อเล็กซานเดอร์ ไซม่อน เรนเดลล์ หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ อเล็กซ์ เรนเดลล์

เป็นชายหนุ่มวัย 29 ปี ที่มีชีวิตน่าสนใจมาก

ชีวิตในวงการบันเทิงของเขามีสีสันแบบยากจะมีใครเหมือน

เข้าวงการบันเทิงตอน 4 ขวบ ช่วงเวลา 3 ปี เล่นหนังโฆษณาไป 40 ตัว

เล่นละครครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ และเล่นอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

เซ็นสัญญากับช่อง 3 ตอนอายุ 16 ปี

ในจุดที่จะเปลี่ยนผ่านจากดาราเด็กสู่พระเอก เขาถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของช่องที่คนพากันจับตา แต่ผลลัพธ์กลับเป็นว่า เขาต้องเสียน้ำตาไปกับเสียงวิจารณ์อย่างหนักหน่วงจากโลกออนไลน์ จนถูกผู้จัดถอยไปเล่นบทพระรอง

นั่นเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้เขาหันไปตั้งใจเอาดีในด้านการแสดง

ตอนนี้เขาอยู่ในวงการบันเทิงมา 25 ปี เขาคิดและใช้ชีวิตไม่เหมือนคนในวงการบันเทิงส่วนใหญ่

ชีวิตในวงการสิ่งแวดล้อมของเขาได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

เขาสนใจสิ่งแวดล้อมตั้งแต่อายุ 10 ขวบ

เขาทำองค์กรชื่อ Environmental Education Centre Thailand (EEC Thailand) ทำค่ายสิ่งแวดล้อมศึกษาสำหรับเยาวชน ไปทั้งป่าและทะเล

4 ปี เขาทำไป 117 ค่าย ถ้าคุณอยากส่งลูกหลานมาค่าย EEC ต้องตั้งใจจองพอๆ ซื้อบัตรคอนเสิร์ตวงเกาหลี

ไม่แปลกถ้าคุณจะไม่รู้จัก EEC เพราะอเล็กซ์สนใจสร้างงาน มากกว่าสร้างภาพ

ถ้าเอาคำของเขาก็ต้องบอกว่า “ถ้าเราพอใจกับสิ่งที่เรามี ก็ไม่จำเป็นต้องอวดใคร เรามีความสุขคนเดียวได้”

เขาเชื่อเรื่องการสร้างคนและปลูกฝังความคิดที่ดีให้กับเด็กๆ เขาว่า

“นี่คือความยั่งยืนที่แท้จริง ไม่มีอะไรจะยั่งยืนไปกว่าการเปลี่ยนจิตใจของมนุษย์อีกแล้ว”

หล่อ

ถ้าชอบความคิดเขา ไม่ต้องกรี๊ด

“ถ้ามีคนมากรี๊ดแล้วบอกว่าเราหล่อมาก กับคนนั่งเฉยๆ แล้วตบมือด้วยความชื่นชม ผมเลือกอันหลังนะ มันมีความหมายมากกว่า”

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

ถ้าพูดถึงชีวิตในวัยเด็ก คุณนึกถึงอะไร

ช่วงที่มีความสุขที่สุดในชีวิตผมคือ ช่วงตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 ถ้าตัดเรื่องเรียนกับถ่ายละครออกไป ชีวิตมีแต่ฟุตบอล ซ้อมบอลทุกเย็น เคยไปเรียนโรงเรียนฟุตบอลของบ๊อบบี้ ชาร์ลตัน ที่อังกฤษอยู่พักหนึ่งด้วย มีของสะสมเกี่ยวกับแมนยูเต็มไปหมด ผ้าปูที่นอน ตัวตุ๊กตุ่นเล็กๆ นาฬิกา โทรศัพท์ พรม ตอนแรกเราอยู่คอนโดแล้วอยู่กันหลายคน พี่น้องต้องแบ่งห้องกัน คุณแม่ถึงขนาดไปซื้อคอนโดให้อีกห้องเพื่อเราจะได้มีห้องแมนยู เอาไว้ให้ลูกได้เล่น (หัวเราะ) แต่ผมไม่เคยได้นอนนะ มีสนามเล็กๆ โกลหนูด้วย ให้เล่นกับพี่ชาย เวลาไปอังกฤษพี่สาวก็จะบ่น เพราะเราทัวร์แต่สนามบอล

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

จุดเริ่มต้นความบ้าบอลของคุณมาจากไหน

แรงบันดาลใจในการเตะบอลมาจากพี่ชาย ที่โรงเรียนบางกอกพัฒนามีมินิลีกเล่นกันทุกวันศุกร์ตอนเช้า เรายังเล็กไป ได้แต่เชียร์ข้างสนาม อยากเล่นบ้าง พออายุครบสี่ห้าขวบคุณแม่ก็ส่งเข้าไป แล้วก็เล่นจริงจังมาก ผมเล่นบอลทีมโรงเรียนทุกระดับตั้งแต่ชุดอายุไม่เกิน 9 ปี 10 ปี 13 ปี ไล่ไปเรื่อยๆ จนชุดใหญ่ มีการแข่งขันของโรงเรียนนานาชาติในอาเซียนชื่อ SEASAC ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ บางกอกพัฒนาไม่ได้เป็นแชมป์มานานมากแล้ว ผมติดทีมปี 2011 2012 2013 เราได้กลับมาเป็นแชมป์ 3 สมัย ไม่แพ้สักเกม ปีแรกผมติดทีม All Stars ของทัวร์นาเมนต์ ปีที่ 2 ได้เป็น MVP (Most Valuable Player – ผู้เล่นยอดเยี่ยม) ของทัวร์นาเมนต์ ปีสุดท้ายผมได้เป็นกัปตันทีม มันเป็นความภูมิใจมาก

คุณเล่นตำแหน่งไหน

ผมเริ่มจากกองหน้าแต่ไม่รอด ยิงไม่เป็น เลยมาเป็นกองกลาง เลี้ยงก็ไม่ค่อยไป เลยมาเป็นกองหลังเวิร์กสุด ผมชอบเสียบ ชอบแย่งบอล ชอบยิงไกล ผมเป็นคนที่ยิงโกลเด้นโกลพาทีมเข้ารอบบ่อยมาก ใน 3 ปีนั้นผมยิงโกลเด้นโกลไป 3 ลูก มีความทรงจำดีๆ เยอะมาก

คิดจะเอาดีด้านการเตะบอลไหม

ตอนที่ทีมอินเตอร์มิลานมาสอนบอลที่ไทย ผมไปเล่นกับเขาพักหนึ่ง ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง โค้ชทีมชาติก็ชวนผมไปลองคัดเยาวชนทีมชาติ ถ้าตอนนั้นผมเลือกทางนั้น ผมก็น่าจะเล่นได้อย่างน้อยก็กึ่งอาชีพ อาจจะอยู่ในสโมสรระดับลีก 2 ลีก 3 พอเรายิ่งโตยิ่งเล่นกับฝรั่งก็ยิ่งรู้ว่ามันไม่ได้อยู่ที่ทักษะอย่างเดียว ถ้าเราจะเอาดีด้านนี้จริงๆ เราต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่อายุสิบสองสิบสาม ต้องเข้าไปอยู่ในระบบการฝึกซ้อมและ Facility ที่ถูกต้อง ชีวิตส่วนตัวก็จะหาย แต่เราทำตรงนั้นไม่ได้ ก็เสียดาย เวลามีคนถามว่า ถ้าคุณไม่ได้เล่นละครจะทำอะไร ผมว่าไม่พ้นบอลนะ ถ้าเขาไม่เลือกผมเป็นนักฟุตบอล ผมก็ไปเป็นสตาฟฟ์ในทีมบอล ไปเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬา หรือไปเรียนเป็นนักกายภาพบำบัด หรืออะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับกีฬา

เข้ามหาวิทยาลัยแล้วยังได้เล่นฟุตบอลอีกไหม

ผมไปซ้อมกับทีมมหาวิทยาลัยอยู่พักหนึ่ง รู้เลยว่ามันไม่ได้อยู่ที่ทักษะแล้ว นักฟุตบอลพวกนี้แรงดีมาก บางคนตัวเล็กกว่าเราแต่แรงดีกว่าเรา เขาเล่นทุกวัน ก็เลยคิดว่าเราอยากไปต่อหรือเปล่า ด้วยหลายๆ อย่างที่เราทำในชีวิตทำให้รู้ว่าเส้นทางฟุตบอลของเราจบลงแล้ว เล่นเพื่อความสนุกอย่างเดียวแล้ว

อเล็กซ์ เรนเดลล์

การเล่นฟุตบอลทุกวันนี้ต่างจากเล่นสมัยเรียนเยอะไหม

ตอนนั้นเวลายิงประตูได้แล้วคนเฮทั้งสนาม มันเป็นความสุขที่หาไม่ได้อีกแล้ว ทุกวันนี้เราเล่นฟุตบอลเพื่อเอาเหงื่อ (หัวเราะ) มันไม่มีการแข่งขัน ผมชอบเล่นกับคนที่เล่นแรง ผมชอบมีการปะทะเล็กๆ น้อยๆ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมชอบฟุตบอลคือ เราเป็นคนชอบการแข่งขัน มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีด้วย ฝีมือด้วย

ได้อะไรจากการเล่นฟุตบอล

ผมชอบอย่างหนึ่งของฝรั่งมากเลย ฝรั่งเล่นบอลไม่เหมือนคนไทย ในเกมเขาเสียงดังกันมาก ตะโกนโวยวาย ด่าคู่ต่อสู้ ใช้จิตวิทยาในการเล่น แต่พอจบเกม รอยยิ้มมาเลย จับมือกัน กอดกัน ทุกอย่างจบในเกม ทำให้เวลาเล่นเราเสียงดังไปด้วย แต่เวลาเล่นกับคนไทยนี่เสียว เดินกลับไปที่รถจะมีใครมากระทืบเราหรือเปล่า (หัวเราะ) มันทำให้เราเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องการทำงาน งานคืองาน ส่วนตัวคือส่วนตัว เราจะโมโหลูกน้องเราแค่ไหน มันจบแค่งาน เราจะไม่เอากลับมาคิดมาแค้นต่อ จบแล้วก็มาพัฒนากันต่อ การมีน้ำใจนักกีฬา คุณต้องเห็นใจเขา

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

ตอนเด็กๆ คุณทำงานในวงการบันเทิงด้วยความรู้สึกแบบไหน

คุณแม่ไม่ได้มองเป็นอาชีพหรือธุรกิจ มันเป็นการไปเรียนรู้สังคม ไปฝึกวินัยในการทำงาน ช่วง 4 ขวบถึงประมาณ 15 การไปกองถ่ายคือไปเล่นกับพี่ๆ อย่างเดียวเลย ผมเป็นเด็กคนเดียวในกองถ่ายทุกกอง ทุกคนจะลากไปหอมไปกอด ซื้อของเล่นมาให้ ตอนผม 8 ขวบ ไปถ่ายงานที่เชียงใหม่แล้วผมร้องไห้คิดถึงบ้าน พี่แอ้ม บรอดคาซท์ ไปหาม้ามาที่กองถ่ายให้เราขี่ จะได้ไม่ร้องไห้ เราไม่รู้สึกว่าเป็นการทำงานเลย จนเซ็นสัญญากับช่อง 3 ประมาณอายุ 16 ถ้าเราจะเอาดีด้านนี้จริงๆ เราต้องเปลี่ยนความคิดแล้ว มันไม่ใช่เล่นๆ แล้วนะเว้ย

ทำไมเด็กชายอเล็กซ์ถึงได้เล่นโฆษณา 40 ตัวใน 3 ปี หน้าตาดีหรือเล่นดี

ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ในแง่การแสดงเขาให้ทำอะไรเราก็ทำ ไม่ได้รู้สึกลำบาก ผมอาจจะเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายมั้งครับ ตอนทำงานผมไม่เคยเรียกร้อง จะดึกแค่ไหน รอนานแค่ไหน ก็ไม่เคยงอแง คุณแม่ไม่ยอมให้เรื่องพวกนี้เป็นปัจจัยในการปฏิเสธงาน เราก็เลยทำงานเต็มวันได้หลายๆ วันโดยเข้าใจว่ามันเป็นงาน ผมโชคดีที่ตอนเล่นละครผู้กำกับฝึกผมเหมือนผู้ใหญ่ เขาไม่ได้มองเราเป็นเด็ก

ยังไง

เรื่อง หัวใจและไกปืน มีวันหนึ่งต้องถ่ายซีนกลางคืน เป็นฉากบู๊ที่สำคัญ พออยู่หน้าฉากเราก็คิดแบบเด็กๆ ว่า ถ้าเรางอแงเราจะไม่ต้องทำงาน เขาคงปล่อยเรากลับบ้าน แต่อาตู่ (นพพล โกมารชุน) บอกผมว่า ทุกคนรอผมอยู่ ถ้าไม่มีอเล็กซ์ก็ทำงานกันไม่ได้ ผมก็ฮึด เล่นเสร็จอาตู่ก็เข้ามากอด เรื่องต่อๆ มาผมก็ได้ทำงานกับอาหมี พี่นก-ฉัตรชัย (เปล่งพานิช) พี่แอ้ม พี่หน่อง (อรุโณชา ภาณุพันธุ์) ผมได้เริ่มต้นกับคนที่มาสายแสดงทุกคน ไม่ได้สอนให้เป็นสตาร์สักเท่าไหร่

อะไรทำให้คุณอยากเล่นละครให้ดี

ตอนอายุสิบห้าสิบหกผมได้ถ่ายละครเรื่อง คดีเด็ดเหตุแห่งรัก กับพี่ชาคริต (แย้มนาม) เขาเพิ่งเป็นพระเอก กำลังพีกเลย เห็นเขาแล้วก็คิดว่า ทำไมพี่คนนี้เท่จังวะ มีทางในการแสดงที่ไม่เหมือนใคร มีอยู่ช็อตหนึ่งผมต้องร้องไห้ แล้วหน้าเซ็ตเสียงดังมาก ผมร้องจนร้องไม่ได้อีกแล้ว ผมเลยขออนุญาตทุกคนไปนั่งนิ่งๆ แป๊บหนึ่ง พยายามทำอารมณ์เค้นมันออกมา พี่ชาคริตแอบมาเห็น คืนนั้นพอถ่ายเสร็จเขาก็พูดกับผมว่า I’m your biggest fan ไอไม่เคยเห็นเด็กคนไหนขอไปทำสมาธิก่อนเล่น ผมก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ทำมันถูกหรือผิด แค่รู้สึกว่ามันจะช่วยเราได้

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพี่ชาคริตจะพูดใส่หัวผมตลอดทั้งเรื่องว่า ยูเห็นแบบนี้ไหม ยูไม่ใช่พวกนั้นนะ ยูเป็นพวกนี้ ยูต้องทำแบบนี้ ยูรู้จักโคลิน ฟาร์เรล ไหม รู้จักนักแสดงคนนั้นคนนี้ไหม ยูต้องไปศึกษางานเขา ทุกคนในกองถ่ายยอมรับฝีมือการแสดงของพี่ชาคริตมาก ผมอยากได้รับการยอมรับแบบนี้บ้าง อยากให้คนมองว่า เราเป็นนักแสดงที่ดี พอมาเซ็นสัญญากับช่อง 3 ผมก็เริ่มศึกษาเรื่องการแสดงอย่างจริงจัง

อเล็กซ์ เรนเดลล์

คุณเรียนการแสดงกับใคร

เรียนด้วยตัวเอง ผมพยายามจะไปเรียนกับครูระดับใหญ่ๆ ของประเทศ แต่เขาไม่รับเพราะตอนนั้นผมยังไม่ดัง ก็เอาวะ ลุยเองก็ได้ เลยศึกษาเองในยูทูบ มันมี Actor Studio ที่เอานักแสดงดังๆ อย่าง โรเบิร์ต ดาวนีย์ โรเบิร์ต เดอ นีโร เอาตัวเจ๋งๆ ที่เป็นสายการแสดงจริงๆ มาสัมภาษณ์ ให้เล่าวิธีเตรียมตัว ซึ่งผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย ช่วงนั้นผมบ้าการแสดงมาก พยายามจะเอามาใช้ในบท

หัวใจของการแสดงที่คุณค้นพบคือ

มันเป็นเรื่องการทำการบ้าน วิธีคิด การเปลี่ยนตัวเองให้เป็นตัวละคร ตอนถ่ายเรื่อง สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ผมเล่นกับพี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) พอเขาเดินเข้ามาในเซ็ตก็มองกวาดไปทั่วบ้าน ตอนแรกผมนึกว่าเขาวอร์ม แต่เขามองทุกสิ่งทุกอย่าง พยายามทำให้ตัวเขาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน คนดูจะได้เชื่อว่านี่คือบ้านของเขา เฮ้ย มันละเอียดกว่าที่เราคิดเยอะ

แต่สุดท้ายแล้วมันเป็นเรื่องของประสบการณ์ ไม่มีใครที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดนักแสดงจากการเล่นละครแค่ไม่กี่เรื่องหรอก ผมเก็บเกี่ยวประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ จากกองเล็กกองน้อย เราไปรับบทเล็กบทน้อย ไปเล่นบันทึกกรรม ละครตอนเช้า ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ต้องเอากาวแปะจุกติดหัว กล้องฟิล์มผมก็ทัน รีโหลดผมก็ทัน ต้องรีบพูดบทให้เสร็จก่อนนาทีครึ่งไม่งั้นฟิล์มหมด ต้องใช้ห้องดำต่อฟิล์ม เราเจอการแสดงมาหลายรูปแบบเลยทำให้วันนี้เราเข้าถึงบทในทางที่ถูกได้

ตอนคุณเปลี่ยนผ่านจากดาราเด็กที่ใครๆ ก็รักมารับบทพระเอกดูเหมือนจะไม่ง่ายเท่าไหร่นะ

ผมบิลด์ตัวเองมาหลายปีแล้ว ตอนผมเล่นเรื่อง บัวปริ่มน้ำ กับพี่ปอ (ทฤษฎี สหวงษ์) พี่เข็ม (ลภัสรดา ช่วยเกื้อ) เป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ผมได้รับเลือกเป็นพระเอกในเรื่องถัดไปคือ สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ตอนอายุ 17 ตอนนั้นช่อง 3 ยังไม่มีพระเอกรุ่นใหม่เลย เราเป็นคลื่นลูกใหม่คนเดียว ผมคิดว่าเรานี่แหละพระเอกคนต่อไปของวงการ ตอนแรกผมคิดว่าจะได้เป็นพระเอกละครหลังข่าว พอเป็นละครเย็นก็นอยด์ไปรอบหนึ่ง ละครออกไปแล้วเหมือนจังหวะยังไม่ใช่ เรายังเด็กไป รูปร่างเรายังไม่ใช่ ทุกอย่างมันไม่ใช่ เราโดนสังคมพูดถึงในทางลบเรื่องความไม่เหมาะสม ผู้จัดก็ไม่เอาแล้ว ให้เราไปเล่นเป็นตัวสอง เรานั่งร้องไห้ เสียศูนย์ไปพักหนึ่งเลย มันไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย คนไม่ได้กรี๊ดเรา เราไม่ได้ดัง

แต่วันนี้มองกลับไป มันดีมาก เหมือนนักฟุตบอลที่โดนคัดออกจากทีมในจังหวะที่ถูกต้องมาก เหมือนเลอบรอน เจมส์ หรือไมเคิล จอร์แดน เขามีทุกวันนี้ได้ก็เพราะเขาเคยผ่านจุดที่ไม่ดีพอสำหรับทีมมาก่อน ผมไม่ได้เทียบตัวเองกับเขานะ (หัวเราะ) ของผมเหมือนจากที่เรากำลังลอยๆ กำลังพราวด์ในตัวเอง อยู่ดีๆ ทุกอย่างก็ฟีบ คุณไม่ใช่อะไรเลย คุณยังเป็นคนเดิม คุณยังต้องพัฒนา

อเล็กซ์ เรนเดลล์

ตอนที่พบว่าคุณยังเป็นพระเอกไม่ได้ คุณได้รับคำแนะนำอะไรบ้าง

บางคนแนะนำว่า ผมต้องทำตัวให้แตกต่าง ต้องไปซื้อแบรนด์เนม อันนี้พูดกันตรงๆ เลยนะ เวลาไปเดินห้างต้องใส่เแว่นดำให้ดูเป็นสตาร์ ทำให้ตัวเองมีราคา จะได้ขายได้ แล้วก็กินนมเยอะๆ จะได้ตัวโตๆ แต่เราดีใจมากที่เราไม่ได้ไปสายนั้น เราเอาเวลาตรงนั้นมาศึกษาการแสดงแทน ผมเห็นพี่ชาย ชาตโยดม (หิรัณยัษฐิติ) ตอนอายุ 20 ปลายๆ ขึ้นไปรับรางวัลการแสดง แล้วก็คิดว่า พี่คนนี้โคตรเท่เลย เป็นนักแสดงจริงๆ ในขณะที่คนอื่นเป็นดารา เราต้องเป็นอย่างนี้ให้ได้ คนต้องซื้อเราที่ผลงาน ไม่ใช่เพราะส่วนสูง หรือว่าไม่เอาเราเพราะองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ละครจะประสบความสำเร็จหรือไม่อาจจะไม่ได้อยู่ที่เราด้วยซ้ำ มันขึ้นกับบท การถ่ายทำ จังหวะออนแอร์ เราจะไปเครียดกับมันทำไม แต่เราควบคุมฝีมือเราได้ เราเลยมุ่งไปด้านนี้ ตอนเล่นหนังผมก็เอาเงินส่วนหนึ่งของค่าตัวไปจ้างแอคติ้งโค้ชของเราเอง

การโดนลดชั้นมาเล่นเป็นนักแสดงตัวสองมีข้อดีบ้างไหม

โชคดีที่ผมไม่ใช่นักแสดงที่ทุกคนคาดหวังว่าต้องประสบความสำเร็จ หมายความว่า ถ้ามีนักแสดงสักคนที่หล่อ องค์ประกอบครบ ช่องจะพยายามดึงส่วนนี้ออกมาสู่สังคมให้มากที่สุดผ่านละครและสื่อต่างๆ แต่ผมไม่ได้ถูกจดจำแบบนั้น ผมต้องทำงานให้หนักคนถึงจะเห็น ถึงจะได้โอกาสเล่นเรื่องต่อไป พอมาเล่นเป็นตัวสองแล้วตั้งใจศึกษาบท มีเรื่องหนึ่งของบรอดคาซท์ผมไปเล่นรับเชิญแค่ 2 ตอน เล่นเป็นเกย์ เล่นแล้วมีความสุขกับบทแบบนี้มาก อยากให้คนเอาบทแปลกๆ มาให้เล่นอีก เราได้แสดงจริงๆ ไม่ต้องห่วงหล่อ ไม่ต้องแบกภาระอะไร บางทีตัวนำก็มีเรื่องการตลาดของตัวละครเข้ามาเกี่ยวเยอะ ต้องดูดีตลอดเวลา ต้องพูดในแนวทางหนึ่ง ต้องมีแพตเทิร์นมาตรฐานบางอย่าง แต่เล่นเป็นตัวสองตัวสามเราไม่ต้องแบกภาระตรงนั้น ผู้จัดก็ให้เราไปเล่นตรงโน้นตรงนี้ บทที่เราได้ก็มีความหมายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

บทแบบไหนที่ผู้จัดจะนึกถึงคุณ

ดราม่า เวลาเจอพี่ๆ ผู้จัดเขามักจะบอกว่า เดี๋ยวรอดราม่าก่อน ได้เจอกันแน่ คอเมดี้ไม่ค่อยนึกถึง ส่วนละครฟีลกู้ดนี่ยากนิดหนึ่งสำหรับผม ตอนนี้ถ้าเป็นอะไรที่เกี่ยวกับป่าไม้เขาเรียกผมหมด (หัวเราะ) ผมชอบเล่นดราม่านะ แต่เล่นแล้วโคตรเหนื่อย มันใช้อารมณ์เยอะ

มีหลักในการรับงานไหม

ทุกวันนี้ผมถึงจุดที่พอจะเลือกได้ว่าอยากทำงานนี้หรือเปล่า เมื่อก่อนผมต้องทำงานที่ไม่อยากทำเยอะมาก เขาให้ผมแต่งตัวเกาหลีขึ้นไปเต้นอยู่หลายปี ผมก็ต้องทำ บางงานไปหน้างานแล้วก็ต้องสู้กับตัวเอง เช่น งานถ่ายแฟชั่นที่ต้องโพสแบบที่เรารู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเรา เราก็ทำมาแล้ว พี่หนุ่ม อรรถพร (ธีมากร) เคยบอกว่า อะไรที่มันไม่ใช่ก็ห่างๆ ไว้บ้าง ก็จริง ทุกคนพูดว่า นักแสดงทุกคนต้องเล่นให้ได้ทุกบท ผมไม่เชื่อ นักแสดงต้องเลือกบทที่เหมาะกับตัวเอง ที่คุณเห็นนักแสดงฮอลลีวูดเล่นบทที่หลากหลาย เขาคิดมาแล้ว เลือกแล้วเลือกอีกกว่าจะรับแต่ละเรื่อง ถ้าเอาบทที่ไกลจากตัวเรามากหรือเชื่อมโยงกับเราไม่ได้มาให้เราเล่นวันละ 30 ฉาก มันก็ไม่ใช่

คุณวางตำแหน่งของตัวเองในวงการบันเทิงไว้ตรงไหน

ผมอยากเป็นเหมือนพี่ชาย (ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ) อาหนิง (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) พี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ผมเคยใช้ชีวิตแบบเป็นดารามาแล้ว เคยเข้าไปอยู่ในสังคมดารา เคยได้อะไรมาง่ายๆ เคยพยายามทำบางอย่างที่จะสร้างกระแสเล็กๆ น้อยๆ ให้ตัวเอง พอถึงจุดหนึ่งก็รู้ว่าเราหลอกตัวเองมาตลอด เราไม่เหมาะกับสังคมแบบนี้ มันไม่ใช่ตัวเรา เราไม่ได้ในสิ่งที่เราให้ไปทั้งหมด เราไม่ได้ความจริงใจกลับมา เราเต็มที่กับใคร สุดท้ายเขาก็มองเราเป็นการแข่งขันอยู่ดี ทุกวันนี้ผมไปกองถ่ายแล้วก็กลับบ้าน ถ้าเป็นเพื่อนๆ นักแสดงที่ไม่ได้สนิทกันจริงๆ ชวน ผมก็เลือกไปกับกลุ่มเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันมากกว่า วันว่างก็อยากอยู่กับครอบครัว

อเล็กซ์ เรนเดลล์

สังคมแบบดาราที่คุณไม่ชอบเป็นยังไง

ตอนอายุ 16 ผมเซ็นสัญญากับช่อง 3 ช่วงนั้นผมเล่นซิตคอมเป็นประจำ มีรายได้เป็นชิ้นเป็นอันแล้ว ไม่ได้ขอเงินคุณพ่อคุณแม่แล้ว ยุคนั้นจ่ายค่าตัวเป็นซองเงินสด เสร็จงานเราจะได้ซองที่ข้างในมีเงินเป็นปึกๆ ผมก็ไปซื้อตู้เซฟมา เอาเงินเก็บไว้ในนั้น ทุกอย่างดูง่ายมาก ตอนเด็กๆ ผมไปร้องเพลงตามสวนน้ำลีโอแลนด์ เขาให้ค่าตอบแทน 3,000 5,000 แต่วันที่ผมมาทำงานกับช่อง 3 เขาให้เราเดินในงานแป๊บเดียวได้หมื่นห้า สำหรับเรามันเยอะมาก ทำแค่นี้เนี่ยนะ มันมีงานแบบนี้ในโลกด้วยเหรอ มันเป็นความพราวด์ที่ทุกอย่างมาเร็ว มาง่าย

เราต้องเข้าห้างไปซื้อแบรนด์ดังๆ ซื้อกระเป๋าสตางค์ ซื้อเข็มขัดที่โชว์ให้เห็นว่าเรามีมันได้นะเว้ย พยายามไปกินข้าวกับคนนั้นคนนี้ ไปมีหน้ามีตาในสังคม ไปเป็นที่ยอมรับของพรรคพวก พยายามอยู่ในสังคมที่ทำให้ทุกคนรับรู้ว่าเรามีอะไร มันเป็นการกระทำที่เราอาจจะยังไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีในตอนนั้น อาจจะยังคิดไม่เป็น ถ้าเราพอใจจริงๆ ไม่จำเป็นต้องไปอวดใคร เรามีความสุขคนเดียวได้ มารู้ตัวอีกทีไม่มีเงินเหลือแล้ว ใช้เที่ยวหมด เราเจอเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่พบว่าชีวิตแบบนี้มันไม่ใช่ เลยถอยออกมาตั้งหลัก หาจุดยืนใหม่ของตัวเอง ก็คือเรื่องการแสดง ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ผมไม่สามารถใส่เข็มขัดมีโลโก้ที่เคยซื้อมาได้แล้ว มันไม่ใช่แล้ว

คุณเริ่มพอใจกับชื่อเสียงของตัวเองเมื่อไหร่

เอาตรงๆ เลยนะ ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมก็เป็นที่รู้จักของสังคมแล้ว เมื่อก่อนตอนแปดเก้าขวบสิ่งที่ผมต้องทำเวลาไปห้างคือคุณพ่อคุณแม่จะพาไปถ่ายสติกเกอร์กับแฟนคลับ เพราะยุคนั้นเขาเน้นถ่ายสติกเกอร์กับขอลายเซ็น มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ตอนเด็กๆ ผมไปเข้าค่ายของโรงเรียนพร้อมโรงเรียนไทย เป็นช่วงที่ละครกำลังออก คนมารุมถ่ายรูปผมเยอะมาก เราไม่ชอบความรู้สึกที่ต่างจากเพื่อน เพื่อนฝรั่งมันไม่รู้ว่าเราเล่นละคร

แต่ผมเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีชื่อเสียงจริงๆ เมื่อสองสามปีนี้เอง มันเริ่มอยู่ตัวในการเป็นนักแสดง ก่อนหน้านี้เราดังเป็นช่วงๆ ถ้าละครประสบความสำเร็จก็ดัง ละครไม่มีก็หาย ปีนี้หลังจากคมแฝกออก เหมือนเราได้ก้าวขึ้นมาอีกระดับ คนเห็นเราในบทที่โตขึ้น คนก็จะเข้ามาทักมากขึ้น แต่ไม่ได้ดังแบบมีคนมากรี๊ดนะ แฟนคลับผมจะเป็นป้าๆ เยอะ เขาเห็นเรามาตั้งแต่เด็ก มีความเอ็นดู ผมจะเล่นละครกี่เรื่องๆ เขาก็ยังจำว่าผมเล่นเป็นลูกพี่หนุ่ย อำพล (ลำพูน)

คุณอยากถูกจดจำว่าเป็นนักแสดงแบบไหน

ด้วยวัยของเรา ก็ยังต้องแต่งหน้าทำผมทำตัวให้ดูดีไปออกอีเวนต์ ต้องเป็นตัวแทนของหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง แต่ในระยะยาว ผมอยากเป็นเหมือนนักแสดงต่างประเทศที่ยิ่งอายุเยอะยิ่งเก๋า ยิ่งมีค่า คนยิ่งอยากทำงานด้วย ยิ่งให้เกียรติเคารพในสิ่งที่ทำมา บ้านเราความสนใจของคนมักจะอยู่ที่ช่วง 10 ปีของนักแสดงที่ได้รับบทพระเอก ในวันที่เขาหมดแล้ว เขาก็คงเลี้ยงตัวเองได้ทั้งชีวิต แต่เขาไม่ได้รับการเคารพในทางที่ผมอยากให้คนยอมรับ ผมอยากให้คนบอกว่า เราชอบพี่อเล็กซ์แสดง ถ้ามีคนมากรี๊ดแล้วบอกว่าเราหล่อมาก กับคนนั่งเฉยๆ แล้วตบมือด้วยความชื่นชม ผมเลือกอันหลังนะ มันมีความหมายมากกว่า เพราะเราทำงานหนักเพื่อสิ่งนี้ ผมเวอร์ไปไหมครับ (หัวเราะ)

ทำไมถึงไม่มีผู้จัดการติดตัว

ผมไม่ชอบให้มีคนติดตาม เคยพยายามมีหลายรอบแล้ว แต่สุดท้ายเราเป็นคนดูแลเขา ก็เลยไปเองคนเดียวดีกว่า บางทีไปงานอีเวนต์ต่างจังหวัดผมก็นั่งเครื่องบินไปเองคนเดียว จากสนามบินก็นั่งรถไปที่ห้างเอง ไปติดต่อคนจัดเอง หาทางบินกลับเอง อยู่คนเดียว ไม่คุยกับใครทั้งวัน ส่วนใหญ่เป็นแบบนั้นตลอด ถ้าจะหาคนมาทำงานติดตัวเรา ต้องรู้ใจกันจริงๆ เพราะผมค่อนข้างจุกจิกกับการทำงาน

เวลาว่างทำอะไร

แทบจะไม่ว่างเลย สองสามปีนี้เราทำงานเยอะที่สุดในชีวิตแล้ว เราจับงานหลายอย่างเกินไปนิด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็ว เวลาเราอยู่กรุงเทพฯ ความคิดเราแล่นตลอดเวลา คิดอยากทำโน่นทำนี่ มารู้ตัวอีกทีโปรเจกต์เต็มมือไปหมด เวลาว่างก็เลยต้องไปต่างประเทศจะได้ไม่ต้องคิดเรื่องงาน เพราะถ้าผมไปดำน้ำที่สิมิลันผมจะนึกถึงเด็กตลอด เพราะมันเป็นที่ทำงานของ EEC เห็นปลาก็จะคิดว่า ถ้าเด็กได้เจอคงชอบเนอะ

งานที่ว่าคือ

มีทั้งละคร ท้ั่ง EEC พอทำ EEC ก็มีงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเข้ามา ไปประชุม มีองค์กรโน้นโรงเรียนนี้เชิญไปพูด ไปเป็นวิทยากร ไปถ่ายงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ไปช่วยงานสารคดีบ้าง ซึ่งไม่ใช่งานที่โด่งดังหรืองานในสื่อหลักเลย เราอยากช่วยทุกคนจนรับปากไปหมด ก็เลยเหนื่อย แต่ทำแล้วโอเค

เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ คุณไปที่ไหน

เมื่อก่อนก็ไปญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา หลังๆ ผมไปแต่อุทยานแห่งชาติ ไปประเทศไหนก็หาว่ามีอุทยานแห่งชาติที่ไหนบ้าง ปีหน้าผมจะพาทั้งบ้านไปอเมริกา ก็นั่งวางแผนว่าจะไปอุทยานแห่งชาติ 10 แห่ง มาถึงจุดนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ (หัวเราะ) หลังจากนี้ก็อยากไปดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เป็นธรรมชาติ อยากไปเปรู โบลิเวีย อาร์เจนติน่า อิหร่าน อินโดนีเซีย ไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

คุณเริ่มเที่ยวธรรมชาติตั้งแต่เมื่อไหร่

10 ขวบ ตอนนั้นมีคนชวนผมไปทำเดโมรายการเกี่ยวกับธรรมชาติ เลยชวนกันไปทำความรู้จักกันก่อนที่เขาใหญ่ สุดท้ายรายการนี้ก็ไม่เกิดขึ้น ไม่มีแม้แต่การทำเดโม ผมก็ไม่รู้ว่ามันล้มไปที่ขั้นตอนไหน แต่มันทำให้ผมได้ไปเดินป่ากับครูกต (อลงกต ชูแก้ว) ครูดูแลช้างป่าขาเจ็บชื่อติงลู ครูต้องออกไปให้ยาติงลู ไปจุดเดิมทุกวัน เรียกติงลูออกมา ครูให้ผมเอาเม็ดยายัดเข้าไปในกล้วย แล้วบ้วนน้ำลายใส่กล้วยเพื่อให้มันจำกลิ่นเรา โยนไปทางขวาก็พูดขวา โยนไปทางซ้ายก็พูดซ้าย ให้มันเชื่อง จะได้ยอมให้เรารักษา กลับมาผมก็เอากล่องไปช่วยระดมทุนที่ช่อง 3 ในกองถ่าย เวลานึกถึงธรรมชาติผมก็จะนึกถึงครูกตที่เคยพาเราเข้าไปรักษาช้างในป่า สนุกดี

สนุกยังไง

ครูกตเป็นคนจำแนกช้างทั้งหมดในเขาใหญ่ เขารู้ว่าตัวนี้ลูกใคร ครอบครัวมันมีตัวไหนบ้าง รู้ว่าตัวไหนแก่สุด ตัวไหนใหญ่สุดในเขาใหญ่ รอยตีนที่เห็นก็รู้ว่าของตัวไหน เพราะช้างจะดูแลพื้นที่ของมัน เขาก็จะรู้ว่ารัศมีนี้ใครดูแล เขาควบคุมช้างป่าได้ ช้าง 2 ตัวกำลังจะต่อสู้กัน เขาทำเสียงมัวๆๆๆ มันก็ถอย เราเห็นกับตา สิ่งที่เขาทำกับช้างมันเจ๋งมาก เราได้ใกล้ชิดกับช้างป่าจริงๆ เป็นการเปิดโลกของเราในช่วงนั้น

คุณใช้ชีวิตแบบนั้นนานแค่ไหน

ประมาณ 2 ปี ถึงจะไม่มีรายการ แต่คุณแม่เห็นว่าเราชอบ คุณแม่ก็ชอบ อยากให้เราได้เรียนรู้แบบนี้ เลยพาไปหาครูกตที่เขาใหญ่เรื่อยๆ จนครูกตไปเรียนต่อต่างประเทศ เราไม่ได้เจอกันเกือบ 10 ปี เพิ่งมาเจอกันตอนผมเรียนจบนิเทศ

ช่วงเวลา 2 ปีนัั้นส่งผลอะไรกับชีวิตคุณบ้าง

ได้ความผูกพันกับธรรมชาติแน่นอนครับ สิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้มีเหตุการณ์ช่วงนั้นเป็นจุดเริ่มต้น มันทำให้เราไม่ชอบเข้าเมือง ไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบรถติด ชอบอะไรเงียบๆ

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

คุณเริ่มดำน้ำได้ยังไง

ผู้สาวที่คบกันอยู่ในตอนนั้นเขาดำน้ำ เราก็อยากดำบ้าง ตอนไปมัลดีฟส์ผมไปลงคอร์ส DSD (Discover Scuba Diving) ที่โรงแรม เรียนคอร์สเดียวก็ลงทะเลได้เลย จะมีคนช่วยคุม สุดยอดของความสนุกเลย กลับมาก็เรียนดำน้ำแบบ Open Water อยากจะซื้อทริป อยากไปอยู่บนเรืออีก

จะได้ไปอยู่กับผู้สาว

(หัวเราะ) อาจจะมีส่วนด้วย อาจจะเป็นข้ออ้างหนึ่ง ตอนแรกเราชอบโลกใต้น้ำมาก มันเป็นเรื่องปกติที่คนจะชอบโลกใต้น้ำ แต่ผมชอบชีวิตการอยู่บนเรือมากกว่า ชอบการถอดรองเท้า ใส่เสื้อผ้าน้อยๆ ทุกคนวางมือถือของตัวเอง แล้วคุยกัน เป็นเพื่อนกัน ดีต่อกัน จากนั้นผมก็ไปเรียนหลักสูตรที่สูงขึ้น พอทำ EEC ก็เรียนเพื่อเป็น Dive Master ถ้าไม่ได้ทำ EEC ก็คงเป็นแค่นักดำน้ำทั่วไป

ทำไมคุณถึงเริ่มทำ EEC

พอเรียนจบผมอยากไปเขาใหญ่ก็นึกถึงครูกต ลองหาในเฟซบุ๊ก ทักไปว่าครูทำอะไรอยู่ ผมจะไปเขาใหญ่จะขอเข้าไปสวัสดี ครูบอกว่า กำลังจะมีกิจกรรมกับเด็กตาบอดอาทิตย์หน้า ผมก็ชวนเพื่อนกลุ่มหนึ่งประมาณ 10 คนไปช่วยดูแลเด็กตาบอด ผมทึ่งมากกับสิ่งที่ครูทำ กับความพยายามช่วยพัฒนาเด็กด้อยโอกาส ผมมีส่วนร่วมกับการทำงานการกุศลมาเยอะมาก จริงบ้าง ปลอมบ้าง เห็นมาหมด พอมาเห็นแบบนี้มันโดนมาก ไม่เคยเห็นมาก่อน มันดีมาก ทำกันเงียบๆ ไม่ต้องมีใครมาเห็น ทำกันด้วยใจ

มันเป็นความผิดพี่เต้ย (จรินทร์พร จุนเกียรติ) (หัวเราะ) เขาบอกว่าอยากช่วยชีวิตช้าง พูดแบบนี้ผมก็ช่วยด้วย นึกว่าเหมือนไถ่ชีวิตวัวควาย แต่การไถ่ชีวิตช้างมันตัวละล้านห้า มีการซื้อที่ถูกต้อง มีใบอนุญาต มีผู้เชี่ยวชาญไปดูว่าโตมามันจะดุไหม อันตรายหรือเปล่า จะเป็นครูช้างได้หรือเปล่า เราอยากเอาขวัญเมืองมาเป็นครูช้าง ก็เลยทำโปรเจกต์ระดมทุน ทำเสร็จก็มาทำโรงพยาบาลช้าง มีสร้างรถพยาบาลช้างคันแรกของประเทศไทย 48 ชั่วโมงก่อนช้างตายเขายังช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ที่ผ่านมาช้างมาถึงมือหมอไม่ทัน เพราะไม่มีรถขนช้าง หมอก็เอาเครื่องมือเข้าป่าไปไม่ได้ เราก็ทำเสื้อยืดขายตัวละ 250 บาท ไปขายหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ หน้ากองถ่าย ฝากแฟนคลับไปขาย ทำอยู่ 2 ปีก็ได้เงินครบ ปรากฏว่ามีคนช่วยสนับสนุนรถ เราก็เลยเอาเงินที่ได้มาสร้างคอก สร้างระบบไฮดรอลิกช่วยช้าง ทุกวันนี้รถคันนี้ก็ใช้ช่วยช้างป่าช้างบ้านทั่วประเทศ

ครูกตสอนเด็กๆ ดำน้ำด้วย ช่วงนั้นผมบ้าดำน้ำก็เลยไปดำกับครู เห็นว่าเขาสอนเด็กยังไง มันเป็นจังหวะที่เรากำลังหาอะไรให้ตัวเอง การอยู่ในวงการบันเทิงต้องรอให้คนโทรมา ต้องรอให้คนเรียกตลอดเวลา เราได้แต่นั่งรอ ทำยังไงให้ชีวิตแต่ละวันเป็นการตัดสินใจของเราเอง ตอนแรกผมคิดจะขายชีสเค้ก เอาสูตรของคุณพ่อที่เคยทำให้โรงแรมมาทำ แต่อเล็กซ์ขายชีสเค้กนี่มันนิ่มไปหน่อย มันไม่ใช่เรา (หัวเราะ)

ตอนนั้นเราไปส่องสัตว์ด้วยกัน 4 คน มีผม พี่เต้ย ครูกต ภรรยาครูกต พูดกันไปพูดกันมาว่าเราจะทำองค์กรนี้ขึ้นมา ผมช็อกไปแป๊บหนึ่ง เพราะภาพที่เกิดขึ้นมันชัดมาก ความคิดเราแล่นเร็วมาก มันใช่มาก ผมจับมือเขาตรงนั้นแล้วบอกว่า ผมทำแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ใช่และเหมาะกับผมมากกว่านี้อีกแล้ว เราเริ่มทำด้วยกัน 4 คน ทำทุกอย่างเอง ค่อยๆ ขยายกันมา

คุณเห็นภาพว่า EEC จะทำอะไร

ทำค่ายสอนเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เยาวชน มันเริ่มจากมีกลุ่มผู้ปกครองที่เป็นเพื่อนกันเอาลูกไปเข้าค่ายกับครูกต ผมไปเป็นอาสาสมัครช่วยสอนในค่าย เราเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ดี น่าจะเปิดให้เป็นเรื่องเป็นราว มีการจัดการที่เป๊ะ เราใช้เวลาเกือบ 2 ปีศึกษาก่อนจะเปิดค่ายแรก เราทำกันเองหมดเลย พ่อเต้ยเป็นคนออกแบบโลโก้ ผมออกแบบเว็บ ทั้งออฟฟิศจ้างพนักงานประจำแค่คนเดียวมาเป็นผู้ช่วย สร้างขึ้นมาทีละนิด

มั่นใจไหมว่าจะประสบความสำเร็จ

แน่นอน เพราะมันเป็นสิ่งที่ดีและคนชอบแน่ๆ ถ้าเขาได้รู้จัก EEC ต้องรักเรา เอ็นดูเรา สำหรับผมเรื่องศักดิ์ศรีสำคัญนะ เราภูมิใจกับมันมาก เรากล้าพูดว่าเราเป็นคนก่อตั้งองค์กรนี้ สำหรับเรา ไม่มีอะไรเท่กว่า EEC อีกแล้ว ทุกวันนี้เวลาผมไปเจอชาวต่างชาติ ผมแนะนำตัวว่า ทำงานสิ่งแวดล้อมศึกษา ผมไม่บอกว่าเป็นนักแสดง เพราะจะดึงดูดความสนใจอีกแบบ ซึ่งผมไม่ได้อยากได้ตรงนั้น EEC คือสิ่งที่ผมภูมิใจที่จะพูดถึงมันตลอดเวลา

ทำไม EEC ถึงน่าเอ็นดู

มันมีแต่เรื่องบวกกับบวก เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ส่วนหนึ่ง ถ้าตัดเรื่องนี้ออก มันเป็นเรื่องของครอบครัว มันคือการเรียนรู้ที่น่ารัก เป็นการสร้างความผูกพันในครอบครัว คนที่มาเข้าค่ายได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ในชีวิต EEC สร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ เป็นโปรดักต์น้ำดีในความรู้สึกผม

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

พ่อแม่แบบไหนที่ส่งลูกมาค่าย EEC

มี 2 แบบ คือลูกชอบสัตว์มาก มีครอบครัวหนึ่งพาลูกไปดูวาฬที่นอร์เวย์แล้ว เขาส่งลูกไปดูสัตว์ที่ไหนก็ได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่มีความรู้ที่จะส่งให้ลูกต่อ เขาอยากให้ลูกมาเรียนรู้ต่อกับเรา สอง พ่อแม่ชอบแนวนี้อยู่แล้ว หาอะไรแบบนี้ให้ลูกได้เรียนรู้มานานแล้ว ปลูกฝังให้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของตัวลูก

เด็กได้อะไรจากการมาเข้าค่ายธรรมชาติ

เยอะมากครับ เด็กจะได้ทักษะชีวิตหลายอย่างจากการเข้าค่าย การจะเจริญเติบโตมาเป็นนายคนได้ คุณต้องเรียนรู้ที่จะออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองให้ได้ มันเป็นทักษะชีวิตอย่างหนึ่งที่เด็กจะพกติดตัวไปตลอด เด็กบางคนมากับพี่เลี้ยง บางคนมีคนขับรถตู้คันใหญ่ๆ มาส่ง แต่เวลาที่อยู่ในค่าย คุณต้องตื่นเวลาเดียวกัน กินเหมือนกัน ต้องรู้จักรอ รู้จักให้คนอื่น เราเข้มงวดเรื่องวินัยมาก มันเป็นการพัฒนาลูกในเรื่องการเข้าสังคม พ่อแม่ที่มาค่ายด้วยกันจะเห็นลูกเขาอีกแบบมุมไม่เคยเห็นมาก่อน กลับบ้านแล้วเขาอาจจะดื้อเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยเวลาอยู่ที่ค่ายเขาก็เปลี่ยนไป เขารู้จักเคารพกติกา เคารพสิ่งที่อยู่ข้างหน้า โตขึ้นมาเขาจะไม่ทำตัวเหนือกฎหมาย จะเข้าใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จะเคารพคนอื่น มีคุณพ่อคุณแม่บ้านหนึ่งเอาลูกมาฝากเราแล้วบอกว่า ทำยังไงก็ได้ให้พนักงานสองสามพันคนรักลูกผมให้ได้

หมายความว่าอะไร

เขาเป็นเจ้าของบริษัทที่มีพนักงานสองสามพันคน วันที่ลูกเขาขึ้นมาทำหน้าที่แทน ลูกเขาต้องเป็นหัวหน้าที่ทุกคนรักให้ได้ โจทย์แค่นี้เอง บางคนเป็นเรื่องสมาธิสั้น บางคนมีปัญหาทางสังคมของโรงเรียนมาให้เราช่วยแก้ เด็กบางคนไม่ยอมพูด แต่ตอนนี้กล้าแสดงออกแล้ว นอกจากเรื่องการอนุรักษ์และความรู้แล้ว แต่ละครอบครัวคิดว่า EEC สามารถตอบโจทย์เล็กๆ น้อยๆ ให้เขาได้

กระบวนการไหนทำให้เด็กโตมาแล้วจะกลายเป็นที่รัก

เด็กจะเติบโตมาเป็นคนที่มีคนรักได้เขาต้องมีจิตใจที่ดี เราต้องปลูกฝังเขาตั้งแต่เด็กๆ ผมเอาเด็ก 4 ขวบไปอยู่กับพี่ออทิสติก 10 ขวบ เด็กคนนั้นขึ้นไปนั่งตักบนวีลแชร์แล้วกอดเขา คุณจะบอกได้ยังไงว่า เด็กคนนี้จะไม่ใช่คนที่จะดูแลเด็กด้อยโอกาสในอนาคต

ผมบอกเด็กเสมอว่า คุณจะเก่งแค่ไหน ประสบความสำเร็จแค่ไหน แต่มันจะไม่มีค่าเลยถ้าคุณโตขึ้นมาแล้วมีเงิน มีทุกสิ่ง แต่อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีพี่น้อง ไม่มีครอบครัวที่จะเอาความสำเร็จนี้ไปแชร์ เราเห็นข่าวคนที่ประสบความสำเร็จแต่แย่งสมบัติกันกี่ครั้งแล้ว ผมไม่ชอบการแตกแยกของครอบครัว เราต้องชื่นชมกันและกัน

เราพยายามทำให้เด็กมีความคิดและจิตใจที่เป็นมิตรกับคน ทักษะการเป็นคนที่ใจกว้างเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุณไม่ได้อยากแค่มีความสุข แต่อยากมีความสุขกับคนรอบข้าง คุณต้องใจกว้าง ต้องไม่ตัดสินใจอะไรเลวๆ ต้องบริหารอารมณ์ของตัวเองในทางที่ถูกต้อง มนุษยสัมพันธ์กับคนที่อยู่รอบตัวเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

EEC เปิดมา 4 ปี ทำไป 117 ค่าย ทำไมถึงได้รับความนิยมขนาดนั้น

มันเป็นเรื่องความอิ่มใจของคนที่กลับไปแล้ว ผมไม่เคยคิดว่าที่ EEC เติบโตได้ขนาดนี้เพราะผมเป็นนักแสดง เพราะแฟนละครผมไม่ใช่กลุ่มคนที่จะมาเข้าค่าย โปรโมตไอจีแทบตายไม่ได้คน แต่ได้คนสมัครเพราะปากต่อปาก ผู้ปกครองท่านหนึ่งชอบก็ไปโพสต์เฟซบุ๊กชวนอีก 5 ครอบครัวมา จนถึงจุดที่เรามีดีมานด์มากกว่าซัพพลาย บางค่ายเรามี Waiting List 20 กว่าครอบครัว ต้นปีที่ผ่านมาเราเปิดรับสมัครค่าย 24 ชั่วโมง ขายไปได้ 600 กว่าที่ คนจองกันทีละ 9 ค่าย 3 ค่าย แต่ละค่ายก็สมัคร 5 คน ผู้ปกครองก็ลุ้นว่าค่ายนี้จะได้ไปหรือเปล่า มันอาจจะเป็นเรื่อง Back to Basic ในค่ายเราห้ามใช้โทรศัพท์ ห้ามใช้แท็บเล็ต ห้ามฟังเพลง ทุกคนต้องอยู่กับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ห้ามเอาของออกมากินข้างนอก ห้ามทั้งพ่อแม่และลูก พ่อแม่บางคนมาทุกค่ายเลย บางค่ายลูกมาไม่ได้ พ่อแม่ก็มาเป็นอาสาสมัคร มันเป็นความสุขของเขา โดยเฉพาะกลุ่มพ่อบ้าออปชัน เขาซื้อมีดซื้ออะไรมาแล้วไม่มีที่ใช้ ก็ต้องมาใช้ที่ค่าย EEC (หัวเราะ)

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

ทำไมถึงเรียนปริญญาโทด้านสิ่งแวดล้อม

พอผมเรียนจบปริญญาตรีแล้วมาทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ผมไม่ได้มีความรู้ด้านนี้สักเท่าไหร่ การศึกษาตามค่ายหรือใช้ประสบการณ์ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจในภาพกว้าง เราได้แต่เรียนรู้สิ่งที่อยู่ข้างหน้า ไม่ได้เรียนสิ่งใหม่ๆ ถ้าเราจะเอาดีด้านนี้ ควรมีพื้นฐานอะไรบางอย่างที่ทำให้เราเข้าใจด้านสังคมมากขึ้น ผมเรียนคณะมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เอกสิ่งแวดล้อม ได้ความรู้มากมาย แต่ยังไม่ได้เขียนธีสิสเลยยังไม่จบ คิดว่าวันหนึ่งก็อยากจะเรียนต่อปริญญาเอกนะ

หัวข้อวิทยานิพนธ์ของคุณคือ

การให้อำนาจเด็กเพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ในเมืองไทย

ทำไมถึงเชื่อในพลังของเด็ก

ไม่ใช่แค่เชื่อในพลังของเด็ก แต่ผมมีความสุขกับการทำงานกับเด็กมากกว่าด้วยซ้ำ เวลาสอนผู้ใหญ่ดำน้ำ ผมสอนไม่เป็นเลย ไม่รู้จะใช้มุกอะไรมาหลอกล่อเขา แต่ผมเข้ากับเด็กได้ดี ผมมีทักษะที่จะทำให้เด็กสามสี่ขวบมานั่งคุยกันแล้วเป็นเพื่อนกันในวันสองวันได้ ผมผูกพันกับเด็กๆ แล้วก็มีความสุขกับการอยู่กับเด็กๆ

ผมเชื่อในพลังของเด็กเพราะสิ่งที่ผมทำคือ การทำให้เขาเป็นคนดีในวันข้างหน้า ผมต้องการให้เขาเริ่มตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันข้างหน้าจริงๆ นี่คือการสร้างคน นี่คือความยั่งยืนที่แท้จริง ไม่มีอะไรจะยั่งยืนไปกว่าการเปลี่ยนจิตใจของมนุษย์อีกแล้ว

นึกภาพตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าไว้ยังไง

ตอนอายุ 40 ผมอยากมีครอบครัวแล้ว ตอนนี้ผมก็อยากมีลูกแล้วครับ แต่เรื่องภรรยายังไม่แน่ใจ (หัวเราะ) ผมคิดเรื่องนี้มาเป็นปีแล้ว ผมอยากมีครอบครัวเร็ว อยากเติบโตไปกับลูก ตอน 50 ผมอยากเกษียณแล้ว เพราะผมทำงานก่อนทุกคนมาสิบกว่าปี ผมก็น่าจะเกษียณก่อนทุกคนได้ 10 ปี ก็น่าจะแฟร์นะ ถึงตอนนั้นผมอยากใช้ชีวิตแบบคนที่ประสบความสำเร็จแล้วมีลูกล้อมๆ อยากมีภาพนั้น

เราไม่ค่อยเห็นผู้ชายในวงการบันเทิงอายุ 30 คิดแบบนี้

ก็ใช่ครับ เพราะผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นช่วงที่เราต้องโกย ผมก็ทำไปเรื่อยๆ ผมเป็นคนซีเรียสเรื่องชีวิตส่วนตัว เรื่องเพื่อน เรื่องแฟน มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผม งานในวงการบันเทิงเป็นสิ่งที่ผมอยากทำให้ตัวเองมี Legacy ไปเรื่อยๆ ทีละนิดทีละหน่อย วันหนึ่งเราอาจจะเบื่อก็ได้ อาจจะอยากออกไปทำ EEC เต็มตัว แต่ผมต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ที่เกษียณ ซึ่งการทำ EEC อย่างเดียวยังไปไม่ถึงจุดนั้น

ถ้าคุณอยากให้ผู้หญิงสักคนรู้จักคุณในมุมที่เป็นคุณจริงๆ คุณจะพาเธอไปที่ไหน

ต้องไปอยู่บนเรือไปดำน้ำกันสักสองสามวัน เขาจะได้เห็นผมในมุมที่รีแลกซ์มากๆ ทุกวันนี้เหมือนวัยเด็กเราหายไป ไม่มีเวลามานั่งหัวเราะกันเหมือนเมื่อก่อน พอได้ไปแบบนั้นเราก็จะหลุดๆ นิดหนึ่ง แต่ถ้าคิดในทางซีเรียสก็ต้องพามาที่บ้าน นี่คือพ่อแม่เรา นี่ครอบครัวเรา โอเคไหม ถ้าสุดท้ายแล้วที่บ้านรับไม่ได้ ผมก็คงไม่เสียเวลาพยายาม มันคงไม่ใช่แล้วล่ะ

อเล็กซ์ เรนเดลล์


สถานที่ : 
ร้าน Patom Organic Living

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

พลอย จริยะเวช เป็นนักเขียน นักวาด นักออกแบบ

ล่าสุด เธอบอกว่า ตอนนี้เธอมีอาชีพใหม่คือทำจานขาย เป็นการนำศาสตร์ทุกอย่างที่เธอเชี่ยวชาญมาผสมผสานจนออกมาเป็นจาน ชาม หลากหลายรูปแบบ

เธอว่า จานของเธอไม่ใช่งานศิลปะ แต่เป็นงานสุนทรียะ

แล้วเธอก็ไม่ได้วางขายธรรมดา แต่นำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการร่วมกับภาพวาด โดยมีฉากหลังเป็นชีวิตของเธอในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา หลังจาก ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช คุณพ่อของเธอเสียชีวิต

พลอยบอกว่างานนี้คือ พระอาทิตย์ 1 ใน 4 ดวงของเธอในปีนี้

เธอตั้งชื่องานนี้ว่า Salute to the Sun จัดแสดงจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2565 ที่แกลอรี่ Madi Bkk ปากซอยเจริญกรุง 43

เรานัดคุยกันที่แกลอรี่ในวันก่อนเปิดงานสุริยาคารวะ

มองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆฝนสีเทาเข้ม ดูท่าวันนี้คงยังไม่มีแดด

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

01
อาชีพใหม่

ก่อนจะเริ่มบทสนทนาเรื่องงาน ผมขออนุญาตสวมบทบรรณาธิการถามไถ่ถึงต้นฉบับคอลัมน์ ‘บ้านเพื่อน‘ สักหน่อย เพราะในรอบ 3 ปีนี้ เธอส่งงานมา 2 ชิ้นเท่านั้น ปีแรกเธอบอกว่า ขอลาไปเขียนหนังสือ What is the good life? ปีที่สอง เธอลาไปทำงานเซรามิก ส่วนปีนี้ ผมกำลังรอฟังคำตอบ

“ปีที่แล้วไม่มีหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กออก รายได้หลักไม่มี เลยต้องคิดหาอาชีพใหม่” พลอยหัวเราะยาวเมื่อเล่าถึงเวลาที่หายไปในปีนี้

พลอย จริยะเวช คือนักเขียนที่เลี้ยงชีพด้วยการเขียนหนังสือมาร่วม 2 ทศวรรษ รายได้หลักของเธอคือค่าลิขสิทธิ์จากการแปลและเขียนหนังสือ ช่วงหลัง ๆ เธอเริ่มได้ค่าลิขสิทธิ์จากการนำลายเส้นไปผลิตสินค้าซึ่งจ่ายเป็นรายปี และมีรายได้จากการไปออกอีเวนต์ เห็นเธอเป็นนักเขียนแนวไลฟ์สไตล์แบบนี้ แต่เธอมีวินัยทางการเงินดีเยี่ยม

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

“เราเป็นคนมองรายได้เป็นปี ปีต่อปี ถ้ามีรายได้เท่านี้ ก็ไม่ควรให้ลดต่ำกว่านี้ ปีที่แล้วมีช่วงที่ไม่ได้ทำงานเขียน ก็ได้ไปออกแบบคอลเลกชันให้ JYSK หรือรับงานวาดให้ร้านกับข้าวกับปลาที่เขารีแบรนด์ใหม่ แล้วก็มีคนซื้อรูปเอาไปทำลวดลายบนของต่าง ๆ

“ช่วงนี้ไม่ได้ออกหนังสือ เลยขาดรายได้ก้อนหลัก ก็เลยเอาเวลาไปทำโปรดักต์ของตัวเอง ไปทำจานขาย เราขายจานเป็นอาชีพมา 4 ครั้งแล้ว เราวางแผนว่าไตรมาสนี้ดิฉันจะหาเงินจากการจำหน่ายจาน อยากทำให้เป็นอาชีพ” เธอระบุเหตุผลในใบลาถึงบรรณาธิการไว้เช่นนี้

02
หนังสือเล่มใหม่

ผมได้ยินพลอยบ่นถึงความโหดหินตอนเขียนเรื่อง What is the good life? อยู่บ่อย ๆ ก็เลยเข้าใจดีว่า การเขียนหนังสือเล่มต่อมาย่อมต้องใช้เวลา และใช้พลังมากขึ้นไปอีก

“ยากที่สุด” พลอยพูดถึงการเขียนหนังสือเล่มล่าสุด “มีคนตีตราว่า Good life เป็นหนังสือที่ดีที่สุดในชีวิตเรา นี่คืออนุสาวรีย์ของเธอ จะสร้างอะไรได้ยิ่งใหญ่กว่านี้อีกหรือ ตอนเขียน Good life โญ (ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการ) เขาเป็นจอมทิ้งถังขยะเลย เขาปฏิเสธทุกบท กว่าจะได้ออก เขาทิ้งถังขยะไป 4 รอบ พูดถึงขนาด เธอหยุดเขียนก่อนไหม ถ้าจะเค้นกันขนาดนี้ เพราะพลังข้างในของเราไม่ดีเลย

“แต่เล่มนี้แปลก เขาชอบทุกบท พอส่งต้นฉบับแล้วก็ไลน์คุยกัน เขาอ่านแล้วก็เขียนลายมือมาหนึ่งหน้า A4 ว่าชอบบทนี้ยังไง แล้วถ่ายรูปส่งมาทางไลน์ ยุคหินไหม” พลอยหัวเราะเมื่อเล่าถึงวิธีสื่อสารกับบรรณาธิการสำนักพิมพ์ที่อยู่เชียงดาว

“ทำหนังสือกับโญมา 3 เล่ม เลือดตาแทบกระเด็นทุกเล่ม แต่เล่มนี้แปลกมาก ไม่มีอะไรไม่ผ่านเลย เขาชมแบบ โห เกิดมาไม่เคยได้คำชมแบบนี้”

เธอพูดถึงเนื้อหาข้างในว่า หนังสือทั้งหมดที่ผ่านมาเธอเขียนเรื่องเกี่ยวกับ ‘ข้างนอก’ หรือ Outer World แต่เล่มนี้จะมีความเป็น ‘ข้างใน’ หรือ Inner World แบบที่ไม่เคยเขียนมาก่อน ซึ่งคนอ่านทำความเข้าใจตามได้ไม่ยาก

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

พลอยเปรียบว่า ถ้าเธอเป็นนักร้อง ปีนี้เธอตั้งใจจะออก 4 ซิงเกิล งานนิทรรศการ Salute to the Sun คือซิงเกิลที่ 2 ซึ่งเธอเอาคำนำและรูปประกอบจากหนังสือมาใช้ก่อน พอปล่อยหนังสือออกมาเป็นซิงเกิลที่ 4 คนก็จะเข้าใจว่า ทำไมงานทั้งปีของเธอถึงเป็นแบบนี้

“งงไหม” เจ้าของโปรเจกต์ถาม

“งง” ผมตอบทันที แต่ผมจะเชื่อว่าเข้าใจเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ของพลอย (ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีชื่อ) ช่วงเดือนตุลาคมปีนี้

03
นักวาด

คนส่วนใหญ่รู้จัก พลอย จริยะเวช ในฐานะของนักเขียนมากกว่านักวาด

แต่เธอวาดมานานพอ ๆ กับเขียน

ช่วงที่เธอสอบเทียบได้วุฒิ ม.6 มาตั้งแต่ ม.5 คุณพ่อบอกว่าไม่ต้องไปโรงเรียนแล้ว แต่ส่งไปเรียนคอร์สต่าง ๆ ของ British Council กับ AUA รวมถึงเรียนเพนต์กระเบื้องกับน้านิด คุณครูมองว่าลูกศิษย์สาววัย 19 ปีไม่ค่อยมีสมาธินัก เลยเน้นสอนให้ใช้พู่กันทุกขนาดจิ้มสีแล้วปาดให้เป็นกลีบดอกไม้ นั่นเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้พลอยชำนาญการใช้พู่กัน

“พอจบปริญญาตรี เราไปเรียนต่อที่ออสเตรีย บ้านที่ไปอยู่ด้วยเขาเป็นศิลปิน เขาสอนเราวาดรูปทุกคืนแลกกับการพูดคุยเรื่องพุทธศาสนา ซึ่งเราไม่มีความรู้เลย สอนไปสักพักเขาก็ส่งเราไปเรียนในโรงเรียนภาคค่ำ ไปถึงก็มีนางแบบนอนเปลือยบนโต๊ะให้วาด เราเลยเรียนวาดรูปควบคู่ไปกับการจัดการการท่องเที่ยว”

จากนั้นพอกลับมาเมืองไทย เข้าสู่วงการนักเขียน เธอก็ยังวาดรูปทำภาพประกอบไปด้วย จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ

“เราได้ไปแสดงงานที่ไหนสักแห่ง แล้วโญบอกว่าให้เลิกวาดสีน้ำมัน ให้วาดแต่พู่กันจีน ก็เลยมาทางนั้นตั้งแต่ พ.ศ. 2539 ได้วาดภาพประกอบคอลัมน์ของโญใน GM ตอนนั้นเขาอยู่ปักกิ่ง เรื่องที่เขียนมาก็อีโรติกมาก เลยได้วาดแต่รูปโป๊” พลอยหัวเราะกับงานพู่กันจีนเซ็ตแรก ๆ ของเธอ

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งคือมีแบรนด์เครื่องกระเบื้องฝรั่งเศสเอารูปวาดของเธอไปใช้ แล้วขายในงาน Maison d’Objet ที่ปารีส เขาบอกว่างานเรามันมีความหมวย ๆ แหม่ม ๆ ระบุชาติไม่ได้ แล้วก็ได้ร่วมงานกับ Noritake แบรนด์เครื่องกระเบื้องเก่าแก่ของญี่ปุ่นในลักษณะเดียวกัน

“พอลายเส้นเราอยู่บนของ ก็เห็นว่ามันไม่ใช่แค่วาดเล่น ๆ แต่ทำมาหากินได้ เป็นอาชีพได้ อาจเป็นด้วยลายเส้นเรามีพลัง หรือถ่ายรูปขึ้นก็ไม่รู้ อินทีเรียชอบซื้อไปแต่งโรงแรม ก็เลยมีคนเห็นงานเราเยอะขึ้น แล้วก็ติดต่อมาเรื่อย ๆ”

04
กระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม

“ไม่รอแบรนด์มาจ้างแล้ว ทำขายเองเลยดีกว่า” พลอยหัวเราะเมื่อพูดถึงความคิดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ยังไม่มีรายได้จากการออกหนังสือ

จุดเริ่มต้นมาจาก สิโรตม์ จิระประยูร เจ้าของร้านหนังสือ The Papersmith ชวนพลอยมาเทกโอเวอร์ร้าน 1 เดือน ให้เลือกหนังสือเข้าร้านเอง พร้อมกับโจทย์ที่ว่า “อยากทำอะไรก็ทำ”

“ทั้งชีวิตคิดว่าสิ่งที่เราต้องอยู่ด้วยคือ กระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม มันเป็นสิ่งที่อยู่ในสำเภาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เราชอบแล้วก็ได้ทำทั้ง 3 อย่าง งานนี้ก็เลยจับมารวมกัน เราได้ทำฉลากน้ำหอมให้เทวารัณย์สปาพอดี เราเลือกหนังสือเข้าร้านเป็นธีมฤดูร้อน เกี่ยวกับการเดินทาง สีส้ม สีเขียว ก็เลยอยากทำจานชามเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารเป็นสีส้ม สีมะนาว แนวนี้

“เรามีภาพการจัดงานถ่ายรูปอาหารเช้า I love breakfast มา 20 – 30 ปี จนเป็นกิจวัตร เป็นลายเซ็นของเราไปแล้ว ทุกคนรู้ว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเช้า เราก็คิดว่า คนอยู่คอนโด โต๊ะอาหารเล็กแค่นี้ ขนาดของจานชามควรจะแค่ไหน ซื้อไปแล้วต้องคุ้มใช้งานได้หลายอย่าง จับคู่อย่างอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งเซ็ตเพราะเราไม่ใช่คุณนายผู้ร่ำรวย นั่นคือพื้นฐานในการคิดงานของเราที่ของชิ้นเดียวต้องมีหลายฟังก์ชัน งานนั้นก็เลยมีสรรพสิ่งที่เรารักมาอยู่รวมกันในบรรยากาศของร้านหนังสือที่ดิฉันก็รักมาก”

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

ผลตอบรับของการขายจานครั้งแรกในชีวิตของพลอยก็คือ จาน 30 ใบ ขายหมดเกลี้ยงใน 2 ชั่วโมง

ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 เธอเพิ่มจำนวนจานขึ้น แต่ก็ยังหมดภายใน 2 ชั่วโมงเหมือนเดิม

06
พระอาทิตย์ 4 ดวง

Salute to the Sun คือการขายจานครั้งที่ 4 ที่มีความเป็นนิทรรศการมากกว่าครั้งก่อน ๆ เจ้าของแกลอรี่ Madi Bkk ชวนพลอยมาแสดงงาน 20 วัน โดยมีข้อแม้ว่า จะจัดส่งจานให้ผู้ซื้อเมื่อจบงานแล้ว พลอยใช้เวลา 2 เดือน ทำงาน 111 ใบ มาแสดงร่วมกับภาพวาดซึ่งเป็นภาพประกอบหนังสือเล่มใหม่ เธอมองว่า นี่คือพระอาทิตย์ดวงที่ 4 ในปีนี้ของเธอ

“เราเปิดตัวพระอาทิตย์ดวงแรกของปีนี้ด้วยการทำงาน ‘Here Comes The Sun Tableware Collection by พลอย จริยะเวช’ เป็นชุดปิกนิกและกระเป๋าที่หิ้วไปนอกบ้านได้ ใช้ในบ้านก็ได้ ประมาณ 9 ชิ้น เป็นงานการกุศลทำให้มูลนิธิรามาธิบดีฯ คนชอบเยอะมาก ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครแท็กอะไรใน IG Story เยอะขนาดนี้มาก่อน คำว่า Here Comes The Sun ก็มาจากในหนังสือ

“พระอาทิตย์ดวงที่ 2 คือ Salute to the Sun รู้สึกว่าพระอาทิตย์มาแล้ว ฉันต้องคารวะแล้ว ดวงที่ 3 คือ Sunlit My Bag เหมือนจิตใจที่โดนพระอาทิตย์ส่อง

“เดือนตุลาก็ออกหนังสือ เป็นพระอาทิตย์ดวงที่ 4 เอาคำนำมาใช้กับงานนี้ด้วยคือ The Sun Is New Each Day ทุกโควตในเล่มเป็นของคนเดียวคือ Heraclitus เป็นนักปราชญ์กรีก พอเขียนหนังสือเสร็จก็อยากให้พ่อช่วยตรวจการบ้าน เราไปเปิดกล่องที่พ่อเตรียมการสอน มีการ์ดต่าง ๆ ซึ่งหลังจากเขียน Good Life ไม่เปิดเลยนะ ก็ลองจับออกมาแบบไพ่ยิปซี ได้การ์ดที่พอเขียนว่า ‘Heraclitus พุทธ-เต๋า’ เฮ้ย! ฉันมาถูกทางแล้ว คอลเลกชันปีนี้ต้องเป็นพระอาทิตย์ เหมือนจะบังเอิญ แต่ได้รับการ Approve แล้วว่าเลือกคนถูก”

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

เนื่องจากคราวนี้แสดงงานในแกลอรี่ที่มีขนาดใหญ่ ถ้ามีแต่จานอาจจะเอาไม่อยู่ พลอยก็เลยแสดงจานร่วมกับภาพวาด ซึ่งเป็นภาพประกอบหนังสือเล่มใหม่ที่เธอเขียนไว้เป็นร้อย ๆ ภาพ

“ระหว่างเขียนเล่มใหม่ต้องอ่านหนังสือไป 30 เล่ม ไม่เคยอ่านหนังสือเยอะขนาดนี้มาก่อน ช่วงที่อ่าน ไม่รู้ทำไมต้องวาดไปด้วย เล่มไหนเครียด ๆ วาดคล่องมาก ทุกอย่างลงตัว พาไปสู่พระอาทิตย์ดวงที่ 4 ของเรา”

05
ทำ ลาย จาน

2 สัปดาห์ก่อน ผมตามพลอยไปดูเธอทำงานชุดนี้ที่บ้านกึ่งสตูดิโอของ แจน-กษริน กฤษณมิษ เพื่อนรุ่นพี่ตั้งแต่สมัยเรียนเตรียมอุดมฯ งานเซรามิกไม่ใช่ของแปลกสำหรับพลอย เพราะตอนที่เธอแต่งงานเมื่อ พ.ศ. 2536 เธอใช้เตาเผาเซรามิกของตัวเอง ทำจานกระเบื้องรองแก้วเป็นของชำร่วยวันแต่งงาน ซึ่งงานนั้นเธอวาดด้วยมือทุกใบ

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

แต่รอบนี้เธอมีตัวช่วยที่เรียกว่าดีแคลส์ (Decals) อธิบายง่าย ๆ ก็คือสติกเกอร์ Tattoo ที่เปลี่ยนจากการแช่น้ำแล้วติดตามตัวเป็นติดลงจาน พอเอาเข้าเตาเผา ก็จะกลายเป็นลวดลายถาวร พลอยเอาลายเส้นของเธอจากหนังสือเล่มล่าสุดไปสั่งทำเป็นดีแคลส์มาใช้สำหรับงานนี้

“ถ้าใช้แต่ดีแคลส์ ทุกใบก็จะเหมือนกันหมดเป็นอุตสาหกรรม ถ้าอยากคราฟต์มือ ต้องเพิ่มอะไรลงไป เราก็เลยเลือกเขียน Calligraphy เป็นโควตบวกกับใช้คลังคีแคลส์วินเทจของพี่แจน เอามารวมกันกลายเป็นงานคราฟต์ชิ้นใหม่ ที่งานทุกชิ้นมีชิ้นเดียว”

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง
ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

พูดจบพลอยก็พาเดินไปดูคลังถ้วยชามรามไหสีขาวล้วนทุกประเภท ทุกขนาด จำนวนน่าจะแตะพันใบ แล้วก็ชี้ให้ดูคลังคีแคลส์วินเทจจากหลายยุค หลายประเทศ หลายสไตล์ เธอประมาณจำนวนว่าน่าจะหลายหมื่นชิ้น

เธอหยิบดีแคลส์ภาพจากหนังสือเล่มล่าสุดมาให้ดู

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

“ปกติใช้หมึกวาด สีจะเท่ากันตลอด เราเป็นพวกเส้นชัด ๆ เห็นได้จากร้อยเมตร แต่เล่มนี้เราวาดด้วยเทคนิคใหม่คือน้ำซึม ไปเรียนมาจากญี่ปุ่น หัดใช้น้ำแล้วให้หมึกวิ่งไปตามน้ำ ตอนไปโรงกระดาษเวฬุวันที่ลำปาง เจ้าของก็สอนเทคนิคเดียวกันนี้อีก มันคงใช่แล้วหละ”

07
สุริยวิถี

กลับมาที่นิทรรศการ พลอยบอกว่างานนี้เธออยากเล่าถึงการมีอยู่หรือการไม่มีอยู่ของแสงอาทิตย์ เห็นว่ามันค่อย ๆ ขับเคลื่อนไปอย่างไร จากจุดที่มืดที่สุด ซึ่งเธอเรียกว่า สภาวะแดดดับ ในคืนที่คุณพ่อของเธอเสียชีวิต 1 ปีหลังจากนั้นเธอก็ยังมีสภาพรุ่งริ่งอยู่

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

จุดเริ่มต้นของงานนี้อยู่ที่บันไดขึ้นชั้นสอง เป็นจุดที่มืดที่สุดในงาน ภาพเดียวที่เธอเลือกมาวางคือ May the Force be with You เป็นภาพผู้หญิง 6 คนยืนจ้องผู้ชม

“ภาพนี้อยู่ปกด้านในของหนังสือเรื่อง Italy Crafted โญเอาลายนี้ไปทำกระเป๋า แล้วก็มีคนเอาไปทำกางเกงขายซึ่งขายหมดในพริบตา พี่แจะ It’s happened to be a closet ก็เอาไปตัดเป็นเดรสให้ ไม่มีใครรู้นะว่า รูปนี้เราวาดในวันที่เศร้าที่สุดในชีวิต ไม่รู้ว่าชีวิตจะไปทางไหน ตอนนั้นรู้สึกว่ามืดมาก

“เราวาดในคืนที่พ่ออยู่ในห้องไอซียู อยู่ดี ๆ ก็วาดรูปนี้ ขนาดใหญ่มาก ๆ ไม่รู้ด้วยว่าผู้หญิง 6 คนนี้เป็นใคร เราเชื่อว่าทุกคนมี Guardian Angel หรือแม่ซื้อประจำตัวอยู่ เราอาจจะอยากได้รับพลังจากแม่ซื้อ หรือไม่ก็อาจจะเป็นแรงผลักในใจที่เราอยากรอด คนที่ดูก็รู้สึกถึงพลังบวกที่ได้จากรูป เรารู้สึกว่านี่คือแหล่งรวมพลังที่เขาจะปล่อยพลังจากในตัวของคุณเองออกมาให้”

หลังจากที่พลอยหลุดพ้นจากสภาวะนั้นมา ก็ค่อย ๆ เห็นแดด

เธอพาเราเดินขึ้นไปสู่ชั้นสอง โซนกลางห้องเป็นช่วงที่เธอเขียนหนังสือ อ่านหนังสือ เธอเรียกช่วงเวลานั้นว่า ‘สภาวะเต่า’ เหมือนอยู่ในน้ำแล้วได้ว่ายน้ำกับพ่อ และเมื่อมองผ่านน้ำขึ้นมาเห็นแดด ก็เป็นความงามแบบหนึ่ง

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

“ช่วงนั้นวาดแต่เต่า เหมือนเราต้องอยู่ในกระดอง เราอ่อนแอมาก พอเขียน Good Life เสร็จ นึกว่าจะหาย แต่ไม่หาย เรายังไปร้องไห้ที่บ้านของคนที่ไม่สนิท ใครพูดถึงพ่อนิดเดียวเราจะร้องไห้ไปเป็นวัน ๆ เดินร้องไห้คนเดียวกลางห้าง” เธอเรียกพื้นที่นี้ว่า The Big Blue ตามชื่อหนังในยุค 80 ซึ่งเกี่ยวกับทะเลและปลาตรงกับงานของเธอ

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

ผนังหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดในงานก็คือ โซน Morning Has Broken พื้นที่จานชามและอาหารเช้าของเธอ

“ต้องอัญเชิญเขามาหน่อย เพราะมื้อเช้าอยู่กับเรามานาน เราคารวะพระอาทิตย์มาตลอด 20 ปี ด้วยการจัดสำรับ เราบอกทุกคนว่าเป็นการเจริญสติในแบบของเรา แดดเช้ามีอิทธิพลกับเรามาตลอด เหมือน The Sun is New Each Day ทุกสิ่งมันเริ่มได้ทุกวัน มีความหวังทุกวัน จากตรงนี้ฉันพร้อมจะออกไปสู่โลกภายนอกแล้วก็เลยเป็นโซน Dancing in the Sun”

พลอยอธิบายต่อว่า หลังจากเขียนหนังสือจบ เธอก็ขอออกห่างหนังสือสักพัก เลยดูซีรีส์แบบบ้าคลั่งทุกแนว เป็นช่วงที่เธอบอกว่าดูซีรีส์เยอะสุดในชีวิต เรื่องที่ถูกชะตาเธอที่สุดก็คือ Stranger Things ที่ชวนให้นึกถึงช่วงวัยรุ่นสุดหรรษาของตัวเองที่ตรงกับช่วงเวลาในเรื่องพอดี เธอไปได้ตู้ไม้เก่ามาใบหนึ่ง แทนที่จะขายถ้วยเป็นใบ ๆ ชิ้นนี้เธอขายทั้งตู้ โดยตกแต่งด้านในตู้ด้วยวอลเปเปอร์ลายวินเทจในคลังของเธอ เป็นลายเดียวกับฉากในบ้านพ่อของเด็กซึ่งเป็นบรรณาธิการ แล้วก็เขียนคำจากในเรื่องลงไปว่า Friends Don’t Lie

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

“มันเป็นความเริงร่าแบบไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่ จากเริงร่าแบบสีแดง ก็วนมาเริงร่าแบบสีฟ้า ซึ่งเป็นเหมือนพื้นล่างของเรา เหมือนเราตีความการมองแสงอาทิตย์ด้วยการอยู่ในสภาวะต่าง ๆ”

08
Mandala

“ขอเปิด Mandala ก่อนนะ” พลอยเอามือควานลงไปในกระเป๋าผ้า ก่อนตอบคำถามสำคัญว่า พระอาทิตย์ดวงนี้สำคัญกับเธอยังไง “เรามีคอนเทนต์เยอะมาก เราเอามาเล่าผ่านคอนเซ็ปต์ ซึ่งทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยสุนทรียะ นั่นคือสิ่งที่เราค้นพบจากพระอาทิตย์ดวงใหม่”

พลอยบอกว่าช่วงหลังเธอคิดทุกอย่างแบบวงกลม เป็น Mind Map ที่อยู่ในกงล้อ ซึ่งหลายคนเรียกว่า Mandala

“มีคนมาจ้างให้ทำคอนเซ็ปต์ที่พักขนาด 8 ห้อง เป็นงานที่เราเรียกว่า Vibe Designer กำหนดสี เลือกภาพวาด สร้างบรรยากาศ เราพรีเซนต์งานนี้ด้วย Mandala ว่าทำไมถึงออกมาแบบนี้ ตอนทำงาน Made in Songkhla เราออกแบบสินค้าให้ร้านสินอดุลยพันธ์ ก็พรีเซนต์ด้วย Mandala เขาก็เข้าใจนะ เป็นวิธีการพรีเซนต์ที่มนุษย์ถ้ำมาก ไม่มีพาวเวอร์พอยต์อะไรเลย แล้วลูกค้าทุกคนก็ขอภาพกงล้อนี้ไปใส่กรอบ” นักออกแบบบรรยากาศหัวเราะ

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

09
พรุ่งนี้ก็มีพระอาทิตย์ดวงใหม่

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ ศิลปินและภัณฑารักษ์ชื่อดัง เป็นหนึ่งในคนที่มาช่วยพลอยจัดนิทรรศการชุดนี้ เขาโน้มน้าวให้พลอยทำงานชิ้นใหญ่ ๆ ถึงขนาดสั่งผ้าใบขนาด 1 เมตรมาให้ จนแล้วจนรอดก็ไม่สำเร็จ วันก่อนงาน เขาก็ยังเชียร์ให้พลอยเขียนภาพใหญ่บนผืนผ้าเพื่อแขวนหน้างาน

งานเปิดไปแล้วสองสามวัน พลอยก็ไปได้ผ้า Marimekko เก่าก้นโกดังที่ใช้มาแล้วหลายงาน มีร่องรอยขาดวิ่นไม่ต่างจากตู้เก่าที่เธอจับมา Upcycled เธอลองทำตามคำแนะนำของอังกฤษ

เป็นนิทรรศการที่ไม่หยุดนิ่ง มีอะไรเพิ่มตลอดทุกวัน ราวกับคอนเซ็ปต์ของงาน

วันนี้เธอก็กำลังจะเอาเซรามิกชุดใหม่เข้าเตาอบ เพื่อเอาไปเติมในนิทรรศการ เนื่องจากงานทุกชิ้นในงานขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่เปิดงานวันแรก ถึงแม้ว่าจะมาซื้อไม่ทัน แต่ก็ยังมาดูได้ถึง 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงอยากอ่านหนังสือเล่มใหม่เต็มที

“เนื้อหาในงานนี้ยังไม่ถึงครึ่งบทในหนังสือเลยนะ ประเด็นมันเยอะขนาดนั้น พูดกับโญทุกวันว่า ฉันเขียนแบบนั้นไม่ได้เเล้ว รูปก็วาดแบบนี้ไม่ได้แล้ว ตอนนั้นไม่รู้อะไรเข้าสิง” พลอยหัวเราะท่ามกลางฝนด้านนอกที่ยังโปรยปราย

แต่พยากรณ์อากาศบอกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มีแดด

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load