30 ธันวาคม 2562
1 K

หลายคนอาจเคยได้ยินหรือได้อ่าน  Alice’s Adventures in Wonderland ของ Lewis Carroll วรรณกรรมเยาวชนชิ้นเอกของโลกและเป็นที่รู้จักในนาม Alice in Wonderland ตามชื่อภาพยนตร์ การผจญภัยของอลิซ สาวน้อยตัวเอกของเรื่องในแดนมหัศจรรย์ เป็นที่ประทับใจของเด็กๆ ในทุกยุคสมัย จึงทำให้นิยายเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 1865[1] และได้ฝากการบ้านให้ผู้อ่านเชื่อในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ 6 เรื่องก่อนรับประทานอาหารเช้าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แต่ถ้าใครไม่ได้รับโจทย์หรือลืมจดการบ้านจากเจ้าหนูกระโปรงฟ้า หน้าหนาวนี้ Blenheim Palace ได้เนรมิตแดนมหัศจรรย์ฉบับคริสต์มาสขึ้น ในนิทรรศการ Alice in the Palace เพื่อพากลุ่มเพื่อนๆ และครอบครัวเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการ และร่วมเชื่อในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้กับอลิซ ในบรรยากาศเทศกาลชวนฝันที่สุดแห่งปี

ลัดเลาะใน Wonderland

นิทรรศการ Alice in the Palace เป็นการออกแบบประสบการณ์ (Experience Design) ที่แบ่งออกเป็นห้อง โดยแต่ละห้องมีอรรถบทหรือธีมหลักตามเรื่องราวในหนังสือ Alice’s Adventures in Wonderland โดยบางห้องออกแบบเพื่อเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในนิยาย เช่น ห้องโถงใหญ่ที่มีโต๊ะกระจกสูงตระหง่าน เมื่อแหงนหน้าขึ้นจะเห็นกุญแจดอกยักษ์วางอยู่บนโต๊ะ ถ้าเหลียวซ้ายขวาจะเห็นขวดสีชมพูใหญ่กว่าตัว บนขวดเขียนว่า ‘Drink Me’ เป็นอันว่าเราได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศเสียจนเผลอดื่มน้ำยาหดตัวเข้าไปแล้ว!

นอกจากห้องที่พาเราเข้าไปอยู่ในเรื่อง ยังมีบางห้องที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนบุคลิกของตัวละคร เช่น ‘บ้านคุณกระต่าย’ ตกแต่งด้วยการนำแครอทมาวางเกลื่อนกลาดเต็มห้องรับรองของพระราชวัง เคล้าไปกับเพลงสนุกสนานชวนตื่นตัวที่ดังมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่แอบซ่อนตัวอยู่บนโต๊ะด้านหลัง

ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี
ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี
ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี

“Curiouser and curiouser!”

นอกจากจะอยู่บ้านแล้ว คุณกระต่ายยังหลบซ่อนอยู่ในทุกห้องของนิทรรศการ ทำให้เราได้ตามรอยอลิซอีกครั้งในภารกิจตามหาเจ้ากระต่ายตัวนี้ ซึ่งไม่ง่ายเลยท่ามกลางเครื่องตกแต่งตระการตา ทั้งโคมไฟระย้า เตาผิง แจกัน ภาพวาดน่าอัศจรรย์ของพระราชวังที่มีอยู่แล้วเป็นทุนเดิม เมื่อเพิ่มการพรางตัวด้วยต้นคริสต์มาส รุ้งฟู ริบบิ้น ตัวประดับ และไฟสีฉูดฉาดชวนละลานตาของนิทรรศการอีกหลายชั้น แต่ถ้าใครหาคุณกระต่ายเจอไม่ครบทุกห้อง อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยร้อยเรียงเรื่องราวของแต่ละห้องคือป้ายบอกทางที่มากับหน้าคู่หนังสือแบบ Pop-up ที่เล่าถึงบรรยากาศในห้องนั้นๆ

ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี
ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี

เมื่อนึกย้อนดูแล้ว การดื่มน้ำยาหดตัวอาจแฝงนัยให้เราสนใจสิ่งเล็กๆ น้อยๆ และใส่ใจในรายละเอียดรอบตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างผีเสื้อ Absolem ที่ซ่อนอยู่ในกิ่งต้นคริต์มาสหรือทหารไพ่ตัวจิ๋วที่ต้องก้มลงไปดูถึงจะเห็น 

ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี
ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี

…แต่บางรายละเอียดก็ไม่จำเป็นต้องก้มลง เพียงใช้สายตาอันแหลมคมก็เห็นได้ เอ๊ะ! อลิซ นั่นใช่เธอหรือเปล่า?

ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี
ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี

(เว่อร์) วัง อลังการ

สถานที่จัดนิทรรศการ Alice in the Palace ครั้งนี้คือพระราชวังเบลนิม (Blenheim Palace) ซึ่งห่างจากตัวเมืองและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดที่ Charles Lutwidge Dodgson เจ้าของนามปากกา Lewis Carroll ผู้เขียนเรื่อง Alice’s Adventures in Wonderland เคยศึกษาและเป็นอาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ [2] แถมเมืองออกซ์ฟอร์ดยังเป็นที่เดียวกันกับที่เขาพบ Alice Liddell ลูกสาวของเพื่อนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวละครเอกของเรื่องครั้งแรก [1]

Blenheim Palace เริ่มก่อสร้างในปี 1705 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาโรก ออกแบบโดย Sir John Vanbrugh และเป็นของขวัญที่สมเด็จพระราชินีนาถแอนน์มอบให้แก่ John Churchill ผู้นำทัพชนะฝรั่งเศสใน Battle of Blenheim 

แม้จะมีชื่อเรียกว่าพระราชวัง แท้จริงแล้วคฤหาสน์หลังนี้มิได้เป็นของสมาชิกราชวงศ์ใด และเป็นคฤหาสน์เพียงหลังเดียวในสหราชอาณาจักรที่ได้ชื่อว่าเป็นพระราชวังโดยมิได้เป็นของราชวงศ์ นอกจากนี้ Blenheim Palace ยังเป็นที่กำเนิดและบ้านของ Sir Winston Churchill อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับการแต่งตั้งเป็น UNESCO World Heritage Site ในปี 1987[2]

ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี

แม้พระราชวังแห่งนี้จะมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 300 ปี นิทรรศการ Alice in the Palace ก็ยังผสานความใหม่เข้ากับบรรยากาศสุดขลังได้อย่างน่าประทับใจ เช่น การใช้เทคโนโลยี Augmented Reality และ Facial Recognition ที่เปิดโอกาสให้เราได้สวมบทเป็นแมวล่องหน Cheshire หรือ Mad Hatter ในเกมเก็บไพ่ที่ร่วงลงมาบนหน้าจอขนาดใหญ่

ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี

ได้เวลาจิบชาแล้ว!

โต๊ะยาวในโถงใหญ่ของพระราชวังตกแต่งด้วยเค้ก ขนมนานาชนิด กาน้ำชาหลากทรง ถ้วยชาหลากสี เพดานมีภาพไพ่หลากหลายสีฉายสลับกับท้องฟ้าครามเคล้าดนตรีรื่นเริง รายล้อมด้วยกุหลาบสาวดอกใหญ่ ใบหน้าขาวนวลอวบอิ่ม และทหารไพ่ที่กำลังจัดเตรียมปาร์ตี้อย่างแข็งขัน หัวโต๊ะสองด้านมีป้ายชื่อบอกที่นั่งของสองตัวละครคุ้นเคย Mad Hatter และอลิซ แสงสีและการตกแต่งในห้องนี้มีสเน่ห์สะกดสายตาจนทำให้ลืมเวลาที่ล่วงไป 

น่าเสียดายที่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่ปาร์ตี้น้ำชาก็เป็นฉากปิดนิทรรศการที่งดงามประทับใจ

ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี
ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี

Travel Tips

  • นิทรรศการ Alice in the Palace จัดแสดงถึงวันที่ 5 มกราคม 2020
  • ข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่
  • ตั๋วเข้าชมงานมีหลายราคา ซื้อร่วมกับตั๋วเข้าชมงานอื่นๆ ที่จัดในช่วงเวลาเดียวกันได้
    มีราคาพิเศษสำหรับครอบครัว นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุ (หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่)
  • ใช้เวลาเดินทางโดยรถประจำทางจากตัวเมืองออกซ์ฟอร์ดราว 30 นาที ตั๋วไป-กลับคนละประมาณ £5 (หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.blenheimpalace.com/visitus/getting-here)

ข้อมูลอ้างอิง

[1] www.theguardian.com/books/2014/jan/20/100-best-novels-alice-wonderland

[2] www.britannica.com/biography/Lewis-Carroll

[3] theculturetrip.com/europe/united-kingdom/england/articles/a-brief-history-of-blenheim-palace/

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

30 ธันวาคม 2562
1 K

หลายคนอาจเคยได้ยินหรือได้อ่าน  Alice’s Adventures in Wonderland ของ Lewis Carroll วรรณกรรมเยาวชนชิ้นเอกของโลกและเป็นที่รู้จักในนาม Alice in Wonderland ตามชื่อภาพยนตร์ การผจญภัยของอลิซ สาวน้อยตัวเอกของเรื่องในแดนมหัศจรรย์ เป็นที่ประทับใจของเด็กๆ ในทุกยุคสมัย จึงทำให้นิยายเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 1865[1] และได้ฝากการบ้านให้ผู้อ่านเชื่อในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ 6 เรื่องก่อนรับประทานอาหารเช้าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แต่ถ้าใครไม่ได้รับโจทย์หรือลืมจดการบ้านจากเจ้าหนูกระโปรงฟ้า หน้าหนาวนี้ Blenheim Palace ได้เนรมิตแดนมหัศจรรย์ฉบับคริสต์มาสขึ้น ในนิทรรศการ Alice in the Palace เพื่อพากลุ่มเพื่อนๆ และครอบครัวเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการ และร่วมเชื่อในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้กับอลิซ ในบรรยากาศเทศกาลชวนฝันที่สุดแห่งปี

ลัดเลาะใน Wonderland

นิทรรศการ Alice in the Palace เป็นการออกแบบประสบการณ์ (Experience Design) ที่แบ่งออกเป็นห้อง โดยแต่ละห้องมีอรรถบทหรือธีมหลักตามเรื่องราวในหนังสือ Alice’s Adventures in Wonderland โดยบางห้องออกแบบเพื่อเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในนิยาย เช่น ห้องโถงใหญ่ที่มีโต๊ะกระจกสูงตระหง่าน เมื่อแหงนหน้าขึ้นจะเห็นกุญแจดอกยักษ์วางอยู่บนโต๊ะ ถ้าเหลียวซ้ายขวาจะเห็นขวดสีชมพูใหญ่กว่าตัว บนขวดเขียนว่า ‘Drink Me’ เป็นอันว่าเราได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศเสียจนเผลอดื่มน้ำยาหดตัวเข้าไปแล้ว!

นอกจากห้องที่พาเราเข้าไปอยู่ในเรื่อง ยังมีบางห้องที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนบุคลิกของตัวละคร เช่น ‘บ้านคุณกระต่าย’ ตกแต่งด้วยการนำแครอทมาวางเกลื่อนกลาดเต็มห้องรับรองของพระราชวัง เคล้าไปกับเพลงสนุกสนานชวนตื่นตัวที่ดังมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่แอบซ่อนตัวอยู่บนโต๊ะด้านหลัง

ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี
ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี
ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี

“Curiouser and curiouser!”

นอกจากจะอยู่บ้านแล้ว คุณกระต่ายยังหลบซ่อนอยู่ในทุกห้องของนิทรรศการ ทำให้เราได้ตามรอยอลิซอีกครั้งในภารกิจตามหาเจ้ากระต่ายตัวนี้ ซึ่งไม่ง่ายเลยท่ามกลางเครื่องตกแต่งตระการตา ทั้งโคมไฟระย้า เตาผิง แจกัน ภาพวาดน่าอัศจรรย์ของพระราชวังที่มีอยู่แล้วเป็นทุนเดิม เมื่อเพิ่มการพรางตัวด้วยต้นคริสต์มาส รุ้งฟู ริบบิ้น ตัวประดับ และไฟสีฉูดฉาดชวนละลานตาของนิทรรศการอีกหลายชั้น แต่ถ้าใครหาคุณกระต่ายเจอไม่ครบทุกห้อง อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยร้อยเรียงเรื่องราวของแต่ละห้องคือป้ายบอกทางที่มากับหน้าคู่หนังสือแบบ Pop-up ที่เล่าถึงบรรยากาศในห้องนั้นๆ

ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี
ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี

เมื่อนึกย้อนดูแล้ว การดื่มน้ำยาหดตัวอาจแฝงนัยให้เราสนใจสิ่งเล็กๆ น้อยๆ และใส่ใจในรายละเอียดรอบตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างผีเสื้อ Absolem ที่ซ่อนอยู่ในกิ่งต้นคริต์มาสหรือทหารไพ่ตัวจิ๋วที่ต้องก้มลงไปดูถึงจะเห็น 

ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี
ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี

…แต่บางรายละเอียดก็ไม่จำเป็นต้องก้มลง เพียงใช้สายตาอันแหลมคมก็เห็นได้ เอ๊ะ! อลิซ นั่นใช่เธอหรือเปล่า?

ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี
ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี

(เว่อร์) วัง อลังการ

สถานที่จัดนิทรรศการ Alice in the Palace ครั้งนี้คือพระราชวังเบลนิม (Blenheim Palace) ซึ่งห่างจากตัวเมืองและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดที่ Charles Lutwidge Dodgson เจ้าของนามปากกา Lewis Carroll ผู้เขียนเรื่อง Alice’s Adventures in Wonderland เคยศึกษาและเป็นอาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ [2] แถมเมืองออกซ์ฟอร์ดยังเป็นที่เดียวกันกับที่เขาพบ Alice Liddell ลูกสาวของเพื่อนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวละครเอกของเรื่องครั้งแรก [1]

Blenheim Palace เริ่มก่อสร้างในปี 1705 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาโรก ออกแบบโดย Sir John Vanbrugh และเป็นของขวัญที่สมเด็จพระราชินีนาถแอนน์มอบให้แก่ John Churchill ผู้นำทัพชนะฝรั่งเศสใน Battle of Blenheim 

แม้จะมีชื่อเรียกว่าพระราชวัง แท้จริงแล้วคฤหาสน์หลังนี้มิได้เป็นของสมาชิกราชวงศ์ใด และเป็นคฤหาสน์เพียงหลังเดียวในสหราชอาณาจักรที่ได้ชื่อว่าเป็นพระราชวังโดยมิได้เป็นของราชวงศ์ นอกจากนี้ Blenheim Palace ยังเป็นที่กำเนิดและบ้านของ Sir Winston Churchill อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับการแต่งตั้งเป็น UNESCO World Heritage Site ในปี 1987[2]

ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี

แม้พระราชวังแห่งนี้จะมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 300 ปี นิทรรศการ Alice in the Palace ก็ยังผสานความใหม่เข้ากับบรรยากาศสุดขลังได้อย่างน่าประทับใจ เช่น การใช้เทคโนโลยี Augmented Reality และ Facial Recognition ที่เปิดโอกาสให้เราได้สวมบทเป็นแมวล่องหน Cheshire หรือ Mad Hatter ในเกมเก็บไพ่ที่ร่วงลงมาบนหน้าจอขนาดใหญ่

ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี

ได้เวลาจิบชาแล้ว!

โต๊ะยาวในโถงใหญ่ของพระราชวังตกแต่งด้วยเค้ก ขนมนานาชนิด กาน้ำชาหลากทรง ถ้วยชาหลากสี เพดานมีภาพไพ่หลากหลายสีฉายสลับกับท้องฟ้าครามเคล้าดนตรีรื่นเริง รายล้อมด้วยกุหลาบสาวดอกใหญ่ ใบหน้าขาวนวลอวบอิ่ม และทหารไพ่ที่กำลังจัดเตรียมปาร์ตี้อย่างแข็งขัน หัวโต๊ะสองด้านมีป้ายชื่อบอกที่นั่งของสองตัวละครคุ้นเคย Mad Hatter และอลิซ แสงสีและการตกแต่งในห้องนี้มีสเน่ห์สะกดสายตาจนทำให้ลืมเวลาที่ล่วงไป 

น่าเสียดายที่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่ปาร์ตี้น้ำชาก็เป็นฉากปิดนิทรรศการที่งดงามประทับใจ

ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี
ท่องพระราชวังอังกฤษกับ Alice in the Palace นิทรรศการที่จับคู่ประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยี

Travel Tips

  • นิทรรศการ Alice in the Palace จัดแสดงถึงวันที่ 5 มกราคม 2020
  • ข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่
  • ตั๋วเข้าชมงานมีหลายราคา ซื้อร่วมกับตั๋วเข้าชมงานอื่นๆ ที่จัดในช่วงเวลาเดียวกันได้
    มีราคาพิเศษสำหรับครอบครัว นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุ (หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่)
  • ใช้เวลาเดินทางโดยรถประจำทางจากตัวเมืองออกซ์ฟอร์ดราว 30 นาที ตั๋วไป-กลับคนละประมาณ £5 (หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.blenheimpalace.com/visitus/getting-here)

ข้อมูลอ้างอิง

[1] www.theguardian.com/books/2014/jan/20/100-best-novels-alice-wonderland

[2] www.britannica.com/biography/Lewis-Carroll

[3] theculturetrip.com/europe/united-kingdom/england/articles/a-brief-history-of-blenheim-palace/

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

นัชชา ยงพิพัฒน์วงศ์

นักเพ้อฝันที่อยากผันตัวมาเป็นนักปฏิบัติ สนุกกับการเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากมุมมองใหม่ๆ ปัจจุบันเรียนอยู่คณะปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

5 มิถุนายน 2564
213

เพื่อเป็นการงาน CSD (Christopher Street Day) Frankfurt 2020 เป็นขบวนพาเหรดที่จัดปีละครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองให้กับผู้มีความหลากหลายทางเพศ บางประเทศเรียกว่า Pride Parade หรือ Pride March งานนี้จัดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมปีที่แล้ว ควบคู่กับงานเสวนาออนไลน์ พิเศษตรงรูปแบบของขบวนพาเหรดที่เป็น Auto-Demo ภาษาเยอรมัน แปลว่า Car Demonstration Parade (ขบวนพาเหรดรถยนต์) เราเพิ่งรู้จักกับการจัดขบวนพาเหรดแบบนี้เป็นครั้งแรกที่นี่

ช่วงที่มีการระบาดของโรค COVID-19 ในครั้งแรก ก็มีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เพื่อวางแผนมาตรการเฝ้าระวัง ในตอนนั้นทางรัฐบาลมีข้อกำหนดเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเข้มงวด เพื่อลดปริมาณผู้ติดเชื้อ การเดินประท้วงแบบปกติจึงต้องงดเว้นไป แต่ทางการอนุญาตให้ใช้รถยนต์ได้ โดยจะต้องมีผู้โดยสารคันละไม่เกิน 2 คน จึงทำให้เราได้เห็นการประท้วงแบบ Auto-Demo นี้แทนการเดินถนน

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ผู้จัดต้องการให้มีพาเหรดนี้เกิดขึ้น แม้จะอยู่ในช่วงที่ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคระบาด ก็เลยนำไอเดีย Auto-Demo มาใช้กับงานพาเหรดในปีนี้เช่นกัน ในขบวนมีทั้งผู้สนับสนุนจากเมือง Frankfurt และเมืองใกล้เคียง เช่น Offenbach และ Wiesbaden มาร่วมด้วย ซึ่งงานในครั้งนี้จัดขึ้นที่ Romerberg ลานกว้างที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ Frankfurt โชคดีที่ในวันงาน สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว ทางการอนุญาตให้เดินขบวนและชุมนุมได้ 

โดยยังแนะนำให้มีการใส่หน้ากากและเว้นระยะห่าง 1.5 เมตรอยู่ 

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อฟังผู้นำการจัดงานพูดแนะนำงานและความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศ ก่อนที่จะเริ่มขบวน Auto-Demo ซึ่งผู้ร่วมขบวนและรถยนต์ทั้งหมดได้จอดรอเรียบร้อยแล้ว บนถนนริมแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกลจากสถานที่จัดงานมากนัก

เมื่อถึงเวลา ทุกคนเดินไปขึ้นรถของตัวเองและรอสัญญาณจากทีมงาน ก่อนจะเริ่มขับออกไปพร้อมกับโบกธง Pride Flag ให้กับผู้คนรอบข้าง ทั้งขบวนมีรถประมาณ 20 – 30 คัน แต่ละคันมาจากองค์กรและหน่วยงานอิสระมากมาย รวมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล บางส่วนก็เป็นผู้ร่วมขบวนที่เดินเป็นหน้ากระดานทั้งระหว่างขบวนและท้ายขบวน

ในความรู้สึกของเราถือเป็นไอเดียที่ดีมาก เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสำคัญ และรณรงค์ได้ด้วยมาตรการความปลอดภัย ในขบวนพาเหรดครั้งนี้ เราได้เห็นข้อความที่น่าสนใจคือ การรณรงค์เรื่อง Artikel 3 หรือกฎหมายมาตราที่ 3 

เมื่อได้อ่านดู ก็พบว่ามีใจความสำคัญเรื่องความเท่าเทียม มีประโยคขึ้นต้นมาตราว่า

“All persons shall be equal before the law.”

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

เนื้อหาในกฎหมายมาตรานี้ยังพูดถึงสิทธิเท่าเทียมของชายและหญิง รัฐมีหน้าที่กำจัดความไม่เท่าเทียมใดก็ตามที่เกิดขึ้น ยังกล่าวด้วยว่า บุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความลำเอียง เพราะเพศ การมีลูก ชาติพันธุ์ ภาษา ถิ่นกำเนิด เชื้อสาย ความเชื่อ หรือความคิดเห็นที่เกี่ยวกับศาสนาและการเมือง และบุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมเพราะมีความพิการ

(ข้อมูลอ้างอิง: https://www.bundesregierung.de/breg-en/chancellor/basic-law-470510)

ในฐานะผู้หญิงตรงเพศที่แต่งงานกับสามีซึ่งเป็นผู้ชายตรงเพศเช่นกัน เราจินตนาการไม่ได้เลยว่า ความไม่เท่าเทียมที่ชาว LGBTQ+ ต้องแบกรับนั้นนักหนาขนาดไหน แม้ว่าประเทศเยอรมนีจะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีกฎหมายคุ้มครอง และผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนมาก แต่ในความเป็นจริง ชาว LGBTQ+ ก็ยังถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งในการใช้ชีวิตประจำวัน ชีวิตส่วนตัว และการทำงาน 

ตราบใดที่ยังมีความไม่เท่าเทียมในสังคม การรณรงค์นี้ก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

นอกจากมาตราที่ 3 ที่เป็นกฎหมายพื้นฐานแล้ว ประเทศเยอรมนียังมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม คู่รัก LGBTQ+ จดทะเบียนสมรสได้ และอุปการะบุตรบุญธรรมได้ด้วย เราได้เห็นครอบครัว LGBTQ+ ที่นี่กับลูกๆ หลายครั้ง และรู้สึกดีมากที่ได้อยู่ในประเทศที่มีกฎหมายรับรอง เราเชื่อว่าความรักที่ดีมาจากคนสองคนที่รักและเคารพกันในฐานะคนที่เท่าเทียม และความรักที่ดีก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถาบันครอบครัวเข้มแข็งและทำให้สังคมมีความเข้มแข็งตามไปด้วย

เราหวังว่าจะมีวันที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมและกฎหมายความเท่าเทียมพื้นฐานเช่นกัน

สำหรับปีนี้งาน CSD Frankfurt 2021 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม 2021 รูปแบบงานจะกลับมาเป็นขบวนพาเหรดเดินเท้า พร้อมกิจกรรม Mini-CSD ที่จะจัดขึ้นอีกครั้งช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเป็นการสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและดูแลความปลอดภัยให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ติดตามรายละเอียดที่ : https://csd-frankfurt.de

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

5 มิถุนายน 2564
213

เพื่อเป็นการงาน CSD (Christopher Street Day) Frankfurt 2020 เป็นขบวนพาเหรดที่จัดปีละครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองให้กับผู้มีความหลากหลายทางเพศ บางประเทศเรียกว่า Pride Parade หรือ Pride March งานนี้จัดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมปีที่แล้ว ควบคู่กับงานเสวนาออนไลน์ พิเศษตรงรูปแบบของขบวนพาเหรดที่เป็น Auto-Demo ภาษาเยอรมัน แปลว่า Car Demonstration Parade (ขบวนพาเหรดรถยนต์) เราเพิ่งรู้จักกับการจัดขบวนพาเหรดแบบนี้เป็นครั้งแรกที่นี่

ช่วงที่มีการระบาดของโรค COVID-19 ในครั้งแรก ก็มีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เพื่อวางแผนมาตรการเฝ้าระวัง ในตอนนั้นทางรัฐบาลมีข้อกำหนดเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเข้มงวด เพื่อลดปริมาณผู้ติดเชื้อ การเดินประท้วงแบบปกติจึงต้องงดเว้นไป แต่ทางการอนุญาตให้ใช้รถยนต์ได้ โดยจะต้องมีผู้โดยสารคันละไม่เกิน 2 คน จึงทำให้เราได้เห็นการประท้วงแบบ Auto-Demo นี้แทนการเดินถนน

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ผู้จัดต้องการให้มีพาเหรดนี้เกิดขึ้น แม้จะอยู่ในช่วงที่ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคระบาด ก็เลยนำไอเดีย Auto-Demo มาใช้กับงานพาเหรดในปีนี้เช่นกัน ในขบวนมีทั้งผู้สนับสนุนจากเมือง Frankfurt และเมืองใกล้เคียง เช่น Offenbach และ Wiesbaden มาร่วมด้วย ซึ่งงานในครั้งนี้จัดขึ้นที่ Romerberg ลานกว้างที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ Frankfurt โชคดีที่ในวันงาน สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว ทางการอนุญาตให้เดินขบวนและชุมนุมได้ 

โดยยังแนะนำให้มีการใส่หน้ากากและเว้นระยะห่าง 1.5 เมตรอยู่ 

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อฟังผู้นำการจัดงานพูดแนะนำงานและความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศ ก่อนที่จะเริ่มขบวน Auto-Demo ซึ่งผู้ร่วมขบวนและรถยนต์ทั้งหมดได้จอดรอเรียบร้อยแล้ว บนถนนริมแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกลจากสถานที่จัดงานมากนัก

เมื่อถึงเวลา ทุกคนเดินไปขึ้นรถของตัวเองและรอสัญญาณจากทีมงาน ก่อนจะเริ่มขับออกไปพร้อมกับโบกธง Pride Flag ให้กับผู้คนรอบข้าง ทั้งขบวนมีรถประมาณ 20 – 30 คัน แต่ละคันมาจากองค์กรและหน่วยงานอิสระมากมาย รวมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล บางส่วนก็เป็นผู้ร่วมขบวนที่เดินเป็นหน้ากระดานทั้งระหว่างขบวนและท้ายขบวน

ในความรู้สึกของเราถือเป็นไอเดียที่ดีมาก เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสำคัญ และรณรงค์ได้ด้วยมาตรการความปลอดภัย ในขบวนพาเหรดครั้งนี้ เราได้เห็นข้อความที่น่าสนใจคือ การรณรงค์เรื่อง Artikel 3 หรือกฎหมายมาตราที่ 3 

เมื่อได้อ่านดู ก็พบว่ามีใจความสำคัญเรื่องความเท่าเทียม มีประโยคขึ้นต้นมาตราว่า

“All persons shall be equal before the law.”

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

เนื้อหาในกฎหมายมาตรานี้ยังพูดถึงสิทธิเท่าเทียมของชายและหญิง รัฐมีหน้าที่กำจัดความไม่เท่าเทียมใดก็ตามที่เกิดขึ้น ยังกล่าวด้วยว่า บุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความลำเอียง เพราะเพศ การมีลูก ชาติพันธุ์ ภาษา ถิ่นกำเนิด เชื้อสาย ความเชื่อ หรือความคิดเห็นที่เกี่ยวกับศาสนาและการเมือง และบุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมเพราะมีความพิการ

(ข้อมูลอ้างอิง: https://www.bundesregierung.de/breg-en/chancellor/basic-law-470510)

ในฐานะผู้หญิงตรงเพศที่แต่งงานกับสามีซึ่งเป็นผู้ชายตรงเพศเช่นกัน เราจินตนาการไม่ได้เลยว่า ความไม่เท่าเทียมที่ชาว LGBTQ+ ต้องแบกรับนั้นนักหนาขนาดไหน แม้ว่าประเทศเยอรมนีจะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีกฎหมายคุ้มครอง และผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนมาก แต่ในความเป็นจริง ชาว LGBTQ+ ก็ยังถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งในการใช้ชีวิตประจำวัน ชีวิตส่วนตัว และการทำงาน 

ตราบใดที่ยังมีความไม่เท่าเทียมในสังคม การรณรงค์นี้ก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

นอกจากมาตราที่ 3 ที่เป็นกฎหมายพื้นฐานแล้ว ประเทศเยอรมนียังมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม คู่รัก LGBTQ+ จดทะเบียนสมรสได้ และอุปการะบุตรบุญธรรมได้ด้วย เราได้เห็นครอบครัว LGBTQ+ ที่นี่กับลูกๆ หลายครั้ง และรู้สึกดีมากที่ได้อยู่ในประเทศที่มีกฎหมายรับรอง เราเชื่อว่าความรักที่ดีมาจากคนสองคนที่รักและเคารพกันในฐานะคนที่เท่าเทียม และความรักที่ดีก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถาบันครอบครัวเข้มแข็งและทำให้สังคมมีความเข้มแข็งตามไปด้วย

เราหวังว่าจะมีวันที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมและกฎหมายความเท่าเทียมพื้นฐานเช่นกัน

สำหรับปีนี้งาน CSD Frankfurt 2021 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม 2021 รูปแบบงานจะกลับมาเป็นขบวนพาเหรดเดินเท้า พร้อมกิจกรรม Mini-CSD ที่จะจัดขึ้นอีกครั้งช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเป็นการสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและดูแลความปลอดภัยให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ติดตามรายละเอียดที่ : https://csd-frankfurt.de

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

วรรณิดา กสิวงศ์

เวดดิ้งแพลนเนอร์ @wondersweddings ชอบหนังสือ ช็อกโกแลตร้อน และดอกไม้ ใฝ่ฝันอยากเห็นประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load