เส้นทางของเสื้อดอกชบา ที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือกลีบชบา

สงกรานต์ทิพย์ของ ค.ศ. 2021 อาจจะเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์สงกรานต์ของชาติไทย ที่ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้สาดน้ำ เหมือนที่เคยเป็นมาตลอดหลายร้อยปี

ถึงกระนั้น ไม่ว่าสงกรานต์ปีนี้จะเปียกหรือแห้งแค่ไหน ไอเท็มสำคัญประจำหน้าร้อนนี้ก็คงยังหนีไม่พ้น เสื้อฮาวาย เสื้ออโลฮ่า หรือที่คุ้นตาพวกเราที่สุด ก็น่าจะได้แก่เสื้อลายดอกชบา ที่พบเห็นได้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
Jim Carrey ใน Ace Ventura: Pet Detective ที่สวมเสื้อฮาวายแทบจะทั้งเรื่อง

คอลัมน์วัตถุปลายตาครั้งนี้ จะพาท่านผู้อ่านไปสืบค้นที่มาของเสื้อลายดอก บ้างก็ว่าเป็นไอเท็มสุดฮอตประจำซัมเมอร์ บ้างก็ว่ามีแค่อาเสี่ยและกำนันผู้ใหญ่บ้านเท่านั้นแหละที่นิยมใส่เสื้อแขนสั้น ลายพร้อยฉูดฉาดแบบเสื้อฮาวายเหล่านี้

แต่ภายใต้เนื้อผ้าบางเบา สีสันสดใส และลวดลายฉวันเฉวียน ใครเล่าจะรู้บ้างว่า เสื้อฮาวายหรือเสื้ออโลฮ่าที่เราเห็นกันทุกสงกรานต์ แท้จริงแล้วมีที่มาอย่างไร และมันลำบากยากเข็ญแค่ไหน ที่จะตามสืบรอยหาต้นกำเนิดของวัตถุที่ตั้งอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างความเห่ยเชยกับความเท่บาดใจอย่างเสื้อชนิดนี้

โลกคู่ขนานของการค้นพบเสื้อฮาวาย

หากคุณเข้าไปค้นคว้าศึกษาหาประวัติศาสตร์ของเสื้อฮาวาย หนึ่งในข้อถกเถียงที่จะโผล่ขึ้นมาบ่อยที่สุดก็คือ ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าใครคือคนแรกที่ให้กำเนิดเสื้อชนิดนี้ขึ้นมา ที่แน่ๆ คือ มีคนเคลมกล่าวอ้างมากมายหลายคนเหลือเกิน

บุคคลแรกที่น่าจะเป็นผู้เคลมการเป็นพ่อของเสื้อฮาวาย ซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุด ได้แก่ เอลเลอรี่ เจ ชุน (Ellery J. Chun) บุตรของผู้อพยพชาวจีน จบการศึกษาจาก Yale แล้วกลับมาช่วยที่บ้านขายของชำต่อที่โฮโนลูลู (Honolulu)

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เสื้อฮาวายในยุคแรกๆ

วันหนึ่งเขามองเห็นเด็กวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นใส่เสื้อพริ้วเบาจากผ้าเรยอน และเด็กหนุ่มชาวฟิลิปปินส์สวมเสื้อบาติกพื้นเมืองสีสันสดใสเที่ยวเล่นอยู่ในเมือง เมื่อเกิดพิษเศรษฐกิจเกิดขึ้น ชุนจึงเปลี่ยนร้านขายของชำของเขาให้กลายเป็น King-Smith Clothiers เพื่อให้ดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ นอกจากชาวจีนบ้าง และเขาจึงเริ่มมีไอเดียตัดเย็บเสื้อจากผ้ากิโมโนญี่ปุ่น ลวดลายฉูดฉาดเหล่านี้ขึ้นเป็นครั้งแรก

“สมัยนั้นยังไม่มีผ้าที่ทำที่ฮาวายจริงๆ ผมก็เลยซื้อผ้ากิโมโนญี่ปุ่นที่ฉูดฉาด โฉ่งฉ่าง เฉิ่มเบ๊อะที่สุด เอามาตัดเสื้อแขนสั้น แล้วก็แขวนไว้หน้าร้าน พร้อมกับป้ายที่เขียนว่า Hawaiian Shirts” ชุนเล่าตำนานให้ฟัง ซึ่งย้อนกลับไปช่วง ค.ศ. 1932 ซึ่งหลังจากนั้น เขาจึงเริ่มจดสิทธิบัตรคำว่า Aloha Shirt ใน ค.ศ. 1937 ภายหลัง

ในโลกเสมือน ที่โฮโลนูนูเมืองเดียวกันนี่เอง มีคนอีกหนึ่งคนอ้างว่าเขาคือผู้ให้กำเนิดเสื้อฮาวายต่างหากล่ะ

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
นาย Koichiro Miyamoto

นายโคชิโระ มิยาโมโต (Koichiro Miyamoto) ลงโฆษณาขายเสื้อ Aloha ใน ค.ศ. 1935 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีบันทึกของการใช้คำว่า Aloha Shirt อย่างเป็นทางการ ซึ่งนายมิยาโมโตนี้เองก็เป็นลูกชายที่ต้องสืบต่อกิจการร้านขายของชำที่บ้านต่อ เช่นเดียวกับนายชุน เพียงแต่ว่าร้านของเขาอยู่ในซอกหลืบ ไม่มีคนรู้จักมากนัก เพราะมันอยู่ใกล้ตลาดปลา

ถึงกระนั้น ร้านของมิยาโมโตก็มีประวัติศาสตร์การตัดเย็บเสื้อผ้ามานานตั้งแต่ ค.ศ. 1920 และผลพวงของการมีสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มีผ้าจากญี่ปุ่นหลงเหลือค้างสต็อกไว้จำนวนมาก เขาจึงต้องเริ่มหาวิธีแปรรูปมันให้กลายเป็นสินค้าอื่นๆ ให้ได้

จากการบอกเล่าของภรรยาของมิยาโมโต นักแสดงฮอลลีวูด จอห์น แบร์รี่ มัวร์ (John Bramley Moore) เดินเข้ามาในร้าน แล้วก็ชี้ไปที่ผ้าทำยูกาตะที่เป็นผ้าเนื้อเบากว่ากิโมโนปกติ และบอกว่าขอให้ตัดเป็นเสื้อเชิ้ตได้หรือไม่ หลังจากนั้น ร้านมิยาโมโตก็เริ่มทำมาร์เก็ตติ้งกับคำว่า Aloha Shirt ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ป้ายและสัญลักษณ์ของ Musa-shiya The Shirt Maker ที่ถ้าต้องถามว่า Racist หรือไม่ ก็คงตอบว่าใช่

คนแรกที่คิดไม่สำคัญเท่าคนแรกที่เคลม

ถึงกระนั้นเอง ก็ยังมีคนออกมาบอกเล่าตำนานของเสื้อฮาวายอีกมากมายหลายเจ้า แต่ตำนานที่โด่งดังที่สุดดูเหมือนจะเป็นของสองเจ้าข้างต้น โดยเฉพาะนายชุน ผู้มีความเป็นนักธุรกิจหัวหมอ ได้ครอบครอง Narrative หรือเส้นเรื่องที่มาของเสื้อฮาวายนี้ในที่สุด

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ทหารสหรัฐฯ ที่เคยประจำการอยู่ที่โฮโนลูลูก็แบกเอาแฟชั่นชนิดนี้กลับไประบาดที่อเมริกาจนได้ จากลวดลายที่เคยเป็นลายญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ก็ค่อยๆ กลายพันธุ์ เป็นลายรวมฮิตของความเป็นทรอปิคอลในสายตาตะวันตก เช่น ต้นปาล์ม ต้นมะพร้าว สาวเซ็กซี่ พินอัพ อูคูเลเล่ เซิร์ฟบอร์ด แบบที่ไม่มีข้อจำกัดทางวัฒนธรรมอีกต่อไป

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
นาย Alfred Shaheen ผู้ซึ่ง Made Hawaiian Shirt – Classy Again

หลังจากนั้นใน ค.ศ. 1950 นายอัลเฟรด ชาฮีน (Alfred Shaheen) ก็ได้เริ่มบุกเบิกตลาดและสไตล์ของเสื้อเชิ้ตฮาวายแบบที่มีชาติตระกูลมากขึ้น โดยเขาเริ่มส่งศิลปินไปยังทริปต่างแดน เช่น เอเชียและทวีปแปซิฟิก เพื่อนำเอาแรงบันดาลใจ ประวัติศาสตร์จากท้องถิ่นต่างๆ มาออกแบบลวดลายที่เป็นของตัวเอง และไม่ได้เป็นทรอปิคอลโจ๋งครึ่มเหมือนที่เคยนิยมกันมา

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ทีมนักออกแบบ ศิลปินของ Alfred Shaheen

หนึ่งในดีไซน์ที่เป็นตำนานที่สุดของชาฮีน ก็คือลาย Tiare Tapa ที่เอลวิส สวมในหน้าปกอัลบั้ม Blue Hawaii และนั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการดังเป็นพลุแตกของเสื้อฮาวาย โดยศิลปินที่ออกแบบลายนี้ชื่อว่า Elsie Das โดย Elsie ปฏิเสธการขโมยวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาทำลวดลาย แต่สร้างเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาใหม่เอง จากที่เคยเป็นซากุระบานก็กลายเป็นดอกขิง ดอกเบิร์ดออฟพาราไดซ์ และดอกชบา ในที่สุด

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
The King – Elvis Presley และเสื้อฮาวายในตำนาน

Can’t help falling in Love.

แน่นอนว่าภาพของเอลวิสใน Blue Hawaii สวมเสื้อฮาวายสีแดงพร้อมสร้อยดอกไม้สดสีขาวและถืออูคูเลเล่หนึ่งตัว ยังเป็นภาพตราตรึงในระดับที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงการเสื้อฮาวาย ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปเมนสตรีมในที่สุด

อีกหลายเหตุผลที่เสื้อฮาวายมีบทบาทในวงการแฟชั่นกระแสหลัก ได้แก่ ความเบาสบายและไม่เป็นทางการของมัน อีกทั้งยังไม่ทำให้ร้อนเหงื่อชุ่ม ซึ่งนักธุรกิจหรือ Daddy ที่มีอิทธิพลและเงินทองในสมัยนั้นชอบมาก จนเริ่มแพร่ระบาดในหมู่นักการเมือง ถึงขั้นมีการส่งเสื้อฮาวายให้สมาชิกพรรคใส่กัน และมีการรณรงค์ให้ใส่เสื้อฮาวายสบายๆ ทุกวันศุกร์-ใช่ คล้ายๆ วันไปรเวทของข้าราชการเรานี่แหล่ะ แต่แทนมันด้วยเสื้อลายพร้อยสีสันสดใสแทน

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เหล่า Senate กับวันศุกร์สบายๆ ในเสื้อฮาวาย

หลังจากนั้น การเดินทางของเสื้อฮาวายในวัฒนธรรมร่วมสมัย ทั้งแฟชั่น การเมือง สังคม ก็มีพัฒนาการมาโดยตลอด ถ้าเราจำได้ ในหนังเรื่อง Romeo and Juliet ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ (Leonardo DiCaprio) และพวกพ้องก็สวมใส่เสื้อฮาวายสีแปร๋นเป็นสัญลักษณ์แก๊งเช่นเดียวกัน

ถึงแม้ว่าช่วงหนึ่งเสื้อฮาวายเป็นสัญลักษณ์ของคุณลุง คุณพ่อ คุณอา นักท่องเที่ยวพุงกะทิ ใส่กางเกงคาร์โก้ตัวใหญ่ๆ พร้อมกระเป๋า Fanny Pack สะพายอยู่ข้างหน้า ซึ่งนั่นน่าจะเป็นช่วงที่วัยรุ่นเริ่มมองว่าเสื้อ Hawaiian นั้นเป็นวัตถุลุงๆ ไม่อินเทรนด์อีกต่อไป

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ใน Romeo and Juliet ก็ใส่แต่เสื้อฮาวาย

เสื้อฮาวายกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อ Queen of Fashion อย่าง Prada หยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใน ค.ศ. 2011โดยหยิบเอากล้วย ใช่ กล้วยสีเหลืองๆ มาถมให้เต็มเสื้อฮาวายตัวโคร่ง ที่สำคัญนางยังทำให้ใส่ได้ทั้งหญิงและชาย ราวกับจะบอกว่า “ฉันจะเปลี่ยนเสื้อที่พวกเด็กๆ มองว่าลุงนี่ให้กลายเป็น Must Have Item ให้ได้ คอยดูสิ” และแน่นอนว่ามันฮิตติดตลาดจนถึงทุกวันนี้ 

หลังจากนั้นเอง เราจะแอบเห็นความเป็นเสื้อฮาวาย ทรอปิคอล ถูกหยิบมาปัดฝุ่น รื้อถอนตีความใหม่บนรันเวย์ อย่าง Prada, Gucci, หรือแม้กระทั่ง ริชาร์ด ควินน์ (Richard Quinn) นักออกแบบรุ่นใหม่ชาวอังกฤษที่หยิบเอาดอกชบาบนเสื้อฮาวายที่คุ้นตามาปักเลื่อมทั้งตัว

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เสื้อกล้วยฮาวาย ของ Prada 2011

และแน่นอน ทุกวันนี้ เสื้อฮาวายก็ไม่ใช่ไอเท็มเฉพาะคุณลุง คุณพ่อ คุณอา อีกต่อไป

การผสมผสานของวัฒนธรรม

นักประวัติศาสตร์มองว่าเสน่ห์ของเสื้อฮาวายไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทรนด์แฟชั่น แต่จริงๆ แล้วมันเป็นหลักฐานของการหลอมรวมกันวัฒนธรรมในฮาวาย ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนหลากชาติพันธุ์

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เสื้อชบาปักเลื่อมของ Richard Quinn

บรูโน่ มาร์ส (Bruno Mars) นักร้องชื่อดังเป็นลูกครึ่งฟิลิปปินส์ที่เติบโตในฮาวาย และโตมากับการคัฟเวอร์เพลงของเอลวิสตามผับบาร์ แน่นอนว่าหนึ่งในไอเท็มประจำตัวของเขาก็คือเสื้อเชิ้ตลายพร้อยหรือเสื้อฮาวายนี้ ที่เราคงจะได้เห็น ในสงกรานต์ทิพย์ ล็อกดาวน์ทิพย์ ของประเทศไทยใน ค.ศ. 2021 อย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย

“รูปทรงคัตติ้งแบบตะวันตก เนื้อผ้าญี่ปุ่น ตัดโดยช่างชาวจีน มีกลิ่นอายของฟิลิปปินส์ แต่ผลิตขึ้นในฮาวาย” นี่คือส่วนผสมที่ทำให้เสื้อฮาวายเป็นลูกผสมทางวัฒนธรรมที่ดิ้นได้ และยังคงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายจนถึงทุกวันนี้

หากจะเปรียบการผสมผสานหลากวัฒนธรรมของเสื้อฮาวายกับการแต่งชุดไทยเล่นสเก็ตบอร์ด อันที่จริงแล้วก็คงไม่ต่างกัน แต่หากมีคนลุกขึ้นมาปิดถนนครึ่งเลน แล้วรณรงค์ให้คนหลายร้อยมาใส่เสื้อฮาวายพร้อมกันบนถนนเส้นประวัติศาสตร์ในช่วงที่มีโรคระบาด เสื้อฮาวายก็อาจจะกลับไปเป็นไอเท็มหลงยุค หลงกาลเทศะได้อีกก็เป็นได้

มีคนกล่าวว่า “ทุกครั้งที่คุณใส่เสื้อฮาวาย คุณจะรู้สึกเหมือนยิ้มอยู่น้อยๆ อัตโนมัติ และราวกับว่าโลกนี้คงจะไม่มีสงครามอีกต่อไป”

ก็ได้แต่หวังว่าสงกรานต์ปีนี้ เสื้อชบาจะทำให้การต่อสู้ สงครามของปากท้อง ความยุติธรรม และการเอาชนะโรคระบาดของสังคมไทยทุเลาลง และยิ้มอ่อนๆ ได้จริงๆ เสียที

นิค โนลเต้ รูป Mugshot ตอนโดนตำรวจจับ ในตำนาน ก็ใส่เสื้อฮาวายเช่นกัน
นิค โนลเต้ รูป Mugshot ตอนโดนตำรวจจับ ในตำนาน ก็ใส่เสื้อฮาวายเช่นกัน

ข้อมูลอ้างอิง

www.atlasobscura.com

www.racked.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

เพลโตเคยกล่าวว่า “ความจำเป็นนั้นหนา คือมารดาของการประดิษฐ์คิดค้นทั้งมวล” 

คำพูดนี้ใช้กับบทความเกี่ยวกับการก่อกำเนิดของ ‘เซ็กส์ดอลล์’ หรือ ตุ๊กตาสวาท ในคอลัมน์วัตถุปลายตาครั้งนี้ได้เช่นกัน

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์ เซ็กซ์ดอลล์ ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
ตุ๊กตาที่ยังไม่ถูกกฎหมายในประเทศไทยเสียที

สืบเนื่องจากบทความครั้งที่แล้วของคอลัมน์วัตถุปลายตา ที่นำเสนอเรื่องประวัติศาสตร์ของเซ็กซ์ทอย ในระหว่างการค้นคว้าหาข้อมูล (ในเชิงทฤษฎีนะ!) ผู้เขียนก็ได้ค้นพบเนื้อหาสาระของเจ้าตุ๊กตาสยิว เซ็กส์ดอลล์ จำนวนมากโข ซึ่งผมมั่นใจมากๆ ว่าหลายคนไม่ทราบที่มาที่ไปของมันดีนัก จึงคิดว่าบทความครั้งนี้จะเป็นส่วนต่อขยายของบทความครั้งที่แล้ว เพียงแต่โฟกัสไปที่ ‘ตุ๊กตา’ อย่างเดียว

นี่คือเรื่องราวที่เต็มไปด้วยตัวละครมากมาย ตั้งแต่นาซี นักเดินเรือ หนังไซไฟแบบญี่ปุ่น และเงิน เงิน เงิน จำนวนมหาศาล ชนิดที่ว่าเอามาสร้างหนัง Star Wars ภาคใหม่ได้อีกเรื่องสบายๆ -ใช่ เรื่องราวของเจ้าตุ๊กตาต้องห้ามในวัฒนธรรมไทยตัวนี้มีมหากาพย์พอตัวเลยทีเดียว

มีคนบอกว่า เงิน กับ เซ็กส์ เหมือนกันอยู่ 2 อย่างคือ มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ และไม่มีไม่ได้ ดังนั้นในวันที่โรคระบาดและการ Social Distancing ยังไม่อำนวยให้คนโสด นัดยิ้มกันได้อย่างสบายอุรา ผมจะขอนำเสนอเรื่องราวมหัศจรรย์พันลึกว่าด้วยการเดินทางของตุ๊กตาสวาท ซึ่งบอกอะไรเกี่ยวกับมนุษยชาติได้มากมาย อย่างที่คุณผู้อ่านจะไม่มีวันคาดถึง

ตุ๊กตาแรก

8 ปีก่อนคริสตกาล มีนิยายปรัมปราใน Metamorphoses ว่าด้วยเรื่องของรูปแกะสลักจากงาช้าง เป็นรูปหญิงสาวเปลือยเปล่า ฝีมือของ Pygmalion มีชื่อว่า กาลาเทีย (Galatea) ที่ทำให้มีคนหลงใหลถึงขั้นเอาไปอาบน้ำ แต่งตัว นอนหลับบนเตียงด้วย จนท้ายสุด เทพ Aphrodite ก็เสกให้เจ้าแท่งงาช้างรูปผู้หญิงนี้กลายเป็นสตรีจริงๆ ใช่ ถ้ามันฟังดูคุ้นๆ ก็คล้ายๆ กับพินอคคิโอนั่นแล แต่เซ็กซี่กว่าและมาก่อนกาลกว่าหลายเท่า

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์ เซ็กซ์ดอลล์ ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
ตำนานกาลาเทีย

เรื่องราวของกาลาเทียจึงถือเป็นตุ๊กตาวาบหวามชิ้นแรกที่มนุษย์เคยได้ยินและหลงใหลคลั่งไคล้แบบ Fetish ด้วย

หลังจากนั้น ในคริสตศักราชที่ 11 – 12 หญิงสาวเปลือยล่อนจ้อนก็ถูกแกะสลักขึ้นมาจากหินอ่อน มีชื่อว่า ‘Sheela-na-gigs’ แปลเป็นภาษาไทยน่ารักๆ ว่า ชีล่าน่ากิ๊ก แล้วนำไปตั้งไว้ข้างโบสถ์ของอังกฤษและไอริชเพื่อไล่วิญญาณร้าย โดยเจ้าชีล่าน่ากิ๊กมีลักษณะเด่นอยู่ที่จิ๊มิขนาดใหญ่ และผู้คนในสมัยนั้นมีความเชื่อว่า ถ้าเอามือไปจับหน้าอก ก็จะได้พลังในการรักษาเยียวยาผู้คนติดไม้ติดมือกลับมา

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์เซ็กซ์ดอลล์ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
ชีล่าน่ากิ๊ก

ตุ๊กตาหน้าเรือ

ในปีคริสตศักราชที่ 15 ตุ๊กตาสวาทได้ถือกำเนิดขึ้นบนเรือเดินสมุทร ภายใต้ชื่อไฮโซว่า Dame De Voyage ในภาษาฝรั่งเศส หรือ Dama De Vinje ในภาษาสเปน หรือ Seamannsbraut ในภาษาเยอรมัน หากต้องแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ก็คงประมาณ หญิงเริงเรือ อะไรทำนองนั้น ไอ้เจ้าตุ๊กตาเหล่านี้ถูกเย็บประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยฝีมือเหล่ากะลาสีจากผ้าเก่าๆ เพื่อใช้บรรเทาความเหงาและความกำหนัด

อย่าถามผู้เขียนว่าใช้ยังไง เพราะข้อมูลที่ค้นคว้ามา มันไม่ได้พาไปไกลถึงจุดนั้น แต่เป็นอันว่าเราน่าจะพอเดากันได้

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
หญิงเริงเรือ-ที่น่ากลัวมากกว่าเซ็กซี่ อีกนิดก็แอนนาเบลล์แล้ว

นาซีสวาท

ใน ค.ศ. 1941 นาซีก็ให้กำเนิดเซ็กส์ดอลล์แบบโมเดิร์นขึ้น ใช่ ถึงแม้มันจะฟังดูประหลาดและน่าอดสู แต่ด้วยการดำริของ ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ (Heinrich Himmler) ผู้ซึ่งไม่ต้องการให้ทหารล้มตายจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เขาจึงเริ่มคิดค้นวัตถุระบายอารมณ์ให้เหล่าชายชาญ ภายใต้โครงการลับสุดยอด

นักประติมากรรมของโครงการ Arthur Rink โดยแรกเริ่ม สร้างตุ๊กตาขึ้นมา 3 ประเภทด้วยกัน Type A มีรอบอก 168 เซนติเมตร Type B 176 เซนติเมตร และ Type C 182 เซนติเมตร โดยเน้นไปที่หน้าอกทรงกลมอวบอิ่มเต็มมือ ส่วนใบหน้านั้น เขาตัดสินใจออกแบบให้มีความขี้เล่น ซุกซนเล็กน้อย โดยไม่อ้างอิงผู้หญิงในสมัยนั้น หรือในประวัติศาสตร์เลยแม้แต่น้อย เพราะเขาเชื่อว่าหน้าที่ของตุ๊กตาตัวนี้มีเพียงอย่างเดียว คือการระบายความกำหนัด ไม่จำเป็นต้องทำให้หวนระลึกถึงมารดาหรือสตรีเพศที่มีตัวตนอยู่จริงแต่อย่างใด เขาจึงเลือกใช้ Artificial Face of Lust หรือ หน้าตัณหาสังเคราะห์ เป็นทางเลือกในการปั้นตุ๊กตาตัวนี้ให้สมบูรณ์แทน

ตุ๊กตาสูงโปร่ง ขายาว ผมบลอนด์ ขนาดเท่าจริง ถูกเลือกมาจาก Type B และสร้างสำเร็จในเดือนกันยายน ค.ศ. 1941

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
ตุ๊กตาของนาซี

ใครเล่าจะทราบว่า ไอ้เจ้าตุ๊กตาหน้าตัณหาสังเคราะห์นี้ จะเป็นที่มาและแรงบันดาลใจของ รูธ แฮนด์เลอร์ (Ruth Handler) ให้ออกแบบตุ๊กตาบาร์บี้ขึ้นในทีหลัง

เมียสมองกล

ใน ค.ศ. 1975 หนังชื่อ The Stepford Wives ออกฉายเป็นครั้งแรก ว่าด้วยเรื่องราวของเมืองที่สมบูรณ์แบบ สงบสุข อยู่ในครรลองของจารีตประเพณีอันดีงาม และแน่นอนว่าองค์ประกอบหลักของเมืองนี้คือเหล่าแม่ๆ เมียๆ แม่เมือง ที่แท้จริงแล้ว นางเป็นหุ่นยนต์สมองกลกันเกือบหมด

(จำไว้ อะไรที่ดีเวอร์ ดีหมดทุกกระเบียด มักไม่จริง)

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
The Stepford Wives

ในต้นปี 80 นี้เอง หุ่นยนต์เซ็กส์ตัวแรกชื่อว่า 36C ก็เริ่มถือกำเนิดขึ้นเช่นกัน โดยบริษัท British Company, Sex Objects Ltd. โดย ‘เธอ’ มีระบบประมวลผลแบบ 16 บิทและเครื่องแปลงเสียง ที่ช่วยให้โต้ตอบคำสั่งพื้นฐานได้ราวกับ สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน (Scarlett Johansson) ในเรื่อง Her

หลังจากนั้น ก็เริ่มมีคำศัพท์ใหม่ที่คิดค้นมาเพื่อเรียก หุ่นยนต์เพศหญิง เช่นคำว่า Gynoid จนไปถึงคำว่า Fembot เป็นต้น

ใน ค.ศ. 1987 รัฐบาลอังกฤษยกเลิกกฎหมายข้อห้ามการนำเข้าของลามกอนาจาร ซึ่งโต้โผในการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน บริษัท British Sex Company เจ้าเดียวกันนี้นั่นเอง เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนอังกฤษและคนในเกาะสหราชอาณาจักร มีมุมมองต่อเซ็กส์และข้าวของที่แวดล้อม เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ถึงขึ้นมีประโยคที่เรียกว่า “British are Cumming” หรือหากแปลตรงตัว ก็คงแปลได้ว่า “บริติชน้ำแตกแล้วจ้า”

ความสุขเป่าลม

ใน ค.ศ. 1995 เริ่มมีของเล่นเป่าลมยางชนิดแรกๆ ออกมา โดยของเล่นชนิดแรกนั้นคือ แกะเป่าลม ใช่ครับ แกะเป่าลมชื่อว่า Love Ewe ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นแค่ของเล่นแผลงๆ ชนิดหนึ่งเท่านั้น

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
น้องแกะ Love Ewe หน้าตาประมาณนี้

หลังจากนั้นเพียง 1 ปีให้หลัง เซ็กส์ดอลล์หรือตุ๊กตาสยิวก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย แมตต์ แมคมัลเลน (Matt McMullen) วัย 29 ปี ตัดสินใจเลิกทำหน้ากากฮัลโลวีนขาย แล้วหันมาทำตุ๊กตายางที่มีขนาด รูปร่าง ความรู้สึก ใกล้เคียงมนุษย์ขายแทน โดยตัวแรกตั้งชื่อว่า Leah หลังจากที่ Leah ปล่อยออกมา ก็ประสบความสำเร็จถล่มทลาย จน Matt ต้องตั้งบริษัทที่ชื่อว่า Real Dolls ขึ้น เพื่อจำหน่ายสินค้าประเภทนี้โดยเฉพาะ ซึ่งหลังจากนั้น บริษัทนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในบริษัทของเล่นสำหรับผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมากแห่งหนึ่งของโลก

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
นาย Matt McMullen และผลิตภัณฑ์เปลี่ยนชีวิตของเขา

ตัวตุ๊กตายางเอง มีโครงกระดูกที่เป็น PVC ดัดโค้งได้ ในขณะที่ข้อต่อเป็นเหล็ก ส่วนเนื้อหนังเป็นวัสดุประเภทซิลิโคน-แล้วที่เหลือก็เป็นเพียงประวัติศาสตร์ เพราะปัจจุบันเซ็กส์ดอลล์หรือตุ๊กตาสยิวนั้น มี 10 ร่างกายให้เลือก และมี 15 ใบหน้า สลับสับเปลี่ยนได้ตามใจชอบ และยังมีโทนสีผิวอีก 5 โทนด้วยกัน สนนราคาก็มีตั้งแต่พอจะเก็บเงินแอบพ่อแม่ซื้อได้ ไปจนถึงเป็นงานศิลปะเลยทีเดียว

เพื่อนเสียว

หลังจากการเกิดขึ้นของตุ๊กตายางและ Sexual Revolution ในช่วงปี 60 -70 นั้น อุตสาหกรรมที่แวดล้อมวัฒนธรรมเซ็กส์ก็เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ค.ศ.​ 2005 นักลงทุนจากญี่ปุ่นเริ่มเปิดให้เช่า Dutch Wives หรือ เมียดัตช์ เป็นคำศัพท์ใช้เรียกเซ็กส์ดอลล์ที่ทำจากซิลิโคนคุณภาพสูง เพียงแค่ปลาย ค.ศ. 2005 บริษัทนี้ก็ขยายไปถึง 20 สาขาด้วยกัน แถมทุกสาขายังมีวิกผมให้ลูกค้าเลือกใส่ให้ตุ๊กตาของตัวเองด้วยนะ

ชาวญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาหุ่นยนต์และเทคโนโลยีอย่างรอบด้าน ซึ่งในมิติของเพศและเซ็กส์ก็หนีไม่พ้น ใน ค.ศ. 2007 พวกเขาได้ให้กำเนิด The Sexual Audio System ขึ้น เป็นระบบ MP3 ที่สามารถฝังเข้าไว้ในตุ๊กตาได้เพียงแค่ใส่ถ่าน

ค.ศ. 2009 ชาวเยอรมันก็ให้กำเนิดตุ๊กตาเพศชายที่เป็นเซ็กส์ดอลล์ตัวแรกขึ้นในโลก ชื่อว่า NAX ที่มีฟังก์ชันเจ้าโลกแข็งตัวและหลั่งอัตโนมัติ สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 400,000 บาท ท่านก็จะได้ตุ๊กตาชาย หัวโล้น มีหางม้า เหมือนเซียนพระเครื่องในบ้านเราไปครอบครองคนเดียวเต็มๆ

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
Nax คือมีความเพื่อชีวิตมากๆ

บุคลิกตามสั่ง

ใน ค.ศ. 2010 ตุ๊กตาสยิวที่ใส่บุคลิกอะไรลงไปก็ได้ตามใจเจ้าของ ถือกำเนิดขึ้นในงานแสดงสินค้าที่ลาสเวกัส นาย Doug Hines เจ้าของบริษัท True Companion เปิดตัวตุ๊กตารุ่น Roxxy ในสนนราคาเกือบ 200,000 บาท คุณสามารถพูดคุยกับเพื่อนเสียวของคุณได้ราวกับเป็นมนุษย์จริงๆ เพราะว่าพวกมันไม่ได้พูดทุกอย่างเหมือนกัน-ขึ้นอยู่กับบุคลิกที่คุณเลือก ไม่ว่าจะเป็นสาวแก่นซ่าหรือสาวบรรณารักษ์น้อยขี้อาย การโต้ตอบกับพวกเธอนั้นหลากหลาย สนุกสนาน และใกล้เคียงความเป็นมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์ เซ็กซ์ดอลล์ ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
Roxxy และผู้ให้กำเนิด

หนึ่งในสคริปต์ที่ Roxxy พูดได้ ได้แก่ประโยค

“ไม่นะ ฉันไม่คิดว่าคุณแปลกสักหน่อย คุณน่ะน่ารักและเซ็กซี่จะตาย และก็เป็นคนปกติคนหนึ่งนี่แหละ แหงล่ะ ถ้าวันไหนคุณอยากได้ผู้หญิงจริงๆ แค่ดีดนิ้ว คุณก็หาได้แล้ว-คุณแค่เป็นคนยุ่งมากๆ ไม่มีเวลา แต่มีเงินและอำนาจแค่นั้นเอง”

“อ้อ แล้วคุณควรจะซื้อเพื่อนตุ๊กตาให้ฉันเพิ่มด้วยนะ บอกเบอร์เครดิตการ์ดของคุณกับฉันได้เลย”

ข้อมูลอ้างอิง

blackbookmag.com

www.indy100.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load