ไม่มีใครอยากจะเป็นซีอีโอของ ดีแทค ในวันที่ อเล็กซานดรา ไรช์ (Alexandra Reich) ขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างแน่นอน 

วันที่มีแต่ปัญหา แรงกดดัน และสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ของธุรกิจโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่รายนี้

เดือนมิถุนายน 2561 คณะกรรมการของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ประกาศแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่เพื่อมาบริหารงาน และเป็นแม่ทัพผู้รับโจทย์หนักเรื่องการหมดอายุสัมปทานของคลื่น 850 MHz ที่ถูกขีดเส้นตายไว้ในวันที่ 15 กันยายนปีเดียวกัน โดยดีแทคต้องเร่งย้ายลูกค้าบนคลื่นความถี่เดิมไปบนคลื่นความถี่ใหม่ให้ทัน ซึ่งทุกฝ่ายประเมินว่าเป็นไปได้ยากมาก จนเมื่อใกล้ถึงกำหนด สถานการณ์ก็จวนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ดีแทคทำเรื่องขอเยียวยาจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เนื่องจากย้ายเบอร์ของลูกค้าราว 90,000 หมายเลขไม่ทันและอาจเกิดภาวะ ‘ซิมดับ’ ได้ แต่เพียง 2 วันก่อนถึงกำหนด กสทช. ประกาศไม่เยียวยาดีแทค ยืนยันยุติคลื่นตามกำหนดเดิม ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากที่สุดครั้งหนึ่งของวงการโทรคมนาคมไทย

แต่สุดท้ายศาลปกครองก็มีคำสั่งทุเลามติดังกล่าวอย่างเฉียดฉิว โดยยืดเวลาให้อีก 3 เดือน เพื่อถ่ายโอนลูกค้าให้เสร็จ และสุดท้ายก็จบเกมกันได้เมื่อดีแทคตกลงตามเกม กสทช. เข้าร่วมประมูลคลื่น 900 MHz ในเดือนตุลาคมด้วยวงเงิน 3.8 หมื่นล้านบาท อายุสัมปทาน 15 ปี และปิดบัญชีสิ้นปีด้วยตัวเลขขาดทุนกว่า 4.3 พันล้านบาท

แค่เริ่มต้นก็เหนื่อยแล้ว

และเมื่อผ่านเรื่องยากมาได้ เรื่องต่อๆ ไปก็ไม่ลำบากนัก

มอง อเล็กซานดรา ไรช์ อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

ปฏิเสธไม่ได้ว่าอเล็กซานดราเป็นซีอีโอที่โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ ไม่ใช่เพียงแค่โฆษณาเปิดตัวที่ทำให้ประโยค “ไม่หยุดค่ะ” เป็นที่พูดถึงไปทั่วจากภาพของ ‘ฝรั่งพูดไทย’ ที่มักได้ใจคนไทยเสมอ ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่ดีแทคทำ 

เธอยังเดินหน้าปรับวัฒนธรรมองค์กรของดีแทคครั้งใหญ่ กระตุ้นให้คนในองค์กรเชื่อในศักยภาพของตนเอง ปลุก ‘ยักษ์’ ที่มีอยู่ในตัวให้ตื่นขึ้นและลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อแข่งขันในธุรกิจที่ต่อสู้กันรุนแรงที่สุดนี้ ประกอบกับภาพลักษณ์เรื่องความเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย ทำให้เธอกลายเป็นที่รักของคนในองค์กรในเวลาไม่นานหลังจากที่เข้ามาทำงาน

อดีตซีอีโอของเทเลนอร์ ฮังการี และหัวหน้ากลุ่มเทเลนอร์ ยุโรปกลาง คนนี้ไม่ได้มาเล่นๆ ที่ดีแทคเป็นแน่ ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจโทรคมนาคมมากกว่า 20 ปี ทำให้เธอกล้าตัดสินใจเดินทางข้ามมาอีกฟากโลก และรับหน้าที่ ‘กัปตันทีม’ ขององค์กรใหม่ที่อยู่ต่างบ้านต่างเมือง ต่างวัฒนธรรมและวิถีชีวิตมาเกือบปีครึ่งแล้ว ไม่เพียงแค่สอบผ่านในสายตาของบอร์ดบริษัทและคนในองค์กร แต่เธอกำลังเล่นบทบาทสำคัญในฐานะผู้เปลี่ยนเกมเทคโนโลยี 5G ของประเทศด้วย

การพูดคุยกันครั้งนี้ The Cloud มอง อเล็กซานดรา ไรช์ ไกลกว่าความเป็นผู้บริหารหญิงเหล็ก เรามองเข้าไปในหัวใจของเธอในฐานะคนคนหนึ่ง แม่ของลูกทั้งสอง ภรรยาที่น่ารัก ผู้หญิงที่หลงรักการเดินบนรองเท้าส้นสูง และซีอีโอที่ฝันว่าสักวันเธอจะสร้างคนให้เข้มแข็ง เพื่อพาองค์กรไปข้างหน้าโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีซีอีโอเลยก็ได้

เรามาคุยกับเธอกันเถอะ

มอง อเล็กซานดรา ไรช์ อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

คุณประเมินธุรกิจโทรคมนาคมในสิ้นปีนี้อย่างไร

ปีนี้ถือว่าแข่งขันกันรุนแรงมาก แต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าปี 2561 ปีนั้นโหดมากจริงๆ โดยเฉพาะการเข้าประมูลคลื่นความถี่ใหม่ ซึ่งเราเองก็ช่วยกันทำงานเพื่อทำให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด ผลตอบรับค่อนข้างดี น่าภูมิใจค่ะ คิดว่าคงไม่ใช่แค่ดีแทค แบรนด์อื่นๆ ในอุตสาหกรรมก็น่าจะปิดสิ้นปีได้ดีเหมือนกัน 

คุณผ่านช่วงที่ยากที่สุดของการทำธุรกิจโทรคมนาคมในไทยไปแล้วหรือยัง

เราผ่านเรื่องการประมูลคลื่นซึ่งถือว่าเหนื่อยกันมาก การที่บริษัทก้าวผ่านช่วงที่ยากลำบากจะทำให้เราได้กลับมาคิดถึงลูกค้ามากขึ้น เราอยากจะตอบสนองพวกเขาให้ดีที่สุด ด้วยบริการที่ดีที่สุด ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเปลี่ยนแปลงนะคะ พวกเราจับมือทำงานร่วมกัน สู้ด้วยกัน แม้จะเหนื่อยแต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่เราได้พัฒนาตนเอง ทุกวันสำหรับฉันมันก็ยากและท้าทายเสมอ เพราะความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อผู้ให้บริการเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เราก็ต้องเร่งปรับปรุง เรียนรู้ไปด้วยกัน และท้าทายตัวเองเสมอ ถือเป็นเรื่องที่ดี

คุณวางแผนธุรกิจเรื่อง 5G อย่างไร

เอาจริงๆ ฉันคิดว่าเรื่อง 5G น่าจะให้บริการในเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2564 ค่ะ ส่วนปี 2563 น่าจะเป็นปีที่ทุกคนต้องเตรียมพร้อมเข้าประมูลคลื่นความถี่ เตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่มีให้พร้อมที่สุด 5G เป็นเรื่องของเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องคลื่นความถี่เพียงอย่างเดียว เราต้องทำความเข้าใจระบบนิเวศของมัน เรียนรู้ตัวอย่างการใช้งานจริง ซึ่งเราก็มีองค์ความรู้จากเทเลนอร์ที่เป็นบริษัทแม่ที่จะช่วยสนับสนุนตรงนี้ได้ อย่างในประเทศไทย เราก็นำ 5G มาใช้กับเรื่อง Smart Farming และเราก็คิดต่อยอดไปอีกว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้สตาร์ทอัพทั้งหลายได้อย่างไร

มอง อเล็กซานดรา ไรช์ อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

ได้คุยเรื่อง 5G กับซีอีโอคนอื่นๆ ของเทเลนอร์ในต่างประเทศบ้างไหม

มีบ้างค่ะ อย่างที่เห็นในเกาหลีใต้ตอนนี้ กว่าที่การใช้งานจะพัฒนาไปถึงจุดที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีจริงก็อาจจะเป็นปี 2568 โน่นเลย ถึงตอนนั้นการใช้งานเทคโนโลยีเสมือนอย่าง Augmented Reality (AR) หรือ Virtual Reality (VR) ก็จะทำได้เต็มที่ มันเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าดูสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้ก็ต้องยอมรับว่ายังไม่มีอะไรพร้อมเลย ความหนาแน่นของคลื่น 5G ก็ยังต่ำอยู่ ฉันได้คุยกับผู้บริหารที่มาเลเซีย เวียดนาม และหลายๆ ประเทศ ทุกที่เขาก็ยังเรียนรู้และทดสอบกันอยู่ สิ่งที่สำคัญคือ เราจะทำเงิน (Monetize) จากมันได้อย่างไร พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน เราจะใช้ประโยชน์ของ 5G ในยุคดิจิทัลนี้ได้แค่ไหน นี่เป็นเรื่องสำคัญ

คุณเรียนรู้อะไรจากธุรกิจโทรคมนาคมและเอามาปรับใช้ที่ดีแทคอย่างไรบ้าง

ฉันอยู่กับธุรกิจนี้มายี่สิบปีแล้วค่ะ ทุกตลาดแตกต่างกันหมดเลย สิ่งที่ฉันสังเกตเห็นที่ประเทศไทยคือ ผู้คนติดมือถือ ใช้งานกันเยอะมาก มากกว่าตลาดในยุโรปเสียอีก แต่ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อความบันเทิง การใช้งานที่เป็นประโยชน์สำหรับกลุ่มองค์กรยังน้อยอยู่ 

สิ่งที่ฉันเรียนรู้จากที่ฮังการีหรือสวิตเซอร์แลนด์นำมาใช้กับที่นี่ได้เยอะเลย ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องเข้าใจลูกค้า รู้ให้ได้ว่าเขาคิดอย่างไร ฉันจึงใช้เวลาในการพูดคุยกับคนข้างในองค์กร คุยกับลูกค้า ประกอบกับวิเคราะห์ตลาดประเทศไทยจากฐานข้อมูลที่มีไปพร้อมกัน

คิดว่าคนไทยติดมือถือกันเกินไปไหม

เราเป็นห่วงเรื่องนี้นะคะ จึงออกแคมเปญ ‘Disconnect to Connect’ เมื่อปีที่แล้ว และตัวฉันก็ชอบมาก ลองสังเกตดูเวลาเราไปไหนมาไหน ขึ้นลิฟต์ ไปร้านอาหาร ก็เห็นคนเล่นแต่มือถือ เวลาขึ้นลิฟต์นี่ฉันจะไม่ใช้มือถือและหันไปคุยกับคนรอบข้างแทน นี่เป็นเรื่องสำคัญ เราจะต้องคุยกับคนอื่นๆ ถ้าเอาแต่เล่นมือถือก็จะเสียโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ควรมีขอบเขตให้ตัวเองบ้าง เราทำธุรกิจโทรคมนาคมก็จริง แต่ก็มีหน้าที่ในการทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบ ซึ่งทุกอุตสาหกรรมก็ต้องคำนึงถึงเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ถ้าดีแทคไม่ชี้ให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้ แล้วใครจะทำกัน

มอง อเล็กซานดรา ไรช์ อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

อะไรคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตและคุณเรียนรู้อะไรบ้าง

ตอนอายุสามสิบปี ฉันเลิกกับสามีคนแรก เป็นเรื่องที่หนักที่สุดเลย ไม่ได้อยากทำแบบนั้น แต่ชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไปให้ได้ ไม่นานจากนั้นก็เจอสามีคนปัจจุบัน เขาเป็นคนดีมาก เราแชร์สิ่งต่างๆ ในชีวิตด้วยกัน เขาอยู่เคียงข้างฉัน เชื่อในตัวฉัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยได้รับมาก่อน นี่ล่ะจุดเปลี่ยนของจริงเลย 

ตอนที่แต่งงานครั้งแรกฉันยังเด็กเกินไป ไม่รู้จริงๆ ว่าฉันเป็นใคร ต้องการอะไรกันแน่ ความรักในตอนนั้นมันมีเงื่อนไขเยอะมาก เขา (สามีคนแรก) รักฉันในสิ่งที่เขาอยากจะให้ฉันเป็น แต่สามีคนปัจจุบันไม่มีเรื่องแบบนั้น ไม่มีเงื่อนไขที่จะรักฉันเลย เขาชอบสิ่งที่ฉันเป็น ไม่ต้องการเปลี่ยนอะไรในตัวฉัน คอยสนับสนุนตลอด เราสนุกและหัวเราะในเรื่องเดียวกันได้ นั่นล่ะคือสิ่งที่ต้องการจริงๆ สำหรับการทำงานที่หนักแบบนี้ ถ้าชีวิตส่วนตัวของคุณไม่เข้มแข็ง ก็คงผ่านไปได้ยาก

*ระหว่างที่ The Cloud พูดคุยกับซีอีโอของดีแทคอยู่นั้น ทีมงานก็พาลูกสาวคนเล็กของเธอเข้ามา เพื่อรอไปรับประทานอาหารด้วยกันหลังสัมภาษณ์เสร็จ เธอนั่งลงข้างๆ อเล็กซานดรา และคอยตั้งใจฟังคำตอบของแม่ ที่ดูเหมือนจะประหม่าขึ้นเล็กน้อย

มอง Alexandra Reich อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

ลูกสาวคุณอยู่ในช่วงวัยรุ่น น่าจะติดมือถือเหมือนคนอื่นๆ ในฐานะแม่ คุณจัดการเรื่องนี้อย่างไร

เอาจริงๆ ลูกสาวของฉันนี่ล่ะค่ะที่เป็นคนคอยเก็บมือถือฉันไป เวลาเราไปไหนมาไหน เธอก็จะบ่นว่าฉันติดมือถือมากเกินไป ฉันทำงานเป็นผู้บริหาร ก็ต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจอยู่ตลอดเวลา มันเลี่ยงได้ยาก ลูกก็บอกว่า “พอเถอะแม่ พักผ่อนได้แล้ว” ส่วนลูกสาวคนเล็กเขาใช้มือถือเยอะเหมือนกัน ใช้ฟังเพลง ฟังพอดแคสต์ รวมถึงใช้ทำงานด้วย

อะไรคือบทบาทที่สำคัญที่สุดของคุณ ซีอีโอ แม่ มนุษย์คนหนึ่ง หรือบทบาทไหนกันแน่

ไม่ได้มีบทบาทไหนที่ฉันต้องแสดงหรอกค่ะ ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ทำงานที่ดีแทคต้องรับผิดชอบชีวิตของคนมากมาย ฉันรู้ว่าการจัดการโดยเน้นสั่งการอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ เราต้องเชื่อในศักยภาพของคนและพัฒนาพวกเขาขึ้นมา ฉันไม่อยากเป็นซีอีโอที่เข้าถึงไม่ได้และเล่นบทบาทนั้นไปวันๆ ส่วนครอบครัว ฉันเป็นแม่ ต้องหาเงินเลี้ยงลูก ให้ในสิ่งที่พวกเขาชอบเหมือนกับแม่คนอื่นๆ ฉันพยายามแชร์ทุกอย่างกับลูกและเป็นเพื่อนกับเขาให้ได้มากที่สุด 

มอง Alexandra Reich อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเป็นผู้นำในยุคนี้

ความอ่อนน้อมเป็นเรื่องสำคัญมาก ผู้บริหารยุคนี้ไม่จำเป็นต้องรู้ดีหมดทุกเรื่อง ถ้าคุณเชื่อตัวเองว่ารู้ทุกอย่างหมดแล้ว คุณอาจมองข้ามบางเรื่องไป อย่างเช่นการใช้ฐานข้อมูลให้เป็นประโยชน์เพื่อนำไปวิเคราะห์ลูกค้าและตลาด ผู้นำต้องตื่นตัวที่จะรับฟัง เรียนรู้ และใกล้ชิดกับคนมากขึ้น ต้องตามตลาดให้ทันเสมอ

ทำงานกับคนไทยเป็นอย่างไรบ้าง

การทำงานกับคนไทยที่นี่เป็นเรื่องที่เยี่ยมมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันคิดว่าเราทำให้ดีขึ้นได้คือการทำให้เสียงของคุณดังขึ้น กล้าพูดออกมา ถ้าเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เป็นทีมมากขึ้น พูดคุย โต้แย้ง กันบ้าง แสดงความเห็น เรื่องนี้อาจจะยากสักหน่อยสำหรับสังคมไทย แต่ตอนนี้ที่ดีแทคเราลดความเป็นลำดับชั้นลงพอสมควร สร้างความเท่าเทียมและความหลากหลายมากขึ้น คนที่ดีแทคจะรู้ว่าเขาพูดสิ่งที่คิดและรับฟังกันได้

มอง อเล็กซานดรา ไรช์ อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

อะไรคือหลักการทำงานของคุณ และคิดว่าคุณจะสร้างประวัติศาสตร์อะไรที่ดีแทค

หลักการของฉันเกี่ยวข้องกันกับสิ่งที่ดีแทคเป็น นั่นคือฉันใส่ใจลูกค้ามาก ฉันเชื่อว่าถ้าเราทำสิ่งที่ดีเพื่อลูกค้า รับฟังพวกเขา ก็เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรรวมทั้งตัวผู้ถือหุ้นเองด้วย นอกจากนั้น เราควรจะท้าทายตัวเองอยู่เสมอ มันคือการมองขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง 

ล่าสุดเราทำเรื่องปลุกยักษ์ในตัวคนทุกคน พนักงานที่นี่ทำงานหนัก ทุ่มเทเพื่อองค์กรอยู่แล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ข้อจำกัดหลายอย่างอาจจะทำให้ความเชื่อมั่นในตัวเองลดลงและไม่กล้าพูดความคิดของตัวเองออกมา เราจึงสร้างวัฒนธรรมให้ผู้คนมั่นใจ กล้าพูดสิ่งที่อยากจะทำ โครงการที่อยากจะมีบทบาท นั่นคือจุดเปลี่ยนใหญ่เลย ที่ผ่านมาพนักงานถูกบอกว่าต้องทำอะไร ตอนนี้เราอยากให้พวกเขาคิด ลองล้มเหลวและตัดสินใจด้วยตนเองดูบ้าง

ส่วนการสร้างประวัติศาสตร์หรืออะไรที่น่าจดจำนั้น ฉันไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้ 

เพราะอะไร

ตอนมาที่ดีแทคใหม่ มีพนักงานมาถามเยอะมากว่า จะอยู่ตรงนี้ไปอีกนานหรือไม่ ทุกคนต่างกังวลเวลาเปลี่ยนนายใหม่ มาแล้วจะอยู่ได้นานหรือเปล่า คือฉันอยากจะทำงานในที่ที่คนในองค์กรไม่ต้องมองว่าฉันเป็นซีอีโอ อยากให้ทุกคนมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำ มีวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อทำสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ฉันหวังว่าการที่ฉันอยู่ตรงนี้จะไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก เพราะทุกคนได้พัฒนาตนเอง มีความเป็นเจ้าของในองค์กรนี้ร่วมกัน รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน  คุณต้องเชื่อในตัวเอง ใช้จุดแข็งที่มี รับฟังคนอื่น อย่างระบบการศึกษา แทนที่ครูจะสอนอย่างเดียว ก็ควรฝึกเด็กให้ตั้งคำถามเพื่อคิดและค้นพบองค์ความรู้ด้วยตัวของพวกเขาเอง นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากนำมาปรับใช้กับดีแทค ทำให้คนในองค์กรคิด เข้าใจการเชื่อมโยง และร่วมมือกัน

เรื่องนี้สำคัญกับคุณอย่างไร

ฉันอยากเป็นคนที่ช่วยคนอื่นให้พัฒนาตัวเอง ให้พลังแก่พวกเขา เปลี่ยนวัฒนธรรมให้เกิดแนวคิด ‘Unboss’ คือคุณไม่ต้องการหัวหน้า แต่คุณต้องการโค้ชที่ดี อยากให้คนคิดว่าฉันเก่งเพราะฉันทำให้พวกเขาเก่งและทำงานเพื่อบริษัทมากกว่า

มอง Alexandra Reich อย่างที่เธอเป็น CEO ที่ฝันว่าสักวัน DTAC จะไม่ต้องมี CEO

10 Questions answered by Chief Executive Officer of DTAC

  1. คุณตื่นนอนกี่โมง : หกโมงเช้าค่ะ แต่บางวันที่ต้องอบรมจะตื่นตอน 05.30 น. ฉันชอบตื่นเช้าและมาออฟฟิศเร็วหน่อยประมาณ 07.15 น. ฉันชอบเห็นพระอาทิตย์ขึ้น ได้ทบทวนแนวคิดก่อนเริ่มทำงาน
  2. เมนูสิ้นคิดที่คุณเลือกกินบนโต๊ะทำงานเวลาเร่งรีบ : เวลารีบฉันกินได้ทุกอย่างเลย ไม่ได้มีเมนูโปรดค่ะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ (ลูกสาว : แม่กินสลัดค่ะ) ใช่ๆ ฉันชอบสลัด ซูชิ ต้มข่าไก่ มันไม่ค่อยเผ็ด ชอบเมนูซุปค่ะ 
  3. แล้วอาหารที่คุณเกลียดล่ะ : (ลูกสาว : อะไรก็ตามที่หวานและไขมันเยอะค่ะ) อเล็กซานดราได้แต่หัวเราะ 
  4. คุณชอบใส่รองเท้าส้นสูงหรือแบบไม่มีส้น : ถ้าขึ้นรถไฟฟ้าก็แบบไม่มีส้นค่ะ แต่ฉันชอบใส่รองเท้าส้นสูง สามีฉันก็รู้นะว่าฉันชอบ มันเป็นอะไรที่ผู้ชายไม่มีวันเข้าใจ แต่ผู้หญิงด้วยกันจะรู้ ไม่ได้มีแบรนด์โปรดหรือต้องใช้แบรนด์แพงๆ เลย ฉันจะซื้อคู่ที่ฉันชอบ
  5. เกี่ยวกับเจ้านายคนแรกของคุณ : Rosi (โรซี่) เขาเป็นวาณิชธนากร (Investment Banker : IB) ค่ะ เป็นคนเข้มงวดมากแบบนายแบงก์ดั้งเดิมเลย พยายามสอนให้ฉันทำอย่างโน้นอย่างนี้อย่างที่เขาคิดว่าฉันสมควรจะเป็น เขาเป็นนายที่ดีนะคะ แต่คาดหวังสูงมาก นั่นคงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉันก้าวออกมาจากอุตสาหกรรมการเงิน เพราะมันไม่เข้ากับตัวฉันเลย ตอนนั้นฉันอายุยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองปี อยากเป็นตัวของตัวเอง อยากจะทำงานแบบที่อยากทำ ไม่ใช่มานั่งคิดว่าต้องแต่งตัวยังไงมาทำงาน
  6. สิ่งที่พลาดที่สุดในการทำงาน : ฉันคิดว่าความผิดพลาดคือการเรียนรู้นะคะ ก่อนหน้านี้ฉันเคยมีบริษัทสตาร์ทอัพของตัวเอง แต่เมื่อฉันตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตตัวเองโดยย้ายไปทำงานที่เวียนนา ฉันส่งต่อให้คนอื่นมาบริหารงานแทนและคิดว่าคงจะทำให้บริษัทเติบโตต่อไปได้ แต่สุดท้ายมันก็ปิดตัวลงหลังจากที่ฉันออกมาไม่นาน คงเพราะที่ผ่านมาฉันทำทุกอย่างเองหมด พอออกมาก็ไม่มีคนทำได้แบบที่ฉันทำ ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่ฉันต้องออกไปจากองค์กรไหน ฉันจะต้องมั่นใจก่อนว่ามีทีมที่ดีที่จะมาทำงานแทนฉันได้แล้ว 
  7. อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพกติดตัวตลอดและขาดไม่ได้เลย : มือถือค่ะ ถ้าไม่เอาไปด้วยจะออกจากบ้านไม่ได้ ฉันเป็นซีอีโอของดีแทคและเป็นแม่ของลูกสองคนที่ต้องคอยติดตามว่าลูกเป็นยังไงบ้าง นอกจากนั้นก็คือหูฟังค่ะ เวลาอยู่บนรถหรือขึ้นรถไฟฟ้าก็เสียบฟังเพลงและสิ่งที่อยากจะฟัง สองอย่างนี้ล่ะที่ขาดไม่ได้เลย
  8. คุณเลี้ยงสัตว์หรือไม่ : ฉันรักสัตว์ของฉันค่ะ มาประเทศไทยอาทิตย์แรกก็ไปเจอเพจ Bangkok Pet Lovers ฉันเลยเริ่มรับแมวมาเลี้ยง อีกอาทิตย์ต่อมาก็รับหมาอีกตัวมาเลี้ยง มันเข้ากันได้ดีเลย ตอนนี้ก็มีหมาสองตัวและแมวหนึ่งตัว ก็อยากจะเลี้ยงเพิ่มนะคะ แต่คนในครอบครัวบอกว่าพอแล้ว พวกมันชอบวิ่งไปรอบบ้าน ฉันก็ชอบออกไปวิ่งเล่นกับมันค่ะ 
  9. สิ่งที่ไม่เคยบอกลูกสาว : (อเล็กซานดราหันไปมองลูกสาว) ไม่มีอะไรที่ฉันบอกเธอไม่ได้หรอกค่ะ แต่ก็ใช่ว่าลูกสาวจะอยากฟังทุกเรื่องนะคะ บางทีเธอก็เบื่อ แต่เราก็พยายามแชร์กันตลอดในทุกๆ เรื่อง
  10. คุณเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติหรือโชคดวงหรือไม่ : มีบ้างนะคะ ฉันพบว่าฮวงจุ้ยเป็นเรื่องสำคัญ มีเรื่องพลังงานมาเกี่ยวข้อง หรือความเชื่อบางอย่าง เช่นสีของชุดทำงานเองก็ตามที ฉันมีตารางที่ลูกน้องส่งมาให้ เป็นปฏิทินเลยค่ะ บอกว่าวันไหนควรใส่สีไหน อย่างวันศุกร์ฉันก็จะรู้ว่าไม่ควรใส่เสื้อสีดำ ก็ถือว่าเสริมกำลังใจให้ทีมได้นะ

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load