อเล็กซานเดอร์ ไซม่อน เรนเดลล์ หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ อเล็กซ์ เรนเดลล์

เป็นชายหนุ่มวัย 29 ปี ที่มีชีวิตน่าสนใจมาก

ชีวิตในวงการบันเทิงของเขามีสีสันแบบยากจะมีใครเหมือน

เข้าวงการบันเทิงตอน 4 ขวบ ช่วงเวลา 3 ปี เล่นหนังโฆษณาไป 40 ตัว

เล่นละครครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ และเล่นอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

เซ็นสัญญากับช่อง 3 ตอนอายุ 16 ปี

ในจุดที่จะเปลี่ยนผ่านจากดาราเด็กสู่พระเอก เขาถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของช่องที่คนพากันจับตา แต่ผลลัพธ์กลับเป็นว่า เขาต้องเสียน้ำตาไปกับเสียงวิจารณ์อย่างหนักหน่วงจากโลกออนไลน์ จนถูกผู้จัดถอยไปเล่นบทพระรอง

นั่นเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้เขาหันไปตั้งใจเอาดีในด้านการแสดง

ตอนนี้เขาอยู่ในวงการบันเทิงมา 25 ปี เขาคิดและใช้ชีวิตไม่เหมือนคนในวงการบันเทิงส่วนใหญ่

ชีวิตในวงการสิ่งแวดล้อมของเขาได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

เขาสนใจสิ่งแวดล้อมตั้งแต่อายุ 10 ขวบ

เขาทำองค์กรชื่อ Environmental Education Centre Thailand (EEC Thailand) ทำค่ายสิ่งแวดล้อมศึกษาสำหรับเยาวชน ไปทั้งป่าและทะเล

4 ปี เขาทำไป 117 ค่าย ถ้าคุณอยากส่งลูกหลานมาค่าย EEC ต้องตั้งใจจองพอๆ ซื้อบัตรคอนเสิร์ตวงเกาหลี

ไม่แปลกถ้าคุณจะไม่รู้จัก EEC เพราะอเล็กซ์สนใจสร้างงาน มากกว่าสร้างภาพ

ถ้าเอาคำของเขาก็ต้องบอกว่า “ถ้าเราพอใจกับสิ่งที่เรามี ก็ไม่จำเป็นต้องอวดใคร เรามีความสุขคนเดียวได้”

เขาเชื่อเรื่องการสร้างคนและปลูกฝังความคิดที่ดีให้กับเด็กๆ เขาว่า

“นี่คือความยั่งยืนที่แท้จริง ไม่มีอะไรจะยั่งยืนไปกว่าการเปลี่ยนจิตใจของมนุษย์อีกแล้ว”

หล่อ

ถ้าชอบความคิดเขา ไม่ต้องกรี๊ด

“ถ้ามีคนมากรี๊ดแล้วบอกว่าเราหล่อมาก กับคนนั่งเฉยๆ แล้วตบมือด้วยความชื่นชม ผมเลือกอันหลังนะ มันมีความหมายมากกว่า”

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

ถ้าพูดถึงชีวิตในวัยเด็ก คุณนึกถึงอะไร

ช่วงที่มีความสุขที่สุดในชีวิตผมคือ ช่วงตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 ถ้าตัดเรื่องเรียนกับถ่ายละครออกไป ชีวิตมีแต่ฟุตบอล ซ้อมบอลทุกเย็น เคยไปเรียนโรงเรียนฟุตบอลของบ๊อบบี้ ชาร์ลตัน ที่อังกฤษอยู่พักหนึ่งด้วย มีของสะสมเกี่ยวกับแมนยูเต็มไปหมด ผ้าปูที่นอน ตัวตุ๊กตุ่นเล็กๆ นาฬิกา โทรศัพท์ พรม ตอนแรกเราอยู่คอนโดแล้วอยู่กันหลายคน พี่น้องต้องแบ่งห้องกัน คุณแม่ถึงขนาดไปซื้อคอนโดให้อีกห้องเพื่อเราจะได้มีห้องแมนยู เอาไว้ให้ลูกได้เล่น (หัวเราะ) แต่ผมไม่เคยได้นอนนะ มีสนามเล็กๆ โกลหนูด้วย ให้เล่นกับพี่ชาย เวลาไปอังกฤษพี่สาวก็จะบ่น เพราะเราทัวร์แต่สนามบอล

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

จุดเริ่มต้นความบ้าบอลของคุณมาจากไหน

แรงบันดาลใจในการเตะบอลมาจากพี่ชาย ที่โรงเรียนบางกอกพัฒนามีมินิลีกเล่นกันทุกวันศุกร์ตอนเช้า เรายังเล็กไป ได้แต่เชียร์ข้างสนาม อยากเล่นบ้าง พออายุครบสี่ห้าขวบคุณแม่ก็ส่งเข้าไป แล้วก็เล่นจริงจังมาก ผมเล่นบอลทีมโรงเรียนทุกระดับตั้งแต่ชุดอายุไม่เกิน 9 ปี 10 ปี 13 ปี ไล่ไปเรื่อยๆ จนชุดใหญ่ มีการแข่งขันของโรงเรียนนานาชาติในอาเซียนชื่อ SEASAC ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ บางกอกพัฒนาไม่ได้เป็นแชมป์มานานมากแล้ว ผมติดทีมปี 2011 2012 2013 เราได้กลับมาเป็นแชมป์ 3 สมัย ไม่แพ้สักเกม ปีแรกผมติดทีม All Stars ของทัวร์นาเมนต์ ปีที่ 2 ได้เป็น MVP (Most Valuable Player – ผู้เล่นยอดเยี่ยม) ของทัวร์นาเมนต์ ปีสุดท้ายผมได้เป็นกัปตันทีม มันเป็นความภูมิใจมาก

คุณเล่นตำแหน่งไหน

ผมเริ่มจากกองหน้าแต่ไม่รอด ยิงไม่เป็น เลยมาเป็นกองกลาง เลี้ยงก็ไม่ค่อยไป เลยมาเป็นกองหลังเวิร์กสุด ผมชอบเสียบ ชอบแย่งบอล ชอบยิงไกล ผมเป็นคนที่ยิงโกลเด้นโกลพาทีมเข้ารอบบ่อยมาก ใน 3 ปีนั้นผมยิงโกลเด้นโกลไป 3 ลูก มีความทรงจำดีๆ เยอะมาก

คิดจะเอาดีด้านการเตะบอลไหม

ตอนที่ทีมอินเตอร์มิลานมาสอนบอลที่ไทย ผมไปเล่นกับเขาพักหนึ่ง ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง โค้ชทีมชาติก็ชวนผมไปลองคัดเยาวชนทีมชาติ ถ้าตอนนั้นผมเลือกทางนั้น ผมก็น่าจะเล่นได้อย่างน้อยก็กึ่งอาชีพ อาจจะอยู่ในสโมสรระดับลีก 2 ลีก 3 พอเรายิ่งโตยิ่งเล่นกับฝรั่งก็ยิ่งรู้ว่ามันไม่ได้อยู่ที่ทักษะอย่างเดียว ถ้าเราจะเอาดีด้านนี้จริงๆ เราต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่อายุสิบสองสิบสาม ต้องเข้าไปอยู่ในระบบการฝึกซ้อมและ Facility ที่ถูกต้อง ชีวิตส่วนตัวก็จะหาย แต่เราทำตรงนั้นไม่ได้ ก็เสียดาย เวลามีคนถามว่า ถ้าคุณไม่ได้เล่นละครจะทำอะไร ผมว่าไม่พ้นบอลนะ ถ้าเขาไม่เลือกผมเป็นนักฟุตบอล ผมก็ไปเป็นสตาฟฟ์ในทีมบอล ไปเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬา หรือไปเรียนเป็นนักกายภาพบำบัด หรืออะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับกีฬา

เข้ามหาวิทยาลัยแล้วยังได้เล่นฟุตบอลอีกไหม

ผมไปซ้อมกับทีมมหาวิทยาลัยอยู่พักหนึ่ง รู้เลยว่ามันไม่ได้อยู่ที่ทักษะแล้ว นักฟุตบอลพวกนี้แรงดีมาก บางคนตัวเล็กกว่าเราแต่แรงดีกว่าเรา เขาเล่นทุกวัน ก็เลยคิดว่าเราอยากไปต่อหรือเปล่า ด้วยหลายๆ อย่างที่เราทำในชีวิตทำให้รู้ว่าเส้นทางฟุตบอลของเราจบลงแล้ว เล่นเพื่อความสนุกอย่างเดียวแล้ว

อเล็กซ์ เรนเดลล์

การเล่นฟุตบอลทุกวันนี้ต่างจากเล่นสมัยเรียนเยอะไหม

ตอนนั้นเวลายิงประตูได้แล้วคนเฮทั้งสนาม มันเป็นความสุขที่หาไม่ได้อีกแล้ว ทุกวันนี้เราเล่นฟุตบอลเพื่อเอาเหงื่อ (หัวเราะ) มันไม่มีการแข่งขัน ผมชอบเล่นกับคนที่เล่นแรง ผมชอบมีการปะทะเล็กๆ น้อยๆ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมชอบฟุตบอลคือ เราเป็นคนชอบการแข่งขัน มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีด้วย ฝีมือด้วย

ได้อะไรจากการเล่นฟุตบอล

ผมชอบอย่างหนึ่งของฝรั่งมากเลย ฝรั่งเล่นบอลไม่เหมือนคนไทย ในเกมเขาเสียงดังกันมาก ตะโกนโวยวาย ด่าคู่ต่อสู้ ใช้จิตวิทยาในการเล่น แต่พอจบเกม รอยยิ้มมาเลย จับมือกัน กอดกัน ทุกอย่างจบในเกม ทำให้เวลาเล่นเราเสียงดังไปด้วย แต่เวลาเล่นกับคนไทยนี่เสียว เดินกลับไปที่รถจะมีใครมากระทืบเราหรือเปล่า (หัวเราะ) มันทำให้เราเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องการทำงาน งานคืองาน ส่วนตัวคือส่วนตัว เราจะโมโหลูกน้องเราแค่ไหน มันจบแค่งาน เราจะไม่เอากลับมาคิดมาแค้นต่อ จบแล้วก็มาพัฒนากันต่อ การมีน้ำใจนักกีฬา คุณต้องเห็นใจเขา

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

ตอนเด็กๆ คุณทำงานในวงการบันเทิงด้วยความรู้สึกแบบไหน

คุณแม่ไม่ได้มองเป็นอาชีพหรือธุรกิจ มันเป็นการไปเรียนรู้สังคม ไปฝึกวินัยในการทำงาน ช่วง 4 ขวบถึงประมาณ 15 การไปกองถ่ายคือไปเล่นกับพี่ๆ อย่างเดียวเลย ผมเป็นเด็กคนเดียวในกองถ่ายทุกกอง ทุกคนจะลากไปหอมไปกอด ซื้อของเล่นมาให้ ตอนผม 8 ขวบ ไปถ่ายงานที่เชียงใหม่แล้วผมร้องไห้คิดถึงบ้าน พี่แอ้ม บรอดคาซท์ ไปหาม้ามาที่กองถ่ายให้เราขี่ จะได้ไม่ร้องไห้ เราไม่รู้สึกว่าเป็นการทำงานเลย จนเซ็นสัญญากับช่อง 3 ประมาณอายุ 16 ถ้าเราจะเอาดีด้านนี้จริงๆ เราต้องเปลี่ยนความคิดแล้ว มันไม่ใช่เล่นๆ แล้วนะเว้ย

ทำไมเด็กชายอเล็กซ์ถึงได้เล่นโฆษณา 40 ตัวใน 3 ปี หน้าตาดีหรือเล่นดี

ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ในแง่การแสดงเขาให้ทำอะไรเราก็ทำ ไม่ได้รู้สึกลำบาก ผมอาจจะเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายมั้งครับ ตอนทำงานผมไม่เคยเรียกร้อง จะดึกแค่ไหน รอนานแค่ไหน ก็ไม่เคยงอแง คุณแม่ไม่ยอมให้เรื่องพวกนี้เป็นปัจจัยในการปฏิเสธงาน เราก็เลยทำงานเต็มวันได้หลายๆ วันโดยเข้าใจว่ามันเป็นงาน ผมโชคดีที่ตอนเล่นละครผู้กำกับฝึกผมเหมือนผู้ใหญ่ เขาไม่ได้มองเราเป็นเด็ก

ยังไง

เรื่อง หัวใจและไกปืน มีวันหนึ่งต้องถ่ายซีนกลางคืน เป็นฉากบู๊ที่สำคัญ พออยู่หน้าฉากเราก็คิดแบบเด็กๆ ว่า ถ้าเรางอแงเราจะไม่ต้องทำงาน เขาคงปล่อยเรากลับบ้าน แต่อาตู่ (นพพล โกมารชุน) บอกผมว่า ทุกคนรอผมอยู่ ถ้าไม่มีอเล็กซ์ก็ทำงานกันไม่ได้ ผมก็ฮึด เล่นเสร็จอาตู่ก็เข้ามากอด เรื่องต่อๆ มาผมก็ได้ทำงานกับอาหมี พี่นก-ฉัตรชัย (เปล่งพานิช) พี่แอ้ม พี่หน่อง (อรุโณชา ภาณุพันธุ์) ผมได้เริ่มต้นกับคนที่มาสายแสดงทุกคน ไม่ได้สอนให้เป็นสตาร์สักเท่าไหร่

อะไรทำให้คุณอยากเล่นละครให้ดี

ตอนอายุสิบห้าสิบหกผมได้ถ่ายละครเรื่อง คดีเด็ดเหตุแห่งรัก กับพี่ชาคริต (แย้มนาม) เขาเพิ่งเป็นพระเอก กำลังพีกเลย เห็นเขาแล้วก็คิดว่า ทำไมพี่คนนี้เท่จังวะ มีทางในการแสดงที่ไม่เหมือนใคร มีอยู่ช็อตหนึ่งผมต้องร้องไห้ แล้วหน้าเซ็ตเสียงดังมาก ผมร้องจนร้องไม่ได้อีกแล้ว ผมเลยขออนุญาตทุกคนไปนั่งนิ่งๆ แป๊บหนึ่ง พยายามทำอารมณ์เค้นมันออกมา พี่ชาคริตแอบมาเห็น คืนนั้นพอถ่ายเสร็จเขาก็พูดกับผมว่า I’m your biggest fan ไอไม่เคยเห็นเด็กคนไหนขอไปทำสมาธิก่อนเล่น ผมก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ทำมันถูกหรือผิด แค่รู้สึกว่ามันจะช่วยเราได้

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพี่ชาคริตจะพูดใส่หัวผมตลอดทั้งเรื่องว่า ยูเห็นแบบนี้ไหม ยูไม่ใช่พวกนั้นนะ ยูเป็นพวกนี้ ยูต้องทำแบบนี้ ยูรู้จักโคลิน ฟาร์เรล ไหม รู้จักนักแสดงคนนั้นคนนี้ไหม ยูต้องไปศึกษางานเขา ทุกคนในกองถ่ายยอมรับฝีมือการแสดงของพี่ชาคริตมาก ผมอยากได้รับการยอมรับแบบนี้บ้าง อยากให้คนมองว่า เราเป็นนักแสดงที่ดี พอมาเซ็นสัญญากับช่อง 3 ผมก็เริ่มศึกษาเรื่องการแสดงอย่างจริงจัง

อเล็กซ์ เรนเดลล์

คุณเรียนการแสดงกับใคร

เรียนด้วยตัวเอง ผมพยายามจะไปเรียนกับครูระดับใหญ่ๆ ของประเทศ แต่เขาไม่รับเพราะตอนนั้นผมยังไม่ดัง ก็เอาวะ ลุยเองก็ได้ เลยศึกษาเองในยูทูบ มันมี Actor Studio ที่เอานักแสดงดังๆ อย่าง โรเบิร์ต ดาวนีย์ โรเบิร์ต เดอ นีโร เอาตัวเจ๋งๆ ที่เป็นสายการแสดงจริงๆ มาสัมภาษณ์ ให้เล่าวิธีเตรียมตัว ซึ่งผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย ช่วงนั้นผมบ้าการแสดงมาก พยายามจะเอามาใช้ในบท

หัวใจของการแสดงที่คุณค้นพบคือ

มันเป็นเรื่องการทำการบ้าน วิธีคิด การเปลี่ยนตัวเองให้เป็นตัวละคร ตอนถ่ายเรื่อง สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ผมเล่นกับพี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) พอเขาเดินเข้ามาในเซ็ตก็มองกวาดไปทั่วบ้าน ตอนแรกผมนึกว่าเขาวอร์ม แต่เขามองทุกสิ่งทุกอย่าง พยายามทำให้ตัวเขาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน คนดูจะได้เชื่อว่านี่คือบ้านของเขา เฮ้ย มันละเอียดกว่าที่เราคิดเยอะ

แต่สุดท้ายแล้วมันเป็นเรื่องของประสบการณ์ ไม่มีใครที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดนักแสดงจากการเล่นละครแค่ไม่กี่เรื่องหรอก ผมเก็บเกี่ยวประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ จากกองเล็กกองน้อย เราไปรับบทเล็กบทน้อย ไปเล่นบันทึกกรรม ละครตอนเช้า ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ต้องเอากาวแปะจุกติดหัว กล้องฟิล์มผมก็ทัน รีโหลดผมก็ทัน ต้องรีบพูดบทให้เสร็จก่อนนาทีครึ่งไม่งั้นฟิล์มหมด ต้องใช้ห้องดำต่อฟิล์ม เราเจอการแสดงมาหลายรูปแบบเลยทำให้วันนี้เราเข้าถึงบทในทางที่ถูกได้

ตอนคุณเปลี่ยนผ่านจากดาราเด็กที่ใครๆ ก็รักมารับบทพระเอกดูเหมือนจะไม่ง่ายเท่าไหร่นะ

ผมบิลด์ตัวเองมาหลายปีแล้ว ตอนผมเล่นเรื่อง บัวปริ่มน้ำ กับพี่ปอ (ทฤษฎี สหวงษ์) พี่เข็ม (ลภัสรดา ช่วยเกื้อ) เป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ผมได้รับเลือกเป็นพระเอกในเรื่องถัดไปคือ สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ตอนอายุ 17 ตอนนั้นช่อง 3 ยังไม่มีพระเอกรุ่นใหม่เลย เราเป็นคลื่นลูกใหม่คนเดียว ผมคิดว่าเรานี่แหละพระเอกคนต่อไปของวงการ ตอนแรกผมคิดว่าจะได้เป็นพระเอกละครหลังข่าว พอเป็นละครเย็นก็นอยด์ไปรอบหนึ่ง ละครออกไปแล้วเหมือนจังหวะยังไม่ใช่ เรายังเด็กไป รูปร่างเรายังไม่ใช่ ทุกอย่างมันไม่ใช่ เราโดนสังคมพูดถึงในทางลบเรื่องความไม่เหมาะสม ผู้จัดก็ไม่เอาแล้ว ให้เราไปเล่นเป็นตัวสอง เรานั่งร้องไห้ เสียศูนย์ไปพักหนึ่งเลย มันไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย คนไม่ได้กรี๊ดเรา เราไม่ได้ดัง

แต่วันนี้มองกลับไป มันดีมาก เหมือนนักฟุตบอลที่โดนคัดออกจากทีมในจังหวะที่ถูกต้องมาก เหมือนเลอบรอน เจมส์ หรือไมเคิล จอร์แดน เขามีทุกวันนี้ได้ก็เพราะเขาเคยผ่านจุดที่ไม่ดีพอสำหรับทีมมาก่อน ผมไม่ได้เทียบตัวเองกับเขานะ (หัวเราะ) ของผมเหมือนจากที่เรากำลังลอยๆ กำลังพราวด์ในตัวเอง อยู่ดีๆ ทุกอย่างก็ฟีบ คุณไม่ใช่อะไรเลย คุณยังเป็นคนเดิม คุณยังต้องพัฒนา

อเล็กซ์ เรนเดลล์

ตอนที่พบว่าคุณยังเป็นพระเอกไม่ได้ คุณได้รับคำแนะนำอะไรบ้าง

บางคนแนะนำว่า ผมต้องทำตัวให้แตกต่าง ต้องไปซื้อแบรนด์เนม อันนี้พูดกันตรงๆ เลยนะ เวลาไปเดินห้างต้องใส่เแว่นดำให้ดูเป็นสตาร์ ทำให้ตัวเองมีราคา จะได้ขายได้ แล้วก็กินนมเยอะๆ จะได้ตัวโตๆ แต่เราดีใจมากที่เราไม่ได้ไปสายนั้น เราเอาเวลาตรงนั้นมาศึกษาการแสดงแทน ผมเห็นพี่ชาย ชาตโยดม (หิรัณยัษฐิติ) ตอนอายุ 20 ปลายๆ ขึ้นไปรับรางวัลการแสดง แล้วก็คิดว่า พี่คนนี้โคตรเท่เลย เป็นนักแสดงจริงๆ ในขณะที่คนอื่นเป็นดารา เราต้องเป็นอย่างนี้ให้ได้ คนต้องซื้อเราที่ผลงาน ไม่ใช่เพราะส่วนสูง หรือว่าไม่เอาเราเพราะองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ละครจะประสบความสำเร็จหรือไม่อาจจะไม่ได้อยู่ที่เราด้วยซ้ำ มันขึ้นกับบท การถ่ายทำ จังหวะออนแอร์ เราจะไปเครียดกับมันทำไม แต่เราควบคุมฝีมือเราได้ เราเลยมุ่งไปด้านนี้ ตอนเล่นหนังผมก็เอาเงินส่วนหนึ่งของค่าตัวไปจ้างแอคติ้งโค้ชของเราเอง

การโดนลดชั้นมาเล่นเป็นนักแสดงตัวสองมีข้อดีบ้างไหม

โชคดีที่ผมไม่ใช่นักแสดงที่ทุกคนคาดหวังว่าต้องประสบความสำเร็จ หมายความว่า ถ้ามีนักแสดงสักคนที่หล่อ องค์ประกอบครบ ช่องจะพยายามดึงส่วนนี้ออกมาสู่สังคมให้มากที่สุดผ่านละครและสื่อต่างๆ แต่ผมไม่ได้ถูกจดจำแบบนั้น ผมต้องทำงานให้หนักคนถึงจะเห็น ถึงจะได้โอกาสเล่นเรื่องต่อไป พอมาเล่นเป็นตัวสองแล้วตั้งใจศึกษาบท มีเรื่องหนึ่งของบรอดคาซท์ผมไปเล่นรับเชิญแค่ 2 ตอน เล่นเป็นเกย์ เล่นแล้วมีความสุขกับบทแบบนี้มาก อยากให้คนเอาบทแปลกๆ มาให้เล่นอีก เราได้แสดงจริงๆ ไม่ต้องห่วงหล่อ ไม่ต้องแบกภาระอะไร บางทีตัวนำก็มีเรื่องการตลาดของตัวละครเข้ามาเกี่ยวเยอะ ต้องดูดีตลอดเวลา ต้องพูดในแนวทางหนึ่ง ต้องมีแพตเทิร์นมาตรฐานบางอย่าง แต่เล่นเป็นตัวสองตัวสามเราไม่ต้องแบกภาระตรงนั้น ผู้จัดก็ให้เราไปเล่นตรงโน้นตรงนี้ บทที่เราได้ก็มีความหมายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

บทแบบไหนที่ผู้จัดจะนึกถึงคุณ

ดราม่า เวลาเจอพี่ๆ ผู้จัดเขามักจะบอกว่า เดี๋ยวรอดราม่าก่อน ได้เจอกันแน่ คอเมดี้ไม่ค่อยนึกถึง ส่วนละครฟีลกู้ดนี่ยากนิดหนึ่งสำหรับผม ตอนนี้ถ้าเป็นอะไรที่เกี่ยวกับป่าไม้เขาเรียกผมหมด (หัวเราะ) ผมชอบเล่นดราม่านะ แต่เล่นแล้วโคตรเหนื่อย มันใช้อารมณ์เยอะ

มีหลักในการรับงานไหม

ทุกวันนี้ผมถึงจุดที่พอจะเลือกได้ว่าอยากทำงานนี้หรือเปล่า เมื่อก่อนผมต้องทำงานที่ไม่อยากทำเยอะมาก เขาให้ผมแต่งตัวเกาหลีขึ้นไปเต้นอยู่หลายปี ผมก็ต้องทำ บางงานไปหน้างานแล้วก็ต้องสู้กับตัวเอง เช่น งานถ่ายแฟชั่นที่ต้องโพสแบบที่เรารู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเรา เราก็ทำมาแล้ว พี่หนุ่ม อรรถพร (ธีมากร) เคยบอกว่า อะไรที่มันไม่ใช่ก็ห่างๆ ไว้บ้าง ก็จริง ทุกคนพูดว่า นักแสดงทุกคนต้องเล่นให้ได้ทุกบท ผมไม่เชื่อ นักแสดงต้องเลือกบทที่เหมาะกับตัวเอง ที่คุณเห็นนักแสดงฮอลลีวูดเล่นบทที่หลากหลาย เขาคิดมาแล้ว เลือกแล้วเลือกอีกกว่าจะรับแต่ละเรื่อง ถ้าเอาบทที่ไกลจากตัวเรามากหรือเชื่อมโยงกับเราไม่ได้มาให้เราเล่นวันละ 30 ฉาก มันก็ไม่ใช่

คุณวางตำแหน่งของตัวเองในวงการบันเทิงไว้ตรงไหน

ผมอยากเป็นเหมือนพี่ชาย (ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ) อาหนิง (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) พี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ผมเคยใช้ชีวิตแบบเป็นดารามาแล้ว เคยเข้าไปอยู่ในสังคมดารา เคยได้อะไรมาง่ายๆ เคยพยายามทำบางอย่างที่จะสร้างกระแสเล็กๆ น้อยๆ ให้ตัวเอง พอถึงจุดหนึ่งก็รู้ว่าเราหลอกตัวเองมาตลอด เราไม่เหมาะกับสังคมแบบนี้ มันไม่ใช่ตัวเรา เราไม่ได้ในสิ่งที่เราให้ไปทั้งหมด เราไม่ได้ความจริงใจกลับมา เราเต็มที่กับใคร สุดท้ายเขาก็มองเราเป็นการแข่งขันอยู่ดี ทุกวันนี้ผมไปกองถ่ายแล้วก็กลับบ้าน ถ้าเป็นเพื่อนๆ นักแสดงที่ไม่ได้สนิทกันจริงๆ ชวน ผมก็เลือกไปกับกลุ่มเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันมากกว่า วันว่างก็อยากอยู่กับครอบครัว

อเล็กซ์ เรนเดลล์

สังคมแบบดาราที่คุณไม่ชอบเป็นยังไง

ตอนอายุ 16 ผมเซ็นสัญญากับช่อง 3 ช่วงนั้นผมเล่นซิตคอมเป็นประจำ มีรายได้เป็นชิ้นเป็นอันแล้ว ไม่ได้ขอเงินคุณพ่อคุณแม่แล้ว ยุคนั้นจ่ายค่าตัวเป็นซองเงินสด เสร็จงานเราจะได้ซองที่ข้างในมีเงินเป็นปึกๆ ผมก็ไปซื้อตู้เซฟมา เอาเงินเก็บไว้ในนั้น ทุกอย่างดูง่ายมาก ตอนเด็กๆ ผมไปร้องเพลงตามสวนน้ำลีโอแลนด์ เขาให้ค่าตอบแทน 3,000 5,000 แต่วันที่ผมมาทำงานกับช่อง 3 เขาให้เราเดินในงานแป๊บเดียวได้หมื่นห้า สำหรับเรามันเยอะมาก ทำแค่นี้เนี่ยนะ มันมีงานแบบนี้ในโลกด้วยเหรอ มันเป็นความพราวด์ที่ทุกอย่างมาเร็ว มาง่าย

เราต้องเข้าห้างไปซื้อแบรนด์ดังๆ ซื้อกระเป๋าสตางค์ ซื้อเข็มขัดที่โชว์ให้เห็นว่าเรามีมันได้นะเว้ย พยายามไปกินข้าวกับคนนั้นคนนี้ ไปมีหน้ามีตาในสังคม ไปเป็นที่ยอมรับของพรรคพวก พยายามอยู่ในสังคมที่ทำให้ทุกคนรับรู้ว่าเรามีอะไร มันเป็นการกระทำที่เราอาจจะยังไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีในตอนนั้น อาจจะยังคิดไม่เป็น ถ้าเราพอใจจริงๆ ไม่จำเป็นต้องไปอวดใคร เรามีความสุขคนเดียวได้ มารู้ตัวอีกทีไม่มีเงินเหลือแล้ว ใช้เที่ยวหมด เราเจอเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่พบว่าชีวิตแบบนี้มันไม่ใช่ เลยถอยออกมาตั้งหลัก หาจุดยืนใหม่ของตัวเอง ก็คือเรื่องการแสดง ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ผมไม่สามารถใส่เข็มขัดมีโลโก้ที่เคยซื้อมาได้แล้ว มันไม่ใช่แล้ว

คุณเริ่มพอใจกับชื่อเสียงของตัวเองเมื่อไหร่

เอาตรงๆ เลยนะ ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมก็เป็นที่รู้จักของสังคมแล้ว เมื่อก่อนตอนแปดเก้าขวบสิ่งที่ผมต้องทำเวลาไปห้างคือคุณพ่อคุณแม่จะพาไปถ่ายสติกเกอร์กับแฟนคลับ เพราะยุคนั้นเขาเน้นถ่ายสติกเกอร์กับขอลายเซ็น มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ตอนเด็กๆ ผมไปเข้าค่ายของโรงเรียนพร้อมโรงเรียนไทย เป็นช่วงที่ละครกำลังออก คนมารุมถ่ายรูปผมเยอะมาก เราไม่ชอบความรู้สึกที่ต่างจากเพื่อน เพื่อนฝรั่งมันไม่รู้ว่าเราเล่นละคร

แต่ผมเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีชื่อเสียงจริงๆ เมื่อสองสามปีนี้เอง มันเริ่มอยู่ตัวในการเป็นนักแสดง ก่อนหน้านี้เราดังเป็นช่วงๆ ถ้าละครประสบความสำเร็จก็ดัง ละครไม่มีก็หาย ปีนี้หลังจากคมแฝกออก เหมือนเราได้ก้าวขึ้นมาอีกระดับ คนเห็นเราในบทที่โตขึ้น คนก็จะเข้ามาทักมากขึ้น แต่ไม่ได้ดังแบบมีคนมากรี๊ดนะ แฟนคลับผมจะเป็นป้าๆ เยอะ เขาเห็นเรามาตั้งแต่เด็ก มีความเอ็นดู ผมจะเล่นละครกี่เรื่องๆ เขาก็ยังจำว่าผมเล่นเป็นลูกพี่หนุ่ย อำพล (ลำพูน)

คุณอยากถูกจดจำว่าเป็นนักแสดงแบบไหน

ด้วยวัยของเรา ก็ยังต้องแต่งหน้าทำผมทำตัวให้ดูดีไปออกอีเวนต์ ต้องเป็นตัวแทนของหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง แต่ในระยะยาว ผมอยากเป็นเหมือนนักแสดงต่างประเทศที่ยิ่งอายุเยอะยิ่งเก๋า ยิ่งมีค่า คนยิ่งอยากทำงานด้วย ยิ่งให้เกียรติเคารพในสิ่งที่ทำมา บ้านเราความสนใจของคนมักจะอยู่ที่ช่วง 10 ปีของนักแสดงที่ได้รับบทพระเอก ในวันที่เขาหมดแล้ว เขาก็คงเลี้ยงตัวเองได้ทั้งชีวิต แต่เขาไม่ได้รับการเคารพในทางที่ผมอยากให้คนยอมรับ ผมอยากให้คนบอกว่า เราชอบพี่อเล็กซ์แสดง ถ้ามีคนมากรี๊ดแล้วบอกว่าเราหล่อมาก กับคนนั่งเฉยๆ แล้วตบมือด้วยความชื่นชม ผมเลือกอันหลังนะ มันมีความหมายมากกว่า เพราะเราทำงานหนักเพื่อสิ่งนี้ ผมเวอร์ไปไหมครับ (หัวเราะ)

ทำไมถึงไม่มีผู้จัดการติดตัว

ผมไม่ชอบให้มีคนติดตาม เคยพยายามมีหลายรอบแล้ว แต่สุดท้ายเราเป็นคนดูแลเขา ก็เลยไปเองคนเดียวดีกว่า บางทีไปงานอีเวนต์ต่างจังหวัดผมก็นั่งเครื่องบินไปเองคนเดียว จากสนามบินก็นั่งรถไปที่ห้างเอง ไปติดต่อคนจัดเอง หาทางบินกลับเอง อยู่คนเดียว ไม่คุยกับใครทั้งวัน ส่วนใหญ่เป็นแบบนั้นตลอด ถ้าจะหาคนมาทำงานติดตัวเรา ต้องรู้ใจกันจริงๆ เพราะผมค่อนข้างจุกจิกกับการทำงาน

เวลาว่างทำอะไร

แทบจะไม่ว่างเลย สองสามปีนี้เราทำงานเยอะที่สุดในชีวิตแล้ว เราจับงานหลายอย่างเกินไปนิด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็ว เวลาเราอยู่กรุงเทพฯ ความคิดเราแล่นตลอดเวลา คิดอยากทำโน่นทำนี่ มารู้ตัวอีกทีโปรเจกต์เต็มมือไปหมด เวลาว่างก็เลยต้องไปต่างประเทศจะได้ไม่ต้องคิดเรื่องงาน เพราะถ้าผมไปดำน้ำที่สิมิลันผมจะนึกถึงเด็กตลอด เพราะมันเป็นที่ทำงานของ EEC เห็นปลาก็จะคิดว่า ถ้าเด็กได้เจอคงชอบเนอะ

งานที่ว่าคือ

มีทั้งละคร ท้ั่ง EEC พอทำ EEC ก็มีงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเข้ามา ไปประชุม มีองค์กรโน้นโรงเรียนนี้เชิญไปพูด ไปเป็นวิทยากร ไปถ่ายงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ไปช่วยงานสารคดีบ้าง ซึ่งไม่ใช่งานที่โด่งดังหรืองานในสื่อหลักเลย เราอยากช่วยทุกคนจนรับปากไปหมด ก็เลยเหนื่อย แต่ทำแล้วโอเค

เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ คุณไปที่ไหน

เมื่อก่อนก็ไปญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา หลังๆ ผมไปแต่อุทยานแห่งชาติ ไปประเทศไหนก็หาว่ามีอุทยานแห่งชาติที่ไหนบ้าง ปีหน้าผมจะพาทั้งบ้านไปอเมริกา ก็นั่งวางแผนว่าจะไปอุทยานแห่งชาติ 10 แห่ง มาถึงจุดนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ (หัวเราะ) หลังจากนี้ก็อยากไปดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เป็นธรรมชาติ อยากไปเปรู โบลิเวีย อาร์เจนติน่า อิหร่าน อินโดนีเซีย ไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

คุณเริ่มเที่ยวธรรมชาติตั้งแต่เมื่อไหร่

10 ขวบ ตอนนั้นมีคนชวนผมไปทำเดโมรายการเกี่ยวกับธรรมชาติ เลยชวนกันไปทำความรู้จักกันก่อนที่เขาใหญ่ สุดท้ายรายการนี้ก็ไม่เกิดขึ้น ไม่มีแม้แต่การทำเดโม ผมก็ไม่รู้ว่ามันล้มไปที่ขั้นตอนไหน แต่มันทำให้ผมได้ไปเดินป่ากับครูกต (อลงกต ชูแก้ว) ครูดูแลช้างป่าขาเจ็บชื่อติงลู ครูต้องออกไปให้ยาติงลู ไปจุดเดิมทุกวัน เรียกติงลูออกมา ครูให้ผมเอาเม็ดยายัดเข้าไปในกล้วย แล้วบ้วนน้ำลายใส่กล้วยเพื่อให้มันจำกลิ่นเรา โยนไปทางขวาก็พูดขวา โยนไปทางซ้ายก็พูดซ้าย ให้มันเชื่อง จะได้ยอมให้เรารักษา กลับมาผมก็เอากล่องไปช่วยระดมทุนที่ช่อง 3 ในกองถ่าย เวลานึกถึงธรรมชาติผมก็จะนึกถึงครูกตที่เคยพาเราเข้าไปรักษาช้างในป่า สนุกดี

สนุกยังไง

ครูกตเป็นคนจำแนกช้างทั้งหมดในเขาใหญ่ เขารู้ว่าตัวนี้ลูกใคร ครอบครัวมันมีตัวไหนบ้าง รู้ว่าตัวไหนแก่สุด ตัวไหนใหญ่สุดในเขาใหญ่ รอยตีนที่เห็นก็รู้ว่าของตัวไหน เพราะช้างจะดูแลพื้นที่ของมัน เขาก็จะรู้ว่ารัศมีนี้ใครดูแล เขาควบคุมช้างป่าได้ ช้าง 2 ตัวกำลังจะต่อสู้กัน เขาทำเสียงมัวๆๆๆ มันก็ถอย เราเห็นกับตา สิ่งที่เขาทำกับช้างมันเจ๋งมาก เราได้ใกล้ชิดกับช้างป่าจริงๆ เป็นการเปิดโลกของเราในช่วงนั้น

คุณใช้ชีวิตแบบนั้นนานแค่ไหน

ประมาณ 2 ปี ถึงจะไม่มีรายการ แต่คุณแม่เห็นว่าเราชอบ คุณแม่ก็ชอบ อยากให้เราได้เรียนรู้แบบนี้ เลยพาไปหาครูกตที่เขาใหญ่เรื่อยๆ จนครูกตไปเรียนต่อต่างประเทศ เราไม่ได้เจอกันเกือบ 10 ปี เพิ่งมาเจอกันตอนผมเรียนจบนิเทศ

ช่วงเวลา 2 ปีนัั้นส่งผลอะไรกับชีวิตคุณบ้าง

ได้ความผูกพันกับธรรมชาติแน่นอนครับ สิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้มีเหตุการณ์ช่วงนั้นเป็นจุดเริ่มต้น มันทำให้เราไม่ชอบเข้าเมือง ไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบรถติด ชอบอะไรเงียบๆ

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

คุณเริ่มดำน้ำได้ยังไง

ผู้สาวที่คบกันอยู่ในตอนนั้นเขาดำน้ำ เราก็อยากดำบ้าง ตอนไปมัลดีฟส์ผมไปลงคอร์ส DSD (Discover Scuba Diving) ที่โรงแรม เรียนคอร์สเดียวก็ลงทะเลได้เลย จะมีคนช่วยคุม สุดยอดของความสนุกเลย กลับมาก็เรียนดำน้ำแบบ Open Water อยากจะซื้อทริป อยากไปอยู่บนเรืออีก

จะได้ไปอยู่กับผู้สาว

(หัวเราะ) อาจจะมีส่วนด้วย อาจจะเป็นข้ออ้างหนึ่ง ตอนแรกเราชอบโลกใต้น้ำมาก มันเป็นเรื่องปกติที่คนจะชอบโลกใต้น้ำ แต่ผมชอบชีวิตการอยู่บนเรือมากกว่า ชอบการถอดรองเท้า ใส่เสื้อผ้าน้อยๆ ทุกคนวางมือถือของตัวเอง แล้วคุยกัน เป็นเพื่อนกัน ดีต่อกัน จากนั้นผมก็ไปเรียนหลักสูตรที่สูงขึ้น พอทำ EEC ก็เรียนเพื่อเป็น Dive Master ถ้าไม่ได้ทำ EEC ก็คงเป็นแค่นักดำน้ำทั่วไป

ทำไมคุณถึงเริ่มทำ EEC

พอเรียนจบผมอยากไปเขาใหญ่ก็นึกถึงครูกต ลองหาในเฟซบุ๊ก ทักไปว่าครูทำอะไรอยู่ ผมจะไปเขาใหญ่จะขอเข้าไปสวัสดี ครูบอกว่า กำลังจะมีกิจกรรมกับเด็กตาบอดอาทิตย์หน้า ผมก็ชวนเพื่อนกลุ่มหนึ่งประมาณ 10 คนไปช่วยดูแลเด็กตาบอด ผมทึ่งมากกับสิ่งที่ครูทำ กับความพยายามช่วยพัฒนาเด็กด้อยโอกาส ผมมีส่วนร่วมกับการทำงานการกุศลมาเยอะมาก จริงบ้าง ปลอมบ้าง เห็นมาหมด พอมาเห็นแบบนี้มันโดนมาก ไม่เคยเห็นมาก่อน มันดีมาก ทำกันเงียบๆ ไม่ต้องมีใครมาเห็น ทำกันด้วยใจ

มันเป็นความผิดพี่เต้ย (จรินทร์พร จุนเกียรติ) (หัวเราะ) เขาบอกว่าอยากช่วยชีวิตช้าง พูดแบบนี้ผมก็ช่วยด้วย นึกว่าเหมือนไถ่ชีวิตวัวควาย แต่การไถ่ชีวิตช้างมันตัวละล้านห้า มีการซื้อที่ถูกต้อง มีใบอนุญาต มีผู้เชี่ยวชาญไปดูว่าโตมามันจะดุไหม อันตรายหรือเปล่า จะเป็นครูช้างได้หรือเปล่า เราอยากเอาขวัญเมืองมาเป็นครูช้าง ก็เลยทำโปรเจกต์ระดมทุน ทำเสร็จก็มาทำโรงพยาบาลช้าง มีสร้างรถพยาบาลช้างคันแรกของประเทศไทย 48 ชั่วโมงก่อนช้างตายเขายังช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ที่ผ่านมาช้างมาถึงมือหมอไม่ทัน เพราะไม่มีรถขนช้าง หมอก็เอาเครื่องมือเข้าป่าไปไม่ได้ เราก็ทำเสื้อยืดขายตัวละ 250 บาท ไปขายหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ หน้ากองถ่าย ฝากแฟนคลับไปขาย ทำอยู่ 2 ปีก็ได้เงินครบ ปรากฏว่ามีคนช่วยสนับสนุนรถ เราก็เลยเอาเงินที่ได้มาสร้างคอก สร้างระบบไฮดรอลิกช่วยช้าง ทุกวันนี้รถคันนี้ก็ใช้ช่วยช้างป่าช้างบ้านทั่วประเทศ

ครูกตสอนเด็กๆ ดำน้ำด้วย ช่วงนั้นผมบ้าดำน้ำก็เลยไปดำกับครู เห็นว่าเขาสอนเด็กยังไง มันเป็นจังหวะที่เรากำลังหาอะไรให้ตัวเอง การอยู่ในวงการบันเทิงต้องรอให้คนโทรมา ต้องรอให้คนเรียกตลอดเวลา เราได้แต่นั่งรอ ทำยังไงให้ชีวิตแต่ละวันเป็นการตัดสินใจของเราเอง ตอนแรกผมคิดจะขายชีสเค้ก เอาสูตรของคุณพ่อที่เคยทำให้โรงแรมมาทำ แต่อเล็กซ์ขายชีสเค้กนี่มันนิ่มไปหน่อย มันไม่ใช่เรา (หัวเราะ)

ตอนนั้นเราไปส่องสัตว์ด้วยกัน 4 คน มีผม พี่เต้ย ครูกต ภรรยาครูกต พูดกันไปพูดกันมาว่าเราจะทำองค์กรนี้ขึ้นมา ผมช็อกไปแป๊บหนึ่ง เพราะภาพที่เกิดขึ้นมันชัดมาก ความคิดเราแล่นเร็วมาก มันใช่มาก ผมจับมือเขาตรงนั้นแล้วบอกว่า ผมทำแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ใช่และเหมาะกับผมมากกว่านี้อีกแล้ว เราเริ่มทำด้วยกัน 4 คน ทำทุกอย่างเอง ค่อยๆ ขยายกันมา

คุณเห็นภาพว่า EEC จะทำอะไร

ทำค่ายสอนเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เยาวชน มันเริ่มจากมีกลุ่มผู้ปกครองที่เป็นเพื่อนกันเอาลูกไปเข้าค่ายกับครูกต ผมไปเป็นอาสาสมัครช่วยสอนในค่าย เราเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ดี น่าจะเปิดให้เป็นเรื่องเป็นราว มีการจัดการที่เป๊ะ เราใช้เวลาเกือบ 2 ปีศึกษาก่อนจะเปิดค่ายแรก เราทำกันเองหมดเลย พ่อเต้ยเป็นคนออกแบบโลโก้ ผมออกแบบเว็บ ทั้งออฟฟิศจ้างพนักงานประจำแค่คนเดียวมาเป็นผู้ช่วย สร้างขึ้นมาทีละนิด

มั่นใจไหมว่าจะประสบความสำเร็จ

แน่นอน เพราะมันเป็นสิ่งที่ดีและคนชอบแน่ๆ ถ้าเขาได้รู้จัก EEC ต้องรักเรา เอ็นดูเรา สำหรับผมเรื่องศักดิ์ศรีสำคัญนะ เราภูมิใจกับมันมาก เรากล้าพูดว่าเราเป็นคนก่อตั้งองค์กรนี้ สำหรับเรา ไม่มีอะไรเท่กว่า EEC อีกแล้ว ทุกวันนี้เวลาผมไปเจอชาวต่างชาติ ผมแนะนำตัวว่า ทำงานสิ่งแวดล้อมศึกษา ผมไม่บอกว่าเป็นนักแสดง เพราะจะดึงดูดความสนใจอีกแบบ ซึ่งผมไม่ได้อยากได้ตรงนั้น EEC คือสิ่งที่ผมภูมิใจที่จะพูดถึงมันตลอดเวลา

ทำไม EEC ถึงน่าเอ็นดู

มันมีแต่เรื่องบวกกับบวก เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ส่วนหนึ่ง ถ้าตัดเรื่องนี้ออก มันเป็นเรื่องของครอบครัว มันคือการเรียนรู้ที่น่ารัก เป็นการสร้างความผูกพันในครอบครัว คนที่มาเข้าค่ายได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ในชีวิต EEC สร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ เป็นโปรดักต์น้ำดีในความรู้สึกผม

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

พ่อแม่แบบไหนที่ส่งลูกมาค่าย EEC

มี 2 แบบ คือลูกชอบสัตว์มาก มีครอบครัวหนึ่งพาลูกไปดูวาฬที่นอร์เวย์แล้ว เขาส่งลูกไปดูสัตว์ที่ไหนก็ได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่มีความรู้ที่จะส่งให้ลูกต่อ เขาอยากให้ลูกมาเรียนรู้ต่อกับเรา สอง พ่อแม่ชอบแนวนี้อยู่แล้ว หาอะไรแบบนี้ให้ลูกได้เรียนรู้มานานแล้ว ปลูกฝังให้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของตัวลูก

เด็กได้อะไรจากการมาเข้าค่ายธรรมชาติ

เยอะมากครับ เด็กจะได้ทักษะชีวิตหลายอย่างจากการเข้าค่าย การจะเจริญเติบโตมาเป็นนายคนได้ คุณต้องเรียนรู้ที่จะออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองให้ได้ มันเป็นทักษะชีวิตอย่างหนึ่งที่เด็กจะพกติดตัวไปตลอด เด็กบางคนมากับพี่เลี้ยง บางคนมีคนขับรถตู้คันใหญ่ๆ มาส่ง แต่เวลาที่อยู่ในค่าย คุณต้องตื่นเวลาเดียวกัน กินเหมือนกัน ต้องรู้จักรอ รู้จักให้คนอื่น เราเข้มงวดเรื่องวินัยมาก มันเป็นการพัฒนาลูกในเรื่องการเข้าสังคม พ่อแม่ที่มาค่ายด้วยกันจะเห็นลูกเขาอีกแบบมุมไม่เคยเห็นมาก่อน กลับบ้านแล้วเขาอาจจะดื้อเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยเวลาอยู่ที่ค่ายเขาก็เปลี่ยนไป เขารู้จักเคารพกติกา เคารพสิ่งที่อยู่ข้างหน้า โตขึ้นมาเขาจะไม่ทำตัวเหนือกฎหมาย จะเข้าใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จะเคารพคนอื่น มีคุณพ่อคุณแม่บ้านหนึ่งเอาลูกมาฝากเราแล้วบอกว่า ทำยังไงก็ได้ให้พนักงานสองสามพันคนรักลูกผมให้ได้

หมายความว่าอะไร

เขาเป็นเจ้าของบริษัทที่มีพนักงานสองสามพันคน วันที่ลูกเขาขึ้นมาทำหน้าที่แทน ลูกเขาต้องเป็นหัวหน้าที่ทุกคนรักให้ได้ โจทย์แค่นี้เอง บางคนเป็นเรื่องสมาธิสั้น บางคนมีปัญหาทางสังคมของโรงเรียนมาให้เราช่วยแก้ เด็กบางคนไม่ยอมพูด แต่ตอนนี้กล้าแสดงออกแล้ว นอกจากเรื่องการอนุรักษ์และความรู้แล้ว แต่ละครอบครัวคิดว่า EEC สามารถตอบโจทย์เล็กๆ น้อยๆ ให้เขาได้

กระบวนการไหนทำให้เด็กโตมาแล้วจะกลายเป็นที่รัก

เด็กจะเติบโตมาเป็นคนที่มีคนรักได้เขาต้องมีจิตใจที่ดี เราต้องปลูกฝังเขาตั้งแต่เด็กๆ ผมเอาเด็ก 4 ขวบไปอยู่กับพี่ออทิสติก 10 ขวบ เด็กคนนั้นขึ้นไปนั่งตักบนวีลแชร์แล้วกอดเขา คุณจะบอกได้ยังไงว่า เด็กคนนี้จะไม่ใช่คนที่จะดูแลเด็กด้อยโอกาสในอนาคต

ผมบอกเด็กเสมอว่า คุณจะเก่งแค่ไหน ประสบความสำเร็จแค่ไหน แต่มันจะไม่มีค่าเลยถ้าคุณโตขึ้นมาแล้วมีเงิน มีทุกสิ่ง แต่อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีพี่น้อง ไม่มีครอบครัวที่จะเอาความสำเร็จนี้ไปแชร์ เราเห็นข่าวคนที่ประสบความสำเร็จแต่แย่งสมบัติกันกี่ครั้งแล้ว ผมไม่ชอบการแตกแยกของครอบครัว เราต้องชื่นชมกันและกัน

เราพยายามทำให้เด็กมีความคิดและจิตใจที่เป็นมิตรกับคน ทักษะการเป็นคนที่ใจกว้างเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุณไม่ได้อยากแค่มีความสุข แต่อยากมีความสุขกับคนรอบข้าง คุณต้องใจกว้าง ต้องไม่ตัดสินใจอะไรเลวๆ ต้องบริหารอารมณ์ของตัวเองในทางที่ถูกต้อง มนุษยสัมพันธ์กับคนที่อยู่รอบตัวเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

EEC เปิดมา 4 ปี ทำไป 117 ค่าย ทำไมถึงได้รับความนิยมขนาดนั้น

มันเป็นเรื่องความอิ่มใจของคนที่กลับไปแล้ว ผมไม่เคยคิดว่าที่ EEC เติบโตได้ขนาดนี้เพราะผมเป็นนักแสดง เพราะแฟนละครผมไม่ใช่กลุ่มคนที่จะมาเข้าค่าย โปรโมตไอจีแทบตายไม่ได้คน แต่ได้คนสมัครเพราะปากต่อปาก ผู้ปกครองท่านหนึ่งชอบก็ไปโพสต์เฟซบุ๊กชวนอีก 5 ครอบครัวมา จนถึงจุดที่เรามีดีมานด์มากกว่าซัพพลาย บางค่ายเรามี Waiting List 20 กว่าครอบครัว ต้นปีที่ผ่านมาเราเปิดรับสมัครค่าย 24 ชั่วโมง ขายไปได้ 600 กว่าที่ คนจองกันทีละ 9 ค่าย 3 ค่าย แต่ละค่ายก็สมัคร 5 คน ผู้ปกครองก็ลุ้นว่าค่ายนี้จะได้ไปหรือเปล่า มันอาจจะเป็นเรื่อง Back to Basic ในค่ายเราห้ามใช้โทรศัพท์ ห้ามใช้แท็บเล็ต ห้ามฟังเพลง ทุกคนต้องอยู่กับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ห้ามเอาของออกมากินข้างนอก ห้ามทั้งพ่อแม่และลูก พ่อแม่บางคนมาทุกค่ายเลย บางค่ายลูกมาไม่ได้ พ่อแม่ก็มาเป็นอาสาสมัคร มันเป็นความสุขของเขา โดยเฉพาะกลุ่มพ่อบ้าออปชัน เขาซื้อมีดซื้ออะไรมาแล้วไม่มีที่ใช้ ก็ต้องมาใช้ที่ค่าย EEC (หัวเราะ)

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

ทำไมถึงเรียนปริญญาโทด้านสิ่งแวดล้อม

พอผมเรียนจบปริญญาตรีแล้วมาทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ผมไม่ได้มีความรู้ด้านนี้สักเท่าไหร่ การศึกษาตามค่ายหรือใช้ประสบการณ์ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจในภาพกว้าง เราได้แต่เรียนรู้สิ่งที่อยู่ข้างหน้า ไม่ได้เรียนสิ่งใหม่ๆ ถ้าเราจะเอาดีด้านนี้ ควรมีพื้นฐานอะไรบางอย่างที่ทำให้เราเข้าใจด้านสังคมมากขึ้น ผมเรียนคณะมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เอกสิ่งแวดล้อม ได้ความรู้มากมาย แต่ยังไม่ได้เขียนธีสิสเลยยังไม่จบ คิดว่าวันหนึ่งก็อยากจะเรียนต่อปริญญาเอกนะ

หัวข้อวิทยานิพนธ์ของคุณคือ

การให้อำนาจเด็กเพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ในเมืองไทย

ทำไมถึงเชื่อในพลังของเด็ก

ไม่ใช่แค่เชื่อในพลังของเด็ก แต่ผมมีความสุขกับการทำงานกับเด็กมากกว่าด้วยซ้ำ เวลาสอนผู้ใหญ่ดำน้ำ ผมสอนไม่เป็นเลย ไม่รู้จะใช้มุกอะไรมาหลอกล่อเขา แต่ผมเข้ากับเด็กได้ดี ผมมีทักษะที่จะทำให้เด็กสามสี่ขวบมานั่งคุยกันแล้วเป็นเพื่อนกันในวันสองวันได้ ผมผูกพันกับเด็กๆ แล้วก็มีความสุขกับการอยู่กับเด็กๆ

ผมเชื่อในพลังของเด็กเพราะสิ่งที่ผมทำคือ การทำให้เขาเป็นคนดีในวันข้างหน้า ผมต้องการให้เขาเริ่มตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันข้างหน้าจริงๆ นี่คือการสร้างคน นี่คือความยั่งยืนที่แท้จริง ไม่มีอะไรจะยั่งยืนไปกว่าการเปลี่ยนจิตใจของมนุษย์อีกแล้ว

นึกภาพตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าไว้ยังไง

ตอนอายุ 40 ผมอยากมีครอบครัวแล้ว ตอนนี้ผมก็อยากมีลูกแล้วครับ แต่เรื่องภรรยายังไม่แน่ใจ (หัวเราะ) ผมคิดเรื่องนี้มาเป็นปีแล้ว ผมอยากมีครอบครัวเร็ว อยากเติบโตไปกับลูก ตอน 50 ผมอยากเกษียณแล้ว เพราะผมทำงานก่อนทุกคนมาสิบกว่าปี ผมก็น่าจะเกษียณก่อนทุกคนได้ 10 ปี ก็น่าจะแฟร์นะ ถึงตอนนั้นผมอยากใช้ชีวิตแบบคนที่ประสบความสำเร็จแล้วมีลูกล้อมๆ อยากมีภาพนั้น

เราไม่ค่อยเห็นผู้ชายในวงการบันเทิงอายุ 30 คิดแบบนี้

ก็ใช่ครับ เพราะผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นช่วงที่เราต้องโกย ผมก็ทำไปเรื่อยๆ ผมเป็นคนซีเรียสเรื่องชีวิตส่วนตัว เรื่องเพื่อน เรื่องแฟน มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผม งานในวงการบันเทิงเป็นสิ่งที่ผมอยากทำให้ตัวเองมี Legacy ไปเรื่อยๆ ทีละนิดทีละหน่อย วันหนึ่งเราอาจจะเบื่อก็ได้ อาจจะอยากออกไปทำ EEC เต็มตัว แต่ผมต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ที่เกษียณ ซึ่งการทำ EEC อย่างเดียวยังไปไม่ถึงจุดนั้น

ถ้าคุณอยากให้ผู้หญิงสักคนรู้จักคุณในมุมที่เป็นคุณจริงๆ คุณจะพาเธอไปที่ไหน

ต้องไปอยู่บนเรือไปดำน้ำกันสักสองสามวัน เขาจะได้เห็นผมในมุมที่รีแลกซ์มากๆ ทุกวันนี้เหมือนวัยเด็กเราหายไป ไม่มีเวลามานั่งหัวเราะกันเหมือนเมื่อก่อน พอได้ไปแบบนั้นเราก็จะหลุดๆ นิดหนึ่ง แต่ถ้าคิดในทางซีเรียสก็ต้องพามาที่บ้าน นี่คือพ่อแม่เรา นี่ครอบครัวเรา โอเคไหม ถ้าสุดท้ายแล้วที่บ้านรับไม่ได้ ผมก็คงไม่เสียเวลาพยายาม มันคงไม่ใช่แล้วล่ะ

อเล็กซ์ เรนเดลล์


สถานที่ : 
ร้าน Patom Organic Living

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

หากคุณเป็นหนึ่งในสามล้านห้าที่ติดตามเพจข่าวอาชญากรรมที่ชื่อ ‘อีจัน’ คุณเคยสงสัยไหมว่า อีจันเป็นใคร

หรือคุณเคยสงสัยไหมว่า อีจันเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อายุเท่าไหร่ แล้วทำไมอีจันจึงพาตัวเองไปอยู่ในคดีฆาตกรรมต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน

ผมเองเก็บกุมความสงสัยเหล่านั้นไว้ในใจ จนกระทั่งวันหนึ่งก็ได้เบาะแสถึงผู้ที่เรียกตัวเองว่า ‘อีจัน’ จากการแนะนำของนักข่าวรุ่นพี่ที่เคารพคนหนึ่ง และพยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ จนในที่สุดเราก็นัดหมายกันบ่ายวันหนึ่งในฤดูฝน

สิ่งที่ดึงดูดให้ผมอยากคุยกับใครสักคนที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามคือ ผลงานของเขา (หรือเธอ) ปฏิเสธได้ยากว่า ข่าวที่อีจันนำเสนอมีอิทธิพลต่อโลกโซเชียลฯ ไม่น้อย ยอดตัวเลขคนกดไลก์เพจเกิน 3 ล้านภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งปีบ่งบอกอะไรได้มากมายในยุคที่เราก้มๆ เงยๆ อยู่ในโลกออนไลน์แทบทั้งวัน-ทุกวัน

นอกจากความหวือหวาแบบสื่อยุคใหม่ อีจันยังมีความเจาะลึก กัดไม่ปล่อย แบบนักข่าวยุคเก่า ซึ่งหาได้ยากบนโลกออนไลน์

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเดินทางไปสัมภาษณ์โดยแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับผู้ที่ผมกำลังจะสัมภาษณ์ ไม่รู้ชื่อนามสกุล ไม่รู้รูปพรรณสัณฐาน ไม่รู้เส้นทางชีวิตที่ผ่านมา ไม่รู้นิสัยใจคอ ข้อมูลเดียวที่ผมรู้มาจากข้อความที่อยู่ในช่อง ‘Info’ เพจเฟซบุ๊กอีจัน

เพจอีจันเกิดขึ้นจากการรวมตัวของนักข่าวอาชญากรรม ที่มีประสบการณ์ทำข่าวคดีมายาวนานกว่า 20 ปี และเห็นความอยุติธรรมที่มีในสังคมอย่างมากมายในทุกระดับ และทุกชนชั้น

พวกเราอีจันจึงเชื่อว่า การทำข่าวเผยแพร่ ตีแผ่ความจริง และยืนข้างความเป็นธรรม โดยปราศจากผลประโยชน์มืด คือ ความจำเป็นที่ยิ่งใหญ่ที่สังคมต้องการ

ดังนั้น อีจันจึงจะเป็นเพจที่ประกาศ แต่เรื่องจริง และมุ่งมั่นในการสร้างความรู้ทันต่อทุกกลโกง และความไม่เป็นธรรมในทุกรูปแบบของสังคม

เมื่อรถโดยสารของผมถึงที่หมาย ผมเดินลัดเลาะตามคำอธิบายของเสียงจากปลายสาย จนมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าสำนักงานแห่งหนึ่ง เท่าที่สังเกตภายในห้องทำงานขนาดราว 35 ตารางเมตร บรรจุนักข่าวและทีมงานกว่าสิบชีวิต

หญิงสาวซึ่งเป็นเลขาฯ ของแหล่งข่าวเดินนำผมไปยังห้องประชุม

พี่จัน คนที่นัดมาแล้วค่ะ” ผู้เป็นเลขาฯ บอก ก่อนจะกวักมือเรียกผมเข้าไปในห้องนั้น

อีจัน หรือ พี่จัน ของน้องๆ ในทีม นั่งอยู่ตรงหน้าผม

ตรงหน้าของเธอ-ใช่ อีจันเป็นผู้หญิง มีโน้ตบุ๊กหนึ่งเครื่อง กระดาษเอสี่หนึ่งแผ่น และกล่องปากกาหลากหลายสีแบบที่นักเรียนใช้จดเลกเชอร์วางอยู่ข้างๆ พร้อมที่จะทำงานทันทีหากมีสายโทรศัพท์เข้าจากนักข่าวที่ลงพื้นที่

และเมื่อเธอให้สัญญาณของการเริ่มต้นสนทนา คำถามต่างๆ ที่ค้างคาก็พรั่งพรูออกมาราวห่าฝนที่เพิ่งหยุดลงไปเมื่อเช้า

อีจัน

ขอถามสิ่งที่ทุกคนคงอยากรู้ก่อน อีจันเป็นใคร

เราเป็นนักข่าว เราเรียกตัวเองว่าเป็นนักข่าวเสมอ ต่อให้ไม่อยู่องค์กรก็เถอะ เพราะว่างานเราเป็นงานข่าว แต่มันเป็นงานข่าวที่เรารับจ้างผลิตข่าวที่เป็นรายการ ฉะนั้นหมวกที่เราใส่อยู่ตลอดเวลาก็คือการทำข่าวอาชญากรรมเชิงซับซ้อน

เราเริ่มชีวิตนักข่าวอาชญากรรมที่ไอทีวี ตอนแรกเราเป็นนักข่าวสายการเมืองมาก่อนที่เนชั่น แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นอาชญากรรม เพราะว่าวันหนึ่งเราจะรู้ว่าความจริงคืออะไร ข่าวการเมืองมันเป็นข่าวนามธรรม แตะต้องไม่ได้ ทุกอย่างมันเป็นคำพูด แต่ถ้าเป็นอาชญากรรม เวลาตายตายจริง ความจริงมันอยู่ตรงหน้า เกิดความรู้สึกขึ้นจริงๆ ไม่ต้องโกหก หรือถ้าโกหกมึงก็โกหกจริงๆ แล้วเราชอบสิ่งนี้ เราชอบความจริง ข่าวอาชญากรรมคือของจริง ถ้าเขาสูญเสียก็คือเขาสูญเสียจริงๆ ไม่มีเรื่องที่เราต้องคิดซับซ้อน แต่สิ่งที่คิดซับซ้อนจะไปอยู่ที่กลโกง ความชั่วร้ายของมนุษย์

เราทำสิ่งนี้มาตลอด 10 ปี ทำรายการอาชญากรรมตั้งแต่รายการ ทำผิดอย่าเผลอ, ห้องสืบสวนหมายเลข 9, อาชญากรรมหน้า 1 จนมาถึงตอนนี้รายการ แฟ้มสืบสวน รูปแบบคือการนำเสนอคดีที่มีความสลับซับซ้อน ดูยาก เอามาย่อยให้ดูง่ายและมีความเป็นดราม่า เหมือนหนังอาชญากรรมหนึ่งเรื่อง นี่คือสไตล์เราที่ทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน แต่เราไม่ใช่นักข่าวเปิดหน้าเนาะ ฉะนั้นจะรู้เฉพาะคนที่อยู่ในวงการ แต่จะไม่รู้ในวงกว้าง เพราะเราเป็นคนไม่เปิดตัว

มีความจำเป็นอะไรหรือเปล่าที่ต้องปิดว่าตัวเองเป็นใคร

ไม่ เราขี้เกียจ (หัวเราะ) เราเป็นคนไม่ชอบสังคมวงกว้าง เราไม่ไปสมาคมนักข่าว ถ้าเราต้องการจะอยู่ในวงการแบบนั้น เราก็อยู่องค์กรไปแล้วล่ะ นึกออกไหม เรามาจากไอทีวี เราผ่านองค์กรใหญ่มา เราเรียนรู้งาน เรียนรู้สังคม เรียนรู้ความชอบของตัวเอง ในที่สุดเรารู้ว่าเราไม่ได้ชอบสังคมแบบนั้น แต่เราชอบทำข่าว เราก็เลยมาสร้างบริษัทของเราเล็กๆ อยู่ในองค์กรที่เรามีความคิดแบบหนึ่ง สร้างวัฒนธรรมองค์กรของตัวเอง และเป็นองค์กรที่อยากทำอะไรก็ได้ คล่องแคล่ว ไม่มีตัวตน ไร้ร่องรอย ไม่มีอีโก้ ไม่มีหมวก ไม่มีอะไรเลย นอกจากตัวเอง แล้วก็เคารพตัวเอง เคารพงานมากๆ เคารพความจริงมากๆ เคารพทุกสิ่งที่เราทำ

คือเราจะบอกเด็กๆ ในทีมเสมอว่า พวกเราไม่มีอะไรเลยเนาะ บริษัทเราก็แทบจะอยู่ในรู ไม่มีมาร์เก็ตติ้ง แต่ก็มีคนเรียกเราไปทำงานตลอด งานไม่เคยขาด เราไม่มีอะไรเลย ถ้าเราจะอยู่ได้เราต้องเจ๋ง เราถึงจะทำสิ่งนี้ได้และยืนระยะมาถึง 10 ปีโดยที่คุณไม่ต้องโฆษณาตัวเอง

ทำยังไงถึงมีงานตลอด 10 ปีทั้งที่คุณไม่โปรโมตตัวเอง

คุณต้องเคารพงาน งานของเราต้องเดอะเบสต์ แหล่งข่าวจะต้องรักเรา อยากได้อะไรเราต้องได้ เอ็กซ์คลูซีฟแค่ไหนถ้าเราจะเอาเราต้องได้ ถามว่าเขาจะให้เราเพราะอะไร เพราะเขาเคารพเรา เคารพในงานเรา เขาชอบงานเรา สมมติมีแหล่งข่าวสักคน เราเชื่อว่าคนคนนั้นจะจำเราจนถึงปัจจุบัน ถ้าใครได้คุยกับเราจะจำกันจนถึงวันนี้

เพราะอะไรแหล่งข่าวจึงจดจำคุณได้

เพราะว่าเราเคารพงานของเราทุกชิ้น เราไม่เคยมั่ว เราไม่บิด ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรขึ้นมาเราจะทำความเข้าใจมันอย่างจริงใจ แล้วเราก็จะไม่ทำอะไรละเมิด อะไรที่เขาไม่สบายใจแล้วเราได้ประโยชน์ก็ไม่ทำ อีกอันที่ตั้งไว้เป็นปณิธานก็คือ ช่วยอะไรได้จะช่วย ต่อให้เราองค์กรเราเล็กกระจิ๋วหลิว บางทีเราก็ปิดคดีให้แหล่งข่าวได้ บางทีเราจับคนร้ายให้เขาได้ บางทีเขาได้เงินคืนจากการถูกโกง สำหรับเราแค่นี้พอแล้ว เราแค่ต้องการให้งานของเราเป็นประโยชน์จริงๆ

แล้วสิ่งหนึ่งที่เราทำ และเราเชื่อว่าไม่ค่อยมีใครทำก็คือการติดตามเคส ทีมเราจะทำตั้งแต่ทำไมจึงเกิด แล้วหลังจากเกิด มีผลอะไร แล้วมีอะไรที่เราต้องตามต่อ ส่วนใหญ่คนจะไม่ตามแล้ว พอหมดกระแสทุกคนจะลืมแหล่งข่าวคนนี้ไป แต่สำหรับทีมเรา บางคนยังโทรหากันอยู่เลย บางคนก็คบกันมาเป็นเพื่อนจนถึงบัดนี้ จบแล้วก็ยังคุยกัน คือเราไม่ได้ทำงานแบบผ่าน ความสัมพันธ์เราจึงไม่ผ่านด้วย บางคนก็ยังเจอกัน บางคนก็ยังเอาของมาให้ เหมือนเป็นเพื่อนกันไป คือเราเจอกันในช่วงชีวิตยากลำบาก คนจะมาเจอเราได้คือช่วงชีวิตยากลำบากนะ ฉะนั้นจึงบอกว่า อย่าเจอจันเลย (หัวเราะ)

คือเราไม่ได้ทำงานเพื่อนำเสนอข่าวออกไปเท่านั้น แต่เราต้องการผลมากกว่านั้น เราต้องการความคอมพลีตของบางคดีเท่าที่เราทำได้นะ ไม่ใช่ว่าปิดได้ทุกคดี ทำอีจันนี่คดีเข้ามาเยอะมาก

อีจัน

สิ่งที่คุณทำไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจเหรอ

เราว่ามันเป็นหน้าที่สื่อนะ (นิ่งคิด) ใช่มั้ย สื่อคือใคร สื่อคือคนที่นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องให้กับสังคม แล้วก็มีหน้าที่เฝ้าระวัง คอยบอกสังคมว่ามันเกิดอะไรขึ้น คอยให้สังคมรู้เท่าทันว่าตอนนี้กลโกงมันเปลี่ยนไปขนาดไหนแล้ว ในขณะเดียวกัน เราสร้างสังคมที่ปลอดภัยได้ถ้าเพียงแต่สังคมรู้จักตระหนักและช่วยเหลือกัน ฉะนั้นการแจ้งเบาะแสโดยใช้สื่อเป็นเรื่องสำคัญ หรือการใช้สื่อเป็นคนกลางประสานกับตำรวจก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้านทำไม่ได้ ชาวบ้านไปพูดให้ตำรวจเข้าใจคดีไม่ได้ เราเป็นข้อต่อที่ดีได้ เราจะไปนั่งฟังชาวบ้าน เราชอบฟังคน เราเป็นนักสรุป เราก็สกัดเป็นประเด็นแล้วก็ประสานตำรวจ คดีนี้มันเป็นแบบนี้ มีเบาะแสประมาณนี้ ถ้าประเด็นมาชัด แนวสืบจะชัด พอแนวสืบชัด และตำรวจมีศักยภาพ มันจะไปต่อได้

เราตอบไม่ได้ว่าคือหน้าที่สื่อมั้ย แต่เราทำได้น่ะ แล้วเรารู้สึกว่าเราทำแล้วได้ประโยชน์ มันเป็นสิ่งที่หายไปในบางเคส จิ๊กซอว์ตรงนี้มันหายไป จิ๊กซอว์ที่เชื่อมระหว่างแหล่งข่าวกับคนที่มีศักยภาพในการจัดการ ฉะนั้น เวลาเราเห็นปัญหา เราสามารถบอกได้ว่า มันขาดจิ๊กซอว์นี้อยู่ แล้วแค่ต่อจิ๊กซอว์นี้เข้าไปคดีมันอาจจะคลี่คลายได้ ซึ่งเราทำได้เพราะว่าเรารู้จักคนเยอะ เราทำได้เพราะเป็นนักข่าว เราทำได้เพราะเราทำงานกับตำรวจมาเยอะ แล้วเราไม่ได้ทำงานกับตำรวจแบบคนขอข่าวนะ เราไม่ใช่คนขอข่าว แต่เราเป็นคนแลกข่าว เราร่วมกันทำงาน ไม่ใช่ไปขอตำรวจว่า พี่คะมีอะไรบ้างคะ

ทำไมถึงเลือกที่จะแลกข่าว

เพราะเราทำงานไง เราเป็นคนทำข่าว ไม่ใช่คนขอข่าว คือเขาพูดอะไรเราก็อยากรู้แหละ แต่ในขณะเดียวกัน ข่าวข่าวหนึ่งมันไม่ได้เกิดจากการที่เราไปนั่งฟังคนคนหนึ่งพูดแล้วเป็นข่าว แต่มันเกิดจากการทำข่าว เพราะข่าวหนึ่งข่าวมันคือสถานการณ์ที่ไม่ใช่คนคนเดียวจะตอบอะไรได้ทั้งหมด มันต้องกี่คนล่ะ ก็แล้วแต่กระบวนการ ถ้ามันต้องไปถึงขั้นอัยการก็คืออัยการ ถ้ามันต้องไปถึงขั้นศาลก็คือขั้นศาล เราต้องตามไปจนจบ แล้วเราจะเห็นภาพรวมของเรื่องเรื่องหนึ่ง ของคดีหนึ่งคดี

กับแหล่งข่าวบางคน ถ้าพูดความจริงแล้วตัวเองจะเดือดร้อน เขายอมพูดกับคุณไหม

ก็เห็นยอมเล่ากันนะ เชื่อมั้ยว่าตอนที่เรายังลงสนาม ถ้าเจอผู้ต้องหา ผู้ต้องหาจะอยากคุยกับเรา เราเป็นนักข่าวนี่แหละ ตำรวจก็จะอยากคุยกับเรา โจรก็อยากคุยกับเรา แปลกมาก

โจรเขารู้จักคุณมาก่อนมั้ย

โจรบางคนเป็นแฟนคลับเรานะ (หัวเราะ) มีอยู่เคสหนึ่งยังจำได้จนถึงวันนี้ ตอนนั้นเราทำรายการ ทำผิดอย่าเผลอ แล้วมีคนร้องเรียนเคสนึงมา เราก็ไล่จับ แล้วจับไม่ได้ ก็ออนแอร์ไปว่าพลาด จับไม่ได้ โดนมันหลอก แล้วเราก็บอกในรายการไว้ว่า “แล้วเจอกัน”

เราเป็นคนทำแฟ้มคดี เราจะมีแฟ้ม บางคดีปิดแล้วก็เก็บ คดีที่ยังไม่ปิดมันจะยังอยู่บนโต๊ะเราเสมอ แล้วมีจังหวะต่อได้เราจะต่อ เคสนั้นผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แล้วอยู่ๆ มันต่อได้ โจรเขาใช้โทรศัพท์หรืออะไรสักอย่าง เขาปรากฏตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เราก็เอาทีมลงไปกับตำรวจ เตรียมกล้องเตรียมอะไรพร้อม ก็คุยกับพนักงานโรงแรมว่าเราเป็นใคร เคสนี้เป็นแบบนี้ เราขอความร่วมมือหน่อย ก็ถามเขาว่า “คนที่มาพักเป็นใคร” เขาก็เปิดให้ดูว่าเป็นคนนี้ “แล้วไปไหน” เพิ่งออกไปประมาณ 2 ทุ่ม ปกติเขาจะเข้ามาเวลานี้ “โอเค ขอบคุณมาก แล้วเขาเข้าประตูไหน” พอรู้แล้วเราก็เดินสำรวจ เราเป็นคนต้องเซอร์เวย์สถานที่ทุกครั้ง เช็กว่ามีทางเข้ากี่ทาง แล้วจังหวะนั้นเดินสวนกับโจรพอดี เราดูทะเบียนราษฎร์ก็รู้ว่าใช่ เราหันหลังเดินตามทันที แล้วเราก็เรียก “เฮ้ย” คือตั้งใจให้หยุด แต่เขาวิ่งเลย เราก็วิ่งไล่จับ กระชากเสื้อเลย แล้วทีมก็มา เราก็ถามว่า แค่เฮ้ยทำไมต้องวิ่ง เขาบอกว่า “แค่เฮ้ยผมก็รู้แล้วว่าเสียงพี่ ผมดูรายการพี่ทุกตอน” ตอนนั้นเราเป็นพิธีกรปิดหน้า แต่เราลงเสียง เขาบอกว่า “แล้วผมรู้ด้วยว่าวันนึงผมจะเจอพี่ ผมจะเกม เพราะพี่บอกว่า แล้วเจอกัน”

ถ้าให้วิเคราะห์ คุณคิดว่าทำไมผู้ต้องหาจึงอยากคุยกับคุณ

เพราะเราคุยง่าย คือพอถึงเวลานึงเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่ง เราก็อยากทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เล่าซิ ไปทำอีท่าไหน คิดอะไร แล้วรู้ไหมว่าจะเจออะไร แล้วมีปัญหามั้ย แล้วจะให้ช่วยอะไรมั้ย คำถามเรามีไม่เยอะหรอกเวลาคุยกับโจร เราแค่อยากรู้ว่าแผนประทุษกรรมตรงกับที่เราคิดมั้ย เราจะมีข้อมูลอยู่ว่าเขาทำอะไรบ้าง บางอันที่เรายังต่อจิ๊กซอว์ไม่ได้เราก็ถาม ถามเสร็จก็จบ ที่เหลือก็ถามว่าแล้วเป็นยังไง ติดต่อทางบ้านได้หรือยัง ให้โทรให้มั้ย เอาขนมมั้ย กินข้าวผัดมั้ย คือเราดูแลทั้งโจรทั้งผู้เสียหาย เราเป็นคนตรงกลาง เราก็คุยหมด คุณเคยเห็นเวลานักข่าวเลือกข้างมั้ย เขาจะคุยกับข้างนึง ไม่คุยกับอีกข้างนึง แต่เราไม่เป็น เราคุยกับทุกคน

ทำไมคุณคุยกับทุกคน เพราะบางคนอาจจะคิดว่าทำไมต้องไปคุยกับคนร้าย ทำไมต้องให้ความสำคัญกับคนเลว

แล้วทำไมต้องไม่คุยล่ะ มีเหตุผลมั้ย เกลียดเขาเหรอ ไม่เกี่ยว เราไม่เกี่ยวกับเขา เขาเลวก็ฟังเขา อยากรู้ว่าทำไมเขาจึงเลว จริงไหม เลวก็เลว เราต้องฟัง คำถามคือฟังแล้วโง่หรือเปล่าล่ะ ฟังแล้วโดนเขาใช้เป็นเครื่องมือหรือเปล่าล่ะ เวลาฟังแล้วต้องไม่โง่ บางทีเจอเคสบางเคสก็ต้องบอกเขาว่ามึงเลวจริงๆ ว่ะ รู้สึกผิดบ้างมั้ย คือเราต้องดูให้ชัดว่าเส้นถูกเส้นผิดคือเส้นไหน ถ้ากลัวคนเลียนแบบ ก็ต้องบอกให้ชัดว่าสิ่งที่เขากระทำมันมีผล ไม่อย่างนั้นคนจะเข้าใจผิด เหมือนกับเคสเปรี้ยวที่บางสื่อเล่นเยอะเกินไป บางทีมันอยู่ที่วิธีเล่า ความจริงมันคือความจริงอยู่แล้ว แต่บางครั้งเวลาเล่าทำให้ความจริงมันเปลี่ยน ต้องระวัง

นักข่าวสามารถมีน้ำเสียง มีความเห็นได้ไหม

ของเรามีน้ำเสียง กัด ด่า มีหมด

คุณไม่คิดว่านักข่าวมีหน้าที่เพียงเสนอข้อเท็จจริงเหรอ

ก็เราเป็นแค่คนคนหนึ่ง เพจอีจันเป็นแค่คนคนหนึ่ง ไม่ได้อยู่สำนักไหนนี่

นี่คือข้อดีของการที่อีจันเป็นเพจใช่ไหม

อิสระ เผอิญว่าเพจอีจันมันคือนวัตกรรมใหม่สำหรับเรา มันคือการทำข่าวอีกแบบหนึ่ง จากที่เป็นรายการทีวีแล้วมาทำออนไลน์ เราคิดเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะสื่อมันคนละชนิด คนเสพมีวิธีคิดแตกต่างกัน เราต้องตีโจทย์ให้ได้ว่าคนในนี้ (นิ้วเคาะที่โน้ตบุ๊กตรงหน้า) เขาเป็นยังไง กับคนในทีวีเป็นยังไง มันต่างกัน

อีจัน อีจัน

แล้วพบหรือยังว่าแตกต่างกันยังไง ระหว่างการทำรายการทีวีกีบทำเพจอีจัน

เราค้นพบว่าคนในนี้มีอิสระมากกว่า เราไม่มีข้อจำกัดของทีวี ไม่มีข้อจำกัดของอะไรเลยที่มันเคยเป็นข้อจำกัด เราไม่มีเซนเซอร์เว้ย (ยิ้ม) เราไม่มีเวลาที่บอกว่าต้อง 40 นาทีเว้ย แล้วเราก็รู้สึกว่าเพจเราเป็นมนุษย์ได้ ถ้าเราอ่านเพจสำนักข่าว เราไม่รู้ว่าสำนักข่าวเป็นใครใช่มั้ย แต่อีจันไม่ใช่ อีจันต้องมีความรู้สึก

ทำไมต้องมีความรู้สึก มันสำคัญยังไง

เพราะมนุษย์มันทัชมนุษย์ ถ้าคุณต้องการสื่อสารกับมนุษย์คุณต้องทัชมนุษย์ คุณไม่ได้ทัชกราฟิก คุณไม่ได้ทัชแบรนด์ ในความรู้สึกของเรานะ แล้วเราเชื่อว่าวิธีนี้มันสื่อสารกับมนุษย์ได้ดีที่สุด สมมติว่าเราจะเล่าเรื่องนี้ เราต้องหากลุ่มเป้าหมายให้ชัดว่าใครฟัง แล้วเขาจะฟังแบบไหน เราสื่อเหมือนกัน แต่จะสื่อยังไงให้เขาได้ 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เราเล่าแบบเดิมแล้วเขาจะได้ คอนเทนต์ดีก็ไม่ได้แปลว่ามันจะได้ผล ถ้าคุณไม่ทำแพ็กเกจจิ้งหรือรูปแบบที่มันถูกต้องกับคนเสพ รูมันกลม เราเป็นสี่เหลี่ยมยัดเข้าไปมันไม่เข้านะ แล้วทำยังไงให้มันเข้า

เราเป็นคนที่เขียนหนังสือดีนะ และเราเขียนหนังสือยาวได้ด้วย คนที่ชอบอ่านจะชอบมาก แต่มันไม่ได้ผลกับออนไลน์ เราเคยลองแล้ว ในวันที่เพจอีจันเกิดใหม่เราก็เขียน มีคนอ่านนะ สามคน (หัวเราะ) คือคนไม่อ่าน เด็กในออฟฟิศยังไม่อ่าน เด็กรุ่นใหม่เขาไม่อ่านหนังสือแล้ว แล้วตอนที่อีจันเกิดอย่าลืมว่าเราเริ่มจากศูนย์ วันที่ทำเรายังโพสต์ไม่เป็นเลย

ปกติคุณใช้เฟซบุ๊กอยู่แล้วหรือเปล่า

เราก็เล่นเฟซบุ๊กเหมือนคนธรมดา แล้วพอมีความคิดว่าจะทำออนไลน์ก็เรียกประชุมเด็กในออฟฟิศว่าพี่จันจะทำออนไลน์

ทำไมอยู่ดีๆ คิดจะทำออนไลน์

เราคิดมานานแล้ว เรารู้ว่าโลกมันเปลี่ยนแล้ว มันจะต้องมูฟแล้ว แต่เราหาทางมูฟไม่เจอ เพราะว่าเราไม่ใช่คนถนัดเรื่องนี้ แต่จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ออฟฟิศมีเด็กเข้ามาใหม่ ใครจะเชื่อว่าคนที่สร้างเพจอีจันคือเด็กฝึกงาน

โชคดีองค์กรเราเล็ก เราเป็นพี่ใหญ่ ก็บอกทุกคนว่าตอนนี้จะเกิดโปรเจกต์ตัวนี้ขึ้นมา ขอให้ทุกคนหันหน้ามาให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ แต่ตอนที่เริ่มต้นเราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันเป็นไปได้จริงหรือเปล่า ก็ประชุมทั้งวันเลย ประชุมกันบ่อยมาก เด็กๆ ก็นั่งสอน พี่จันครับเฟซบุ๊กเป็นแบบนี้ ยูทูบเป็นแบบนี้ เขาสอนออนไลน์เรา เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เริ่มตั้งแต่เปิดเพจเฟซบุ๊กก่อน จุดแรกคือทำให้มีอีจันขึ้นมาก่อนในโลกใบนี้ แล้วจะทำคอนเทนต์อะไรเราเป็นคนกำหนด พอกำหนดก็จะมีเด็กๆ คอยบอก ภาษามันไม่ได้พี่จัน มันยาวไป (หัวเราะ) อ้าวเหรอ ก็นั่งแลกกัน ต้องแชร์หมด

คุณดูเป็นนักข่าวที่ไม่ค่อยยึดติดกับโลกเดิม

เราไม่มีอีโก้ ช่วงนั้นเราทำงานเยอะมาก ตีสองตีสามยังนั่งเล่นเฟซบุ๊กอยู่เลย เพื่อให้ได้ภาษา เราเป็นคนที่มีภาษาหนังสือ เพราะเราเป็นคนอ่านหนังสือ ฉะนั้นจะเห็นว่าภาษาของอีจันจะค่อนข้างเป๊ะ แต่บางอันก็มีลูกเล่น เราเอาสองอันมาผสมกัน คือเราต้องการความน่าเชื่อถือ แต่เราก็ต้องการความหวือหวา ฉะนั้นเราจะมีพาดหัวที่หวือหวา พอส่วนของเนื้อหาเราจะมีโครงสร้าง แต่เราจะไม่เขียนข่าวแบบโบราณ เราจะจับแต่ประเด็นที่เราต้องการแล้วมันทัชที่สุดเอามาใส่ รูปแบบพวกนี้เกิดจากการเรียนผิดเรียนถูก ลองโพสต์ดู แล้วก็สรุปกันว่า อ่อ แบบนี้ไม่ใช่ แบบนี้ใช่ เราลองทุกวัน มีของใหม่ไว้เล่นทุกวัน

อีจันมีหลายรูปแบบการนำเสนอมาก มันไม่มีแพตเทิร์น เราหมุนตามคอนเทนต์ วิดีโอก็มีหลายแบบ บางอันแค่แถลงข่าวแล้วใส่ซับไตเติล ซึ่งอันนี้ง่ายสุด หรือบางอันเล่าเป็นเรื่องก็มีการตัดคลิป หรือบางอันวิเคราะห์ หรือบางอันเป็นคลิปใหญ่ คือถ้าคุณเคารพคอนเทนต์คุณจะต้องบิดการเล่าให้เข้ากับคอนเทนต์ คุณไปดูสิ เราเล่าไม่เหมือนกันสักข่าวนึง เพราะแต่ละวิธีมันส่งอารมณ์ไม่เหมือนกัน

คุณเลือกยังไงว่าจะทำข่าวไหน

เราต้องเดาทางให้ออก ถ้าไปสู้กันในวันที่นักข่าวส่วนกลางมาทำข่าวนั้นกันหมด เราแพ้ หนึ่งคือ อุปกรณ์ไม่พร้อม เข้าไม่ถึงแหล่งข่าวเพราะคนไปเป็นร้อย ข่าวแบบนี้เราไม่สู้เพราะรู้ว่าเราแพ้ เราต้องดึงเกมให้ได้ ต้องรู้ว่าข่าวนี้เป็นข่าวที่ดี คู่แข่งน้อย ถ้าเราไหวตัวทัน ส่งทีมไปก่อน ถ้ามีสื่อใหญ่แชร์เราก็จบแล้ว เราถือว่าเราชนะ แล้วถามว่าทำไมเขาจึงแชร์ ก็เพราะมันไม่มีสื่ออื่นไป แล้วทำยังไงเราถึงชนะได้ เราก็ต้องอ่านเกมขาด พอมีข่าวอย่างนี้เยอะขึ้นคนก็เริ่มรู้จักอีจันมากขึ้น

ที่คุณว่า “ต้องรู้ว่าข่าวนี้เป็นข่าวที่ดี” ข่าวที่ดีเป็นยังไง

ข่าวที่มีความอินกับมนุษย์ สำหรับเรานะ ไม่ใช่ทุกคนตายจะเป็นข่าวใหญ่ การอ่านเกมตรงนี้สำคัญมากว่าคดีนี้จะเป็นคดีใหญ่หรือคดีไม่ใหญ่ ซึ่งมันก็มีวิธีคิดปกติ อย่างคดีเณรปลื้มเราไปก่อนเลย วันที่ขุดศพเณรปลื้มเราไลฟ์เฟซบุ๊กยอดแตะ 1 แสน ตอนแรกเราเห็นข่าวปุ๊บ เช็กข่าวกับผู้การฯ เราสั่งจองตั๋วเครื่องบินเดี๋ยวนั้นเลย คือเห็นแล้วมันรู้เลย

อีจัน

ทำไมชื่อเพจถึงเป็นอีจัน ไม่เป็นคุณจัน หรือพี่จัน

อันนี้ไม่ตอบได้มั้ย ขอเก็บไว้ก่อน แต่มันมีที่มา เราตั้งชื่อกันนานพอสมควร มีหลายชื่อ แล้วก็มาจบที่ชื่อนี้ เอาเป็นว่าวันที่เกิดคำนี้ขึ้นมา สิ่งแรกที่เราต้องทำเลยคือเราต้องถอดความเป็นตัวเราออกไปให้ได้ เพราะว่าสิ่งที่เราเคยทำทั้งหมดกับสิ่งที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตมันคือตัวเดียวกัน แต่คนละรูปแบบ ดังนั้นถ้าเราถอดออกไม่หมด เราจะเอางานเดิมไปยัดในออนไลน์

ในชีวิตไม่เคยมีใครเรียกอี (หัวเราะ) สองสามอาทิตย์นะที่ไม่มีใครยอมเอ่ยชื่อเพจในออฟฟิศ จนทุกคนเริ่มชิน เพราะมันคือแบรนด์ มันไม่ใช่เรียกตามความหมายนั้น

ตั้งแต่ทำเพจอีจันมา มันเคยทำคุณเดือดร้อนบ้างหรือยัง

เราทำข่าวอาชญากรรมมา 20 ปี เชื่อไหมว่าเรายังไม่เคยถูกฟ้องหมิ่นประมาทเลยสักครั้ง มันเป็นหน้าที่เรานะที่ต้องเล่าความจริงให้ได้โดยไม่ละเมิด บางคนเลือกที่จะไม่เล่าเพราะกลัวถูกฟ้อง แต่เราจะเล่า ถ้ามันเหี้ยเราจะเล่า เราจะถามตัวเองเสมอนะเวลาจะเล่าอะไรบางอย่างซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญที่สังคมต้องรู้ เราจะเขียนบนความจริง เราเชื่อในกฎหมาย ถ้าเราเขียนความจริงแล้วเราถูกฟ้อง เราจะมีข้อต่อสู้ ดังนั้นด้วยความที่เราเชื่อในสิ่งนี้ ทุกครั้งที่เราเขียนแล้วเกิดความคิดว่าจริงหรือไม่จริง เราจะตรวจสอบทันที เช็กให้ชัวร์ก่อนที่งานจะออกไป บางครั้งเที่ยงคืนเรายังให้น้องโทรถามแหล่งข่าวอยู่เลย ถ้าเราคั้นเอาความจริงออกมาได้ เราเชื่อว่าความจริงจะคุ้มครองเรา

ส่วนอันไหนไม่มีหลักฐานเราก็ต้องบิดวิธีเล่า ด้วยเหตุนี้จึงมีนิทานอีจัน นิทานอีจันไม่สามารถเล่าเป็นข่าวได้ แต่เราต้องเล่า เพราะว่าบางข้อมูลเป็นข้อมูลที่สังคมต้องรู้ แต่เราต้องเล่าเป็นนิทาน นี่คือวิธีระวังของเรา ถ้าทุกคนกลัวจะถูกฟ้องมันจะทำให้งานเราถูกตัดหน้างานไปครึ่งนึง ทำอะไรก็ฟ้องได้หมดแหละ

ปกติคุณดูซีรีส์สืบสวนสอบสวนบ้างไหม

ชอบ เราชอบดู CSI ชอบดูหนังสืบสวน เราชอบรายการข่าว เราชอบ 60 Minutes แต่ซีรีส์เกาหลีเราก็ดู ซีรีส์เกาหลีมีวิธีเล่าเรื่องที่สนุกมาก เวลาเราดูหนังเราดูวิธีเล่าเรื่อง ถ้าหนังไม่ดีดูแป๊บเดียวก็เลิก

บางคนบอกว่าชีวิตจริงยิ่งกว่าในหนัง คุณคิดอย่างนั้นไหม

เราพูดอย่างนี้ดีกว่าว่า มนุษย์มีชีวิตไม่เหมือนกัน ที่เรื่องเรื่องหนึ่งมาเป็นหนังได้เพราะมันมีไดนามิก มีขึ้นมีลง มีพีก มีเปลี่ยน มีคาดไม่ถึง แล้วก็มีทางแยก ชีวิตคนก็เป็นแบบนั้นแหละ เพียงแต่ว่าความเข้มข้นของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน อย่างเราอาจจะใช้ชีวิตเรียบง่าย เราไม่ค่อยมีอะไรหวือหวา แต่อย่างคดีน้องจูนที่โดนสามีทุบหน้า อย่างนี้มีไดนามิกมาก เรื่องเขายิ่งกว่าหนัง เรื่องเขาควรจะเอามาทำหนังด้วยซ้ำ

ถามว่าถ้าให้เราดูชีวิตคน เราก็จะดูในเรื่องของเหตุและผล ความเป็นมา ก็เขาคิดได้เท่านั้นเลยทำแบบนี้ ความเลวของมนุษย์มันไปได้แค่ไหน อย่างบังฟัต คดีฆ่า 8 ศพ อาจจะไม่ใช่คนที่เราอยากคุยด้วยเลยก็ได้ คนที่ยิงเด็กได้ อย่างนี้เราจะไม่ค่อยอยากคุย เพราะว่ามันเกินกว่าที่เราจะเข้าใจ

ถ้าต้องคุยคุยได้มั้ย

เขาจะทนได้มั้ยล่ะ คำแรกที่เราจะต้องถาม “ทำไมมึงเหี้ยจังวะ มึงยิงเด็กได้” นี่ไม่ใช่คนที่เราอยากคุย แต่ถ้าเป็นเปรี้ยว เราอยากคุย เปรี้ยวมีวิธีคิดบางอย่าง เปรี้ยวมีที่มาที่ไป เปรี้ยวมีวิธีสั่งสมความเป็นอาชญากร เขาเป็นอาชญากรในวิธีคิดเขา เขาเกิดมาแล้วถูกกระทำบางอย่าง แล้วก็นำมาสู่สิ่งนี้ คนอย่างนี้มีอยู่ในสังคมมากมาย ซึ่งเราควรจะต้องเรียนรู้แล้วตั้งรับด้วยซ้ำ มันอาจจะเป็นคนข้างๆ คุณก็ได้ ชีวิตคุณไม่มีทางหลีกหนีอาชญากร คนพวกนี้อยู่ใกล้ตัวคุณมาก คนอย่างเปรี้ยว คนอย่างหมูหยอง ที่พูดเรื่องฆ่าคนเหมือนมด คุณจำไว้เลยนะ แผนประทุษกรรมของคนพวกนี้มันใกล้เราเข้ามาทุกทีๆ มันเดินปะปนอยู่แบบนี้ตลอด นี่คือความจริงที่คุณจะต้องเรียนรู้

คุณห้ามพูดว่า “ในโลกใบนี้มีความโหดร้ายอยู่จริง แต่ถ้าเราไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเราจะไม่เจอ” นี่เป็นความคิดที่ผิด คุณต้องรู้ว่าในโลกใบนี้มันปะปนไปด้วยความดีและความเลวเสมอ คุณต้องรู้ว่าสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ คุณกำลังเป็นสีเทา ก่อนที่มันจะดำ ถ้าคุณไม่รู้ พอมันดำคุณจะทำอะไรไม่ได้เลย ฉะนั้นก่อนที่ไฟมันจะร้อน คุณต้องรู้ว่าอุณหภูมิเปลี่ยนแล้ว

อีจัน

แล้วเพจอีจันทำหน้าที่ให้ทุกคนตระหนักถึงสิ่งนี้หรือเปล่า

เราไม่พูดตรงๆ เราไม่สอน เพราะว่าคนในออนไลน์สอนไม่ได้ เป็นธรรมชาติ คนในออนไลน์รู้มากกว่าเรา เราต้องยอมเขา ลูกเพจจะไม่ได้เรียนรู้โดยตรง แต่เรียนรู้ผ่านวิธีเล่า ผ่านอะไรบางอย่างที่จะกระตุ้นเตือนบ่อยๆ เช่น เราเล่าในนิทานอีจันเรื่อง พ่อข่มขืนลูก แล้ววันนึงลูกเติบโตมามีลูก แล้วเขาก็ฆ่าลูกตัวเอง

เราเล่าเรื่องนี้ทำไม เราไม่ได้เล่าให้สังคมรุนแรงมากขึ้น แต่เราบอกเขาว่า เรื่องมันเศร้ามากนะ ฉะนั้นจำไว้หน่อย ถ้าคุณได้ยินเด็กมาร้องบอกคุณว่าเขาโดนกระทำ คุณต้องช่วยเขา ก่อนที่วันนึงเขาจะกลายเป็นอาชญากร แล้ววันนึงเขาอาจจะไม่ได้ฆ่าลูกตัวเองนะ แต่เขาฆ่าคุณด้วย แสดงว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราคือเมื่อได้ยินความทุกข์ยาก คุณต้องรีบช่วย แจ้งมาที่เราก็ได้ แจ้งตำรวจก็ได้ คุณต้องช่วย ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กโตมาแล้วเกิดเหตุการณ์แบบนั้น

คุณว่าในโลกที่อาชญากรอยู่ปะปนกับเรา เราควรจะใช้ชีวิตยังไง

วิธีอยู่ในโลกใบนี้ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการอยู่บนความจริง เราต้องรู้ก่อนว่าโลกมันเป็นอย่างนี้แหละ ต้องยอมรับมันก่อน สองคือ อย่าพาตัวไปอยู่ในจุดจุดนั้น ถ้าเรารู้ว่ามันเสี่ยง สมมติว่าเราจะต้องเดินทางไปในที่เปลี่ยว คุณก็ต้องระวัง คุณก็ต้องเอาเพื่อนไป คุณก็ต้องมีโทรศัพท์ที่ชาร์จเต็ม แต่ส่วนใหญ่คนที่ถูกหลอกจะมีลักษณะของเหยื่ออยู่แล้ว เช่น เชื่อคนง่าย ขี้กลัว คิดไปเอง ฟุ้งซ่าน ทำให้เขาเกิดภาวะที่ว่าคนพูดอะไรก็เชื่อ เขาใช้ความเชื่อมากกว่าการพิสูจน์ ฉะนั้นคนแบบนี้จะตกเป็นเหยื่อง่าย เตือนคนพวกนี้ก็เตือนไม่ได้ ต้องให้เขาเรียนรู้ เดี๋ยวก็ฉลาดขึ้น คนจะฉลาดขึ้นทุกครั้งที่มีปัญหา

คุณอยู่กับข่าวฆาตกรรม เห็นคนฆ่าแกงกันมาทั้งชีวิตการทำข่าว มันทำให้คุณสูญสิ้นศรัทธาในความเป็นมนุษย์มั้ย

มันก็คือเรื่องที่เกิดขึ้น จำไว้ว่าทุกอย่างมีเหตุกับมีผล เมื่อมีเหตุ ผลย่อมเกิด ดับเหตุ ก็ดับผล เท่านั้นเอง เรื่องมันมีแค่นี้ มันไม่ได้ตีรวม เรื่องบางเรื่องทำให้เราหดหู่ใจ แต่มันก็เป็นเรื่องเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้นเอง เราไม่เอาเรื่องทุกเรื่องมาปนกัน มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างเป็นเหมือนกันไปหมด เพราะทุกอย่างมันเป็นไปตามเหตุตามผล แปลกไหม เราใช้อารมณ์ในการทำงานแต่เราไม่ใช้อารมณ์ในการใช้ชีวิต เราไม่ใช้อารมณ์กับเรื่องที่เกิดขึ้น ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะนั่งคุยกับผู้ต้องหาได้ ถ้ามันไม่เกินเส้นเกินไป มันมีอยู่ไม่กี่ข้อที่เราจะไม่เคารพคนพวกนั้น อย่างฆ่าเด็ก ฆ่าข่มขืน เราไม่เคารพ เจอก็ไม่อยากคุยกับคนพวกนี้

จำวันแรกที่เพจแตะหลักล้านได้มั้ย

เราทำอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ เพราะเวลายอดในเพจขึ้นคือเวลาที่เรายุ่ง ระหว่างที่มันขึ้นช่วงนั้นจะมีข่าวพีกทุกครั้ง ข่าวจะทำให้เราลอยขึ้นแบบก้าวกระโดด แล้วเราจะไม่เคยรู้ว่าเรากำลังก้าวกระโดด จนกระทั่งเราทำงานเสร็จหรือข่าวซา เราถึงได้มาดูว่า อ้าว ยอดขึ้นแล้วเหรอ

วันที่ยอดไลก์เพจขึ้น 3 ล้านไม่มีใครรู้ตัวเลยนะ เพราะกำลังตามข่าวเปรี้ยว ซึ่งเรื่องเยอะมาก เราปั่นข่าวกันแทบไม่ทัน เราจำได้เลยว่ากราฟิกฉลอง 3 ล้านเป็นกราฟิกที่ง่อยมาก (หัวเราะ) มีพี่ที่คอยมอนิเตอร์บอกว่า 3 ล้านแล้ว เราก็ยังถามว่าแล้วไงล่ะ คือคลิปเรายังคาอยู่ที่คอมทุกเครื่องเลย ก็มีคนถามว่า อ้าว ไม่มีกราฟิกฉลอง 3 ล้านเหรอ เราก็คิด ยังจะเอากราฟิกอีกเหรอ อารมณ์นั้นคืองานกูไม่เสร็จ ลูกเพจรอกูอยู่

มีฉลองกันมั้ย

มีสัญญากันว่าถ้าครบล้านเราจะพาเด็กไปเที่ยว ตอนนั้นที่สัญญาน่าจะมียอดสักประมาณ 5 แสน ซึ่งเราคิดว่าคงปีหน้าถึงครบล้าน หันมาอีกที 3 ล้านแล้วเราก็ยังไม่ได้พาเด็กไปไหน (หัวเราะ) เพิ่งจะได้พาไปเมื่อต้นเดือนนี้เอง ซึ่งมันเลย 3 ล้านมาตั้งเยอะแล้ว

ตัวเลขคนกดไลก์เพจเกิน 3 ล้านภายใน 6 เดือนบอกอะไรคุณบ้าง

มันบอกว่าคนชอบเสพข่าวนะ ใครว่าข่าวเป็นเรื่องยาก คนชอบข่าว คนชอบข้อมูลตรง คนชอบไดนามิก หมายความว่าอะไรที่ไม่เป็นแพตเทิร์นมากเกินไป เราว่าสิ่งที่เราตีโจทย์มาทั้งหมดมันตอบโจทย์ ทุกอย่างอยู่ที่คอนเทนต์และวิธีเล่า แล้วนี่คือคำตอบที่ทำให้รู้ว่าคนต้องการอะไร พอรู้ว่าคนต้องการอะไร จุดแข็งของเราอีกข้อนึงก็คือ เราตอบทุกครั้งที่มันมีความต้องการ

คุณเป็นคนที่ให้ค่ากับตัวเลขคนไลก์ไหม

ให้ค่ากับความฉลาดของเรา แปลว่าเราเข้าใจคนดู ถ้าเราทำได้ดีไม่ได้แปลว่าเราเก่งนะ แต่แปลว่าเราตีโจทย์แตก มีเท่านั้นเอง ข่าวข่าวหนึ่งจะนำเสนอด้วยวิธีไหนอ่านให้ออก ถ้าเราอ่านออกก็จบ ทุกอย่างแข่งกันแค่นี้เอง เราไม่ได้แข่งกับใครเลยนะ เราแข่งกับคอนเทนต์ เราถึงบอกว่าเราต้องเคารพคอนเทนต์มากๆ

เราถามเด็กว่า ทำงาน 1 ชิ้นเหนื่อยมั้ย 3 ชั่วโมงกว่าจะเสร็จ ถ้าเหนื่อย ก็ทำให้มันดีที่สุด ทำให้เต็มที่ ฝากผลงานไว้ แล้วก็จบ หน้าที่เราทำแค่นี้ แต่ถ้าคุณใช้ 3 ชั่วโมงนี้ห่วย คุณก็เสียเวลา 3 ชั่วโมงนี้ไป แล้วคุณจะทำไปทำไม คุณนั่งทำเพราะต้องมีงานออกเหรอ ไม่ใช่ แต่สิ่งที่คุณทำมันมีคุณค่ากับคนดู มันมีคุณค่ากับสังคม คุณต้องรู้ว่าสิ่งที่คุณทำมันคืออะไร

อีจัน

เหมือนทุกคนในทีมเชื่อว่ากำลังทำสิ่งที่มีคุณค่ากันอยู่

มันไม่ใช่ความเชื่อนะ มันคือความจริง เช่นจับโจรได้ เช่นผู้เสียหายได้เงินคืน เช่นประกาศเบาะแสเจอเด็ก เช่นเราช่วยคนได้ทัน นี่คือความจริง

ความสุขของคนทำข่าวอาชญากรรมคือตอนไหน

สำหรับเราการปิดคดีคือเรื่องที่ดีที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นมันจะอยู่ในหัว คุณไขคดีไม่ออก มันคิดตลอดนะ คุณจะโล่งเมื่อคดีนั้นมันตอบคำถามคุณได้ พอคุณได้ตัวคนร้ายมามันจะกระจ่างทุกข้อ จริงๆ แล้วคนที่เป็นนักสืบทุกคนก็เป็นแบบนี้นะ เราเข้าใจเลยว่าทำไมนักสืบใหญ่ๆ ก่อนจะรับคดีเขาจะคิดเยอะ เพราะพอรับปุ๊บมันเลิกไม่ได้ มันจะคิด คิด คิด จนจบคดี ฉะนั้นวันที่ปิดคดีได้เราเข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงกินเบียร์กัน เวลาเราร่วมสืบกับตำรวจ ซีนที่ดีที่สุดคือซีนกินเบียร์ ตำรวจเปิดเบียร์เมื่อไหร่แสดงว่าคดีจบแล้ว

คัฟเวอร์เฟซบุ๊กคุณเขียนว่า ‘อย่าสิ้นหวัง ความยุติธรรม…มีจริง’ คุณเชื่ออย่างนั้นจริงหรือ

‘อย่าสิ้นหวัง ความยุติธรรม…มีจริง’ เป็นชิพชิพหนึ่งที่เราใส่เข้าไปในสังคม คือมีจริงหรือไม่จริงไม่ต้องสนใจ แต่สนใจเถอะว่าในสังคมเราต้องมีความยุติธรรม เพราะในความเป็นจริงเราต้องการสิ่งนี้ เราจะมานั่งบอกทำไมว่ากูไม่เชื่อหรอกว่าในสังคมมีความยุติธรรม เราไม่ได้มีหน้าที่นั่งด่าความมืด แต่เรามีหน้าที่เปิดแสงสว่างให้ความมืดมันหายไป เพราะฉะนั้นเราต้องทำหน้าที่ เราต้องแกะคดี เราต้องดิ้นรนหาความยุติธรรมต่อไป

เราไม่ได้โกหกนะ ประโยคที่ว่า ‘อย่าเพิ่งสิ้นหวัง ความยุติธรรม…มีจริง’ ไม่มีคำไหนโกหกเลย ถ้าคุณเชื่อว่ามันมีอยู่จริง คุณก็ต้องไป อย่าสิ้นหวัง สักวันมันจะเจอ

อีจัน

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load