ทุกเย็นหลังเลิกเรียน เด็กๆ จะมีสิ่งที่เรียกว่าการบ้านติดไม้ติดมือกลับไป บางคนอาจแค่รู้สึกว่าขี้เกียจทำ แต่สำหรับอีกหลายคน การบ้านที่ว่าอาจกลายเป็นปัญหาเมื่อพวกเขาไม่เข้าใจ แถมถ้าหันไปพึ่งผู้ปกครอง ก็อาจกลายเป็นเรื่องปวดหัวทั้งคนทำคนสอน 

ยังไม่ต้องพูดถึงเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล ที่อาจขาดตัวช่วยทั้งบุคคลและอินเทอร์เน็ตในการหาข้อมูล

Alloprof เบอร์โทรและเว็บสอนการบ้านฟรีของแคนาดา เวิร์กจนเด็กเลือกใช้มากกว่ากูเกิล

แต่ที่รัฐควิเบกของประเทศแคนาดา เด็กที่นี่มีตัวช่วยพิเศษ นั่นคือ ‘Alloprof’ เบอร์และเว็บฟรีที่ช่วยสอนการบ้านได้แบบทันใจ จะโทรคุยสดๆ ส่งข้อความ หรือแชตถามคุณครูบนเว็บแบบออนไลน์ก็ได้

ถ้าถามถึงเสียงตอบรับที่สะท้อนคุณภาพและความตรงใจผู้ใช้ ขอตอบด้วยผลสำรวจว่า เด็กๆ ที่นั่นเลือกใช้ Alloprof มากกว่ากูเกิลและวิกิพีเดียเสียอีก 

Alloprof เกิดขึ้นได้ยังไง ทำอะไรได้บ้าง และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกว้างขวางขนาดไหน

ลองมารู้จักตัวช่วยนักเรียนควิเบกที่มีประสิทธิภาพ และให้บริการมายาวนานหลายสิบปีไปด้วยกัน

เครื่องมือลดอุปสรรคการศึกษา

ใน ค.ศ. 1996 ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน เด็กๆ และคุณครูชาวควิเบกได้พบกับรายการทีวีเพื่อการศึกษารายการใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาอัตราเด็ก Dropout สูงลิ่วของควิเบก 

รายการนี้มีชื่อว่า Alloprof เป็นรายการที่ผ่านกระบวนการ R&D มากว่า 4 ปี และเกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน เช่น คุณครู ผู้ปกครอง โรงเรียน เครือข่ายโทรทัศน์เพื่อการศึกษาสาธารณะ และกระทรวงศึกษาธิการ 

ตัวรายการมีเนื้อหาคุณภาพ มีการใช้เทคนิคอย่างการสัมภาษณ์และเกมเพื่อให้เด็กสนุกกับการเรียนรู้ นอกจากนี้ ยังมีอีกส่วนที่พิเศษ นั่นคือมีบริการให้นักเรียนโทรมาถามปัญหาการบ้านได้

และนี่คือหน้าตาของ Alloprof ในวันแรกเริ่ม ซึ่งหวังอยากให้เด็กๆ อยู่ในระบบการศึกษาได้ราบรื่น

แต่แม้เท่านี้ก็ดูดีใช้ได้แล้ว Alloprof ก็ไม่ได้หยุดเท่านั้น บริการนี้ยังเปลี่ยนโฉมไป เมื่อ Sandrine Faust ผู้บริหาร Alloprof คนปัจจุบันก้าวเข้ามา

Sandrine ตั้งใจทำให้ Alloprof ทรงพลังและตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยหนึ่งในแรงบันดาลใจคือ เธอมองเห็นศักยภาพของอินเทอร์เน็ต

และนี่คือต้นกำเนิดของบริการที่ชื่อ Alloprof ในปัจจุบัน

Alloprof เบอร์โทรและเว็บสอนการบ้านฟรีของแคนาดา เวิร์กจนเด็กเลือกใช้มากกว่ากูเกิล

ความช่วยเหลือที่ครบเครื่องและเสมอภาค

Sandrine มองว่าอินเทอร์เน็ตคือเครื่องมือที่จะทำให้เด็กๆ เข้าถึงความช่วยเหลือด้านการศึกษา จากรายการทีวี เธอจึงแปลงร่าง Alloprof เแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ทยอยมีบริการใหม่เข้ามาไม่ขาดสาย

ตัวอย่างเช่น บนเว็บของ Alloprof เด็กๆ เรียนรู้ทำความเข้าใจสารพัดวิชาได้จากคลังความรู้คุณภาพที่นำเสนอผ่านรูปแบบหลากหลาย ตั้งแต่บทความ คลิป จนถึงเกมสนุกๆ 

Alloprof เบอร์โทรและเว็บสอนการบ้านฟรีของแคนาดา เวิร์กจนเด็กเลือกใช้มากกว่ากูเกิล
Alloprof เบอร์โทรและเว็บสอนการบ้านฟรีของแคนาดา เวิร์กจนเด็กเลือกใช้มากกว่ากูเกิล

แล้วเมื่อต้องการความช่วยเหลือ เว็บนี้ก็มีส่วนฟอรั่ม ซึ่งพวกเขาเข้าไปถามนักเรียนคนอื่นและผู้ปกครองได้ (มีคุณครูช่วยรีวิวอยู่อีกที) มีส่วนที่พี่ ม.ปลาย มาช่วยตอบคำถามน้องประถม โดยพี่ๆ ได้คะแนนจิตอาสาเป็นรางวัล และมีส่วนแชตคุยกับคุณครู ใครสงสัยเรื่องการบ้านหรือแม้แต่มีคำถามที่ไม่กล้าถามในห้องก็แชตถามได้ โดยมีเวลาทำการคือ ช่วงจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม และเวลาบ่ายโมงถึง 5 โมงเย็นของวันอาทิตย์ พูดอีกอย่างคือ เป็นเวลาที่คุณครูผู้เชี่ยวชาญแต่ละวิชาสะดวกจากการสอนในชั้นเรียนปกติ

Alloprof บริการสอนการบ้านฟรีเพื่อลดปัญหาเด็ก Dropout ของแคนาดาที่ช่วยเด็กๆ ปีละกว่า 4 แสนคน

นอกจากนี้ ถ้าไม่มีอินเทอร์เน็ตก็ไม่ต้องห่วง Alloprof ยังคงรักษาบริการโทรฟรีที่เด็กๆ โทรเข้ามาปรึกษาคุณครูได้แบบตัวต่อตัวเอาไว้ รวมถึงมีบริการ SMS ถาม ซึ่งเวิร์กมากสำหรับเด็กไม่ชอบคุยโทรศัพท์ ทั้ง 2 บริการนี้มีช่วงบริการเดียวกับบริการแชตออนไลน์ มากกว่านั้น ถ้าใครไม่มีคอมติดบ้าน Alloprof ก็ทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ ไปทำจุดเรียนรู้ไว้ในพื้นที่ซึ่งเด็กๆ เข้าถึงได้ ตั้งแต่ห้องสมุดจนถึงที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย 

และยังก่อน ยังไม่หมด Alloprof ยังมีส่วน Alloprofparents สำหรับผู้ปกครอง ในส่วนนี้มีทั้งแหล่งข้อมูลและช่องทางติดต่อ ทั้งออนไลน์ออฟไลน์ไว้ปรึกษาคุณครู เรียกว่าช่วยลดอาการปวดหัวเมื่อต้องสอนการบ้านและตอบคำถามเด็กได้อย่างดี 

Alloprof บริการสอนการบ้านฟรีเพื่อลดปัญหาเด็ก Dropout ของแคนาดาที่ช่วยเด็กๆ ปีละกว่า 4 แสนคน

เมื่อบริการตอบโจทย์ผู้ใช้ขนาดนี้ อีกทั้งเนื้อหาและคุณครูยังมีคุณภาพ Alloprof จึงมีศักยภาพช่วยเหลือเด็กที่มีเงื่อนไขการศึกษาต่างกันได้อย่างเสมอภาค รวมถึงเป็นขวัญใจผู้ใช้ ชนิดเอาชนะตัวช่วยที่เราคุ้นเคยอย่างกูเกิลและวิกิพีเดียได้ 

“คุณสามารถเจอข้อมูลทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นของวิชาไหน และคุณก็โทรไปได้ด้วย” Luka Valoir ผู้ใช้วัยมัธยมต้นรีวิว Alloprof เอาไว้

และแน่นอน เมื่อเป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพแท้จริง ผลลัพธ์ของ Alloprof ก็เปี่ยมพลัง 

บริการที่ตอบโจทย์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน 

Alloprof อยู่คู่นักเรียนชาวควิเบกมา 20 กว่าปี ในฐานะบริการฟรีที่มีผู้สนับสนุนหลักคือกระทรวงศึกษาธิการ และมีพาร์ตเนอร์รองอย่างมูลนิธิและบริษัทเอกชนต่างๆ (นั่นหมายความว่า ทีมงานและคุณครูไม่ได้ทำงานกันแบบจิตอาสา แต่ได้ค่าจ้างเต็มเม็ดเต็มหน่วย)

แต่ละปีของการทำงาน Alloprof ตอบโจทย์เด็กๆ อย่างมีประสิทธิภาพ มีเด็กนักเรียนควิเบกราว 45 เปอร์เซ็นต์ใช้บริการ Alloprof ซึ่งนั่นหมายถึงเด็กประถมและมัธยมราว 400,000 คน โดยใน ค.ศ. 2019-2020 Alloprof ช่วยเด็กๆ ทำการบ้านเรียบร้อยไปถึง 47 ล้านชิ้น และผลการทำสำรวจเชิงลึกครั้งหนึ่งซึ่งสัมภาษณ์โรงเรียนที่เกี่ยวข้องมากกว่า 6,000 แห่ง ก็พบว่า 97 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนมีความสุขมากและรู้สึกดีกับวิชานั้นๆ

ที่สำคัญ ณ วันที่การเรียนออนไลน์กลายเป็นช่องทางการศึกษาสำคัญ Alloprof ยิ่งกลายเป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพและจำเป็น

ใน ค.ศ. 2021 รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาของควิเบกได้ให้เงินทุน 7.3 ล้านดอลลาร์ฯ แก่ Alloprof สำหรับการทำงานในระยะเวลา 2 ปี ทำให้ Alloprof จ้างครูมาตอบคำถามเด็กๆ ได้ถึง 100 คน หรือ 2 เท่าจากที่เคยเป็น ซึ่งเหมาะเจาะกับความต้องการที่พุ่งสูงลิบ เพราะ Sandrine ระบุไว้ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2021 ว่า ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีเด็กถึงราว 125,000 คนต่อวันเข้ามาดูวิดีโอและทำแบบฝึกหัดในเว็บไซต์ Alloprof 

อาจกล่าวได้ว่า ตั้งแต่เกิดขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีก่อน บริการสอนการบ้านฟรีของควิเบกนี้เป็นผู้ช่วยคนสำคัญของเด็กนักเรียนตลอดมา และ Alloprof ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยให้พวกเขาก้าวเดินบนเส้นทางการศึกษาจนตลอดรอดฝั่ง

“ในแต่ละวัน มีนักเรียนมากกว่าหนึ่งแสนคนสมัครใจใช้บริการ Alloprof เพื่อทำให้การเรียนรู้ของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้น เด็กๆ ต้องการประสบความสำเร็จ นั่นคือข้อความที่พวกเขาส่งมาหาเรา มันถึงตาเราที่จะบอกพวกเขาว่า เราจะพยายามขึ้นเป็นทวีคูณในการให้ทรัพยากรทั้งหมดที่ให้ได้เพื่อสนับสนุนคุณ และเพื่อชวนคนที่ยังลังเลใจ ให้ยอมรับความช่วยเหลือที่จะพาพวกเขาไปสู่ความสำเร็จ” Sandrine กล่าวไว้

Alloprof บริการสอนการบ้านฟรีเพื่อลดปัญหาเด็ก Dropout ของแคนาดาที่ช่วยเด็กๆ ปีละกว่า 4 แสนคน

ภาพ : Alloprof

ข้อมูลอ้างอิง 

www.alloprof.qc.ca

ici.radio-canada.ca

ashokacanada.org

www.powercorporationcommunity.com

www.rtbf.be

www.csbf.qc.ca

playbackonline.ca

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

ในยุคโลกไร้พรมแดนแบบนี้ คุณอาจเคยฝันถึงการไปใช้ชีวิตและทำงานที่มุมอื่นของโลก แต่หลายครั้งการปักหลักในดินแดนใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคทางภาษา การต้องแข่งขันหางานทำ รวมถึงการรับมือกับทัศนคติที่คนในประเทศนั้นมีต่อผู้มาใหม่อย่างเรา 

Migrateful’ คือธุรกิจเพื่อสังคมของอังกฤษที่มองเห็นปัญหานี้ และอยากช่วยให้คุณภาพชีวิตของสมาชิกใหม่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพ (ย้ายมาแบบสมัครใจ) ผู้ลี้ภัย (ย้ายด้วยเหตุจำเป็น เช่น ภัยสงคราม) หรือผู้ขอลี้ภัย (รอรับสถานะผู้ลี้ภัยอยู่) 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่ได้ช่วยคนกลุ่มนี้แบบให้เปล่า แต่ชวนพวกเขามาทำงานที่ได้แสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่

นั่นคือการทำอาหาร

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

Migrateful ชวนเหล่าผู้ย้ายถิ่นฐานซึ่งชอบเข้าครัวเป็นทุนเดิมมาสวมหมวกเชฟ สอนคนในดินแดนใหม่ทำอาหารจากบ้านเกิดที่จากมา มากกว่าการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ห้องเรียนนี้คือสถานที่เพิ่มพลังและปูทางสู่บ้านใหม่ให้เชฟแต่ละคน

ขอเชิญเปิดประตูห้องเรียนที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจากอาหารนานาชาติ ตั้งแต่ศรีลังกา จาไมกา จนถึงซีเรีย แล้วลิ้มรสเรื่องราวของ Migrateful ไปด้วยกันค่ะ

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

ห้องเรียนที่เกิดจากการสัมผัสปัญหาจริง

Migrateful ก่อตั้งโดย Jess Thomson หญิงสาวที่มีโอกาสได้เข้าไปทำงานในแนวหน้าเพื่อช่วยเหลือผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในหลากหลายพื้นที่ และได้เห็นปัญหาที่คนกลุ่มนี้ต้องเผชิญ จนเกิดแรงบันดาลใจช่วยพวกเขาให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

เจสร่วมเรียนคอร์สของ Year Here แพลตฟอร์มที่ช่วยพัฒนาระบบนิเวศของธุรกิจเพื่อสังคม แล้วจากการได้ทำงานกับกลุ่มผู้ลี้ภัยหญิง ผู้ก่อตั้งก็พบว่าพวกเธอกระตือรือร้นที่จะพูดคุยถึงอาหารจานโปรด

“นั่นคือตอนที่ฉันคิดว่านี่คือทักษะซึ่งพวกเธอทุกคนมี เกือบทุกคนว่างงานเพราะข้อจำกัดทางภาษาและเพราะคุณสมบัติที่มีอยู่ไม่เป็นที่ยอมรับในอังกฤษ นี่เป็นทางที่จะช่วยให้พวกเธอได้มีงานทำ” 

ใน ค.ศ. 2017 Migrateful จึงลืมตาดูโลก แล้วจากห้องเรียนขนาดกะทัดรัดในบ้านของเจส ไอเดียนี้ก็เติบโตเป็นธุรกิจเพื่อสังคมเต็มตัวที่มีรายละเอียดน่าสนใจอัดแน่น

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

ห้องเรียนที่ผู้มาใหม่เป็นคุณครู

  พวกเขาตั้งใจช่วยเสริมพลังผู้อพยพและผู้ลี้ภัยให้เข้าสู่บ้านใหม่ได้อย่างราบรื่น ตั้งแต่พัฒนาทักษะ เสริมสร้างความมั่นใจ สร้างรายได้ จนถึงช่วยให้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 

 ก่อนเริ่มคลาสสอนทำอาหาร องค์กรจึงมีโปรแกรมฝึกฝนพวกเขาให้กลายเป็นเชฟเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยพัฒนาทักษะภาษา และช่วยให้ผู้ที่เคยสนุกกับการทำอาหารในบ้านกลายเป็นเชฟสอนทำอาหารเต็มตัว 

หลังผ่านการฝึกฝนเรียบร้อย เหล่าเชฟจะมีโอกาสเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิดให้ชาวอังกฤษ โดยใครที่มีสิทธิ์ในการทำงานแล้วก็จะได้รับค่าจ้างด้วย คลาสที่ว่านี้มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งเรียนเป็นกลุ่ม เรียนตัวต่อตัว จนถึงเรียนทางออนไลน์ และทุกคลาสที่เปิดให้จองจะมีคำอธิบายน่าสนใจ ชวนให้ผู้ชอบเข้าครัวและอยากเรียนรู้วัฒนธรรมเข้ามาเปิดโลกร่วมกัน

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด
Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

ตัวอย่างเช่น ในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 2021 นี้ จะมีคลาสสอนทำอาหารซีเรียโดย เชฟ Lina คุณแม่ลูกสามที่ลี้ภัยสงครามจากบ้านเกิดมาอังกฤษใน ค.ศ. 2017 ลินาหัดทำอาหารมาตั้งแต่อายุ 14 และงานครัวก็กลายเป็นงานอดิเรกที่เธอโปรดปราน ส่วนตัวอย่างอาหารซีเรียที่เธอจะสอนก็เช่น สลัดมันฝรั่งและ Borak ขนมอบซึ่งมีชีสเป็นส่วนประกอบสำคัญ 

นอกจากคลาสสอนทำอาหารแบบนี้ Migrateful ยังมีบริการอีกหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไปจัดคลาสกับองค์กรต่างๆ บริการจัดเลี้ยงที่คนร่วมงานจะได้สัมผัสอาหารนานาชาติ ซึ่งทำโดยคนประเทศนั้นตัวจริง หรือช่วงปลายปีที่บรรยากาศคริสต์มาสลอยกรุ่นในอากาศแบบนี้ ผู้ที่สนใจก็จองคลาสเพื่อหัดทำอาหารสำหรับเทศกาลกับเพื่อนร่วมงานได้

คลาสสอนทำอาหารของ Migrateful จึงไม่ใช่แค่ห้องเรียนทั่วไป แต่เป็นพื้นที่แนะนำตัวผู้อพยพและผู้ลี้ภัยกับบ้านหลังใหม่ พื้นที่ซึ่งช่วยให้พวกเขารู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และพร้อมจะก้าวสู่สังคมอย่างมั่นคงกลมกลืน 

“เมื่อเข้ามาในกลุ่มนี้ เราไม่ได้ถูกเรียกว่าผู้ลี้ภัยหรือผู้ขอรับสิทธิลี้ภัย เราได้รับการเรียกเป็นบุคคล ซึ่งหมายถึงเราได้รับความเคารพ ความรัก และความใส่ใจ” เชฟ Noor จากปากีสถานกล่าวไว้ 

เรื่องราวหลังคลาสสอนทำอาหารจานเด็ดจากบ้านเกิดผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ที่ยกระดับชีวิตคนสอนและเปิดโลกผู้เรียน
เรื่องราวหลังคลาสสอนทำอาหารจานเด็ดจากบ้านเกิดผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ที่ยกระดับชีวิตคนสอนและเปิดโลกผู้เรียน

ห้องเรียนที่กว้างใหญ่ขึ้นทุกวัน

จาก ค.ศ. 2017 ห้องเรียนสอนทำอาหารของ Migrateful ค่อยๆ เติบโตขึ้น และได้รับการตอบรับอย่างดีจากสังคม

ปัจจุบันพวกเขาช่วยสนับสนุนเหล่าเชฟได้ 66 คนจากมากกว่า 30 ประเทศ จัดคลาสไปแล้ว 1,878 ครั้ง มีผู้เข้าร่วม 20,211 คน และ 99.2 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนบอกว่าจะแนะนำคลาสนี้ให้คนอื่นต่อ

“ห้องเรียนนี้เป็นวิธีเพิ่มคุณค่าให้กับการใช้เวลาช่วงเย็น ทั้งการทำและกินอาหารกับผู้คนใหม่ๆ การพูดคุยและเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิต อาหาร และวัฒนธรรมของคนอื่น” หนึ่งในผู้ร่วมคลาสสอนทำอาหารรีวิว 

เพราะอย่างนี้ ไม่น่าแปลกใจที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Migrateful จะระดมทุนจำนวน 121,554 ยูโร เพื่อสร้างโรงเรียนสอนทำอาหารของตัวเองในลอนดอนได้สำเร็จภายในเดือนเดียว (ก่อนหน้านี้พวกเขาต้องตระเวนจัดคลาสตามสถานที่ต่างๆ) โดยได้เงินไปเกินเป้าที่ตั้งไว้ และมีหนึ่งในผู้สนับสนุนใหญ่คือ Sadiq Khan นายกเทศมนตรีของลอนดอน ซึ่งร่วมลงขันไป 45,000 ยูโร

และขณะที่ตัวธุรกิจเพื่อสังคมนี้เติบโต เหล่าเชฟที่ Migrateful ช่วยเหลือก็ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสวยงาม ตัวอย่างเช่น เชฟ Majeda จากซีเรีย ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นเชฟที่นี่ ก่อนจะได้มีโอกาสเปิดธุรกิจของตัวเองในเวลาต่อมา

Migrateful จึงนับเป็นตัวอย่างของประตูที่ช่วยให้กลุ่มคนที่อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังในสังคมก้าวสู่ชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง ที่สำคัญคือ เป็นการก้าวไปด้วยการใช้ทักษะที่พวกเขาชื่นชอบและเชี่ยวชาญ

คงจะดีถ้ามีประตูเช่นนี้เปิดขึ้นทุกหนทุกแห่งในสังคม เป็นโอกาสให้ทุกคนได้แสดงศักยภาพและเติบโตงดงามในแบบของตัวเอง 

เรื่องราวหลังคลาสสอนทำอาหารจานเด็ดจากบ้านเกิดผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ที่ยกระดับชีวิตคนสอนและเปิดโลกผู้เรียน

ข้อมูลอ้างอิง

www.migrateful.org

www.spacehive.com

www.nesta.org.uk

www.theguardian.com

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load