“You can do more than one thing in life.” ผู้หญิงที่นั่งอยู่อีกฟากโต๊ะบอกเรา

ปีนี้เธออายุ 57 

ไม่ใช่เธอเพิ่งตระหนักข้อนี้ตอนอายุเท่านี้

แต่ตัวตนของเธอฉายชัดเจนตั้งแต่เด็ก

เธอรู้ความต้องการในใจตัวเอง เพราะเธอสู้เพื่อมันมาตลอดตั้งแต่อายุ 13

ช่วงปลายของสงครามเวียดนาม เธอ เด็กสาวชาวอยุธยา ออกมาเผชิญโลก แสวงหาชีวิตใหม่ที่พัทยากับพี่น้อง

ชีวิตทุกวันของเธอไม่ได้อยู่ในรั้วโรงเรียนเหมือนเพื่อน

อมรา วิจิตรหงษ์, แชมป์โลกวินเซิร์ฟ, แชมป์โลกโต้คลื่น, นักอนุรักษ์ทะเล

เธอรู้ โอกาสของชีวิตที่จะตกมาใส่มือเธอมันไม่เท่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน

ชีวิตวัยเด็กของเธอคลุกคลีกับการจับกุ้งหอยปูปลาในทะเลพัทยาหลายสิบปีก่อนที่เคยใสสะอาดประทังชีวิต จนกระทั่งวันที่ ‘ขยะ’ มาแทนที่หาดทรายสวย น้ำทะเลสีฟ้าคราม 

แหล่งอาหารของเธอถูกทำลายจากน้ำมือเพื่อนมนุษย์ …เธอจึงเล่นเกมรุก

เธอเปลี่ยน ‘วิกฤต’ ให้เป็น ‘โอกาส’ เปลี่ยนสิ่งที่ทำลายแหล่งอาหาร ให้กลายมาเป็นสิ่งสร้างรายได้ 

เธอเรียนรู้ระบบวินัยการคัดแยกขยะจากแคมป์ G.I. ฝึกฝนภาษาอังกฤษจากหนังสือพิมพ์ฝรั่ง เธอเก็บขยะในพัทยาและแคมป์ G.I. ขาย จนส่งตัวเองเรียนภาษาอังกฤษและ กศน. 

และด้วยความเชื่อที่ว่า ไม่มีอะไรที่เธอทำไม่ได้ บวกกับจังหวะเวลาที่พาเธอไปรู้จักกีฬา Windsurf ซึ่งเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนประเทศไทยแทบไม่รู้จัก 

เพียง 3 เดือนหลังหัดเล่น เธอจึงกลายเป็น 1 ใน 2 ผู้หญิงไทยที่เล่นกีฬานี้และลงแข่งสนามนานาชาติในประเทศ แถมได้รางวัลที่ 1 เสียด้วย 

เพียง 1 ปีหลังหัดเล่น เจ้าของแบรนด์ผู้ผลิตบอร์ดวินด์เซิร์ฟทุกเจ้าที่เห็นในไทย ก็เสนอตัวเป็นสปอนเซอร์ให้เธอลงแข่งในสนามยุโรปจนได้แชมป์โลก ซึ่งเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนชาวต่างชาติไม่เคยเห็นนักกีฬาชาวไทยในท้องทะเลซีกโลกตะวันตก 

เธอรู้ โอกาสของชีวิตที่จะตกมาใส่มือเธอมันไม่เท่าใครเขา

แต่เธอไม่รอใครที่ไหนหรือเขาหน้าไหน เธอเลือกคว้ามันใส่ชีวิตเธอเอง 

อมรา วิจิตรหงษ์ เด็กสาวที่โตมาด้วยขยะและแชมป์โลก Windsurf ผู้ผันตัวเป็นนักอนุรักษ์ทะเล

เธอคือ อมรา วิจิตรหงษ์ คุณแม่ของลูกสาววัย 14 อดีตนักกีฬาวินด์เซิร์ฟทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญทองซีเกมส์ ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก แชมป์โลกวินด์เซิร์ฟคนแรกของไทย กับล่าสุด ในฐานะนักอนุรักษ์ทะเล ผู้จุดประกายเรื่องการรณรงค์เก็บขยะทางทะเล อาสาสมัครสารพัดกลุ่ม และเจ้าของ Amara Watersports โรงเรียนสอนกีฬาทางน้ำซึ่งปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เด็กและเยาวชน

…คลื่นลมพัดเธอมาไกลจากอาชีพที่เธอชอบ แต่ไม่ได้พัดเธอไปไหนไกลจากท้องทะเลที่เธอรักเลยแม้แต่น้อย

ความประทับใจแรกต่อทะเล

เมื่อก่อนพัทยามีแต่อ่าวพัทยา หมู่บ้านชาวประมง แล้วก็แหลมบาลีฮาย เราจะเดินจากบ้านจับปูตามโขดหินตรงบาลีฮาย แล้วก็เดินขุดหอยไปกิน มีปลา มีผักบุ้ง มีดอกบัว ให้เราเก็บได้ น้ำทะเลก็ใส เดินไปเห็นปลาหมึกเลย แต่พอคนมาอยู่พัทยาเยอะเเล้วไม่มีการจัดการเรื่องขยะ ในที่สุดเเหล่งอาหารเราก็ถูกทำลายเพราะขยะ 

เด็กหญิงอมราตอนนั้นทำอะไรกับขยะที่เห็นได้บ้าง

เราทำอะไรไม่ได้เลย เเต่รู้ว่าเเหล่งอาหารเราถูกทำลายเเล้ว เพราะเราไม่สามารถเก็บผักบุ้งหรือบัวกินเเล้ว เราเลยเริ่มเก็บขยะ ตอนนั้นช่วงสงครามเวียดนามมีแคมป์ G.I. เราก็จะไปเก็บพวกกระป๋อง ขวด ส่วนหนังสือพิมพ์ก็เอาไว้อ่านฝึกภาษาอังกฤษ เสร็จแล้วก็มาพับถุงขาย พอมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ขยะเพิ่มขึ้น เราก็เอาขยะมาแยกขายส่งตัวเองเรียนภาษาอังกฤษ ก่อนจะเรียน กศน.

เรียนรู้อะไรจากการเก็บขยะ

พอความเจริญเข้ามา ทหาร G.I. กำลังจะกลับประเทศ ชาวยุโรปก็มา เพราะว่าพัทยาสวย คนก็มาหางานทำแล้วทิ้งขยะกันเละตุ้มเป๊ะ ไม่มีการจัดการ แต่ในแคมป์ G.I. เราได้เห็นระบบ วินัย ที่คนต่างชาติถูกปลูกฝัง เขามีระเบียบ แยกขยะทิ้งเป็นกองๆ หนังสือพิมพ์ก็หนังสือพิมพ์ กระป๋องก็กระป๋อง ขวดก็ขวด

อมรา วิจิตรหงษ์ เด็กสาวที่โตมาด้วยขยะและแชมป์โลก Windsurf ผู้ผันตัวเป็นนักอนุรักษ์ทะเล
อมรา วิจิตรหงษ์ เด็กสาวที่โตมาด้วยขยะและแชมป์โลก Windsurf ผู้ผันตัวเป็นนักอนุรักษ์ทะเล

ความคิดอยากเป็นนักกีฬาวินด์เซิร์ฟตั้งแต่ 42 ปีก่อนเริ่มขึ้นได้ยังไง

ตอนนั้นเราอายุสิบห้า พี่ชายทำงานที่โรงเรียนให้เช่าวินด์เซิร์ฟ เห็นแล้วมันอยากเล่นอะ เพราะเป็นคนชอบกีฬาอยู่แล้ว เห็นพี่ชายเล่น เราก็เลยขอเขาเล่น พอเล่นแล้ว โอ้โห มันอภินิหาร เหมือนเจอสิ่งที่ใช่ แต่ปัญหาก็ตามมา คือเขาไม่อยากให้ไปคลุกคลีกับเด็กผู้ชาย เพราะคนที่เล่นกีฬาเป็นเด็กผู้ชายหมด 

แต่ไอ้เราก็เป็นคนเฮ้วๆ ไง เราไม่เคยคิดว่าผู้ชายกับผู้หญิงจะต่างกันตรงไหน เราก็เลยพิสูจน์ตัวเอง เดินจากบ้านมาประมาณวันละหกเจ็ดกิโลเพื่อมาช่วยนายฝรั่ง เจ้าของโรงเรียนวินด์เซิร์ฟ เพื่อจะได้คลุกคลีกับกีฬานี้ จนหัดได้สามเดือนก็มีการแข่งขัน มันมีสองแบบ แข่งรอบทุ่นกับแข่งมาราธอน มีชาวเยอรมัน แคนาดา อเมริกันมา ตอนนั้นในประเทศไทยยังไม่มีใครรู้จักวินด์เซิร์ฟ มีผู้หญิงไทยเล่นอยู่แค่สองคน สรุปคือรอบทุ่นเราได้ที่สอง แข่งมาราธอนเราได้ที่หนึ่ง

มันก็เปลี่ยนชีวิต ได้พิสูจน์ตัวเอง เราเป็นคนอย่างนี้มาตลอด คือเชื่อว่าเราทำได้เกือบทุกอย่าง พออายุสิบหก เจ้าของบริษัทที่ผลิตบอร์ดวินเซิร์ฟให้ทุกยี่ห้อที่เห็นในเมืองไทยก็ถามว่า ยูอยากไปแข่งต่างประเทศไหม เราก็ Yeah, I have nothing to lose. ขอพาสปอร์ตแล้วไปเลย เป็น Brand Ambassador ให้เขา ไปอยู่ยุโรปอยู่สามเดือน ตระเวนแข่งทุกเสาร์-อาทิตย์ ได้แชมป์เยาวชนหญิงเยอะแยะไปหมด จนคนในยุโรปรู้จักเราแล้วล่ะ ว่ามันมีเด็กผู้หญิงไทยอยู่คนหนึ่งมาแข่งวินด์เซิร์ฟ จนอายุสิบเจ็ดก็ได้แชมป์โลกฟรีสไตล์หญิงคนแรก เพราะทำท่าที่คนไม่ค่อยทำ คือเราเล่นให้พี่ชายยืนบนไหล่เรา แล้วก็ยกมือโบกกรรมการ (หัวเราะ) ซึ่งมันตรงกันข้ามกับผู้หญิงไทยในรูปที่เขาเห็นสวัสดีหน้าเครื่องบิน

นอกจากที่ว่ามาด้านบน กีฬาวินด์เซิร์ฟให้อะไรคุณ

วินด์เซิร์ฟสอนให้เราได้วิเคราะห์ ต้องคำนวณหมดเลยว่าลมมาทางนี้ คือมาจากเกาะล้าน ลมมาทางนี้มันไม่ใช่ธรรมชาติของลม มีความผิดปกติ แสดงว่าจะมีพายุเเถวๆ นี้ ถ้ามีหมอก ลมก็จะไม่เเรงจัด เพราะหมอกเป็นตัวลดเเรงลม เราก็คำนวณแล้วว่าน้ำหนักเราเท่านี้ เราจะต้องเล่นใบขนาดไหน แล้วต้องมองเมฆ เมฆก้อนนี้ถ้าเคลื่อนตัวไปตรงนี้อะไรจะเกิดขึ้น ผลของการกระทำอันนี้ มามีผลกับอันนี้ๆๆ เหมือนกับหลักธรรมะเลย

เวลาอยู่ข้างนอกเราได้อยู่กับธรรมชาติ มีเรากับธรรมชาติ เเล้วธรรมะมันเกิด เหมือนเล่นเเล้วเกิดสติ เวลาออกไปเล่นเราจะมองเห็น Solution ของอะไรบางอย่างทุกครั้งเลย เราถึงรักวินด์เซิร์ฟ ถามว่าเมื่อไหร่จะเลิกเล่น เราบอกเลย วันตายนั่นเเหละ

ตอนนั้นจุดมุ่งหมายที่อยากไปให้ถึงที่สุดคืออะไร

เราอยากจะชนะในการเเข่งให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

อมรา วิจิตรหงษ์ เด็กสาวที่โตมาด้วยขยะและแชมป์โลก Windsurf ผู้ผันตัวเป็นนักอนุรักษ์ทะเล

หลายสิบปีที่ผ่านมาทะเลไทยสูญเสียอะไรไปแล้วบ้าง ที่คนรุ่นปัจจุบันไม่มีโอกาสได้เห็น

จำนวนของสัตว์ทะเล เมื่อก่อนเห็นมากกว่านี้ ตอนนี้ลดลงเยอะ อย่างพวกเต่าทะเล ปลาบิน ปลาโลมา เมื่อก่อนเราเห็นกันเป็นๆ บ่อยมาก ตอนนี้เราเห็นเขาตอนตายแล้ว เมื่อปีที่แล้วเกือบทุกหาดของชลบุรี ไล่ตั้งแต่บางแสนมา ไประยอง ไปจันท์ มีศพเต่าลอยมาเกยทุกสัปดาห์

ทำไมเลือกกลับมาทำงานอนุรักษ์ ทั้งๆ ที่ถ้าเป็นนักกีฬาเต็มตัวต่อไปน่าจะรุ่งไม่น้อย

ตัวเราเองผ่านประสบการณ์ชีวิตหลายๆ อย่างมาแล้ว ตอนนี้สิ่งที่เราอยากได้ที่สุดไม่ใช่ถ้วยรางวัลจากการแข่ง เรามาถึงจุดหนึ่งที่คิดว่าเราจะต้องกลับมาทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อมบ้าง เพราะว่าเราได้ทุกอย่างแล้วในชีวิตตามที่เราฝัน ที่เราต้องการ แต่มองไปรอบตัวแล้วทุกอย่างมันกำลังพังทลายลง ถ้าเราปล่อยไปโดยที่ไม่ทำอะไร เราคงตายตาไม่หลับ

วันนี้ทะเลบ้านคุณฟื้นตัวแค่ไหน 

เรามองว่ายังไม่ถือว่าฟื้นตัว หนทางยังอีกยาวไกล ประเมินเป็นตัวเลขเราว่ายี่สิบปีก็คงไม่พอตราบใดที่มนุษย์ยังไม่เปลี่ยนความประพฤติ

นักกิจกรรมตัวยงอย่างคุณกำลังซุ่มทำโปรเจกต์อะไรอยู่ตอนนี้

กำลังปรึกษาอาจารย์ที่วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบเรื่องเอาบอร์ดวินเซิร์ฟเก่าจาก Starboard แบรนด์ของเพื่อนนักฬาโอลิมปิกรุ่นเดียวกัน มาตัดครึ่งโมดิฟายกับสายเข็มขัดเสื้อชูชีพเก่าให้เป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือขนย้ายเต่าทะเลป่วยให้ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ สัตหีบ เพราะการจะอุ้มเต่าเกือบร้อยโลเนี่ยไม่ง่ายเลย

เห็นคุณเปิด Amara Watersports โรงเรียนสอนกีฬาทางน้ำให้เด็กๆ ที่มีข้อแม้ว่านักเรียนทุกคนต้องช่วยกันเก็บขยะ

ใช่ เพิ่งเริ่มทำเมื่อห้าปีที่ผ่านมา มีเด็กๆ มาเรียนกับเรา ซึ่งหลังจากเล่นกีฬาทางน้ำเสร็จเราก็จะบอก เอ้า เรามาช่วยเก็บขยะกัน รวมถึงสอนเรื่องสิ่งเเวดล้อมด้วย

อมรา วิจิตรหงษ์ เด็กสาวที่โตมาด้วยขยะและแชมป์โลก Windsurf ผู้ผันตัวเป็นนักอนุรักษ์ทะเล

และสร้างนักกีฬาให้เป็นอนุรักษ์

จริงๆ เราทำกับนัก Windsurf นักกีฬา SUP Board ก่อนเปิดโรงเรียนสอนเด็กๆ เป็นออร์แกไนเซอร์จัดเเข่ง Windsurf เองที่นี่ เพราะว่าเรามีความเชื่อว่ามีดมันจะคมก็ต้องมีการลับ ซึ่งถ้าจัดเเข่งน้อย เด็กเราก็จะไม่มีโอกาสเก่ง เเต่ก่อนจะเเข่ง เด็กจะต้องช่วยเราเก็บขยะรอบตัวเอง เเล้วเวลาเราจัดเเข่งจะไม่มีการใช้กล่องโฟม สั่งอาหารถาดมา กินเสร็จล้าง มีน้ำให้หนึ่งขวด หมดก็มากรอกเติมเอา

ทุกฤดูหนาวจะมีนักกีฬาชาวต่างชาติมาหลบซ้อมอยู่ที่นี่ ทั้งเกาหลี ฮ่องกง ญี่ปุ่น พอทำเเบบนี้เข้าสักพักก็กลายเป็นวัฒนธรรมไป เเล้วเด็ก Windsurf พวกนี้เขาก็จะทำกันต่อๆ มันก็จะเริ่มจากตัวเราอย่างนี้เเหละ เราออร์แกไนซ์ เขาก็ต้องตามเรา จนตอนนี้เด็กๆ นักกีฬาเก็บขยะกันเป็นนิสัย

เหมือนเป็นการทำความสะอาดสนามแข่งเหมือนกันนะเนี่ย

ใช่ It’s our playground and our home. นี่ก็เหมือนบ้านเรา สัตว์ทะเลทุกชีวิตเหมือนเพื่อนเราหมด เต่าตายเป็นว่าเล่นเลย อย่างเดือนสิงหาที่ผ่านมา ในระยะห้าร้อยเมตรเนี่ยเต่าตายถึงสามตัว เพราะพลาสติกทั้งนั้นเลย เเละมันเป็นมาเเล้วหลายสิบปีนะ ไม่ใช่เพิ่งมาเป็น

อมรา วิจิตรหงษ์ เด็กสาวที่โตมาด้วยขยะและแชมป์โลก Windsurf ผู้ผันตัวเป็นนักอนุรักษ์ทะเล

คุณทำยังไงให้คนที่อาจไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาแจมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

เวลาเล่นวินด์เซิร์ฟตัวผู้เล่นติดอยู่กับด้ามจับ ถ้าเราแล่นด้วยความเร็วแล้วชนเข้ากับขยะ ตัวเราจะฟาดกับด้ามจับ ความแรงเท่าขี่มอเตอร์ไซค์อัดกำแพง ถึงขนาดซี่โครงหักได้ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องบอกเลย เขาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกันอยู่แล้ว

ขยะในทะเลบางชิ้นไม่ใช่ชิ้นเล็กๆ ย้อนกลับไปยี่สิบปีที่แล้วขยะที่ลอยเท้งเต้งอยู่ในอ่าวไทยเป็นถุงขนาด 24 x 34 นักกีฬาระดับโลกมาแข่งชิงแชมป์โลกชนขยะเข้าตีลังกา บอร์ดแตกครึ่งกลางลำเลย ปีเดียวกันเราไปแข่งโอลิมปิกที่สเปน ขยะในทะเลชิ้นใหญ่สุดที่เราเห็นคือถุงยางอนามัย

Expertise ของนักกีฬาวินด์เวิร์ฟในการเก็บขยะทางทะเลคืออะไร

เวลาเราจะเก็บขยะทางทะเลเราจะรู้ว่าฤดูไหนที่จะขยะขึ้นมากที่สุด เเละเวลาไหนเป็นเวลาที่เหมาะแก่การเก็บที่สุด เราสังเกตตลอดว่าหน้านี้เป็นเเบบนี้ สัตว์อะไรอยู่ตรงไหน แลนด์สเคปเป็นยังไง คนทิ้งขยะที่ศูนย์ปล่อยเต่า เต่าออกไปกินขยะบริเวณที่เต่าอยู่ พอเขาตายเขาจะมาขึ้นตรงนี้ ฤดูนี้น้ำเคลื่อนมาทางนี้ นั่นหมายถึงทั้งเต่าทั้งขยะจะไหลมาตรงนี้ มันเป็นประสบการณ์ ไม่มีในตำราเรียน

ตอนนี้เรียกตัวเองว่าอะไร นักกีฬาหรือนักอนุรักษ์ทะเล

เรียกเราได้ทั้งสองอย่าง เพราะว่า You can do more than one thing in life. เราเป็นทั้งเเม่ เราเป็นนักกีฬา เป็นนักอนุรักษ์ มันไม่ได้มีอะไรมาบอกว่ายูเป็นอะไร It’s 24 hours in one day. You can do so much.

ตอนนี้เราไม่ได้เข้าเเข่งโอลิมปิก เเต่ถ้ามีเเข่งในไทยเราก็ลง อย่างสองปีที่เเล้วเราก็ได้เเชมป์โลก เมื่ออายุห้าสิบห้า เราลงอีกรอบหนึ่งเเล้วได้ที่สามมา ซึ่งถามว่าเราจะหยุดมั้ย ไม่ เพราะเรามีสปิริต เราต้องการพิสูจน์ตัวเองว่า How far I can go in life. เราไม่ได้คิดเเข่งกับคนอื่น เราแค่มีความเชื่อในตัวเอง ศรัทธาว่า Yes, I can.

อมรา วิจิตรหงษ์ เด็กสาวที่โตมาด้วยขยะและแชมป์โลก Windsurf ผู้ผันตัวเป็นนักอนุรักษ์ทะเล

ความยากหรืออุปสรรคสำคัญที่สุดของสิ่งที่ทำอยู่คืออะไร

การปลูกจิตสำนึก ยากที่สุด หกสิบกว่าล้านคน ถ้าคิดได้สักครึ่งประเทศ ขยะเราจะลดไปเยอะ

คุณเดินทางไปแข่งขันมาทั่วโลก พฤติกรรมของคนต่อสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศเป็นยังไง

เมื่อเดือนตุลาคมปีที่เเล้วเราไปเยอรมนีมา เราเห็นขยะนอกถังอยู่ชิ้นเดียวเอง ประชากรเขากี่สิบล้านคน เราไม่ได้เชื่อว่าคนในประเทศนั้นมีจิตสำนึกทุกคน แต่การจัดระเบียบ การวางแผนการเก็บขยะ การจัดการขยะ เขามันเวิร์ก ของเราทำอะไรกันอยู่ นี่คือคำถาม

จะใช้คำว่าโคตรเละก็ได้ เเต่ทีนี้ ปัญหามันไม่ได้มาจากคนไทยอย่างเดียว ครั้งหนึ่งพี่ไปดำน้ำที่เกาะกูดกับลูก ได้เห็นปลานกเเก้ว สักพักเห็นซองขนมลอยมา แล้วก็ซองอะไรไม่รู้ภาษากัมพูชาลอยมา อยู่ๆ มีภาษาเวียดนามด้วย!

มันคือขยะโลก

มันคือขยะทั้งโลก! มันไม่มี Boundaries ตราบใดที่มีทั้งลม มีทั้งกระเเสน้ำ ว่าใครไม่ได้เลย บางทีทิ้งขยะที่เชียงใหม่ไปโผล่ที่ภูเก็ต ใครจะไปรู้ ทุกอย่างมันเคลื่อนที่หมด เพราะฉะนั้น เราทุกคนต้องมีจิตสำนึก 

อมรา วิจิตรหงษ์ เด็กสาวที่โตมาด้วยขยะและแชมป์โลก Windsurf ผู้ผันตัวเป็นนักอนุรักษ์ทะเล

คนทั่วไปอย่างเราๆ ถ้าอยากช่วยทะเล จะทำอะไรได้มากกว่าปฏิเสธถุงพลาสติก พกแก้ว พกหลอดส่วนตัวไหม

ช่วยกันเก็บขยะ เพราะมันเป็นงานใหญ่มาก แล้วไม่จำเป็นต้องมาแค่ที่ทะเล มีทั่วประเทศ เก็บ แยก และนำกลับไปรีไซเคิลถ้าทำได้ เพราะเราตายแล้วขยะมันก็ยังไม่ไปไหนเลย

คนปลายน้ำและคนที่รณรงค์เรื่องการเก็บขยะอย่างคุณคิดยังไงกับประเพณีลอยกระทง

เราไม่ลอย เพราะเราคิดว่าวัฒนธรรมหรือประเพณีบางอย่าง ถ้าทำเเล้วมันทำลายมากกว่าได้มา ทำทำไม สมัยโบราณมันยังไม่มีตะปู มันยังไม่มีโฟม ประชากรก็ยังไม่เยอะขนาดนี้ ตอนนี้ถ้าทุกคนจะลอยกระทงเจ็ดสิบล้านคน คุณจะมีน้ำให้ว่ายมั้ย ไม่มีทาง เเล้ววิธีการทำกระทงของคุณ คุณไปซื้อโฟมมา กี่ปีจะย่อยสลาย คนขายอยากจะขาย อัดตะปูเข้าไป เเล้วตะปูมันควรอยู่ในน้ำมั้ย ไม่ควร!

เมื่อเดือนที่เเล้วเราส่งศพเต่าที่เเขนข้างขวามีผ้าสีที่ใช้ทำพิธีผูกหัวเรือพันไปผ่าชันสูตร ปรากฏว่ามีโลหะอยู่ในร่าง นั่นอาจจะเป็นตะปูตัวหนึ่งที่คนทิ้งลงไปก็ได้

ครั้งหนึ่งคุณเคยเก็บขยะที่ปากคลองถูปในเขตฐานทัพได้ถึง 4 ตันครึ่งในวันเดียว ถ้าเป็นเด็กหญิงอมราสมัยก่อนจะมองมันยังไง

โอ้ย เราไปไหนเราเห็นเป็นเงินหมด (หัวเราะ) 

อมรา วิจิตรหงษ์ เด็กสาวที่โตมาด้วยขยะและแชมป์โลก Windsurf ผู้ผันตัวเป็นนักอนุรักษ์ทะเล

แล้วคุณในฐานะที่วันนี้เป็นนักสิ่งแวดล้อม มองขยะ 4 ตันครึ่งนี้ยังไง

เศร้า เศร้าเพราะว่ามันไม่มีการกำจัดขยะ เราเพิ่งจะเก็บไปได้ไม่กี่วัน เเล้วหลังจากนั้นแปดวันกองมันมหึมามาก ที่น่าเศร้ากว่านั้น ขยะนี้มันจะต้องผ่านศูนย์อนุรักษ์เต่า เรากำลังทำอะไรกันอยู่ นี่คือสิ่งที่เราหดหู่ เราจะไปเเก้ตรงไหน มีคนเก็บ เเต่มันไม่มีทางทัน เราทำลายกันโดยไม่คิดเลย เพียงเเต่ให้ฉันได้ประโยชน์ จบ ถามว่าเงินของยูมันซื้ออากาศให้หายใจได้มั้ย ซื้อน้ำที่มีคุณภาพให้ว่ายได้มั้ย เราไม่มี Planet B เเล้วนะ

แต่ถ้าไม่มีขยะ ก็อาจไม่มี อมรา วิจิตรหงษ์ อย่างทุกวันนี้นะ

ขยะมันเป็นเพียงทางเลือกของเรา ณ ตอนนั้น ถึงไม่มีขยะ อมรา วิจิตรหงษ์ ก็เก็บผักบุ้ง แซะหน่อไม้ขายได้ เผลอๆ ถ้าไม่มีขยะในวันนั้นอมราอาจไม่ต้องเก็บขยะอย่างทุกวันนี้ด้วย

ตอนนี้จุดมุ่งหมายของคุณเปลี่ยนไปจากตอนเริ่มเป็นนักกีฬาวินด์เซิร์ฟรึเปล่า

เราอยากให้โลกเรากลับมาสวยและสะอาดเหมือนตอนเราเด็กๆ เรารู้ว่ามันไม่ง่าย เเต่มันก็ไม่มีอะไรง่ายหรอกในชีวิตน่ะ

อมรา วิจิตรหงษ์ เด็กสาวที่โตมาด้วยขยะและแชมป์โลก Windsurf ผู้ผันตัวเป็นนักอนุรักษ์ทะเล
อมรา วิจิตรหงษ์, แชมป์โลกวินเซิร์ฟ, แชมป์โลกโต้คลื่น, นักอนุรักษ์ทะเล

อีก 11 ปีอุณหภูมิโลกจะพุ่งสูงเลย Tipping Point เคยรู้สึกมั้ยว่าที่ผ่านมาทำไปเพื่ออะไร และอะไรทำให้ยังมีกำลังใจในการทำงาน

เราเป็นคนที่โดยนิสัยน่ะไม่ได้ท้อง่ายๆ ไม่เคยถามคำถามนี้กับชีวิตเลย I never ask myself why I do it. I just have to do it for better planet. เราไม่สามารถจะเปลี่ยนทุกคนหรอก เเต่ว่า Keep do the best I can. มันน่าจะเปลี่ยนคน หนึ่งคน สองคนได้ ซึ่งเขาก็จะไปเปลี่ยนคนอื่นๆ จนพวกเขาเห็นว่าสิ่งที่เราทำ เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง 

เราไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งที่เราทำมันเสียเปล่า ถึงจะไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ เเต่ก็ไม่เคยเสียเปล่าสักที ถึงวันนี้คนอาจจะเชื่อเราน้อย เเต่มันก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย จริงมั้ย

แม้ว่าถึงตอนนั้น คุณที่วันนี้อายุมาเกินครึ่งชีวิตคนแล้วอาจจะไม่ได้อยู่เห็นโลกวันที่กลับมาเป็นเเบบวันที่คุณเป็นเด็ก ก็ไม่รู้สึกเสียดาย

นั่นไม่ใช่ปัญหา เราไม่ได้เสียดายเวลาที่ได้ทำไป เพราะเราคิดว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมา We should just leave our footprint. ทิ้งเเต่สิ่งดีๆ ไว้

อมรา วิจิตรหงษ์, แชมป์โลกวินเซิร์ฟ, แชมป์โลกโต้คลื่น, นักอนุรักษ์ทะเล

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

มีไม่กี่สิ่งบนโลกใบนี้ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงไทม์แมชชีน หนึ่งในนั้นคือบทเพลง

ใครเคยฟังเพลงแล้วภาพเก่าๆ เวียนวน ฉายซ้ำ คงพยักหน้าเห็นด้วย

สุข เศร้า สมหวัง ผิดหวัง รอยยิ้ม คราบน้ำตา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกบันทึกอยู่ในบทเพลงที่เราฟังในช่วงเวลานั้นๆ และคงไม่ต่างกัน ในฐานะศิลปินคนทำเพลง พวกเขาน่าจะมีความทรงจำมากมายฝากและฝังอยู่ในท่วงทำนองของเพลงที่พวกเขาเขียน ที่พวกเขาเล่น ที่พวกเขาร้อง

โดยเฉพาะกับวงดนตรีวงหนึ่งที่มีอายุครบ 10 ปี

บ่ายวันหนึ่งที่ค่าย What the Duck เรานัดพบกับวง Musketeers อันประกอบด้วย เท็นชาครีย์ ลาภบุญเรือง นักร้องนำ, ด๋อยสรรวิช หวานสนิท มือเบส, พูภาคภูมิ นิ่มละมัย มือกีตาร์ และ บิ๊กรวิน มิตรจิตรานนท์ มือกีตาร์

ไม่ว่าเราจะรู้จักหรือคุ้นเคยกับวงวงนี้หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าเพลงเหล่านี้น่าจะเคยลอยผ่านหูของทุกคนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ของขวัญ, อยากให้เธอลอง, ไกล, ความทรงจำ, แค่บางคำ, แค่คุณ, Dancing, ใจความสำคัญ-คุ้นๆ กันบ้างไหม

จากวงดนตรีที่รู้จักกันในวงแคบๆ สมัยอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ต้องวิ่งโร่หาสปอนเซอร์กันเองเพื่อทำซีดีหลักร้อยแผ่นออกขาย วันนี้พวกเขาเดินทางมาถึงขวบปีที่ 10 กำลังจะออกอัลบั้มที่ 3 ชื่อ Day & Night และเดือนกันยายนพวกเขากำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิตที่ชื่อ ‘What The Duck Presents 10 Years Musketeers Concert’

ในวาระทั้งหมดที่ว่าเราเลยอยากชวนพวกเขามาย้อนรำลึกความหลังด้วยการให้สมาชิกในวงเลือกเพลงที่ทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์สำคัญในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ส่วนจะมีเพลงไหนบ้าง แล้วเพลงนั้นจะเป็นเพลงเดียวกับเพลงที่อยู่ในใจเราไหม

เชิญกดปุ่มเพลย์บทเพลง แล้วอ่านย่อหน้าถัดไป

Track 1  เพลงเพลงหนึ่ง

Album: EP

“เพลงเพลงหนึ่ง เป็นเพลงแรกที่ผมเขียน อยู่ในอัลบั้ม EP ที่ปกเป็นรูปต้นไม้ เป็นเพลงที่ผมแทบไม่ต้องมานั่งจำเนื้อเลย มันฝังอยู่ในดีเอ็นเอ ร้องเมื่อไหร่ก็ร้องได้” เท็น

ชีวิตช่วงที่เขียนเพลงนี้เป็นยังไง

เท็น: โคตรสนุก นึกถึงทีไรกลิ่นของช่วงมหาวิทยาลัยปี 3 มันจะคละคลุ้ง ช่วงนั้นเราเริ่มศึกษาชีวิตร็อกสตาร์ว่าเขาใช้ชีวิตกันยังไง เขาไปเที่ยวที่ไหนกัน กินเหล้าอะไรกัน (หัวเราะ) เวลาไปโรงอาหารก็จะแอ็กนิดนึง พอเริ่มมีเพลง เริ่มคิดว่าตัวเองเริ่มเก๋า

แล้วย้อนมองกลับไปรู้สึกยังไง

เท็น: โห ทุเรศมาก (หัวเราะ) แต่มันคือจุดประกายความฝันที่ทำให้เรามีทุกวันนี้

พวกคุณจำวันแรกที่เจอกันได้มั้ย

บิ๊ก: จำได้ (ตอบทันที)

เท็น: จำได้ ผมจำได้ว่าตอนแรกที่เจอบิ๊ก ตอนนั้นเขาประกวดดาวเดือน เขาเป็นเดือนคณะนะครับ เพราะโดนแกล้ง นั่นเลยทำให้ผมจำเขาได้ โห เดือนคณะนี้เฟี้ยวว่ะ ใช้หลักเกณฑ์อะไรคัดวะ (หัวเราะ) เขาเอาไม้กวาดมาขี่ด้วย นั่นเป็นภาพแรกที่ผมจำเขาได้

ด๋อย: ส่วนผมกับบิ๊กเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องในสาขาวิชาเดียวกัน ก็จะเล่นดนตรีด้วยกัน บิ๊กก็ไปซ้อมบ้านผมบ่อยๆ

เท็น: แล้วผมก็เป็นคนเชื่อมทุกคนเข้าหากัน

Musketeers

แล้วจำวันแรกที่เกิดวง Musketeers ได้ไหม

เท็น: ตอนนั้นยังไม่ได้ชื่อวง Musketeers สมาชิกเรายังไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่ ตอนที่มาเป็นวงอย่างนี้จริงๆ จังๆ น่าจะเป็นตอนงานการกุศลงานนึงชื่อ Hunger Free Music Festival ขององค์กรการกุศลองค์กรหนึ่ง ตอนนั้นมีโจทย์ว่าต้องแต่งเพลงเอง แล้วเพลงนี้จะถูกนำไปประกอบเว็บไซต์กับประกอบแคมเปญ ตอนแรกเรายังใช้ชื่อ วงคำเหลา กันอยู่

พวกคุณชอบพี่หม่ำกันขนาดเอามาตั้งเป็นชื่อวงเลยเหรอ

เท็น: ใช่ ชอบมาก ผมกับคุณโจ้ (มือกลองคนเก่า) ชอบดูสามช่าแล้วเอามาคุยกันที่คณะ จนกระทั่งตอนประกวด เขาประกวดกันที่สยาม แล้วมีสื่อค่อนข้างเยอะ เราก็คุยกันว่าถ้าใช้ชื่อ วงคำเหลา สักวันหนึ่งอาจจะโดนพี่หม่ำฟ้อง แล้วตอนนั้น บิ๊ก เขากลับจากอเมริกาพอดี เขาซื้อช็อกโกแลตมาอันนึง ชื่อ Musketeers เขาบอกว่า เฮ้ย ช็อกโกแลตนี้ชื่อเพราะ ความหมายดี เหมาะกับพวกเรานะ ก็เลยใช้ชื่อนั้น

ถ้าบิ๊กซื้อ คิทแคท มาไม่ชื่อวงคิทแคทเลยเหรอ

เท็น: ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น (หัวเราะ)

Musketeers

Track 2  รออยู่ที่เดิม

Album: EP

ตอนนั้นเริ่มมีคนรู้จักเรา เพลง รออยู่ที่เดิม เป็นเพลงแรกๆ ที่หลายคนชอบ แฟนคลับเรารุ่นแรกๆ เขาติดตามเราจากเพลงนี้ จำได้ว่าเราเอาไปลง My Space แล้วก็มีคนใน มช. เข้ามาฟัง เพลงมันหวานซึ้งเหมาะกับเชียงใหม่ ชิลล์ๆ เย็นๆ ช่วงนั้นเชียงใหม่อากาศหนาวมาก ไม่เหมือนสมัยนี้
“อัลบั้ม EP เราอาศัยประสบการณ์ในการทำงานคณะ อย่างการหาสปอนเซอร์ ผมก็ไปคุยกับหลายๆ ร้าน ไปโม้ว่าผมจะทำแผ่น แล้วเขาออกเงินให้เราทำหมด ไม่เสียค่าใช้จ่ายสักบาท ทุกวันนี้ร้านที่เราเคยไปขอสปอนเซอร์เขาภูมิใจในตัวเรามากนะครับ เราก็ยังพูดคุยกัน เป็นพี่น้องกันอยู่” เท็น
“ถ้าจำไม่ผิด พี่บอล Scrubb กับ พี่ฟั่น (โกมล บุญเพียรผล) ที่ทำ Believe Records เขาเข้ามาฟังด้วย” บิ๊ก

ตอนนั้นมีคุยกันเล่นๆ มั้ยว่าวงเราจะไปถึงไหน

เท็น: ก็มีคุยกันนะตอนที่พวกเราทำอัลบั้มแรก พออัลบั้มแรกเสร็จเราก็ดีใจว่าเรามีอัลบั้มแล้ว เราไม่เคยคิดว่าเราจะเป็นศิลปินอยู่ในค่าย จะมีอัลบั้มออกมา จะมีเพลงเปิดในวิทยุ จะได้ไปทัวร์สื่อต่างๆ เราก็คิดกันว่า เฮ้ย มีอัลบั้มแล้วเว่ย เดี๋ยวอีกหน่อยเราจะต้องมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองนะ จะต้องไปทัวร์ต่างประเทศ มันเป็นความฝันของวัยรุ่นช่วงนั้น เราก็ยังอายุน้อยกันอยู่ มันกึ่งๆ ระหว่างเอาจริงกับเอามัน เหมือนโม้น่ะครับ กินข้าวกันก็โม้กัน

Musketeers

หลังจากเจอพี่บอล พี่ฟั่น พวกคุณก็ได้ออกอัลบั้มแรกกับ Believe Records คุณจำวันแรกที่เห็นซีดีตัวเองเสร็จเป็นแผ่นได้มั้ย

ด๋อย: อยากจะเหมาให้หมด ตอนแรกอยากจะขอค่ายสัก 50 แผ่นแต่ไม่ได้ เพราะเขาต้องเอาไปขาย อยากจะขอให้พ่อให้แม่ให้ญาติ อยากจะเอาไปใส่กรอบ อยากจะเอาไปไว้ในรถ

บิ๊ก: คือเราไม่คิดว่าเราจะมีแผ่นจริงๆ เป็นของเราเอง เราเคยแต่เดินไปซื้อตามแผงเทป เคยตามศิลปินรุ่นพี่หลายๆ คน วันนี้สิ่งที่เราสร้างมาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว

เท็น: ผมเหมาเลย เอาไปแจกคนที่มีพระคุณกับผม ผมซื้อประมาณสามสิบสี่สิบแผ่นได้ แล้วผมก็เซ็นทุกแผ่น เอาไปให้พระที่ผมเคารพที่เลี้ยงดูผมมา เอาไปให้พ่อแม่ ไปให้ญาติพี่น้อง ตระเวนแจก เพราะผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่พี่ป้าน้าอาอาจจะไม่เข้าใจว่าผมทำอะไรอยู่ มันคือสิ่งนี้แหละ เพราะผมจบกฎหมายมา คุณตาจะถามเสมอว่าจบมาทำไมไม่ทำราชการ มาเล่นดนตรีอะไร เขาคิดว่าเราเล่นผับกลางคืน พอมันกลายเป็นซีดี เราก็บอกว่าที่เราทำคือไอ้นี่นะ ลองฟังดู

พู: อย่างผม ทางบ้านก็ไม่ค่อยสนับสนุน เติบโตมาในครอบครัวราชการ เขาก็จะมองว่า โหย ทำราชการดีกว่า แต่เราก็เข้าใจนะว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น เราไม่ได้ต่อต้านเขา เราก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น แค่เราเลือกทางนี้ก็มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็น เขาไม่ได้ต้องการเห็นเราเป็นเศรษฐีอะไรหรอก เขาแค่อยากเห็นว่าเราดูแลตัวเองได้ เลี้ยงตัวเองได้ มีครอบครัวได้ ไม่ลำบาก ซึ่งทุกวันนี้เขาคงเห็นแล้ว แม้จะเป็นสิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็ตาม แต่ถ้าเราอยู่ได้ก็โอเค

Track 3  ของขวัญ

Album: Left Right and Something

“น่าจะเป็นเพลงแจ้งเกิด เป็นเพลงที่ทำให้เรารู้จักในหมู่กว้าง ถือว่าเปิดโลกของเราก็ว่าได้ จากศิลปินที่ต้องเสียเงินค่ารถไปเล่นตามงานอีเวนต์ทำให้เราเริ่มมีรายได้ เริ่มมีทัวร์ที่เราต้องเล่นต่อหน้าคนที่ซื้อบัตรมาดู ต่อความคาดหวังต่อแฟนเพลงที่อยากมาดูเรา
“พอเพลงของขวัญดังปุ๊บเรามีงานเต็มไปหมด เราทัวร์เยอะมากจนบ้านช่องไม่ได้กลับ ไปจังหวัดไหนก็ไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ที่จังหวัดนั้น กางเกงในอะไรซื้อใหม่หมด” เท็น
“ช่วงเพลง ของขวัญ ดังสายกีตาร์ผมจะใหม่มาก เพราะเป็นช่วงที่ผมเริ่มมีเงินเปลี่ยนสายกีตาร์” บิ๊ก

เพลงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงไหม

เท็น: ใช่ครับ จากที่ต้มมาม่ากินเราก็กินบะหมี่แล้ว (หัวเราะ) ช่วงนั้นจำได้ว่าผมนั่งคุยกับคุณแหลม (นักร้องนำวง 25 Hours) นั่งกินมาม่ากันแล้วก็คุยกันว่า “เฮ้ย ชีวิตพี่ตูน บอดี้แสลม ต้องมานั่งต้มมาม่ากินแบบพวกเราเปล่าวะ” ก็นั่งวิเคราะห์กัน “มันก็ต้องมีบ้างแหละน่า” ผมยังจำโมเมนต์ตอนนั้นได้เลย

Musketeers

Track 4  Dancing

Album: Uprising

“เพลงนี้เป็นตัวจุดประกายความสนุกสนานในตัวพวกเรา หลายคนจำ เพลง ของขวัญ จำเพลง ไกล จำ รออยู่ที่เดิม รู้สึกว่าวงนี้มันชิลล์ เพลงรัก เนิบๆ แต่ Dancing มันทำให้คนบอกว่า เฮ้ย แม่งมัน เฟี้ยวฟ้าว มันพิสูจน์ตัวเราเองว่าเราก็เป็นคนสนุกสนานเหมือนกันนะ” เท็น

ช่วงสองอัลบั้มแรกพวกคุณมีช่วงเวลาที่ยากลำบากบ้างมั้ย

เท็น: มันก็มีช่วงที่ยากลำบากนะ ตอนระหว่างอัลบั้มแรกกับอัลบั้ัมสอง ถ้าใครติดตามจะรู้ว่าตอนนั้นผมไม่สบาย ไปเล่นคอนเสิร์ตที่อุดรธานีเสร็จผมลงจากเวทีแล้วพูดไม่ได้ ไม่มีเสียง พยายามจะสื่อสารกับเพื่อนแต่พูดไม่ออก กลับมาโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ไปส่องกล้อง พบว่าเส้นเสียงบวมมาก มีอาการกรดไหลย้อนด้วย อาการหนัก ความจริงต้องพัก แต่ตอนนั้นเรายังมีงานที่ต้องทัวร์อยู่ ผมก็ฝืนตัวเองอยู่พักนึง จนเหมือนเป็นการทำลาย เลยต้องพักจริงๆ ช่วงนั้นพูดไม่ได้ ร้องเพลงไม่ได้ เขาให้อยู่เงียบๆ มันทรมานนะครับ เพื่อนก็ต้องหยุดรับงาน ช่วงนั้นมีปัญหาเยอะ เครียด เราไม่เคยเกิดมาพูดไม่ได้ ทุกอย่างมันเฟล กลายเป็นว่าจากปัญหาสุขภาพกายกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต ไม่อยากร้องเพลงแล้ว ไม่กล้าร้อง กลัวร้องแล้วจะไม่ดี

ตอนนั้นวงมีคุยกันไหมว่าจะเอายังไงกันต่อ

พู: ก็ต้องหยุด กลับไปใช้ชีวิตเหมือนตอนก่อนจะมาทำเพลง

เท็น: จริงๆ ผมก็เคยพูดกับเพื่อนนะครับว่าร้องเพลงไม่ได้ว่ะ หานักร้องใหม่กันไปเลย ผมไปทำงานอย่างอื่นก็ได้ ผมรู้สึกว่าผมเหนื่อย คือเราเคยร้องเพลงได้ดีมาก เคยมีพลังเยอะมากๆ แต่กลายเป็นว่าวันนึงปัญหาสุขภาพมันบั่นทอนสุขภาพร่างกายเรา แล้วจิตใจเราคิดว่ามันเคยขึ้นไปถึงจุดที่เคยร้องได้ว้ากได้มาก่อน แล้วทำไมวันนี้เป็นอย่างนี้ หงุดหงิดตัวเอง เครียด ก็บอกให้เพื่อนหาคนใหม่

แล้วเพื่อนๆ ว่าไง ทำไมไม่หาคนใหม่

เท็น: เราก็คุยกับที่ค่าย ค่ายก็บอกว่า มาขนาดนี้แล้ว ยอมอดทนหน่อย ก็เหมือนกับเราเป็นเอกลักษณ์ของวงด้วย เราทำเพลงอะไรด้วยกัน ไม่งั้นมันก็เหมือนเป็นวงอื่น คุณพ่อคุณแม่ให้กำลังใจ เราก็เลยสู้

Musketeers

Musketeers

Track 5  อยากให้เธอลอง

Album: Uprising

เป็นเพลงที่ให้หลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโดนด่า มีดราม่า และก็เป็นผลงานที่ทำให้เราดังมาก ติดอันดับ 1 แทบทุกชาร์ต Intensive Watch เขาวัดมาว่าถูกเล่นบ่อยสุดในประเทศ เป็นเพลงที่เป็นทุกอย่าง เหมือนเป็นดาบสองคม เพลงนี้มีอะไรให้เราจำค่อนข้างเยอะ” เท็น

วงอยู่มาจนครบ 10 ปีแล้ว ในความรู้สึก 10 ปี ผ่านไปเร็วหรือช้า

ด๋อย: รู้สึกว่ามันเร็วนะ มันเหมือนกับว่าเราเพิ่งจบมหาวิทยาลัย ผมยังรู้สึกว่าเราเพิ่งงานเฟรชชี่เมื่อไม่นานนี้

พู: มันแล้วแต่คนนะ แต่ว่าด้วยความที่ผมจำเหตุการณ์ได้ค่อนข้างเยอะ แต่ละปีมันจะมีเรื่องราวของมัน ผมเลยรู้สึกว่า 10 ปีมันก็ไม่เร็วไม่ช้า ถือเป็น 10 ปีที่ดี

บิ๊ก: ผมรู้สึกว่าเร็ว เราไม่รู้ตัวว่าเราเป็นศิลปินเมื่อไหร่เลย ตอนที่เริ่มต้นวงก็ไม่ได้คิดว่าพวกเราจะเป็นศิลปินเต็มตัว อยู่ดีๆ ก็ได้ทำเพลง สักพักก็มีทัวร์ สักพักก็จะมีคอนเสิร์ต 10 ปี ตอนเขาบอกว่าวงเราครบ 10 ปีผมยังไม่เชื่อเลย รู้สึกว่ามันเร็วเหมือนกัน

เท็น: ใช่ เรามารู้ว่า 10 ปีตอนที่ค่ายเขาบอก (หัวเราะ)

เพราะจำนวนปีไม่สำคัญหรือเปล่า ในวงถึงไม่มีใครรู้

เท็น: จริงๆ ผมรู้สึกว่าการทำงานถ้าเราสนุกกับมัน มันก็ทำไปเรื่อยๆ เราไม่ได้มาคิดว่า เฮ้ย 10 ปีแล้วนะ นี่ปีที่ 11 12 13 แล้วเราจะทำอะไรต่อ ไม่ใช่อย่างนั้น เรารู้สึกว่าเราจะโฟกัสที่อัลบั้ม จนกระทั่งอัลบั้มที่ 3 ถึงมารู้ว่ามันกี่ปีแล้ว มันไวจัง

Musketeers

Track 6  ปล่อยไว้อย่างนั้น

Album: Day & Night

ความจริงอัลบั้มใหม่ที่จะวางแผงวันที่ 9 กันยายนนี้ยังมีอีกหลายเพลงที่น่าสนใจมากๆ แต่เราเลือก ปล่อยไว้อย่างนั้น มาโปรโมตเป็นซิงเกิลแรกเพราะว่าความรู้สึกในการทำเพลงนี้มันเหมือนอัลบั้มแรกของเรา มันมีความเป็น Musketeers ยุคแรกๆ อยู่ ทั้งความคิด ซาวนด์กีตาร์ รวมถึงวิธีคิดเมโลดี้ เนื้อร้อง มันชวนให้คิดถึงอัลบั้มแรก” เท็น

คุณไม่ได้ออกอัลบั้มมา 5 ปี การกลับมาทำอัลบั้มอีกครั้งมีความสำคัญกับพวกคุณเป็นพิเศษไหม

เท็น: มันสำคัญตรงที่ว่าทำให้เรากลับมากระตือรือร้นอีกครั้งหนึ่ง ตอนอัลบั้มแรกกับอัลบั้มที่สองประสบความสำเร็จเราก็ทัวร์เยอะ ทัวร์มาตลอด ไม่ได้คิดว่าเราจะทำงานอัลบั้มเมื่อไหร่ ไม่ได้คิดว่าจะทำเพลงใหม่ๆ เลย อัลบั้มนี้เหมือนกับเราต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง พิสูจน์ว่าเราไปต่อได้ ว่าเราคือศิลปินที่ทำเพลงได้ดี ไม่ใช่ฟลุก อัลบั้มนี้เป็นตัวจุดประกาย ถึงแม้อัลบั้ม 3 อาจจะไม่สำเร็จ เราก็ทำอัลบั้มที่ 4 ที่ 5 สิ ยังมีสมอง เรายังทำได้นี่

และเรากำลังจะมีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกของพวกเราด้วย ซึ่งความคาดหวังมันไม่เหมือนกับเราเล่นตามผับหรือเล่นตามงานเฟสติวัล เพราะคนที่มาเขาตั้งใจมาดูเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะให้กับคนดูก็สำคัญ นี่เป็นคอนเสิร์ตที่เราวางตารางซ้อมกันนานมาก เดือนสิงหาคมแทบทั้งเดือนเป็นตารางซ้อมหมดเลย และไม่ใช่แค่เราแสดงบนเวทีแล้ว แต่เราต้องมานั่งคิดร่วมกับโชว์ไดเรกเตอร์ วางแผนกันว่าจะเล่นยังไง ทั้งกับแขกรับเชิญด้วย รวมถึงแสง สี เสียง

บิ๊ก: คอนเสิร์ตนี้น่าจะสำคัญทั้งกับเราและกับแฟนเพลง มันเหมือนมีตติ้งครบรอบ 10 ปี เพราะว่ามีแฟนเพลงหลายคนที่ตามเรามาตั้งแต่แรกๆ หรือบางคนที่ตามตอนอัลบั้มที่หนึ่งที่สอง เขาก็ย้อนกลับไปฟังเพลงเก่าๆ ของเรา คอนเสิร์ตครั้งนี้ก็จะมีหลายเพลงที่เขาไม่เคยได้ฟังสดๆ อย่าง รออยู่ที่เดิม แฟนเพลงไม่เคยฟังเล่นสดแน่นอน

คอนเสิร์ตนี้มันช่วยตอกย้ำความเชื่ออะไรบ้างมั้ย

เท็น: มันตอกย้ำว่าเรายังเป็นวงดนตรีอยู่ ยังเป็น Musketeers อยู่ ยังเล่นเพลงของเราเองอยู่ ยังมีคนที่อยากจะฟังเพลงของเราอยู่ ไม่ใช่เขามาดื่มเหล้าสนุกกันแล้วก็ฟังเพลงแค่เป็นองค์ประกอบเฉยๆ ถ้ามันสำเร็จ มีคนชอบ มีคนอยากมาดูกัน มันก็เป็นอีกหนึ่งประการที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องมีอัลบั้มต่อๆ ไป ต้องมีวงต่อไป

ถึงวันนี้เคยย้อนมองมั้ยว่าวง Musketeers ให้อะไรกับพวกคุณบ้าง

เท็น: สำหรับผมมันเป็นทุกอย่างนะ อย่างเมื่อก่อนไปไหนเราก็เป็นคนทั่วๆ ไป ไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่เดี๋ยวนี้เวลาไปอยู่กลุ่มไหนก็ตามมันทำให้รู้สึกว่าเรามีตัวตนในสังคม มันให้โอกาสเราได้รู้จักคนที่ตอนเด็กเราไม่คิดว่าจะได้รู้จักกับเขา เรามาไกลมากเกินกว่าที่เราคิดไว้

บิ๊ก: มนุษย์ส่วนใหญ่มีความฝันใช่ไหม ผมว่าผมอยู่กับ Musketeers มันเติมเต็มความฝันทุกอย่างของผม ตั้งแต่เด็กผมเป็นคนชอบฟังเพลง ทุกครั้งที่เห็นคนที่อยู่บนเวทีเขาดูมีความสุข เราอยากไปยืนอยู่จุดนั้น เราอยากเป็นศิลปินตั้งแต่นั้นโดยไม่รู้ตัว แล้วอยู่ดีๆ เราก็เดินทางมาอยู่จุดนี้ นาทีที่เรามีอัลบั้ม ได้ขึ้นคอนเสิร์ต มันเหมือนกับความฝัน

ด๋อย: ผมว่ามันพาผมไปหลายๆ ที่ แต่ก่อนผมเป็นคนที่ไม่ชอบออกจากบ้าน เพื่อนชวนไปผับผมก็ไม่ค่อยไป แต่พอทำอาชีพนี้ทำให้ผมได้เปิดโลกตัวเอง ได้ไปจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ แล้วเราก็กลายเป็นคนที่เราอยากท่องเที่ยวไปเลย เปิดโลกทัศน์เรามาก

พู: มันให้ประสบการณ์ คนบางคน เรื่องบางเรื่อง ที่เราไม่คิดว่าจะเจอกับชีวิตตัวเองก็ได้เจอ เมื่อก่อนเราเห็นศิลปินใหญ่ๆ แล้วคิดว่าถ้าเป็นแบบเขามันต้องดีมากๆ แน่ๆ เลย เหมือนกับเวลาจะไปที่ไหนที่หนึ่ง เวลาอยู่ในรูปมันสวยมากเลย แต่พอไปถึงแล้วมันก็สวยนะ แต่การที่เรานั่งฝันมันสวยกว่า เพราะด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ก่อนที่มันจะสวยงามได้เราบาดเจ็บมาก่อน แต่การได้มาถึงมันก็ดีนะ”

What The Duck Presents 10 Years Musketeers Concert

วันที่ 9 กันยายน เวลา 18.00 – 22.30 น. ที่ Voice Space

ซื้อบัตรได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา หรือ www.thaiticketmajor.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 0-2262-3838

Facebook: Musketeers

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load