เส้นทางของเสื้อดอกชบา ที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือกลีบชบา

สงกรานต์ทิพย์ของ ค.ศ. 2021 อาจจะเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์สงกรานต์ของชาติไทย ที่ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้สาดน้ำ เหมือนที่เคยเป็นมาตลอดหลายร้อยปี

ถึงกระนั้น ไม่ว่าสงกรานต์ปีนี้จะเปียกหรือแห้งแค่ไหน ไอเท็มสำคัญประจำหน้าร้อนนี้ก็คงยังหนีไม่พ้น เสื้อฮาวาย เสื้ออโลฮ่า หรือที่คุ้นตาพวกเราที่สุด ก็น่าจะได้แก่เสื้อลายดอกชบา ที่พบเห็นได้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
Jim Carrey ใน Ace Ventura: Pet Detective ที่สวมเสื้อฮาวายแทบจะทั้งเรื่อง

คอลัมน์วัตถุปลายตาครั้งนี้ จะพาท่านผู้อ่านไปสืบค้นที่มาของเสื้อลายดอก บ้างก็ว่าเป็นไอเท็มสุดฮอตประจำซัมเมอร์ บ้างก็ว่ามีแค่อาเสี่ยและกำนันผู้ใหญ่บ้านเท่านั้นแหละที่นิยมใส่เสื้อแขนสั้น ลายพร้อยฉูดฉาดแบบเสื้อฮาวายเหล่านี้

แต่ภายใต้เนื้อผ้าบางเบา สีสันสดใส และลวดลายฉวันเฉวียน ใครเล่าจะรู้บ้างว่า เสื้อฮาวายหรือเสื้ออโลฮ่าที่เราเห็นกันทุกสงกรานต์ แท้จริงแล้วมีที่มาอย่างไร และมันลำบากยากเข็ญแค่ไหน ที่จะตามสืบรอยหาต้นกำเนิดของวัตถุที่ตั้งอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างความเห่ยเชยกับความเท่บาดใจอย่างเสื้อชนิดนี้

โลกคู่ขนานของการค้นพบเสื้อฮาวาย

หากคุณเข้าไปค้นคว้าศึกษาหาประวัติศาสตร์ของเสื้อฮาวาย หนึ่งในข้อถกเถียงที่จะโผล่ขึ้นมาบ่อยที่สุดก็คือ ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าใครคือคนแรกที่ให้กำเนิดเสื้อชนิดนี้ขึ้นมา ที่แน่ๆ คือ มีคนเคลมกล่าวอ้างมากมายหลายคนเหลือเกิน

บุคคลแรกที่น่าจะเป็นผู้เคลมการเป็นพ่อของเสื้อฮาวาย ซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุด ได้แก่ เอลเลอรี่ เจ ชุน (Ellery J. Chun) บุตรของผู้อพยพชาวจีน จบการศึกษาจาก Yale แล้วกลับมาช่วยที่บ้านขายของชำต่อที่โฮโนลูลู (Honolulu)

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เสื้อฮาวายในยุคแรกๆ

วันหนึ่งเขามองเห็นเด็กวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นใส่เสื้อพริ้วเบาจากผ้าเรยอน และเด็กหนุ่มชาวฟิลิปปินส์สวมเสื้อบาติกพื้นเมืองสีสันสดใสเที่ยวเล่นอยู่ในเมือง เมื่อเกิดพิษเศรษฐกิจเกิดขึ้น ชุนจึงเปลี่ยนร้านขายของชำของเขาให้กลายเป็น King-Smith Clothiers เพื่อให้ดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ นอกจากชาวจีนบ้าง และเขาจึงเริ่มมีไอเดียตัดเย็บเสื้อจากผ้ากิโมโนญี่ปุ่น ลวดลายฉูดฉาดเหล่านี้ขึ้นเป็นครั้งแรก

“สมัยนั้นยังไม่มีผ้าที่ทำที่ฮาวายจริงๆ ผมก็เลยซื้อผ้ากิโมโนญี่ปุ่นที่ฉูดฉาด โฉ่งฉ่าง เฉิ่มเบ๊อะที่สุด เอามาตัดเสื้อแขนสั้น แล้วก็แขวนไว้หน้าร้าน พร้อมกับป้ายที่เขียนว่า Hawaiian Shirts” ชุนเล่าตำนานให้ฟัง ซึ่งย้อนกลับไปช่วง ค.ศ. 1932 ซึ่งหลังจากนั้น เขาจึงเริ่มจดสิทธิบัตรคำว่า Aloha Shirt ใน ค.ศ. 1937 ภายหลัง

ในโลกเสมือน ที่โฮโลนูนูเมืองเดียวกันนี่เอง มีคนอีกหนึ่งคนอ้างว่าเขาคือผู้ให้กำเนิดเสื้อฮาวายต่างหากล่ะ

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
นาย Koichiro Miyamoto

นายโคชิโระ มิยาโมโต (Koichiro Miyamoto) ลงโฆษณาขายเสื้อ Aloha ใน ค.ศ. 1935 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีบันทึกของการใช้คำว่า Aloha Shirt อย่างเป็นทางการ ซึ่งนายมิยาโมโตนี้เองก็เป็นลูกชายที่ต้องสืบต่อกิจการร้านขายของชำที่บ้านต่อ เช่นเดียวกับนายชุน เพียงแต่ว่าร้านของเขาอยู่ในซอกหลืบ ไม่มีคนรู้จักมากนัก เพราะมันอยู่ใกล้ตลาดปลา

ถึงกระนั้น ร้านของมิยาโมโตก็มีประวัติศาสตร์การตัดเย็บเสื้อผ้ามานานตั้งแต่ ค.ศ. 1920 และผลพวงของการมีสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มีผ้าจากญี่ปุ่นหลงเหลือค้างสต็อกไว้จำนวนมาก เขาจึงต้องเริ่มหาวิธีแปรรูปมันให้กลายเป็นสินค้าอื่นๆ ให้ได้

จากการบอกเล่าของภรรยาของมิยาโมโต นักแสดงฮอลลีวูด จอห์น แบร์รี่ มัวร์ (John Bramley Moore) เดินเข้ามาในร้าน แล้วก็ชี้ไปที่ผ้าทำยูกาตะที่เป็นผ้าเนื้อเบากว่ากิโมโนปกติ และบอกว่าขอให้ตัดเป็นเสื้อเชิ้ตได้หรือไม่ หลังจากนั้น ร้านมิยาโมโตก็เริ่มทำมาร์เก็ตติ้งกับคำว่า Aloha Shirt ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ป้ายและสัญลักษณ์ของ Musa-shiya The Shirt Maker ที่ถ้าต้องถามว่า Racist หรือไม่ ก็คงตอบว่าใช่

คนแรกที่คิดไม่สำคัญเท่าคนแรกที่เคลม

ถึงกระนั้นเอง ก็ยังมีคนออกมาบอกเล่าตำนานของเสื้อฮาวายอีกมากมายหลายเจ้า แต่ตำนานที่โด่งดังที่สุดดูเหมือนจะเป็นของสองเจ้าข้างต้น โดยเฉพาะนายชุน ผู้มีความเป็นนักธุรกิจหัวหมอ ได้ครอบครอง Narrative หรือเส้นเรื่องที่มาของเสื้อฮาวายนี้ในที่สุด

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ทหารสหรัฐฯ ที่เคยประจำการอยู่ที่โฮโนลูลูก็แบกเอาแฟชั่นชนิดนี้กลับไประบาดที่อเมริกาจนได้ จากลวดลายที่เคยเป็นลายญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ก็ค่อยๆ กลายพันธุ์ เป็นลายรวมฮิตของความเป็นทรอปิคอลในสายตาตะวันตก เช่น ต้นปาล์ม ต้นมะพร้าว สาวเซ็กซี่ พินอัพ อูคูเลเล่ เซิร์ฟบอร์ด แบบที่ไม่มีข้อจำกัดทางวัฒนธรรมอีกต่อไป

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
นาย Alfred Shaheen ผู้ซึ่ง Made Hawaiian Shirt – Classy Again

หลังจากนั้นใน ค.ศ. 1950 นายอัลเฟรด ชาฮีน (Alfred Shaheen) ก็ได้เริ่มบุกเบิกตลาดและสไตล์ของเสื้อเชิ้ตฮาวายแบบที่มีชาติตระกูลมากขึ้น โดยเขาเริ่มส่งศิลปินไปยังทริปต่างแดน เช่น เอเชียและทวีปแปซิฟิก เพื่อนำเอาแรงบันดาลใจ ประวัติศาสตร์จากท้องถิ่นต่างๆ มาออกแบบลวดลายที่เป็นของตัวเอง และไม่ได้เป็นทรอปิคอลโจ๋งครึ่มเหมือนที่เคยนิยมกันมา

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ทีมนักออกแบบ ศิลปินของ Alfred Shaheen

หนึ่งในดีไซน์ที่เป็นตำนานที่สุดของชาฮีน ก็คือลาย Tiare Tapa ที่เอลวิส สวมในหน้าปกอัลบั้ม Blue Hawaii และนั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการดังเป็นพลุแตกของเสื้อฮาวาย โดยศิลปินที่ออกแบบลายนี้ชื่อว่า Elsie Das โดย Elsie ปฏิเสธการขโมยวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาทำลวดลาย แต่สร้างเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาใหม่เอง จากที่เคยเป็นซากุระบานก็กลายเป็นดอกขิง ดอกเบิร์ดออฟพาราไดซ์ และดอกชบา ในที่สุด

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
The King – Elvis Presley และเสื้อฮาวายในตำนาน

Can’t help falling in Love.

แน่นอนว่าภาพของเอลวิสใน Blue Hawaii สวมเสื้อฮาวายสีแดงพร้อมสร้อยดอกไม้สดสีขาวและถืออูคูเลเล่หนึ่งตัว ยังเป็นภาพตราตรึงในระดับที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงการเสื้อฮาวาย ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปเมนสตรีมในที่สุด

อีกหลายเหตุผลที่เสื้อฮาวายมีบทบาทในวงการแฟชั่นกระแสหลัก ได้แก่ ความเบาสบายและไม่เป็นทางการของมัน อีกทั้งยังไม่ทำให้ร้อนเหงื่อชุ่ม ซึ่งนักธุรกิจหรือ Daddy ที่มีอิทธิพลและเงินทองในสมัยนั้นชอบมาก จนเริ่มแพร่ระบาดในหมู่นักการเมือง ถึงขั้นมีการส่งเสื้อฮาวายให้สมาชิกพรรคใส่กัน และมีการรณรงค์ให้ใส่เสื้อฮาวายสบายๆ ทุกวันศุกร์-ใช่ คล้ายๆ วันไปรเวทของข้าราชการเรานี่แหล่ะ แต่แทนมันด้วยเสื้อลายพร้อยสีสันสดใสแทน

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เหล่า Senate กับวันศุกร์สบายๆ ในเสื้อฮาวาย

หลังจากนั้น การเดินทางของเสื้อฮาวายในวัฒนธรรมร่วมสมัย ทั้งแฟชั่น การเมือง สังคม ก็มีพัฒนาการมาโดยตลอด ถ้าเราจำได้ ในหนังเรื่อง Romeo and Juliet ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ (Leonardo DiCaprio) และพวกพ้องก็สวมใส่เสื้อฮาวายสีแปร๋นเป็นสัญลักษณ์แก๊งเช่นเดียวกัน

ถึงแม้ว่าช่วงหนึ่งเสื้อฮาวายเป็นสัญลักษณ์ของคุณลุง คุณพ่อ คุณอา นักท่องเที่ยวพุงกะทิ ใส่กางเกงคาร์โก้ตัวใหญ่ๆ พร้อมกระเป๋า Fanny Pack สะพายอยู่ข้างหน้า ซึ่งนั่นน่าจะเป็นช่วงที่วัยรุ่นเริ่มมองว่าเสื้อ Hawaiian นั้นเป็นวัตถุลุงๆ ไม่อินเทรนด์อีกต่อไป

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ใน Romeo and Juliet ก็ใส่แต่เสื้อฮาวาย

เสื้อฮาวายกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อ Queen of Fashion อย่าง Prada หยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใน ค.ศ. 2011โดยหยิบเอากล้วย ใช่ กล้วยสีเหลืองๆ มาถมให้เต็มเสื้อฮาวายตัวโคร่ง ที่สำคัญนางยังทำให้ใส่ได้ทั้งหญิงและชาย ราวกับจะบอกว่า “ฉันจะเปลี่ยนเสื้อที่พวกเด็กๆ มองว่าลุงนี่ให้กลายเป็น Must Have Item ให้ได้ คอยดูสิ” และแน่นอนว่ามันฮิตติดตลาดจนถึงทุกวันนี้ 

หลังจากนั้นเอง เราจะแอบเห็นความเป็นเสื้อฮาวาย ทรอปิคอล ถูกหยิบมาปัดฝุ่น รื้อถอนตีความใหม่บนรันเวย์ อย่าง Prada, Gucci, หรือแม้กระทั่ง ริชาร์ด ควินน์ (Richard Quinn) นักออกแบบรุ่นใหม่ชาวอังกฤษที่หยิบเอาดอกชบาบนเสื้อฮาวายที่คุ้นตามาปักเลื่อมทั้งตัว

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เสื้อกล้วยฮาวาย ของ Prada 2011

และแน่นอน ทุกวันนี้ เสื้อฮาวายก็ไม่ใช่ไอเท็มเฉพาะคุณลุง คุณพ่อ คุณอา อีกต่อไป

การผสมผสานของวัฒนธรรม

นักประวัติศาสตร์มองว่าเสน่ห์ของเสื้อฮาวายไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทรนด์แฟชั่น แต่จริงๆ แล้วมันเป็นหลักฐานของการหลอมรวมกันวัฒนธรรมในฮาวาย ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนหลากชาติพันธุ์

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เสื้อชบาปักเลื่อมของ Richard Quinn

บรูโน่ มาร์ส (Bruno Mars) นักร้องชื่อดังเป็นลูกครึ่งฟิลิปปินส์ที่เติบโตในฮาวาย และโตมากับการคัฟเวอร์เพลงของเอลวิสตามผับบาร์ แน่นอนว่าหนึ่งในไอเท็มประจำตัวของเขาก็คือเสื้อเชิ้ตลายพร้อยหรือเสื้อฮาวายนี้ ที่เราคงจะได้เห็น ในสงกรานต์ทิพย์ ล็อกดาวน์ทิพย์ ของประเทศไทยใน ค.ศ. 2021 อย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย

“รูปทรงคัตติ้งแบบตะวันตก เนื้อผ้าญี่ปุ่น ตัดโดยช่างชาวจีน มีกลิ่นอายของฟิลิปปินส์ แต่ผลิตขึ้นในฮาวาย” นี่คือส่วนผสมที่ทำให้เสื้อฮาวายเป็นลูกผสมทางวัฒนธรรมที่ดิ้นได้ และยังคงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายจนถึงทุกวันนี้

หากจะเปรียบการผสมผสานหลากวัฒนธรรมของเสื้อฮาวายกับการแต่งชุดไทยเล่นสเก็ตบอร์ด อันที่จริงแล้วก็คงไม่ต่างกัน แต่หากมีคนลุกขึ้นมาปิดถนนครึ่งเลน แล้วรณรงค์ให้คนหลายร้อยมาใส่เสื้อฮาวายพร้อมกันบนถนนเส้นประวัติศาสตร์ในช่วงที่มีโรคระบาด เสื้อฮาวายก็อาจจะกลับไปเป็นไอเท็มหลงยุค หลงกาลเทศะได้อีกก็เป็นได้

มีคนกล่าวว่า “ทุกครั้งที่คุณใส่เสื้อฮาวาย คุณจะรู้สึกเหมือนยิ้มอยู่น้อยๆ อัตโนมัติ และราวกับว่าโลกนี้คงจะไม่มีสงครามอีกต่อไป”

ก็ได้แต่หวังว่าสงกรานต์ปีนี้ เสื้อชบาจะทำให้การต่อสู้ สงครามของปากท้อง ความยุติธรรม และการเอาชนะโรคระบาดของสังคมไทยทุเลาลง และยิ้มอ่อนๆ ได้จริงๆ เสียที

นิค โนลเต้ รูป Mugshot ตอนโดนตำรวจจับ ในตำนาน ก็ใส่เสื้อฮาวายเช่นกัน
นิค โนลเต้ รูป Mugshot ตอนโดนตำรวจจับ ในตำนาน ก็ใส่เสื้อฮาวายเช่นกัน

ข้อมูลอ้างอิง

www.atlasobscura.com

www.racked.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

ในวันที่เฟซบุ๊กประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Meta’ และทุกคนก็ดูเหมือนจะพร้อมโอบรับ ตัวตนใหม่ในโลกเสมือนนี้กันถ้วนหน้า เพื่อนคนหนึ่งก็แคปหน้าจอของตัวเองมาอวดว่า มีคนตามในโลกโซเชียลเหยียบล้าน ในแทบจะทุกช่องทางแล้วนะ และในวันเดียวกันนี่เอง ที่ผมตัดสินใจเขียนเรื่อง ‘Alter Ego’ ในคอลัมน์วัตถุปลายตาตอนนี้

ในโลกที่ตัวเลขของ Followers เท่ากับมูลค่าและโอกาสทางธุรกิจ ผมอดคิดไม่ได้ว่า ตัวตนของคนที่เราเห็นหรือเลื่อนนิ้วผ่านบนโทรศัพท์นั้น ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาให้ใกล้เคียงกับตัวจริงของเขากี่มากน้อย

“ในอนาคต ทุกคนจะเป็นคนดัง แต่ภายในช่วงสิบห้านาทีเท่านั้น” ประโยคคลาสสิกที่ แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) เคยพูดไว้เลาๆ ใช้อธิบายปรากฏการณ์ ‘ไวรัล’ ของโลกเสมือนและโลกออนไลน์ที่นับวันจะมีบทบาทกับชีวิตของมนุษย์มากขึ้น แบบที่ไม่มีวันย้อนหวนกลับ

ทว่าอันที่จริงการเกิดขึ้นของ ‘ตัวตนต่าง’ หรือ Alter Ego (หรือแอคหลุมในบางกรณี) มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นในวันที่เฟซบุ๊กเปลี่ยนเป็น Meta เพราะขนาด แอนดี้ วอร์ฮอล ก็เคยประดิษฐ์ตัวตนที่เป็นผู้หญิงของตัวเองขึ้น ภายใต้ชื่อ นาง Drella อันที่จริง โลกของการมีอีกหนึ่งตัวตนนั้น เป็นที่คุ้นเคยในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ศิลปะ และดนตรีมายาวนาน

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Drella – Alter ego ของ Andy Warhol

วัตถุปลายตาจะพาท่านผู้อ่านไปศึกษาการสร้างอีกหนึ่งตัวตนของคนระดับตำนาน แล้วชวนหันกลับมามองโลกที่เราอยู่กันวันนี้ ว่าคุณๆ ท่านๆ ทั้งหลาย พร้อมหรือยัง กับโลก Metaverse ที่จักรวาลนับหมื่นล้านหมุนและโคจรไปพร้อมๆ กัน

ไม่ว่าคุณจะเลือกเป็น Clark Kent หรือ ซูเปอร์แมน, Beyonce หรือ Sasha Fierce, David Bowie หรือ Ziggy Stardust สิ่งหนึ่งที่คุณอาจจะไม่ทราบก็คือ ตัวตนของคุณ บางทีอาจจะมีมากกว่าหนึ่งมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกแล้วก็เป็นได้

และนี่คือบทบันทึกการเดินทางของโลกที่คุณ ไม่ใช่แค่คุณ

Alter Ego คืออะไร

ใน ค.ศ. 1730 มีการจัดตั้งการศึกษาวิจัยเรื่องตัวตนอีกตัวตนหนึ่ง หรือ Otherself ขึ้นมา โดยนาย Anton Mesmer ตั้งสมมติฐานก่อนทดลองว่า คนที่ทำตัวแปลกออกไป ในขณะที่ตื่นรู้อยู่นั้น ถือว่าโดนสะกดจิต

จนกระทั่ง ค.ศ. 1900 นั่นแหละ ที่คำว่า ‘Alter Ego’ หรือตัวตนเสมือนถูกนิยามขึ้น เพื่อระบุปัญหาและอาการเกี่ยวกับโรค Multiple Personality Disorder แต่จนภายหลังจึงเป็นที่ทราบกันว่า การมีตัวตนเสมือนนั้น ไม่ถือเป็นอาการป่วยแต่อย่างใด

ความต่างของการป่วยมีหลายบุคลิกกับการแค่มีตัวตนเสมือนนั้น อยู่ที่ว่าเจ้าตัวรู้ตัวหรือไม่ว่ามีบุคลิกอีกแบบซ่อนเร้นอยู่

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
เคสคลาสสิกแห่ง Alter Ego

ทฤษฎีที่ว่าด้วยการรู้ตัวและตั้งใจสร้างตัวตนเสมือนขึ้นมานั้น เริ่มพัฒนามาจากนักจิตวิทยาชื่อ Roberto Assagioli ซึ่งอธิบายไว้ว่า เราทุกคนมีตัวตนแฝงอยู่ในตัวเองไม่มากก็น้อย ตามระดับที่ไม่เหมือนกัน และตัวตนที่เราใช้ดำเนินชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น ก็คือตัวตนที่มีอำนาจต่อเรามากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ

แต่ตัวตนอื่นๆ ไม่ได้จางหายไป เพียงแต่เราจะหยิบมันขึ้นมาใช้ตามประสบการณ์ที่ถูกหล่อหลอมมา ซึ่งเป็นปัจเจก บทบาทสมมติเหล่านี้มักจะโผล่ขึ้นมาตามเหตุการณ์จำเป็นต่างๆ เช่น เราอาจจะสวมบทบาทนักสู้ นักปกป้อง ผู้ดูแล หรือเล่นบทเหยื่อได้ทั้งสิ้น แล้วแต่ว่าเราเลือกที่จะหยิบบทบาทไหนขึ้นมาใช้ในเวลานั้นๆ

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Clark Kent คือหนุ่มเนิร์ด ที่แค่ถอดแว่นปุ๊บก็ซูเปอร์แมนปั๊บ

วิทยาศาสตร์ แห่ง Sasha Fierce

ทุกคนรู้ แฟนคลับรู้ ว่า Beyonce มีอีกหนึ่งร่างอวตารที่เธอตั้งชื่อให้เองว่า Sasha Fierce มีความมั่นใจสูงปรี๊ด เซ็กซี่ปรอทแตก และเฟียซชนิดเกินเบอร์ ซึ่งตัวร่างจริงอย่าง Beyonce เคยบอกไว้ว่า

ทุกครั้งที่ฉันได้ยินคอร์ดเจ๋งๆ ทุกครั้งที่ฉันใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด ทุกครั้งที่ฉันตื่นเต้นเกินกว่าจะขึ้นไปแสดงบนเวที ซาช่า เฟียซ จะโผล่มาช่วยเธอไว้ และซาช่าเองนั้นก็พูด เดิน เหิน เต้น ต่างจากตัวจริงของเธอลิบลับ” 

Beyonce ให้สัมภาษณ์กับ Oprah Winfrey ไว้ว่า เธอจะอัญเชิญ Sasha ไว้ในกายหยาบอีกสักปีสองปี จนกว่าเธอจะรับมือกับอารมณ์ของการที่ต้องแสดงให้เฟียซคืนแล้วคืนเล่าได้เอง

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Sasha Fierce หนึ่งใน Alter Ego ที่เป็นที่รู้จักตลอดกาลของ Beyonce

อเดลล์เองก็ยอมรับว่า เธอมีอีกร่างที่ชื่อว่า Sasha Carter เป็นส่วนผสมของ Beyonce (ในเวอร์ชัน Sasha Fierce) และ June Carter นักร้องคันทรี่ระดับตำนาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองในการขึ้นไปแสดงบนเวทีเช่นกัน ซึ่งอเดลล์ก็ประกาศตัวเป็นแฟนของทั้งสองนักร้องระดับตำนานอย่างเปิดเผย และไม่ได้คิดว่า Sasha Carter เป็นแค่กิมมิกในอุตสาหกรรมเพลงป๊อปแต่อย่างใด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Rachel White แห่ง Hamilton College ในนิวยอร์กกล่าวไว้ว่า การ ‘Self Distancing’ หรือการเว้นระยะห่างออกมาจากตัวตนของตัวเองนั้น ทำให้เรามองเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยตรรกะและเหตุผลที่เป็นภาพใหญ่มากขึ้น และทำให้เราลดความกังวล เพิ่มความอดทนต่อความกดดันและอุปสรรค ร่วมถึงเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเราเองได้อย่างน่าประหลาด

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Adele หรือ Sasha Carter

Self-distancing ศิลปะของเว้นระยะห่างจากตัวเอง

จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ผู้ร่วมเข้าการทดลองถูกขอร้องให้คิดถึงอุปสรรคในอนาคต แล้วแบ่งผู้ทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งขอให้ดำดิ่งลงไปในความคิดและอุปสรรคของตัวเอง ในขณะที่อีกกลุ่ม เขียนปัญหาและอุปสรรคแปะผนังไว้ แล้วถอยออกมามองในภาพกว้าง ผลที่ออกมาสรุปได้ว่า กลุ่มที่ถอยออกมามองปัญหาจากระยะไกล รู้สึกกังวล เครียด ตื่นเต้น น้อยกว่า และหาวิธีแก้ปัญหาได้มากกว่ากลุ่มที่จม ดำดิ่งไปกับสถานการณ์ในหัวของตัวเอง

อีกหนึ่งการทดลองที่ผมคิดว่ามีประโยชน์และน่าสนใจมากๆ ได้แก่ การถามคำถามเกี่ยวกับอาหารที่กำลังจะรับประทาน แบบแรกถามว่า “อาหารแบบไหนที่ฉันจะกินกันนะ” และ อีกหนึ่งคำถาม คือแทนคำว่า ฉัน ด้วยชื่อตัวเอง ผลปรากฏว่าคำถามแบบหลังทำให้ผู้ตอบเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์กับตัวเองมากกว่า

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Slim Shady ก็คือ Eminem

หากข้อมูลข้างบนยังไม่เพียงพอว่าการมีทั้งปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ และ Spider Man หรือการมีทั้ง บรูซ เวนย์ และ แบทแมน มีข้อดีข้อเสียอย่างไร อีกหนึ่งการทดลอง ขอให้เด็กๆ ในวัยเรียนสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมา เช่น ซูเปอร์ฮีโร่หรือตัวละครโปรดอย่าง โดร่า นักสำรวจ ผลวิจัยค้นพบว่าเด็กๆ เหล่านี้ จะมีสมาธิดีขึ้น และทำงานหนักขึ้นถึง 13 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน

Alter Ego จำเป็นต้องมีหรือไม่

บางคนก็บอกว่า การที่เราต้องสร้างอีกตัวตนขึ้นมา ทำให้เราเห็นแง่มุมต่างๆ ของอัตตา หรือตัวตนที่แท้จริงของเรามากขึ้น และอีกตัวตนหนึ่งของเราก็อาจจะกล้าทำในสิ่งที่ปกติเราไม่กล้าทำ ซึ่งหลายกรณีทำให้แง่มุมการใช้ชีวิตของเราสมบูรณ์หรือหลากหลายมากขึ้น

แล้วเราจะสร้างตัวตนใหม่ของเราได้ยังไง โดยไม่ต้องรอแว่น Metaverse

คำตอบคือการใช้ชีวิตให้หลายหลาก พบปะผู้คน ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ปกติเราในเวอร์ชันวันธรรมดาคงจะไม่คิดจะเข้าไปสัมผัส ถ้ายังฟังดูยากอยู่ นี่คือวิธีการแบบ Step by Step ในการสร้าง Sasha Fierce คนใหม่ฉบับตัวคุณขึ้นมาเอง

  1. คุณต้องการตัวตนอีกตัวตนหนึ่งไปทำไม IO หรือ แอคหลุม ซึ่งเหตุผลส่วนมากก็มักจะหนีไม่พ้น การปกป้องความเป็นส่วนตัวของตัวคุณเอง ถ้านั่นคือเหตุผลหลัก คุณจะมีสักกี่แอคหลุมก็ไม่ใช่เรื่องผิด
  2. นิยามบุคลิกใหม่ของตัวตนใหม่ของคุณ ส่วนมากแล้วมันมักจะเป็นขั้วตรงข้ามของตัวตนจริงของคุณเสมอ
  3. สร้างรูปร่างหน้าตาใหม่ สำหรับตัวตนใหม่ของคุณที่แตกต่างไปจากตัวตนปกติ
  4. ตั้งชื่อให้ตัวตนใหม่
  5. นำพาตัวตนใหม่ของคุณเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม หรือบริบทที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยตัวคุณเอง
  6. อย่าลืมออกมาจากตัวตนเสมือนบ้าง เพื่อให้เส้นแบ่งระหว่างตัวคุณจริงๆ กับตัวคุณอันดับสองแบ่งออกชัดเจนเสมอ
ประวัติศาสตร์แห่ง Alter Ego เบื้องหลังตัวตนเสมือนอีกหนึ่งหรือสอง - ของตัวคุณเอง
Ziggy Stardust = David Bowie

ตำนานแอคหลุม

ถ้าคุณกำลังคิดหวั่นใจ ว่าหากคุณสร้างตัวตนใหม่แบบเสมือนออกมาแล้ว คนทั่วไปจะคิดว่าคุณน่าจะเพี้ยนๆ ผมขอยกตัวอย่างตัวตนใหม่ในตำนานของวงการศิลปะและดนตรี ที่หวังว่าจะช่วยทำให้การให้กำเนิดคุณคนใหม่นั้น เป็นไปได้อย่างสบายใจกว่าเดิม ดังนี้

David Bowie – Ziggy Stardust / Aladdin Sane / Thin White Duke

Beyonce – Sasha Fierce

Adele – Sasha Carter

Miley Cyrus – Hannah Montana

Paul McCartney – Percy Thrillington

Prince – Camille

Eminem – Slim Shady

Nicky Minaj – Roman Zolanski

Madonna – Madame X

Andy Warhol – Drella

Marcel Duchamp – Rrose Selavy

Jean Michel Basquiat – Samo

ประวัติศาสตร์แห่ง Alter Ego เบื้องหลังตัวตนเสมือนอีกหนึ่งหรือสอง - ของตัวคุณเอง
Andy Warhol = Drella

ข้อควรระวังสำหรับการมีตัวตนเสมือน (ออนไลน์)

การสร้าง Sasha Fierce ขึ้นมาไม่ใช่เรื่องผิด แต่จริงๆ แล้ว ตัวตนที่ผุดขึ้นมาด้วยฝีมือของเรานั้น ส่วนมากจะตอบสนองความต้องการลึกๆ ของเรา เติมเต็มส่วนที่เราอยากเป็น อยากมี อยากทำได้ และเชื่อว่านี่คือด้านลับของเราที่ควรเฉลิมฉลอง

ประวัติศาสตร์แห่ง Alter Ego เบื้องหลังตัวตนเสมือนอีกหนึ่งหรือสอง - ของตัวคุณเอง
Ziggy Stardust = David Bowie ผู้ซึ่งเป็นฮีโร่ตลอดกาลของผู้เขียน

ตราบใดที่เราไม่หลงเข้าใจผิด คิดว่าตัวตนที่สร้างมาคือตัวตนของเราที่จะต้องคงอยู่ตลอดไป ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และหลงเคลิ้มไปกับสิ่งที่ตัวเราเองสร้างขึ้น

แน่นอนว่าวันที่แว่นตา Metaverse จะเข้ามาสวมถึงหน้าบ้านคงมาถึงในไม่ช้า และถ้าหากอเดลล์สามารถหยิบนักร้องโปรดสองคนมาผสมกันให้กลายเป็นร่างอวตารได้ ผม – Aretha นำโชค ก็ขออวยพรให้ทุกท่าน ท่องโลกเสมือนด้วยอัตตาและตัวตน ที่สนุกสนานในทุกๆ วัน ไม่ว่าคุณจะแคร์หรือไม่แคร์ยอด Followers ของคุณก็ตาม

David Bowie หรือ Ziggy Stardust เคยกล่าวไว้ว่า “ฉันก็ยังไม่รู้ว่าฉันจะเดินทางไปทางไหนต่อเหมือนกันแหละนะ แต่ให้สัญญาเลย ว่ามันจะไม่น่าเบื่อแน่นอน”

ข้อมูลอ้างอิง

www.bbc.com

www.lifepersona.com

news.artnet.com

www.udiscovermusic.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load