12 มกราคม 2562
2 PAGES
5 K

ท่านที่เคยเป็นนักเรียนในโรงเรียนในไทยมาก่อน เคยไหมครับที่ไม่ว่ามีกิจกรรมอะไรในชั้นเรียน

ครูก็จะเรียกใช้แต่เด็กหน้าห้องอยู่ไม่กี่คน เรียกว่าเป็นเด็กโปรดว่างั้นเถอะ ผลที่ตามมาก็คือ เด็กหลังห้องหรือเด็กที่ไม่กล้าแสดงออกก็จะเป็นเช่นนั้นอยู่ร่ำไป เพราะไม่ใคร่ได้รับโอกาส ขณะที่เด็กหน้าห้องกลุ่มนั้นก็จะพัฒนาต่อไปเป็นดาวเป็นเดือน หรือแม้กระทั่งผู้พิชิตคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เหรียญทองโอลิมปิกทั้งหลายแหล่ที่เรามักได้ข่าวอยู่เป็นระยะๆ  

เมื่อเป็นเช่นนั้นอยู่หลายปี เด็กหลังห้องโดยส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มจะสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง และกลายเป็นเด็ก ‘ดาดๆ’ ของไทยไป  คำว่า ดาดๆ นี่แหละครับที่น่าจะเป็นประเด็นปัญหา พูดง่ายๆ ก็คือ ในปีๆ หนึ่งระบบการเรียนการสอนของเราผลิต ‘เด็กเก่ง’ ได้เพียงหยิบมือ แต่กลับผลิตเด็กที่ไม่ค่อยได้รับโอกาสได้มากโข จนกลายเป็น ‘เยาวชนมาตรฐาน’ ของไทย

พอผมได้มีโอกาสมาประจำการในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ทำให้ลูกสาววัย 10 ขวบของผมได้เข้าโรงเรียนรัฐบาลในท้องถิ่นของประเทศเขา จึงทำให้เห็นถึงความแตกต่างว่ากระบวนการผลิต ‘เด็กดาดๆ’ ของอเมริกา (ซึ่งน่าจะมีมาตรฐานสูงกว่าเด็กในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ) แตกต่างจากกระบวนการผลิตเด็กดาดๆ ของไทยเราที่ได้เคยพบเคยเจอมาอย่างไร (ในเรื่องนี้ คะแนนเฉลี่ยโอหน่งโอเน็ตของเราที่ต่ำกว่าครึ่งในแต่ละปีในเกือบทุกวิชาคงอธิบายได้ดีนะครับว่าดาดๆ ของไทยเราเป็นเช่นไร)

เรื่องที่เกิดขึ้นจริงซึ่งจะเล่าต่อไปนี้คงทำให้เห็นภาพ ‘กระบวนการผลิต’ เด็กอเมริกันดาดๆ ได้ชัดมากขึ้นครับ

ป่าป๊า ที่โรงเรียนมีโปรเจกต์ประจำเทอมให้ศึกษาบุคคลที่มีชื่อเสียง 1 คน จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ได้ หนูว่าจะเลือก J.K Rowling (ผู้แต่งหนังสือ Harry Potter) นะ”

นี่คือประโยคคำถามแกมบอกเล่าที่ลูกสาวชั้น ป.4 ของผมพูดขึ้นในช่วงอาหารเย็นวันหนึ่ง

แน่นอน ผมก็พูดสนับสนุนความคิดของเธอไป ตอนนั้น เธอคลั่งไคล้ Harry Potter มาก (ประมาณว่าเมื่อถามว่า เมื่อผมครบวาระประจำการที่นี่แล้ว อยากไปเรียนที่ไหนต่อ เธอตอบทันทีว่าอยากไปโรงเรียนสอนพ่อมดแม่มด Hogwarts!!)

หลังจากได้คุยเรื่องนี้กับเธอในวันนั้น ผมได้รับเอกสารสื่อสารจากครูประจำชั้นแจ้งว่า ในเทอมนี้

โปรเจกต์การนำเสนอบุคคลที่มีชื่อเสียงนี้เป็นงานใหญ่ ‘ชิ้นเดียว’ ของนักเรียนแต่ละคน โดยมีขั้นตอนที่นักเรียนต้องเตรียมการ ไล่ตั้งแต่คัดเลือกบุคคลที่มีชื่อเสียงในดวงใจ หาและอ่านหนังสือชีวประวัติของคนนั้น จัดทำบทสรุปประวัติย่อและผลงานเด่นของบุคคลนั้น ท่องจำบทดังกล่าว ไล่ไปจนถึงประดิษฐ์เครื่องแต่งตัวหรือพร็อพประกอบให้ดูเหมือนบุคคลนั้น

สหรัฐอเมริกา

ผู้ปกครองมีหน้าที่ช่วยสนับสนุนให้นักเรียนทำโปรเจกต์นี้ เช่น หาซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการแต่งตัว / ทำพร็อพ การเป็นคู่ซ้อมให้นักเรียนนำเสนอบทของแต่ละคน รวมถึงการให้กำลังใจและคำปรึกษา

พอใกล้ๆ จบเทอม ผมก็ได้รับเอกสารจากโรงเรียนอีกฉบับหนึ่ง คราวนี้เป็นบัตรเชิญให้ไปเข้าร่วมงาน ‘วันบุคคลสำคัญของโลก’ ของนักเรียนชั้น ป.4 เมื่อได้รับบัตรเชิญนั้น ผมก็คิดว่าโรงเรียน

คงเชิญให้ไปนั่งในห้องเรียนของลูกสาวผม เพื่อดูการนำเสนอของลูกสาวผมที่จะเป็น J.K. Rowling

สหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา

แต่ผิดถนัด เมื่อผมกับภรรยาไปโรงเรียนในวันนั้น เราไม่ได้ไปที่ห้องเรียนของลูกสาวเลย เพราะโรงเรียนแปลงลานอเนกประสงค์ของโรงเรียนให้เป็น ‘พิพิธภัณฑ์บุคคลสำคัญของโลก’ โดยให้นักเรียน ป.4 ทุกคนซึ่งแต่งหน้าแต่งตัวเป็นบุคคลสำคัญที่ตนเองเลือก นั่งอยู่หลังขอบหน้าต่างกระดาษที่แต่ละคนประดิษฐ์และตกแต่งเองให้เป็นเสมือนตู้โชว์บุคคลสำคัญคนนั้น

ส่วนผู้ปกครองที่ไปร่วมงานก็เลือกได้เลยว่าจะฟังประวัติของบุคคลสำคัญคนใดด้วยการไปที่ขอบหน้าต่างนั้น ทำทีเป็นกดปุ่ม Start ที่มุมหน้าต่าง แล้วนักเรียนที่นั่งอยู่หลังขอบหน้าต่างนั้นก็จะพรั่งพรูบทที่ตัวเองเตรียมมาเล่าประวัติบุคคลสำคัญของโลกคนนั้นให้เราฟัง

สหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา

พูดง่ายๆ ก็คือ นักเรียนทุกคนจะมีโอกาสพูด คงมากกว่า 1 ครั้งแน่ หากมีผู้ปกครองของคนอื่นไปกดปุ่มด้วย แน่นอนว่าผมกับภรรยากดปุ่มที่หน้าต่างของลูกสาวก่อน จากนั้นก็สนุกเลยครับ เดินวนไปกดปุ่มของคนที่เราอยากรู้จักประวัติเขามากขึ้น ไม่ก็ไปกดปุ่มที่หน้าต่างของเพื่อนสนิทของลูกสาวทุกคน รวมถึงไปให้กำลังใจคนที่พ่อแม่ติดงานไม่สามารถมาเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้

ผมจำได้ว่างานวันนั้นสนุกมากจนเวลาชั่วโมงครึ่งของกิจกรรมผ่านไปเร็วมาก เมื่อกลับมาบ้านในวันนั้นถึงได้มานั่งครุ่นคิดว่า กิจกรรมที่โรงเรียนของลูกสาวในวันนั้นให้แง่คิดอะไรกับผมมากมายจริงๆ อย่างน้อยก็ทำให้ผมหายสงสัยได้ไม่น้อยว่า เหตุใดนักเรียน ‘ดาดๆ’ ของสหรัฐฯ ถึงมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ

นั่นก็เพราะเขาให้ความสำคัญกับขั้นตอนการผลิตนักเรียนธรรมดาๆ ทุกคนให้ออกมาเป็นนักเรียนดาดๆ แต่เต็มไปด้วยคุณภาพ โดยไม่ได้ลงทุนอะไรมากมายเลยครับ

สหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา

การที่โปรเจกต์นี้เป็นการบ้านชิ้นใหญ่ชิ้นเดียวที่ทำมาตลอดทั้งเทอม (เด็ก ป.4 ที่นี่ไม่มีสอบกลางภาค-ปลายภาค) ทำให้เด็กๆ ไม่เครียด มีเวลาศึกษาและเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ด้วยตัวเองมากขึ้น

ในส่วนเนื้อหาของตัวโปรเจกต์เองถือเป็นงานที่ฝึกทักษะหลายอย่างของนักเรียนในงานเดียวกัน ทั้งทักษะการอ่าน การจับประเด็น การเขียน การพูด การนำเสนอ การค้นคว้า และการประดิษฐ์ โดยสิ่งสำคัญคือ นักเรียนทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกันหมด ไม่มีใครเด่นกว่าใคร ไม่จำเป็นต้องเชิญให้ไปพูดหน้าห้องแบบที่โรงเรียนไทยชอบทำกัน

เห็นระบบการฝึกนักเรียนดาดๆ ของเขาแล้ว ก็ได้แต่หวังว่าสักวัน สิ่งง่ายๆ แต่ลุ่มลึกแบบนี้จะกลายเป็นมาตรฐานการเรียนการสอนในชั้นประถมของไทยครับ หากทำได้เช่นนั้น เชื่อแน่ว่านักเรียนดาดๆ ของไทยเราจะมีมาตรฐานที่สูงขึ้น โอมเพี้ยง!

Writer & Photographer

โกศล สถิตธรรมจิตร

นักการทูตไทยที่มีความตั้งใจว่าอยากผลิตงานเขียนที่สะท้อนเรื่องราวดีๆ ที่ได้พบได้เห็นในขณะไปประจำการในต่างประเทศ เพื่อจุดประกายให้ใครก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ นำไปใช้เพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศไทย จบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ อดีตพนักงานบริษัททัวร์ อดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของไทย และเคยประจำการในฐานะนักการทูตในสหรัฐฯ (นิวยอร์ก และลอสแอนเจลิส) และเมืองหนึ่งทางตอนใต้ของจีน