ในปี 2018 อัตราเด็กเกิดใหม่ในประเทศญี่ปุ่นต่ำสุดในประวัติศาสตร์

ตั้งแต่มีการทำทะเบียนเด็กแรกเกิดเมื่อปี 1899 มีเพียง 3 ปีเท่านั้นที่มีเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 1 ล้านคน และปีที่แล้วมีทารกเกิดใหม่เพียงราวๆ 921,000 คนเท่านั้น

จำนวนเด็กที่น้อยลงไปทุกทีทำให้ประชากรญี่ปุ่นลดลง และผลักดินแดนอาทิตย์อุทัยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วขึ้น

หากอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีผู้คนมากมาย เราอาจไม่ค่อยสังเกตเห็นปัญหานี้ แต่ในเมืองชนบทที่มีประชากรไม่มากนัก จะเห็นได้ว่ามีคนแก่เต็มไปหมด และผู้สูงอายุเหล่านี้แหละที่ยังทำงานอยู่แม้เลยวัยเกษียณ

เราได้โอกาสไปเยี่ยมชมสถาบันการศึกษาในเมืองอุโกะ (Ugo) เมืองเล็กๆ ในจังหวัดอะคิตะ (Akita) ที่มีประชากรเพียง 15,000 คน และมีบ้านราว 5,000 หลังเท่านั้น ทั้งโรงเรียนประถมศึกษาทาคาเสะ (Takase) โรงเรียนมัธยมศึกษาประจำเมืองอุโกะ รวมถึงมหาวิทยาลัยนานาชาติอะคิตะ (Akita International University) ที่เหล่านี้กำลังประสบปัญหาเดียวกัน คือมีนักเรียนนักศึกษาชาวญี่ปุ่นน้อยมาก

ในโรงเรียนประถมศึกษาทาคาเสะแต่ละห้องเรียนมีนักเรียนราว 5 – 12 คนเท่านั้น บางชั้นเรียนมีเด็กเพียงห้องเดียว ห้องเรียนหลายห้องปิดไว้เฉยๆ เพราะมีนักเรียนไม่มากพอ

แต่ อาเบะ ยูอิจิ (Abe Youichi) ครูใหญ่ของโรงเรียนบอกว่า เขามองวิกฤตเป็นโอกาส ยิ่งมีนักเรียนน้อย ยิ่งหมายความว่าครูมีเวลาใส่ใจนักเรียนแต่ละคนอย่างเต็มที่มากขึ้น ห้องเรียนเด็กเล็กๆ มีครูอย่างน้อย 2 คนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ให้เด็กทุกคนได้ทำกิจกรรมอย่างทั่วถึง

เราประทับใจคุณภาพการศึกษาของประเทศโลกที่ 1 เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง แล็บวิทยาศาสตร์หรือห้องเรียนดนตรีใหญ่โต มีอุปกรณ์พรั่งพร้อมไม่แพ้โรงเรียนเอกชนในกรุงเทพมหานคร ผลงานประดิษฐ์ของนักเรียนติดอยู่ที่หลังห้องและรอบห้องเรียนอย่างสร้างสรรค์ หลังห้องมีป้ายชื่อและภาพถ่ายของสมาชิกทุกคนในห้องเรียนติดอยู่ชัดเจน เมื่อเทียบกับหลายโรงเรียนในเมืองไทยที่ห้องเรียนหนึ่งมีนักเรียนมากถึง 50 – 60 คน บรรยากาศการเรียนที่นี่ทั่วถึงกว่ากันมาก

ถัดมาคือโรงเรียนมัธยมปลาย นอกจากเข้าไปดูการเรียนการสอนในห้องเรียน น้องๆ ยังแสดงระบำบงโอโดริ การเต้นเคารพวิญญาณบรรพบุรุษให้เราชมด้วย เด็กผู้หญิงเต้นรำ ส่วนเด็กผู้ชายเล่นดนตรี และยังสอนเทคนิคการรำและตีกลองให้ด้วย

น้องๆ พูดภาษาอังกฤษไม่เก่งมาก แต่ว่าไม่ใช่เด็กขี้อาย ต่างสุภาพและต้อนรับแขกต่างชาติอย่างไม่เคอะเขิน ต่างจากหลายๆ เมืองที่เด็กไม่ค่อยกล้าสนทนากับคนต่างภาษา

“เด็กๆ คุ้นเคยกับคนต่างชาติเพราะนักเรียนและนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยนานาชาติอะคิตะมาเรียนรู้วัฒนธรรมในเมืองนี้ พวกเขายินดีต้อนรับคนแปลกหน้า ไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนนอก และทำให้คนที่มาได้รู้จักญี่ปุ่นจริงๆ”

ฮิโรชิ ซุซะกิ (Hiroshi Susaki) เจ้าหน้าที่จากโครงการ UGO ABROAD ที่สนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษาต่างชาติมาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่นี่เล่าให้ฟัง หลายปีมานี้อุโกะเปิดประตูต้อนรับเยาวชนจากที่อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อพัฒนาประชากรตามโลกภายนอกให้ทัน โดยปี 2019 นี้เป็นปีแรกที่เปิดโครงการแลกเปลี่ยนให้นักเรียนจากไทยไปเรียนที่นี่ 1 ปีเต็ม

“อุโกะเป็นเหมือนเมืองเล็กทั่วๆ ไปแหละครับ ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว สิ่งที่ทำให้ที่นี่แตกต่างคือชุมชนแข็งแรงมาก หลายๆ เมืองคนน้อยลงเลยต้องมารวมตัวกัน แต่ไม่ได้สนิทกันแล้ว ที่อุโกะทุกคนรู้จักกันหมด และเด็กๆ ที่นี่ก็กระตือรือร้นต่อสิ่งใหม่ๆ เหมือนรุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ย่าตายาย ของพวกเขา”

ปิดท้ายเรื่องนี้ที่มหาวิทยาลัยนานาชาติอะคิตะ สิ่งแรกที่เราประทับใจคือมหาวิทยาลัยที่โดดเด่นด้าน International Liberal Arts นี้สวยมาก ทั้งล้อมรอบด้วยหุบเขาแสนสงบ และสถาปัตยกรรมที่นี่ก็งดงาม มีห้องสมุดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ซึ่งเปิดให้คนภายนอกเข้าใช้บริการได้ด้วย

ห้องสมุดนะคะจิมะ (Nakajima) สร้างด้วยไม้สนซีดาร์ท้องถิ่นของอะคิตะ ออกแบบเป็นวงกลมลดหลั่นเป็นชั้นๆ เหมือนโคลีเซียมหนังสือ นอกจากสวยเด็ดขาดจนได้รับรางวัลด้านการออกแบบมากมาย สถาปนิกยังตั้งใจทำให้ผู้อ่านหนังสือมีสมาธิกับการอ่าน โดยหนังสือกว่า 7,700 เล่มที่นี่เป็นภาษาอังกฤษแทบทั้งหมด

จุดเด่นของห้องสมุดนี้คือไม่เคยปิด เปิด 24 ชั่วโมง ตลอด 365 วัน สำหรับนักศึกษา ส่วนคนภายนอกเข้ามาใช้งานได้เฉพาะช่วงเวลากลางวัน วันที่เราเข้าไปเยี่ยม ที่นี่เงียบมาก แม้จะเต็มไปด้วยนักศึกษาหลากหลายเชื้อชาติ
“ถึงแม้ว่าที่นี่จะมีนักศึกษาชาวอะคิตะน้อย แต่ ดร.มิเนโอะ นะคะจิมะ (Mineo Nakajima) อธิการบดีมหาวิทยาลัยคนแรกของที่นี่ตั้งใจสร้างมหาวิทยาลัยระดับโลก ไม่ใช่มหาวิทยาลัยระดับจังหวัด ทุกคลาสเรียนจึงสอนเป็นภาษาอังกฤษ มีกฎว่านักศึกษาทุกคนต้องไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ และนักศึกษาชั้นปี 1 มีหน้าที่ดูแลนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากต่างประเทศครับ”

ฮิโรชิซังซึ่งเป็นศิษย์เก่าของที่นี่เล่าอย่างภูมิใจ การดูแลคุณภาพการศึกษาและการเปิดสถาบันการศึกษาต้อนรับชาวต่างชาติให้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมสม่ำเสมอ เป็นตัวอย่างการปรับตัวของเมืองชนบทที่ทำให้เรามั่นใจว่าต่อให้เด็กญี่ปุ่นมีจำนวนน้อย แต่ก็จะเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพในอนาคต

ในปี 2018 อัตราเด็กเกิดใหม่ในประเทศญี่ปุ่นต่ำสุดในประวัติศาสตร์

ตั้งแต่มีการทำทะเบียนเด็กแรกเกิดเมื่อปี 1899 มีเพียง 3 ปีเท่านั้นที่มีเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 1 ล้านคน และปีที่แล้วมีทารกเกิดใหม่เพียงราวๆ 921,000 คนเท่านั้น

จำนวนเด็กที่น้อยลงไปทุกทีทำให้ประชากรญี่ปุ่นลดลง และผลักดินแดนอาทิตย์อุทัยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วขึ้น

หากอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีผู้คนมากมาย เราอาจไม่ค่อยสังเกตเห็นปัญหานี้ แต่ในเมืองชนบทที่มีประชากรไม่มากนัก จะเห็นได้ว่ามีคนแก่เต็มไปหมด และผู้สูงอายุเหล่านี้แหละที่ยังทำงานอยู่แม้เลยวัยเกษียณ

เราได้โอกาสไปเยี่ยมชมสถาบันการศึกษาในเมืองอุโกะ (Ugo) เมืองเล็กๆ ในจังหวัดอะคิตะ (Akita) ที่มีประชากรเพียง 15,000 คน และมีบ้านราว 5,000 หลังเท่านั้น ทั้งโรงเรียนประถมศึกษาทาคาเสะ (Takase) โรงเรียนมัธยมศึกษาประจำเมืองอุโกะ รวมถึงมหาวิทยาลัยนานาชาติอะคิตะ (Akita International University) ที่เหล่านี้กำลังประสบปัญหาเดียวกัน คือมีนักเรียนนักศึกษาชาวญี่ปุ่นน้อยมาก

ในโรงเรียนประถมศึกษาทาคาเสะแต่ละห้องเรียนมีนักเรียนราว 5 – 12 คนเท่านั้น บางชั้นเรียนมีเด็กเพียงห้องเดียว ห้องเรียนหลายห้องปิดไว้เฉยๆ เพราะมีนักเรียนไม่มากพอ

แต่ อาเบะ ยูอิจิ (Abe Youichi) ครูใหญ่ของโรงเรียนบอกว่า เขามองวิกฤตเป็นโอกาส ยิ่งมีนักเรียนน้อย ยิ่งหมายความว่าครูมีเวลาใส่ใจนักเรียนแต่ละคนอย่างเต็มที่มากขึ้น ห้องเรียนเด็กเล็กๆ มีครูอย่างน้อย 2 คนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ให้เด็กทุกคนได้ทำกิจกรรมอย่างทั่วถึง

เราประทับใจคุณภาพการศึกษาของประเทศโลกที่ 1 เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง แล็บวิทยาศาสตร์หรือห้องเรียนดนตรีใหญ่โต มีอุปกรณ์พรั่งพร้อมไม่แพ้โรงเรียนเอกชนในกรุงเทพมหานคร ผลงานประดิษฐ์ของนักเรียนติดอยู่ที่หลังห้องและรอบห้องเรียนอย่างสร้างสรรค์ หลังห้องมีป้ายชื่อและภาพถ่ายของสมาชิกทุกคนในห้องเรียนติดอยู่ชัดเจน เมื่อเทียบกับหลายโรงเรียนในเมืองไทยที่ห้องเรียนหนึ่งมีนักเรียนมากถึง 50 – 60 คน บรรยากาศการเรียนที่นี่ทั่วถึงกว่ากันมาก

ถัดมาคือโรงเรียนมัธยมปลาย นอกจากเข้าไปดูการเรียนการสอนในห้องเรียน น้องๆ ยังแสดงระบำบงโอโดริ การเต้นเคารพวิญญาณบรรพบุรุษให้เราชมด้วย เด็กผู้หญิงเต้นรำ ส่วนเด็กผู้ชายเล่นดนตรี และยังสอนเทคนิคการรำและตีกลองให้ด้วย

น้องๆ พูดภาษาอังกฤษไม่เก่งมาก แต่ว่าไม่ใช่เด็กขี้อาย ต่างสุภาพและต้อนรับแขกต่างชาติอย่างไม่เคอะเขิน ต่างจากหลายๆ เมืองที่เด็กไม่ค่อยกล้าสนทนากับคนต่างภาษา

“เด็กๆ คุ้นเคยกับคนต่างชาติเพราะนักเรียนและนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยนานาชาติอะคิตะมาเรียนรู้วัฒนธรรมในเมืองนี้ พวกเขายินดีต้อนรับคนแปลกหน้า ไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนนอก และทำให้คนที่มาได้รู้จักญี่ปุ่นจริงๆ”

ฮิโรชิ ซุซะกิ (Hiroshi Susaki) เจ้าหน้าที่จากโครงการ UGO ABROAD ที่สนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษาต่างชาติมาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่นี่เล่าให้ฟัง หลายปีมานี้อุโกะเปิดประตูต้อนรับเยาวชนจากที่อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อพัฒนาประชากรตามโลกภายนอกให้ทัน โดยปี 2019 นี้เป็นปีแรกที่เปิดโครงการแลกเปลี่ยนให้นักเรียนจากไทยไปเรียนที่นี่ 1 ปีเต็ม

“อุโกะเป็นเหมือนเมืองเล็กทั่วๆ ไปแหละครับ ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว สิ่งที่ทำให้ที่นี่แตกต่างคือชุมชนแข็งแรงมาก หลายๆ เมืองคนน้อยลงเลยต้องมารวมตัวกัน แต่ไม่ได้สนิทกันแล้ว ที่อุโกะทุกคนรู้จักกันหมด และเด็กๆ ที่นี่ก็กระตือรือร้นต่อสิ่งใหม่ๆ เหมือนรุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ย่าตายาย ของพวกเขา”

ปิดท้ายเรื่องนี้ที่มหาวิทยาลัยนานาชาติอะคิตะ สิ่งแรกที่เราประทับใจคือมหาวิทยาลัยที่โดดเด่นด้าน International Liberal Arts นี้สวยมาก ทั้งล้อมรอบด้วยหุบเขาแสนสงบ และสถาปัตยกรรมที่นี่ก็งดงาม มีห้องสมุดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ซึ่งเปิดให้คนภายนอกเข้าใช้บริการได้ด้วย

ห้องสมุดนะคะจิมะ (Nakajima) สร้างด้วยไม้สนซีดาร์ท้องถิ่นของอะคิตะ ออกแบบเป็นวงกลมลดหลั่นเป็นชั้นๆ เหมือนโคลีเซียมหนังสือ นอกจากสวยเด็ดขาดจนได้รับรางวัลด้านการออกแบบมากมาย สถาปนิกยังตั้งใจทำให้ผู้อ่านหนังสือมีสมาธิกับการอ่าน โดยหนังสือกว่า 7,700 เล่มที่นี่เป็นภาษาอังกฤษแทบทั้งหมด

จุดเด่นของห้องสมุดนี้คือไม่เคยปิด เปิด 24 ชั่วโมง ตลอด 365 วัน สำหรับนักศึกษา ส่วนคนภายนอกเข้ามาใช้งานได้เฉพาะช่วงเวลากลางวัน วันที่เราเข้าไปเยี่ยม ที่นี่เงียบมาก แม้จะเต็มไปด้วยนักศึกษาหลากหลายเชื้อชาติ
“ถึงแม้ว่าที่นี่จะมีนักศึกษาชาวอะคิตะน้อย แต่ ดร.มิเนโอะ นะคะจิมะ (Mineo Nakajima) อธิการบดีมหาวิทยาลัยคนแรกของที่นี่ตั้งใจสร้างมหาวิทยาลัยระดับโลก ไม่ใช่มหาวิทยาลัยระดับจังหวัด ทุกคลาสเรียนจึงสอนเป็นภาษาอังกฤษ มีกฎว่านักศึกษาทุกคนต้องไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ และนักศึกษาชั้นปี 1 มีหน้าที่ดูแลนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากต่างประเทศครับ”

ฮิโรชิซังซึ่งเป็นศิษย์เก่าของที่นี่เล่าอย่างภูมิใจ การดูแลคุณภาพการศึกษาและการเปิดสถาบันการศึกษาต้อนรับชาวต่างชาติให้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมสม่ำเสมอ เป็นตัวอย่างการปรับตัวของเมืองชนบทที่ทำให้เรามั่นใจว่าต่อให้เด็กญี่ปุ่นมีจำนวนน้อย แต่ก็จะเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพในอนาคต

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

วิชา : Alles Groeit (ทุกสรรพสิ่งล้วนเติบโต) 

ประเภทวิชา : วงจรชีวิต 

คุณสมบัติผู้เรียน : มีความอยากรู้อยากเห็นและชื่นชอบธรรมชาติ 

เก็งข้อสอบ : การพึ่งพาอาศัยของพืชและสัตว์ 

ชวนมาดูว่าเด็กๆ อายุ 6 – 9 ขวบ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เรียนวิชาอะไรบ้างนอกเหนือจากในห้องเรียน 

หลังจากเราดูสารคดีของ เดวิด เอตเทนเบอโร (David Attenborough) ใน Netflix จนจบ ก็เกิดความคิดที่ว่า มันคงจะดีนะ ถ้าเด็กๆ ถูกปลูกฝังเรื่องสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติตั้งแต่อายุน้อยๆ และวันดีคืนดีเราก็สงสัยว่าที่เนเธอร์แลนด์เราจะไปเก็บเห็ดมากินได้มั้ยนะ ก็เลยหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเรื่องการเก็บเห็ดในป่า จนไปเจอศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติที่ชื่อว่า Milieu Educatie Centrum อยู่ใกล้บ้านมากๆ และไม่เกี่ยวกับการหาเห็ดมากินแต่อย่างใด

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

หลังจากเราเข้าไปในเว็บไซต์ของศูนย์การเรียนรู้ ก็เกิดความคิดว่า ลองสมัครเป็นครูอาสาดูดีกว่า เพื่อเป็นการฝึกภาษาดัตช์ไปในตัว แต่ลึกๆ ก็เตรียมใจไว้แล้วว่า ถ้าภาษาไม่ดีพอ จะขอเขาทำสวน ปลูกผัก พรวนดินแทน 

หลังจากนัดเจอและพูดคุยกับศูนย์การเรียนรู้ เขาชักชวนเราไปเป็นครูผู้ช่วย โดยการเดินเข้าป่าไปกับเด็กๆ และพูดคุยระหว่างทาง วิชาแรกที่ได้รับมอบหมาย ชื่อวิชา Alles Groeit แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘สรรพสิ่งล้วนเติบโต’ 

เริ่มต้นโดย คุณลุงบาร์ต รับบทดำเนินรายการเล่าเรื่องผึ้งที่พบปะสัตว์ต่างๆ และชักชวนไปนอนโรงแรม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

นายหนอน นอนห้องที่ 1 

นางสาวลูกอ๊อด นอนห้องที่ 2

นางสาวเต่าทอง นอนห้องที่ 3 

เวลาผ่านไป ก็อก ก็อก ก็อก – เคาะประตูเรียกแต่ละห้อง 

เฮ้ย หนอนหายไปแล้ว ผีเสื้อมาได้ยังไง แอบเข้ามาเหรอ สัตว์แต่ละห้องก็ทยอยกลายเป็นสัตว์อีกแบบ 

เด็กๆ ค่อยๆ ยกมือถามทีละคนว่า ลูกอ๊อดโตไปเป็นอะไร หนอนโตไปเป็นอะไร 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

เด็กๆ ที่เข้าร่วมมีประมาณ 20 – 30 คน ต่อคลาส และแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 7-8 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับกระเป๋าเป้หนึ่งใบ ด้านในมีขวดโหล ถาด แว่นขยาย ขวดโหลขนาดเล็กพร้อมฝาปิดแบบแว่นขยาย และเด็กแต่ละคนจะได้รับมอบหมายตามสิ่งที่ตัวเองถนัด ทั้งขอเป็นคนสะพายเป้ ขอถือขวดโหล ขอจับแมลง ขอถือถาดไว้ใส่หอยทาก 

ระหว่างเดินป่า เราก็สังเกตเห็นว่า เด็กๆ เกือบทุกคนล้วนสวมรองเท้าบูต เนื่องจากประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ฝนตกตลอดปี เด็กๆ ที่นี่เลยคุ้นชินกับหน้าฝนและมีเสื้อผ้ากันฝนที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

อ้อ เด็กๆ จะเรียกเราว่า Juf (เยิฟ) แปลว่า คุณครู บางคนก็เรียก Mevrouw (Miss ในภาษาอังกฤษ)

หลังจากออกไปสำรวจสัตว์ในป่าเสร็จเรียบร้อยก็กลับมาที่ศูนย์การเรียนรู้อีกครั้ง เพื่อทบทวนความรู้จากในป่า และแลกเปลี่ยนสัตว์ที่จับได้กับเพื่อนๆ เพลิดเพลินกันได้สักพักก็แบ่งกลุ่มย่อยๆ อีก 3 กลุ่มให้เด็กเข้าร่วม 

เรื่องกำลังจะเริ่มที่ตู้ลูกอ๊อดที่ทำให้เราหัวใจจะวายตอนที่เด็กๆ รุมกันจ้วงจับลูกอ๊อดในตู้ แล้วเอามาส่องกับแว่นขยาย เลอะเทอะไปหมด (ฮ่าๆ) ซึ่งลูกอ็อด ภาษาดัชต์คือ Kikkervisje ส่วน ไข่กบ ภาษาดัชต์คือ Kikkerdril 

พอจับใส่ขวดปุ๊บ ก็มาส่องดูร่างกายลูกอ๊อด 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถัดมาเป็นโต๊ะที่สอนเรื่องวงจรชีวิตสัตว์ 

เด็กๆ ต้องเรียงภาพตั้งแต่เกิดยันโตของสัตว์แต่ละชนิด เราเดินเช็กทีละภาพ และกล่าวชมเด็กๆ ทีละคน 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

กลุ่มสุดท้ายเป็นโต๊ะกลุ่มวงจรผีเสื้อ โดยผีเสื้อที่มีอยู่ในศูนย์เป็นผีเสื้อที่พบเจอได้ในสวนตามบ้านทั่วไปของคนเนเธอร์แลนด์ ชื่อพันธุ์ว่า Koolwitje แปลเป็นภาษาไทยคือ พันธุ์กระหล่ำปลีขาว (จิ๋ว) ปีกมีสีขาวแซมจุดสีดำ 

หลังจบคลาสเด็กๆ ก็ช่วยกันทยอยคืนสัตว์กลับเข้าสู่ป่าดังเดิม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ในแต่ละวันจะมีการเรียนการสอนวิชาห้องเรียนธรรมชาติจำนวน 2 คาบ ตั้งแต่ 09.00 – 12.00 น. ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการปลูกผักและทำปุ๋ย รวมทั้งทำโรงแรมผึ้ง ปลูกทานตะวัน ปลูกอะโวคาโด แต่ช่วงนี้ฝนตก ลมแรง เลยต้องเก็บเจ้าพวกต้นกล้าเอาไว้ข้างในก่อนเอาไปลงดินที่แปลงข้างนอก ซึ่งการเรียนการสอนในแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

มีการสอนดูสภาวะเมฆ สอนแยกขยะ สอนดมดอกไม้ สอนกินพืช สอนเรื่องพลังงานทดแทน (กังหันลม เป็นกิมมิกของประเทศนี้เลย) แล้วก็พาเด็กๆ ไปฟาร์มโดยการปั่นจักรยาน ให้เด็กเอาจักรยานมาเองและปั่นไปด้วยกัน 

นอกจากเด็กๆ เนเธอร์แลนด์จะไม่กลัวฝนแล้ว เด็กที่นี่ปั่นจักรยานไปโรงเรียนตั้งแต่อายุ 4 ขวบเลย 🙂 

ทิ้งท้ายสักนิด วันก่อนเราไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารใกล้บ้าน มีเด็กผู้หญิงชวนไปดูปลาที่บ่อแถวนั้น พร้อมทั้งถกแขนเสื้อจ้วงเอาเศษขยะในบ่อ มีทั้งใบเสร็จ ฝาขวดน้ำอัดลมแบบสเตนเลส พลาสติก โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ปลาเผลอกินเข้าไป และจากบทความข้างต้น จะเห็นได้เลยว่าเด็กๆ ที่นี่ถูกปลูกฝังให้อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ไว้ครั้งหน้ามีสอนเรื่องอะไรอีกบ้าง เราจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

วิชา : Alles Groeit (ทุกสรรพสิ่งล้วนเติบโต) 

ประเภทวิชา : วงจรชีวิต 

คุณสมบัติผู้เรียน : มีความอยากรู้อยากเห็นและชื่นชอบธรรมชาติ 

เก็งข้อสอบ : การพึ่งพาอาศัยของพืชและสัตว์ 

ชวนมาดูว่าเด็กๆ อายุ 6 – 9 ขวบ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เรียนวิชาอะไรบ้างนอกเหนือจากในห้องเรียน 

หลังจากเราดูสารคดีของ เดวิด เอตเทนเบอโร (David Attenborough) ใน Netflix จนจบ ก็เกิดความคิดที่ว่า มันคงจะดีนะ ถ้าเด็กๆ ถูกปลูกฝังเรื่องสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติตั้งแต่อายุน้อยๆ และวันดีคืนดีเราก็สงสัยว่าที่เนเธอร์แลนด์เราจะไปเก็บเห็ดมากินได้มั้ยนะ ก็เลยหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเรื่องการเก็บเห็ดในป่า จนไปเจอศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติที่ชื่อว่า Milieu Educatie Centrum อยู่ใกล้บ้านมากๆ และไม่เกี่ยวกับการหาเห็ดมากินแต่อย่างใด

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

หลังจากเราเข้าไปในเว็บไซต์ของศูนย์การเรียนรู้ ก็เกิดความคิดว่า ลองสมัครเป็นครูอาสาดูดีกว่า เพื่อเป็นการฝึกภาษาดัตช์ไปในตัว แต่ลึกๆ ก็เตรียมใจไว้แล้วว่า ถ้าภาษาไม่ดีพอ จะขอเขาทำสวน ปลูกผัก พรวนดินแทน 

หลังจากนัดเจอและพูดคุยกับศูนย์การเรียนรู้ เขาชักชวนเราไปเป็นครูผู้ช่วย โดยการเดินเข้าป่าไปกับเด็กๆ และพูดคุยระหว่างทาง วิชาแรกที่ได้รับมอบหมาย ชื่อวิชา Alles Groeit แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘สรรพสิ่งล้วนเติบโต’ 

เริ่มต้นโดย คุณลุงบาร์ต รับบทดำเนินรายการเล่าเรื่องผึ้งที่พบปะสัตว์ต่างๆ และชักชวนไปนอนโรงแรม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

นายหนอน นอนห้องที่ 1 

นางสาวลูกอ๊อด นอนห้องที่ 2

นางสาวเต่าทอง นอนห้องที่ 3 

เวลาผ่านไป ก็อก ก็อก ก็อก – เคาะประตูเรียกแต่ละห้อง 

เฮ้ย หนอนหายไปแล้ว ผีเสื้อมาได้ยังไง แอบเข้ามาเหรอ สัตว์แต่ละห้องก็ทยอยกลายเป็นสัตว์อีกแบบ 

เด็กๆ ค่อยๆ ยกมือถามทีละคนว่า ลูกอ๊อดโตไปเป็นอะไร หนอนโตไปเป็นอะไร 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

เด็กๆ ที่เข้าร่วมมีประมาณ 20 – 30 คน ต่อคลาส และแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 7-8 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับกระเป๋าเป้หนึ่งใบ ด้านในมีขวดโหล ถาด แว่นขยาย ขวดโหลขนาดเล็กพร้อมฝาปิดแบบแว่นขยาย และเด็กแต่ละคนจะได้รับมอบหมายตามสิ่งที่ตัวเองถนัด ทั้งขอเป็นคนสะพายเป้ ขอถือขวดโหล ขอจับแมลง ขอถือถาดไว้ใส่หอยทาก 

ระหว่างเดินป่า เราก็สังเกตเห็นว่า เด็กๆ เกือบทุกคนล้วนสวมรองเท้าบูต เนื่องจากประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ฝนตกตลอดปี เด็กๆ ที่นี่เลยคุ้นชินกับหน้าฝนและมีเสื้อผ้ากันฝนที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

อ้อ เด็กๆ จะเรียกเราว่า Juf (เยิฟ) แปลว่า คุณครู บางคนก็เรียก Mevrouw (Miss ในภาษาอังกฤษ)

หลังจากออกไปสำรวจสัตว์ในป่าเสร็จเรียบร้อยก็กลับมาที่ศูนย์การเรียนรู้อีกครั้ง เพื่อทบทวนความรู้จากในป่า และแลกเปลี่ยนสัตว์ที่จับได้กับเพื่อนๆ เพลิดเพลินกันได้สักพักก็แบ่งกลุ่มย่อยๆ อีก 3 กลุ่มให้เด็กเข้าร่วม 

เรื่องกำลังจะเริ่มที่ตู้ลูกอ๊อดที่ทำให้เราหัวใจจะวายตอนที่เด็กๆ รุมกันจ้วงจับลูกอ๊อดในตู้ แล้วเอามาส่องกับแว่นขยาย เลอะเทอะไปหมด (ฮ่าๆ) ซึ่งลูกอ็อด ภาษาดัชต์คือ Kikkervisje ส่วน ไข่กบ ภาษาดัชต์คือ Kikkerdril 

พอจับใส่ขวดปุ๊บ ก็มาส่องดูร่างกายลูกอ๊อด 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถัดมาเป็นโต๊ะที่สอนเรื่องวงจรชีวิตสัตว์ 

เด็กๆ ต้องเรียงภาพตั้งแต่เกิดยันโตของสัตว์แต่ละชนิด เราเดินเช็กทีละภาพ และกล่าวชมเด็กๆ ทีละคน 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

กลุ่มสุดท้ายเป็นโต๊ะกลุ่มวงจรผีเสื้อ โดยผีเสื้อที่มีอยู่ในศูนย์เป็นผีเสื้อที่พบเจอได้ในสวนตามบ้านทั่วไปของคนเนเธอร์แลนด์ ชื่อพันธุ์ว่า Koolwitje แปลเป็นภาษาไทยคือ พันธุ์กระหล่ำปลีขาว (จิ๋ว) ปีกมีสีขาวแซมจุดสีดำ 

หลังจบคลาสเด็กๆ ก็ช่วยกันทยอยคืนสัตว์กลับเข้าสู่ป่าดังเดิม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ในแต่ละวันจะมีการเรียนการสอนวิชาห้องเรียนธรรมชาติจำนวน 2 คาบ ตั้งแต่ 09.00 – 12.00 น. ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการปลูกผักและทำปุ๋ย รวมทั้งทำโรงแรมผึ้ง ปลูกทานตะวัน ปลูกอะโวคาโด แต่ช่วงนี้ฝนตก ลมแรง เลยต้องเก็บเจ้าพวกต้นกล้าเอาไว้ข้างในก่อนเอาไปลงดินที่แปลงข้างนอก ซึ่งการเรียนการสอนในแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

มีการสอนดูสภาวะเมฆ สอนแยกขยะ สอนดมดอกไม้ สอนกินพืช สอนเรื่องพลังงานทดแทน (กังหันลม เป็นกิมมิกของประเทศนี้เลย) แล้วก็พาเด็กๆ ไปฟาร์มโดยการปั่นจักรยาน ให้เด็กเอาจักรยานมาเองและปั่นไปด้วยกัน 

นอกจากเด็กๆ เนเธอร์แลนด์จะไม่กลัวฝนแล้ว เด็กที่นี่ปั่นจักรยานไปโรงเรียนตั้งแต่อายุ 4 ขวบเลย 🙂 

ทิ้งท้ายสักนิด วันก่อนเราไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารใกล้บ้าน มีเด็กผู้หญิงชวนไปดูปลาที่บ่อแถวนั้น พร้อมทั้งถกแขนเสื้อจ้วงเอาเศษขยะในบ่อ มีทั้งใบเสร็จ ฝาขวดน้ำอัดลมแบบสเตนเลส พลาสติก โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ปลาเผลอกินเข้าไป และจากบทความข้างต้น จะเห็นได้เลยว่าเด็กๆ ที่นี่ถูกปลูกฝังให้อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ไว้ครั้งหน้ามีสอนเรื่องอะไรอีกบ้าง เราจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อัจฉราพรรณ พาลี

หญิงสาวอายุยี่สิบปลาย อาศัยอยู่เมืองไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ชอบอยู่ใกล้เด็กและธรรมชาติ ชอบเที่ยวป่าและกำลังตัดสินใจซื้อรถคาราวาน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load