อเล็กซ์ เคอร์ (Alex Kerr) เป็นนักเขียนชาวอเมริกัน นักจัดการวัฒนธรรม และผู้เชี่ยวชาญเรื่องศิลปะเอเชียตะวันออก นอกจากหนังสือเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากมายที่เขาเขียน เขายังเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการเป็นผู้บูรณะบ้านเก่าสมัยเอโดะในหุบเขาอิยะ (Iya Valley) ในจังหวัดโทคุชิมะ ซึ่งจุดประกายให้รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมมือกับเขา เพื่อบูรณะบ้านเก่าทั่วประเทศสำหรับรองรับธุรกิจท่องเที่ยวโดยชุมชน ปัจจุบันเขามีส่วนในการบูรณะบ้านเก่าในญี่ปุ่นไปแล้วจำนวน 45 หลัง 

อ๋อง-รณรงค์ คำผา เป็นศิลปินด้านการแสดง นักออกแบบท่าเต้น และผู้ก่อตั้ง Khampha Dance (คำผา แดนซ์) สตูดิโอศิลปะการแสดงที่มีส่วนบุกเบิกเส้นทางใหม่ให้ศิลปะการแสดงล้านนา ผ่านสุนทรียะแบบร่วมสมัย และตระเวนจัดแสดงตามเทศกาลศิลปะชั้นนำต่าง ๆ ทั่วโลก บ้านเกิดอ๋องอยู่ที่พะเยา เขาเรียนจบด้านศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเปิดสตูดิโออยู่ที่เชียงใหม่ 

ราว 20 กว่าปีก่อน อเล็กซ์เดินทางมาเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมล้านนาที่เชียงใหม่ ที่ซึ่งเขาพบอ๋อง และตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน ก่อนหน้านี้อเล็กซ์ใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน 3 หลัง โทคุชิมะ เกียวโต และกรุงเทพฯ กระทั่งต้นปี 2023 ที่ผ่านมา คนทั้งสองปลูกบ้านใหม่ด้วยกันอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นบ้านหลังที่ 4 ของอเล็กซ์ 

และเป็นบ้านหลังแรกของคนทั้งคู่ บ้านที่เป็นที่มาของบทความนี้ 

บ้านป่าจี้

บนที่ดินล้อมรั้วด้วยไม้ไผ่ขัดแตะขนาด 350 ตารางวา ริมห้วยแม่เหียะ ชุมชนป่าจี้ เชิงดอยสุเทพ เชียงใหม่ บ้านของอเล็กซ์และอ๋องเป็นบ้านชั้นเดียวมุงหลังคาด้วยแฝก สูงโปร่ง และเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวลึก เปิดมาเจอห้องนั่งเล่นต่อด้วยพื้นที่ครัวและรับประทานอาหาร จากนั้นมีกำแพงกั้นห้องนอนหลัก ต่อด้วยห้องน้ำ และห้องนอนสำหรับแขก ทุกห้องเรียงต่อกันเป็นเส้นตรง เรียบง่ายเท่าที่จะเรียบง่ายได้ 

อเล็กซ์ตั้งชื่อให้บ้านที่เขาอาศัยทุกหลัง บ้านหลังแรก เขาซื้อบ้านเก่าในหุบเขาอิยะมาบูรณะ มีชื่อว่า ‘บ้านชิอิโอริ’ (แปลว่าขลุ่ยไม้ไผ่) บ้านหลังที่ 2 เขาบูรณะบ้านเก่าอายุกว่า 300 ปีที่ตั้งอยู่ติดกับศาลเจ้าเทนมันกุในเมืองคาเมโอกะ จังหวัดเกียวโต มีชื่อว่า ‘บ้านเทนมันกุ’ ตามชื่อของศาลเจ้า บ้านหลังที่ 3 เป็นอะพาร์ตเมนต์ในสุขุมวิทซอย 16 เขาตั้งชื่อตามชื่อซอยว่า ‘บ้านซอย 16’ และบ้านใหม่หลังนี้ที่ตั้งอยู่ในชุมชนป่าจี้ ไม่มีเหตุผลอื่นที่เขาจะไม่ตั้งชื่อให้มันว่า ‘บ้านป่าจี้’

“เริ่มจากเราเจอที่ดินตรงนี้ ซึ่งเขาประกาศขายเมื่อ 7 ปีก่อน และเราทั้งสองชอบทำเลที่อยู่ริมห้วย ไม่ไกลจากดอยสุเทพ และมีต้นไม้ใหญ่เยอะมาก เลยซื้อไว้โดยยังไม่รู้หรอกว่าจะทำอะไร เพราะตอนนั้นอ๋องมีบ้านของเขาเอง ส่วนผมก็มีอะพาร์ตเมนต์อยู่ที่กรุงเทพฯ เรา 2 คนก็ไป ๆ มา ๆ เจอกันที่ไทยบ้าง ที่ญี่ปุ่นบ้าง ไม่รู้จะมีบ้านอีกหลังที่เชียงใหม่ทำไม” อเล็กซ์ย้อนความหลัง

แต่นั่นล่ะ สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจปลูกบ้าน 

ตั้งใจให้ที่นี่เป็นบ้านไว้พักตอนเกษียณหรือครับ – ผมถาม

“ผมรักเชียงใหม่ เลยคิดว่าควรต้องมีบ้านของตัวเองกับอ๋องสักหลัง แต่ไม่คิดว่าจะเป็นบ้านสำหรับเกษียณ ผมยังเดินทางไปทำงานที่นั่นที่นี่อยู่เรื่อย ๆ ไม่คิดจะเกษียณง่าย ๆ ถ้าพูดให้ถูก คือบ้านหลังที่จะสร้างเป็นบ้านสำหรับพักอาศัยอย่างจริงจังมากกว่า” อเล็กซ์ในวัย 70 ตอบ

หลังคา Primitive กับบ้านสมัยใหม่

“เอาจริง ๆ โจทย์แรกของการทำบ้านหลังนี้ ผมไม่ได้ซีเรียสเท่าไหร่ว่าจะต้องทำออกมาเป็นแบบไหน ซีเรียสแค่เรื่องเดียวคือต้องเป็นหลังคาแบบมุงแฝก (Thatched Roof)” อเล็กซ์เล่าพร้อมรอยยิ้ม 

นั่นคือคำตอบของคำถามที่ผมถามเขาว่านิยามบ้านตัวเองไว้อย่างไร 

‘บ้านหลังคามุงแฝก’ (Thatched House)

ย้อนกลับไปเมื่อต้นทศวรรษ 1970 ระหว่างที่อเล็กซ์เดินทางมาเรียนภาษาญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยเคโอ (Keio University) เขาใช้เวลาช่วงปิดภาคเรียนโบกรถเดินทางไปทั่วญี่ปุ่น และมีโอกาสไปเยือนชุมชนลับแลแห่งหนึ่งภายในหุบเขาอิยะ จังหวัดโทคุชิมะ เขาประทับใจทัศนียภาพที่นั่นมาก กระทั่งได้เห็นบ้านแบบฟาร์มเฮาส์ (Farm House) ที่สร้างขึ้นสมัยเอโดะหลังหนึ่งทิ้งร้างไว้บนเนินเขา เขาไล่ถามชาวบ้านแถวนั้นว่าใครเป็นเจ้าของ ก่อนจะซื้อมันไว้ จากนั้นก็ใช้เวลาอีกหลายปีบูรณะบ้านหลังนั้น 

‘ชิอิโอริ’ คือบ้านหลังแรกของเขา ที่ต่อมาได้จุดประกายให้รัฐบาลญี่ปุ่นมาร่วมงานกับเขาในการบูรณะบ้านเก่าที่ทิ้งร้างทั่วประเทศ ให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยสอดรับกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ หากก็ยังคงคาแรกเตอร์ของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้อย่างสง่างาม 

“ตอนผมซื้อบ้านชิอิโอริ สิ่งแรกที่รีโนเวตคือหลังคา ผมรวบรวมหญ้าสึสึกิแห้งจากที่ต่าง ๆ มามุงหลังคาใหม่ ก่อนจะซ่อมแซมภายในให้พออยู่ได้ แน่นอน บ้านเก่ามีองค์ประกอบและสุนทรียะมากมายที่ผมหลงใหล แต่หลังคามุงแฝกคือสิ่งแรกที่ผมประทับใจ มันสะท้อนวิถีดั้งเดิมของผู้คนในภูมิภาค ซึ่งไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่น แต่ยังรวมถึงในไทยและในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก” อเล็กซ์เล่า

แต่นั่นล่ะ เมื่ออเล็กซ์เล่าไอเดียเรื่องหลังคารูปแบบเก่าในบ้านที่สร้างใหม่ที่เชียงใหม่ให้ใครฟัง กระทั่งอ๋องที่เป็นเพื่อนร่วมบ้านก็แสดงความกังวล

“เราเติบโตมาในชนบทและคุ้นเคยกับหลังคาแบบนี้ดี ที่ญี่ปุ่นเขาใช้หญ้าสึสึกิ ส่วนในภาคเหนือของไทยใช้หญ้าคามาสานกัน มันช่วยระบายอากาศได้ดีก็จริง แต่เป็นหลังคาที่ต้องคอยบูรณะหรือต้องคอยเปลี่ยนเมื่อเวลาผ่านไป สมัยก่อนบ้านไหนที่มีเงินหน่อย เจ้าของบ้านส่วนใหญ่ก็จะเปลี่ยนหลังคามาเป็นกระเบื้องซึ่งทนทานกว่า เราเลยถามอเล็กซ์ว่า แน่ใจหรอ” อ๋องเล่า

หากอเล็กซ์ก็ยืนยันความคิดนี้ บ้านกว่าครึ่งที่เขาเคยบูรณะในญี่ปุ่นก็มีหลังคาแบบนี้ และเขาต้องการให้บ้านที่เชียงใหม่หลังนี้สะท้อนคาแรกเตอร์ของบ้านอีกหลายหลังที่เขาเคยอาศัยหรือบูรณะให้คนอื่น นั่นคือการนำวัสดุดั้งเดิมของท้องถิ่น (Primitive Material) มาประกอบสร้างเข้ากับบ้านที่มีความทันสมัย 

“ผมคิดว่าบ้านหลังนี้สะท้อนตัวตนไม่ใช่แค่ผมคนเดียว แต่รวมถึงอ๋องด้วย อ๋องคือช่างฟ้อนที่นำต้นทุนดั้งเดิมของศิลปะมาต่อยอดให้มีความร่วมสมัย บ้านหลังใหม่ของเราก็เป็นแบบนั้น” อเล็กซ์กล่าว

หลังจากถกเถียงกันอยู่สักพัก ชื่อของ แจ่ม-แจ่มจรัส สุชีวะ สถาปนิกที่สร้างชื่อจากงานออกแบบบ้านที่สอดรับกับวัสดุพื้นถิ่นและธรรมชาติก็เป็นชื่อที่เพื่อน ๆ ของอ๋องและอเล็กซ์ต่างแนะนำ เพื่อทำให้โจทย์ยาก ๆ โจทย์นี้เกิดเป็นรูปธรรม

“เราไล่ดูผลงานที่คุณแจ่มเคยออกแบบ และคิดว่าใช่เลย ต้องเป็นเขาล่ะ ก็เลยติดต่อไป ก่อนจะนำแบบบ้านชิอิโอริให้ดู ซึ่งคุณแจ่มอยากทดลองทำแบบนี้มานานแล้วก็เลยเอาด้วย” อเล็กซ์เล่า

บ้านสมัยใหม่กับจิตวิญญาณแบบญี่ปุ่น

หลังจากทดลองอยู่หลายรูปแบบ ทั้งอเล็กซ์ อ๋อง และแจ่ม ได้วิธีการแก้ปัญหาสำหรับการทำหลังคาให้บ้านหลังนี้ นั่นคือการวางระยะของแผงหญ้าให้ชิดขึ้นมา จากระยะห่างปกติที่ 10 เซนติเมตร ให้เหลือเพียง 3 เซนติเมตร จากนั้นใช้พลาสติกโพลีคาร์บอเนตสอดไส้ในเพื่อกันน้ำ แล้วแผงหญ้ากว่า 6,000 แผ่นก็ประกอบขึ้นมาเป็นหลังคาของบ้านคอนกรีตสมัยใหม่ที่มีพื้นที่ 5 x 22 เมตรได้สำเร็จ

“แน่นอนว่าพอผ่านไปหลายปี เราอาจต้องเปลี่ยนหลังคาบางจุด แต่ผมคิดว่าคุ้มค่ากับความงาม” อเล็กซ์บอก พร้อมยืนยันว่าในฤดูมรสุมที่ผ่านมา น้ำยังไม่รั่วเลยสักแหมะ 

ไม่เพียงหลังคา แจ่มยังนำจิตวิญญาณของบ้านญี่ปุ่นมาใส่ไว้ในบ้านสไตล์โมเดิร์นหลังนี้อย่างครบครัน ทั้งการทำบ้านให้สูงโปร่งกว่าปกติ การทำระเบียงให้ขนานไปกับความยาวของบ้านฝั่งตะวันออกแบบเดียวกับบ้านชิอิโอริ โดยระเบียงนี้ยังเชื่อมห้องต่าง ๆ ของบ้านเข้าด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องเดินทะลุห้องภายใน ทั้งยังมีบานเลื่อนกระจกใสทอดยาวไปกับระเบียงตลอดตัวบ้าน (ยกเว้นห้องน้ำที่เป็นประตูทึบ) ทำให้คนในบ้านได้ชื่นชมทัศนียภาพของลำห้วยและต้นไม้ภายนอกแบบเดียวกับบ้านเทนมันกุที่เกียวโต 

ขณะที่ผนังอีกฝั่งออกแบบให้บิลด์อินยาวตลอดแนวกำแพง สำหรับเป็นมุมนั่งทำงาน ชั้นหนังสือและชั้นวางของ ก่อนจะไปสุดที่พื้นที่ทำอาหารและอ่างล้างจาน เป็นผนังบ้านที่วางฟังก์ชันไว้อย่างครบครัน โถงกลางบ้านเป็นชุดโต๊ะรับแขกแบบเตี้ยที่คนในภาคเหนือคุ้นเคย ตามมาด้วยโต๊ะรับประทานอาหารไม้สักจากร้าน Pan’s ในบ้านถวาย อำเภอหางดง พ้นจากนั้นคือผนังที่ประดับด้วยเสื่อแบบดั้งเดิมและแจกันดอกไม้ ผนังดังกล่าวคั่นระหว่างโถงกลางกับห้องนอน และห้องอื่น ๆ ที่อยู่ด้านหลัง 

“บ้านหลังนี้มีคาแรกเตอร์แบบชิอิโอริและเทนมันกุมาก ๆ เพราะผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใส เปิดโลกให้คนในบ้านเห็นทิวทัศน์ธรรมชาติข้างนอก ขณะเดียวกันความที่บ้านเรามีพื้นที่ไม่มาก เลยทำหลังคาให้สูงโปร่ง บ้านจึงดูใหญ่ในพื้นที่จำกัด เช่นเดียวกับบ้านชิอิโอริที่มีขนาดประมาณนี้ แต่พอเข้าไปแล้วเหมือนอยู่ในโบสถ์” อเล็กซ์บอก

สอดรับไปกับระยะที่สูงกว่าปกติของตัวบ้าน แจ่มยังเลือกให้ประตูทางเข้าห้องนอนที่เป็นประตูเชื่อมระหว่างพื้นที่ส่วนหน้ากับพื้นที่ส่วนหลังมีความแคบมากกว่าปกติอีก 10 เซนติเมตร (ประตูทั่วไปกว้าง 85 เซนติเมตร แต่บ้านหลังนี้กว้าง 75 เซนติเมตร) ระยะที่ลดทอนลงมาเล็กน้อยนี้กลับเพิ่มความสูงโปร่งและช่วยให้ภายในบ้านมีความลื่นไหลมากทีเดียว

“พอเป็นหลังคาจากหญ้าคา เลยซึมซับน้ำฝนเหมือนแอร์ธรรมชาติ พอเปิดหน้าต่างออก ลมก็โกรกเข้าตลอด” อเล็กซ์บอก “เป็นบ้านที่ลมดีมาก เว้นก็แต่ช่วงฤดูหมอกควัน” เขายิ้ม

บ้านที่บรรจุจิตวิญญาณที่พวกเขารัก

แม้บ้านจะมีคาแรกเตอร์ใกล้เคียงกับบ้านไม้หลังแรกของอเล็กซ์ในหุบเขาอิยะ แต่องค์ประกอบหลายอย่างกลับมีความเอกเทศอย่างน่าสนใจ ที่เห็นได้ชัดคือวัสดุคอนกรีตที่ผนังฝั่งหนึ่งเป็นปูนเปลือย และอีกฝั่งเป็นฉาบสีขาว รวมถึงพื้นที่เป็นคอนกรีตเปลือยแทนที่จะเป็นพื้นไม้หรือเสื่อทาทามิ (Tatami) เป็นคาแรกเตอร์ของบ้านญี่ปุ่น ซึ่งตอบโจทย์กับวิถีชีวิตสมัยใหม่มากกว่า 

ถึงแม้บ้านจะมีของตกแต่งที่เป็นเหมือนซิกเนเจอร์ของอเล็กซ์ในบ้านที่เขารีโนเวตทุกหลัง ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟอันดง (Andon) หรือโคมที่ประกอบด้วยโครงไม้ไผ่ห่อด้วยกระดาษซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยเอโดะ การจัดดอกไม้อิเคบานะ (Ikebana) รวมถึงงานวาดพู่กันญี่ปุ่น แต่บ้านก็มีของตกแต่งที่สะท้อนรสนิยมร่วมสมัยและความชื่นชอบในศิลปะของไทยกับล้านนาของทั้งคู่ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นงานภาพพิมพ์แกะไม้ (Wood Cut) ของ ประวีณ เปียงชมภู เซรามิกจากเวียงกาหลง ขันโตกของเชียงใหม่ ศิลาดลจากสุโขทัย พระไม้แกะสลักแบบล้านนา ไปจนถึงเครื่องดนตรีของชนเผ่าปกาเกอะญอ เป็นต้น

“ผมมีอีกบทบาทหนึ่งคือการเป็นนักสะสมศิลปะ บ้านทุกหลังเลยเป็นที่เก็บของที่ผมรักด้วย อย่างชิอิโอริผมเก็บงานหัตถกรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น บ้านเทนมันกุที่เกียวโตเป็นศิลปะของจีน เกาหลี และญี่ปุ่น อะพาร์ตเมนต์ที่กรุงเทพฯ เก็บหนังสือและงานศิลปะของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงทิเบต แต่บ้านใหม่หลังนี้แฟนซีน้อยที่สุดและเป็นอย่างชิอิโอริ คือแทบไม่มีงานศิลปะใด ๆ นอกจากข้าวของเครื่องใช้ที่ผู้คนในภูมิภาคนี้ในอดีตใช้จริง ๆ มันเป็นบ้านที่บรรจุจิตวิญญาณของสิ่งที่เรา 2 คนรัก” อเล็กซ์บอก

ในขณะที่อเล็กซ์ยังคงเดินทางไป ๆ มา ๆ ระหว่างญี่ปุ่นกับไทย อ๋องคือคนที่อยู่บ้านหลังนี้เป็นหลัก ซึ่งเขาใช้เป็นที่พักอาศัย เป็นสตูดิโอซ้อมการแสดง ออกแบบท่าเต้น ไปจนถึงทำงานเอกสาร เขาเล่าถึงความประทับใจในบ้านหลังนี้ให้ฟังว่า

“นอกจากตัวบ้านที่อเล็กซ์เล่าไปหมดแล้ว ผมชอบที่บ้านนี้ใกล้ชิดธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ใกล้เมืองด้วย ชอบฟังเสียงนกที่มาแวะพักตามต้นไม้ใหญ่ริมลำห้วย บ้านหลังนี้ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป สำคัญที่สุดคืออยู่สบาย 

“เราว่าความหรูหราเป็นมุมมองส่วนบุคคลนะ แต่ความหรูหราสำหรับเราคือความเรียบง่ายแบบนี้” อ๋องทิ้งท้าย 

Writer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

นักเขียนและนักแปล แต่บางครั้งก็หันมาทำงานศิลปะ อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น 'รักในลวง'

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ