ก่อนอื่น ช่วยบอกหน่อยว่าอาการที่เป็นอยู่ตอนนี้เรากำลังหลงทางหรือหลงเธอกันแน่ ถึงยิ้มตามตลอดที่ฟังเขาพูดอธิบายสิ่งที่พบเห็น ตลอดจนเสียงพากย์ตลกๆ แกล้งกลุ่มน้องนักเรียนที่กำลังเซลฟี่กลางฮงแดที่โซล ประเทศเกาหลีใต้

หลังจากติดตามมาปีกว่าๆ ก็ถึงเวลานัดพบ ว่านไฉ-อคิร วงษ์เซ็ง ที่ Mero Studio บนชั้นสูงสุดของอาคารสูงใจกลางเมือง

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

ไม่ว่าจะคุณจะรู้จักเขาในฐานะนักแต่งเพลงบ้าเที่ยว หรือนักท่องเที่ยวบ้าแต่งเพลง คุณคงยอมรับเหมือนกันกับเราว่าเพลงของเขาในอาสาพาไปหลงนั้นติดหูทุกทริป

มาดูกันว่า ท่ามกลางเพจท่องเที่ยวนับพันเพจในตลาด อะไรทำให้ ‘อาสาพาไปหลง’ โดดเด่นและเติบโตแบบก้าวกระโดดภายใน 1 ปีแบบนี้

ขอโทษจริงๆ ที่ตัวอักษรจากเราบรรเลงเพลงอินโทรอย่างในรายการไม่ได้

แต่ถ้าอ่านแล้วชอบ อย่าลืมกดแชร์และ Subscribe The Cloud ด้วยนะคะ

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

หวั่นใจว่าคงไม่แคล้ว หลงรักเข้าแล้วจนได้

จากศิลปินเบื้องหน้า ว่านไฉผันตัวมาเป็นมิวสิกโปรดิวเซอร์ อยู่เบื้องหลังงานเพลงหลายร้อยเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลงโฆษณา ละครและภาพยนตร์

ชีวิตที่อยู่กับงานในฝันสลับกับการออกเดินทางหามุมมองใหม่ๆ เพื่อใช้กับการทำเพลง วันหนึ่งว่านไฉก็เกิดความคิดว่าจะเปลี่ยนการเดินทางที่ชอบให้เป็นงานที่ใช่ จึงเริ่มต้นจากการทำเพจท่องเที่ยว

“เนื้อหาในเพจอาสาพาไปหลงช่วงแรก ยังเป็นแค่รูปและตัวอักษรที่บอกเล่าเรื่องราวซึ่งไม่ได้รับผลตอบรับที่ดีเท่าไหร่” ว่านไฉบอกเรา ก่อนจะเล่าย้อนกลับไปสมัยทำงานเพลง ด้วยหน้าที่ของผู้ทำเพลงประกอบภาพทำให้เขาพอจะรู้วิธีและขั้นตอนผลิตภาพเคลื่อนไหว แล้วค่อยๆ ประกอบร่างรายการ

จากที่มีเพียงภาพถ่ายลองทำเป็นวิดีโอ ลองทำเพลงประกอบใช้เอง ลองพากย์เสียงใส่ เกิดเป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำขึ้นมา

อาสาพาไปหลงแบบเต็มรูปแบบตอนแรกคือ มัลดีฟส์ ซึ่งนับถึงวันนี้ มีจำนวนคนดูอาสาพาไปหลงตอนมัลดีฟส์เกือบ 5 ล้านครั้ง และจำนวนครั้งที่แชร์กว่า 83,000 ครั้ง

ยังไม่นับจำนวนผู้ชม ‘เมาดิบ’ มิวสิกวิดีโอเพลงประกอบมัลดีฟส์กว่า 5 ล้านคนใน YouTube

เมื่อค้นพบสูตรสำเร็จที่คนชอบ เขาก็เริ่มต่อยอดจนกลายเป็นทริปครั้งต่อๆ มา

ที่น่าสนใจคือ ว่านไฉมีวิธีคิดอย่างไร จึงทำให้รายการอาสาพาไปหลงของเขาสนุกและน่าติดตามทุกตอนขนาดนี้

“ก่อนจะทำรายการหรืออะไรก็ตาม เราจำเป็นต้องรู้ว่าใครเป็นคนดูของเรา หรือคนแบบไหนที่เราอยากให้ดู” ว่านไฉเล่าหลักการข้อที่หนึ่ง ของการทำอาสาพาไปหลง อย่างไม่หลง ก่อนจะเล่าเสริมว่า เขาเป็น Perfectionist ที่มักจะคิดหาข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นเสมอแม้ปล่อยรายการออกอากาศไปแล้ว

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

หลงทางยังหาเจอ หลงเธอสิเหลือทน

หลงทาง ในความหมายของคนทั่วไปอาจจะหมายถึงแผนที่ผิดไปจากสิ่งที่ตั้งใจ

แต่สำหรับว่านไฉ เขาชอบจนถึงขั้นหลงใหลการหลงทางไปพบเจอสิ่งที่ชาวบ้านเขาไม่เจอกัน เช่นตั้งใจเบี่ยงซ้ายไปจากอาซากุสะ เพื่อไปเจอร้านอิซากายะที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก

“เวลานั้นเราอาจจะนั่งเครียด แต่พอเพื่อนถามว่าทริปเป็นยังไงบ้าง ‘เชี่ย กูไปเจอยากูซ่ามาเว้ย นั่งกินทาโกะยากิกับแม่งทั้งคืน’ มันก็ได้เรื่องราวใหม่ๆ” ช่างเป็นการหลงทางที่น่าสนุก ยิ่งเมื่อรวมกับความตั้งใจของเขาที่ไม่อยากให้การทำงานและการท่องเที่ยวเป็นเรื่องเดียวกัน จึงเลือกที่จะใช้วิธีพากย์เสียงเล่าเรื่องมากกว่าการอยู่หน้ากล้องตลอดเวลา และมากกว่าภาพของสถานที่และบรรยากาศสวยๆ เขาตั้งใจทำรายการท่องเที่ยวที่มีรายละเอียด เห็นวิถีชีวิตจริงๆ ของคนที่นั่น

“ไม่ใช่แค่บอกว่าภูเขาไฟมีความสูงเท่าไหร่จากระดับน้ำทะเล แต่มีเรื่องราวของป้าที่ขายดังโงะอยู่แถวๆ นั้น ซึ่งผมชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้าแล้วหยิบเรื่องเหล่านั้นมาเล่า” ว่านไฉเล่าที่มาของฟุตเทจที่เล่าเรื่องผู้คนแถวนั้นที่เขามักจะพากย์เสียงแกล้งใส่ลงไปเสมอจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของรายการ ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับมุมมองนักแต่งเพลงของเขา

ทำรายการในกรอบวิธีคิดอย่างเพลงป๊อป ‘เปิดหัวแรง ปิดหัวโดน’

ว่านไฉเล่าถึงวิธีการเล่าเรื่องที่ใช้ในรายการให้ฟังว่า เขาใช้กรอบความคิดเดียวกันกับที่ใช้สร้างสรรค์งานเพลง เริ่มจากความสนุก คิดถึงความวาไรตี้ทั้งภาพและเสียง คล้ายกับกราฟของเพลง ซึ่งประกอบด้วยท่อน Verse ท่อน Pre ท่อน Hook บางทีก็มีท่อน Bridge

“การจะทำรายการในโลกออนไลน์ในยุคนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก ซึ่งถ้าคนดูรู้สึกไม่สนุกเขาก็จะเปลี่ยนทันที ไม่ดูต่อแล้ว เพราะฉะนั้น จำเป็นมากที่จะต้องคิดและอย่างอย่างถี่ถ้วน ตัวอย่างของการคิดอย่างไม่ถี่ถ้วน เช่น สมมติเราดูสถิติแล้วพบว่าคนชอบดูตอนที่เกี่ยวกับกิน แล้วเราก็มุ่งเป้าจะทำแต่รายการกินๆๆ กินอีกแล้ว สุดท้ายจะเป็นการบีบตัวเอง สิ่งที่ผมคิดซึ่งอาจจะเป็นวิธีที่กล้าได้กล้าเสียและฟังดูเสี่ยง แต่ผมก็อยากที่จะทำให้รายการสนุก ดังนั้น เรามาคนละครึ่งทาง ทำแบบที่คนดูชอบด้วยและเราก็อยากทำด้วย

“ความสนุกเป็นเรื่องของกราฟ ในวงการเพลงป๊อปเราจะเรียกว่า ‘เปิดหัวแรง ปิดหัวโดน’ ยกตัวอย่างเพลง เพื่อนไม่จริง ของวง Polycat ‘ถ้าแอบรักและเราบอกออกไป การแอบรักจะดูหมดความหมาย…’ หรือท่อน ‘ชอบมองสายตาเธอตอนไม่รู้ ว่าตัวฉันชอบมองมันมากเท่าไร…’ เออ เท่ดีว่ะ แล้วท่อนฮุกก็มาเฉลยว่าแอบรักเพื่อนในมุมที่ฉีกออกไป มันน่าแชร์ มันช่างละมุนเหลือเกิน เราก็หยิบมาใช้กับการทำคอนเทนต์ การเลือกเปิด-จบต้องมีความหมาย เรื่องระหว่างก็มีความหมาย เราจะทำอย่างไรให้คนดูดูจนจบได้ นี่คือกราฟ ซึ่งจริงๆ มันไม่มีสูตรตายตัวนะ เพลงป๊อปที่คิดไว้อาจจะกลายเป็นเพลงเชยก็ได้ กับงานคอนเทนต์ก็เช่นกัน บางทีไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ที่เราคาดหวังว่าคนจะชอบ คนจะแชร์ เขาก็อาจจะไม่ได้สนใจเรื่องเดียวกับเรา” ว่านไฉเล่าวิธีคิดเบื้องหลังรายการทั้งหมด

“ผมเชื่อเสมอว่าเราทำงานให้ดังไม่ได้ แต่เราทำงานให้ดีได้” ว่านไฉรีบตอบ เมื่อเราถามถึงวิธีแก้มือ หากสิ่งที่ทำไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวัง พร้อมเล่าว่า เขายอมไม่ได้เลยหากจะต้องปล่อยงานที่ไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ตั้งใจ แม้จะเป็นสิ่งที่เล็กน้อยมากๆ อย่างเสียงเบี้ยวนิดๆ เขาก็จะขอแก้ไขก่อน

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

ถ้าบอกว่าเพลงนี้แต่งให้เมือง เมืองจะเชื่อไหม

“ในการทำงานเราไม่คิด Script (บทพูด) แต่เราคิด Scope (ขอบเขต) ของเรื่องที่จะเล่า” ว่านไฉตอบ เมื่อเราถามที่มาของบทพูดในรายการ ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า เขาหมายรวมคำว่า ขอบเขต ถึงข้อมูลและการออกเสียงที่ต้องถูกต้องครบถ้วน ขณะที่บทพูดพร้อมเสียงพากย์ของเขาจะเกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อภาพรายการทั้งหมดตัดต่อภาพพร้อมรอใส่เสียง

ไม่พูดถึงเพลงประกอบในรายการเลยคงไม่ได้

เราถามว่านไฉถึงวิธีจัดการคลังเพลงและการเลือกหยิบมาใช้ให้เข้ากับเรื่องที่เล่า

“ยอมรับว่าเดือดร้อนมาก เพราะเราเล่นใหญ่ไปแล้วตั้งแต่ตอนแรก อย่างเดือนนี้มี 6 – 7 เทปที่รออยู่ ตายแล้ว ทุกเทปต้องมีเพลง จะไม่มีก็ไม่ได้ ซึ่งเราก็รู้สึกภูมิใจที่คนรอฟัง” ว่านไฉ่ตอบก่อนชวนคุยถึงที่มาของเสียงเพลงในหัว

“เคยเป็นไหมเวลาไปเที่ยว แล้วเรารู้สึกได้ยินเสียงเสียงหนึ่งขึ้นมาเอง ทำหน้าที่เป็นเพลงประจำทริป ของคุณอาจจะเป็นเพลย์ลิสต์ แต่ของผมเป็นเสียง อยู่ๆ มันก็ดังขึ้นมาเอง โชคดีที่ความรู้ทางดนตรีที่มีพอจะทำให้รู้ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงอะไร เล่าให้เห็นภาพไม่ถูก บอกได้แค่ว่าเป็นสเกลที่ใช่เลย แบบนี้เลย เมื่อตัดต่อเข้ากับภาพค่อยใส่เนื้อลงไป”

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

แต่ก็ไม่แปลว่าเพลงของทริปเกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น จะแตกต่างกันหรือมีเอกลักษณ์อะไรซ่อนอยู่

“ขึ้นกับเนื้อหาที่เล่าในรายการด้วย เช่น ทริปไต้หวันพาไปกิน ซึ่งผมมีความสุขกับการกินมา อยู่ดีๆ เพลงชูชกก็เข้ามาในหัว ‘ตำนานชูชกนั้นโกหกทั้งเพ หาว่าตะกละตะกลาม ผิดเหรอฉันแค่ตามใจปากอะไรอย่างเนี้ย กินแค่ไหนมันไม่หนักหัวใคร ก่อนตายต้องเป็นตำนาน นอนตายข้างๆ กองจานเปล่า’ เกิดจากการด้นสด ผมไม่ได้เก่ง ผมแค่ทำอาชีพนั้นมานาน”

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

วิธีคิดที่เปลี่ยนรายการท่องเที่ยวให้เป็นมากกว่าซีรีส์เที่ยวเมือง

ในยุคที่ความสนใจของคนมีสั้นเหลือเกิน ลำพังการทำรายการออนไลน์ให้คนดูจนจบในตอนก็ยากแล้ว แต่ว่านไฉและอาสาพาไปหลงทำสิ่งที่ยากกว่า นั่นคือเล่าเรื่องเมืองเป็นซีรีส์ให้คนติดตามดูตอนต่อไป

“ถ้าเมืองหนึ่งเมืองซึ่งมีหลายตอนจะทำออกมาเป็นเพลงรักไปทั้งหมดก็คงไม่สนุก คอนเซปต์หนึ่งที่ผมชอบมาก คือคอนเซปต์อาสาพาไปลืมที่เกาหลี ของน้องเพื่อน หนึ่งในทีมงานอาสาพาไปหลง ขั้นตอนการทำงานเริ่มจากโจทย์ว่า อกหักไปไหน และทำไมต้องไปเกาหลี หลังจากหาข้อมูลอย่างเข้มข้น เขียนกระดานหาความเชื่อมโยงจนเละเทะไปหมด เราก็พบหลักจิตวิทยา 5 ขั้นเพื่อลืมใครสักคน ขั้นแรกปฏิเสธความจริง ตามมาด้วยโกรธ ซึ่งเราพาไประบายความโกรธด้วยการกิน จากนั้นเมา กลับมารู้สึกเศร้า และจบลงด้วยการทำความเข้าใจ จากนั้นหาสถานที่และกิจกรรมมาใส่ ก็กลายเป็นซีรีส์ที่ครบถ้วนทุกอารมณ์” มากกว่ารายการท่องเที่ยวที่มีเพลงประกอบสนุก ติดหู และน่าติดตามไปทุกตอน ยังมีมิวสิกวิดีโอเพลงประกอบภาพสวยระดับจริงจังไปอีก

อาจจะไม่ได้ถูกพูดถึงในวงกว้าง แต่สำหรับเราผู้ติดตามอยู่ ยอมรับตรงนี้เลยว่า เราและแฟนๆ ไม่ได้สนใจจุดหมายปลายที่อาสาพาไปหลง กำลังพาไป มากไปกว่าความบันเทิงทั้งจากเนื้อหาและเพลงที่เขาและทีมงานตั้งใจถ่ายทอดออกมา

และไม่ใช่แค่ท่องเที่ยวต่างประเทศ อาสาพาไปหลงยังมี อาสาพาไปหลง Domestic

“อะไรคือวิธีคิดหาสมดุลของการทำเนื้อหาในช่วงที่รายการเติบโต ซึ่งมีทั้งความคาดหวังจากคนดูหรือแม้แต่ลูกค้าที่เข้ามาสนับสนุนรายการ” เราถาม

“ผมจะมีสามเหลี่ยมอันหนึ่ง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามจะดูก่อนว่าครบทั้งสามเหลี่ยมนี้มั้ย ลูกค้าจะต้องขายได้ คนดูจะต้องสนุก และผมจะต้องทำรายการรอย่างมีความสุข ในเงื่อนไขที่เป็นไปได้ด้วยนะ” ว่านไฉตอบ

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ

จากการเดินทางที่รับบท ยาใจ

จนเข้าขั้นหลงใหล ว่านไฉตัดสินใจลาออกจากงานโปรดิวเซอร์ที่มั่นคง ออกเดินทางทำรายการท่องเที่ยวที่ชวนเราเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการหลงทางไปตลอดกาล

“อะไรในตัวคุณที่ยังคงเหมือนเดิม และเปลี่ยนแปลงไปแล้วบ้าง” เราถาม

“เมื่อก่อนเราอาจจะมีจุดหมายในเส้นทางดนตรี เป็นนักแต่งเพลง เป็นโปรดิวเซอร์ทำงานเบื้องหลัง ทำจนสุดทาง ซึ่งเราจะสิ้นสุดอยู่ในความฝันนั้นความฝันเดียวไม่ได้ ระยะเวลาของความรู้สึกที่สำเร็จมันสั้นมากเลยนะ อยากอยู่ในเส้นชัยนั้นมันแป๊บเดียวเอง มันอาจจะเท่เมื่อได้บอกใครเมื่อเราไปถึงจุดหมายนั้นแล้ว ตัวผมเองในวันนี้ก็เช่นกัน อะไรคือความสำเร็จของอาสาพาไปหลง ปลายปีนี้คนอาจจะลืมแล้ว ไม่ดูเราแล้วก็ได้ รายการอาจจะหายไป แต่ความสำเร็จมันคือวิธีคิดของผมและทีมที่ยังรู้สึกสนุกและมีความสุขที่ได้ทำสิ่งนี้ออกมา เท่านั้นเอง ถ้าถามถึงตัวตนที่เหมือนเดิม ผมก็จะตอบว่า ผมจะเป็นตะกร้าใส่ผลไม้แห่งความสุข ที่รับและมอบความสุขให้ทุกคน นี่คือสิ่งที่เป็นตัวตนของผมและตั้งใจจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป สิ่งที่เปลี่ยนไปนอกจากอายุที่มากขึ้น คือ มุมมอง ความสนใจใหม่ๆ ที่ไหลเข้ามาและรอการถ่ายทอดออกไป” ว่านไฉยิ้ม

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

เวลาเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ ระหว่างทางที่ทิวทัศน์เคลื่อนผ่านสายตาของเรา สิ่งหนึ่งที่มักพบเห็นข้างทาง คือป้ายบอกชื่อสถานที่ ซอย ถนน หมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ บางชื่ออาจชวนขำ บางชื่อแสนแปลกประหลาด แต่บางทีก็แสนไพเราะจนติดอยู่ในใจ แต่เคยสงสัยไหมว่าชื่อเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร เขตบางรักที่คนแห่ไปจดทะเบียนสมรสกัน เพราะคนในพื้นที่เชิดชูความรักเช่นนั้นหรือ หรือบางกะปิ เคยมีร้านค้าขายกะปิเจ้าดังอยู่ที่นั่นใช่หรือไม่

คำตอบของคำถามเหล่านี้หลายครั้งก็หาคำอธิบายไม่ได้ เพราะไม่มีการจดบันทึกไว้ ต้องยอมรับว่าเราเป็นประเทศที่มีการบันทึกเรื่องราวในประวัติศาสตร์ค่อนข้างน้อย และสืบย้อนกลับไปได้ไม่ยาวนานนัก ที่จำได้เป็นความทรงจำ ซึ่งเจ้าของความทรงจำนั้นอาจหมดลมหายใจจากไปพร้อมกับความทรงจำแล้ว หลายเรื่องราวในแต่ละสถานที่จึงหายไปตามกาลเวลา เมื่อไม่มีหลักฐานการมีอยู่ ก็ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่จริงในยุคสมัยถัดมา

แล้วเราจะหาความทรงจำที่ไม่ถูกบันทึกไว้ได้จากที่ไหนได้บ้าง หนึ่งในนั้น คือ ‘แผนที่’

แผนที่ ไม่ได้มีหน้าที่แค่แสดงหนทาง บอกลักษณะ ขนาด และที่ตั้งของสถานที่เท่านั้น แต่เป็นสิ่งเก็บความทรงจำของพื้นที่ เมือง ประเทศ จนถึงโลก เมื่อนำแผนที่เก่ามาเรียงเปรียบเทียบกันในแต่ละช่วงปี ก็บอกความเปลี่ยนแปลงของเมืองได้ หลายพื้นที่หน้าตาเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิมเหมือนชื่อ หรือบางพื้นที่อาจเหลือไว้แค่เพียงชื่อ แต่อาจปรากฏตำแหน่งอยู่บนแผนที่เก่าสักปี แผนที่จึงเป็นหนึ่งในหลักฐานที่ยืนยันว่าเรื่องราวในอดีตนั้นเป็นจริง

แผนที่จึงไม่ได้บอกแค่ที่ไป แต่ยังบอกที่มาของสถานที่ต่าง ๆ ได้

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ เพจแกะประวัติศาสตร์จากแผนที่เก่า ให้สนุกกับการรู้จักเมืองผ่านอดีต

นี่คือสิ่งที่ ‘หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ พยายามสื่อสารกับคนทั่วไปมาตลอด 3 ปี และกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเรื่องราวน่าสนใจในอดีตของแผนที่เก่าที่ทางหน่วยวิจัยแผนที่ฯ คัดมานำเสนอบนเพจ หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม เป็นประจำ

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ ทำงานอย่างไร และมีวิธีดูแผนที่อย่างไรให้เห็นเรื่องราวจากอดีต ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมเมืองและชุมชน หยิบแว่นขยาย กางแผนที่ แล้วตามเราไปทำความรู้จักกับพวกเขากัน

หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อตั้งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่การทำงานของพวกเขาเริ่มต้นมาก่อนหน้านั้นหลายสิบปี โดยเริ่มต้นจาก ศ.ดร.บัณฑิต จุลาสัย สถาปนิก อาจารย์ และอดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาฯ

“แผนที่มีความสำคัญอย่างมาก นี่เป็นสิ่งที่ผมรับรู้ได้ชัดเจนตอนเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่ฝรั่งเศส ที่ปารีสมีพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ชื่อ The Musée des Plans-Reliefs มีการเก็บรวบรวมแผนที่โบราณไว้ แต่ที่ทำให้ผมตื่นเต้นมาก คือ มีการแสดงหุ่นจำลองของเมืองต่าง ๆ ในฝรั่งเศส ทำขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ชาวตะวันตกเริ่มต้นทำแผนที่อย่างเป็นระบบมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สั่งให้คนสำรวจเมืองต่าง ๆ ไปวัดว่าถนนยาวเท่าไหร่ บ้านกว้างเท่าไหร่ เวลาเขาสร้างป้อมในฝรั่งเศส มันไม่ใช่แค่ป้อมเฉย ๆ ป้อมเขาจะคุมเมือง เป็นป้อมกลางเมือง ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ก็วาดแบบส่ง แต่สมัยนั้นไม่มีเครื่องมือเขียนแบบ แล้วจะทำยังไง ก็เลยสร้างหุ่นจำลองขึ้นมา

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ เพจแกะประวัติศาสตร์จากแผนที่เก่า ให้สนุกกับการรู้จักเมืองผ่านอดีต
หน่วยวิจัยแผนที่ฯ เพจแกะประวัติศาสตร์จากแผนที่เก่า ให้สนุกกับการรู้จักเมืองผ่านอดีต

“ถึงวันนี้เอกสารแบบสำรวจนั้นก็ยังถูกเก็บไว้ แล้วเขาก็เอามาทำเป็นหุ่นจำลอง บางเมืองมีขนาดใหญ่เท่ากับห้องหน่วยวิจัยแผนที่ฯ นี้เลยด้วยซ้ำ นี่คือเครื่องมือที่พระเจ้าหลุยส์ใช้ สมมติว่าจะทำโบสถ์ เขาก็รู้ว่าจะต้องสร้างตรงไหน อย่างไร ขนาดเท่าไหร่ เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่ และทำให้ฝรั่งเศสยิ่งใหญ่ขึ้นมา

“ประวัติการทำแผนที่และแบบจำลองนั้น ทำให้ผมเข้าใจที่มาของหน่วยวัดแบบ Foot ที่แปลว่าเท้า เพราะมันคือการวัดจากก้าวเดินจริง ๆ ในยุคที่ยังไม่มีระบบเมตร สมัยนั้นเขายังใช้หน่วยถนนกว้าง 3 ก้าว 4 ก้าวกันอยู่

“พอเรียนจบกลับมา สิ่งที่ได้ไปเห็นมันทำให้ผมแปลกใจว่า เราสอนเรื่องผังเมือง แต่เราไม่เคยสนใจแผนที่เลย ในสมัยนั้นเราพอมีแผนที่เก่าอยู่บ้าง เขาใช้แผนที่ตั้งแต่ พ.ศ. 2517 มาสอน เรามีความสนใจเกี่ยวกับแผนที่น้อยมาก สิ่งแรกที่ผมทำ จึงเป็นการพยายามค้นหาและเก็บรวบรวมข้อมูลแผนที่เกี่ยวกับประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“เหตุผลที่ทำให้แผนที่ต่าง ๆ ในไทยไม่ถูกนำเสนอ เพราะว่าถูกเก็บไว้ที่กรมแผนที่ทหาร มันเป็นความลับทางราชการ แม้จะเป็นแผนที่ในอดีตไปแล้ว แต่เราลองเข้าไปขอข้อมูลเหล่านี้ออกมาเพื่อการศึกษาและขอทำเผยแพร่ โชคดีที่เขายอม เราก็เริ่มขอทุนมาพิมพ์แผนที่ต่าง ๆ แจกให้กับผู้ที่สนใจ ประกอบกับทีมของเราเริ่มค้นเอกสารต่าง ๆ จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ค้นพบเอกสารจำนวนมากที่นำมาบอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของเมือง นำมาเล่าประกอบกับแผนที่เก่าต่าง ๆ ที่เราสะสมไว้ได้ พอจุฬาฯ เห็นถึงประโยชน์ในสิ่งที่เราทำ จึงให้ทุนจัดตั้งเป็นหน่วยวิจัยแผนที่ฯ ขึ้นมา” อ.บัณฑิต เล่าที่มาให้ฟัง แล้วจึงหันไปหยิบแผนที่ฉบับหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะ 

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ เพจแกะประวัติศาสตร์จากแผนที่เก่า ให้สนุกกับการรู้จักเมืองผ่านอดีต

แผนที่ที่อาจารย์หยิบขึ้นมาให้ดูมีที่มาน่าสนใจ ถือเป็นแผนที่เก่าที่มีความละเอียดที่สุดอันหนึ่งของประเทศ

“แผนที่กรุงเทพฯ อันนี้ เป็นแผนที่ที่มีที่มาประหลาด เพราะตำรวจเป็นคนจัดทำขึ้นมา แทนที่จะเป็น กทม. หรือกรมแผนที่ทหาร ผมเจอแผนที่นี้หลังจากไปเจอกองตำรวจหนึ่ง ชื่อว่ากองแผนที่ ความดีของแผนที่นี้ คือ มีการจัดเก็บข้อมูลที่ละเอียดมาก ๆ ระบุชื่อ บ้านเลขที่ ถนน ซอกซอย ไว้เกือบครบถ้วน ที่ต้องละเอียดเช่นนี้ เพราะในอดีตตำรวจใช้ในการตามจับผู้ร้าย ซึ่งแผนที่แผ่นนี้ผมเขียนไว้ว่า พ.ศ. 2517 แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าตำรวจทำแผนที่นี้อยู่ตลอด แก้ไปเขียนไป มีข้อมูลใหม่ก็แก้ ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง แต่ผมบังเอิญไปได้มาตอนปีนั้น ก็เลยเขียนว่าปี 2517 

“ตัวแผนที่มีการจัดทำมาก่อน เช่น เราเห็นปีที่เขียนบนแผนที่ว่า 2475 ความจริงเริ่มทำตั้งแต่ พ.ศ. 2460 จัดพิมพ์เผยแพร่ตอน พ.ศ. 2475 และสมัยก่อนเขาจะเขียนแผนที่ลงบนกระดาษไข การที่จะเผยแพร่ ต้องมีการคัดลอกใหม่ ผมขอทุนจากจุฬาฯ เพื่อคัดลอกแผนที่ฉบับนี้ใหม่ให้เป็นไฟล์ ใช้แรงทั้งหมด 300 กว่าคน เพิ่งแล้วเสร็จเมื่อปีนี้เอง”

หนึ่งในการงานของหน่วยวิจัยแผนที่ฯ คือการค้นหาแผนที่เก่ามาจัดทำให้เป็นระบบระเบียบ และนำมาตีพิมพ์เผยแพร่ให้คนทั่วไปได้ใช้ประโยชน์ แต่คนทั่วไปจะได้ใช้ประโยชน์อะไรจากแผนที่เก่า เป็นคำถามที่เรายังสงสัย

“วัฒนธรรมของคนต่างชาติที่มีการบันทึก มีการจัดเก็บข้อมูลที่ดี แต่เราไม่ค่อยได้ทำหรือให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ทั้งที่มันสำคัญ เราก็เลยเริ่มต้นทำ เพราะแผนที่ไม่ได้เป็นแค่ลายแทง แต่ใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบข้อมูล เช่น ครั้งหนึ่งผมเคยไปเจอคนที่บอกว่า อาคารของเขาเป็นอาคารตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เราจะรู้ว่าจริงหรือไม่ ก็ต้องกลับไปดูแผนที่ ผมพบว่าแผนที่ พ.ศ. 2475 ยังไม่มีการเกิดขึ้นของตัวอาคารนี้เลย ผมก็เอาไปให้เขาดูว่าความจริงเป็นเช่นไร 

“สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับให้ได้คือ เราเป็นชาติที่ไม่บันทึก ไม่พูดด้วยหลักฐาน เน้นอารมณ์ความรู้สึกเป็นหลัก ซึ่งทำให้หลายอย่างของเราขาดความเป็นมาและสร้างอะไรใหม่ขึ้นมาทับ เช่น บางรัก ทำไมถึงเรียกตรงนี้ว่าบางรัก เพราะเกี่ยวข้องกับความรัก เวลาใครจะแต่งงานก็ต้องมาจดทะเบียนที่นี่เพื่อให้รักยืนยาว

“ถ้าเรารู้ประวัติศาสตร์ที่มาของบางรัก ก็จะทราบว่ามันไม่ใช่เลย มันไม่จริง เพราะคำว่า รัก ตรงนี้ไม่ได้แปลว่าความรัก แต่มาจาก ต้นรัก ซึ่งเขาเอายางจากต้นรักที่เรียกว่ายางรักไปใช้เคลือบเครื่องเขิน เคลือบอุดเรือไม่ให้รั่ว เพราะฉะนั้น คุณสมบัติของรักในที่นี่จึงเป็นความทนทาน ทนมือทนตีน แต่ถ้าแต่งงานแล้วอยากให้แฟนรักเรา ซื่อสัตย์ตลอดไป ควรจะไปจดกันที่บางซื่อ”

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ เพจแกะประวัติศาสตร์จากแผนที่เก่า ให้สนุกกับการรู้จักเมืองผ่านอดีต

“การรู้ที่มา รู้ประวัติศาสตร์ของตนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งในแง่วิชาการและการวางแผนต่อไปในอนาคตของประเทศ และแผนที่สามารถบอกที่มาได้ นี่คือประโยชน์ของแผนที่” อ.บัณฑิต เล่าด้วยน้ำเสียงสนุก 

ตลอด 3 ปีที่หน่วยวิจัยแผนที่ฯ ก่อตั้งขึ้นมา นอกจากการเก็บรวบรวมข้อมูลและสะสมแผนที่เก่าให้เป็นระบบ การนำเสนอคุณค่าแง่งามของแผนที่เก่าก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทางหน่วยวิจัยฯ แผนที่เห็น พวกเขาจึงเปิดเพจเฟซบุ๊กขึ้นมา เพื่อนำเสนอข้อมูลที่หยิบใช้จากแผนที่เก่าต่าง ๆ ได้ เป็นตัวอย่างให้คนเห็นคุณค่าและการใช้งานของแผนที่เก่า ซึ่งมี กอล์ฟ-รัชดา โชติพานิช และ ปุยปุย-จตุพร จันทร์เทศ นักวิจัย หน่วยปฏิบัติการวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและเมือง เป็นคนคอยดูแลเนื้อหาบนเพจเฟซบุ๊ก

“บางทีพื้นที่ในปัจจุบันกับอดีตอาจเปลี่ยนไปคนละทาง หรือบางชื่อในอดีตเคยมีชื่อนี้ แต่เราไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ซึ่งเราไปพบว่ามันอยู่ในแผนที่เก่า ทำให้เราอ๋อ อดีตเป็นอย่างนี้ มีที่มาที่ไปแบบนี้ พอเห็นจากแผนที่เก่า เรื่องราวต่าง ๆ จะค่อย ๆ ตามมา จากการค้นเอกสารจากหอจดหมายเหตุเพิ่มเติม และนำมาโพสต์ลงเพจให้คนทั่วไปรับรู้

“มีช่วงหนึ่งเรานำเสนอเรื่องราวของถนนสายต่าง ๆ เช่น ถนนในพระราชวังสวนดุสิต ในแผนที่สมัยรัชกาลที่ 5 มีถนนชื่อถนนดวงดาว ถนนดวงเดือน ถนนฮกลกซิ่ว ถนนคอเสื้อ ถนนเบญจมาศ ซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว ทำให้เราสงสัยว่าปัจจุบันถนนเหล่านี้มีชื่อว่าอะไร เปลี่ยนไปตอนไหน ทำไมตอนนั้นถึงตั้งชื่อถนนแบบนี้ มันน่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้น ตั้งชื่อนี้เพราะอะไร เราไปค้นและพบว่ารัชกาลที่ 5 ช่วงที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำริให้สร้างสวนดุสิต พระองค์ท่านกำลังทรงเล่นเครื่องกระเบื้องจีน 

“ชื่อของถนนในวังสวนดุสิต มาจากชื่อลายของเครื่องกระเบื้องจีน เพราะลายที่ปรากฏบนเครื่องกระเบื้อง เกิดจากการที่นักปราชญ์จีนประชุมกันเพื่อคิดลายขึ้นมา และสื่อถึงความเป็นมงคล ถนนคอเสื้อ คือชื่อของลายเครื่องกระเบื้อง อยู่บริเวณคอขวด เป็นเหมือนใบไม้ยาว ๆ คล้ายใบกล้วย เขาเรียกบริเวณนั้นว่าคอเสื้อ 

“พระองค์ท่านทรงนำความสนใจในตอนนั้นมาตั้งชื่อถนน เพื่อพระราชทานความมงคลให้กับพื้นที่ พอเปลี่ยนมาเป็นสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์ท่านอยากให้ทุกคนภาคภูมิใจในความเป็นไทย เลยเปลี่ยนชื่อถนนเหล่านั้น ถนนคอเสื้อเปลี่ยนเป็นถนนพิษณุโลก จากแผนที่เราพบว่า หากตรงไปตามถนนพิษณุโลกจะมีวังปารุสกวัน ซึ่งเป็นของ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ประทับอยู่ นำมาตั้งเป็นชื่อถนน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเป็นเส้นทางไปสู่จังหวัดพิษณุโลกแต่อย่างใด 

“ความสงสัยและการค้นหาคำตอบทำให้เราสนุก ยิ่งค้นพบคำตอบ ยิ่งสนุก เหมือนการสืบสวนเลย คนอ่านก็น่าจะได้รับความเพลิดเพลินจากข้อมูลเหล่านี้ และได้ประโยชน์จากข้อมูลของแผนที่ต่าง ๆ ด้วย

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ เพจแกะประวัติศาสตร์จากแผนที่เก่า ให้สนุกกับการรู้จักเมืองผ่านอดีต
สนทนากับหน่วยวิจัยแผนที่ฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการทำงานกับแผนที่และวิธีดูแผนที่อย่างรู้ที่ไป-ที่มา
สนทนากับหน่วยวิจัยแผนที่ฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการทำงานกับแผนที่และวิธีดูแผนที่อย่างรู้ที่ไป-ที่มา

“มีครั้งหนึ่งเราไปพบถนนชื่อ ถนนหับเผย อยู่แถวสนามหลวง ปัจจุบันยังมีชื่อนี้อยู่ เราตั้งคำถามว่ามันคืออะไร ทำไมถึงเป็นชื่อนี้ ก็เลยค้นคำว่า หับเผย จนพบคำนี้ในวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน ว่ามันคือคุก ในวรรณคดีมีใครสักคนโดนจับเอาไปไว้ที่หับเผย และค้นคว้าต่อจนเจอว่า หับเผยมีที่มาจากบริเวณนั้นในอดีตเคยมีโรงเรือนที่เปิดหน้าต่างขึ้นมาได้ ชาวบ้านแถวนั้นเลยเรียกชื่อตามลักษณะของเรือนบริเวณนั้นว่า หับเผย 

“การค้นพบแบบนี้น่าสนุกตรงที่เราได้ชื่อสถานที่ ไปรู้ที่มา และเชื่อมมันลงไปกับเรื่องวรรณกรรมหรือพงศาวดารได้ ทุกอย่างของคนโบราณเขามีความหมาย เขาไม่มีการตั้งชื่ออะไรขึ้นมาเล่น ๆ หรอก” กอล์ฟอธิบายการทำงานของเธออย่างอารมณ์ดี

นอกจากตัวอย่างที่เรายกมาเล่า เพจหน่วยวิจัยแผนที่ฯ ยังนำเสนอประวัติของสถานที่ต่าง ๆ อีกมากมาย โดยทุกโพสต์จะมีหลักการนำเสนออยู่ว่า ต้องเป็นข้อมูลที่มีหลักฐานว่าเป็นเรื่องจริง มีแผนที่ มีรูปเก่า หรือมีหน้าตาของบุคคลที่เกี่ยวข้องประกอบเสมอ ตัวอย่างของเนื้อหาที่ทางเพจเคยนำเสนอและเราอยากเล่าสู่คุณฟัง เช่น 

“มีตอนหนึ่งเรานำเสนอเรื่องถนนปั้น เราก็นึกว่ามันคือปั้นอะไร เป็นชื่อของเจ้าองค์ไหน หรือว่ามีชุมชนช่างปั้นอยู่บริเวณนี้เยอะ พอไปค้นเอกสาร พบว่ามาจากชื่อของนางปั้น เป็นเศรษฐีใจบุญเจ้าของที่ดิน และเป็นคนสร้างโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ซึ่งบางข้อมูลในแผนที่ยังแสดงให้เราเห็นถึงความน่าสนใจ แสดงให้เห็นว่าเราเป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันหลายวัฒนธรรม ตรงบริเวณนี้ของแผนที่นี้จะมีการมีระบุว่ามีป่าช้าเดิมอยู่เยอะมาก และเป็นป่าช้าของแต่ละศาสนาอยู่ร่วมกัน เราเห็นแล้วคิดตามก็สนุกดี ผีแต่ละศาสนาเขาจะไม่ตีกันเหรอเนี่ย มีป่าช้าบาทหลวง ป่าช้าจีนแคะ ป่าช้าฮกเกี้ยน ป่าช้าจีนไหหลำ มันเป็นการอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งปัจจุบันคือที่ตั้งของตึกมหานครในปัจจุบัน” กอล์ฟเล่าด้วยความสนุก 

สนทนากับหน่วยวิจัยแผนที่ฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการทำงานกับแผนที่และวิธีดูแผนที่อย่างรู้ที่ไป-ที่มา
สนทนากับหน่วยวิจัยแผนที่ฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการทำงานกับแผนที่และวิธีดูแผนที่อย่างรู้ที่ไป-ที่มา

หลาย ๆ ข้อมูลที่ทีมหน่วยวิจัยแผนที่ฯ พยายามนำเสนอ บางคราก็สืบย้อนข้อมูลไปหาที่มาไม่ได้

“ข้อมูลของพื้นที่ต่าง ๆ แค่ภายในกรุงเทพฯ นำเสนอได้เยอะมาก จนเราอาจตายไปก่อนด้วยซ้ำ” กอล์ฟหัวเราะก่อนเล่าต่อ “แต่หลายเรื่องเราก็หาคำตอบไม่ได้ว่ามีที่มาอย่างไร อาจด้วยความจำกัดของข้อมูลที่มี คงต้องเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ด้านอื่น ๆ เราอาจจะไปเจอว่ามันถูกพูดถึงในวรรณกรรมยุคสมัยก่อนก็เป็นไปได้ เช่น คลองราษฎร์บูรณะ สมัยนี้เราสะกดคำว่า ราษฎร์ คือ ราษฎรเป็นผู้บูรณะ แต่พอค้นในแผนที่เก่า เราเจอการใช้คำว่า ราช ที่หมายถึงพระราชาเป็นผู้บูรณะ ผิดจากกันเลย แล้วมันเปลี่ยนตอนไหน เราก็ค้นต่อจนเจอว่าเริ่มเปลี่ยนมาใช้ชื่อ ราษฎร ในแผนที่สมัย ร.6 แต่เหตุผลของการเปลี่ยนเราไม่ยังไม่เจอหลักฐาน คงเกิดจากการเขียนผิดก็ได้ แล้วก็ผิดต่อ ๆ กันมา หลายเรื่องราวมักเจอทางตันแบบนี้ เรายังไม่พบเอกสารที่จะมาช่วยสนับสนุนข้อมูลตรงนี้ว่ามันคืออะไร หรือเกิดจากอะไร

สนทนากับหน่วยวิจัยแผนที่ฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการทำงานกับแผนที่และวิธีดูแผนที่อย่างรู้ที่ไป-ที่มา

“การหาข้อมูลมานำเสนอบนเพจทำให้ค้นพบว่าเรากำลังมีปัญหา ถ้าค้นข้อมูลย้อนกลับไปสัก 60 ปีที่แล้วขึ้นไป แทบไม่มีข้อมูลเลย เพราะคนไทยไม่บันทึก ไม่ได้ช่างจด กลับกันกับต่างประเทศ อย่างเรื่องโรงละคร เขามีข้อมูลเก็บไว้หมดเลยว่ามีกี่โรง แต่ละโรงมีละครอะไรแสดงในแต่ละวันบ้าง ละครแต่ละเรื่องนักแสดงมีใครบ้าง หน้าตาเป็นยังไง ถ้าย้อนไปแค่ไม่กี่ปี เราไม่มี ไม่รู้จักเลย ยิ่งเป็นพวกศิลปินร้องรำทำเพลง ยิ่งแทบไม่มีข้อมูล เป็นเรื่องน่าเสียดายนะที่หลาย ๆ ข้อมูลหายไป เพราะเราไม่บันทึกไว้ ราวกับมันไม่เคยมีอยู่จริงอย่างนั้นแหละ” กอล์ฟพูดด้วยแววตาเสียดาย

“เราอยากให้ทุกคนเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ เก็บอะไรก็ได้ที่อยู่แถวบ้านตัวเอง บันทึกเรื่องราวของซอยตัวเองหรือละแวกบ้าน เพื่อเป็นประวัติของประชาชน เผื่อเป็นข้อมูลให้คนที่สนใจ และสิ่งที่เราพยายามนำเสนอผ่านเพจ เราหวังว่าจะทำให้คนหันมาสนใจประวัติศาสตร์ของตัวเอง สนใจถิ่นฐานบ้านเรือนของตัวเอง เพราะมันช่วยหาคำตอบของบางสิ่งบางอย่างได้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ในเวลานี้ แต่จะเป็นคำตอบให้กับลูกหลานได้ในอนาคต”

ปัจจุบันหน่วยวิจัยแผนที่ฯ ยังคงนำเสนอข้อมูลน่าสนใจจากแผนที่ลงเพจอย่างต่อเนื่อง มีการจัดพิมพ์แผนที่ในยุคสมัยต่าง ๆ แจกเป็นประโยชน์ให้กับผู้คนทั่วไป มีการจัดนิทรรศการ ทำหนังสือ เพื่อให้คนเห็นความสำคัญของแผนที่ ไม่ใช่แค่ในบทบาทของการเป็นเครื่องมือบอกที่ไป แต่ยังบอกที่มา ของเรื่องราวที่ทำให้เกิดปัจจุบัน และนำไปสู่อนาคต

สนทนากับหน่วยวิจัยแผนที่ฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการทำงานกับแผนที่และวิธีดูแผนที่อย่างรู้ที่ไป-ที่มา

ติดตามได้ที่ Facebook : หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load