ไม่มีใครอยากจะเป็นซีอีโอของ ดีแทค ในวันที่ อเล็กซานดรา ไรช์ (Alexandra Reich) ขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างแน่นอน 

วันที่มีแต่ปัญหา แรงกดดัน และสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ของธุรกิจโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่รายนี้

เดือนมิถุนายน 2561 คณะกรรมการของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ประกาศแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่เพื่อมาบริหารงาน และเป็นแม่ทัพผู้รับโจทย์หนักเรื่องการหมดอายุสัมปทานของคลื่น 850 MHz ที่ถูกขีดเส้นตายไว้ในวันที่ 15 กันยายนปีเดียวกัน โดยดีแทคต้องเร่งย้ายลูกค้าบนคลื่นความถี่เดิมไปบนคลื่นความถี่ใหม่ให้ทัน ซึ่งทุกฝ่ายประเมินว่าเป็นไปได้ยากมาก จนเมื่อใกล้ถึงกำหนด สถานการณ์ก็จวนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ดีแทคทำเรื่องขอเยียวยาจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เนื่องจากย้ายเบอร์ของลูกค้าราว 90,000 หมายเลขไม่ทันและอาจเกิดภาวะ ‘ซิมดับ’ ได้ แต่เพียง 2 วันก่อนถึงกำหนด กสทช. ประกาศไม่เยียวยาดีแทค ยืนยันยุติคลื่นตามกำหนดเดิม ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากที่สุดครั้งหนึ่งของวงการโทรคมนาคมไทย

แต่สุดท้ายศาลปกครองก็มีคำสั่งทุเลามติดังกล่าวอย่างเฉียดฉิว โดยยืดเวลาให้อีก 3 เดือน เพื่อถ่ายโอนลูกค้าให้เสร็จ และสุดท้ายก็จบเกมกันได้เมื่อดีแทคตกลงตามเกม กสทช. เข้าร่วมประมูลคลื่น 900 MHz ในเดือนตุลาคมด้วยวงเงิน 3.8 หมื่นล้านบาท อายุสัมปทาน 15 ปี และปิดบัญชีสิ้นปีด้วยตัวเลขขาดทุนกว่า 4.3 พันล้านบาท

แค่เริ่มต้นก็เหนื่อยแล้ว

และเมื่อผ่านเรื่องยากมาได้ เรื่องต่อๆ ไปก็ไม่ลำบากนัก

มอง อเล็กซานดรา ไรช์ อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

ปฏิเสธไม่ได้ว่าอเล็กซานดราเป็นซีอีโอที่โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ ไม่ใช่เพียงแค่โฆษณาเปิดตัวที่ทำให้ประโยค “ไม่หยุดค่ะ” เป็นที่พูดถึงไปทั่วจากภาพของ ‘ฝรั่งพูดไทย’ ที่มักได้ใจคนไทยเสมอ ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่ดีแทคทำ 

เธอยังเดินหน้าปรับวัฒนธรรมองค์กรของดีแทคครั้งใหญ่ กระตุ้นให้คนในองค์กรเชื่อในศักยภาพของตนเอง ปลุก ‘ยักษ์’ ที่มีอยู่ในตัวให้ตื่นขึ้นและลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อแข่งขันในธุรกิจที่ต่อสู้กันรุนแรงที่สุดนี้ ประกอบกับภาพลักษณ์เรื่องความเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย ทำให้เธอกลายเป็นที่รักของคนในองค์กรในเวลาไม่นานหลังจากที่เข้ามาทำงาน

อดีตซีอีโอของเทเลนอร์ ฮังการี และหัวหน้ากลุ่มเทเลนอร์ ยุโรปกลาง คนนี้ไม่ได้มาเล่นๆ ที่ดีแทคเป็นแน่ ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจโทรคมนาคมมากกว่า 20 ปี ทำให้เธอกล้าตัดสินใจเดินทางข้ามมาอีกฟากโลก และรับหน้าที่ ‘กัปตันทีม’ ขององค์กรใหม่ที่อยู่ต่างบ้านต่างเมือง ต่างวัฒนธรรมและวิถีชีวิตมาเกือบปีครึ่งแล้ว ไม่เพียงแค่สอบผ่านในสายตาของบอร์ดบริษัทและคนในองค์กร แต่เธอกำลังเล่นบทบาทสำคัญในฐานะผู้เปลี่ยนเกมเทคโนโลยี 5G ของประเทศด้วย

การพูดคุยกันครั้งนี้ The Cloud มอง อเล็กซานดรา ไรช์ ไกลกว่าความเป็นผู้บริหารหญิงเหล็ก เรามองเข้าไปในหัวใจของเธอในฐานะคนคนหนึ่ง แม่ของลูกทั้งสอง ภรรยาที่น่ารัก ผู้หญิงที่หลงรักการเดินบนรองเท้าส้นสูง และซีอีโอที่ฝันว่าสักวันเธอจะสร้างคนให้เข้มแข็ง เพื่อพาองค์กรไปข้างหน้าโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีซีอีโอเลยก็ได้

เรามาคุยกับเธอกันเถอะ

มอง อเล็กซานดรา ไรช์ อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

คุณประเมินธุรกิจโทรคมนาคมในสิ้นปีนี้อย่างไร

ปีนี้ถือว่าแข่งขันกันรุนแรงมาก แต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าปี 2561 ปีนั้นโหดมากจริงๆ โดยเฉพาะการเข้าประมูลคลื่นความถี่ใหม่ ซึ่งเราเองก็ช่วยกันทำงานเพื่อทำให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด ผลตอบรับค่อนข้างดี น่าภูมิใจค่ะ คิดว่าคงไม่ใช่แค่ดีแทค แบรนด์อื่นๆ ในอุตสาหกรรมก็น่าจะปิดสิ้นปีได้ดีเหมือนกัน 

คุณผ่านช่วงที่ยากที่สุดของการทำธุรกิจโทรคมนาคมในไทยไปแล้วหรือยัง

เราผ่านเรื่องการประมูลคลื่นซึ่งถือว่าเหนื่อยกันมาก การที่บริษัทก้าวผ่านช่วงที่ยากลำบากจะทำให้เราได้กลับมาคิดถึงลูกค้ามากขึ้น เราอยากจะตอบสนองพวกเขาให้ดีที่สุด ด้วยบริการที่ดีที่สุด ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเปลี่ยนแปลงนะคะ พวกเราจับมือทำงานร่วมกัน สู้ด้วยกัน แม้จะเหนื่อยแต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่เราได้พัฒนาตนเอง ทุกวันสำหรับฉันมันก็ยากและท้าทายเสมอ เพราะความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อผู้ให้บริการเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เราก็ต้องเร่งปรับปรุง เรียนรู้ไปด้วยกัน และท้าทายตัวเองเสมอ ถือเป็นเรื่องที่ดี

คุณวางแผนธุรกิจเรื่อง 5G อย่างไร

เอาจริงๆ ฉันคิดว่าเรื่อง 5G น่าจะให้บริการในเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2564 ค่ะ ส่วนปี 2563 น่าจะเป็นปีที่ทุกคนต้องเตรียมพร้อมเข้าประมูลคลื่นความถี่ เตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่มีให้พร้อมที่สุด 5G เป็นเรื่องของเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องคลื่นความถี่เพียงอย่างเดียว เราต้องทำความเข้าใจระบบนิเวศของมัน เรียนรู้ตัวอย่างการใช้งานจริง ซึ่งเราก็มีองค์ความรู้จากเทเลนอร์ที่เป็นบริษัทแม่ที่จะช่วยสนับสนุนตรงนี้ได้ อย่างในประเทศไทย เราก็นำ 5G มาใช้กับเรื่อง Smart Farming และเราก็คิดต่อยอดไปอีกว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้สตาร์ทอัพทั้งหลายได้อย่างไร

มอง อเล็กซานดรา ไรช์ อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

ได้คุยเรื่อง 5G กับซีอีโอคนอื่นๆ ของเทเลนอร์ในต่างประเทศบ้างไหม

มีบ้างค่ะ อย่างที่เห็นในเกาหลีใต้ตอนนี้ กว่าที่การใช้งานจะพัฒนาไปถึงจุดที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีจริงก็อาจจะเป็นปี 2568 โน่นเลย ถึงตอนนั้นการใช้งานเทคโนโลยีเสมือนอย่าง Augmented Reality (AR) หรือ Virtual Reality (VR) ก็จะทำได้เต็มที่ มันเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าดูสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้ก็ต้องยอมรับว่ายังไม่มีอะไรพร้อมเลย ความหนาแน่นของคลื่น 5G ก็ยังต่ำอยู่ ฉันได้คุยกับผู้บริหารที่มาเลเซีย เวียดนาม และหลายๆ ประเทศ ทุกที่เขาก็ยังเรียนรู้และทดสอบกันอยู่ สิ่งที่สำคัญคือ เราจะทำเงิน (Monetize) จากมันได้อย่างไร พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน เราจะใช้ประโยชน์ของ 5G ในยุคดิจิทัลนี้ได้แค่ไหน นี่เป็นเรื่องสำคัญ

คุณเรียนรู้อะไรจากธุรกิจโทรคมนาคมและเอามาปรับใช้ที่ดีแทคอย่างไรบ้าง

ฉันอยู่กับธุรกิจนี้มายี่สิบปีแล้วค่ะ ทุกตลาดแตกต่างกันหมดเลย สิ่งที่ฉันสังเกตเห็นที่ประเทศไทยคือ ผู้คนติดมือถือ ใช้งานกันเยอะมาก มากกว่าตลาดในยุโรปเสียอีก แต่ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อความบันเทิง การใช้งานที่เป็นประโยชน์สำหรับกลุ่มองค์กรยังน้อยอยู่ 

สิ่งที่ฉันเรียนรู้จากที่ฮังการีหรือสวิตเซอร์แลนด์นำมาใช้กับที่นี่ได้เยอะเลย ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องเข้าใจลูกค้า รู้ให้ได้ว่าเขาคิดอย่างไร ฉันจึงใช้เวลาในการพูดคุยกับคนข้างในองค์กร คุยกับลูกค้า ประกอบกับวิเคราะห์ตลาดประเทศไทยจากฐานข้อมูลที่มีไปพร้อมกัน

คิดว่าคนไทยติดมือถือกันเกินไปไหม

เราเป็นห่วงเรื่องนี้นะคะ จึงออกแคมเปญ ‘Disconnect to Connect’ เมื่อปีที่แล้ว และตัวฉันก็ชอบมาก ลองสังเกตดูเวลาเราไปไหนมาไหน ขึ้นลิฟต์ ไปร้านอาหาร ก็เห็นคนเล่นแต่มือถือ เวลาขึ้นลิฟต์นี่ฉันจะไม่ใช้มือถือและหันไปคุยกับคนรอบข้างแทน นี่เป็นเรื่องสำคัญ เราจะต้องคุยกับคนอื่นๆ ถ้าเอาแต่เล่นมือถือก็จะเสียโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ควรมีขอบเขตให้ตัวเองบ้าง เราทำธุรกิจโทรคมนาคมก็จริง แต่ก็มีหน้าที่ในการทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบ ซึ่งทุกอุตสาหกรรมก็ต้องคำนึงถึงเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ถ้าดีแทคไม่ชี้ให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้ แล้วใครจะทำกัน

มอง อเล็กซานดรา ไรช์ อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

อะไรคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตและคุณเรียนรู้อะไรบ้าง

ตอนอายุสามสิบปี ฉันเลิกกับสามีคนแรก เป็นเรื่องที่หนักที่สุดเลย ไม่ได้อยากทำแบบนั้น แต่ชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไปให้ได้ ไม่นานจากนั้นก็เจอสามีคนปัจจุบัน เขาเป็นคนดีมาก เราแชร์สิ่งต่างๆ ในชีวิตด้วยกัน เขาอยู่เคียงข้างฉัน เชื่อในตัวฉัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยได้รับมาก่อน นี่ล่ะจุดเปลี่ยนของจริงเลย 

ตอนที่แต่งงานครั้งแรกฉันยังเด็กเกินไป ไม่รู้จริงๆ ว่าฉันเป็นใคร ต้องการอะไรกันแน่ ความรักในตอนนั้นมันมีเงื่อนไขเยอะมาก เขา (สามีคนแรก) รักฉันในสิ่งที่เขาอยากจะให้ฉันเป็น แต่สามีคนปัจจุบันไม่มีเรื่องแบบนั้น ไม่มีเงื่อนไขที่จะรักฉันเลย เขาชอบสิ่งที่ฉันเป็น ไม่ต้องการเปลี่ยนอะไรในตัวฉัน คอยสนับสนุนตลอด เราสนุกและหัวเราะในเรื่องเดียวกันได้ นั่นล่ะคือสิ่งที่ต้องการจริงๆ สำหรับการทำงานที่หนักแบบนี้ ถ้าชีวิตส่วนตัวของคุณไม่เข้มแข็ง ก็คงผ่านไปได้ยาก

*ระหว่างที่ The Cloud พูดคุยกับซีอีโอของดีแทคอยู่นั้น ทีมงานก็พาลูกสาวคนเล็กของเธอเข้ามา เพื่อรอไปรับประทานอาหารด้วยกันหลังสัมภาษณ์เสร็จ เธอนั่งลงข้างๆ อเล็กซานดรา และคอยตั้งใจฟังคำตอบของแม่ ที่ดูเหมือนจะประหม่าขึ้นเล็กน้อย

มอง Alexandra Reich อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

ลูกสาวคุณอยู่ในช่วงวัยรุ่น น่าจะติดมือถือเหมือนคนอื่นๆ ในฐานะแม่ คุณจัดการเรื่องนี้อย่างไร

เอาจริงๆ ลูกสาวของฉันนี่ล่ะค่ะที่เป็นคนคอยเก็บมือถือฉันไป เวลาเราไปไหนมาไหน เธอก็จะบ่นว่าฉันติดมือถือมากเกินไป ฉันทำงานเป็นผู้บริหาร ก็ต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจอยู่ตลอดเวลา มันเลี่ยงได้ยาก ลูกก็บอกว่า “พอเถอะแม่ พักผ่อนได้แล้ว” ส่วนลูกสาวคนเล็กเขาใช้มือถือเยอะเหมือนกัน ใช้ฟังเพลง ฟังพอดแคสต์ รวมถึงใช้ทำงานด้วย

อะไรคือบทบาทที่สำคัญที่สุดของคุณ ซีอีโอ แม่ มนุษย์คนหนึ่ง หรือบทบาทไหนกันแน่

ไม่ได้มีบทบาทไหนที่ฉันต้องแสดงหรอกค่ะ ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ทำงานที่ดีแทคต้องรับผิดชอบชีวิตของคนมากมาย ฉันรู้ว่าการจัดการโดยเน้นสั่งการอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ เราต้องเชื่อในศักยภาพของคนและพัฒนาพวกเขาขึ้นมา ฉันไม่อยากเป็นซีอีโอที่เข้าถึงไม่ได้และเล่นบทบาทนั้นไปวันๆ ส่วนครอบครัว ฉันเป็นแม่ ต้องหาเงินเลี้ยงลูก ให้ในสิ่งที่พวกเขาชอบเหมือนกับแม่คนอื่นๆ ฉันพยายามแชร์ทุกอย่างกับลูกและเป็นเพื่อนกับเขาให้ได้มากที่สุด 

มอง Alexandra Reich อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเป็นผู้นำในยุคนี้

ความอ่อนน้อมเป็นเรื่องสำคัญมาก ผู้บริหารยุคนี้ไม่จำเป็นต้องรู้ดีหมดทุกเรื่อง ถ้าคุณเชื่อตัวเองว่ารู้ทุกอย่างหมดแล้ว คุณอาจมองข้ามบางเรื่องไป อย่างเช่นการใช้ฐานข้อมูลให้เป็นประโยชน์เพื่อนำไปวิเคราะห์ลูกค้าและตลาด ผู้นำต้องตื่นตัวที่จะรับฟัง เรียนรู้ และใกล้ชิดกับคนมากขึ้น ต้องตามตลาดให้ทันเสมอ

ทำงานกับคนไทยเป็นอย่างไรบ้าง

การทำงานกับคนไทยที่นี่เป็นเรื่องที่เยี่ยมมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันคิดว่าเราทำให้ดีขึ้นได้คือการทำให้เสียงของคุณดังขึ้น กล้าพูดออกมา ถ้าเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เป็นทีมมากขึ้น พูดคุย โต้แย้ง กันบ้าง แสดงความเห็น เรื่องนี้อาจจะยากสักหน่อยสำหรับสังคมไทย แต่ตอนนี้ที่ดีแทคเราลดความเป็นลำดับชั้นลงพอสมควร สร้างความเท่าเทียมและความหลากหลายมากขึ้น คนที่ดีแทคจะรู้ว่าเขาพูดสิ่งที่คิดและรับฟังกันได้

มอง อเล็กซานดรา ไรช์ อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

อะไรคือหลักการทำงานของคุณ และคิดว่าคุณจะสร้างประวัติศาสตร์อะไรที่ดีแทค

หลักการของฉันเกี่ยวข้องกันกับสิ่งที่ดีแทคเป็น นั่นคือฉันใส่ใจลูกค้ามาก ฉันเชื่อว่าถ้าเราทำสิ่งที่ดีเพื่อลูกค้า รับฟังพวกเขา ก็เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรรวมทั้งตัวผู้ถือหุ้นเองด้วย นอกจากนั้น เราควรจะท้าทายตัวเองอยู่เสมอ มันคือการมองขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง 

ล่าสุดเราทำเรื่องปลุกยักษ์ในตัวคนทุกคน พนักงานที่นี่ทำงานหนัก ทุ่มเทเพื่อองค์กรอยู่แล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ข้อจำกัดหลายอย่างอาจจะทำให้ความเชื่อมั่นในตัวเองลดลงและไม่กล้าพูดความคิดของตัวเองออกมา เราจึงสร้างวัฒนธรรมให้ผู้คนมั่นใจ กล้าพูดสิ่งที่อยากจะทำ โครงการที่อยากจะมีบทบาท นั่นคือจุดเปลี่ยนใหญ่เลย ที่ผ่านมาพนักงานถูกบอกว่าต้องทำอะไร ตอนนี้เราอยากให้พวกเขาคิด ลองล้มเหลวและตัดสินใจด้วยตนเองดูบ้าง

ส่วนการสร้างประวัติศาสตร์หรืออะไรที่น่าจดจำนั้น ฉันไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้ 

เพราะอะไร

ตอนมาที่ดีแทคใหม่ มีพนักงานมาถามเยอะมากว่า จะอยู่ตรงนี้ไปอีกนานหรือไม่ ทุกคนต่างกังวลเวลาเปลี่ยนนายใหม่ มาแล้วจะอยู่ได้นานหรือเปล่า คือฉันอยากจะทำงานในที่ที่คนในองค์กรไม่ต้องมองว่าฉันเป็นซีอีโอ อยากให้ทุกคนมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำ มีวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อทำสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ฉันหวังว่าการที่ฉันอยู่ตรงนี้จะไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก เพราะทุกคนได้พัฒนาตนเอง มีความเป็นเจ้าของในองค์กรนี้ร่วมกัน รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน  คุณต้องเชื่อในตัวเอง ใช้จุดแข็งที่มี รับฟังคนอื่น อย่างระบบการศึกษา แทนที่ครูจะสอนอย่างเดียว ก็ควรฝึกเด็กให้ตั้งคำถามเพื่อคิดและค้นพบองค์ความรู้ด้วยตัวของพวกเขาเอง นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากนำมาปรับใช้กับดีแทค ทำให้คนในองค์กรคิด เข้าใจการเชื่อมโยง และร่วมมือกัน

เรื่องนี้สำคัญกับคุณอย่างไร

ฉันอยากเป็นคนที่ช่วยคนอื่นให้พัฒนาตัวเอง ให้พลังแก่พวกเขา เปลี่ยนวัฒนธรรมให้เกิดแนวคิด ‘Unboss’ คือคุณไม่ต้องการหัวหน้า แต่คุณต้องการโค้ชที่ดี อยากให้คนคิดว่าฉันเก่งเพราะฉันทำให้พวกเขาเก่งและทำงานเพื่อบริษัทมากกว่า

มอง Alexandra Reich อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

10 Questions answered by Chief Executive Officer of DTAC

  1. คุณตื่นนอนกี่โมง : หกโมงเช้าค่ะ แต่บางวันที่ต้องอบรมจะตื่นตอน 05.30 น. ฉันชอบตื่นเช้าและมาออฟฟิศเร็วหน่อยประมาณ 07.15 น. ฉันชอบเห็นพระอาทิตย์ขึ้น ได้ทบทวนแนวคิดก่อนเริ่มทำงาน
  2. เมนูสิ้นคิดที่คุณเลือกกินบนโต๊ะทำงานเวลาเร่งรีบ : เวลารีบฉันกินได้ทุกอย่างเลย ไม่ได้มีเมนูโปรดค่ะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ (ลูกสาว : แม่กินสลัดค่ะ) ใช่ๆ ฉันชอบสลัด ซูชิ ต้มข่าไก่ มันไม่ค่อยเผ็ด ชอบเมนูซุปค่ะ 
  3. แล้วอาหารที่คุณเกลียดล่ะ : (ลูกสาว : อะไรก็ตามที่หวานและไขมันเยอะค่ะ) อเล็กซานดราได้แต่หัวเราะ 
  4. คุณชอบใส่รองเท้าส้นสูงหรือแบบไม่มีส้น : ถ้าขึ้นรถไฟฟ้าก็แบบไม่มีส้นค่ะ แต่ฉันชอบใส่รองเท้าส้นสูง สามีฉันก็รู้นะว่าฉันชอบ มันเป็นอะไรที่ผู้ชายไม่มีวันเข้าใจ แต่ผู้หญิงด้วยกันจะรู้ ไม่ได้มีแบรนด์โปรดหรือต้องใช้แบรนด์แพงๆ เลย ฉันจะซื้อคู่ที่ฉันชอบ
  5. เกี่ยวกับเจ้านายคนแรกของคุณ : Rosi (โรซี่) เขาเป็นวาณิชธนากร (Investment Banker : IB) ค่ะ เป็นคนเข้มงวดมากแบบนายแบงก์ดั้งเดิมเลย พยายามสอนให้ฉันทำอย่างโน้นอย่างนี้อย่างที่เขาคิดว่าฉันสมควรจะเป็น เขาเป็นนายที่ดีนะคะ แต่คาดหวังสูงมาก นั่นคงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉันก้าวออกมาจากอุตสาหกรรมการเงิน เพราะมันไม่เข้ากับตัวฉันเลย ตอนนั้นฉันอายุยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองปี อยากเป็นตัวของตัวเอง อยากจะทำงานแบบที่อยากทำ ไม่ใช่มานั่งคิดว่าต้องแต่งตัวยังไงมาทำงาน
  6. สิ่งที่พลาดที่สุดในการทำงาน : ฉันคิดว่าความผิดพลาดคือการเรียนรู้นะคะ ก่อนหน้านี้ฉันเคยมีบริษัทสตาร์ทอัพของตัวเอง แต่เมื่อฉันตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตตัวเองโดยย้ายไปทำงานที่เวียนนา ฉันส่งต่อให้คนอื่นมาบริหารงานแทนและคิดว่าคงจะทำให้บริษัทเติบโตต่อไปได้ แต่สุดท้ายมันก็ปิดตัวลงหลังจากที่ฉันออกมาไม่นาน คงเพราะที่ผ่านมาฉันทำทุกอย่างเองหมด พอออกมาก็ไม่มีคนทำได้แบบที่ฉันทำ ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่ฉันต้องออกไปจากองค์กรไหน ฉันจะต้องมั่นใจก่อนว่ามีทีมที่ดีที่จะมาทำงานแทนฉันได้แล้ว 
  7. อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพกติดตัวตลอดและขาดไม่ได้เลย : มือถือค่ะ ถ้าไม่เอาไปด้วยจะออกจากบ้านไม่ได้ ฉันเป็นซีอีโอของดีแทคและเป็นแม่ของลูกสองคนที่ต้องคอยติดตามว่าลูกเป็นยังไงบ้าง นอกจากนั้นก็คือหูฟังค่ะ เวลาอยู่บนรถหรือขึ้นรถไฟฟ้าก็เสียบฟังเพลงและสิ่งที่อยากจะฟัง สองอย่างนี้ล่ะที่ขาดไม่ได้เลย
  8. คุณเลี้ยงสัตว์หรือไม่ : ฉันรักสัตว์ของฉันค่ะ มาประเทศไทยอาทิตย์แรกก็ไปเจอเพจ Bangkok Pet Lovers ฉันเลยเริ่มรับแมวมาเลี้ยง อีกอาทิตย์ต่อมาก็รับหมาอีกตัวมาเลี้ยง มันเข้ากันได้ดีเลย ตอนนี้ก็มีหมาสองตัวและแมวหนึ่งตัว ก็อยากจะเลี้ยงเพิ่มนะคะ แต่คนในครอบครัวบอกว่าพอแล้ว พวกมันชอบวิ่งไปรอบบ้าน ฉันก็ชอบออกไปวิ่งเล่นกับมันค่ะ 
  9. สิ่งที่ไม่เคยบอกลูกสาว : (อเล็กซานดราหันไปมองลูกสาว) ไม่มีอะไรที่ฉันบอกเธอไม่ได้หรอกค่ะ แต่ก็ใช่ว่าลูกสาวจะอยากฟังทุกเรื่องนะคะ บางทีเธอก็เบื่อ แต่เราก็พยายามแชร์กันตลอดในทุกๆ เรื่อง
  10. คุณเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติหรือโชคดวงหรือไม่ : มีบ้างนะคะ ฉันพบว่าฮวงจุ้ยเป็นเรื่องสำคัญ มีเรื่องพลังงานมาเกี่ยวข้อง หรือความเชื่อบางอย่าง เช่นสีของชุดทำงานเองก็ตามที ฉันมีตารางที่ลูกน้องส่งมาให้ เป็นปฏิทินเลยค่ะ บอกว่าวันไหนควรใส่สีไหน อย่างวันศุกร์ฉันก็จะรู้ว่าไม่ควรใส่เสื้อสีดำ ก็ถือว่าเสริมกำลังใจให้ทีมได้นะ

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร เป็นนายธนาคารที่ขึ้นชื่อเรื่องความคิดต่าง คิดนอกกรอบ มีวิธีบริหารงานและบริหารคนที่แตกต่าง เข้ายุคเข้าสมัย บางอย่างก็ดูจะล้ำยุค จนน่าแปลกใจว่าเขาบริหารธนาคารของรัฐบาลแบบนี้ได้ด้วยหรือ

น่าสนใจขนาดนั้น The Cloud ก็เลยชวน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) มานั่งคุยกันเรื่องแนวคิดในการบริหารธนาคาร ในรายการ Talk of The Cloud ถ้าใครสนใจกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘Quick Win’ สร้างชัยชนะด้วยความรวดเร็ว ในสงครามแบบมหากาพย์ที่ต้องรบกันแบบยาว ๆ ต้องลองชมกันดูครับ

ไหน ๆ ก็มีโอกาสได้นั่งคุยกับสุดยอดผู้บริหารนักคิด เราก็เลยขอคุยกับ ดร.รักษ์ อีกสักเรื่อง เป็นแนวคิดของการเป็นนักบริหาร ที่ผู้อ่านนำไปประยุกต์ใช้ได้แบบง่าย ๆ

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จัก ดร.รักษ์ กันสักนิด

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

เขาจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ ต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ตามด้วยปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ เคยนั่งเก้าอี้รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เมื่อปี 2559 แล้วย้ายไปรับตำแหน่ง กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่นั่นเขาได้ทำโครงการอันโด่งดังอย่าง ‘คลินิกหมอหนี้’ เป็นนายธนาคารที่สวมเสื้อยืดออกไปเดินข้างถนน แก้ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนให้ประชาชน

ก่อนจะกลับมารับตำแหน่งนายใหญ่ของ EXIM BANK อีกรอบ เมื่อ 1 เมษายน 2564 ในวันที่เขามีอายุ 47 ปี

ถือเป็นหัวเรือใหญ่ของธนาคารที่อายุน้อยที่สุดในประเทศ

สถิตินั้นไม่น่าตื่นเต้นเท่า เขาทำให้ธนาคารบรรลุเป้าสินเชื่อปี 2564 ได้แล้ว ซึ่งตอนนี้ผ่านไปแค่ 5 เดือนเท่านั้น

ถ้าคุณชอบฟังผู้บริหารเล่าความคิดคม ๆ แบบแตกต่าง คุณจะรัก ดร.รักษ์ แน่นอน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

อะไรคือความยากของการเป็นผู้บริหารธนาคารที่คนทั่วไปนึกไม่ถึง

ผมว่าเป็นเรื่องการบริหารความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เหมือนคุณเป็นลูกค้าฝากเงินกู้เงินของธนาคารใดก็ตาม คุณก็คาดหวังกับธนาคารนั้น ความคาดหวังนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน นายแบงก์หลายคนโดยเฉพาะนายแบงก์ภาครัฐ เขาไม่สนใจ ไม่ฟัง เขาสนใจแค่จะขายของชิ้นนี้ ราคาเท่านี้ เงื่อนไขแบบนี้ ซื้อก็ซื้อ ไม่ซื้อก็ไป พอซื้อแล้วเขาก็ไม่มาสนใจว่าคุณจะรู้สึกยังไง ได้วงเงินสินเชื่อสะดวกรวดเร็วไหม ตอนมีปัญหาโทรมา มีคนรับสายหรือเปล่า หรือต้องคุยกับคอมพิวเตอร์

นี่เป็นเรื่องการบริหารความคาดหวัง ใครบริหารความคาดหวังได้ดีที่สุด จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงที่สุด มันเป็นเกมช่วงชิงความคาดหวัง เพราะฉะนั้นนายแบงก์รุ่นใหม่ต้องไม่หูดับ ต้องฟังให้มากขึ้น แต่คนที่ขึ้นบันไดชีวิตขึ้นไปเรื่อย ๆ หูจะพิการ ตาจะเริ่มแคบ ไม่มองกว้าง แล้วมีสิ่งที่เรียกว่าอัตตา ก็คิดแบบนี้ จะทำอย่างนี้

ก่อนที่ EXIM BANK จะออกผลิตภัณฑ์ ผมจะมี Focus Group ให้พนักงานไปคุยกับพันธมิตร คนที่ร่วมปล่อยเงิน ลูกค้าจริงที่เดินเข้ามาในธนาคาร และคนที่เป็นผู้ตรวจประเมินเรา ถ้าเราทำแบบนี้คุณคิดยังไง เราก็จะบริหารความคาดหวังได้สามร้อยหกสิบองศา หลังจากนั้นก็มาดูว่า แล้วเพื่อนพนักงานของเราล่ะ ผมจะเช็กทุกครั้งเวลาที่มีโอกาสได้พูดคุยกันว่าเขาคิดยังไง มีประเด็นอะไรไม่พอใจในสิ่งที่เราดูแลไหม

เราเอาสิ่งที่เรียกว่า Flexi Hours มาใช้ก่อนโควิดอีก จะดีกว่าไหมถ้าไหน ๆ คุณต้องไปส่งลูกตอนเช้าอยู่แล้ว คุณก็เริ่มงานได้ตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง แล้วสามโมงครึ่งก็ไปรับลูก ทำไมต้องรอให้ถึงสี่โมงครึ่งหรือห้าโมงครึ่ง หลัง ๆ ผมไปไกลกว่านั้น คือ เอางานเป็นตัวตั้ง ผมไม่สนใจการตอกบัตร พอเรามีสัญญาใจระหว่างกัน ก็ถอดเครื่องสแกนนิ้วไปได้เลย สิ่งพวกนี้มาจากการคุยกับเขา ได้บริหารความคาดหวัง แล้วเขาก็รู้ว่าผมคาดหวังอะไรในตัวเขา

ผมไม่ชอบรำวง เพราะฉะนั้นผมจะเอาผลงานเป็นตัวตั้ง บางคนไม่สามารถส่งมอบผลงานได้ จะเอากระบวนการมาเป็นตัวตั้ง อ้างว่าทำไม่ถึงเป้าเพราะปัญหาตรงนั้นตรงนี้ ผมก็จะคุยกับเพื่อนพนักงานอย่างเป็นพี่เป็นน้องกันว่า ผมไม่สนใจกระบวนการว่าคุณจะมากี่โมงกลับกี่โมง หรือคุณจะแบ่งเวลาดูแลลูกครึ่งวัน ขออย่างเดียวว่าวันจันทร์ผมต้องได้ผลงานตามที่เราตกลงกัน

ผลงานก็เป็นการตกลงร่วมกัน ไม่ใช่นายจ้างจะสั่งเท่าไหร่ก็ได้ พวกคุณเสนอมาว่าคุณทำได้กี่ชิ้น คุณบอกแปดสิบ ผมบอกร้อย พบกันครึ่งทางได้ไหม แปดสิบห้า เก้าสิบ แต่เราสัญญากันแล้วนะ จับมือกันแล้ว ออกจากห้องไป วันจันทร์เจอกันเก้าสิบ นี่คือภาพที่ทำให้ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น แล้วตกลงร่วมกันได้

เราต้องฝึกให้ทุกคนเปล่งเสียงความต้องการของตัวเอง เพราะบางคนโดนสะกดจิตตั้งแต่เด็ก ห้ามออกเสียง ห้ามเสนอความเห็น ปัจจุบันเป็นยุคที่ไม่มีชั้นวรรณะ ไม่มีคลานเข่า ไม่มีคำว่านายกับลูกน้อง มันเป็นแค่หัวโขน เราต่างทำหน้าที่ของกันและกัน ผมเป็นนายคุณ ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตคุณ สิ่งที่เราปฏิบัติต่อกัน เราปฏิบัติด้วยความเคารพ ผมเคารพในวิชาชีพคุณ เคารพความเป็นมืออาชีพคุณ คุณก็ต้องเคารพในความเป็นมืออาชีพของผม ผมเป็นผู้ควบคุมคุณ แต่ควบคุมด้วยมนุษยธรรม ความยุติธรรม และหัวใจ

KPIs ที่นี่เป็นแบบสามร้อยหกสิบองศา ผมอาจจะได้คะแนนประเมินแย่ก็ได้ แต่ลูกน้องจะบอกได้ว่าผมฟัง และทำสิ่งที่ควรต้องทำ และทำมากกว่าที่คนคาดหวัง เพราะผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่านี้ได้อีกจากการฟังกันและกันมากขึ้น เพื่อดูแลกันและกันให้ดีขึ้น

การเป็นผู้บริหารองค์กรในวัยสี่สิบกว่า ๆ ต่างจากการเป็นในวัยสามสิบของธุรกิจยุคใหม่ หรือเป็นในวัยห้าสิบขององค์กรยุคเก่ายังไง

คนวัยสี่สิบกว่าคือวัยกลางคน ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป บางคนมาอยู่ในตำแหน่งนี้ตอนอายุห้าสิบแปด เขาต้องยกการ์ดสูงเพราะเหลือเวลาน้อย เขาไม่สามารถ Commit อะไรที่ใหญ่เกินตัวได้ การมาอยู่ตรงนี้เร็วเกินไป ก็มีความฝันเยอะ มีความจริงน้อย มาอยู่ตอนวัยกลางคน เป็นรสชาติที่กำลังดี คือไม่ยกการ์ดสูง สร้างอะไรที่เซ็กซี่เฟี้ยวฟ้าวได้ แต่ก็ไม่ประมาท

ยุคนี้ไปลองดูผู้บริหารขององค์กรระดับโลก Top 20 ที่อยู่ใน Forbes หรือ Harvard Business Review เราจะเห็นว่าอายุของผู้บริหารที่เป็นไวน์ที่อร่อยที่สุดในการดื่มคือ สี่สิบเอ็ดบวกลบ ไม่แก่ไป ไม่เด็กไป สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยต้องปรับ ถ้าคุณรอให้เขาขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งตอนอายุห้าสิบเจ็ด ห้าสิบแปด เขาเหมือนมาพูลวิลล่า มาเพื่อเกษียณ มาเพื่อป้องกันตัว มาเพื่อทำอะไรบางอย่างที่อาจจะไม่เคยทำในอดีต มันเป็นแค่ความฝันของเขา ไม่ใช่ความฝันของประเทศ ไม่ใช่เป็นความฝันของประชาชน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

อะไรคือทักษะที่ผู้บริหารยุคนี้ควรมีที่สุด

เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะว่ามีคำว่าที่สุด ผมคิดว่าเป็นเรื่องของส่วนผสม ผมอาจจะตอบไม่ตรงคำถามนะ ตอนที่เราโตมา เราอ่านหนังสือได้เป็นเล่ม ๆ แต่วันนี้การอ่านหนังสือแบบนั้นไม่ได้ถูกจริตกับคนยุคนี้อีกต่อไป ต้องเขียนอะไรให้ไม่เกินหนึ่งหน้าไลน์ หรือหนึ่งคืบ ต้องสื่อสารให้อ่านเข้าใจในหนึ่งคืบ ถึงจะโดน เราเปลี่ยนความคิดคนไม่ได้ แต่ปรับการสื่อสารของเราได้ จะไปยากอะไร เรามีหนังสือดีหนึ่งเล่ม แล้วก็มีเรื่องย่อหนึ่งคืบที่สรุปประเด็นไว้ปกหลัง ถ้าคุณอ่านเรื่องย่อแล้วโดนค่อยมาอ่านหนังสือ

ผู้บริหารในอนาคตควรมีทักษะการสื่อสาร ทั้งพูด อ่าน เขียน บางคนจบมาจากสถาบันที่ดีมาก แต่สื่อสารไม่ได้เรื่องเลย พูดสามนาทีบนโพเดียม ผมรู้สึกว่าเอาปืนจุดสามห้ามายิงผมดีกว่า ทนฟังไม่ได้ (หัวเราะ) วันนี้เราไม่ได้ลงทุนสร้างผู้ประกอบการอย่างเดียว แต่ต้องสร้างผู้บริหารที่จะไปโค้ชผู้ประกอบการด้วย

ทักษะหนึ่งที่ต้องสร้างคือ การสื่อสาร ผู้บริหารภาครัฐส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ทำ Media Training แต่ผมทำ ผมลงเรียนของผมเอง ผมทนไม่ได้ถ้าตัวเองอยู่หน้ากล้องแล้วพูดไม่รู้เรื่อง หรือตอบไม่ตรงประเด็น

คุณต้องทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว ต้องเติมเนื้อหาใหม่ ๆ เข้าไปได้ แล้วก็ต้องลบความทรงจำเก่า ๆ ได้เหมือนกัน บางเรื่องมันใช้กับโลกอนาคตไม่ได้แล้ว เราต้องปลดพันธนาการของสิ่งที่เคยจดจำมาในอดีต สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์ของผู้บริหารยุคใหม่

ถ้าสอนลูกน้องได้แค่เรื่องเดียว คุณอยากสอนอะไร

การถ่อมตัว การโน้มตัวลงมาให้ต่ำกว่าจุดที่คุณคิดว่าคุณจะต่ำได้ โดยยังรักษาความดีของตัวเอง ประนีประนอมให้มากที่สุด แต่ไม่ประนีประนอมกับเรื่องความไม่ถูกต้องและสิ่งไม่ดี ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหนของเส้นทางอาชีพ คุณก็จะเปิดใจรับฟังคนได้ในทุกระดับชั้น ผมนั่งทานข้าวและคุยกับพนักงานทำความสะอาดของ กทม. ได้ คุยสนุกสนานกับพี่วินมอเตอร์ไซค์หรือคนขับแท็กซี่ได้ เพราะสิ่งที่เขาเล่า เป็นโจทย์ที่ผมต้องเข้าไปแก้ นี่คือพันธกิจของเจ้าหน้าที่รัฐทุกคน ถ้าเราไม่โน้มตัวลงไป หรือไม่เปิดใจรับฟัง เราจะไม่มีทางได้ยินเสียงของคนเหล่านั้นเลย

แล้วก็ให้พื้นที่ที่ปลอดภัยกับพวกเขา ผมจะพูดกับลูกน้องว่า ทุกอย่างจบที่ห้องนี้ ออกจากห้องไป เราจะกลับไปรู้สึกแบบเดิม ห้องนี้เป็นห้องแห่งความปลอดภัย เราต้องเคารพในความคิดเห็นของเขา ถ้าเป็นประโยชน์กับองค์กรเราก็ให้เครดิตเขา นายบางคนชอบขโมยไอเดียลูกน้อง ไปบอกว่านี่ฉันคิด ฉันทำ ผลออกมาตรงข้าม แต่ยิ่งผมบอกว่า คุณคนนั้นเป็นคนคิด คุณคนนี้เป็นคนทำ ผมเองยิ่งดูดี ผมจะบอกว่าของบางอย่างต้องโค้ชกัน การที่จะทำให้สังคมเรามีคุณภาพ โดยเฉพาะผู้นำของสังคม ต้องอาศัยการเรียนรู้ และการโค้ช

หลายคนถามผมว่า พอหมดเทอมที่นี่ผมจะทำอะไร ผมอยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อยากเป็นเจ้าของโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดของประเทศ ผมรู้สึกว่ามันต้องเริ่มต้นจากตรงนั้น ตรงนี้มันสายเกินไปแล้ว เราต้องย้อนกลับไปสร้างประชากรที่มีคุณภาพตั้งแต่วัยเรียน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

คุณว่าการทำงานกับคนวัยยี่สิบหรือวัยห้าสิบแบบไหนยากกว่า

ห้าสิบเป็นน้ำเต็มแก้ว ยี่สิบเป็นแก้วเปล่า ท้าทายกันคนละแบบ น้ำเต็มแก้วก็ต้องพยายามรินน้ำที่เต็มออกโดยไม่ให้หก หรือเปื้อนโต๊ะ แล้วก็ต้องเติมสิ่งที่เราต้องการในตัวตนของเขาเข้าไปใหม่ อายุห้าสิบมีตัวตน มีอัตตา ยากจะเปลี่ยนความคิด หรือแนวทางปฏิบัติเดิมของเขา

วัยยี่สิบเหมือนแก้วเปล่า เติมเท่าไหร่ก็แทบจะไม่เต็ม เพราะการเติมให้เต็มใช้เวลานาน มันเป็นเรื่องของการลงทุน เราต้องลงทุนกับพนักงานที่เพิ่งจบใหม่ เพื่อให้เขามีศักยภาพในการทำงาน หลายคนเขียนเป็นทฤษฎีว่า สามปีแรกของการเริ่มงานที่ไหนก็ตาม นายจ้างขาดทุน เงินเดือนหมื่นห้า สองหมื่น สามหมื่น ที่จ่ายให้ไป เราต้องตามไปโค้ชอีก เขายังทำงานไม่ได้เท่าเงินที่เราจ่ายไป

แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าก็คือ ทำยังไงให้วัยห้าสิบกับยี่สิบอยู่ด้วยกันได้ เพราะเขาคิดกันคนละแบบ เวลามองปัญหา มองกันคนละมุมเลย ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก ผมพยายามทำให้มีพื้นที่ปลอดภัย มีสิ่งที่เรียกว่า Community of Practice (CoP) เพื่อให้คนที่ไม่ต้องมีตำแหน่งระดับสูงในองค์กร แต่เป็นคนเก่งที่สุด เช่น ถ้าพูดเรื่องสินเชื่อเอสเอ็มอี อาจจะเป็นพนักงานระดับกลาง แต่เขาเก่งที่สุดในองค์กรนี้ พูดเรื่องเมียนมาอาจจะเป็นหัวหน้าสำนักงานผู้แทนในย่างกุ้งที่เมียนมาซึ่งเก่งมาก เราก็ให้บทบาทเขาขึ้นมา ให้เขาได้แบ่งปันประสบการณ์ของเขา วันนี้ถ้าไปอยู่ในห้องเรียนของ EXIM BANK คนที่มาสอนคือลูกค้านะ ไม่ใช่นายแบงก์ เราเชิญคนที่ประสบความสำเร็จหรือผ่านปัญหานั้นมาได้ มาแบ่งปันประสบการณ์ให้เพื่อน ๆ ฟัง ไม่ใช่นายแบงก์มาสอน ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ตั้งแต่ทำงานมา จุดไหนที่คุณคิดว่าประสบความสำเร็จสูงสุด

คลินิกหมอหนี้ ผมทำตอนอยู่ที่ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) วันนี้คลินิกหมอหนี้ ได้ยกวิทยฐานะจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว เป็นโครงการที่ขอให้ทุกสถาบันการเงินในประเทศไทยทำ กลายเป็นวาระแห่งชาติ กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์

ในวันที่เราเอาระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนคน จะต้องร่ำลาพนักงานเกือบร้อยคนเลย ทำยังไงไม่ต้องลาจากพวกเขา เขาก็มีลูกมีเมีย มีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เราก็เปลี่ยนเขามาเป็นคุณหมอที่ช่วยบริหารจัดการหนี้เสียของประชาชน แทนที่จะแจกซองขาวให้เขา

จากจุดตั้งต้นในการแก้ปัญหาองค์กร วันนี้กลายมาเป็นสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาประเทศ เราทำก่อนที่หนี้ครัวเรือนจะโดดขึ้นมาเป็นเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ในวันนี้ เราเอานายแบงก์ที่ทำงานในปัจจุบันไม่ได้ ออกมาเดินข้างถนน มาช่วยแก้ปัญหาให้ประเทศ

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ผู้เชื่อว่า “เราต้องแบ่งเวลาชีวิตเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณตัวเอง โดยไม่เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่”

ชีวิตของคุณเคยเจอความล้มเหลวบ้างไหม แล้วมันสอนอะไรคุณบ้าง

ห้องประชุมที่อยู่ห่างจากตรงนี้ยี่สิบก้าว คือห้องที่ลูกน้องเคยอุ้มผมไปห้องไอซียู นี่คือความล้มเหลวของผม ผมนั่งประชุมจนเลือดท่วมกระเพาะอาหาร เลือดออกในช่องท้องผมสองลิตรครึ่ง เพราะผมเป็นกรดไหลย้อน ผมเป็นคนที่ถ้าคุณแทงผม ต้องแทงให้ลึกมาก กว่าผมจะร้อง ผมเป็นลูกทหาร ถูกฝึกให้กลืนความเจ็บปวดของตัวเอง ความเจ็บปวดของคนทั่วไปนั้นสำหรับผมถือว่าธรรมดามาก ร่างกายเตือนผมมาหลายปีแล้วนะ แต่ผมก็ไม่เคยฟัง

จนเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้องแตก เลือดก็เอ่อขึ้นมา พอลุกเปลี่ยนอิริยาบทก็อาเจียนเป็นเลือด ผมต้องไปนอนเล่นที่ห้องไอซียู ลูกน้องผมเลยเรียกห้องประชุมสะแกวัลย์ (ห้องที่เกิดเหตุ) ว่าห้อง Scary เพราะนายเกือบจะตายคางาน คนที่บอกว่าทำงานหนักไม่ตาย ไม่จริง ผมเกือบตายมาแล้ว

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงภาพลูกเมียยืนอยู่หน้าห้องผ่าตัด ถามว่าเอาชีวิตมาทิ้งตรงนี้คุ้มไหม เราเห็นหน้าเศร้า ๆ ของพ่อแม่ตัวเองที่ยังต้องดูแลในวันที่ท่านแก่เฒ่า มันคุ้มกันไหม ทุกวันนี้ผมเลยจัดสรรเวลาอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนมาทำงาน ผมบอกเลขาว่า อย่าโทรหาผมก่อนสิบโมงเช้า ผมรู้ว่านี่คือเวลาที่ผมต้องบอกรักภรรยากับลูก ต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ ผมจะไม่ให้ปัจจัยที่ผมควบคุมได้มารบกวนเวลาของผม

แล้วผมก็พยายามสอนทุกคนว่า คุณต้องมีเวลาส่วนตัว มีเวลาที่จะเติมเต็มจิตวิญญาณของตัวเอง ขณะเดียวกันผมก็มีเวลาที่บอกลูกเมียว่า อันนี้เป็นเวลาของพ่อ ขอพื้นที่ส่วนตัวให้พ่อนะ นี่คือที่มาของการพยายามแบ่งตารางชีวิตตัวเอง ทุกคนมีเวลาเท่ากันคนละยี่สิบสี่ชั่วโมง ทำยังไงให้เติมเต็มจิตวิญญาณของเราได้มากที่สุด แล้วเราก็ไม่ได้เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่ ภาพตอนใช้ชีวิตในห้องไอซียูสอนผมแบบนี้

คุณอยากให้โลกจำว่าเป็นผู้บริหารแบบไหน

ไม่เคยคิดเลย (คิดนาน) อย่างแรก ผมไม่อยากมีตัวตน ไม่ได้อยากอยู่ในห้องจาริกานุสรณ์ เวลาคุณไปตามบริษัทใหญ่ ๆ จะเห็นภาพอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ติดทุก ๆ สองเมตร ให้จำ จำ จำ แต่ผมไม่เชื่อในความทรงจำเหล่านั้น ผมไม่เคยอินกับภาพผู้อาวุโสพวกนั้นเลยนะ

ผมอยากให้คนจำงานของผม จำว่ามีคลินิกหมอหนี้ จำได้ว่าช่วยผู้ประกอบการไทย ทำประโยชน์อะไร ให้กับใคร เราเอามาปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือเอากลับมาใช้ใหม่ได้ไหม สิ่งเหล่านี้น่าจดจำมากกว่า

ถ้าเกิดคนชื่นชมผลงานของคุณทั่วประเทศ แต่ไม่รู้ว่าใครทำ คุณจะเสียใจไหม

ไม่เลย มันเป็นความสวยงามมากกว่า พื้นที่สมองมีจำกัด ถ้าเราต้องมานั่งจำว่า นายสมชายทำงานนี้เมื่อปีนั้น นางสมหญิงทำงานนั้นเมื่อปีนี้ มันเปลืองสมอง จำแค่งานและประโยชน์จากงานนั้นน่าจะดีกว่า

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ผู้เชื่อว่า “เราต้องแบ่งเวลาชีวิตเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณตัวเอง โดยไม่เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่”

10 เรื่องของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

1. วิชาที่ชอบที่สุดสมัยเรียน

ประวัติศาสตร์ เพราะมันสอนให้เราไม่ทำผิดซ้ำซาก

2. ชื่อคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคุณ

พระพุทธเจ้า ผมรอดจากวิกฤตของชีวิตทุกครั้งด้วยธรรมะ

3. ตอนเช้าคุณทำอะไรก่อนออกจากบ้านบ้าง

ผมตื่นตีสี่ ช่วงตีสี่ถึงตีห้าผมจะอ่านหนังสือที่เติมเต็มจิตวิญญาณ ทั้งธรรมะ บทความ การเรียนรู้ใหม่ๆ ช่วงตีห้าครึ่งถึงหกโมงครึ่ง ผมจะวิ่ง วิ่งวันละหนึ่งชั่วโมง เป็นการเติมเต็มความแข็งแรงให้ร่างกาย แล้วก็ตรวจงานลูกน้อง พอลูกและภรรยาตื่น ก็เป็นเวลาที่อยู่กับครอบครัว อ่านนิทานให้ลูกฟัง ทำอาหารให้ภรรยาทาน แล้วค่อยอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน สิบโมงเช้า ผมพร้อมทำงานเต็มที่

4. ช่วง WFH ถ้าไม่อยู่หน้าจอ คุณจะอยู่ที่ไหน

อยู่กับหนังสือ ผมอ่านหนังสือผ่านจอไม่ได้ ต้องได้กลิ่นกระดาษ กลิ่นหมึก ผมมีห้องสมุดของผมที่บ้าน มนุษย์ทุกคนควรมีเวลาใช้ชีวิตกับโลกแห่งหนังสือนะ

5.วันไหนมาออฟฟิศ คุณทานอาหารเที่ยงที่ไหน กับใคร

ทานข้าวคนเดียว ในห้องประชุม ผมใช้ชีวิตใกล้เคียงคนคุกนะ (หัวเราะ) ถึงเวลาพี่ ๆ น้อง ๆ ก็เอาอาหารมาให้ ผมก็อยู่กับงาน และอาหารตรงหน้า

6. คุณเดินไปแผนกไหนบ่อยที่สุด

สำนักกรรมการผู้จัดการ คือสำนักของผมเอง เพราะต้องไปตามงาน ถัดจากนั้นก็เป็นฝ่ายวิจัยธุรกิจ และทีมที่ดูแลงานพัฒนาผู้ประกอบการ

7. กลุ่มเพื่อนที่สนิทที่สุด

เพื่อนมัธยมปลาย ที่โรงเรียนจิตรลดา

8. ถ้าต้องเปิดร้านขายของออนไลน์ คุณขายอะไรได้บ้าง

ขายวิธีการแก้ปัญหา เป็นบริการให้คำแนะนำแบบออนไลน์

9. ถ้าพักร้อนปิดมือถือได้หนึ่งเดือนจะทำอะไร

ใช้หนี้คนที่ผมติดหนี้ นั่นคือ คุณพ่อคุณแม่ที่เกือบครึ่งปีแล้ว ผมแทบไม่เจอหน้าท่านเลย และลูกกับภรรยาที่ผมไม่เคยได้ทำตามสัญญาเลย เพื่อนที่บอกว่าจะไปกินข้าว ไปเที่ยวเล่นกับเขา แต่ไม่เคยได้ไป

10. เรื่องล่าสุดที่ได้เรียนรู้

การ WFH ทำให้รู้ว่า ภรรยาเรารับภาระหนักแค่ไหนในการดูแลลูกอายุหกขวบ เรามักคิดว่าฉันทำงานเหนื่อย เธอเป็นแม่บ้านสบาย พอวันนี้เราได้อยู่กับเขา เหมือนได้สลับวิญญาณกัน ก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเลย ชีวิตแม่บ้านไม่ใช่งานสบายอย่างที่คิด ได้เข้าใจครอบครัว และการสร้างสมดุลชีวิตมากขึ้นด้วย

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load