“เพราะทุกเรื่องราวมีชีวิต ที่มากกว่างานสต็อกโฟโต้” 

ชิน-ชินสุวีร์ เจตน์จำรัส Chief Creative Officer ผู้ก่อตั้ง และหัวเรือใหญ่ของ ‘ALIVE UNITED’ บอกกับเรา 

นี่เป็นสต็อกโฟโต้น้องใหม่เจ้าแรกของไทย ที่ไม่ใช่แค่ตลาดซื้อ-ขายภาพออนไลน์ แต่ตั้งใจเป็นพื้นที่ที่ศิลปินได้อวดเอกลักษณ์ ลายเส้น และตัวตนให้โลกได้เห็นมากยิ่งขึ้นแบบไร้ขีดจำกัด

หลังจากเรียนจบด้านบริหารและโลดแล่นอยู่ในวงการโฆษณามานานกว่า 16 ปี ชินได้ทำงานคลุกคลีกับการใช้ภาพในงานโฆษณาอยู่เสมอ สิ่งที่เขาตระหนักได้คือ ภาพทุกภาพเต็มไปด้วยเรื่องราวและความตั้งใจของศิลปิน แต่สิ่งนั้นกลับหายไปทันที เมื่อภาพนั้นกลายมาเป็นสินค้าที่โชว์อยู่บนเว็บไซต์สต็อกโฟโต้ทั้งหลาย เมื่อไม่มีสต็อกไหนที่ถูกใจ เขาจึงออกแบบสต็อกโฟโต้ของตัวเอง เพื่อบรรจุเรื่องราวของภาพและศิลปินเอาไว้ พร้อมทั้งชักชวนศิลปินไทยมาอวดงานดีๆ ที่นี่

ชิน-ชินสุวีร์ เจตน์จำรัส Chief Creative Officer ผู้ก่อตั้ง และหัวเรือใหญ่ของ ‘ALIVE UNITED’
ชินสุวีร์ เจตน์จำรัส ประธานกรรมการบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ ALIVE UNITED

“เราอยากเห็นสต็อกภาพที่ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นของคนไทย เป็นสไตล์ที่ค่อนข้างหาได้ยากในรูปแบบของสต็อกภาพทั่วไป ถ้ามองในมุมของลูกค้า ปัจจุบัน พวกเราก็กำลังต้องการภาพที่มีเอกลักษณ์แบบนี้ ส่วนในมุมของช่างภาพ เราเห็นว่าเขามีงานดีๆ เยอะ แต่ที่ไม่อยากเข้ามาอยู่ในสต็อกเพราะมันมีข้อจำกัด และมีหลายขั้นตอนกว่าจะขายรูปได้ มันน่าเสียดายที่เราจะไม่ได้เห็นผลงานดีๆ จากศิลปินเก่งๆ เข้าไปอยู่ในพื้นที่ขายงาน”

ชินเล่าว่าก่อนหน้านี้เขาได้พูดคุยกับศิลปินมากมาย และพบว่าหลายคนขายภาพในสต็อกเป็นรายได้เสริมอยู่แล้ว แต่อีกหลายคนที่ยังไม่เข้ามาอยู่ในระบบนี้ทั้งๆ ที่งานมีคุณภาพมาก ก็เนื่องมาจากหลายสาเหตุ 

บ้างก็เป็นข้อจำกัดด้านภาษา บ้างก็เป็นเรื่องขั้นตอนที่ยุ่งยาก 

นอกจากข้อจำกัดยิบย่อยเหล่านี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการก้าวเข้ามาอยู่ในสต็อก อาจทำให้เรื่องราวของงานเหล่านั้นถูกลดทอนหายไป

ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ช่างภาพสตรีท- ALIVE’S ARTIST

“ทุกๆ ครั้งที่ผมคุยกับศิลปิน เขาจะเล่าเรื่องในภาพของเขาให้เราฟัง ว่าเขาไปถ่ายมาได้อย่างไร เจออะไรมาบ้าง บางภาพมันไม่สามารถกลับไปถ่ายได้อีกแล้ว เป็นโมเมนต์เดียวที่เขาคิดว่าดีที่สุดแล้ว เรามองเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมันดีและมีคุณค่า เลยอยากให้เขาได้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างเต็มที่ แล้วเราก็คอยส่งเสริมในสิ่งที่เขาเป็น

“พอเจอ Pain Point ทั้งของลูกค้าและของศิลปิน เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราอยากแก้ปัญหานี้ แล้วทำให้พวกเขามาเจอกัน เกิดเป็นสต็อกภาพที่เต็มไปด้วยมุมมองและเรื่องราวของศิลปิน

“เราเชื่อว่าศิลปินไทยมีฝีมือ เราอยากให้ผู้คนได้เห็นความหลงใหลในงานของพวกเขาเหมือนที่เราเห็น อยากให้ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ถ่ายทอดสิ่งนั้นได้ แล้วสร้างรายได้ให้กับศิลปินได้จริงๆ” ชินเล่าให้เราฟัง

ALIVE UNITED สต็อกโฟโต้เจ้าแรกของไทยที่ไม่อยากแค่ขายภาพ แต่อยากเห็นเรื่องเล่าของศิลปิน

แพลตฟอร์มใหม่

สต็อกโฟโต้น้องใหม่รองรับทั้งภาพถ่าย วิดีโอ และงานภาพหลายแขนง ของศิลปินที่อยากส่งต่อเรื่องราวไปยังคนเสพ ด้วยความมีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจของคนทำงาน แม้บทบาทจะเป็นสต็อกที่มีไว้ซื้อ-ขายภาพออนไลน์ แต่ ALIVE UNITED ยังมองว่าตัวเองเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนรักงานศิลปะมาเจอกันอีกด้วย

“เราไม่ได้อยากให้ทุกคนมาสร้างสรรค์ผลงานอะไรก็ได้ในจำนวนมากๆ แล้วก็ขายงานอย่างเดียว แต่เรามองแพสชันของศิลปินที่อยากจะถ่ายทอดออกมาด้วย เนื้อหาข้างในจึงมีความจริงจัง มีความสมจริง และเต็มไปด้วยประสบการณ์ของศิลปินทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ตรงนี้ ภาพหรือคอนเทนต์ต่างๆ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาจะเป็นตัวตนของศิลปินจริงๆ มีรายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่าความเป็นสต็อกโฟโต้ทั่วไป

ALIVE UNITED สต็อกโฟโต้เจ้าแรกของไทยที่ไม่อยากแค่ขายภาพ แต่อยากเห็นเรื่องเล่าของศิลปิน
ผลงานภาพ : สุทธิภัทร อุตอามาตร์ – ALIVE’S ARTIST
ALIVE UNITED สต็อกโฟโต้เจ้าแรกของไทยที่ไม่อยากแค่ขายภาพ แต่อยากเห็นเรื่องเล่าของศิลปิน
ผลงานภาพ : ทวีพงษ์ ปทุมวงษ์ – ALIVE’S ARTIST

“อีกอย่างที่เราตั้งใจคือ อยากเห็นพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ให้ศิลปินไทยได้โชว์ผลงาน ให้คนทั่วโลกได้เห็นว่ามันยังมีงานดีๆ เป็นงานที่มีกลิ่นอายท้องถิ่นและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นมุมมองที่อาจจะยังไม่เคยเห็นที่ไหน”

นอกจากเป็นสต็อกโฟโต้แล้ว ในเว็บไซต์ยังมีส่วนบล็อกและรีวิว ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนที่สนใจศิลปะได้มาแลกเปลี่ยนกัน เขายังบอกอีกว่านี่เป็น Exclusive Gallery ที่พร้อมจะสนับสนุนและดูแลศิลปินอย่างเต็มที่

“ปกติสต็อกทั่วไปจะมีข้อจำกัดเยอะ ทำให้มีหลายภาพที่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก บางภาพแค่มี Noise นิดหน่อยก็ไม่ได้แล้ว เรารู้สึกว่าบางครั้งศิลปินก็ไม่ได้ต้องการจะโฟกัสทุกอย่าง ภาพนั้นมันมีเรื่องราวอยู่ เราจึงมีทีม Curator คอยตรวจสอบภาพแบบละเอียด แล้วดูแลผลงานเหล่านี้ให้ดีที่สุด” 

ALIVE UNITED สต็อกโฟโต้เจ้าแรกของไทยที่ไม่อยากแค่ขายภาพ แต่อยากเห็นเรื่องเล่าของศิลปิน

เว็บไซต์ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นมิตรกับคนใช้งาน มีทั้งระบบโปรไฟล์ที่เล่าความเป็นมาของศิลปินแต่ละคน มีบริการฝังคีย์เวิร์ดลงไปในภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นหาเจอ และสิ่งสุดท้ายที่ชินให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่งคือ ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม

“เราให้ผลตอบแทนมากถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งปกติแล้วสต็อกทั่วๆ ไป รายได้ของศิลปินจะเริ่มอยู่ที่ภาพละประมาณสามบาท อีกทั้งยังมีข้อจำกัดต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เช่น ในแต่ละปีอาจต้องทำยอดให้สูงขึ้น แต่เมื่อเรามาทำเอง นอกจากเราจะดูแลอย่างทั่วถึงแล้ว เราก็ให้ผลตอบแทนไปเลยสี่สิบเปอร์เซ็นต์ แล้วก็ยังมีส่วนของการสนับสนุนเพื่อโปรโมทศิลปินต่างๆในอนาคตอีกด้วย”

สต็อกโฟโต้เจ้าแรกในไทยที่ให้ศิลปินสร้างสรรค์ผลงานในแบบของตัวเอง

เพราะประเทศไทยมีช่างภาพและคนทำงานภาพที่มีฝีมือดีมากมาย ซึ่งทาง ALIVE UNITED ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องศิลปินเป็นอย่างมาก

ชินบอกว่า เขาไม่ได้เริ่มต้นมุ่งมั่นไปที่เงินและผลตอบแทน แต่ทำจากความประทับใจในผลงานมี่มาจากแพสชันของศิลปินไทยจริงๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการเริ่มต้นคือ การเฟ้นหาศิลปินที่มีความตั้งใจเดียวกัน แล้วเล่าให้พวกเขาฟังว่าแพลตฟอร์มมีเป้าหมายอะไร สำหรับเขาแล้ว นั่นเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ใช้เวลายาวนานที่สุด เพราะเราอยากจะเรียนรู้ และเข้าใจในมุมมองที่ศิลปินแต่ละท่าน สร้างสรรค์และถ่ายทอดทุกความหลงใหลออกมาอย่างจริงจังที่สุด 

สต็อกโฟโต้เจ้าแรกของไทยที่เป็นทั้งแกลเลอรี่ และพื้นที่ให้ศิลปินไทยได้อวดลายเซ็นของตัวเองอย่างเต็มที่
สต็อกโฟโต้เจ้าแรกของไทยที่เป็นทั้งแกลเลอรี่ และพื้นที่ให้ศิลปินไทยได้อวดลายเซ็นของตัวเองอย่างเต็มที่

“เราต้องอาศัยความพยายามอย่างมาก เพื่อหาคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน ในแต่ละขั้นตอนมันเลยใช้เวลานานและใส่ใจทุกรายละเอียด เรามีการสัมภาษณ์เพื่อทำความรู้จักศิลปินที่มาร่วมงานกับเรา ส่วนใหญ่เขาจะเซอร์ไพรส์มาก เพราะการที่เราให้บริการและดูแลทุกๆ ส่วนของศิลปิน มันเป็นประโยชน์กับเขามาก

“เราไม่ได้มองว่าเราต้องการงานภาพแบบสต็อก แต่เราต้องการความสมจริงในเรื่องราวที่มีองค์ประกอบของการเล่าเรื่องที่ทุกคนได้พบเห็น สามารถสัมผัสและเข้าถึงเรื่องราวได้จริง และเป็นผลงานคุณภาพที่ผ่านการเล่าเรื่องจากแพสชันของศิลปินจริงๆ โดยเฉพาะศิลปินคนไทย เราเป็นแพลตฟอร์มที่จริงใจ และใส่ใจศิลปินทุกคนตั้งแต่ในวันที่เรามาเจอกัน เราพยายามคราฟต์ตั้งแต่ต้นทาง ตลอดจนทุกๆกระบวนการอย่างสร้างสรรค์ให้มากที่สุด

“หลายๆ ครั้งที่เราพูดคุยกับพวกเขา แต่ละคนจะมีมุมมองในการทำงานแตกต่างกันออกไป มีไลฟ์สไตล์ มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ต่างกัน แต่สิ่งที่เราคิดว่าพวกเขามีเหมือนกันคือแพสชัน เขามีเรื่องราว มีมุมมองที่อยากถ่ายทอดให้คนได้เห็นและรู้สึกเหมือนกับที่เขารู้สึก เราก็อยากถ่ายทอดผลงานดีๆ ของเขาให้คนได้เห็น และอยากให้ลูกค้าได้ใช้บริการคอนเทนต์ที่ดีที่สุดเช่นกัน”

ตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจทำสิ่งนี้ เขาเจอปัญหาน้อยใหญ่มานับไม่ถ้วนให้ได้เรียนรู้และแก้ไขมาเสมอ 

กฎหนึ่งข้อที่เขาจะยึดเอาไว้ทุกครั้ง สำหรับพาตัวเองผ่านปัญหาเหล่านั้นไปให้ได้คือ การเอาความต้องการของศิลปินและลูกค้าเป็นที่ตั้ง และยังจำความรู้สึกแรกที่ตั้งใจมาเสมอว่า อยากเห็นพื้นที่ที่เป็นมิตรกับทั้งคนผลิตงานและคนใช้งาน

สต็อกโฟโต้เจ้าแรกของไทยที่เป็นทั้งแกลเลอรี่ และพื้นที่ให้ศิลปินไทยได้อวดลายเซ็นของตัวเองอย่างเต็มที่
ผลงานภาพ : ภูเบศ ลออชัยรังษี – ALIVE’S ARTIST
สต็อกโฟโต้เจ้าแรกของไทยที่เป็นทั้งแกลเลอรี่ และพื้นที่ให้ศิลปินไทยได้อวดลายเซ็นของตัวเองอย่างเต็มที่
ผลงานภาพ : นิกสิทธิ์ วงศ์สวัสดิ์ – ALIVE’S ARTIST

“ในส่วนเว็บไซต์ เราติดตามมุมมองและเทรนด์ต่างๆ อาจจะมีการปรับเปลี่ยนบางอย่าง เพื่อให้เหมาะกับตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องหาวิธีที่จะกลับไปแก้ Pain Point เดิม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราพยายามจะรักษาสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของเราไว้ คือ ถ้าเราสามารถตอบสนองความต้องการและพัฒนาให้เป็นประโยชน์กับศิลปินและลูกค้ามากที่สุด 

“ผมเองเป็นครีเอทีฟมาก่อน เราต้องทลาย Comfort Zone หลายๆ อย่าง เพื่อเข้าถึงในทุกๆ เรื่อง ปัญหาแต่ละอย่างที่ได้เจอมันเป็นหน้าด่านที่เราต้องพยายามปรับตัว เรียนรู้ และแก้ไข วันนี้เราอาจยังไม่ได้ทำได้ดีที่สุด แต่ว่ามันทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ต่อไปเราจะไม่ผิดพลาดกับสิ่งเหล่านั้นอีกแล้ว

“เรามีเป้าหมาย แต่ถ้ามันไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้ เราก็หาวิธีปรับไปในมุมต่างๆ ท้าทายทุกโอกาสที่เข้ามา ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าเราเชื่อในจุดเริ่มต้น พอมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เราก็จะต้องแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ให้ได้”

สต็อกโฟโต้เจ้าแรกของไทยที่เป็นทั้งแกลเลอรี่ และพื้นที่ให้ศิลปินไทยได้อวดลายเซ็นของตัวเองอย่างเต็มที่
ผลงานภาพ : ภูเบศ ลออชัยรังษี – ALIVE’S ARTIST

อยากให้ศิลปินได้รับการยอมรับ

การถือกำเนิดขึ้นของแพลตฟอร์มไม่เพียงทำให้ศิลปินมีพื้นที่เป็นมิตรกับการทำงาน ลูกค้าได้เห็นผลงานที่มีเรื่องราวมากขึ้นเท่านั้น แต่สิ่งที่ชินอยากเห็นมากกว่านั้นคือ การที่คนมองเห็นคุณค่าของงานศิลปะ และให้คุณค่ากับการทำงานของศิลปิน

“เราอยู่กับภาพมาเกือบทั้งชีวิต มันเป็นฝันอย่างหนึ่งของผมเหมือนกันที่อยากเห็น ALIVE UNITED เป็นพื้นที่ที่รวบรวมนักสร้างสรรค์ไทยที่มีคุณภาพ แล้วทุกคนสามารถทำทุกอย่างออกมาด้วยความสุขจริงๆ” เขาบอกกับเรา

“ผมได้คุยการศิลปินหลากหลายท่านทั้งที่มีประสบการณ์มากและเป็นคนรุ่นใหม่ เขามีความฝัน เขามีสิ่งที่ชอบจริงๆ เรานับถือเขานะ เพราะเราเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน และพยายามตามหาฝันตัวเองให้เจอ เราก็อยากจะสนับสนุนความฝันของพวกเขาเหล่านั้น

“เราควรให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ผลงานให้มากขึ้น ทุกวันนี้เราเห็นแค่สิ่งที่ถูกถ่ายทอดออกมาเท่านั้น แต่เราอยากเห็นคนเบื้องหลังได้รับการยอมรับ ได้รับเกียรติและความภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาทำ อยากให้นี่เป็นพื้นที่ที่สำหรับแชร์ประสบการณ์และแรงบันดาลใจให้กับผู้คน และทำให้คนที่เริ่มสนใจถ่ายภาพอยากจะเล่าเรื่องออกมาด้วยเช่นกัน”

สต็อกโฟโต้เจ้าแรกของไทยที่เป็นทั้งแกลเลอรี่ และพื้นที่ให้ศิลปินไทยได้อวดลายเซ็นของตัวเองอย่างเต็มที่

Lessons Learned 

  • ก่อนจะทำอะไร ต้องศึกษาและทำความเข้าใจคนที่อยู่ในแวดวงนั้นก่อน เพราะอาจจะเจอปัญหาอีกมุมที่เราไม่เคยรู้ว่ามี เพื่อออกแบบธุรกิจให้แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
  • ทำงานทุกขั้นตอนอย่างละเอียดและจริงใจ 
  • พร้อมปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์และเทรนด์ที่เปลี่ยนไปเสมอ โดยที่ไม่ลืมความตั้งใจในวันแรกที่สร้างธุรกิจ แล้วผ่านอุปสรรคต่างๆ บนพื้นฐานความตั้งใจนั้น

ติดตามเว็บไซต์และสามารถร่วมเป็นศิลปินได้ที่ https://aliveunited.com/ *จำกัดจำนวนศิลปินเข้าร่วม”

ภาพ : ALIVE UNITED

Writer

Avatar

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

6 กุมภาพันธ์ 2561
4 K

เมื่อกัดทาร์ตทรงกลมสีเหลืองอ่อนเข้าไปหนึ่งคำ ฉันก็ได้กลิ่นน้ำผึ้งหอมหวนคละคลุ้งไปหมด

ซิก-สุรัตน์ ซิการี่ อธิบายกับฉันว่า เขาเลือกใช้วัตถุดิบนี้มาเป็นตัวนำโรงเพื่อสรุปหนังเรื่อง Comrades: Almost a Love Story หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม เถียนมีมี่ ซึ่งแปลว่าหวานเหมือนน้ำผึ้งนั่นเอง หลังจากนั้นเขาก็ชวนให้ฉันชิมทาร์ตลำดับที่ 2 3 และ 4 ที่แม้ทาร์ตแต่ละชิ้นจะมีรสชาติแตกต่างกันไป แต่เมื่อนำรสชาติมาเรียงร้อยต่อกันตามลำดับ ก็ให้ความรู้สึกคล้ายฉากตอนของความรักระหว่างตัวเอกทั้งสองในเรื่อง

ราวกับว่าฉันได้นั่งดู เถียนมีมี่ ในโรงภาพยนตร์ ทั้งๆ ที่ไม่เคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อน

‘เถียนมีมี่’ คือคอลเลกชันล่าสุดรับตรุษจีนและวาเลนไทน์ของ befor.tart ธุรกิจผลิตทาร์ตที่ได้แรงบันดาลใจจากหนัง โดยสุรัตน์ เชฟเก่าที่เดินทางอย่างยาวไกลบนเส้นทางชีวิตกว่าจะตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจเป็นของตัวเอง

และนี่คือเรื่องราวของเขา ที่เราอยากพาคุณไปดม ไปชม ไปชิม พร้อมกัน

สุรัตน์ ซิการี่

ก่อนเข้าวงการ

สุรัตน์เริ่มเดินทางบนสายที่ไม่เกี่ยวกับหนังหรือทาร์ตเลย เขาเรียนจบคณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์ เมื่อจบแล้วก็เข้าทำงานตรงสายตามปกติ

“เป็นงานทำแผนที่ ตอนแรกสนุกมากเพราะได้ออกไปข้างนอกบ่อย แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มกลายเป็นงานนั่งหน้าคอม จัดการกับโปรแกรม ก็เลยเปลี่ยนใจ พอดีกับที่ผมชอบกินขนมมากช่วงนั้น เลยคิดว่าเอาอันนี้มาทำเป็นอาชีพดีกว่า จะได้ทำแล้วกินไปด้วยเรื่อยๆ น่าสนุกดี” เขาบอกฉันด้วยรอยยิ้ม

แต่พอฉันถามถึงเรื่องหลังจากนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น การไปเรียนที่โรงเรียนวิชาการโรงแรมแห่งโรงแรมโอเรียนเต็ล School of The Oriental Hotel Apprenticeship Programme หรือ OHAP นั่นหมายความว่าต้องสละเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ไปกับการเรียน ทั้งยังมีตารางเรียนที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับเชฟผู้สอน บางช่วงมีเรียนบ่ายโมงถึงสี่ทุ่ม บางช่วงที่เรียนทำขนมปังซึ่งต้องออกขายตอนเช้า ก็ต้องเรียนสี่ทุ่มถึงหกโมงเช้า

“ผมไม่ได้เจอใครเลย นัดเพื่อนไม่ได้ แถมยังเหนื่อยมากๆ จากที่เคยดูในทีวี มันไม่ใช่อย่างที่คิดเลย อันนี้คือต้องรู้ทุกอย่าง ประณีต และใช้แรงมากๆ ผมยืนวันละ 8 ชั่วโมง เหนื่อยนะ แต่ก็ยังสนุก” สุรัตน์เล่า

หลังจากจบคอร์สนี้ อาชีพการงานด้านอาหารของเขาก็เริ่มต้นขึ้น

befor.tart befor.tart

พลิกบทบาท!

เริ่มแรกสุด สุรัตน์ได้ไปฝึกงานในโรงแรมที่สหรัฐอเมริกา ด้วยความที่เป็นการฝึกงานจึงยังไม่หนักหนาเท่าไรนัก เขาเรียนรู้เท่าที่จะทำได้ ก่อนกลับมาเมืองไทย และไปช่วยทำขนมร้าน Maxim ที่เคยเปิดอยู่ที่เซ็นทรัลเวิร์ล ซึ่งเป็นร้านที่มีพนักงานในครัวน้อย ทำให้เขาได้หัดเรียนรู้การจัดระเบียบตัวเอง และการรับความกดดันของการทำร้านขนม หลังจากนั้น เขาก็เปลี่ยนบรรยากาศมาทำขนมให้ร้าน Gaggan ร้านอาหารอินเดียที่หลังสวน คล้ายเป็นช่วงพักหายใจก่อนเข้าสนามจริง อย่างการทำงานในร้าน L’Atelier de Joël Robuchon ร้านอาหารสุดหรูระดับมิชลินบนตึกมหานคร ที่ซึ่งทำให้เขาได้รู้จักกับความกดดันที่แท้จริง

“เพราะร้านเป็น Fine Dining ระดับมิชลิน เลยมีความเข้มงวดหลายอย่าง อุณหภูมิต้องวัดได้เท่านี้ สีต้องเป็นแบบนี้ จัดจานต้องทำอย่างนี้ ทุกอย่างเป๊ะมาก ต้องเตรียมวัตถุดิบมหาศาล และต้องเตรียมอย่างประณีตมากๆ ด้วย แล้วด้วยความที่เชฟเป็นคนฝรั่งเศส เวลาไม่พอใจก็จะด่า โยนข้าวของ เหมือนที่เคยเห็นในรายการโทรทัศน์เลย”

สุรัตน์เล่าเรื่องวันที่แย่ที่สุดในชีวิตให้เราฟังว่าเป็นช่วงที่จู่ๆ เขาก็โดนโยกย้ายให้ไปประจำครัวส่วนที่ตนไม่เคยทำมาก่อน นั่นแปลว่าเขาจะต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การเตรียมจนถึงการแต่งจาน แต่คำสั่งนั้นด่วนขนาดที่ว่าสั่งวันนี้และให้เริ่มทำพรุ่งนี้ ซ้ำร้ายยังเป็นช่วงเดียวกับที่เขาทำหน้าที่สั่งวัตถุดิบ และต้องคอยรับเวลาวัตถุดิบมาส่งอีกด้วย รวมถึงยังควบงานบริการด้านหน้าร้านอีกต่อหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือความโกลาหลอลหม่านเพราะเขาต้องทั้งทำขนม รับของส่ง และคอยจัดการส่วนอื่นของร้าน

“กลายเป็นว่าเตรียมจานเสร็จ เอ้ย วัตถุดิบมาส่ง เดินไปรับของ เอ้า กลับมาเจอช็อกโกแลตพังไปแล้ว เตาอบลืมปิด ทุกอย่างพังพินาศ โดนเชฟเดินตามหลังแล้วด่าไปเรื่อยๆ เราก็ไม่รู้จะทำยังไง เลยเข้าไปอยู่ในห้องแช่แข็งแล้วยืนร้องไห้ เชฟก็ตามมาเจอแล้วถามว่า เสร็จรึยัง ข้างนอกยุ่งมากนะ มาทำงานต่อได้แล้ว โอ้โห ขนาดเวลาจะเศร้ายังไม่มีให้เลยเหรอ ซึ่งมันก็ดีที่ทำให้เราหัดรับแรงกดดันแหละ ผมไม่รู้ว่านี่คือหนึ่งในวิธีการสอนของเชฟด้วยรึเปล่า”

befor.tart สุรัตน์ ซิการี่

จากนักแสดงสู่ผู้กำกับ

หลังจากฝึกปรือฝีมืออย่างทรหดกับเชฟมือโปรที่ร้านอาหารมิชลินมาระยะหนึ่ง จังหวะชีวิตของสุรัตน์ก็มาถึงจุดที่เรียกร้องให้เขาทำอะไรเองอย่างเป็นอิสระบ้าง

ด้วยความชอบกินทาร์ตโดยส่วนตัว เขาจึงเลือกทำทาร์ตขาย ซึ่งจะขายเฉยๆ ก็คงธรรมดาไป เขาจึงเลือกขายทาร์ตเป็นคอลเลกชัน โดยแต่ละคอลเลกชันนำธีมมาจากหนังหนึ่งเรื่อง และเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือนโดยประมาณ

เมื่อเราถามว่าทำไมต้องเป็นหนัง สุรัตน์ตอบกลั้วเสียงหัวเราะว่า “เพราะผมเป็นเนิร์ดแบบที่ชอบดูหนังมั้งครับ ผมรู้สึกว่าถ้ามีอย่างนี้ เราก็อยากกินนะ ยิ่งถ้าคนที่ชอบหนังเรื่องไหนมากๆ ก็คงอยากจะลองกินหนังเรื่องนั้นดูว่าจะรสชาติยังไง แล้วถ้าจะทำแบบนั้นได้ จะต้องไม่ใช่แค่ปั้นน้ำตาลเป็นรูปหน้าโปสเตอร์แล้ววาง มันจะไม่ใช่ขนมที่เล่าหนังเรื่องนั้น”

และคงเหมือนกับนักธุรกิจหน้าใหม่ทุกคน ที่เริ่มต้นด้วยความคิดและลงมือทำเองทั้งหมด ต้องทำขนมด้วย ดูหนังด้วย หาร้านทำกล่องด้วย คิดเรื่องการดีไซน์บรรจุภัณฑ์และโลโก้ด้วย ทำให้เขาค้นพบว่าการพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง กลับทำให้เขาไม่อาจควบคุมอะไรได้เลย “ผมโชคดีตรงที่มีอภิชาตเพื่อนทั้งหลาย คนนั้นช่วยถ่ายรูปได้ คนนี้ช่วยออกแบบได้ เขาก็ทำมาให้เราตรวจ ซึ่งช่วยเบาแรงเราไปส่วนหนึ่ง ผมก็เลยคิดว่ามันก็ต้องทำงานเป็นทีมเหมือนตอนทำในร้านนั่นแหละ แต่กลายเป็นว่าทีมนี้เราต้องหาเองไง เราต้องคุยเอง แม้แต่วัตถุดิบก็ต้องสั่งเอง ยังดีที่เรามีประสบการณ์จัดการร้านมาแล้ว”

befor.tart befor.tart

เบื้องหลังการถ่ายทำ

ถึงแม้จะมีคนมาช่วยทำด้านอื่นๆ ของธุรกิจ แต่การออกแบบและผลิตสินค้าเป็นหน้าที่ของสุรัตน์ทั้งหมด

ด้วยความเป็นคนใส่ใจรายละเอียด ทำให้กว่าจะออกมาเป็นทาร์ตคอลเลกชันหนึ่งได้ต้องใช้เวลาคิดกลั่นกรองยาวนาน เริ่มจากการเลือกหนังที่อยากทำ หยิบกลับมาดูอีกรอบหนึ่ง จดรายละเอียดต่างๆ ที่คิดว่าจะใช้ได้ ทั้งช็อต ตัวละคร เพลง และจังหวะต่างๆ ก่อนจะนำไปรีเสิร์ชต่อยอด สรรหาวัตถุดิบที่เหมาะสมกัน โดยยึดความสอดคล้องกับเนื้อเรื่องเป็นหลัก ก่อนจะนำมาออกแบบรูปลักษณ์บนพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาด 16:9 ที่สุรัตน์ถือว่าเป็นตัวแทนของ ‘จอหนัง’ นั่นเอง

“พอเราทำขนมเกี่ยวกับหนัง ก็จะต้องดูหนังด้วยสายตาอีกแบบหนึ่ง อย่างเช่น Inception จากที่ดูแล้วนั่งคิดว่านี่ฝันหรือจริง โทเทมหมุนแปลว่าอะไร เราจะคิดอีกแบบหนึ่งแทนว่าฉากนี้หยิบรายละเอียดนี้มาใช้ได้ ฉากหิมะควรให้อารมณ์เย็น ซึ่งถ้าไม่เริ่มตั้งใจว่าจะดูแบบนี้เราก็จะไม่คิดแบบนี้หรอก ทาร์ตที่ออกมามันเลยเป็นการตีความในแบบของผมเอง เป็นหนังที่ผมดูแล้วมาเล่าให้เพื่อนฟังตามความเข้าใจของผมมากกว่า”

ส่วนขั้นตอนการเข้าครัว กลับกลายเป็นเรื่องธรรมดากว่าที่เราคิดมาก เริ่มจากครัวในบ้านซึ่งสุรัตน์แบ่งกันใช้กับแม่

“แม่ต้องทำกับข้าวเสร็จก่อนแล้วผมถึงจะใช้ครัวได้ จนถึงตอนนี้เราก็ยังจะตีกันเรื่องตู้เย็น เพราะของผมเยอะอยากให้ไปแยกตู้ของตัวเองได้แล้ว”

คอลเลกชันหนึ่งไม่ได้ใช้เวลานานมากมายนัก โดยเฉลี่ยประมาณชั่วโมงถึงสองชั่วโมง เพราะส่วนผสมบางอย่างต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า เช่น เจลลี่ที่ต้องให้เวลาแข็งตัวข้ามคืน ในขณะที่ส่วนผสมบางอย่างก็ต้องทำสด เช่น ช็อกโกแลตหรือเครมบรูเล่ ถ้าทำปริมาณมากก็ไม่ยาก เพราะแค่คูณอัตราส่วนเข้าไป แล้วอบทาร์ตทีเดียวหมดเลย ยกเว้นทาร์ตที่สุรัตน์ตั้งใจให้มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน อย่าง Inception ที่ทาร์ต 4 ชิ้นจะไล่ลำดับจากนิ่มสุดไปจนกรอบสุด ก็ต้องใช้เวลาในการอบเพิ่มเติม

“มันจะใช้เวลาเยอะช่วงเริ่มคอลเลกชัน เพราะจะจัดอันดับไม่ได้ว่าต้องทำอะไรก่อน แล้วพอทำไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่า เฮ้ย เราทำน้ำผึ้งไปด้วย ทำช็อกโกแลตไปด้วยได้นี่นา ก็จัดเวลาตัวเองได้มากขึ้น”

ตัวอย่างการแปลงหนังให้เป็นทาร์ตดูได้จากผลงานล่าสุด เถียนมีมี่ ที่นอกจากชิ้นแรกซึ่งฉันชิมไปเมื่อต้นบทความแล้ว ชิ้นที่สองเป็นรสส้ม เพราะในจีน ส้มเป็นของหรูที่คนจีนไม่ค่อยได้กิน ต้องเป็นคนรวยอย่างคนฮ่องกงเท่านั้นถึงจะได้กิน โดยเขาได้แต่งแต้มกลิ่นอายของตรุษจีนลงไปด้วย ส่วนชิ้นที่สามเป็นช็อกโกแลตนม ขนมที่พระเอกจะซื้อไปให้นางเอก ในขณะที่ชิ้นสุดท้ายเป็นรสชีสเค้กผสมเกาลัด เล่าถึงฉากที่ทั้งสองบังเอิญเจอกันที่นิวยอร์ก จึงใช้เกาลัดที่เป็นตัวแทนของฮ่องกง ผสมกับชีสเค้กที่เป็นตัวแทนของนิวยอร์ก เป็นต้น

befor.tart

Deleted Scenes

การเลือกเป็นนายตัวเอง เป็นทางที่แตกต่างจากถนนสายรับจ้างที่สุรัตน์เดินมาก่อนหน้าอย่างไร ฉันถาม

“ความแตกต่างคือการไม่มีเชฟฝรั่งเศสมาคอยยืนด่า ยืนกดดัน เราแล้ว” สุรัตน์บอกกลั้วหัวเราะ ก่อนจะอธิบายต่อไปว่า แม้เขาจะไม่ต้องเจอเหตุการณ์อย่างในครัวของ Robuchon ครั้งนั้นแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนด่าเลย เพราะคนที่จะติชมคือลูกค้านั่นเอง หากส่งไม่ทันหรือไม่ได้ตามสั่ง เสียงตอบรับจะมาถึงในทันที คนชมก็ดีใจได้เดี๋ยวนั้นเลย หรือคนด่าก็ร้องไห้ได้เดี๋ยวนั้นเลยเช่นกัน

“มันกดดันทั้งสองแบบแหละ แต่ผมว่ามันเหมือนเรียนมัธยมแล้วมาเรียนมหาลัย คือถ้าเราดูแลตัวเองไม่ดีพอ ทุกอย่างมันก็จะพังด้วยตัวเราเอง”

สิ่งหนึ่งที่สุรัตน์ได้เรียนรู้ระหว่างทำ befor.tart คือ แม้ธุรกิจจะคือการทำขนมขาย แต่งานไม่ได้เริ่มและจบเพียงแค่ในการทำขนมและขาย เขายังต้องคิดคำนวณถึงวัตถุดิบที่ต้องซื้อ เงินที่ต้องใช้

“มันต้องคุมให้อยู่ในงบประมาณของชีวิตเราให้ได้ ไม่ต้องกำไรเยอะมาก แต่ต้องอยู่ได้ในระดับหนึ่ง และต้องอยู่ได้ไปเรื่อยๆ ด้วย เช่นต้องคิดว่าถ้าเดือนหน้าขายได้น้อยลงจะทำยังไง เพราะถ้านมหรือครีมหมดอายุ มันก็ยังต้องใช้เงินสั่งอยู่”

แน่นอนว่าเมื่อตัดสินใจมาเดินบนทางเส้นนี้แล้ว สุรัตน์ต้องเตรียมใจไว้ก่อนระดับหนึ่ง และค่อยๆ ตั้งสติแก้ปัญหาไปทีละเปลาะ ตั้งแต่คอลเลกชันแรกที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก เขาก็ต้องขอความช่วยเหลือเพื่อนและเพื่อนของเพื่อน ให้ช่วยกันโปรโมต โดยในใจก็ยังกังวลว่าจะอยู่ต่อได้หรือไม่

“ตอนแรกคิดเหมือนกันว่ามันเจาะจงมากเลยนะ คนไม่ดูหนังจะอยากกินมั้ยนะ เขาจะสนใจขนมของเรามั้ย ทำไปทำมาก็ 1 ปีแล้ว มีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ คนที่เข้าใจเขาก็จะกลับมาเข้าใจเราเรื่อยๆ ลูกค้าบางคนที่ตามกินทุกคอลเลกชัน ถึงจะเป็นหนังที่เขาดูหรือไม่ดูก็ตาม เหมือนคอยรดน้ำให้เราโตต่อไปได้ เคยมีครั้งหนึ่งลูกค้าโทรมาตอนจะ 5 ทุ่ม แล้วสั่งว่าเขาอยากได้พรุ่งนี้เลย เหมือนเขาตามหาเรามานานแล้วเพิ่งเจอ ในใจก็คิดว่าจะเตรียมของยังไงทัน กลายเป็นว่าตื่นมาตี 3 ต้องเริ่มทำแล้ว แต่เรามองว่าถ้าเขามั่นใจว่าเขาชอบมัน เขาเลือกเราแล้ว ก็ต้องทำให้เต็มที่”

befor.tart

คมชัดทุกรายละเอียด

ความพิเศษของ befor.tart คือการนำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มาเป็นจุดขาย ทุกส่วนล้วนแล้วแต่ถูกคิดให้เป็นเรื่องราวเดียวกัน แน่นอนว่าส่วนที่คงไม่ต้องพูดถึงกันแล้วคือส่วนผสมของทาร์ตแต่ละชิ้น ที่ล้วนมีเหตุผลและที่มาที่ไปตามการตีความหนัง แต่นอกจากในทาร์ต ก็ยังมีรายละเอียดห้อมล้อมอย่างอื่นอีก ตั้งแต่ชื่อร้าน befor ที่เล่นกับชื่อ Before Trilogy หนังแรงบันดาลใจของทาร์ตเรื่องแรก และในขณะเดียวกันก็อ่านเป็น be for หรือ ‘สร้างมาเพื่อ…’ ได้ด้วย และหากดูโลโก้จะเห็นช่องว่างสีขาวที่หลายคนคงคิดว่าเป็นรูปทาร์ต แต่สุรัตน์ยังตีความให้เป็นจอฉายหนัง และที่เขียนชื่อลูกค้าเวลาส่งทาร์ต เพื่อให้มีความพิเศษ สร้างมาเพื่อคุณโดยเฉพาะอีกด้วย เรื่อยไปจนถึงภาพสีน้ำวาดฉากในภาพยนตร์เรื่องนั้นที่แถมมากับทาร์ตทุกกล่อง ซึ่งมีที่มาจากใบปลิวที่มักได้รับแจกเป็นที่ระลึกเวลาไปดูหนังนั่นเอง

สำหรับสุรัตน์แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจขนมคือการใส่ใจรายละเอียด ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการทำงานหนักและมีวินัยกับตนเองอย่างสูง

“อย่างเวลาไปออกอีเวนต์ผมจะไม่เอาของเก่ามาวางขายวันรุ่งขึ้นต่อ เพราะทาร์ตจะนิ่มลง แล้วสีก็จะเปลี่ยน รสก็จะเปลี่ยน กลัวว่าลูกค้าซื้อไปแล้วมันไม่เหมือนในรูป คนกินบางคนเขาอาจจะไม่รู้ก็ได้ แต่ผมจะรู้สึกผิดกับตัวเอง”

นอกจากนั้น การหัดเรียนรู้บทเรียนจากงานก่อนๆ ก็สำคัญ เช่นการใช้ประสบการณ์หวานขมในห้องครัวที่ผ่านๆ มาให้คุ้มค่า ทั้งด้านการทำอาหารและด้านการบริหารจัดการอื่นๆ ด้วย รวมถึงการสร้างสรรค์เมนูใหม่ที่สุรัตน์นำเคล็ดลับจากการเรียนในโรงแรมโอเรียนเต็ลมาใช้ช่วยคิด

“ตอนนั้นวันจันทร์จะเป็นวันเรียนทฤษฎี สิ่งที่เรียนก็เอามาใช้เวลาเราคิดเมนูเองได้ เช่น ถ้าเอาน้ำมะนาวใส่ภาชนะชนิดนี้แล้วน้ำมะนาวจะเปลี่ยนสี ก็ช่วยได้มาก และตอนนั้นการสอบก็คือให้ธีมมา แล้วให้เราไปคิดว่าจะใช้วัตถุดิบอะไร เช่น โจทย์คือขนมสีแดง ก็ต้องคิดว่าจะใช้ผลไม้อะไรบ้างให้เข้าธีม”

อีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญคือ การต้องคอยคิดสิ่งใหม่ๆ สร้างความตื่นเต้นให้ลูกค้าตลอด

“ผมเปลี่ยนคอลเลกชันทุก 3 เดือน เพราะรู้สึกว่าคนกินเขาจะเบื่อ เราไม่ได้ทำขนมที่อร่อยโคตรๆ จนต้องขายซ้ำแล้วซ้ำอีก ขนมของเราเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งถ้าเราทำขนมหน้าตาเหมือนกัน 4 รสชาติตลอดปี ความแปลกใหม่มันจะทำให้คนกลับมาหาเรามากกว่า”

befor.tart สุรัตน์ ซิการี่

Coming Soon

“ปีหนึ่งมันอาจจะดูนาน แต่มันก็แค่แป๊บเดียวเหมือนกัน เราทำมาประมาณแค่ 4 คอลเลกชันเอง ตอนนี้รายได้อาจจะไม่ได้ถล่มถลายมาก แต่ก็มีเรื่อยๆ นะ และสิ่งนี้คืออาชีพเดียวของผมตอนนี้แล้ว ก็ยังบอกไม่ได้ตรงๆ ว่าจะอยู่ได้ด้วยแค่นี้ วันข้างหน้าก็ไม่รู้ มันอาจจะทำไป 2 ปีแล้วเจ๊งก็ได้ ถ้ามันแพ้ อาจต้องยอมแพ้มันน่ะแหละ แต่ถ้าตอนนี้มันยังดูแลเราได้ ดูแลที่บ้านเราได้ เราก็อยากทำต่อไป

“ผมก็คิดเหมือนกันแหละว่าเราใช้แค่การเปลี่ยนหนังไปเรื่อยๆ อย่างเดียวไม่ได้หรอก อาจจะต้องคิดต่อ จะต้องมีสถานที่ มีร้าน ให้คนดูหนังไปด้วยกัน กินขนม ข้างในมีคาเฟ่เล็กๆ แต่ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ธุรกิจอาจเปลี่ยนรูปแบบไป แต่ผมก็ยังอยากทำแบบนี้อยู่”

นอกจากคอลเลกชันเถียนมีมี่ประจำเดือนกุมภาพันธ์แล้ว befor.tart ยังมีทาร์ตมาตรฐาน 4 รสชาติที่ได้แรงบันดาลใจจากประเภท (genre) ของหนัง ดราม่า แอ็กชั่น รอมคอม และไซไฟ ซึ่งสั่งได้ตลอดปีไม่มีหมดคอลเลกชัน หรือหากยังไม่มีหนังเรื่องที่ถูกใจคุณ ตอนนี้สุรัตน์ก็เปิดบริการทำทาร์ตตามใจลูกค้าอีกด้วย

หากอยากลองมีประสบการณ์ใช้ลิ้นกับหูดูหนังเรื่องไหน ก็ลองรีเควสต์ไปได้นะเออ

Rules

  1. จริงใจกับตัวเอง ทำสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ
  2. จริงใจกับลูกค้า ถ้าจะขายอะไร ใช้วัตถุดิบแบบไหน ก็ต้องทำให้ได้ตามสัญญา
  3. มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา และขยันพอที่จะตื่นมาทำในทุกๆ วัน

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load