เส้นทางของเสื้อดอกชบา ที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือกลีบชบา

สงกรานต์ทิพย์ของ ค.ศ. 2021 อาจจะเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์สงกรานต์ของชาติไทย ที่ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้สาดน้ำ เหมือนที่เคยเป็นมาตลอดหลายร้อยปี

ถึงกระนั้น ไม่ว่าสงกรานต์ปีนี้จะเปียกหรือแห้งแค่ไหน ไอเท็มสำคัญประจำหน้าร้อนนี้ก็คงยังหนีไม่พ้น เสื้อฮาวาย เสื้ออโลฮ่า หรือที่คุ้นตาพวกเราที่สุด ก็น่าจะได้แก่เสื้อลายดอกชบา ที่พบเห็นได้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
Jim Carrey ใน Ace Ventura: Pet Detective ที่สวมเสื้อฮาวายแทบจะทั้งเรื่อง

คอลัมน์วัตถุปลายตาครั้งนี้ จะพาท่านผู้อ่านไปสืบค้นที่มาของเสื้อลายดอก บ้างก็ว่าเป็นไอเท็มสุดฮอตประจำซัมเมอร์ บ้างก็ว่ามีแค่อาเสี่ยและกำนันผู้ใหญ่บ้านเท่านั้นแหละที่นิยมใส่เสื้อแขนสั้น ลายพร้อยฉูดฉาดแบบเสื้อฮาวายเหล่านี้

แต่ภายใต้เนื้อผ้าบางเบา สีสันสดใส และลวดลายฉวันเฉวียน ใครเล่าจะรู้บ้างว่า เสื้อฮาวายหรือเสื้ออโลฮ่าที่เราเห็นกันทุกสงกรานต์ แท้จริงแล้วมีที่มาอย่างไร และมันลำบากยากเข็ญแค่ไหน ที่จะตามสืบรอยหาต้นกำเนิดของวัตถุที่ตั้งอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างความเห่ยเชยกับความเท่บาดใจอย่างเสื้อชนิดนี้

โลกคู่ขนานของการค้นพบเสื้อฮาวาย

หากคุณเข้าไปค้นคว้าศึกษาหาประวัติศาสตร์ของเสื้อฮาวาย หนึ่งในข้อถกเถียงที่จะโผล่ขึ้นมาบ่อยที่สุดก็คือ ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าใครคือคนแรกที่ให้กำเนิดเสื้อชนิดนี้ขึ้นมา ที่แน่ๆ คือ มีคนเคลมกล่าวอ้างมากมายหลายคนเหลือเกิน

บุคคลแรกที่น่าจะเป็นผู้เคลมการเป็นพ่อของเสื้อฮาวาย ซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุด ได้แก่ เอลเลอรี่ เจ ชุน (Ellery J. Chun) บุตรของผู้อพยพชาวจีน จบการศึกษาจาก Yale แล้วกลับมาช่วยที่บ้านขายของชำต่อที่โฮโนลูลู (Honolulu)

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เสื้อฮาวายในยุคแรกๆ

วันหนึ่งเขามองเห็นเด็กวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นใส่เสื้อพริ้วเบาจากผ้าเรยอน และเด็กหนุ่มชาวฟิลิปปินส์สวมเสื้อบาติกพื้นเมืองสีสันสดใสเที่ยวเล่นอยู่ในเมือง เมื่อเกิดพิษเศรษฐกิจเกิดขึ้น ชุนจึงเปลี่ยนร้านขายของชำของเขาให้กลายเป็น King-Smith Clothiers เพื่อให้ดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ นอกจากชาวจีนบ้าง และเขาจึงเริ่มมีไอเดียตัดเย็บเสื้อจากผ้ากิโมโนญี่ปุ่น ลวดลายฉูดฉาดเหล่านี้ขึ้นเป็นครั้งแรก

“สมัยนั้นยังไม่มีผ้าที่ทำที่ฮาวายจริงๆ ผมก็เลยซื้อผ้ากิโมโนญี่ปุ่นที่ฉูดฉาด โฉ่งฉ่าง เฉิ่มเบ๊อะที่สุด เอามาตัดเสื้อแขนสั้น แล้วก็แขวนไว้หน้าร้าน พร้อมกับป้ายที่เขียนว่า Hawaiian Shirts” ชุนเล่าตำนานให้ฟัง ซึ่งย้อนกลับไปช่วง ค.ศ. 1932 ซึ่งหลังจากนั้น เขาจึงเริ่มจดสิทธิบัตรคำว่า Aloha Shirt ใน ค.ศ. 1937 ภายหลัง

ในโลกเสมือน ที่โฮโลนูนูเมืองเดียวกันนี่เอง มีคนอีกหนึ่งคนอ้างว่าเขาคือผู้ให้กำเนิดเสื้อฮาวายต่างหากล่ะ

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
นาย Koichiro Miyamoto

นายโคชิโระ มิยาโมโต (Koichiro Miyamoto) ลงโฆษณาขายเสื้อ Aloha ใน ค.ศ. 1935 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีบันทึกของการใช้คำว่า Aloha Shirt อย่างเป็นทางการ ซึ่งนายมิยาโมโตนี้เองก็เป็นลูกชายที่ต้องสืบต่อกิจการร้านขายของชำที่บ้านต่อ เช่นเดียวกับนายชุน เพียงแต่ว่าร้านของเขาอยู่ในซอกหลืบ ไม่มีคนรู้จักมากนัก เพราะมันอยู่ใกล้ตลาดปลา

ถึงกระนั้น ร้านของมิยาโมโตก็มีประวัติศาสตร์การตัดเย็บเสื้อผ้ามานานตั้งแต่ ค.ศ. 1920 และผลพวงของการมีสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มีผ้าจากญี่ปุ่นหลงเหลือค้างสต็อกไว้จำนวนมาก เขาจึงต้องเริ่มหาวิธีแปรรูปมันให้กลายเป็นสินค้าอื่นๆ ให้ได้

จากการบอกเล่าของภรรยาของมิยาโมโต นักแสดงฮอลลีวูด จอห์น แบร์รี่ มัวร์ (John Bramley Moore) เดินเข้ามาในร้าน แล้วก็ชี้ไปที่ผ้าทำยูกาตะที่เป็นผ้าเนื้อเบากว่ากิโมโนปกติ และบอกว่าขอให้ตัดเป็นเสื้อเชิ้ตได้หรือไม่ หลังจากนั้น ร้านมิยาโมโตก็เริ่มทำมาร์เก็ตติ้งกับคำว่า Aloha Shirt ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ป้ายและสัญลักษณ์ของ Musa-shiya The Shirt Maker ที่ถ้าต้องถามว่า Racist หรือไม่ ก็คงตอบว่าใช่

คนแรกที่คิดไม่สำคัญเท่าคนแรกที่เคลม

ถึงกระนั้นเอง ก็ยังมีคนออกมาบอกเล่าตำนานของเสื้อฮาวายอีกมากมายหลายเจ้า แต่ตำนานที่โด่งดังที่สุดดูเหมือนจะเป็นของสองเจ้าข้างต้น โดยเฉพาะนายชุน ผู้มีความเป็นนักธุรกิจหัวหมอ ได้ครอบครอง Narrative หรือเส้นเรื่องที่มาของเสื้อฮาวายนี้ในที่สุด

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ทหารสหรัฐฯ ที่เคยประจำการอยู่ที่โฮโนลูลูก็แบกเอาแฟชั่นชนิดนี้กลับไประบาดที่อเมริกาจนได้ จากลวดลายที่เคยเป็นลายญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ก็ค่อยๆ กลายพันธุ์ เป็นลายรวมฮิตของความเป็นทรอปิคอลในสายตาตะวันตก เช่น ต้นปาล์ม ต้นมะพร้าว สาวเซ็กซี่ พินอัพ อูคูเลเล่ เซิร์ฟบอร์ด แบบที่ไม่มีข้อจำกัดทางวัฒนธรรมอีกต่อไป

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
นาย Alfred Shaheen ผู้ซึ่ง Made Hawaiian Shirt – Classy Again

หลังจากนั้นใน ค.ศ. 1950 นายอัลเฟรด ชาฮีน (Alfred Shaheen) ก็ได้เริ่มบุกเบิกตลาดและสไตล์ของเสื้อเชิ้ตฮาวายแบบที่มีชาติตระกูลมากขึ้น โดยเขาเริ่มส่งศิลปินไปยังทริปต่างแดน เช่น เอเชียและทวีปแปซิฟิก เพื่อนำเอาแรงบันดาลใจ ประวัติศาสตร์จากท้องถิ่นต่างๆ มาออกแบบลวดลายที่เป็นของตัวเอง และไม่ได้เป็นทรอปิคอลโจ๋งครึ่มเหมือนที่เคยนิยมกันมา

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ทีมนักออกแบบ ศิลปินของ Alfred Shaheen

หนึ่งในดีไซน์ที่เป็นตำนานที่สุดของชาฮีน ก็คือลาย Tiare Tapa ที่เอลวิส สวมในหน้าปกอัลบั้ม Blue Hawaii และนั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการดังเป็นพลุแตกของเสื้อฮาวาย โดยศิลปินที่ออกแบบลายนี้ชื่อว่า Elsie Das โดย Elsie ปฏิเสธการขโมยวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาทำลวดลาย แต่สร้างเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาใหม่เอง จากที่เคยเป็นซากุระบานก็กลายเป็นดอกขิง ดอกเบิร์ดออฟพาราไดซ์ และดอกชบา ในที่สุด

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
The King – Elvis Presley และเสื้อฮาวายในตำนาน

Can’t help falling in Love.

แน่นอนว่าภาพของเอลวิสใน Blue Hawaii สวมเสื้อฮาวายสีแดงพร้อมสร้อยดอกไม้สดสีขาวและถืออูคูเลเล่หนึ่งตัว ยังเป็นภาพตราตรึงในระดับที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงการเสื้อฮาวาย ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปเมนสตรีมในที่สุด

อีกหลายเหตุผลที่เสื้อฮาวายมีบทบาทในวงการแฟชั่นกระแสหลัก ได้แก่ ความเบาสบายและไม่เป็นทางการของมัน อีกทั้งยังไม่ทำให้ร้อนเหงื่อชุ่ม ซึ่งนักธุรกิจหรือ Daddy ที่มีอิทธิพลและเงินทองในสมัยนั้นชอบมาก จนเริ่มแพร่ระบาดในหมู่นักการเมือง ถึงขั้นมีการส่งเสื้อฮาวายให้สมาชิกพรรคใส่กัน และมีการรณรงค์ให้ใส่เสื้อฮาวายสบายๆ ทุกวันศุกร์-ใช่ คล้ายๆ วันไปรเวทของข้าราชการเรานี่แหล่ะ แต่แทนมันด้วยเสื้อลายพร้อยสีสันสดใสแทน

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เหล่า Senate กับวันศุกร์สบายๆ ในเสื้อฮาวาย

หลังจากนั้น การเดินทางของเสื้อฮาวายในวัฒนธรรมร่วมสมัย ทั้งแฟชั่น การเมือง สังคม ก็มีพัฒนาการมาโดยตลอด ถ้าเราจำได้ ในหนังเรื่อง Romeo and Juliet ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ (Leonardo DiCaprio) และพวกพ้องก็สวมใส่เสื้อฮาวายสีแปร๋นเป็นสัญลักษณ์แก๊งเช่นเดียวกัน

ถึงแม้ว่าช่วงหนึ่งเสื้อฮาวายเป็นสัญลักษณ์ของคุณลุง คุณพ่อ คุณอา นักท่องเที่ยวพุงกะทิ ใส่กางเกงคาร์โก้ตัวใหญ่ๆ พร้อมกระเป๋า Fanny Pack สะพายอยู่ข้างหน้า ซึ่งนั่นน่าจะเป็นช่วงที่วัยรุ่นเริ่มมองว่าเสื้อ Hawaiian นั้นเป็นวัตถุลุงๆ ไม่อินเทรนด์อีกต่อไป

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ใน Romeo and Juliet ก็ใส่แต่เสื้อฮาวาย

เสื้อฮาวายกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อ Queen of Fashion อย่าง Prada หยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใน ค.ศ. 2011โดยหยิบเอากล้วย ใช่ กล้วยสีเหลืองๆ มาถมให้เต็มเสื้อฮาวายตัวโคร่ง ที่สำคัญนางยังทำให้ใส่ได้ทั้งหญิงและชาย ราวกับจะบอกว่า “ฉันจะเปลี่ยนเสื้อที่พวกเด็กๆ มองว่าลุงนี่ให้กลายเป็น Must Have Item ให้ได้ คอยดูสิ” และแน่นอนว่ามันฮิตติดตลาดจนถึงทุกวันนี้ 

หลังจากนั้นเอง เราจะแอบเห็นความเป็นเสื้อฮาวาย ทรอปิคอล ถูกหยิบมาปัดฝุ่น รื้อถอนตีความใหม่บนรันเวย์ อย่าง Prada, Gucci, หรือแม้กระทั่ง ริชาร์ด ควินน์ (Richard Quinn) นักออกแบบรุ่นใหม่ชาวอังกฤษที่หยิบเอาดอกชบาบนเสื้อฮาวายที่คุ้นตามาปักเลื่อมทั้งตัว

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เสื้อกล้วยฮาวาย ของ Prada 2011

และแน่นอน ทุกวันนี้ เสื้อฮาวายก็ไม่ใช่ไอเท็มเฉพาะคุณลุง คุณพ่อ คุณอา อีกต่อไป

การผสมผสานของวัฒนธรรม

นักประวัติศาสตร์มองว่าเสน่ห์ของเสื้อฮาวายไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทรนด์แฟชั่น แต่จริงๆ แล้วมันเป็นหลักฐานของการหลอมรวมกันวัฒนธรรมในฮาวาย ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนหลากชาติพันธุ์

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เสื้อชบาปักเลื่อมของ Richard Quinn

บรูโน่ มาร์ส (Bruno Mars) นักร้องชื่อดังเป็นลูกครึ่งฟิลิปปินส์ที่เติบโตในฮาวาย และโตมากับการคัฟเวอร์เพลงของเอลวิสตามผับบาร์ แน่นอนว่าหนึ่งในไอเท็มประจำตัวของเขาก็คือเสื้อเชิ้ตลายพร้อยหรือเสื้อฮาวายนี้ ที่เราคงจะได้เห็น ในสงกรานต์ทิพย์ ล็อกดาวน์ทิพย์ ของประเทศไทยใน ค.ศ. 2021 อย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย

“รูปทรงคัตติ้งแบบตะวันตก เนื้อผ้าญี่ปุ่น ตัดโดยช่างชาวจีน มีกลิ่นอายของฟิลิปปินส์ แต่ผลิตขึ้นในฮาวาย” นี่คือส่วนผสมที่ทำให้เสื้อฮาวายเป็นลูกผสมทางวัฒนธรรมที่ดิ้นได้ และยังคงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายจนถึงทุกวันนี้

หากจะเปรียบการผสมผสานหลากวัฒนธรรมของเสื้อฮาวายกับการแต่งชุดไทยเล่นสเก็ตบอร์ด อันที่จริงแล้วก็คงไม่ต่างกัน แต่หากมีคนลุกขึ้นมาปิดถนนครึ่งเลน แล้วรณรงค์ให้คนหลายร้อยมาใส่เสื้อฮาวายพร้อมกันบนถนนเส้นประวัติศาสตร์ในช่วงที่มีโรคระบาด เสื้อฮาวายก็อาจจะกลับไปเป็นไอเท็มหลงยุค หลงกาลเทศะได้อีกก็เป็นได้

มีคนกล่าวว่า “ทุกครั้งที่คุณใส่เสื้อฮาวาย คุณจะรู้สึกเหมือนยิ้มอยู่น้อยๆ อัตโนมัติ และราวกับว่าโลกนี้คงจะไม่มีสงครามอีกต่อไป”

ก็ได้แต่หวังว่าสงกรานต์ปีนี้ เสื้อชบาจะทำให้การต่อสู้ สงครามของปากท้อง ความยุติธรรม และการเอาชนะโรคระบาดของสังคมไทยทุเลาลง และยิ้มอ่อนๆ ได้จริงๆ เสียที

นิค โนลเต้ รูป Mugshot ตอนโดนตำรวจจับ ในตำนาน ก็ใส่เสื้อฮาวายเช่นกัน
นิค โนลเต้ รูป Mugshot ตอนโดนตำรวจจับ ในตำนาน ก็ใส่เสื้อฮาวายเช่นกัน

ข้อมูลอ้างอิง

www.atlasobscura.com

www.racked.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

ชีวิตก็เหมือนม้วนกระดาษทิชชูบนฝาผนังส้วม – ยิ่งใช้จนใกล้หมดม้วน มันก็ยิ่งหมุนเร็วขึ้นเท่านั้น”

ท่ามกลางยุคที่ผู้คนเทขายทอง หุ้น แต่กลับกว้านซื้อทิชชูหรือกระดาษชำระจนเกลี้ยงชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต วันนี้เราคงรู้แล้วว่าผู้คนทั่วโลกล้วนมอง ‘กระดาษชำระ’ หรือ ‘กระดาษทิชชู’ เป็นของสามัญประจำบ้าน ที่มีความสำคัญไม่แพ้แอลกอฮอล์ล้างมือและหน้ากากอนามัย

ถึงกระนั้น กระดาษชนิดหนึ่งที่ชวนให้ศึกษา ในวันที่เราทุกคนยังไม่รู้ว่าการออกไปร้านจิ้มจุ่ม ชาบู กับเพื่อนหลายๆ คนพร้อมหน้ากันจะมาถึงวันไหน ได้แก่กระดาษที่เรามักเห็นตามสวนอาหารต่างจังหวัด และนิยมเอามาเช็ดจานเมลามีนก่อนรับประทานอาหาร ด้วยความกังวลว่าจานนั้นจะไม่สะอาด หรือที่เราเรียกกันว่า ‘ทิชชูชมพู’

ทิชชูก็มีอดีต

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

หลายคนหารู้ไม่ว่า ทิชชูชมพูในกล่องไม้จิ้มฟันที่แสนคุ้นตาคนไทยนั้นผลิตมาจากสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยไม่สะอาดมาก่อนเช่นกัน

ทิชชูหรือกระดาษชำระแทบทั้งหมด ผลิตจากส่วนผสมของเยื่อไม้และกระดาษรีไซเคิลในสัดส่วนที่มากน้อยต่างกัน เจ้ากระดาษทิชชูชมพูของเราด้วยเช่นกัน ซึ่งส่วนมากมีอดีตชาติเป็นเอกสาร A4 ที่เปื้อนหมึกแล้ว และถูกนำมาผ่านกระบวนการ ‘ดีอิงก์’ (De-ink) หรือการต้มในอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เพื่อขจัดหมึกและคาร์บอนออกไป หลังจากนั้นจึงจุติเป็นทิชชูคู่สวนอาหารที่เราคนไทยทุกคนคุ้นตา

ถึงตอนนี้ เราอาจจะพอเดาได้ว่า การที่ทิชชูสีชมพูต้องมีสีสันก็เพื่อปกปิดความไม่ขาวเนียนของมัน เนื่องจากส่วนผสมของกระดาษ A4 เปื้อนหมึกถูกทิ้งมาจากทุกหนทุกแห่ง และอาจเป็นได้ตั้งแต่จดหมายรัก จดหมายเขียนถึงมหาเศรษฐี จนไปถึงใบเสร็จสั่งซื้อเรือดำน้ำ

แต่คำถามที่สำคัญคือ ‘ทำไมเลือกสีชมพู’ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้นของบทความที่กำลังจะชวนคนไทยไปสำรวจทิชชูสีชมพูและความเป็นไทยสไตล์สวนอาหารต่างจังหวัดร่วมกัน

ทำไมต้องชมพู

หากเราหลับตานึก ‘ภาพข้าวของสีชมพู’ ในชีวิตคนไทย เราจะค้นพบว่า สีชมพูเป็นสีที่คุ้นตาในชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่สีชมพูหวานๆ ของน้ำยาอุทัยทิพย์ จนเป็นถึงสีชมพูเผ็ดร้อนของเย็นตาโฟ

ทิชชูก็เช่นกัน ท่ามกลางสีสันสะอาดตามากมายที่มีให้เลือกผสม ‘สีชมพู’ กลับเป็นสีที่ถูกเลือกให้ผสมกับอดีตเศษกระดาษเปื้อนหมึก จนกลายมาเป็นไอคอนแห่งทิชชูตามร้านอาหารไทยจนถึงทุกวันนี้

คำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมทิชชูไทยๆ ต้องใส่สีชมพู อาจจะไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยเสมอไป

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

ย้อม-ยุค

ย้อนกลับไปในยุค 50 กระดาษทิชชูไม่ได้มีแค่สีขาวอย่างเดียว แต่ผู้คนในยุคนั้นนิยมเลือกใช้ทิชชูให้แมตช์เข้ากับสีของกระเบื้องห้องน้ำและสุขภัณฑ์เป๊ะๆ ทิชชูจึงมีหลากหลายสี ตั้งแต่สีม่วงลาเวนเดอร์ สีส้มพีช สีฟ้าอ่อน ตามกระแสนิยมของงานตกแต่งภายในในยุคนั้น ซึ่งนิยมใช้สีพาสเทลกันทั่วบ้านทั่วเมือง (และทั่วทุกห้องน้ำ)

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

ความนิยมของกระดาษชำระสีลูกกวาดค่อยๆ เสื่อมไปในยุค 80 ด้วยหลายปัจจัย ตั้งแต่ความกังวลที่คนมีต่อสีย้อมเคมี จนไปถึงงานดีไซน์ที่เปลี่ยนแปลงไป พูดง่ายๆ ว่า เมื่อโถส้วม อ่างล้างมือ สีลูกกวาด เอาต์! ทิชชูสีพาสเทลก็เอาต์ไปพร้อมๆ กัน

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

ความแมนของสีชมพู

สีชมพูที่ทุกวันนี้ถูกผูกเข้ากับวัฒนธรรมและความรู้สึกต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ความอีโรติก ความเป็นเพศหญิง หรือแม้กระทั่งความรัก แท้ที่จริงแล้วในเชิงประวัติศาสตร์ สีชมพูไม่ได้เป็นสีหวานๆ ของตุ๊กตาบาร์บี้มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก

“สีชมพู เป็นสีที่แสดงออกถึงการเปลี่ยนผ่าน และเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นทัศนคติของคนในสังคมในยุคนั้นๆ เสมอมา” 

วาเลรี่ สตีล (Valerie Steele) ผู้เขียนหนังสือ Pink: The History of a Punk, Pretty, Powerful Color กล่าวตอนให้สัมภาษณ์กับ CNN

คำว่า ‘พังก์’ ที่นำมาเชื่อมโยงกับสีชมพูเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ

แต่อาจจะไม่น่าแปลกใจเท่ากับการที่ในยุคอดีตกาลนั้น สีชมพูไม่ใช่สีที่ใช้บ่งบอกเพศใดเพศหนึ่ง เพราะในยุค 1700 แม้กระทั่งเครื่องแบบทหารก็ยังเป็นสีชมพูจางๆ เช่นเดียวกับการใส่สีชมพูคู่กับลายดอกของขุนนางชาย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู
ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

การป้ายความเป็นสตรีให้กับสีชมพูนั้น เริ่มขึ้นในช่วงกลางยุค 1900 ที่ทหารและขุนนางชายเริ่มหันมาใส่สีเข้มขรึม และปล่อยให้สีโทนอ่อนเป็นตัวเลือกของเพศตรงข้ามแทน

ชนชั้นของสีชมพู

สีชมพูเริ่มถูกนำไปใช้แพร่หลายในทุกชนชั้น ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สีย้อมเฉด Magenta ราคาถูก และนำไปผสมสร้างเฉดสีชมพูต่างๆ ได้ไม่รู้จบ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอ สีชมพูที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสีของชนชั้นสูง ก็ถูกหยิบไปใช้ในชนชั้นกรรมมาชีพ จนไปถึงโสเภณี พูดง่ายๆ คือ สีชมพูเป็นสีแห่งความยั่วยวนชวนยิ้มได้สำหรับคนทุกหย่อมหญ้า

และการเตรียมทาห้องนอนของลูกด้วยสีชมพูถ้าเป็นผู้หญิง หรือสีฟ้าถ้าเป็นผู้ชาย ก็เริ่มกลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติยอดนิยมในยุค 50 ยุคเดียวกันกับการก่อกำเนิดของทิชชูสีลูกกวาดนั่นแล

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

พิงก์ = พังก์

ในโลกศิลปะไทย หนึ่งในงานสีชมพูที่น่าจะเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากที่สุด ได้แก่งานชื่อ Pink Man ของ มานิต ศรีวานิชภูมิ น่าจะถูกรวมอยู่ในการใช้สีชมพูที่แสบสันที่สุดงานหนึ่ง

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

งานชุด Pink Man เป็นรูปถ่ายของผู้ชายคนหนึ่งในชุดผ้าไหมแวววาวสีชมพูทั้งตัว เดินทางและปรากฏตัวไปทั่ว พร้อมกับรถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ต (สีชมพูเช่นกัน) ถือเป็นการวิพากษ์ระบบบริโภคนิยม ซึ่งเกิดขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ซึ่งทำออกมาได้อย่างเจ็บแสบ ยียวน ใช้สีชมพูซึ่งเป็นตัวแทนของรสนิยมราคาถูกและชนชั้นในวัฒนธรรมการบริโภคของไทยเสมอมาได้พังก์มากๆ จนชวนให้เราคิดว่า พิษเศรษฐกิจหลังยุค COVID-19 Pink Man จะใส่หน้ากากผ้าไหมเข้าชุดกัน (เหมือนท่านนายกฯ) แล้วออกมาเดินในโลกแบบไหน

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

สี = สังคม

สังคม เป็นผู้ตัดสินว่า ‘สี’ สื่อถึงอะไร

เราเริ่มเห็นการเดินทางของสีชมพู ที่เดินออกมาจากภาพจำหวานๆ ของสตรีเพศมากขึ้นในวัฒนธรรมร่วมสมัย ตั้งแต่สี Rose Gold ของ iPhone จนถึงมิวสิกวิดีโอ Hotline Bling ของ Drake แร็ปเปอร์ชายหนุ่มขวัญใจสาวๆ ที่ขึ้นอันดับหนึ่งของชาร์ตเพลง ปีเดียวกันกับสี Rose Quartz ที่เป็นสียอดนิยมของแพนโทนในปีนั้น

อาจจะพูดได้ว่า เด็กๆ ชาวมิลเลนเนียลไม่กลัวสีชมพู ถึงขั้นมีเทรนด์ Millennial Pink ผุดขึ้นมาทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่ร้านอาหาร บาร์ ที่ชวนให้ถ่ายรูปลงอินสตาแกรม จนไปถึงบนรันเวย์เสื้อผ้าผู้ชายของ Gucci ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เรากำลังเดินทางมาถึงยุคที่สีชมพูกำลังจะเปลี่ยนความหมายจากสายตาของผู้ถูกมองอีกครั้ง

เคนดัลล์ เจนเนอร์ (Kendall Jenner) กล่าวอ้างถึงสีชมพูที่ชื่อว่า Baker Miller Pink ซึ่งเป็นการทดลองทาสีชมพูในคุกของนักโทษชายในยุค 70 ว่ามันทำให้เธอรู้สึกสงบ เช่นเดียวกับผลทดลองในยุคนั้นที่ค้นพบว่า นักโทษชายที่ถูกกักขังในกรงสีชมพูมีอาการก้าวร้าวและความเครียดน้อยกว่ากรงสีปกติ

ชีวิตก็เหมือนม้วนกระดาษทิชชูบนฝาผนังส้วม ยิ่งใช้ใกล้หมดม้วน มันก็ยิ่งหมุนเร็วขึ้นเท่านั้น”

เป็นไปได้ไหมว่า ชีวิตเราสั้นเกินกว่าที่จะให้ ‘สังคม’ เป็นตัวบ่งบอกว่า เราควรจะรู้สึกกับสีใดสีหนึ่งอย่างไร โดยเฉพาะในโลกที่หมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน

ในสังคมไทยที่สีของเสื้อมีนัยมากกว่าแฟชั่น ลามไปถึงจุดยืนทางการเมือง ไม่แน่ว่าครั้งหน้า ตอนที่เราทุกคนออกจากบ้านไปกินจิ้มจุ่มกับเพื่อนพร้อมหน้าพร้อมตา ในกล่องไม้จิ้มฟัน ทิชชูราคาถูกอาจกลายเป็นสีอื่นไปแล้ว หรือถ้ามันยังเป็นสีชมพูเหมือนเดิมอยู่  มุมมองของเราที่มีต่อสีชมพู ไม่ว่าจะเป็นทิชชู วันอังคาร จนไปถึงหัวนม อาจจะเปลี่ยนไปพร้อมๆ กับโลกใบใหม่ก็เป็นได้

ข้อมูลและภาพประกอบ

blog.toiletpaperworld.com/where-did-all-the-colored-toilet-paper-go/

www.theatlantic.com/sexes/archive/2013/08/pink-wasnt-always-girly/278535/

Writer & Photographer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load