ผสานกับความโมเดิร์น มีรูปทรงและเส้นสายที่เรียบง่าย เหมาะกับการตั้งในห้องน้ำสไตล์โมเดิร์นของคนยุคใหม่ ด้านเทคโนโลยี นับว่าเป็นคอลเลกชันเปิดตัวเทคโนโลยี HygieneClean System รุ่นแรกเลยทีเดียว

Acacia Evolution นับว่าเป็นรุ่นยอดนิยมที่ขายดีทั้งในเมืองไทยและทั่วเอเชีย ปัจจุบัน คอลเลกชันนี้ได้มีการปรับรูปโฉมใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้น ในนามว่า Acacia SupaSleek

จากงานดีไซน์ยุคเริ่มต้นจนถึงเมื่อเร็วๆ นี้ที่คุณขุมทองเป็นผู้นำการออกแบบ จนกระทั่งมาถึงงานดีไซน์ในยุคปัจจุบันที่กุมบังเหียนโดย อองตวน เบสเซเร เดส ฮอท (Antoine Besseyre Des Horts) Leader LIXIL Global Design, Asia และทีมนักออกแบบนานาชาติที่ระดมสมองกันเพื่อหาแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบที่สดใหม่และน่าสนใจ พวกเขาทำงานร่วมกันภายใต้ปรัชญาการออกแบบของแบรนด์ ซึ่งประกอบด้วยจิตวิญญาณที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ ระเบียบวิธีคิดแบบสากล การให้คุณค่าการออกแบบอย่างจริงจัง ด้วยการสื่อความหมายออกมาเป็นอัตลักษณ์ของการออกแบบที่นักออกแบบทุกคนในทีมรับรู้ร่วมกัน

และด้วยวัตถุประสงค์ของแบรนด์ ‘การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของผู้คน ด้วยการส่งเสริมคุณภาพชีวิตทั้งด้านสุนทรียศาสตร์ และผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน” ทีมนักออกแบบจึงได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงมอบความสวยงามเชิงสุนทรียศาสตร์ แต่ยังคำนึงถึงฟังก์ชันของผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้งานจะได้รับเป็นสิ่งสำคัญ เห็นได้ชัดจากคอลเลกชันห้องน้ำยอดนิยม ได้แก่ Acacia SupaSleek, Kastello และ Signature

9. ความล้มเหลวคือหัวใจของการสร้างนวัตกรรม 

กว่าจะคิดค้นเทคโนโลยีและดีไซน์จนก้าวมาเป็นผู้นำในวงการสุขภัณฑ์มาตลอดกว่าศตวรรษแบบนี้ได้ เคล็ดลับที่ทำให้อเมริกันสแตนดาร์ดก้าวทันกระแสโลกคือ Experiment and Learn ทดลองและเรียนรู้อยู่เสมอ

สำหรับการออกแบบสินค้าโดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric) ความล้มเหลวคือหัวใจของการสร้างนวัตกรรม หากยึดมั่นในอ่างอาบน้ำเหล็กหล่อตั้งแต่วันแรกที่หล่อสำเร็จว่าพอแล้ว คงไม่มีอ่างอาบน้ำรุ่นถัดมาที่ใช้กันในทุกวันนี้ 

ทุกวัน เป้าหมายของอเมริกันสแตนดาร์ดคือ หาวิธียกระดับคุณภาพชีวิตทั้งในและพื้นที่รอบๆ ห้องน้ำและห้องครัว บางครั้งก็ด้วยวิธีที่ชัดเจน บางครั้งก็ด้วยวิธีที่แยบยลขึ้น รวมทั้งตรวจสอบและพร้อมรับความท้าทายทุกอย่าง ไม่ว่าวันนี้ผลิตภัณฑ์จะดีแค่ไหน ทางแบรนด์รู้ว่าพรุ่งนี้จะทำได้ดีกว่าเสมอ

ไม่ใช่แค่ ‘มาตรฐานของแบรนด์’ แต่เป็น ‘มาตรฐาน’ สำหรับการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี มีความรับผิดชอบ และอย่างมีสุนทรียภาพในทุกที่ เป็นมาตรฐานที่อเมริกันสแตนดาร์ดกำหนดและปรับปรุงมาตั้งแต่ ค.ศ. 1875 เป็นมาตรฐานที่สะท้อนให้เห็นในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ทำ แสดงให้เห็นความปรารถนาสูงสุดและความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะส่งต่อคุณค่าสู่พนักงาน คู่ค้า ผู้เกี่ยวข้องในแวดวงสุขภัณฑ์และลูกค้าทั่วโลก

10. แค่โบกไม่ต้องกด การปรับตัวของสุขภัณฑ์ในยุคไร้สัมผัส

ช่วงก่อนโรคระบาด COVID-19 เวลาเห็น Smart Toilet อย่างโถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ ฝารองนั่งอัตโนมัติ ก๊อกน้ำอัตโนมัติที่มีเซ็นเซอร์ในตัว ความรู้สึก คือ ‘เท่จัง’ ทำให้สะดวกสบายขึ้น แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของเทคโนโลยีนี้ไม่ได้แค่ทำให้ชีวิตสมาร์ตเท่านั้น สิ่งสำคัญคือ สุขอนามัย  

Contactless Smart Hygiene สร้าง New Norm ของการสั่งงานชักโครกด้วย Sensor Flush เพียงโบกมือ ไม่ต้องกด (Wave & Go) ก็ช่วยป้องกันการสัมผัสกับเชื้อโรคได้  

อเมริกันสแตนดาร์ดพัฒนาเทคโนโลยีนี้มานานแล้วตั้งแต่ก่อนช่วงโรคระบาด เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเป็นผู้นำนวัตกรรมต้องคิดล่วงหน้า เตรียมพัฒนามาก่อนแล้ว เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็พร้อมนำมาใช้ทันที

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

11. การตลาด Cross-generational Marketing ที่เชื่อในพลังชักจูงของคนบ้านเดียวกัน

ด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์เก่าแก่ มีอายุยาวนาน มีแฟนคลับเป็นคนรุ่น 30+ ผู้คุ้นชินกับสินค้ารุ่นเก่า แต่อเมริกันสแตนดาร์ดต้องแนะนำนวัตกรรมสินค้ารุ่นใหม่ที่ยกระดับสุขอนามัยให้ผู้คนรู้จักอยู่เสมอ

ความท้าทายของแบรนด์คือ จะทำยังไงให้ลูกค้าเจเนอเรชันใหม่รู้จักแบรนด์ รวมถึงให้คนที่คุ้นเคยกับการใช้โถสุขภัณฑ์แบบใช้มือกดฟลัชหันมาลองใช้เซ็นเซอร์ฟลัชแบบโบกมือ

ทางออกคือ การลดช่องว่างระหว่างคนต่างเจเนอเรชั่น

ในบ้านหลังเดียวกันที่มีทั้งรุ่น Baby Boomer อย่างปู่ย่าตายาย พ่อแม่รุ่น Gen X พี่น้องวัยทำงานอย่าง Gen Y Gen Z ถือเป็นกลุ่มที่เป็น Trendsetter และ Early Adopter มากที่สุด เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ นำเทรนด์และทันสมัย ทั้งยังมีสถิติการใช้โซเชียลมีเดียและช้อปปิ้งออนไลน์สูง พร้อมแนะนำและบอกต่อเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดให้สมาชิกในบ้าน

แบรนด์จึงตั้งใจปรับภาพลักษณ์ให้เด็กขึ้น ตั้งกลุ่มเป้าหมายไปที่ Gen Z โดยคาดว่าคนกลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจในครอบครัว อีกทั้งจะเติบโตเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ในอนาคต แม้ไม่ได้อยู่ในวัยที่สนใจเลือกซื้อสุขภัณฑ์ตอนนี้ก็ตาม

และนี่คือที่มาของการตลาดต่างวัยที่เรียกว่า Cross-Generational Marketing

12. Dance Challenge ใน TikTok ครั้งแรกของแบรนด์สุขภัณฑ์

เมื่อกลุ่มเป้าหมายคือ Gen Z ก็ต้องไปอยู่ในที่ที่กลุ่มวัยรุ่นอยู่ นั่นคือแอปพลิเคชัน TikTok นั่นเอง ซึ่งขึ้นชื่อว่า TikTok กิจกรรมสุดฮิตในแอปฯ ก็คือ การเต้น 

อเมริกันสแตนดาร์ดนำท่าโบกมือกับ Sensor Flush มาอยู่ใน Dance Challenge เพลง ‘สะอาดแน่ แค่ Wave & Go’ เพื่อสื่อสารว่า แค่โบกก็ช่วยลดเชื้อโรคได้ ไม่จำเป็นต้องกดฟลัชแบบเดิมๆ

ถือเป็นสุขภัณฑ์แบรนด์แรกในไทยที่ให้ความรู้ด้วยวิธีสนุกสนานอย่าง Edutainment ใช้ดนตรีมาประกอบการให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและสุขอนามัย ทำให้เกิดการพูดถึง Sensor Flush ในโลกออนไลน์โดยเหล่าผู้ร่วมแคมเปญและออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ ผ่านแฮชแท็ก #สะอาดแน่แค่WaveandGo

แน่นอนว่าที่แบรนด์กล้าบุกเบิกทำการตลาดที่แปลกใหม่ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพราะนี่ก็คือส่วนหนึ่งของวิถีลิกซิล ที่เชื่อในการทดลองทำและเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ นั่นเอง

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

4 พฤศจิกายน 2564
1.44 K

‘Kitsuné’ คือคำภาษาญี่ปุ่น แปลว่า สุนัขจิ้งจอก สัตว์ในตำนานและสัญลักษณ์ของความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และเป็นชื่อเรียกในหมู่แฟนๆ ของไลฟ์สไตล์แบรนด์ในตระกูล Kitsuné
เริ่มจากค่ายเพลงในปารีสที่ปั้นศิลปินระดับโลกอย่างวง Two Doors Cinema Club แบรนด์แฟชั่น Maison Kitsuné ที่เน้นความคลาสสิกและเรียบง่ายซึ่งมีจุดขาย 400 แห่งทั่วโลก สู่ Café Kitsuné ที่มีโรงคั่วและเมล็ดกาแฟเบลนด์ของตัวเอง โดยหวังตอบโจทย์ลูกค้าได้หลากหลายกลุ่มที่สุด

แบรนด์ทำงาน Collaboration ร่วมกับแบรนด์ดังๆ จากทั่วโลก อาทิ Oliver Peoples, PUMA, 3CE Cosmetics, Samsung, Reebok Classic, Shu Uemura, MONTBLANC, the NBA และ ADER error

ธุรกิจภายใต้ชื่อนี้มีเป้าหมายเหมือนกัน คือนำเสนอศิลปะในการใช้ชีวิตให้ผู้คน ผ่านสินค้าและบริการที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความสุข 

นั่นไม่ใช่กลยุทธ์ทางธุรกิจที่อยากเพิ่มยอดขาย และขยายทาร์เก็ตไปสู่ลูกค้าทุกกลุ่ม แต่เป็นวิสัยทัศน์และความหลงใหลของสองผู้ก่อตั้ง ณ วันแรกเริ่ม 

“เรื่องราวแบรนด์ของเราไม่เหมือนกรณีศึกษาที่สอนในคณะบริหารฯ”

หนึ่งในนั้นว่าไปอย่างนั้น

และนี่คือเรื่องราวของพวกเขา

1. Maison Kitsuné เริ่มต้นจากค่ายเพลงที่มองไกลว่า อยากมีธุรกิจครอบคลุมไลฟ์สไตล์ผู้คน

10 เรื่องที่ทำให้ Maison Kitsuné เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ขวัญใจผู้คน นำเสนอศิลปะการใช้ชีวิต

แบรนด์ก่อตั้งโดย จิลดาส์ โลแอ็ค (Gildas Loaëc) อดีตเจ้าของร้านขายแผ่นเสียงชาวฝรั่งเศส และมาซายะ คุโรกิ (Masaya Kuroki) สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้เป็นลูกค้าขาประจำ 

จุดเริ่มต้นมาจากตอนที่จิลดาส์ต้องไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นในฐานะอาร์ตไดเรกเตอร์ของวง Daft Punk เขาต้องการไกด์ที่รู้เรื่องท้องถิ่น จึงชวนมาซายะไปด้วยกัน จนตกลงเป็นหุ้นส่วนทำค่ายเพลง Kitsuné Musique ธุรกิจแรกในนามของสุนัขจิ้งจอกใน ค.ศ. 2002 เริ่มจากการรวบรวมดีเจเก่งๆ มาทำอัลบั้ม Kitsuné Maison Comprehension และจัดกิจกรรมทัวร์คอนเสิร์ตในที่ต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ให้มากขึ้น ก่อนจะต่อยอดมาเป็นธุรกิจแฟชั่นแ ละคาเฟ่ เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนหลายๆ แบบ”

2. ‘ศิลปะแห่งชีวิต’ คือดีเอ็นเอของทุกธุรกิจภายใต้ชื่อ Kitsuné

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแบรนด์นี้คือ ธุรกิจที่ทำนั้นไม่เหมือนกันและอยู่แยกกันได้อย่างอิสระ แต่สำหรับ Kitsuné แล้ว ธุรกิจทั้งสามยึดโยงด้วยโจทย์เดียวคือ ‘Art de Vivre’ หรือศิลปะแห่งชีวิต เพื่อเข้าถึงชีวิตผู้คนให้มากที่สุด

แบรนด์เชื่อว่าทุกคนควรมีศิลปะในการใช้ชีวิต อาจจะเป็นด้านดนตรี ด้านแฟชั่น ศิลปะในการดื่มกาแฟที่รื่นรมย์และมีคุณภาพ หรือสิ่งอื่นๆ ที่เราหลงใหลในชีวิตประจำ 

Kitsuné Musique ทำเพลงมาสร้างความสุขให้คน
Maison Kitsuné ออกแบบเสื้อผ้าสดใหม่เพื่อความสนุกสนานในชีวิต

Café Kitsuné เป็นที่พักผ่อน มาแล้วมีความสุข สุขจากการฟังเพลงในร้าน สุขจากการดื่มกาแฟดีๆ

3. ให้ความสำคัญกับการผสมผสานวัฒนธรรม (Mixed Culture) 

เพราะแบรนด์เกิดขึ้นจากผู้ก่อตั้งสองสัญชาติ เลยทำให้ทุกรายละเอียดมีกลิ่นอายความเป็นฝรั่งเศสและญี่ปุ่นอยู่ด้วยกันโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ว่าจะเป็นค่ายเพลง แบรนด์เสื้อผ้า หรือคาเฟ่ ก็ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นการผสมกันระหว่างวัฒนธรรมของสองชาตินี้เท่านั้น 

การผสมผสานวัฒนธรรมกลายเป็นแนวคิดหลักที่ทำให้แบรนด์แตกต่าง เช่น เพลงที่ใช้เครื่องดนตรีหลากหลาย การ Collaboration กับแบรนด์ชาติอื่นๆ หรือเมนูที่รังสรรค์ให้ประเทศนั้นโดยเฉพาะ เป็นการดึงจุดเด่นของวัฒนธรรมต่างๆ ออกมา และสร้างสินค้าที่ตรงกับดีเอ็นเอของแบรนด์มากที่สุด 

4. แบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ Collab กับแบรนด์จากทั่วโลกมาแล้วมากกว่า 35 แบรนด์

Maison Kitsuné เกิดขึ้นใน ค.ศ. 2008 โดยมีจุดเด่น 2 ข้อใหญ่ๆ คือ Silhouette เนี้ยบกริบแบบฝรั่งเศส กับคุณภาพวัสดุและวิธีตัดเย็บแสนประณีตแบบญี่ปุ่น แต่เพราะตั้งใจจะสร้าง ‘ศิลปะแห่งชีวิต’ จึงเสาะหาแบรนด์ต่างๆ จากทั่วโลกมาทำงานร่วมกัน เพื่อออกแบบเสื้อผ้าและสินค้าไลฟ์สไตล์ที่แปลกใหม่ ทำให้ผู้ใช้มีความสุข ทั้งยังมีส่วนผสมระหว่างหลายวัฒนธรรมของแบรนด์ที่เลือกด้วยเช่นกัน

10 เรื่องที่ทำให้ Maison Kitsuné เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ขวัญใจผู้คน นำเสนอศิลปะการใช้ชีวิต

สินค้า Collaboration ของแบรนด์นี้สนุกและน่าตื่นเต้นเสมอ ที่น่าสนใจกว่านั้น คือการร่วมงานไม่จำเป็นต้องอยู่ในอุตสาหกรรมใกล้เคียงกัน ซึ่งก็ตรงกับความหมายเชิงสัญลักษณ์ของสุนัขจิ้งจอก ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี

ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยทำงานร่วมกับ Pernod บริษัทเครื่องดื่มที่ฝรั่งเศส ก่อนจะจับมือกับ LINE FRIENDS ทำสติกเกอร์ หรือ Helinox ทำอุปกรณ์เอาต์ดอร์ ในฝั่งคาเฟ่ก็ทำงานร่วมกับหลายแบรนด์อย่าง KINTO จากญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่ง Le Chocolat des Français แบรนด์ช็อกโกแลต Made in France

ซึ่งการ Collaboration แต่ละครั้ง สำนักงานใหญ่ที่ฝรั่งเศสจะเป็นคนริเริ่ม โดยดูจากเทรนด์ในตอนนั้น และต้องเข้ากันได้กับความเชื่อหลักของ Maison Kitsuné 

5. คาเฟ่ที่มีโรงคั่วและเมล็ดกาแฟเบลนด์ของตัวเอง เพื่อสร้างมาตรฐานทั้งโลก

10 เรื่องที่ทำให้ Maison Kitsuné เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ขวัญใจผู้คน นำเสนอศิลปะการใช้ชีวิต

วัฒนธรรมฝรั่งเศสและญี่ปุ่นก็เป็นส่วนหนึ่งของ Café Kitsuné เช่นกัน ไลฟ์สไตล์การดื่มกาแฟริมถนนเป็นของคนปารีส ส่วนตัวแทนของชาวญี่ปุ่นคือความพิถีพิถันในการเลือกเมล็ดกาแฟ 

คาเฟ่สุนัขจิ้งจอกมีสาขาในประเทศฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา จีน อินโดนีเซีย และไทย มีโรงคั่วของตัวเองที่เมืองโอคายาม่าและปารีส ร้านในเอเชียจะใช้กาแฟจากโรงคั่วที่ญี่ปุ่นทั้งหมด เลือกเมล็ดกาแฟจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนิการากัว เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ผสมเป็น Kitsuné Blend เพื่อสร้างมาตรฐานคุณภาพและรสชาติของกาแฟในทุกสาขา

6. เปิดกว้างให้ร้านในแต่ละประเทศออกแบบเมนูได้เอง เพราะพนักงานท้องถิ่นเข้าใจลูกค้าได้ดีกว่า

นอกจากเมนูขนมประจำที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมฝรั่งเศสและญี่ปุ่น คาเฟ่ในแต่ละประเทศยังสามารถเสนอเพิ่มเมนูพิเศษของตัวเองได้ เช่น สาขาในไทยมี Fox Latte และไอศกรีมแบบถ้วยซื้อกลับบ้าน ซึ่งแตกต่างจากหลายๆ แบรนด์สากลที่เน้นให้ทุกสาขาทั่วโลกเหมือนกันทั้งหมด

10 เรื่องที่ทำให้ Maison Kitsuné เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ขวัญใจผู้คน นำเสนอศิลปะการใช้ชีวิต

Café Kitsuné มองว่าพนักงานท้องถิ่นจะเข้าใจกลุ่มลูกค้าดีกว่า จึงเปิดกว้างให้เสนอไอเดียใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่ ทำให้เกิดข้อได้เปรียบ 2 ข้อด้วยกัน หนึ่ง มีสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในประเทศนั้นจริงๆ และสอง เมื่อยืดหยุ่นและพร้อมรับไอเดียใหม่ๆ ก็ทำให้แบรนด์มีความสนุกสนานเกิดขึ้นตลอดเวลา

7. ใครก็สนุกกับความเป็นแบรนด์ Kitsuné ได้

แม้จะมีความสดใสกับความสนุกสนานเป็นเอกลักษณ์ และตอนเปิดแบรนด์ Maison Kitsuné และ Café Kitsuné ครั้งแรกในประเทศไทย ทีมการตลาดตั้งใจเจาะกลุ่มลูกค้าอายุระหว่าง 20 – 35 ปี แต่ท้ายที่สุดพบว่า มีคนทุกเพศทุกวัยเป็นลูกค้าประจำ ตั้งแต่เด็กนักเรียนจนถึงคุณพ่อวัยเกษียณ เหตุผลต้องย้อนกลับไปยังความตั้งใจแรกของแบรนด์ ที่อยากสร้าง Art of Life ทำให้สินค้าทุกชิ้นออกแบบอย่างเอาใจใส่ เรียบง่าย คลาสสิก และมั่นใจว่าใส่ได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน บางไอเท็มก็ใส่กิมมิกเล็กๆ น้อยๆ ให้มีสีสันและสนุกสนานมากขึ้น 

ใครไม่สนใจแฟชั่นก็ยังมานั่งดื่มกาแฟฟังเพลงพร้อมขนมชิมซิกเนเจอร์ที่คาเฟ่ นั่นแปลว่าไม่ว่าคุณจะมีไลฟ์สไตล์แบบไหน ก็ดื่มด่ำกับความเป็นแบรนด์และศิลปะการใช้ชีวิตได้เหมือนกัน ซึ่งนั่นคือภาพใหญ่ที่ทั้งจิลดาส์และมาซายะมองไว้ตั้งแต่ต้น

8. บูรณาการ 3 ธุรกิจให้ส่งเสริมกันและกัน

แม้จะมี 3 ธุรกิจที่แตกต่างกัน แบรนด์ทั้งหมดภายใต้ชื่อ Kitsuné ก็นำจุดเด่นและสินค้าของตัวเองมาส่งเสริมกันและกันได้อย่างพอดี 

บรรยากาศในคาเฟ่เคล้าคลอด้วยเสียงเพลงจากค่ายเพลง เช่นเดียวกับร้านเสื้อผ้า นานๆ ทีมีดีเจมาเปิดเพลงสร้างความสนุกสนานอีกแบบ

ร้านเสื้อผ้าเองก็จับเอาเอกลักษณ์ของคาเฟ่ไปทำเป็นคอลเลกชัน มีทั้งเสื้อผ้า แก้ว หมวก กระเป๋า 

โดยทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการนำเสนอศิลปะการใช้ชีวิตให้มีความสุข ซึ่งยิ่งทำให้ความเป็นแบรนด์แข็งแรงและเป็นที่จดจำมากขึ้นอีก

9. ร้านที่ออกแบบอย่างดี จนกลายเป็นจุดเช็กอินของผู้มาเยือน

เนื่องจากมาซายะเป็นสถาปนิก การออกแบบสาขาต่างๆ ของทั้งร้านเสื้อผ้าและคาเฟ่จึงต้องละเอียด หลักการคือนำเอกลักษณ์ประจำวัฒนธรรมของประเทศที่ตั้งมาใช้ ให้เข้ากับบริบทและสภาพแวดล้อมรอบตัว เช่น ที่เกาหลีใต้ใช้ไม้ไผ่และสวน หรือที่ลอสแอนเจลิสเน้นโทนสีสด ให้เข้ากับบรรยากาศเมืองริมฝั่ง ส่วนที่กรุงเทพฯ ก็มีการหยิบบานไม้ฉลุจากชานอ้อยมาตกแต่ง พร้อมเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ท้องถิ่นของไทย ทุกสาขาจึงมีเอกลักษณ์ของตัวเอง แตกต่าง แต่อยู่บนหลักการเดียวกัน

คาเฟ่มีสาขาใน 7 ประเทศทั่วโลก ส่วนร้านบูติกมีถึง 16 สาขาในเมืองสำคัญๆ

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่มีขายเฉพาะสาขาแต่ละประเทศ ทำให้ Café Kitsuné และ Maison Kitsuné กลายเป็นมากกว่าร้านเสื้อผ้าและคาเฟ่ของคนท้องถิ่น แต่เป็นปลายทางของผู้มาเยือนที่ต้องไปเยี่ยมเยียนให้ได้

10 เรื่องที่ทำให้ Maison Kitsuné เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ขวัญใจผู้คน นำเสนอศิลปะการใช้ชีวิต
10 เรื่องเบื้องหลัง Kitsuné Musique, Maison Kitsuné และ Cafe Kitsuné ไลฟ์สไตล์แบรนด์จากปารีสที่เชื่อในศิลปะในการใช้ชีวิต
10 เรื่องเบื้องหลัง Kitsuné Musique, Maison Kitsuné และ Cafe Kitsuné ไลฟ์สไตล์แบรนด์จากปารีสที่เชื่อในศิลปะในการใช้ชีวิต

10. สิ่งที่ทำให้แบรนด์กลุ่ม Kitsuné ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วคือ แพสชัน

ครั้งหนึ่งจิลดาส์เคยพูดไว้ว่า “เรื่องราวแบรนด์ของเราไม่เหมือนกรณีศึกษาที่สอนในคณะบริหารฯ” 

การทำธุรกิจไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ความต้องการหลายอย่างของเขา ไม่ได้ตั้งต้นจากเป้าหมายทางการตลาด แต่เป็นความเชื่อ ตัวตน และสิ่งที่ทุกคนในทีมตั้งใจสร้างขึ้น 

จากค่ายเพลงที่ริเริ่มใน ค.ศ. 2002 มาเป็นแบรนด์เสื้อผ้าใน ค.ศ. 2008 และคาเฟ่ที่มีสาขาในหลายประเทศเมื่อ ค.ศ. 2013 เกิดเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ในการใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะ ในแบบที่ผู้ก่อตั้งทั้งสองอยากเห็น

แต่จะยกความดีให้แพสชันสำหรับความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงหลักหน่วยปีคงไม่พอ ต้องให้เครดิตความมุ่งมั่นและความตั้งใจ รวมถึงภาพในหัวที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก 

ธุรกิจที่ 4 ในตระกูลสุนัขจิ้งจอกคือ Hotel Kitsuné ที่กำลังพัฒนาอยู่ คงต้องรอดูต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร

ภาพ : Maison Kitsuné

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load