ก่อนอื่น ช่วยบอกหน่อยว่าอาการที่เป็นอยู่ตอนนี้เรากำลังหลงทางหรือหลงเธอกันแน่ ถึงยิ้มตามตลอดที่ฟังเขาพูดอธิบายสิ่งที่พบเห็น ตลอดจนเสียงพากย์ตลกๆ แกล้งกลุ่มน้องนักเรียนที่กำลังเซลฟี่กลางฮงแดที่โซล ประเทศเกาหลีใต้

หลังจากติดตามมาปีกว่าๆ ก็ถึงเวลานัดพบ ว่านไฉ-อคิร วงษ์เซ็ง ที่ Mero Studio บนชั้นสูงสุดของอาคารสูงใจกลางเมือง

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

ไม่ว่าจะคุณจะรู้จักเขาในฐานะนักแต่งเพลงบ้าเที่ยว หรือนักท่องเที่ยวบ้าแต่งเพลง คุณคงยอมรับเหมือนกันกับเราว่าเพลงของเขาในอาสาพาไปหลงนั้นติดหูทุกทริป

มาดูกันว่า ท่ามกลางเพจท่องเที่ยวนับพันเพจในตลาด อะไรทำให้ ‘อาสาพาไปหลง’ โดดเด่นและเติบโตแบบก้าวกระโดดภายใน 1 ปีแบบนี้

ขอโทษจริงๆ ที่ตัวอักษรจากเราบรรเลงเพลงอินโทรอย่างในรายการไม่ได้

แต่ถ้าอ่านแล้วชอบ อย่าลืมกดแชร์และ Subscribe The Cloud ด้วยนะคะ

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

หวั่นใจว่าคงไม่แคล้ว หลงรักเข้าแล้วจนได้

จากศิลปินเบื้องหน้า ว่านไฉผันตัวมาเป็นมิวสิกโปรดิวเซอร์ อยู่เบื้องหลังงานเพลงหลายร้อยเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลงโฆษณา ละครและภาพยนตร์

ชีวิตที่อยู่กับงานในฝันสลับกับการออกเดินทางหามุมมองใหม่ๆ เพื่อใช้กับการทำเพลง วันหนึ่งว่านไฉก็เกิดความคิดว่าจะเปลี่ยนการเดินทางที่ชอบให้เป็นงานที่ใช่ จึงเริ่มต้นจากการทำเพจท่องเที่ยว

“เนื้อหาในเพจอาสาพาไปหลงช่วงแรก ยังเป็นแค่รูปและตัวอักษรที่บอกเล่าเรื่องราวซึ่งไม่ได้รับผลตอบรับที่ดีเท่าไหร่” ว่านไฉบอกเรา ก่อนจะเล่าย้อนกลับไปสมัยทำงานเพลง ด้วยหน้าที่ของผู้ทำเพลงประกอบภาพทำให้เขาพอจะรู้วิธีและขั้นตอนผลิตภาพเคลื่อนไหว แล้วค่อยๆ ประกอบร่างรายการ

จากที่มีเพียงภาพถ่ายลองทำเป็นวิดีโอ ลองทำเพลงประกอบใช้เอง ลองพากย์เสียงใส่ เกิดเป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำขึ้นมา

อาสาพาไปหลงแบบเต็มรูปแบบตอนแรกคือ มัลดีฟส์ ซึ่งนับถึงวันนี้ มีจำนวนคนดูอาสาพาไปหลงตอนมัลดีฟส์เกือบ 5 ล้านครั้ง และจำนวนครั้งที่แชร์กว่า 83,000 ครั้ง

ยังไม่นับจำนวนผู้ชม ‘เมาดิบ’ มิวสิกวิดีโอเพลงประกอบมัลดีฟส์กว่า 5 ล้านคนใน YouTube

เมื่อค้นพบสูตรสำเร็จที่คนชอบ เขาก็เริ่มต่อยอดจนกลายเป็นทริปครั้งต่อๆ มา

ที่น่าสนใจคือ ว่านไฉมีวิธีคิดอย่างไร จึงทำให้รายการอาสาพาไปหลงของเขาสนุกและน่าติดตามทุกตอนขนาดนี้

“ก่อนจะทำรายการหรืออะไรก็ตาม เราจำเป็นต้องรู้ว่าใครเป็นคนดูของเรา หรือคนแบบไหนที่เราอยากให้ดู” ว่านไฉเล่าหลักการข้อที่หนึ่ง ของการทำอาสาพาไปหลง อย่างไม่หลง ก่อนจะเล่าเสริมว่า เขาเป็น Perfectionist ที่มักจะคิดหาข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นเสมอแม้ปล่อยรายการออกอากาศไปแล้ว

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

หลงทางยังหาเจอ หลงเธอสิเหลือทน

หลงทาง ในความหมายของคนทั่วไปอาจจะหมายถึงแผนที่ผิดไปจากสิ่งที่ตั้งใจ

แต่สำหรับว่านไฉ เขาชอบจนถึงขั้นหลงใหลการหลงทางไปพบเจอสิ่งที่ชาวบ้านเขาไม่เจอกัน เช่นตั้งใจเบี่ยงซ้ายไปจากอาซากุสะ เพื่อไปเจอร้านอิซากายะที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก

“เวลานั้นเราอาจจะนั่งเครียด แต่พอเพื่อนถามว่าทริปเป็นยังไงบ้าง ‘เชี่ย กูไปเจอยากูซ่ามาเว้ย นั่งกินทาโกะยากิกับแม่งทั้งคืน’ มันก็ได้เรื่องราวใหม่ๆ” ช่างเป็นการหลงทางที่น่าสนุก ยิ่งเมื่อรวมกับความตั้งใจของเขาที่ไม่อยากให้การทำงานและการท่องเที่ยวเป็นเรื่องเดียวกัน จึงเลือกที่จะใช้วิธีพากย์เสียงเล่าเรื่องมากกว่าการอยู่หน้ากล้องตลอดเวลา และมากกว่าภาพของสถานที่และบรรยากาศสวยๆ เขาตั้งใจทำรายการท่องเที่ยวที่มีรายละเอียด เห็นวิถีชีวิตจริงๆ ของคนที่นั่น

“ไม่ใช่แค่บอกว่าภูเขาไฟมีความสูงเท่าไหร่จากระดับน้ำทะเล แต่มีเรื่องราวของป้าที่ขายดังโงะอยู่แถวๆ นั้น ซึ่งผมชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้าแล้วหยิบเรื่องเหล่านั้นมาเล่า” ว่านไฉเล่าที่มาของฟุตเทจที่เล่าเรื่องผู้คนแถวนั้นที่เขามักจะพากย์เสียงแกล้งใส่ลงไปเสมอจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของรายการ ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับมุมมองนักแต่งเพลงของเขา

ทำรายการในกรอบวิธีคิดอย่างเพลงป๊อป ‘เปิดหัวแรง ปิดหัวโดน’

ว่านไฉเล่าถึงวิธีการเล่าเรื่องที่ใช้ในรายการให้ฟังว่า เขาใช้กรอบความคิดเดียวกันกับที่ใช้สร้างสรรค์งานเพลง เริ่มจากความสนุก คิดถึงความวาไรตี้ทั้งภาพและเสียง คล้ายกับกราฟของเพลง ซึ่งประกอบด้วยท่อน Verse ท่อน Pre ท่อน Hook บางทีก็มีท่อน Bridge

“การจะทำรายการในโลกออนไลน์ในยุคนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก ซึ่งถ้าคนดูรู้สึกไม่สนุกเขาก็จะเปลี่ยนทันที ไม่ดูต่อแล้ว เพราะฉะนั้น จำเป็นมากที่จะต้องคิดและอย่างอย่างถี่ถ้วน ตัวอย่างของการคิดอย่างไม่ถี่ถ้วน เช่น สมมติเราดูสถิติแล้วพบว่าคนชอบดูตอนที่เกี่ยวกับกิน แล้วเราก็มุ่งเป้าจะทำแต่รายการกินๆๆ กินอีกแล้ว สุดท้ายจะเป็นการบีบตัวเอง สิ่งที่ผมคิดซึ่งอาจจะเป็นวิธีที่กล้าได้กล้าเสียและฟังดูเสี่ยง แต่ผมก็อยากที่จะทำให้รายการสนุก ดังนั้น เรามาคนละครึ่งทาง ทำแบบที่คนดูชอบด้วยและเราก็อยากทำด้วย

“ความสนุกเป็นเรื่องของกราฟ ในวงการเพลงป๊อปเราจะเรียกว่า ‘เปิดหัวแรง ปิดหัวโดน’ ยกตัวอย่างเพลง เพื่อนไม่จริง ของวง Polycat ‘ถ้าแอบรักและเราบอกออกไป การแอบรักจะดูหมดความหมาย…’ หรือท่อน ‘ชอบมองสายตาเธอตอนไม่รู้ ว่าตัวฉันชอบมองมันมากเท่าไร…’ เออ เท่ดีว่ะ แล้วท่อนฮุกก็มาเฉลยว่าแอบรักเพื่อนในมุมที่ฉีกออกไป มันน่าแชร์ มันช่างละมุนเหลือเกิน เราก็หยิบมาใช้กับการทำคอนเทนต์ การเลือกเปิด-จบต้องมีความหมาย เรื่องระหว่างก็มีความหมาย เราจะทำอย่างไรให้คนดูดูจนจบได้ นี่คือกราฟ ซึ่งจริงๆ มันไม่มีสูตรตายตัวนะ เพลงป๊อปที่คิดไว้อาจจะกลายเป็นเพลงเชยก็ได้ กับงานคอนเทนต์ก็เช่นกัน บางทีไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ที่เราคาดหวังว่าคนจะชอบ คนจะแชร์ เขาก็อาจจะไม่ได้สนใจเรื่องเดียวกับเรา” ว่านไฉเล่าวิธีคิดเบื้องหลังรายการทั้งหมด

“ผมเชื่อเสมอว่าเราทำงานให้ดังไม่ได้ แต่เราทำงานให้ดีได้” ว่านไฉรีบตอบ เมื่อเราถามถึงวิธีแก้มือ หากสิ่งที่ทำไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวัง พร้อมเล่าว่า เขายอมไม่ได้เลยหากจะต้องปล่อยงานที่ไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ตั้งใจ แม้จะเป็นสิ่งที่เล็กน้อยมากๆ อย่างเสียงเบี้ยวนิดๆ เขาก็จะขอแก้ไขก่อน

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

ถ้าบอกว่าเพลงนี้แต่งให้เมือง เมืองจะเชื่อไหม

“ในการทำงานเราไม่คิด Script (บทพูด) แต่เราคิด Scope (ขอบเขต) ของเรื่องที่จะเล่า” ว่านไฉตอบ เมื่อเราถามที่มาของบทพูดในรายการ ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า เขาหมายรวมคำว่า ขอบเขต ถึงข้อมูลและการออกเสียงที่ต้องถูกต้องครบถ้วน ขณะที่บทพูดพร้อมเสียงพากย์ของเขาจะเกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อภาพรายการทั้งหมดตัดต่อภาพพร้อมรอใส่เสียง

ไม่พูดถึงเพลงประกอบในรายการเลยคงไม่ได้

เราถามว่านไฉถึงวิธีจัดการคลังเพลงและการเลือกหยิบมาใช้ให้เข้ากับเรื่องที่เล่า

“ยอมรับว่าเดือดร้อนมาก เพราะเราเล่นใหญ่ไปแล้วตั้งแต่ตอนแรก อย่างเดือนนี้มี 6 – 7 เทปที่รออยู่ ตายแล้ว ทุกเทปต้องมีเพลง จะไม่มีก็ไม่ได้ ซึ่งเราก็รู้สึกภูมิใจที่คนรอฟัง” ว่านไฉ่ตอบก่อนชวนคุยถึงที่มาของเสียงเพลงในหัว

“เคยเป็นไหมเวลาไปเที่ยว แล้วเรารู้สึกได้ยินเสียงเสียงหนึ่งขึ้นมาเอง ทำหน้าที่เป็นเพลงประจำทริป ของคุณอาจจะเป็นเพลย์ลิสต์ แต่ของผมเป็นเสียง อยู่ๆ มันก็ดังขึ้นมาเอง โชคดีที่ความรู้ทางดนตรีที่มีพอจะทำให้รู้ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงอะไร เล่าให้เห็นภาพไม่ถูก บอกได้แค่ว่าเป็นสเกลที่ใช่เลย แบบนี้เลย เมื่อตัดต่อเข้ากับภาพค่อยใส่เนื้อลงไป”

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

แต่ก็ไม่แปลว่าเพลงของทริปเกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น จะแตกต่างกันหรือมีเอกลักษณ์อะไรซ่อนอยู่

“ขึ้นกับเนื้อหาที่เล่าในรายการด้วย เช่น ทริปไต้หวันพาไปกิน ซึ่งผมมีความสุขกับการกินมา อยู่ดีๆ เพลงชูชกก็เข้ามาในหัว ‘ตำนานชูชกนั้นโกหกทั้งเพ หาว่าตะกละตะกลาม ผิดเหรอฉันแค่ตามใจปากอะไรอย่างเนี้ย กินแค่ไหนมันไม่หนักหัวใคร ก่อนตายต้องเป็นตำนาน นอนตายข้างๆ กองจานเปล่า’ เกิดจากการด้นสด ผมไม่ได้เก่ง ผมแค่ทำอาชีพนั้นมานาน”

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

วิธีคิดที่เปลี่ยนรายการท่องเที่ยวให้เป็นมากกว่าซีรีส์เที่ยวเมือง

ในยุคที่ความสนใจของคนมีสั้นเหลือเกิน ลำพังการทำรายการออนไลน์ให้คนดูจนจบในตอนก็ยากแล้ว แต่ว่านไฉและอาสาพาไปหลงทำสิ่งที่ยากกว่า นั่นคือเล่าเรื่องเมืองเป็นซีรีส์ให้คนติดตามดูตอนต่อไป

“ถ้าเมืองหนึ่งเมืองซึ่งมีหลายตอนจะทำออกมาเป็นเพลงรักไปทั้งหมดก็คงไม่สนุก คอนเซปต์หนึ่งที่ผมชอบมาก คือคอนเซปต์อาสาพาไปลืมที่เกาหลี ของน้องเพื่อน หนึ่งในทีมงานอาสาพาไปหลง ขั้นตอนการทำงานเริ่มจากโจทย์ว่า อกหักไปไหน และทำไมต้องไปเกาหลี หลังจากหาข้อมูลอย่างเข้มข้น เขียนกระดานหาความเชื่อมโยงจนเละเทะไปหมด เราก็พบหลักจิตวิทยา 5 ขั้นเพื่อลืมใครสักคน ขั้นแรกปฏิเสธความจริง ตามมาด้วยโกรธ ซึ่งเราพาไประบายความโกรธด้วยการกิน จากนั้นเมา กลับมารู้สึกเศร้า และจบลงด้วยการทำความเข้าใจ จากนั้นหาสถานที่และกิจกรรมมาใส่ ก็กลายเป็นซีรีส์ที่ครบถ้วนทุกอารมณ์” มากกว่ารายการท่องเที่ยวที่มีเพลงประกอบสนุก ติดหู และน่าติดตามไปทุกตอน ยังมีมิวสิกวิดีโอเพลงประกอบภาพสวยระดับจริงจังไปอีก

อาจจะไม่ได้ถูกพูดถึงในวงกว้าง แต่สำหรับเราผู้ติดตามอยู่ ยอมรับตรงนี้เลยว่า เราและแฟนๆ ไม่ได้สนใจจุดหมายปลายที่อาสาพาไปหลง กำลังพาไป มากไปกว่าความบันเทิงทั้งจากเนื้อหาและเพลงที่เขาและทีมงานตั้งใจถ่ายทอดออกมา

และไม่ใช่แค่ท่องเที่ยวต่างประเทศ อาสาพาไปหลงยังมี อาสาพาไปหลง Domestic

“อะไรคือวิธีคิดหาสมดุลของการทำเนื้อหาในช่วงที่รายการเติบโต ซึ่งมีทั้งความคาดหวังจากคนดูหรือแม้แต่ลูกค้าที่เข้ามาสนับสนุนรายการ” เราถาม

“ผมจะมีสามเหลี่ยมอันหนึ่ง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามจะดูก่อนว่าครบทั้งสามเหลี่ยมนี้มั้ย ลูกค้าจะต้องขายได้ คนดูจะต้องสนุก และผมจะต้องทำรายการรอย่างมีความสุข ในเงื่อนไขที่เป็นไปได้ด้วยนะ” ว่านไฉตอบ

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ

จากการเดินทางที่รับบท ยาใจ

จนเข้าขั้นหลงใหล ว่านไฉตัดสินใจลาออกจากงานโปรดิวเซอร์ที่มั่นคง ออกเดินทางทำรายการท่องเที่ยวที่ชวนเราเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการหลงทางไปตลอดกาล

“อะไรในตัวคุณที่ยังคงเหมือนเดิม และเปลี่ยนแปลงไปแล้วบ้าง” เราถาม

“เมื่อก่อนเราอาจจะมีจุดหมายในเส้นทางดนตรี เป็นนักแต่งเพลง เป็นโปรดิวเซอร์ทำงานเบื้องหลัง ทำจนสุดทาง ซึ่งเราจะสิ้นสุดอยู่ในความฝันนั้นความฝันเดียวไม่ได้ ระยะเวลาของความรู้สึกที่สำเร็จมันสั้นมากเลยนะ อยากอยู่ในเส้นชัยนั้นมันแป๊บเดียวเอง มันอาจจะเท่เมื่อได้บอกใครเมื่อเราไปถึงจุดหมายนั้นแล้ว ตัวผมเองในวันนี้ก็เช่นกัน อะไรคือความสำเร็จของอาสาพาไปหลง ปลายปีนี้คนอาจจะลืมแล้ว ไม่ดูเราแล้วก็ได้ รายการอาจจะหายไป แต่ความสำเร็จมันคือวิธีคิดของผมและทีมที่ยังรู้สึกสนุกและมีความสุขที่ได้ทำสิ่งนี้ออกมา เท่านั้นเอง ถ้าถามถึงตัวตนที่เหมือนเดิม ผมก็จะตอบว่า ผมจะเป็นตะกร้าใส่ผลไม้แห่งความสุข ที่รับและมอบความสุขให้ทุกคน นี่คือสิ่งที่เป็นตัวตนของผมและตั้งใจจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป สิ่งที่เปลี่ยนไปนอกจากอายุที่มากขึ้น คือ มุมมอง ความสนใจใหม่ๆ ที่ไหลเข้ามาและรอการถ่ายทอดออกไป” ว่านไฉยิ้ม

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

เมื่อพูดถึง Influencer เราทุกคนคงมีชื่อในใจผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด พูดถึง Content Creator ก็คงมีหลายสิบชื่อที่ยอดวิวหลายล้านในยูทูบ แต่ถ้าถามถึง Influencer ที่ทำงานแบบ Content Creator บนอินสตาแกรม เราเชื่อว่าหลายคนคงจะตีวงแคบเข้ามาจนแทบไม่เหลือ หนึ่งในนั้นคือ นัท-นัทธมน โชคจินดาชัย หรือ นัทควอน เจ้าของไอจี @nkwww หญิงสาวผู้เข้ามาเขย่าวงการการทำสื่อออนไลน์ ด้วยลีลาการทำโฆษณาจากโลกอนาคตที่เธอรับบทเป็นคนทั้งกองถ่าย

‘นัทควอน’ ครีเอเตอร์ผู้คิดงานแบบครีเอทีฟโฆษณาและทำทุกหน้าที่ในกองถ่าย

Sign Up

นัทธมนบอกความลับหนึ่งข้อที่ทำให้เราตกใจว่า เธอเล่นอินสตาแกรมแอคเคาท์นี้มานานกว่า 11 ปีแล้ว 

ในยุคสมัยที่อินสตาแกรมไม่มี Story ไม่มี Reel ไม่มี Live เป็นเพียงอัลบั้มออนไลน์ที่บันทึกเรื่องราวทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่เธอเรียนมัธยม เล่นกีฬา ไปเชงเม้ง ไปทัศนศึกษา สอบติดมหาวิทยาลัย เธอเปิดเผยตัวตนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แม้ฟังก์ชันของอินสตาแกรมไม่ได้หยุดอยู่แค่การลงรูปอีกต่อไป เส้นทางการเปลี่ยนผ่านจากเด็กหญิงนัทธมนสู่นัทควอนที่มียอดติดตามมากกว่า 2 แสนจึงเป็นถนนที่ไม่ชัดเจนเท่าไหร่นักสำหรับเธอ 

“เราค่อย ๆ โตขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ทำให้เรามีสถานะคือ Followers ที่หลั่งไหลเข้ามา เพราะ Followers เป็นคนสร้าง Influencers แรก ๆ อาจจะเป็นเพราะสไตล์ การแต่งตัว ลงรูปอาร์ต ๆ เหมือนแกลเลอรี่ หลัง ๆ เราเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เพราะเราไหลไปตามจังหวะชีวิตมากกว่า แต่ผู้ติดตามนี่แหละที่เริ่มเข้ามาให้ค่างานของเรามากขึ้น”

‘นัทควอน’ ครีเอเตอร์ผู้คิดงานแบบครีเอทีฟโฆษณาและทำทุกหน้าที่ในกองถ่าย

ในยุคสมัยที่อินสตาแกรมมี Story มี Reel มี Live ภาพชีวิตประจำของเด็กวัยรุ่นก็ค่อย ๆ ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นภาพการโฆษณาสินค้าของบรรดาแบรนด์ เริ่มจากการโพสรูปคู่รอให้เราไปกดไลก์ บรรยายสรรพคุณตามสั่งที่ได้รับมอบหมาย จนถึงทำคลิปวิดีโอโปรโมตสินค้าราวกับหนังโฆษณา เพราะอินสตาแกรมเป็นแค่ช่องทางนำเสนอ ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษเรียกลูกค้า แต่ความคิดสร้างสรรค์ของตัวผู้ใช้งานหรือคำฮิต ๆ ที่เราเรียกกันว่า Content Creator ต่างหาก ที่จะบอกได้ว่ารุ่งหรือร่วง โจทย์ของแบรนด์ในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่ประโยคคำสั่ง แต่เป็นประโยคคำถามว่า Content Creator จะผลิตชิ้นงานให้ตอบโจทย์อย่างไร

อาจดูเหมือนเข้าทางนัทธมน เจ้าของรางวัลใหญ่จากเวที B.A.D Student Workshop สนามแข่งของครีเอทีฟรุ่นเยาว์ทั่วประเทศ พ่วงกับการเป็นนิสิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม ที่ร่ำเรียนเรื่องการออกแบบให้ตอบสนองความต้องการมนุษย์จนช่ำชอง เพียงแต่ความจริงไม่ง่ายดายอย่างนั้น

เมื่อชีวิตมาถึงทางแยก วงการโฆษณาแทบจะปูพรมแดงต้อนรับหลังเธอได้รับคำชื่นชมท่วมท้วน ขณะเดียวกัน นัทก็มีผู้ติดตามอยู่ในมือราว 8 หมื่นคน 

“เราอยากเป็นครีเอทีฟ แต่เขาดันหลังให้เราเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เราไม่เคยวางแผนว่าต้องเป็นสิ่งนี้”

หากคุณสงสัยว่าเขาคนนั้นคือใคร เรากำลังจะเฉลยให้คุณทราบในไม่ช้า

Edit Profile

“ตอนที่เขาคิดจะปั้นเรา เขาบอกว่าเราควรมี Identity คนอื่นวาดรูปเก่ง เล่นเกมเก่ง ทำกับข้าวเก่ง แล้วตัวตนของเธอคืออะไร ซึ่งสิ่งเดียวที่เรากำลังฝึกฝนตอนนั้น คือการคิดงานแบบครีเอทีฟโฆษณา” 

ชายหนุ่มผมยาวเซอร์ พัท-นนทพัทธ์ ชลวิทย์ คือเขาคนนั้น ผู้อยู่เบื้องหลังทุกอย่างของนัทควอน

“เราเป็นคนที่ทำงานในมือให้ดีที่สุด ไม่ค่อยคิดถึงเรื่องอนาคต แต่พัทมองเห็นไกลกว่านั้น เห็นภาพใหญ่ เขาเหมือนโค้ชนักกีฬา” นัทรับหน้าที่อธิบายให้คุณมองออกชัดขึ้น

‘นัทควอน’ ครีเอเตอร์ผู้คิดงานแบบครีเอทีฟโฆษณาและทำทุกหน้าที่ในกองถ่าย

สำหรับเธอ งานอินฟลูฯ เคยเป็นงานที่ไม่ทำให้รู้สึกมีคุณค่าหรือภูมิใจในตัวเองได้ จากรางวัลและประสบการณ์ที่เธอมี นัทเชื่อว่าเธอไปได้ดีกว่าในสายงานครีเอทีฟ เพื่อสานต่อความต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมในสเกลที่ใหญ่ขึ้น แต่พัทกลับมองเห็นโอกาสในสิ่งที่เธอถือไว้อยู่ในมือ

“พัทบอกว่าเขาไม่ได้เห็นภาพเราถ่ายรูปรีวิวไปวัน ๆ แต่เราครีเอทีฟต่อยอดได้ ทำไมไม่ลองให้สุดทาง เขาใช้เวลากล่อมเราอยู่หลายเดือน เขาเข้ามาวางกลยุทธ์ให้เราทำอินฟลูเป็นงานประจำ เขาสร้างแบรนด์ให้เรา เช่น จากไม่รูปเลย 3 เดือน ต่อไปนี้เธอต้องลงรูปอาทิตย์ละ 2 ครั้งนะ แล้วเขาก็ช่วยทำ Proposal ให้ถ้ามีงานถ่ายรูป แล้วก็ขอทำคลิปวิดีโอด้วยได้ไหม เหมือนเป็นการขอโอกาส” 

ผู้คนมักเข้าใจว่าอินฟลูฯ คือคนที่มียอดผู้ติดตามเยอะ มีหน้าที่ในการรับงาน ลงรูป รับเงิน แค่นั้นจบ และพื้นที่ของ Content Creator คือยูทูบ ไม่ใช่อินสตาแกรม การทำคลิปวิดีโอในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ จึงเป็นเรื่องที่ใหม่มากในตอนนั้น นัทไม่ได้ต้องการแค่เอารูปมาลงเหมือนคนอื่น แต่เธออยากใส่ความเป็นตัวเองลงไปในงาน ผ่านการเล่าเรื่องที่มีสไตล์ไม่เหมือนใคร เพราะสิ่งที่เป็นอาวุธของเธอ คือการคิดงานแบบครีเอทีฟโฆษณา 

ทำไมต้องตั้งใจทำงานทุกขั้นตอนขนาดนั้น – เราถาม และพัทเป็นคนแก้คำถามให้

“เราว่าไม่ใช่ถามว่าทำไม แต่เพราะเราเป็นแบบนี้ ทำงานแบบนี้ คนถึงมาจ้าง การทำบรีฟด้วยการคิดทุกขั้นตอน ไอเดียของคลิปนี้คืออะไร Target มี Insight แบบไหน Product นี้เหมาะจะ Ride on เทรนด์อะไร นี่แหละคือ Branding ของเรา  มันคือทุกความสามารถที่เรามีและทุกความอยากทำ ต่อให้เหนื่อย แต่มันก็สนุกมาก”

หลังผ่านการตระเวนตอบคำถามว่า ‘นิยามสิ่งที่นัทควอนทำอยู่ว่าอะไร?’ มาเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง พัทให้คำตอบที่ต่างออกไปกับเราว่านัทไม่ใช่ทั้ง Influencer และ Content Creator 

ในมุมมองของโค้ชนักปั้นที่มองเห็นนัทควอนจนถึงแก่น “นัทเป็นแค่คนที่อยากทำอะไรด้วย Creativity ซึ่งมันทำอะไรไปเรื่อยก็ได้ พอใช้คำว่าอินฟลูฯ มันเหมือนเราตีกรอบตัวเอง เราอาจจะเป็นแค่คนที่มี Followers เยอะ เป็นคนที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในโลกโซเชียล”

หากคุณเริ่มสงสัยอีกครั้งว่าทำไมพัทจึงเป็นโค้ชที่เก่งกาจและกล่อมเกลานัทควอนได้สำเร็จ 

ก็เพราะว่าเขาคือเจ้าของรางวัลใหญ่ที่สุดจากเวที B.A.D Student Workshop สนามแข่งของครีเอทีฟรุ่นเยาว์ทั่วประเทศในปีเดียวกัน

คุยกับ ‘นัทควอน’ (@nkwww) ถึงเบื้องลึกคนทำงาน คลิปโฆษณาที่ทั้ง Feed สั่นสะเทือน และชายผู้ผลักดันให้เธอเป็นเธอ
คุยกับ ‘นัทควอน’ (@nkwww) ถึงเบื้องลึกคนทำงาน คลิปโฆษณาที่ทั้ง Feed สั่นสะเทือน และชายผู้ผลักดันให้เธอเป็นเธอ

Posted!

หลายคนมองผิวเผินแล้วยังคิดว่าสิ่งที่เธอทำเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้ โปรดตั้งใจฟังกระบวนการที่นัททำเองทั้งหมด หลังได้รับโจทย์จากลูกค้าที่ให้เพียงข้อมูลผลิตภัณฑ์กับ Key Message เพียงเท่านั้น (ใส่ทำนองได้ตามชอบ)

“เรามีหน้าที่คิดต่อ คิดไอเดียจาก Benefit ของสินค้า ให้มีลูกเล่นการนำเสนอที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละคลิป ไอเดียที่เชื่อมโยงกับสินค้าคือหัวใจที่ทำให้คนดูจดจำแบรนด์ไปพร้อมกับเรา งั้นเราจะทำไอเดียนี้ให้เห็นภาพยังไง เอาสตอรี่ไลน์มาแตกเป็นช็อต เป็นสตอรี่บอร์ด ถ่ายแบบไหนบ้าง บางทีก็ถ่ายมาเลยทุกระยะ เพื่อให้ตัดสลับกันได้ คิด Transition ว่าจะเชื่อมซีนแบบไหน แล้วก็เตรียมทุกอย่างเองหมด หาโลเคชั่น หาชุด ทำพร็อพ โดยต้องคุมให้อยู่ใน Corporate Identity ของแบรนด์ 

“แล้วก็มาถึงขั้นตอนการถ่ายทำ ซึ่งกินพลังมาก อุปสรรคเยอะมาก คลิปแค่ 1 นาที แต่เราถ่าย 6 – 10 ชั่วโมง เราทำทุกอย่างเองคนเดียวเป็นปี เริ่มจากนั่งอยู่ในครัวร้อน ๆ มือซ้ายถือสินค้า มือขวาประคองรีเฟลกซ์ เท้าก็หนีบขาตั้งกล้อง แล้วถ้าแสงหมดทำยังไง ก็ต้องเริ่มใหม่ เราละเอียดในขั้นตอนนี้มาก เพราะเราไม่ได้เป็นแค่นักแสดง เราต้องกำกับ เช็กฟุตเทจ สคริปต์ก็ต้องท่อง ถ้าแววตากังวลนิดหน่อยก็ดูออกแล้ว แค่เทโปรดักใส่มือก็ถ่ายเป็นสิบ ๆ เทก เพราะเราสั่งให้ตัวเองเล่นใหม่อีกกี่ครั้งก็ได้ พูดคำว่าถ่ายใหม่จนชิน กว่าจะได้เทกที่ใช่ หรือต่อให้เจอเทกที่ใช่แล้วแต่แสงตอนเย็นดีกว่า เราก็ลุกมาถ่ายใหม่ เหมือนมีคนมาสะกดจิตว่าต้องทำให้ดีที่สุด”

นัทควอนหยุดพักหายใจเพียงเล็กน้อย พร้อมกันกับที่คุณเองคงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เมื่อรู้ว่าเธอยังว่าต่อไม่หมด

“จนเราเริ่มมาถึงสเกลที่ถ่ายคนเดียวไม่ได้ เช่น ตอนเราเดินนอกสถานที่ มันเล่าเรื่องเยอะขึ้น ก็เลยให้พี่เลี้ยงช่วยถ่าย การเดินทะลุเสาครั้งหนึ่งเราเดินไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง คูณไป 7 ชุด ไป 9 โลเคชั่น 3 จังหวัดใน 1 คลิป มีอุปสรรคมาก ฝนตกก็กลับไปรอถ่ายที่โลเคชั่นเดิม 4 วันติด มีคลิปหนึ่งไฟล์เสียต้องถ่ายใหม่ 3 ครั้ง เราร้องไห้เลย หรือเรื่องความอันตราย ก็มีฉากที่เราต้องวิ่งบนสะพานทะเลสาปลึก 30 เมตร ซึ่งเราว่ายน้ำไม่เป็น คนดูแลก็ยังบอกว่ารับผิดชอบไม่ได้นะถ้าเราเป็นอะไรไป แต่เราก็ต้องวิ่งเพราะถ้าเดินมันจะไม่มีไดนามิก เราเลยรู้สึกว่าสิ่งที่ทำให้งานของเรามันเวิร์ก คือความพยายาม”

เสียงแอร์ดังหึ่งเหมือนรอให้ใครสักคนปรบมือให้กับความพยายามนั้น เพียงแต่เป็นพัทอีกครั้งที่มักจะเอ่ยเสียงเรียบด้วยประโยคที่ทำให้นัทได้ฉุกคิด บ่งบอกถึงการมองเห็นภาพใหญ่ของเขาได้เป็นอย่างดี

“เรารู้สึกว่าเขาเป็น Perfectionist ซึ่งไม่ใช่ในเรื่องที่ดี หมายถึงหลาย ๆ เรื่อง อย่างไปเดินบนสะพาน บอกว่าฮาร์ดเวิร์กแต่อันตรายมันก็ผิด ชีวิตคนเรามันต้องสำคัญกว่าการทำงานอยู่แล้ว”

คุยกับ ‘นัทควอน’ (@nkwww) ถึงเบื้องลึกคนทำงาน คลิปโฆษณาที่ทั้ง Feed สั่นสะเทือน และชายผู้ผลักดันให้เธอเป็นเธอ

นัทไม่เพียงเอาหน้าที่ทุกตำแหน่งในกองถ่ายมากองไว้ที่เธอเพียงคนเดียว สิ่งหนึ่งที่เธอยังละวางไม่ได้คือการตัดต่อ เพราะเธอเชื่อในจังหวะของตัวเองมากกว่าใคร และต้องการให้ภาพออกมาอย่างที่คิดไว้ทุกอย่าง ขณะที่พัทมองว่านี่ไม่ต่างอะไรกับการไม่เชื่อใจคนอื่น ซึ่งเป็นข้อเสียที่นัทเองพยายามแก้ไข

“พอเราทำอะไรแปลก ๆ คนดูก็จะลุ้นว่างานหน้าเราจะขายอะไร เป็นหนึ่งในคำตอบว่าทำไมเราต้องตั้งใจทำคลิป เรารู้สึกว่าดูถูกคนดูไม่ได้ เราอยากให้คนเห็นว่าเราตั้งใจ จริงจังกับอาชีพ จริงใจกับคนดู เราไม่ได้รับเงินเยอะ ๆ มาง่าย ๆ คนอื่นคงไม่เคยรู้ แต่ความกดดันมันเพิ่มขึ้น เราต้องไปให้ถึงความคาดหวังของตัวเอง แล้วก็ต้องไปให้ถึงความคาดหวังคนอื่น ถึงเขาจะไม่ได้ขอ แต่เวลาเขาพิมพ์ว่าไม่เคยผิดหวังเลย ดีขึ้นทุกครั้ง เรารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างคอยบอกว่าเราต้องทำให้แกรนด์กว่านี้

“เราว่ามันผูกกับอีโก้เราส่วนหนึ่ง มันเป็นจิตใต้สำนึก คนดูจะมองงานเราเปลี่ยนไปไหม เขาจะคิดว่าเราเก่งน้อยลงไหม ถ้าเราไม่ทำงานเอง เพื่อนเราบางคนคิดว่าอินฟลูฯ เป็นงานง่าย ๆ สบาย ๆ แต่ลองคิดถึงกองหนังโฆษณาว่ามันมีกี่อาชีพ กี่ตำแหน่ง กี่คน หน้าที่ของคนทั้งบริษัทต้องมาอยู่ในคนคนเดียว มันเหนื่อยมากนะ”

การขยายทีมจึงเป็นสเต็ปต่อไปที่จำเป็นของพวกเขา มีอีกหลายสิ่งอย่างที่ทั้งพัทและนัทฝันอยากทำ วิดีโอในอินสตาแกรมเป็นเพียงผลลัพธ์หนึ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ในอนาคตพวกเขาอยากแปลงไอเดียให้กลายเป็น Activation ทำในสิ่งที่ใหญ่กว่าแค่จอมือถือ นอกจากต้องพิสูจน์ให้ใครต่อใครเห็นว่ามีศักยภาพมากพอ นัทกระซิบกับเราว่าเธอพร้อมรับสมาชิกใหม่มาร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน

“เราอยากรวย เลี้ยงหมา เลี้ยงแมว ไปเที่ยว ซึ่งอาชีพนี้มันทำได้นะ” นัทว่า

“จริง ๆ มันก็เป็นหน้าที่ผมด้วยแหละ” พัทสานฝัน

“หน้าที่ในการพาไปเที่ยวเหรอ เปล่า เคี่ยวเข็นในการทำงาน เขาเป็นคนคิด ส่วนเราทำหน้าที่เป็นก้อนหิน” เธอหัวเราะร่วน

Met you at your worst. But still thought you were the best.

พัทอธิบายเสริม ก่อนที่คุณจะเข้าใจเธอผิดไปมากกว่านี้

“นัทไม่ค่อยมีเวลาคิดภาพใหญ่ ๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องชีวิต ซึ่งเรามองเห็นว่ามันมีหลายอย่างที่ทำได้ อย่างงานเราก็ไม่ได้อยากช่วยเขาแค่คลิปเดียว แต่เราจะเสนอวิธีคิดให้เขาเอาไปต่อยอด”

เล่าย้อนไปก่อนที่เราจะเปิดบทสนทนา สมุดบันทึกเล่มเล็กของนัทควอนเต็มไปด้วยคำตอบที่เขียนด้วยมือ จากชุดคำถามที่เราส่งให้ดูเบื้องต้น นัทสารภาพกับเราว่าเธอค่อนข้างประหม่าทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์จึงต้องทำการบ้านอย่างหนัก แต่จะมั่นใจขึ้นมาหากมีพัทอยู่ด้วย และเธอเองเป็นคนระบุความต้องการว่าถ้าวาระการพูดคุยของวันนี้คือ @nkwww ยังไงก็ต้องมีพัท 

ความต่างของคนทั้งคู่คือพัทเป็นคนขวนขวายเรียนรู้สิ่งใหม่ ไม่เคยหยุดนิ่ง ทั้งศึกษางานเขียน เรียนการแสดง เวิร์กชอปจัดดอกไม้ ชงดริปกาแฟ หรือคอยส่งประกวดงานโฆษณาอยู่เนือง ๆ ตัดภาพมาที่ฝ่ายหญิง ผู้กลัวเสมอเวลาต้องพบเจออะไรใหม่ ๆ 

เราจึงถือโอกาสถามสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้จากกันและกัน 

นัท : เราชอบกังวลถึงผลลัพธ์ ตอนจะมาสัมภาษณ์ เราก็กังวลว่าเราจะตอบได้ไหม ทั้งที่ถ้าคิดแบบเขา ก็แค่เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ เราเรียนที่จะไม่รู้ ไม่ต้องกลัวว่าเราจะดูโง่ไหม แล้วก็เรื่องความผิดพลาด เราไม่เคยพอใจในงานไหนร้อยเปอร์เซ็น เวลาย้อนไปดูงานเก่า ๆ เราเห็นแต่ข้อผิดพลาด ไม่สามารถปล่อยผ่านได้ พัทเป็นคนคอยเตือนสติเราว่ามันไม่ได้ทำให้ Performance ต่างไป เขาทำให้เราปล่อยวาง กล้าที่จะผิดพลาด

พัท : เรียนรู้การทำงานกับอีกคน อย่างที่เห็นว่าเราต่างกันมาก แต่เราได้รู้จัก Empathy (ความเข้าอกเข้าใจ) ทุกคนไม่ใช่แบบเรา เรามีข้อเสีย เขามีข้อดี ต่างคนต่างมีและไม่มี ทุกคนแตกต่างกัน แค่เอาใจเขามาใส่ใจเรา 

นัท : เวลามีคนถามในไอจีว่าอยากเป็นคนแบบไหน เราจะตอบว่าอยากเป็นคนที่พึ่งพาคนอื่นให้น้อยลง พึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น แต่พอมาคิดดู มันก็ไม่ค่อยดีนะ สำหรับงาน คือมันไม่พอใจแหละ แต่ต้องเรียนรู้ที่จะพอใจ เรามีปมกับคำว่า ตัวเองมีคุณค่าไม่พอตลอด มันเป็นอีกอย่างที่ได้เรียนรู้จากพัท เขาโชว์ให้เราเห็นว่าคุณค่ามันมีอยู่ในทุกอย่าง ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราเห็น ไม่ได้มีแค่เส้นทางเดียว อย่างที่เราเคยคิดว่าถ้าทำงานเอเจนซี่เราคงจะเปลี่ยนแปลงสังคมในสเกลที่ใหญ่กว่าได้ ถึงงานที่ทำอยู่ตอนนี้มันจะสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมที่เล็กลง แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราทำได้ในฐานะคนที่มีสื่ออยู่ในมือ

คุยกับ ‘นัทควอน’ (@nkwww) ถึงเบื้องลึกคนทำงาน คลิปโฆษณาที่ทั้ง Feed สั่นสะเทือน และชายผู้ผลักดันให้เธอเป็นเธอ
คุยกับ ‘นัทควอน’ (@nkwww) ถึงเบื้องลึกคนทำงาน คลิปโฆษณาที่ทั้ง Feed สั่นสะเทือน และชายผู้ผลักดันให้เธอเป็นเธอ

Keep roll

พูดถึงแรงกระเพื่อมในสังคมที่เธอว่า เมื่อ 3 ปีก่อนนัทได้ทำโปรเจกต์ Flaws ขึ้นมา โดยหยิบเรื่องไม่ลับอีกอย่างของนัทควอนคือสิวกว่าร้อยเม็ดบนใบหน้า มาสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ติดตามของเธอหันมาโอบกอดตำหนิบนร่างกาย เป็นพัทอีกครั้งที่ผลักดันให้เธอทำมันอย่างจริงจังและสื่อสารออกไปในวงกว้าง เพราะเขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคมได้ไม่มากก็น้อย

แม้ในวินาทีที่เราคุยกันนี้ ทัศนคติต่อความสวยงามของพวกเขาจะเปลี่ยนไป แต่ยังคงไว้ซึ่งการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคมอยู่เช่นเคย ทั้งคู่ให้ความคิดเห็นต่อโปรเจกต์ของตนว่า “ยุคนี้ไม่ควรเรียกรอยสิว จุดด่างดำ ว่า Flaws (ตำหนิ) อีกแล้ว มองมันเป็นสิ่งธรรมดาได้ไหม มันยังไม่ไปถึงความสวยงามหรอก เพราะมันเป็นสุขภาพผิวที่ไม่ดี แต่มาถึงจุดหนึ่งมันก็วัดไม่ได้ว่าใครสวยกว่าใคร”

จากคนที่เคยผูกคุณค่าในตัวเองไว้กับความคิดเห็นของคนอื่น รู้สึกเก่งก็ต่อเมื่อคนอื่นบอกว่าเก่ง และต่อให้เก่งจริง ๆ ก็จะคิดว่าแค่โชคช่วย หลังได้เห็นกระแสตอบรับจากโปรเจกต์นี้ เช่น เรื่องของผู้ติดตามที่เคยเกลียดหน้าตัวเองจนไม่กล้าถ่ายรูปตัวเอง แต่กลับมาจากทริปล่าสุดพร้อมรูปเป็นอัลบั้ม เรื่องของผู้ติดตามที่เคยปิดบังหน้าจากคนอื่นด้วยความไม่มั่นใจ และมีผู้ติดตามเดินทางมาพบเพื่อขอบคุณเธอด้วยตัวเอง เธอก็เริ่มภาคภูมิใจกับการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เมื่อได้ยินว่า การติดตามตัวตนและผลงานของนัทควอน ไม่ได้ทำให้ตกหลุมรักนัทควอนเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังได้ย้อนกลับมารักตัวเองด้วย 

คุยกับ ‘นัทควอน’ (@nkwww) ถึงเบื้องลึกคนทำงาน คลิปโฆษณาที่ทั้ง Feed สั่นสะเทือน และชายผู้ผลักดันให้เธอเป็นเธอ

“ก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่าการมียอดติดตามเยอะ มันก็คงชี้นำคนได้เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เราเคยถาม Followers ว่าเรามีอิทธิพลต่อเขายังไง แล้วเราก็ได้คำตอบที่ทำให้เราทึ่งมาก เขาเอาตัวตนเราไปเป็นพลังงานมากกว่าที่เราจินตนาการไว้ ตอนที่เราลงรูปอ่านหนังสือสอบ มีคนเอารูปเราไปเป็นแรงฮึด ตอนที่เราเข้ามหาลัยแล้ว มันมีผลกับการเลือกคณะของเขา ตอนที่เราทำแอดให้ดีที่สุดก่อนจะปล่อยออกไป เขาก็มีกำลังใจในการทำสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีที่สุดตาม และขอบคุณที่เราทำงานให้เกียรติคนดู การที่เขาได้เห็นเราตลก ก็ทำให้เขาได้มีวันที่ดีไปด้วย หรือตอนที่เราเหนื่อยจนร้องไห้ ก็มีคนส่งเข้ามาขอบคุณที่เปิดเผยด้านนี้ให้เห็น ให้รู้ว่าเขาไม่ได้เหนื่อยอยู่คนเดียว เรามีอิทธิพลกับเขาแม้เราจะไม่ตั้งใจ เราเลยรู้สึกว่าเราไม่ได้มีอิมแพคแค่ให้คนซื้อของตาม ทำผมตาม แต่งตัวตาม ตัวตนและผลงานของเรามันไม่ใช่แค่เรื่องของเราคนเดียวอีกแล้ว”

ด้วยความแปลกใหม่และความพิถีพิถันที่สะท้อนออกมาในงาน ไม่แปลกที่เธอจะได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรสอนเรื่องการทำสื่อ เพียงแต่กลับมาหารือกับพัทเมื่อไรก็ไม่เคยเป็นผล เทคนิคของเธอไม่มากความ ไม่มีการตัดต่อที่แพรวพราวโลดโผน วิธีคิดที่เธอใช้ได้มาจากการตกผลึกตัวตนของเธอเองทั้งสิ้น สิ่งแรกที่นักอยากทำสื่อทุกคนเริ่มได้ทันทีคือการกลับไปพูดคุยกับคนในกระจกว่า เป็นใคร เป็นคนแบบไหน ชื่นชอบอะไรเป็นพิเศษ หากเราถามตัวเองอย่างจริงจัง พัทยืนยันว่าไม่มีทางที่จะไม่รู้

แพสชันและการตื่นมาด้วยไฟในการทำงานอย่างแรงกล้า อาจเป็นเรื่องเพ้อฝันที่มีไว้สำหรับคนโชคดี สำหรับพวกเขา การที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรแล้วได้ลองทำมัน แค่อย่างสองอย่าง ก็เพียงพอแล้ว

คุยกับ ‘นัทควอน’ (@nkwww) ถึงเบื้องลึกคนทำงาน คลิปโฆษณาที่ทั้ง Feed สั่นสะเทือน และชายผู้ผลักดันให้เธอเป็นเธอ

ภาพ : นัทและพัท

ติดตามนัทควอนได้ที่ 

Instagram : nkwww

YouTube : NKW

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load