ในวันที่เฟซบุ๊กประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Meta’ และทุกคนก็ดูเหมือนจะพร้อมโอบรับ ตัวตนใหม่ในโลกเสมือนนี้กันถ้วนหน้า เพื่อนคนหนึ่งก็แคปหน้าจอของตัวเองมาอวดว่า มีคนตามในโลกโซเชียลเหยียบล้าน ในแทบจะทุกช่องทางแล้วนะ และในวันเดียวกันนี่เอง ที่ผมตัดสินใจเขียนเรื่อง ‘Alter Ego’ ในคอลัมน์วัตถุปลายตาตอนนี้

ในโลกที่ตัวเลขของ Followers เท่ากับมูลค่าและโอกาสทางธุรกิจ ผมอดคิดไม่ได้ว่า ตัวตนของคนที่เราเห็นหรือเลื่อนนิ้วผ่านบนโทรศัพท์นั้น ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาให้ใกล้เคียงกับตัวจริงของเขากี่มากน้อย

“ในอนาคต ทุกคนจะเป็นคนดัง แต่ภายในช่วงสิบห้านาทีเท่านั้น” ประโยคคลาสสิกที่ แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) เคยพูดไว้เลาๆ ใช้อธิบายปรากฏการณ์ ‘ไวรัล’ ของโลกเสมือนและโลกออนไลน์ที่นับวันจะมีบทบาทกับชีวิตของมนุษย์มากขึ้น แบบที่ไม่มีวันย้อนหวนกลับ

ทว่าอันที่จริงการเกิดขึ้นของ ‘ตัวตนต่าง’ หรือ Alter Ego (หรือแอคหลุมในบางกรณี) มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นในวันที่เฟซบุ๊กเปลี่ยนเป็น Meta เพราะขนาด แอนดี้ วอร์ฮอล ก็เคยประดิษฐ์ตัวตนที่เป็นผู้หญิงของตัวเองขึ้น ภายใต้ชื่อ นาง Drella อันที่จริง โลกของการมีอีกหนึ่งตัวตนนั้น เป็นที่คุ้นเคยในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ศิลปะ และดนตรีมายาวนาน

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Drella – Alter ego ของ Andy Warhol

วัตถุปลายตาจะพาท่านผู้อ่านไปศึกษาการสร้างอีกหนึ่งตัวตนของคนระดับตำนาน แล้วชวนหันกลับมามองโลกที่เราอยู่กันวันนี้ ว่าคุณๆ ท่านๆ ทั้งหลาย พร้อมหรือยัง กับโลก Metaverse ที่จักรวาลนับหมื่นล้านหมุนและโคจรไปพร้อมๆ กัน

ไม่ว่าคุณจะเลือกเป็น Clark Kent หรือ ซูเปอร์แมน, Beyonce หรือ Sasha Fierce, David Bowie หรือ Ziggy Stardust สิ่งหนึ่งที่คุณอาจจะไม่ทราบก็คือ ตัวตนของคุณ บางทีอาจจะมีมากกว่าหนึ่งมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกแล้วก็เป็นได้

และนี่คือบทบันทึกการเดินทางของโลกที่คุณ ไม่ใช่แค่คุณ

Alter Ego คืออะไร

ใน ค.ศ. 1730 มีการจัดตั้งการศึกษาวิจัยเรื่องตัวตนอีกตัวตนหนึ่ง หรือ Otherself ขึ้นมา โดยนาย Anton Mesmer ตั้งสมมติฐานก่อนทดลองว่า คนที่ทำตัวแปลกออกไป ในขณะที่ตื่นรู้อยู่นั้น ถือว่าโดนสะกดจิต

จนกระทั่ง ค.ศ. 1900 นั่นแหละ ที่คำว่า ‘Alter Ego’ หรือตัวตนเสมือนถูกนิยามขึ้น เพื่อระบุปัญหาและอาการเกี่ยวกับโรค Multiple Personality Disorder แต่จนภายหลังจึงเป็นที่ทราบกันว่า การมีตัวตนเสมือนนั้น ไม่ถือเป็นอาการป่วยแต่อย่างใด

ความต่างของการป่วยมีหลายบุคลิกกับการแค่มีตัวตนเสมือนนั้น อยู่ที่ว่าเจ้าตัวรู้ตัวหรือไม่ว่ามีบุคลิกอีกแบบซ่อนเร้นอยู่

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
เคสคลาสสิกแห่ง Alter Ego

ทฤษฎีที่ว่าด้วยการรู้ตัวและตั้งใจสร้างตัวตนเสมือนขึ้นมานั้น เริ่มพัฒนามาจากนักจิตวิทยาชื่อ Roberto Assagioli ซึ่งอธิบายไว้ว่า เราทุกคนมีตัวตนแฝงอยู่ในตัวเองไม่มากก็น้อย ตามระดับที่ไม่เหมือนกัน และตัวตนที่เราใช้ดำเนินชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น ก็คือตัวตนที่มีอำนาจต่อเรามากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ

แต่ตัวตนอื่นๆ ไม่ได้จางหายไป เพียงแต่เราจะหยิบมันขึ้นมาใช้ตามประสบการณ์ที่ถูกหล่อหลอมมา ซึ่งเป็นปัจเจก บทบาทสมมติเหล่านี้มักจะโผล่ขึ้นมาตามเหตุการณ์จำเป็นต่างๆ เช่น เราอาจจะสวมบทบาทนักสู้ นักปกป้อง ผู้ดูแล หรือเล่นบทเหยื่อได้ทั้งสิ้น แล้วแต่ว่าเราเลือกที่จะหยิบบทบาทไหนขึ้นมาใช้ในเวลานั้นๆ

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Clark Kent คือหนุ่มเนิร์ด ที่แค่ถอดแว่นปุ๊บก็ซูเปอร์แมนปั๊บ

วิทยาศาสตร์ แห่ง Sasha Fierce

ทุกคนรู้ แฟนคลับรู้ ว่า Beyonce มีอีกหนึ่งร่างอวตารที่เธอตั้งชื่อให้เองว่า Sasha Fierce มีความมั่นใจสูงปรี๊ด เซ็กซี่ปรอทแตก และเฟียซชนิดเกินเบอร์ ซึ่งตัวร่างจริงอย่าง Beyonce เคยบอกไว้ว่า

ทุกครั้งที่ฉันได้ยินคอร์ดเจ๋งๆ ทุกครั้งที่ฉันใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด ทุกครั้งที่ฉันตื่นเต้นเกินกว่าจะขึ้นไปแสดงบนเวที ซาช่า เฟียซ จะโผล่มาช่วยเธอไว้ และซาช่าเองนั้นก็พูด เดิน เหิน เต้น ต่างจากตัวจริงของเธอลิบลับ” 

Beyonce ให้สัมภาษณ์กับ Oprah Winfrey ไว้ว่า เธอจะอัญเชิญ Sasha ไว้ในกายหยาบอีกสักปีสองปี จนกว่าเธอจะรับมือกับอารมณ์ของการที่ต้องแสดงให้เฟียซคืนแล้วคืนเล่าได้เอง

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Sasha Fierce หนึ่งใน Alter Ego ที่เป็นที่รู้จักตลอดกาลของ Beyonce

อเดลล์เองก็ยอมรับว่า เธอมีอีกร่างที่ชื่อว่า Sasha Carter เป็นส่วนผสมของ Beyonce (ในเวอร์ชัน Sasha Fierce) และ June Carter นักร้องคันทรี่ระดับตำนาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองในการขึ้นไปแสดงบนเวทีเช่นกัน ซึ่งอเดลล์ก็ประกาศตัวเป็นแฟนของทั้งสองนักร้องระดับตำนานอย่างเปิดเผย และไม่ได้คิดว่า Sasha Carter เป็นแค่กิมมิกในอุตสาหกรรมเพลงป๊อปแต่อย่างใด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Rachel White แห่ง Hamilton College ในนิวยอร์กกล่าวไว้ว่า การ ‘Self Distancing’ หรือการเว้นระยะห่างออกมาจากตัวตนของตัวเองนั้น ทำให้เรามองเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยตรรกะและเหตุผลที่เป็นภาพใหญ่มากขึ้น และทำให้เราลดความกังวล เพิ่มความอดทนต่อความกดดันและอุปสรรค ร่วมถึงเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเราเองได้อย่างน่าประหลาด

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Adele หรือ Sasha Carter

Self-distancing ศิลปะของเว้นระยะห่างจากตัวเอง

จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ผู้ร่วมเข้าการทดลองถูกขอร้องให้คิดถึงอุปสรรคในอนาคต แล้วแบ่งผู้ทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งขอให้ดำดิ่งลงไปในความคิดและอุปสรรคของตัวเอง ในขณะที่อีกกลุ่ม เขียนปัญหาและอุปสรรคแปะผนังไว้ แล้วถอยออกมามองในภาพกว้าง ผลที่ออกมาสรุปได้ว่า กลุ่มที่ถอยออกมามองปัญหาจากระยะไกล รู้สึกกังวล เครียด ตื่นเต้น น้อยกว่า และหาวิธีแก้ปัญหาได้มากกว่ากลุ่มที่จม ดำดิ่งไปกับสถานการณ์ในหัวของตัวเอง

อีกหนึ่งการทดลองที่ผมคิดว่ามีประโยชน์และน่าสนใจมากๆ ได้แก่ การถามคำถามเกี่ยวกับอาหารที่กำลังจะรับประทาน แบบแรกถามว่า “อาหารแบบไหนที่ฉันจะกินกันนะ” และ อีกหนึ่งคำถาม คือแทนคำว่า ฉัน ด้วยชื่อตัวเอง ผลปรากฏว่าคำถามแบบหลังทำให้ผู้ตอบเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์กับตัวเองมากกว่า

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Slim Shady ก็คือ Eminem

หากข้อมูลข้างบนยังไม่เพียงพอว่าการมีทั้งปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ และ Spider Man หรือการมีทั้ง บรูซ เวนย์ และ แบทแมน มีข้อดีข้อเสียอย่างไร อีกหนึ่งการทดลอง ขอให้เด็กๆ ในวัยเรียนสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมา เช่น ซูเปอร์ฮีโร่หรือตัวละครโปรดอย่าง โดร่า นักสำรวจ ผลวิจัยค้นพบว่าเด็กๆ เหล่านี้ จะมีสมาธิดีขึ้น และทำงานหนักขึ้นถึง 13 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน

Alter Ego จำเป็นต้องมีหรือไม่

บางคนก็บอกว่า การที่เราต้องสร้างอีกตัวตนขึ้นมา ทำให้เราเห็นแง่มุมต่างๆ ของอัตตา หรือตัวตนที่แท้จริงของเรามากขึ้น และอีกตัวตนหนึ่งของเราก็อาจจะกล้าทำในสิ่งที่ปกติเราไม่กล้าทำ ซึ่งหลายกรณีทำให้แง่มุมการใช้ชีวิตของเราสมบูรณ์หรือหลากหลายมากขึ้น

แล้วเราจะสร้างตัวตนใหม่ของเราได้ยังไง โดยไม่ต้องรอแว่น Metaverse

คำตอบคือการใช้ชีวิตให้หลายหลาก พบปะผู้คน ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ปกติเราในเวอร์ชันวันธรรมดาคงจะไม่คิดจะเข้าไปสัมผัส ถ้ายังฟังดูยากอยู่ นี่คือวิธีการแบบ Step by Step ในการสร้าง Sasha Fierce คนใหม่ฉบับตัวคุณขึ้นมาเอง

  1. คุณต้องการตัวตนอีกตัวตนหนึ่งไปทำไม IO หรือ แอคหลุม ซึ่งเหตุผลส่วนมากก็มักจะหนีไม่พ้น การปกป้องความเป็นส่วนตัวของตัวคุณเอง ถ้านั่นคือเหตุผลหลัก คุณจะมีสักกี่แอคหลุมก็ไม่ใช่เรื่องผิด
  2. นิยามบุคลิกใหม่ของตัวตนใหม่ของคุณ ส่วนมากแล้วมันมักจะเป็นขั้วตรงข้ามของตัวตนจริงของคุณเสมอ
  3. สร้างรูปร่างหน้าตาใหม่ สำหรับตัวตนใหม่ของคุณที่แตกต่างไปจากตัวตนปกติ
  4. ตั้งชื่อให้ตัวตนใหม่
  5. นำพาตัวตนใหม่ของคุณเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม หรือบริบทที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยตัวคุณเอง
  6. อย่าลืมออกมาจากตัวตนเสมือนบ้าง เพื่อให้เส้นแบ่งระหว่างตัวคุณจริงๆ กับตัวคุณอันดับสองแบ่งออกชัดเจนเสมอ
ประวัติศาสตร์แห่ง Alter Ego เบื้องหลังตัวตนเสมือนอีกหนึ่งหรือสอง - ของตัวคุณเอง
Ziggy Stardust = David Bowie

ตำนานแอคหลุม

ถ้าคุณกำลังคิดหวั่นใจ ว่าหากคุณสร้างตัวตนใหม่แบบเสมือนออกมาแล้ว คนทั่วไปจะคิดว่าคุณน่าจะเพี้ยนๆ ผมขอยกตัวอย่างตัวตนใหม่ในตำนานของวงการศิลปะและดนตรี ที่หวังว่าจะช่วยทำให้การให้กำเนิดคุณคนใหม่นั้น เป็นไปได้อย่างสบายใจกว่าเดิม ดังนี้

David Bowie – Ziggy Stardust / Aladdin Sane / Thin White Duke

Beyonce – Sasha Fierce

Adele – Sasha Carter

Miley Cyrus – Hannah Montana

Paul McCartney – Percy Thrillington

Prince – Camille

Eminem – Slim Shady

Nicky Minaj – Roman Zolanski

Madonna – Madame X

Andy Warhol – Drella

Marcel Duchamp – Rrose Selavy

Jean Michel Basquiat – Samo

ประวัติศาสตร์แห่ง Alter Ego เบื้องหลังตัวตนเสมือนอีกหนึ่งหรือสอง - ของตัวคุณเอง
Andy Warhol = Drella

ข้อควรระวังสำหรับการมีตัวตนเสมือน (ออนไลน์)

การสร้าง Sasha Fierce ขึ้นมาไม่ใช่เรื่องผิด แต่จริงๆ แล้ว ตัวตนที่ผุดขึ้นมาด้วยฝีมือของเรานั้น ส่วนมากจะตอบสนองความต้องการลึกๆ ของเรา เติมเต็มส่วนที่เราอยากเป็น อยากมี อยากทำได้ และเชื่อว่านี่คือด้านลับของเราที่ควรเฉลิมฉลอง

ประวัติศาสตร์แห่ง Alter Ego เบื้องหลังตัวตนเสมือนอีกหนึ่งหรือสอง - ของตัวคุณเอง
Ziggy Stardust = David Bowie ผู้ซึ่งเป็นฮีโร่ตลอดกาลของผู้เขียน

ตราบใดที่เราไม่หลงเข้าใจผิด คิดว่าตัวตนที่สร้างมาคือตัวตนของเราที่จะต้องคงอยู่ตลอดไป ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และหลงเคลิ้มไปกับสิ่งที่ตัวเราเองสร้างขึ้น

แน่นอนว่าวันที่แว่นตา Metaverse จะเข้ามาสวมถึงหน้าบ้านคงมาถึงในไม่ช้า และถ้าหากอเดลล์สามารถหยิบนักร้องโปรดสองคนมาผสมกันให้กลายเป็นร่างอวตารได้ ผม – Aretha นำโชค ก็ขออวยพรให้ทุกท่าน ท่องโลกเสมือนด้วยอัตตาและตัวตน ที่สนุกสนานในทุกๆ วัน ไม่ว่าคุณจะแคร์หรือไม่แคร์ยอด Followers ของคุณก็ตาม

David Bowie หรือ Ziggy Stardust เคยกล่าวไว้ว่า “ฉันก็ยังไม่รู้ว่าฉันจะเดินทางไปทางไหนต่อเหมือนกันแหละนะ แต่ให้สัญญาเลย ว่ามันจะไม่น่าเบื่อแน่นอน”

ข้อมูลอ้างอิง

www.bbc.com

www.lifepersona.com

news.artnet.com

www.udiscovermusic.com

Writer

Avatar

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

การปลดล็อกดาวน์ครั้งที่ 4 ผมเริ่มเห็นร้านอาหารแถวบ้านกลับมามีลูกค้าอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ครึกครื้นเหมือนก่อนโควิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันเป็นบรรยากาศที่ทำให้สัตว์สังคมอย่างพวกเรานั้น รู้สึกอบอุ่นหัวใจได้ไม่มากก็น้อย

ผมต่อคิวร้านหมูกระทะ จิ้มจุ่ม มื้อเย็นแห่งหนึ่งอยู่นาน จนสุดท้ายพนักงานก็บอกว่า “ไม่ทันรอบสุดท้าย ก่อนปิดเคอร์ฟิวแล้วค่ะ” ซึ่งการอดทานมื้อล้อมหม้อ อาหารแห่งการสร้างปฏิสัมพันธ์เช่นนี้ เป็นหลักฐานที่ดี ที่ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ยังคงโหยหาการเชื่อมโยง ไออุ่นจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันเสมอ 

รวมถึง ‘เซ็กส์’ หรือเพศสัมพันธ์ด้วยเช่นกัน

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
ดิลโด้ดึกดำบรรพ์ ไซส์ไม่สำคัญเท่าวัสดุที่ใช้สร้าง

เป็นเวลาแรมปีที่มนุษย์ทั้งโลกต้องคอยระวังเรื่องการนัดยิ้มมากกว่าปกติ ด้วยสถานการณ์โรคระบาด แน่นอนว่าพื้นที่ความงุ่นง่านหงุดหงิดหัวใจนั้น มีที่ให้ระบายอยู่ในโลกออนไลน์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ถึงกระนั้น เมืองไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธเอง ก็ยังไม่อนุญาตให้การสร้างสื่อทางเพศออนไลน์ ถูกกฎหมายอย่างเป็นทางการเสียที จะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ล่าสุด OnlyFans หรือแพลตฟอร์มที่อนุญาตให้ทุกคนกลายเป็นค่ายหนังโป๊เล็กๆ ผลิตสื่อเสียงสำหรับแฟนๆ ของตัวเองโดยเฉพาะ ก็ยังไม่ถูกกฎหมายเสียทีเดียว 

ครั้งนี้ ‘วัตถุปลายตา’ จึงตัดสินใจค้นคว้าทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งจะช่วยปลดปล่อยความขุ่นข้องหมองใจ ในช่วงเวลาที่ต้องคงระยะห่างจากมนุษย์ถึงมนุษย์ด้วยกันไว้อย่างน้อย 1 เมตร และเลือกหยิบเอา ‘เซ็กส์ทอย’ หรือ ‘ของเล่นสำหรับผู้ใหญ่’ จากใต้เตียง (คนรู้จัก) มาบอกเล่าการเดินทางของมันแทน

และนี่น่าจะเป็นบทความที่มีความหมายตรงตัว ตามชื่อคอลัมน์ ‘วัตถุปลายตา’ ที่สุดแล้ว

แฟนจ๋า

วันก่อนเพื่อนที่รู้จักกันส่งข้อความมาหาผมว่า รู้รึยัง ‘แฟนเก่า’ ของผมกลายเป็นดาวโป๊ไปแล้วนะ คนติดตามเขาใน OnlyFans และ Twitter รวมกันนั้นเป็นแสนคนเลยทีเดียว พร้อมกับส่งรูปประกอบสุดโจ๋งครึ่มแนบมาให้ด้วยเป็นหลักฐาน

เพื่อนคนนี้น่าจะทราบดีว่า ตัวผมเองนั้นเรียกตัวเองว่า ‘ลิเบอร่าน’ มานานนม และตั้งแต่ก่อนเลิกกับแฟนคนนั้น ผมเองก็ยังเคยยุยงเขาให้เปิดช่องทางนี้เลยหากตัวเขาต้องการ ด้วยความเชื่อส่วนตัวที่ว่า เราไม่ได้เป็นเจ้าของร่างกายของเขา (Their Body Their Choice) ดังนั้น การที่มีรูปหรือคลิปวาบหวามของเขาโผล่มาให้เห็นนั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับผมเสียเท่าไหร่

เช่นเดียวกับการต้องถกเถียงกันเรื่อง ‘เซ็กส์’ ในสังคมไทยเช่นเดียวกัน

ถึงกระนั้น วันของการรักสนุกของผู้เขียนเองนั้น เบาบางลงเยอะ เยอะ เยอะมากๆ เมื่อเทียบกับสมัยหนุ่มๆ ‘ของเล่น’ จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ไม่เสียเวลาเยอะ ล้างน้ำให้สะอาด เรากับร่างกายของเราก็เกี้ยวพาราสีกันได้ แบบไม่ต้องพึ่งพาบุคคลที่สองเสียด้วยซ้ำ

จะกี่ล็อกดาวน์ก็ไม่ใช่ปัญหา หากเรามีวัตถุที่เป็นเพื่อนเล่นช่วยบริหารระดับฮอร์โมนของเราให้อยู่ในระดับสุขภาพดี ไม่ต้องเบียดเบียนใคร แต่ถึงจะเกริ่นมาขนาดนี้ เซ็กส์ทอยในสังคมไทยก็ยังเป็นวัตถุที่ต้องแอบซ่อน ซุกไว้ใต้เตียง หลบจากการมีตัวตนอยู่อย่างน่าประหลาดใจ

ทำไม ? ครั้งนี้เราอาจจะได้คำตอบที่น่าประหลาดใจกันถ้วนหน้า และคำเตือนเดียวก่อนที่ท่านจะตัดสินใจเลื่อนลงไปอ่านย่อหน้าอื่นๆ ข้างล่างนี้คือ จงเปิด (ใจ) ไว้

ดิลโด้ดึกดำบรรพ์

ประวัติศาสตร์การมีอยู่ของเซ็กส์ทอยย้อนไปยาวไกล ไกลถึงสมัยราชวงศ์ฮั่น และท่านผู้อ่านเองก็อาจจะแปลกใจที่ได้รู้ว่าชาวเอเชียนั้น คุ้นเคยกับของเล่นสำหรับผู้ใหญ่มานานนม ยิ่งกว่าชาวตะวันตกเสียอีก

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
ของเล่นขุนนางในสมัยราชวงศ์ฮั่น

ขุนนางในสมัยราชวงศ์ฮั่นใช้หยกแกะสลักเป็นรูปแท่ง ยึดติดกับสายรัดที่ทำด้วยบรอนซ์ หรือที่สมัยนี้อาจจะเรียกว่า Strap On แล้วนิยมใช้หยกนี้สอดเข้าไปในทวาร เพื่อกักเก็บพลังงานฉี (Chi) ไว้ในตัวเอง ซึ่งถือเป็น Butt Plug หรือที่เสียบก้นยุคโบราณที่สุด ในเชิงประวัติศาสตร์ ไอ้เจ้าวัตถุชิ้นนี้นิยมใช้กันทั้งชายและหญิงเสียด้วยซ้ำ!

แต่หากจะเรียกไอ้เจ้าหยกชิ้นนี้ว่าเป็นเซ็กส์ทอยชิ้นแรกในประวัติศาสตร์โลก ก็คงไม่ถูกทีเดียว เพราะดิลโด้หรือแท่งหฤหรรษ์แท่งแรกกำเนิดขึ้นราว 28,000 ปีที่แล้ว และมีความยาว 8 นิ้ว เหนาะๆ ด้วยกัน

28,000 ปีคือระยะเวลาที่ยาวนานกว่าการเกิดขึ้นของวัฒนธรรม จารีต ประเพณี และศาสนา ของชาติใดๆ ทั้งสิ้นบนโลก รวมถึงชาติไทยเราเองด้วย

ดิลโด้คืองานคราฟต์ยุคดึกดำบรรพ์ของมนุษยชาติ ก่อนที่จะมีชาติเสียอีก และวัตถุนี้ก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุใกล้ตัวที่หลากหลาย ตั้งแต่หิน หินอ่อน กระดูกสัตว์ เขาสัตว์ หรือแม้กระทั่งขนมปัง! และน้ำมันมะกอกแทนสารหล่อลื่น

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
ชาวโรมันก็ไม่ยอมแพ้ สร้างสรรค์ไม่แพ้ขุนนางจีน

การขยายตัว

ถ้าแรงบันดาลใจคือบ่อเกิดของความสร้างสรรค์ ไอ้เจ้าความสร้างสรรค์ของมนุษย์นี่แหละ คือบ่อเกิดของการคิดค้นเซ็กส์ทอยที่สนุกสนาน สวยงาม และสยิวกิ้วมากขึ้น

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าชนเผ่าในแอฟริกา นิยมใช้ขนม้ามัดเป็นกระจุกเพื่อกระตุ้นจุดคลิตอริสของสตรีในขณะมีเพศสัมพันธ์ ในขณะที่ผู้ชายก็นิยมเจาะร่างกายและอวัยวะด้วยงาช้างหรือไม้ไผ่ เพื่อเพิ่มผิวสัมผัสให้การมีเซ็กส์

หลังจากนั้นอีกพันปีให้หลัง ชาวพม่ารวมถึงชาวจีนก็คิดค้นเจ้าลูกกลมๆ แกะสลัก ลักษณะคล้ายอัณฑะ สำหรับใช้สอดเข้าไปทั้งในร่างกายของทั้งชายและหญิงเพื่อเพิ่มความหฤหรรษ์ และเจ้าบอลนี้ก็มีชื่อเรียกว่า Ben Wa / Orgasm Ball หรือแปลเป็นไทยว่า ลูกบอลจุดสุดยอด

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
ลูกบอลจุดสุดยอดของพม่า

ใน ค.ศ. 1700 ของเล่นสำหรับผู้ใหญ่ก็เริ่มขยายขอบเขตความสร้างสรรค์ไปถึง Sex Doll หรือตุ๊กตาเซ็กส์ ที่มีรูปร่างราวกับมนุษย์ โดยประวัติศาสตร์ของมันนั้นยืดยาว สนุก และน่าสนใจมากๆ ไม่แพ้กัน-ผู้เขียนจึงขออนุญาตติดไว้เล่าต่อในโอกาสหน้า

หลังจากนั้นใน ค.ศ. 1904 นักเคมีในปารีสก็เริ่มคิดค้นตุ๊กตายางสำหรับท่านชาย และหลังจากนั้นเป็นเวลา 4 ปี ตุ๊กตายางตัวแรกก็ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กับจิ๊มิสังเคราะห์ที่ติดตัวตุ๊กตา นั่นคืออีกหนึ่งเส้นทางการเกิดขึ้นของวัตถุมหัศจรรย์ของทั้งท่านชายและหญิง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
ชีวิตที่มีมากกว่าทางเลือกเดียว

โลกใหม่ที่สั่นไหว

ผลจากวิวัฒนาการทำให้แท่งหฤหรรษ์ที่เคยเป็นงานคราฟต์ งานหัตถกรรมแกะสลัก ก็กลายเป็นวัตถุที่แฝงเทคโนโลยีการผลิตแบบร่วมสมัยไว้ เริ่มต้นในยุควิกตอเรียน ที่ดิลโด้ต้องใช้การไขลาน หรือใช้ลักษณะกลไกบางอย่างเพื่อทำให้ขยับและเคลื่อนไหว

ดิลโด้ที่เคลื่อนไหวได้ชิ้นแรกของโลกถือกำเนิดขึ้นโดยนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันใน ค.ศ. 1869 โดยตั้งใจสร้างขึ้นมาเป็นเครื่องมือใช้รักษาโรค Hysteria ของสตรี ใช้การขับเคลื่อนจากพลังงานไอน้ำ! ใช่ ไอน้ำ มันมีชื่อตั้งไว้อย่างชวนหัวว่า ‘The Manipulator’ หรือแปลเป็นไทยให้สอดคล้องว่า ‘เครื่องปลุกปั่น’

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
เริ่มต้นมนุษย์ก็อ้างว่าสิ่งเหล่านี้คือเครื่องนวดหน้า นวดคอ

อันที่จริงแล้ว เครื่องสั่นในลักษณะเดียวกันกับไอ้เจ้าเครื่องปลุกปั่นในยุคนั้น ถือกำเนิดมาเพื่อแก้ปัญหาการปวดเมื่อยในร่างกายส่วนต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งภายหลังความเมื่อยนี้ก็เริ่มลงต่ำและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น จนสุดท้ายนักประดิษฐ์ก็ต้องหลับหูหลับตา ปิดตาหนึ่งข้าง ผลิตและจัดจำหน่ายสิ่งนี้ต่อไปอย่างไม่ต้องรู้ว่าเราเมื่อยกันที่ตรงไหนแน่

การประยุกต์ใช้งานเครื่องสั่นในลักษณะนี้ถูกใช้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 20 โดยมีสินค้าระดับตำนานอย่าง ‘Magic Wand’ หรือคฑามหัศจรรย์ของฮิตาชิที่ปฏิวัติวงการแท่งหรรษา หรือเรียกง่ายๆ ว่า เขย่าวงการเซ็กส์ทอย แบบที่ตัวแบรนด์เองก็ไม่ได้ตั้งใจไว้ ตลอดยุค 60 จนถึงปลายยุค 70

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว

ศาลในอเมริกาเองนั้นเพิ่งจะตัดสินให้ร้านเซ็กส์ช็อปเป็นสิ่งถูกกฎหมายในช่วงยุค 60 ซึ่งนั่นหมายความว่า ผู้ชายในยุคก่อนหน้านั้น หากประสงค์จะจิ้มอะไรเพื่อความสยิวกิ้ว ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากพอตัวเลยทีเดียว

ให้มันแตกเลยดีกว่า

หลังจากยุค Sexual Revolution ในยุค 60 และ 70 เป็นต้นมา ผู้ที่เชื่อว่าเรื่องเพศสัมพันธ์หรือเซ็กส์ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องลามกอนาจารเสมอไป ก็เริ่มออกมาทุบๆๆ กรอบและความเชื่อตามจารีตแบบประเพณีนิยมให้แตกๆๆ แขนงออกไปหลากหลายมิติมากขึ้น รวมถึงไอ้เจ้าเซ็กส์ทอย ก็ไม่ต้องแอ๊บขายว่าเป็นที่นวดหลังอีกต่อไป

ซึ่งจุดเปลี่ยนนี้แหละที่ทำให้การออกแบบดิลโด้หรือแท่งหฤหรรษ์ มีดีไซน์ล้ำสมัยมากขึ้น นักประดิษฐ์และนักสร้างสรรค์หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า มันยังจำเป็นต้องหน้าตาเหมือนเครื่องเพศชายอยู่หรือไม่ สีเนื้อคือสีอะไรกันแน่ แล้วมันเนื้อใคร แล้วมันต้องสีเนื้อหรือไม่ ที่สำคัญที่สุด ผู้ชายเองล่ะ ต้องการของเล่นเหล่านี้เพื่อปลดปล่อยความงุ่นง่านของตัวเองด้วยหรือเปล่า

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
กระต่ายที่ไม่ได้อยู่ในพระจันทร์

หลังจากนั้น กรอบของเล่นเพื่อผู้ใหญ่ก็ถูกขยาย ยืด ให้กว้าง สนุกสนาน ไร้กฎ ไร้ขั้วแบบ Non-binary มากขึ้น เราจึงได้เริ่มเห็นดิลโด้ที่หน้าตาไม่เหมือนจู๋ แต่เป็นรูปร่างนามธรรม สอดคล้องกับสิ่งที่มันจะต้องเข้าไปอยู่มากขึ้น ในขณะที่สีม่วง สีชมพู สีเงิน ที่ไม่ได้มีอยู่จริงในเครื่องเพศตามธรรมชาติ ก็ถูกนำเข้ามาใช้ในการออกแบบเซ็กส์ทอยมากขึ้น หรือถ้ามันยังจำเป็นต้องดูเหมือนเจ้าโลกของผู้ชายอยู่ เฉดสีหรือรูปร่างรูปทรงก็หลากหลายขึ้นมากมาย ทั้งสีเนื้อแบบ Caucasian สีเข้มแบบชาวผิวสี งุ้มขึ้น งุ้มลง เอียงซ้าย เอียงขวา เพราะผู้ผลิตและออกแบบรู้แล้วว่า ผู้ใช้นั้นมีรสนิยมและความต้องการไม่เหมือนกันจริงๆ

กระแสที่เป็นที่ครึกโครมในยุค ค.ศ. 2000 ครั้งหนึ่งนั้น ก็ต้องยกเครดิตให้ซีรีส์เรื่อง Sex and the City ที่ 1 ใน 4 สาวมีสคริปต์ที่พูดว่า “ฉันขออยู่บ้านกับกระต่ายดีกว่า” ซึ่งกระต่ายตัวนั้นหมายถึง Vibrator ชื่อ Rabbit ที่มีเจ้ากระต่ายน้อยน่ารักเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของเจ้าแท่งมหัศจรรย์นี้อย่างน่าเอ็นดู

ส่วนหนึ่งที่ผู้คนมีทัศนคติที่เปิดกว้างขึ้นนั้น เกิดมาจากผลจากการเคลื่อนไหวของทั้งนักต่อสู้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมของสตรี และกลุ่ม LGBTQ+ ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการถกเถียงประเด็นทางเพศมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อทัศนคติที่ผู้คนมีต่อวัตถุประจำบ้านจำพวกนี้ด้วย

ความสุขบรรจุกระป๋อง

แน่นอนว่าถ้าบทความนี้จะพูดถึงแต่ดิลโด้อย่างเดียวก็อาจจะไม่ยุติธรรม เพราะจริงๆ แล้ว ทุกวันนี้ของเล่นสำหรับผู้ใหญ่หรือเซ็กส์ทอยไม่ได้มีสำหรับผู้หญิงอย่างเดียว ท่านชายและท่านอื่นๆ ไม่ว่าท่านจะระบุรสนิยมหรือตัวตนทางเพศของตัวเองว่าอย่างไร ก็มีทางเลือกการมอบความสุขให้กับร่างกายตัวเองอย่างเท่าเทียมเช่นกัน

จากการเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตในยุค 90 ซึ่งเป็นที่มาของเว็บโป๊หรือแพลตฟอร์มของสื่อวาบหวิวจำนวนมากๆๆ แบบที่ไม่มีวันดูหมด กลุ่มเว็บบอร์ดของผู้ชายกลัดมันก็เริ่มแลกเปลี่ยนวิธีการจิ้มและการประดิษฐ์เต้ารับ เต้าเสียบ จากอุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือใกล้ตัว

ใช่ ฉากจิ้มพายอุ่นๆ ในตำนานของหนัง American Pie ก็เป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายวัฒนธรรมและนวัตกรรมเขย่าโลกนี้ด้วย ซึ่งคำแนะนำบนเว็บบอร์ดนั้นมีตั้งแต่ซอกโซฟา หมอน ยันลูกโป่ง และถุงยางต่างๆ ที่เสกจิ๊มิปลอมขึ้นมาได้

เซ็กส์ทอย สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีตัวตนทางการในสังคมไทยเสียที มีการเดินทางยาวกว่าที่ทุกท่านคิด ความยาวนั้นสำคัญไฉน
ไฟฉายที่ไม่ได้มีไว้ส่องแสง

นักธุรกิจหัวใสอย่าง Steve Shubin สังเกตเห็นความต้องการของผู้ชายในโลกออนไลน์ เขาจึงเริ่มระดมทุน เพื่อคิดค้นสิ่งที่จะเป็นของเล่นของท่านชายขึ้นมาใน ค.ศ. 1995 และท้ายที่สุด ผลจากการค้นคว้าของเขาก็ทำให้มนุษยชาติได้ยลโฉม Fleshlight หรือไฟฉายที่ปลายไม่ได้เอาไว้ส่องแสง แต่เอาไว้สอดใส่แทน โดยตัวเขามีปณิธานว่า จะทำให้ความรู้สึกรวมถึงผิวสัมผัสสมจริงที่สุด

หลังจากนั้น Fleshlight ก็แตกลูกแตกหลาน ออกมาเป็น Fleshjack ที่ออกแบบให้คล้ายกับก้น สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเกย์แทน นับตั้งแต่การเติบโตของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย รวมถึงความไวในการเชื่อมต่อโลกของของเล่นผู้ใหญ่ก็ได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้เรามีแว่น VR หรือ แว่น Virtual Reality ที่เชื่อมต่อเรื่องราวหนังโป๊เข้ากับทุกการเคลื่อนไหวของของเล่น ราวกับเราอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ 

แฟนเท่านั้น

ผมเปิดภาพช่อง OnlyFans ของแฟนเก่าที่เพื่อนแนบมาให้ โอ้โห ในขณะที่เราคิดว่าเคยเห็นเขาทุกแง่มุมแล้ว มันก็ยังต้องมีบางแง่มุมจริงๆ สิน่า ที่เราคาดไม่ถึง

OnlyFans เปรียบเสมือนช่องทางให้ผู้ผลิตเนื้อหาสร้างเนื้อหาอะไรก็ได้สำหรับแฟนๆ หรือคนดูที่ต้องการติดตามและสนับสนุนผู้ผลิตเนื้อหาโดยตรง โดยมีราคาค่างวดในการสนับสนุนแล้วแต่ผู้ผลิตจะตั้งไว้ ซึ่งการเติบโตของแพลตฟอร์มลักษณะนี้ ในช่วงการระบาดของโควิด-19 นั้น ผมเคยเขียนไว้แล้วในคอลัมน์ ‘วัตถุปลายตา’ ตอน พอร์นวิทยา หรือ ประวัติศาสตร์แห่งหนังโป๊ ซึ่งสรุปง่ายๆ สั้นๆ ว่า คนทั่วโลกก็หงุดหงิดงุ่นง่านกันมากขึ้น ไม่มีใครน้อยหน้าใคร

ถึงกระนั้น OnlyFans ก็ยังถูกตัดสินให้ไม่ถูกกฎหมายในประเทศไทยอยู่ดี ใช่ครับ ประเทศเดียวกันกับที่มีอุตสาหกรรม Red Light District ที่มีชื่อเสียงระดับโลกนี่แหละครับ

เราคนไทยทุกคนคุ้นเคย ชินชา กับความย้อนแย้งแบบไทยๆ นี้ดี จนมันแทบจะเป็นเรื่องตลกไปแล้ว

ผมไม่แน่ใจว่าหากนิยามตัวเองว่าเป็นอนุรักษ์นิยม สิ่งที่ผมอนุรักษ์จะต้องย้อนไปไกลแค่ไหน ไกลถึงต้นกำเนิดของจารีต ประเพณี ชาติ ศาสนา หรือดิลโด้ที่เกิดก่อนราว 28,000 ปี แล้วนี่เราในฐานะมนุษย์กำลังปกป้องคอนเซ็ปต์ของอะไรกันอยู่แน่

ถึงกระนั้น ผมลบภาพ OnlyFans ของแฟนเก่าในมือถือไป ไม่ใช่เพราะว่ารับสิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่ภาพที่ผมเลือกจะจำไว้ก็คือคนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่มีความฝัน ความทะเยอทะยาน มีทักษะทางภาษา รักการท่องเที่ยว รักอิสระ สุภาพ เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งมันคือภาพที่ออกมาจากคนเดียวกัน กับคนที่กำลังเสนอภาพวาบหวามและความเป็นดาราหนังโป๊สมัครเล่น ให้กับแฟนๆ เป็นหมื่นเป็นแสนดูนี่แหล่ะ ซึ่งนี่กลับเป็นความย้อนแย้งอีกชนิดที่สังคมไทยรับไม่ได้

ผมไม่ได้คุยกับเขามานานมาก หลังจากเลิกรากันไป จะด้วยดีหรือไม่ก็ตาม แต่วันที่เขาตัดสินใจส่งข้อความมาทัก หลังจากที่ตัวเขาประสบความสำเร็จในการเพิ่มยอดคนดูเป็นแสนๆ แล้ว คำตอบที่ผมส่งกลับไปก็คือ

“อ้อ เราจะบอกว่า เห็นด้วยนะที่หาที่ยืนและพื้นที่ของตัวเองได้ ในประเทศที่คนตัวเล็กๆ แทบจะไม่มีที่ยืนแบบนี้”

และสิ่งที่เขาส่งกลับมาคือ ส่วนลดประจำเดือนเกิดของค่า Subscribe รายเดือน ซึ่งผมขอยืนยันกับผู้อ่าน แฟนใหม่ของผม และเซ็กส์ทอยใต้เตียงไว้ ณ ที่นี้เลยว่า ผมไม่ได้รับข้อเสนอของเขา จริง จริ๊ง 

สาบานต่อหยกแกะสลักราชวงศ์ฮั่นเลยสิ ให้ตายเถอะ!

เซ็กส์ทอย สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีตัวตนทางการในสังคมไทยเสียที มีการเดินทางยาวกว่าที่ทุกท่านคิด ความยาวนั้นสำคัญไฉน
ฉันจะบิน บินไป ไกลแสนไกลไม่หวั่น – เสียงที่ดังในหัวเมื่อเห็นหยกแกะสลักจากสมัยราชวงศ์ฮั่น

ข้อมูลอ้างอิง

allthatsinteresting.com

www.thecut.com

in.askmen.com

Writer

Avatar

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load