25 กุมภาพันธ์ 2563
20 K

น้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่ทุกคนคุ้นเคย มันทั้งหวาน สดชื่น หาซื้อง่าย ราคาถูก แม้หลังๆ มานี้จะถูกโจมตีว่าเป็นผู้ร้ายทำลายสุขภาพ แต่อย่าปฏิเสธเลยว่าเราก็ยังแอบดื่มน้ำอัดลมในวันที่รู้สึกแย่ๆ กันทุกคนนั่นแหละ

เมื่อน้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่หาได้ทั่วไป และไม่มีใครคิดว่าจะต้องทำความรู้จักกับมันไปมากกว่ารู้ชื่อยี่ห้อเท่าไหร่

ก็น้ำอัดลมไง หยิบออกจากตู้เย็น จ่ายเงิน เทใส่น้ำแข็ง แล้วก็ดื่มเพื่อดับอะไรก็ตามที่มันคุกรุ่นอยู่ให้หมดไป เราต้องรู้อะไรเกี่ยวกับมันมากกว่านี้อีกหรือ 

แต่คนอยู่ไม่สุขอย่างกิฟ ไม่คิดอย่างนั้น 

aircraft แบรนด์ของนักปรุงคราฟต์โคล่าที่จริงจังจนขายได้ราคาสูงกว่าน้ำอัดลมธรรมดา 10 เท่า

กิฟ-ณัฐธิดา วงศ์มหาศิริ เรียกตัวเองว่า นักปรุงคราฟต์โคล่า 

“เราชอบกินน้ำอัดลมมาตั้งแต่เด็กๆ วันหนึ่งไปเจอหนังสือที่มีสูตรต้มโคล่ากินเองก็เลยลองทำดู อยากมีสูตรโคล่าเป็นของตัวเอง” 

นี่คือกิฟ ผู้ไม่ยอมหยุดแค่การซื้อน้ำอัดลมเย็นเฉียบจากตู้แช่

“คนส่วนใหญ่ทำหน้ายังไง เวลาคุณเล่าถึงคราฟต์โคล่า” เราถาม 

“บางคนก็ไม่รู้จัก แต่ให้เราเล่าได้อีกนะ เล่าได้ไม่เคยเบื่อเลย” กิฟยิ้มกว้างก่อนเล่าต่อ 

โคล่า คือน้ำอัดลมน้ำดำที่คนคุ้นเคย และคราฟต์โคล่า คือเครื่องดื่มที่ทำเองทุกขั้นตอน เสิร์ฟแบบสดๆ เหมือนกาแฟสด ซึ่งกิฟย้ำว่า โคล่าของเธอจะอร่อยที่สุดใน 7 นาทีแรกหลังจากเสิร์ฟถึงมือ

ก่อนคุยเรื่องเบื้องหลังวิธีคิดทำแบรนด์คราฟต์โคล่า กิฟให้เราลองทายวัตถุดิบที่อยู่ในโคล่า ที่มาของรสซ่าๆ สดชื่น และกลิ่มหอมนวลๆ

aircraft แบรนด์ของนักปรุงคราฟต์โคล่าที่จริงจังจนขายได้ราคาสูงกว่าน้ำอัดลมธรรมดา 10 เท่า

“เริ่มจากไซรัปของโคล่า เราทำมาจากผิวมะนาวต้มในคาราเมล และแทนที่จะใช้ถั่วโคล่าตามสูตรทั่วไป กิฟก็ใช้กาแฟที่เราคั่วเองเพื่อให้สีน้ำตาลแก่น้ำโคล่า จากนั้นใส่อบเชยและวานิลลาลงไปเพื่อให้กลิ่น ปรุงรสด้วยเลม่อน มะกรูด และน้ำมะนาว ให้รสเปรี้ยว สดชื่น จากนั้นบ่มไซรัปไว้สักพักเพื่อความอร่อย เหมือนทำพะโล้เหมือนกันนะ พอได้ที่แล้วก็จะผสม อัดแก๊สแล้วก็เสิร์ฟให้ดื่มทันที” 

ทันทีที่ได้รู้ว่าโคล่าแก้วตรงหน้าประกอบด้วย สมุนไพร พืช ผลไม้อะไร ผ่านการเคี่ยวบ่มมานานแค่ไหน โลกของน้ำอัดลมเราก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

น้ำรสซ่าหน้าตาคุ้นกลับมีรสชาติที่ต่างออกไป ใช่! นั่นกลิ่นวานิลลา นี่กลิ่นอบเชย น้ำรสหวานๆ มีรสเลม่อนที่ปลายลิ้น ทำให้สดชื่นอย่างบอกไม่ถูกต่างจากการดื่มผ่านกระป๋อง

ไม่ใช่แค่ความตั้งใจที่ใส่ในคราฟต์โคล่าจนเต็มแก้ว กับธุรกิจ กิฟก็คราฟต์มากเช่นกัน

มาพบกับหัวใจที่ทำแบรนด์เล็กๆ ขึ้นมาประดับตลาดเครื่องดื่มทางเลือกได้น่ารักน่าหลง และยังเติบโตมาได้ 2 ปีแล้วท่ามกลางคาเฟ่และเมนูเครื่องดื่มที่เกิดใหม่ไม่เว้นวัน

ขออภัยล่วงหน้า หากเสียงดูดโคล่าของเราจะรบกวนการสนทนาไปบ้าง แต่ฟังกิฟเล่าแล้วมันอดใจนั่งนิ่งๆ ไม่ได้จริงๆ 

aircraft แบรนด์ของนักปรุงคราฟต์โคล่าที่จริงจังจนขายได้ราคาสูงกว่าน้ำอัดลมธรรมดา 10 เท่า

ธุรกิจที่เหมาะกับตัวเอง

คราฟต์โคล่าของกิฟเกิดจากการตั้งคำถามว่า คนอย่างฉันเหมาะที่จะทำธุรกิจแบบไหน ซึ่งคงไม่ต่างกับใครหลายคนที่จุดเปลี่ยนของชีวิตทำให้อยากค้นหาตัวตนว่า อะไรคือสิ่งที่ฉันชอบ ทำได้ดี และความเป็นฉันนั้นคืออะไร 

เพราะเป็นนักออกแบบที่วาดรูปไม่เก่งเท่าเพื่อน แถมยังมีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อจึงทำให้นั่งทำงานนานๆ ไม่ได้ อาชีพกราฟิกดีไซน์เนอร์แบบฟูลไทม์ จึงไม่ใช่ทางเลือกหลักสำหรับกิฟอีกต่อไป ถ้าใครเคยผ่านความรู้สึกที่อธิบายกับใครไม่ได้ว่า ‘ฉันคือใคร’ จะรู้ว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มาก กิฟจึงอนุญาตให้ตัวเองได้ใช้เวลา หาคำตอบให้กับเรื่องนี้อย่างจริงจังและไม่จำกัด

แรงบันดาลใจใกล้ตัวของกิฟ คือสามีผู้มีเป้าหมายและมีความสุขกับงานที่เขาทำ จนเธอบอกว่าเห็นแล้วอิจฉา และอยากจะหาอะไรทำเป็นของตัวเองบ้าง 

“อยากจะทำธุรกิจแบบที่ทำให้เรามีความสุข” กิฟตั้งเป้าหมายให้ตัวเองแบบนั้น

แล้ววันหนึ่งกิฟก็เจอคำตอบ วันที่ได้ปลดล็อกตัวเองว่า ‘ฉันมีดีอะไร’

“เราเคยรู้สึกแย่มากๆ กับการทำบางอย่างได้ไม่ดี จนได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาบอกว่า มันไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปพยายามทำเรื่องที่เราไม่เก่งให้เก่งขึ้น แต่เราควรเอาเวลาไปทุ่มเทกับเรื่องที่เราถนัด หรือสิ่งที่เราชอบมากๆ ให้ดีขึ้นไปอีกได้ เพราะคนที่เขาเก่งเรื่องที่เราไม่เก่ง เวลาผ่านไปเขาก็มีแต่จะเก่งขึ้น ไม่จำเป็นที่ต้องไปสู้กับเขาในสิ่งที่เราไม่ถนัด และเวลาของทุกคนก็มีจำกัด เอาเวลาไปทำสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุขดีกว่า” กิฟเล่าถึงช่วงเวลาที่หนังสือปลดล็อกตัวเธอ

“ตอนนั้นก็เลยโทรไปหาเพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกัน คุยกับแม่ คุยกับสามี แล้วก็คิดทบทวนตัวเอง ว่าอะไรที่เราชอบทำ อะไรที่ทำให้เรามีความสุข แล้วก็ได้รู้ว่า เราเป็นคนชอบคิดคอนเซปต์ ชอบคิดเรื่องราวให้กับสิ่งต่างๆ เราเก่งเรื่องนี้ ฉะนั้นเราจะทำเรื่องนี้”

aircraft แบรนด์ของนักปรุงคราฟต์โคล่าที่จริงจังจนขายได้ราคาสูงกว่าน้ำอัดลมธรรมดา 10 เท่า

Kofi Cola since 2017 

ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2017 ร้านกาแฟ Roastology ที่กิฟเปิดร่วมกับสามีต้องการเมนูเครื่องดื่มใหม่ที่ไม่ใช่กาแฟ กิฟคิดถึงคราฟต์โคล่าของเธอ ซึ่งเคยลองทำแล้วเมื่อช่วงปี 2013 แต่ไม่สำเร็จและยังคาใจ 

ไม่ใช่เพราะคิดว่าคราฟต์โคล่าน่าจะขายดี แต่เพราะเชื่อว่านี่คือเครื่องดื่มที่มีเรื่องราว เธอรวบรวมข้อมูลและพละกำลังที่มี ส่งต่อเรื่องเล่าให้คนจดจำ เพื่อสร้างสินค้าให้คนติดใจ

ปัญหาก็คือ กิฟไม่ใช่เชฟ เธอยอมรับทันทีว่ามีทักษะด้านนี้ไม่มากเท่าเชฟมืออาชีพจริงๆ แต่เมื่อตั้งธงมาแล้วก็ต้องทำให้ได้ เธอเชื่อว่าความเชี่ยวชาญเกิดขึ้นได้จากการเพียรทำซ้ำๆ เป็นผลให้ร้าน Roastology มีคราฟต์โคล่าเป็นเมนูใหม่ โดยช่วงทดลองขายมีชื่อว่า Kofi Cola 

“มาจากการที่เราใช้เมล็ดกาแฟแทนโคล่านัทตามสูตร ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ให้รสขม มีคาเฟอีนและทำให้น้ำโคล่ามีสีน้ำตาลธรรมชาติ โดยกาแฟทั้งหมดมาจากโรงคั่วของเราเอง เป็นกาแฟที่ปลูกในประเทศ ดีต่อการควบคุมคุณภาพและต้นทุนการผลิต”

Kofi Cola ได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าดีเกินคาด มีทั้งคนกลับมาดื่มซ้ำ และแนะนำกันแบบปากต่อปาก 

“เสน่ห์ของคราฟต์โคล่าอยู่ตรงที่ คนเหมือนจะรู้แต่ก็ไม่ได้รู้แน่ชัดว่าคราฟต์โคล่าคืออะไร แต่พอลองชิมแล้วก็ติดใจไปหลายคน” 

คำขอบคุณและชื่นชมทำให้กิฟยิ้มแก้มปริที่ได้รู้ว่า สิ่งที่ตั้งใจทำนั้นสร้างความสุขให้กับคนอื่น แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะบอกตัวเองอยู่เสมอว่า อย่าปล่อยใจให้ฟูลอยเหมือนฟองอากาศที่ผสมในโคล่าจนมากเกินไป

‘รู้สึกดีจังเลยน้า’ คือความรู้สึกอิ่มเอมที่เกิดขึ้น กิฟตัดสินใจอยากจะให้สิ่งนี้เป็นมากกว่าเครื่องดื่มที่ประดับในเมนูของร้าน จึงลงมือสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง

ความสำคัญของการต่อยอดเมนูชั่วคราวเป็นแบรนด์สักแบรนด์ หรือธุรกิจสักธุรกิจ คือความทุ่มเทที่จะสร้างสัมพันธ์กับสิ่งสิ่งนั้น บ่อยครั้งที่ธุรกิจที่เกิดจากความหลงใหลและถูกกล่าวหา บ้างว่าไม่ยั่งยืน บ้างก็เป็นอารมณ์ชั่ววูบ เมื่อหมดความหวือหวาก็ถูกพับล้มไปง่ายๆ 

“เราเริ่มเล็กๆ ใช้เวลาลองผิดลองถูก นับวันก็ยิ่งรู้สึกภูมิใจ และเมื่อวันเวลาผ่านไปสามสิบถึงสี่สิบปี เราอยากแปะป้ายหน้าร้านว่าโคล่าร้านนี้เป็นเจ้าเก่า อย่างน้อยที่สุดเราก็เป็นคุณยายกิฟคนคิดสูตรโคล่าประจำตระกูลให้ลูกให้หลานไว้อวดเพื่อน เราว่ามันเท่ดี” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโคล่าหรือบทสนทนาที่ทำให้บรรยากาศตรงนี้สดใส

aircraft แบรนด์ของนักปรุงคราฟต์โคล่าที่จริงจังจนขายได้ราคาสูงกว่าน้ำอัดลมธรรมดา 10 เท่า

Crafting ‘aircraft’ 

กิฟอยากให้ธุรกิจนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่นิยามตัวเธอ เธอเริ่มจากตั้งชื่อแบรนด์ว่า ‘aircraft’ 

air ที่แปลว่า อากาศ และ craft ที่แปลว่า ความประณีต 

รวมกันเป็นฟองอากาศในเครื่องดื่มอัดลมที่ทำขึ้นมาอย่างประณีต แล้วยังพ้องกับคำว่า aircraft ที่แปลว่า อากาศยาน ซึ่งทำให้คิดถึงน้ำอัดลมจรวดที่เจอได้ตามงานวัดสมัยเด็กๆ

aircraft มีสินค้าหลักคือคราฟต์โคล่า โดยกิฟบอกว่า เธออยากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญและลงลึกเรื่องโคล่า ไม่ใช่แค่สร้างเรื่องราวให้คนสนใจและจากไป 

กิฟปรุงโคล่าเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เลือกซื้อวัตถุดิบ ฝานเปลือกมะนาวและเลม่อน (ที่เราเห็นแล้วนับถือ มันทำได้ทีละน้อยแล้วก็ต้องใช้ความเชี่ยวชาญมาก) เคี่ยวคาราเมลจากเมล็ดกาแฟ ต้มน้ำเชื่อมโคล่าไปจนถึงการผสม อัดแก๊ส และเสิร์ฟถึงมือคนดื่มด้วยตัวเอง ก่อนจะได้สูตรนี้ เธอทำโคล่าเป็นสิบๆ แบบเพื่อให้คนทดลองและช่วยตัดสินใจว่าแบบไหนจะถูกใจตลาดมากที่สุด แต่เธอก็สารภาพว่าทุกวันนี้ก็ยังแอบปรับนิดเปลี่ยนหน่อยแทบทุกวัน ตามประสานักปรุงที่ชอบทดลองและหยอดกิมมิกแบบที่ไม่ต้องมีใครรู้ก็ได้

การทดลองพวกนี้กิฟลองเล่นได้อย่างเชี่ยวชาญ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่นักฟิสิกส์ เคมี แต่กิฟชอบหาความรู้เอาจากหนังสือ เพื่อทำความเข้าใจกับส่วนประกอบต่างๆ ในโคล่าไปถึงโครงสร้างและความลับที่ซ่อนอยู่ในฟองอากาศซ่าๆ ฟองอากาศเหล่านี้เกิดจากอะไรและแปลผกผันกับอะไร ปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อรสชาติของโคล่า 

กิฟเล่าตัวอย่างความรู้ใหม่ที่เธอค้นพบ เช่น กรดที่เยอะขึ้นไม่ว่าจะมาจากมะนาวหรือเลม่อน ก็จะยิ่งทำให้รู้สึกซ่ามากขึ้น น้ำที่เย็นจะทำให้แก๊สหดตัวอยู่ในน้ำ ทำให้ตราบใดที่อุณภูมิยังต่ำอยู่ โซดาก็จะยังคงความซ่าไว้เสมอ เป็นต้น

aircraft แบรนด์ของนักปรุงคราฟต์โคล่าที่จริงจังจนขายได้ราคาสูงกว่าน้ำอัดลมธรรมดา 10 เท่า

อบเชย วานิลลา คาราเมล

ใครๆ ก็รู้ว่าการทำธุรกิจคาเฟ่หรือเครื่องดื่มทางเลือกทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในแต่ละวันมีแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นเยอะและลูกค้าชอบลองของใหม่ๆ ข้อได้เปรียบของกิฟ คือเธออยู่ในธุรกิจเครื่องดื่มอยู่แล้ว มีทรัพยากรและแหล่งข้อมูลพร้อม มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจด้านนี้ มีบุคลากร มีหน้าร้านที่มีลูกค้าแวะเวียนมา แต่คราฟต์โคล่าของกิฟมีความพิเศษอะไรที่ทำให้มีราคาสูงกว่าน้ำอัดลมในท้องตลาดถึง 10 เท่า

ทั้งๆ ที่หน้าตาดูคล้ายกันมาก แต่รสชาติกลับต่างออกไป นั่นเพราะความหลากหลายของวัตถุดิบธรรมชาติที่กิฟชั่งตวงวัดตามสูตร ส่งให้มีกลิ่นและรสที่เป็นเอกลักษณ์มีทั้งอบเชย วานิลลา คาราเมล

ข่าวดีก็คือ เราหาข้ออ้างให้ตัวเองดื่มคราฟต์โคล่าได้บ่อยกว่าน้ำอัดลมปกติ เพราะสมุนไพรที่ใช้ มีสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพ เช่น อบเชยช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหาร วานิลลาที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และมะนาวดีๆ ก็ทำให้สดชื่นด้วยนะ

“ถึงอย่างนั้น คราฟต์โคล่าก็ไม่ใช่เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพนะ เพราะมีน้ำตาล ซึ่งในขณะเดียวกันน้ำตาลก็ให้พลังงานแก่ร่างกาย เราทำคราฟต์โคล่าอย่างผู้ที่ตั้งใจเลือกวัตถุดิบ เพราะเราอยากกินเองทุกวัน ที่เน้นคุณภาพก็เพราะเราอยากทำให้เพื่อนและคนรอบตัวที่เรารักได้กิน นี่จึงไม่ใช่เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพกายเหมือนน้ำผัก แต่มันดีกับสุขภาพใจแน่นอน” กิฟยิ้มตาม

aircraft แบรนด์ของนักปรุงคราฟต์โคล่าที่จริงจังจนขายได้ราคาสูงกว่าน้ำอัดลมธรรมดา 10 เท่า

อยากรักก็ต้องเสี่ยง

ท่ามกลางทุกสิ่งที่อย่างที่กิฟทำได้เชี่ยวชาญเหมือนจับวาง ก็มีเรื่องอุณหภูมิและสภาพอากาศนี่แหละที่ไม่มีใครควบคุมได้เลย และก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เสียด้วย 

“เราอยากไปออกร้านตามงาน เพราะถ้าเราเลือกจะขายแต่ในร้าน ค่อยๆ ทำเสิร์ฟแบบสบายๆ คนก็จะรู้จักคราฟต์โคล่าของเราในวงแคบๆ แต่การไปออกร้านมีความเสี่ยงเยอะ ทั้งเรื่องวัตถุดิบที่ต้องเตรียม ไม่รู้ว่าจะเหลือมั้ย หรือจะเพียงพอหรือเปล่า แล้วก็ยังมีเรื่องสภาพอากาศที่มีผลต่อโคล่ามากๆ ด้วย แต่เพราะอยากทำจริงจังก็เลยต้องขอเสี่ยง” กิฟเล่าถึงความเสี่ยงที่ต้องแลกกับการทำธุรกิจด้วยความสุข

ครั้งแรกที่กิฟพา aircraft Cola ไปขายในตลาด Bangkok Design Week เมื่อปี 2018 เธอไม่มั่นใจเลย กลัวความร้อนจะทำให้โคล่าไม่ซ่า กลัวลูกค้าต้องมารอ กลัวทำโคล่าที่ไม่อร่อยให้เขากิน 

“ตอนนั้นสามีบอกว่า ขอให้ทำเต็มที่ แค่มีคนรู้จัก aircraft เพิ่มอีกแค่หนึ่งคนก็ถือว่าเราก้าวไปข้างหน้าแล้ว ก็เลยคลายกังวลไปได้หน่อยนึง” กิฟเล่าถึงผู้ที่เป็นทั้งแรงและกำลังเบื้องหลังความสุขของเธอ

โชคดีที่การออกตลาดครั้งแรกนั้นทำให้ aircraft Cola มีคนรู้จักและชื่นชอบมากกว่า 1 คน และใน Bangkok Design Week 2020 ที่ผ่านมา เราได้เห็นปรากฏการณ์คนยืนต่อแถวที่หน้าบูท aircraft อย่างล้นหลาม ทำให้คิดถึงคำพูดที่กิฟบอกว่า “ทำธุรกิจน่ะ ไม่บ้าก็ไม่ได้ทำ” 

aircraft แบรนด์ของนักปรุงคราฟต์โคล่าที่จริงจังจนขายได้ราคาสูงกว่าน้ำอัดลมธรรมดา 10 เท่า
aircraft แบรนด์ของนักปรุงคราฟต์โคล่าที่จริงจังจนขายได้ราคาสูงกว่าน้ำอัดลมธรรมดา 10 เท่า

เราใช้ความสุขมาทำธุรกิจได้จริงใช่ไหม

“โคล่าคือสนามเด็กเล่นสำหรับเรา ถ้าใครได้กินประจำก็จะรู้ว่ามันไม่เหมือนกันเลย เพราะเรามักจะต้มให้ไม่เหมือนกัน เติมนั่นนิดนี่หน่อย เป็นความซน บางทีคนก็อาจจะไม่ได้สังเกต แต่ว่าเราสนุกที่จะทำ”

ความสุขของการทำคราฟต์โคล่าสำหรับกิฟ คือความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองและได้ทำในสิ่งที่เป็นตัวของตัวเอง กล้าบอกคนอื่นว่าเธอเป็นคนแบบนี้ ซึ่งเป็นสิ่งมีค่ามากกว่าอะไรทั้งหมด 

“การไม่รู้จักตัวเองมันเป็นเรื่องน่าเศร้า เศร้ากว่าการไม่ได้เงินเดือนอีก” กิฟเล่า

การจะเริ่มทำธุรกิจจากความชอบหรือความสุขนั้นง่าย เพราะแรงมันมี ใจมันมา แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ทำแล้วจะประสบความสำเร็จ สำหรับกิฟ ความสุขกับธุรกิจนั้นมีจุดเชื่อมร่วมกัน 

“ความสุขที่ใช้หาเงินไม่ได้ก็ควรจะเก็บมันไว้เป็นความสุขส่วนตัวเฉยๆ โชคดีที่ความสุขนี้หาเงินได้ หลักการสำคัญคือเราต้องทำธุรกิจที่เชื่อว่าจะมีคนยอมจ่ายเงินเพื่อมัน ตอนทำงานบริษัทออกแบบมีงานหลากหลายและเป็นงานที่มีคนยอมจ่ายเงินแน่ๆ แต่ก็มีทั้งโจทย์ที่เราอยากทำและไม่อยากทำ การทำ aircraft คือการอยู่กับโจทย์นี้ โจทย์เดียวที่อยากทำตลอดไป ได้แก่ การทำรสชาติโคล่าที่ถูกใจและทำให้ลูกค้าอยากกลับมากินซ้ำ

“สิ่งที่ชอบมากๆ คือเวลาต้มโคล่า ห้องจะมีกลิ่นโคล่าแบบนั้นติดอยู่ไปอีกสองวัน เป็นกลิ่นที่ผ่อนคลายมาก เพราะมีกลิ่นของซีตรัส อบเชย วานิลลา คาราเมล และการที่ร่างกายได้ผ่อนคลายไปกับกลิ่นหอมๆ ก็ทำให้เราอยากตื่นมาต้มโคล่าทุกวัน” กิฟเล่า เธอบอกว่า ความสุขของคนที่ดื่มโคล่าของเธอก็คือความสุขของเธอด้วย

aircraft แบรนด์ของนักปรุงคราฟต์โคล่าที่จริงจังจนขายได้ราคาสูงกว่าน้ำอัดลมธรรมดา 10 เท่า
aircraft แบรนด์ของนักปรุงคราฟต์โคล่าที่จริงจังจนขายได้ราคาสูงกว่าน้ำอัดลมธรรมดา 10 เท่า

คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย

“aircraft ทำให้เรียนรู้ว่าเมื่อเราหมกมุ่นและตั้งใจทำอะไรจริงๆ จะมีความช่วยเหลือจากทุกคนเดินทางมาหาเรา กลิ่นหอมของคนที่ทำอะไรที่ตัวเองชอบมากๆ มักดึงดูดคนให้เข้ามาใกล้ๆ” 

กิฟเล่าว่า ตั้งแต่มี aircraft นอกจากลูกค้าจำนวนมากที่สนับสนุน ก็ยังมีผู้คนอีกมากมายเต็มใจมาอยู่ร่วมเป็นเบื้องหลังสำคัญที่ช่วยสร้างธุรกิจนี้

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ ที่คอยช่วยส่งข่าวเวลาเจออะไรที่เกี่ยวกับโคล่า แม่ที่มาช่วยเป็นพริตตี้เชียร์ขายและคอยเล่าเรื่องของคราฟต์โคล่าให้ลูกค้าฟังระหว่างรอ รวมไปถึงทีมที่ปรึกษาการสร้างแบรนด์ กิฟย้ำเสมอว่า เธอโชคดีที่ได้เจอคนที่เข้าใจ

“เรารู้สึกว่าการสนับสนุนจากคนรอบตัวนี้มีความหมายมากกว่าการขายโคล่าได้เยอะๆ อีก ซึ่งตอนที่ทำธุรกิจอื่นก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มีเรื่องราวแบบนี้”

หลายปีก่อนหน้านี้เธอเคยรับน้ำผึ้งขม (Bitter Honey) มาขายในตลาดฟาร์เมอร์มาร์เก็ต เพราะว่าเห็นโอกาสทางธุรกิจที่ตอนนั้นตลาดฟาร์เมอร์มาร์เก็ตกำลังได้รับความนิยมมาก มีคนมาเดินหาซื้อวัตถุดิบแปลกๆ เต็มไปหมด แต่แล้วพอตลาดซาไป ธุรกิจก็เลยซบเซาไปด้วย

“ตอนนั้นแม่ยังบอกว่าเราดูทรมานมากกับการต้องขายน้ำผึ้งขม” กิฟที่หัวเราะได้ตอนนี้บอกเลยว่าตอนนั้นเธอก็หัวเราะไม่ค่อยออก

และก่อนหน้าน้ำผึ้งขม เธอก็เคยมีประสบการณ์ขมๆ กับการ์ดป๊อปอัพ “ตอนนั้นคิดว่ามันสวย คนน่าจะชอบ น่าจะขายได้ ก็เลยซื้อมาเยอะเลย แต่เอาเข้าจริงก็ขายได้น้อยมาก เพราะคนไทยไม่ได้มีวัฒนธรรมเขียนการ์ดเหมือนยุโรป ก็เลยไม่มีคนซื้อ เขาไม่รู้จะซื้อไปทำไม” การ์ดป๊อปอัพกองโตกลายเป็นบทเรียนที่ยังถูกเก็บไว้ข้างตู้อยู่จนถึงทุกวันนี้

aircraft แบรนด์ของนักปรุงคราฟต์โคล่าที่จริงจังจนขายได้ราคาสูงกว่าน้ำอัดลมธรรมดา 10 เท่า

จากสองธุรกิจที่เล่ามา การทำ aircraft ของกิฟแตกต่างตรงที่เธอไม่ได้เลือกทำด้วยเหตุผลเพราะอยากหาเงินมาใส่กระเป๋า แต่เป็นเหตุผลที่อยากหาอะไรมาเติมใจ แล้วมันก็ทำให้เธอพบว่า เมื่อคนเราตั้งใจจะทำอะไรอย่างหมดจิตหมดใจ ก็มีคนรอจะสนับสนุนอยู่เต็มไปหมด แค่เพียงเราต้องเปิดรับพวกเขาเข้ามาร่วมวงด้วย

การทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องทำด้วยตัวคนเดียว หรือเชื่อความคิดของตัวเองไปเสียทั้งหมด และการทำตามแบบที่เคยมีคนทำสำเร็จมาแล้วก็ไม่ใช่ทางออกเช่นกัน

“การเปิดรับคำแนะนำหรือความคิดเห็นจากคนอื่นไม่ใช่ว่าจะทำให้ธุรกิจที่เราตั้งใจเปลี่ยนไป แต่มันจะทำให้เรารอบคอบมากขึ้น เห็นปัญหาและโอกาสมากขึ้น เพราะสุดท้าย ก็ต้องเป็นเราเองนี่แหละที่ตัดสินใจว่าเราอยากจะทำแบบไหน”

“เราเคยเจอคนที่เข้าใจว่าคราฟต์โคล่าคือน้ำโซดาธรรมดาๆ ตอนนั้นฟังแล้วท้อ แต่เราก็ไม่หยุดนะ เพราะเรารู้ว่าคราฟต์โคล่ามันไม่ใช่น้ำโซดาธรรมดา โชคดีที่ในที่สุดได้มาเจอคนที่เข้าใจ” กิฟแนะนำให้เรารู้จักกับเดีย-ธนัฏฐา โกสีหเดช และแก้ม-ภิรญา รวงผึ้งทอง จาก The Contextual ลูกค้าคราฟต์โคล่ารุ่นบุกเบิกและที่ปรึกษาในโครงการของ TCDC 

“เราไม่ใช่เชฟ ไม่ใช่นักการตลาด ไม่มีประสบการณ์ทั้งเรื่องทำสูตรและเรื่องทำธุรกิจ แต่เดียและพี่แก้มเข้ามาช่วยพัฒนาสินค้า ช่วยคิดเรื่องการตลาด ทั้งให้การบ้าน ให้กำลังใจ ช่วยติดตามผล มันช่วยได้มากๆ สำหรับคนที่จับต้นชนปลายไม่ถูก ทำให้เราได้ธุรกิจแบบที่เราอยากจะได้จริงๆ ไม่จำเป็นต้องไปทำตามๆ ใคร แต่เจอวิธีที่จะเหมาะกับเรามากที่สุด”

ความชื่นใจจากน้ำอัดลมกระป๋องนั้นเร็วทันใจและดีงาม 

แต่ถ้าจะให้หาความชื่นใจจากงานคราฟต์มันคงจะต้องรอสักหน่อย 

คราฟต์โคล่ากว่าจะอร่อยต้องบ่มให้ได้ที่ ต้องทำทีละแก้ว ชิมแล้วได้ความชื่นใจหายเหนื่อยไปเต็มๆ คำ จะเรียกว่าเวลาและการรอคอยเป็นส่วนประกอบหนึ่งของความชื่นใจก็คงไม่ผิดนัก แต่ถ้ากรอบของเวลาเราตั้งไว้ที่ความสัมพันธ์แบบถาวร การจะหาความสำเร็จให้ aircraft มันก็คงไม่ได้จะต้องรีบร้อนอะไร 

อยากลองดื่ม aircraft Cola กันแล้วใช่ไหม ไปโดนเครื่องดื่มสุดคราฟต์นี้กันได้เลย ที่ร้าน Roastology ศาลาแดงซอย 1 นะ 


Lesson Learned

  1. เมื่อคิดได้แล้วก็ลองทำเลย ถ้ามัวแต่รอมันจะไม่ได้ทำ
  2. แม้เราเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ จงหาตัวช่วยที่เข้าใจ อาจจะใช้บริการบริษัทที่ปรึกษาหรือหน่วยงานที่มีบริการนี้ แต่ที่ปรึกษาธุรกิจทุกเจ้าก็ไม่ได้เหมาะกับธุรกิจเรา ต้องหาคนที่เหมาะให้เจอและอย่าท้อแท้ไปเสียก่อน
  3. การจะเปลี่ยนสิ่งที่รักมาเป็นธุรกิจ เราต้องสร้างคุณค่าของสิ่งนั้นจนมั่นใจว่าจะมีคนมายอมจ่ายเงินเพื่อซื้อสิ่งนี้
  4. สินค้าที่ดีสำคัญมากพอๆ กับเรื่องเล่า อย่ามัวแต่สนใจสร้างเรื่องเล่าให้แบรนด์ จนเบียดบังเวลาและทรัพยากรที่ควรจะเอาไปพัฒนาตัวสินค้าให้ดี
  5. ถ้ารู้ว่าทำอะไรไม่เก่ง ก็จงเพียรทำซ้ำๆ เรียนรู้จากความผิดพลาดแล้วเปลี่ยนให้เป็นความเชี่ยวชาญ

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ใครไป 7-Eleven บ่อย ๆ แล้วชอบเลือกซื้อสินค้าในตู้เย็นที่เต็มไปด้วยอาหาร Ready to Eat น่าจะเคยหยิบข้าวโพดฝัก V Farm ในบรรจุภัณฑ์สีเขียวสดลงตะกร้า อุ่นทานร้อน ๆ แกะซองออกมาพบว่าหวาน หอม อร่อย เหมือนแกะเปลือกกินสด ๆ จากต้นแบบไม่ต้องลุ้น

เริ่มต้นจากข้าวโพด แตกลายสินค้าจากพืชชนิดเดียวกันเป็นหลายอย่าง ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ที่ส่งตรงจากฟาร์มในรูปแบบพร้อมทานอย่างแห้วหรือมันหวานญี่ปุ่น และล่าสุดปีที่ผ่านมา มีอาหารพร้อมทานกลุ่ม Plant-based ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก

ธุรกิจนี้ก่อตั้งในปี 2014 ภายใต้ชื่อบริษัท V Foods Thailand โดย คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ไอเดียตั้งต้นคือการทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จนได้ไปอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับข้าวโพด ซึ่งตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยคอร์เนล บทความเล่าถึงคุณประโยชน์ของข้าวโพดต้มสุกที่ยังไม่รู้ทั่วในวงกว้าง แม้ว่าจะเป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

“แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่กินเพื่อรสชาติอร่อย เป็นอาหารทานเล่นทั่วไป ไม่ได้ทานในเชิงคุณประโยชน์แบบ Functional Benefits”

V Farm ประสบความสำเร็จในการผลิตสินค้าจากวัตถุดิบทางการเกษตร ได้ทำงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ พร้อมรางวัลในมือมากมาย อาทิ 7-Eleven Innovation Awards และ 7-Eleven Thai SMEs Sustainability Awards จากซีพี ออลล์, Innovative House Awards ประเภทผู้ประกอบการดีเด่น จากสำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และเมื่อปีที่ผ่านมาก็ได้รับรางวัลชนะเลิศในด้านเศรษฐกิจประเภทวิสาหกิจขนาดกลาง National Innovation Awards จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

พี-อนรรฆ โกษะโยธินเริ่มเข้ามารับช่วงต่อจากคุณพ่อในแผนกการตลาดเมื่อหลายปีก่อน และจะมารับหน้าที่เล่าเรื่องการเดินทางของแบรนด์นี้ให้เราฟัง

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

01

ธุรกิจข้าวโพดของ V Farm มีจุดเริ่มต้นอยู่ 2 เรื่อง คือผลิตภัณฑ์มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายและตลาดในเมืองไทยคนรู้จักข้าวโพดอยู่แล้ว ทำให้การสื่อสารการให้ความรู้นั้นง่ายกว่า

ตอนเริ่มต้นธุรกิจบริษัทยังไม่มีโรงงานผลิตของตัวเอง จึงต้องสร้างเครือข่ายกับโรงงานที่ได้มาตรฐาน รวมถึงเกษตรกรที่ได้คุณภาพมาเป็นคู่ค้า 

ด้วยความที่สินค้ามี Low Shelf Life หรืออายุในการเก็บรักษาระยะสั้น โมเดลธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับการกระจายสินค้าเป็นที่สุด คำตอบคือการจำหน่ายใน 7-Eleven ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศและทุกหัวเมือง แถมยังเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งพีบอกว่า

“หัวใจของสินค้าเราคือ Fresh from farm to you ถ้าไม่ใช้โมเดลนี้ เราไม่มีทางกระจายสินค้าทั่วประเทศได้ทุกวัน”

กระบวนการผลิตของข้าวโพด V Farm เริ่มตั้งแต่ช่วงตี 4 เกษตรกรจะออกไปไร่เพื่อตัดข้าวโพด ที่ต้องไปแต่เช้ามืดเพราะแดดกลางวันทำให้ผลผลิตเสียง่ายขึ้น พวกเขาใช้เวลาราว ๆ 8 ชั่วโมงในการเก็บเกี่ยว ก่อนจะนำมาเข้ากระบวนการทำความสะอาด ปอกเปลือก แบ่งตามสายผลิตภัณฑ์ ซึ่งใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมง

นั่นแปลว่าภายใน 12 ชั่วโมง ผลผลิตจะอยู่ในแพ็กเกจพร้อมส่ง และกระจายไปยัง 7-Eleven นับหมื่นสาขา

เรียกได้ว่าต้องอาศัย Know-how ตั้งแต่การเพาะปลูก การถนอมอาหาร และการกระจายสินค้าที่จะตอบโจทย์ธุรกิจนี้

“ตั้งแต่ตัดออกมาจากต้น ผู้บริโภคสามารถกินได้เลยในวันเดียวกัน สินค้าของเราจึงสด ใหม่ อร่อย สินค้าที่ส่ง 7-Eleven จะผ่านกระบวนการพาสเจอไรซ์ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนนม นมยูเอชทีในกล่องกับนมพาสเจอไรซ์ที่ต้องแช่ตู้เย็น เวลาดื่มจะรู้สึกว่ารสชาติแตกต่างกัน ของเราก็เป็นแบบนั้น”

ข้อดีของการพาสเจอไรซ์คือคงรสชาติดั้งเดิมไว้ได้มากที่สุด ขณะที่ข้อเสียคือ Shelf Life ต่ำกว่ามาก สินค้าส่วนใหญ่มีอายุแค่ 7 วัน บางอย่างโชคดีหน่อยก็ 12 วัน และจำเป็นต้องอยู่ในตู้เย็น 

“ข้อจำกัดคือเราไปขายที่อื่นไม่ได้ เช่น ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้า เพราะสินค้าที่ห้างต้องมี Shelf Life นานหน่อย เพราะคนเดินห้างช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น Business Model สินค้านี้มันเหมาะกับ 7-Eleven ซึ่งพอจะไปขายที่อื่น เราก็ต้องพัฒนาสินค้าขึ้นมาใหม่”

การเป็นคู่ค้ากับร้านสะดวกซื้อเจ้าเดียวก็กลายเป็นอีกข้อจำกัดในด้านแบรนดิ้ง เพราะลูกค้าจำแบรนด์ไม่ได้ รู้จักแต่ ‘ข้าวโพดเซเว่น’

พีและทีมจึงผลัดกันสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมถึงรีแบรนดิ้งครั้งใหญ่ พัฒนาเว็บไซต์ ปรับแพ็กเกจจิ้ง และเปลี่ยนจากที่เคยใช้ชื่อเฉพาะสำหรับอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น V Corn กับข้าวโพด และ V Farm กับฟาร์มโปรดักต์อื่น ๆ มาอยู่ภายใต้ร่มเดียวกันในชื่อ V Farm ทั้งหมด

02

ข้าวโพดไม่ใช่ของใหม่ในตลาดและหาซื้อได้ทั่วไป แต่ V Farm เล็งเห็นความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่มีใครเคยตอบรับ

“มันเป็นจุด Unmet Needs เราพัฒนาจากข้าวโพดที่ซื้อได้ทั่วไป มาเป็นข้าวโพดสายพันธุ์พิเศษ เพื่อให้ผู้บริโภคได้กินข้าวโพดที่อร่อย สะอาดกว่า สดกว่า เราให้ความสำคัญกับกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่การวิจัยข้าวโพดสายพันธุ์ต่าง ๆ และวิธีปลูก ไปจนถึงกระบวนการผลิตแบบพาสเจอไรซ์

“เรามอบความแน่นอนให้ผู้บริโภค ด้วยแหล่งที่มาคุณภาพ ผลผลิตได้มาตรฐาน ไม่ต้องลุ้นขนาดฝักว่าจะเล็กหรือใหญ่ ครั้งนี้จะเท่ากับที่ซื้อครั้งก่อนไหม หวานเหมือนกันทุกฝัก และมีขายตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องกลัวว่าวันนี้แม่ค้าจะมาหรือไม่มา” พีหัวเราะ

“เราเลยไม่เคยเปรียบเทียบว่าของเราดีกว่า แต่มีจุดยืนอยากทำให้คนเห็นประโยชน์จากข้าวโพด มากกว่ากินแค่เพราะอร่อย และพยายามสื่อสารเรื่องข้อดีของมันมาตั้งแต่วันแรก”

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

03

โปรดักต์หลักของ V Farm คือข้าวโพดสายพันธุ์ Golden Sweet Corn ซึ่งวิจัยมาแล้วว่าปลูกได้ดี ได้ผลสม่ำเสมอ และเป็นสินค้ากินง่ายที่คนคุ้นเคยกันดี แต่หากลองดูรายการสินค้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินค้าของแบรนด์นี้ทั้งสนุกและตอบโจทย์ ขอยกตัวอย่างสักเล็กน้อย

ปี 2014 ข้าวโพดหวานพร้อมทานแบบฝัก เมล็ดข้าวโพดคลุกเนยแบบถ้วย

ปี 2015 ข้าวโพดหวานแบบฟักตัด 3 ท่อน น้ำนมข้าวโพด

ปี 2016 เมล็ดข้าวโพดปิ้งน้ำกะทิแบบถ้วย

ปี 2017 เมล็ดข้าวโพดพร้อมทานแบบถ้วย

ปี 2018 ชุดรวมนึ่งหรือ Healthy Mix ประกอบด้วยข้าวโพด มันม่วง ฟักทอง นึ่ง

ปี 2019 ข้าวโพดข้าวเหนียวม่วงแบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล) ข้าวโพดฝักรสซอสต๊อด (ทำงานร่วมกับTODD Sauce) น้ำฟักทอง 

ปี 2020 ส้มตำข้าวโพดสูตรตำมั่ว (ทำงานร่วมกับTUMMOUR) น้ำนมข้าวโพดสูตรเพิ่มเนื้อ น้ำนมข้าวโพดสูตรน้ำตาลน้อยกว่า มันหวานญี่ปุ่นนึ่ง ลูกเดือยอบกรอบ

ปี 2021 อาหารพร้อมทานที่ทำจากพืชในซีรีส์ Plant-based Bites Classic Thai Taste แห้วนึ่งพร้อมทาน ข้าวโพดเทียนทิพย์แบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล)

พีเล่าให้ฟังว่า ขณะที่สินค้าบางอย่างคิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง เช่น ชุดรวมนึ่งตั้งแต่ยุคที่คลีนฟู้ดยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่เป็นของว่างที่อิ่มท้องและมีสารอาหารเพียงพอ หาซื้อง่าย กินได้เร็ว หรือน้ำนมข้าวโพดที่แต่ก่อนไม่มีเมล็ดข้าวโพด แต่จากการสอบถามพบว่าคนรุ่นใหม่ชอบกิน ก็เลยใส่เพิ่มเข้าไป เป็นต้น

สินค้าบางอย่างก็ตอบโจทย์ธุรกิจไปด้วยในเวลาเดียวกัน อย่างสายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดทั้งหลายที่นอกจากถูกใจคนกิน ยังใช้ประโยชน์จากข้าวโพดได้ทุกส่วน ฝักที่ได้เกรดเอนำไปขายทั้งฝัก ส่วนฝักที่ขนาดไม่ได้มาตรฐานแทนที่จะเสียเปล่า ก็มาคิดต่อว่ามีวิธีไหนที่แก้ไขปัญหานี้ได้ แต่ยังเสิร์ฟได้เหมือนเดิม ทั้งกินง่ายขึ้น เลยนำมาตัดเป็น 3 ท่อน รวมถึงน้ำนมข้าวโพดและข้าวโพดคลุกเนยที่เสิร์ฟในถ้วย เพื่อให้มีส่วนที่เหลือจากการผลิตให้น้อยที่สุด

เขาคิดไปถึงขั้นที่นำซังข้าวโพดที่เหลือทิ้งจากการรูดเมล็ดทำน้ำนม ต่อยอดเป็นถ่านฟืนออกมาขาย และวันหนึ่งถ้าเราเห็นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าที่ทอจากไหมข้าวโพดก็ไม่ต้องแปลกใจ

สินค้า Collaboration อย่างข้าวโพดกับซอสต๊อดและส้มตำข้าวโพดก็มีที่มาที่ไปน่าสนใจมาก ข้าวโพดกับซอสต๊อดเกิดจากที่แบรนด์มองหาความสดใหม่จากเทรนด์ชอบกินเผ็ด ออกมาเป็นข้าวโพดเสียบไม้คลุกซอสทานง่าย

ส่วนส้มตำข้าวโพดได้ร้านตำมั่วเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ พัฒนาซอสส้มตำในแพ็กเกจจิ้งเป็นถ้วย แยกวัตถุดิบเครื่องปรุงทุกอย่าง เขย่าให้เข้ากันและกินได้เลย

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ V Farm แบ่งออกเป็น3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ สินค้าจากข้าวโพด สินค้าจากฟาร์มอย่างแห้ว มันหวานญี่ปุ่น มันม่วง หรือฟักฟอง และสินค้ากลุ่มอาหาร Plant-based พร้อมทานที่ทำจากพืช

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

Plant-based Food เกิดจากการที่บริษัทไปร่วมลงทุนในบริษัท Foodtech Startup เจ้าของผลิตภัณฑ์เนื้อที่ทำจากพืช More Meat และนำมาต่อยอดเป็นอาหารพร้อมทานที่ทำจากพืช V Farm Plant-based Bites รสชาติไทย ๆ เช่น ลาบทอด ต้มยำทอด และทอดมันข้าวโพดเนื้อปู โดยใช้โปรตีนจากพืชที่ทำจากถั่วเหลืองและเห็ดแครง ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืชที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ และยังเป็นการไปส่งเสริมเกษตรกรที่ จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นก้าวใหม่ของ V Farm เพราะเป็นโปรดักต์ที่ไม่เคยทำมาก่อน แถมยังสะดวก

“ตั้งแต่เปิดบริษัทมา เรายกให้ผู้บริโภคเป็นหลัก ยุคก่อนเวลาหากลุ่มเป้าหมาย ก็มักจะยึด Demographicต่าง ๆ เพศอะไร อายุเท่าไหร่ มีรายได้ต่อเดือนแค่ไหน ทาร์เก็ตของเราในวันนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นกลุ่มที่เราเรียกว่า Urban Healthy Lifestyle หรือคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในหัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ อุบลฯ หรือภูเก็ต คนในหัวเมืองจะมีวิถีใกล้เคียงกัน คนทำงานใช้ชีวิตเร่งรีบ ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง 

“สินค้าของเราไปทาง Mass อยู่แล้ว แต่ต้องอยู่ในราคาที่จับต้องได้ ทาร์เก็ตอีกกลุ่มอย่างคนที่ทานมังสวิรัติหรือวีแกน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณในช่วงหลังมานี้ จนตอนนี้มีแบบที่เรียกว่า Flexitarian ซึ่งมาจาก Flexible กับ Vegetarian คนเหล่านี้จะยืดหยุ่นมากกว่า ทานผักมากกว่าเนื้อ ซึ่งนอกจากดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการผลิตเนื้อสัตว์ได้อีกด้วย

“เราไม่ได้บังคับให้ทุกคนเปลี่ยนมากินผัก แต่เราทำอะไรที่คนคุ้นเคยอยู่แล้ว ให้มันสะอาด ได้คุณประโยชน์ครบถ้วน ใครกินก็เป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเขา”

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

04

สายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดยังขายอยู่ที่เดียวที่ 7-Eleven เพราะมีข้อจำกัดเครื่องการกระจายสินค้าเพื่อคงความสดใหม่ ส่วน Farm Product ที่พัฒนาให้เก็บรักษาได้นานขึ้น และ Plant-based Food ซึ่งมีอายุยืนกว่า เริ่มกระจายไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและบนร้านค้าออนไลน์ และส่งออกไปต่างประเทศเช่นอังกฤษและฮ่องกงในปีที่ผ่านมา

ข้าวโพดฝักตัด 3 ท่อนจำนวนหมื่นกว่าแพ็ก แห้วพร้อมทานจำนวนหมื่นกว่าแพ็ค และข้าวโพดถ้วยคลุกเนยจำนวนเกือบ 2 หมื่นแพ็ก ถูกกระจายไปทั่วประเทศในทุก ๆ วัน

ด้วยยอดการผลิตที่สูงและสม่ำเสมอในทุกวัน V Farm จึงต้องการคนร่วมอุดมการณ์ในการทำธุรกิจนี้ให้ยั่งยืน โดยบริษัทได้เข้าไปส่งเสริมครือข่ายเกษตรกรที่ทำงานร่วมกันตั้งแต่วันแรกในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และขยายไปในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและอีสานกว่า 1,000 ครัวเรือนต่อปี

“ถ้าเกษตรกรปลูกข้าว 10 ไร่ จะได้สูงสุด 2 รอบต่อปี และมีผลกำไร 80,000 บาท แต่ถ้าปลูกข้าวโพดจะได้ 2 – 3 รอบ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 210,000 บาทต่อปี

“เครือข่ายเกษตรกรทุกรายจะได้ทำข้อตกลง Contract Farming เราจะเข้าไปให้ความรู้ ให้ Know-how ในการปลูก เข้าไปช่วยพัฒนาให้ฟาร์มทันสมัยมากขึ้นเป็น Smart Farming เราใช้โดรนในการเพาะปลูกเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงมีการรับประกันราคาให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางรายได้ ส่งเสริมการจ้างงาน”

พียังบอกว่า ในเร็ว ๆ นี้ V Farm จะเริ่มทำฟาร์มทดลองของตัวเองที่โคราช เพื่อทดลองปลูกพืชสายพันธุ์ใหม่ ๆ แก้ปัญหาที่พบมาตลอด คือการันตีเรื่องจำนวนหรือคุณภาพของผลผลิตตามฤดูกาลไม่ได้ เพราะสินค้าตามฤดูกาลมีจำนวนไม่มาก พอปลูกได้ไม่มากแถมยังเป็นของใหม่ เกษตรกรก็ไม่กล้าเสี่ยง 

“เราเคยมีข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงวางขาย เราเคยมีข้าวโพดเทียนของอีสานด้วย แต่ก็ทำได้ไม่นานเพราะมันจัดการยาก”

ฟาร์มทดลองจะช่วยให้มีสินค้าใหม่ ๆ สนุก ๆ มากขึ้น เป็นต้นแบบให้เกษตรกรในเครือข่าย สร้างความมั่นใจ เพิ่มโอกาสในการทำเกษตรของเขา และมาพัฒนาต่อยอดให้เป็นฟาร์มประจำแบรนด์ไปได้ด้วย ในทางกลับกัน อาจช่วยดึงดูดให้เกษตรกรรุ่นใหม่รับช่วงต่อฟาร์มครอบครัว แล้วพัฒนาให้เท่าทันเทคโนโลยีและสินค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

05

ในสมัยผู้เป็นพ่อตั้งใจสร้างแบรนด์อาหารที่ส่งผลดีต่อผู้บริโภค มายุคของลูกชาย เขามอง V Farm ไกลไปกว่านั้น

ไม่ใช่ธุรกิจอาหาร แต่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต

“ผมว่าพอเราเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ก็ทำให้ภาพลักษณ์เห็นชัดกว่า เข้าถึงได้ง่ายกว่า มากกว่าที่จะบอกว่า ฉันเป็นแบรนด์อาหาร ฉันเป็นแบรนด์เสื้อผ้า ถ้าสังเกตแบรนด์ใหญ่ ๆ ในปัจจุบันต่างขยับมาแตะเรื่องไลฟ์สไตล์หมดแล้ว ซึ่งจริง ๆ หัวใจสำคัญเราไม่เคยเปลี่ยน เราให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตคนมาตั้งแต่วันแรก โดยเริ่มจากอาหารที่ดีต่อสุขภาพ”

ถ้าลองไล่ดูการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียของแบรนด์ จะเห็นเลยว่า V Farm พยายามสื่อสารเรื่องไลฟ์สไตล์มาโดยตลอด เช่น คอนเทนต์เกี่ยวกับเมนูใหม่ ๆ ที่ทำจากข้าวโพด หรือคำอธิบายถึงประโยชน์ของผลิตผลแต่ละชนิดที่มีต่อร่างกาย

แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของ V Farm เลยไม่ใช่แค่สินค้าที่สรรค์สร้างออกมา แต่คือเป้าหมาย คือชีวิต คือหัวใจของลูกค้า อนาคตของธุรกิจนี้จึงไร้ข้อจำกัด พวกเขาอาจจะร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้า ออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของตัวเอง หรือทำโปรเจกต์สนุก ๆ กับศิลปินสักคน

06

การขยายตัวของธุรกิจทำให้มีพนักงานเจเนอเรชันใหม่เข้ามาร่วมทีม เรื่องการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กรที่มีคนหลายรุ่น 

“เราต้องทำให้ทีมรักกัน ให้เขารู้สึกต่อกันเหมือนเป็นพี่น้อง ไม่ใช่คนนี้แก่ คนนี้เด็ก” พีเล่าพลางเปิดรูปกิจกรรมมากมายที่ยืนยันว่าในทีมมีคนทุกวัย ไม่ว่าจะเวิร์กชอป Team Building หรือทริปทั้งในและต่างประเทศ

กิจกรรมหนึ่งที่ฟังแล้วชอบมากคือV Farm Running Club แบ่งทีมวิ่งเก็บระยะทาง เมื่อถึงเวลาที่กำหนดจะเอาระยะทางมารวมกัน แล้วคำนวณเป็นระยะทางของสถานที่ที่บริษัทจะพาไปเที่ยว

แล้วปีนั้นได้ไปเที่ยวไหน – เราอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ 

เขาหัวเราะแล้วตอบว่า เกาหลีใต้

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

07

ครั้งก่อนที่คุยกันเร็ว ๆ พีบอกว่าอยากเห็น V Farm เติบโตไปเป็น Global Thai Brand ซึ่งหมายถึงแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพระดับโลก มาวันนี้เขาบอกว่านั่นไม่ใช่วิสัยทัศน์หลัก แต่จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อทำธุรกิจอย่างยั่งยืนได้

“เราอยากให้แบรนด์อยู่ไปได้กับทุกยุคสมัย จะด้วยวิธีการผลิต วิธีการเลือกสรร หรือวิธีการแนะนำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ท้ายที่สุดในแต่ละวัน ถ้าเป็น Global Thai Brand ได้จริง ๆ ก็คงเป็นผลพลอยได้ที่ดีมาก แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”

เขาแอบเล่าให้ฟังถึงโปรดักต์ใหม่จากวิสัยทัศน์ที่เขาอยากให้ V Farm เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนก่อนสิ่งใด และจะนำไปขายที่งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX 2022  ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 28 พฤษภาคมนี้

“ทีมงานวิจัยที่อเมริกาบอกว่า อีกไม่กี่ปีคนจะมองหาสินค้า Plant-based ที่มีกระบวนการผลิตและแปรรูปน้อยกว่า หรือที่เรียกว่า Low Processed Food และหันมาบริโภคสินค้าในรูปแบบ Whole Food มากขึ้น 

“ปีนี้ เราเลยจะออกสินค้า Plant-based ในรูปแบบใหม่ ที่ใช้พืชและผักในรูปแบบจากธรรมชาติจริง ๆ ทั้งหมด แต่ยังอร่อยและกินง่าย ตัวแรกคือ Buffalo Cauliflower Wings เหมือนปีกไก่ทอดคลุกซอส แต่เป็นดอกกะหล่ำทั้งหัวแทน อีกตัวคือ Mushroom Nuggets ที่ทำจากเห็ดออร์แกนิคทั้งชิ้น ซึ่งจะเป็น Plant-based Food เวอร์ชันใหม่ ที่ทานง่ายและจะช่วยให้คนหันมาทานพืชผักมากขึ้นมากขึ้น”

แม้มีโมเดลธุรกิจ แนวคิดตั้งต้น สินค้าที่ผลิตออกมา และรางวัลที่น่าภูมิใจกันทั้งบริษัทอย่าง SMEs Sustainability Awards อยู่เต็มสองมือ พียังพูดไม่ได้เต็มปากว่าธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จเรื่องความยั่งยืนร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่รับปากเอาไว้ว่าจะมีวันนั้น

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load