26 กุมภาพันธ์ 2563
5 K

‘เชื้อนี้ท่านได้แต่ใดมา’ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของโคลงศรีปราชญ์แต่อย่างใด แต่เป็นชื่อเพจเฟซบุ๊กที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเชื้อโรครอบตัวที่เหมือนไกลตัวให้เป็นเรื่องใกล้ตัว

‘เราไม่เสิร์ฟหมูมีเดียมแรร์นะครับ เชฟขอไม่ชิม’

‘ตะปูตำแนะนำให้มาพบแพทย์นะครับ’

‘กินไข่ได้ตัวอ่อน กินตัวอ่อนได้ตัวแก่’

‘ปูน้ำจืดกินดิบไม่ได้’

‘อย่าปล่อยให้คนท้องไปเล่นกับแมวเยอะนะครับ’

‘Introduction to โคโรน่าไวรัส’

หัวข้อเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเนื้อหาในเพจที่แอดมินพาเราไปทำความรู้จัก เข้าใจ พร้อมเรียนรู้วิธีการป้องกันนานาโรคภัยไข้เจ็บที่มาจากเชื้อโรคเบื้องต้น ด้วยภาษาที่ง่ายแบบไม่ต้องเรียนแพทย์ก็เข้าใจได้

กัน-กษิดิศ ป้องขันธ์ นิสิตชั้นปีที่ 5 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิยามเพจของตัวเองว่าเป็นเพจให้ความรู้เรื่องเชื้อโรคแก่เพื่อนนิสิตแพทย์ โดยนิสิตแพทย์ที่เผอิญยังไม่เป็นโรคซึมเศร้า เขามองเห็นความสำคัญและความอันตรายของเชื้อโรครอบตัว จึงตัดสินใจสร้างเพจนี้เพื่อให้ความรู้จนมีคนติดตามกว่า 30,000 คน ภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือน และส่วนใหญ่เป็นคนทั่วไปมากกว่าเพื่อนนิสิตแพทย์อย่างที่ตั้งใจไว้ตอนแรกด้วยซ้ำ

กัน-กษิดิษ ป้องขันธ์

วงจรชีวิตของเชื้อไวรัสที่เป็นข่าวใหญ่ของสื่อทุกสำนักในตอนนี้นำพาเรามารู้จักเพจของกษิดิศ เราเจอกับเขาในเย็นวันหนึ่ง คุยกันเรื่องเพจ ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อโรครอบตัวที่เราไม่เคยได้ยินชื่อ ไปจนถึงเชื้อที่ทั้งผู้เขียนและผู้อ่านคุ้นหูคุ้นเคยมาโดยตลอด เพียงแต่เราอาจไม่เคยตั้งคำถามหรือสงสัยเกี่ยวกับเชื้อโรคเหล่านี้ว่าเกิดจากอะไร เป็นเชื้อโรคประเภทไหน ส่งผลอย่างไรบ้าง และคำถามสำคัญที่กษิดิศคิดไว้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ชื่อเพจในวันนั้นว่า ‘เชื้อเหล่านี้นั้นได้แต่ใดมา’

เพจนี้ท่านได้แต่ใดมา

เพจ ‘เชื้อนี้ท่านได้แต่ใดมา’ เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการเรียนของเหล่านิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 5 ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ความกังวล และอาจนำมาสู่โรคซึมเศร้าได้ นิสิตหลายคนหันมาเปิดเพจโรคซึมเศร้าเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่เพื่อนนิสิตแพทย์และบุคคลทั่วไป แต่กษิดิศกลับมีความสนใจที่ต่างออกไป เขาสนใจเรื่องเชื้อโรครอบตัวที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจนัก

“ยิ่งผมเรียนอยู่ปีที่สูงขึ้น ผมก็ได้คุยกับคนข้างนอกมากขึ้น จึงเกิดคำถามว่าเราจะอธิบายรูปแบบความคิดต่างๆ แบบแพทย์ให้คนที่ไม่ได้เรียนแพทย์เข้าใจได้อย่างไร เพราะเราเรียนตำราภาษาอังกฤษ เวลาคุยก็คุยภาษาไทยคำอังกฤษคำ พอมาพูดให้คนทั่วไปฟัง คนไข้มักจะบอกว่าขอภาษาไทยค่ะคุณหมอ (หัวเราะ) ผมเลยอยากถ่ายทอดความรู้ในภาษาที่คนเข้าใจง่าย และเมื่อเห็นเพจของเพื่อนเลยคิดว่ามันน่าสนใจจัง ตัวเราเองมีความชื่นชอบในเรื่องเชื้อโรคที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจ เลยคิดว่าลองมาเปิดเพจสู้กับเพื่อนมั่งดีกว่า (หัวเราะ)

“ส่วนที่มาของชื่อเพจมันเริ่มต้นในห้องน้ำ วันนั้นเอาโทรศัพท์ไปไถๆ ในห้องน้ำและสร้างเพจหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า ‘เชื้อนี้ท่านได้แต่ใดมา’ ชื่อนี้คือได้มาเดี๋ยวนั้นเลย มันเหมือนกับบทหนึ่งในโคลงของศรีปราชญ์ ‘แหวนนี้ท่านได้แต่ใดมา เจ้าพิภพโลกา ท่านให้’ ก็เลยเอาอันนี้มาเปลี่ยนเป็นคำว่า เชื้อ แทนแล้วกัน (หัวเราะ)”

กัน-กษิดิษ ป้องขันธ์

(เผย) แพร่เชื้อโรค

เพจนี้ไม่ใช่เพจให้ความรู้ทั่วไป แต่เป็นเพจที่ตั้งใจรวบรวมเชื้อโรคที่เจอในห้องเรียนมาอธิบายให้นิสิตนักศึกษาสำหรับการอ่านเตรียมตัวสอบ และให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไปด้วยในเวลาเดียวกัน กษิดิศออกแบบเนื้อหาแต่ละบทความให้มีหลายส่วน ทั้งส่วนสำหรับคนทั่วไปที่ใช้คำพูดคำศัพท์ที่เข้าใจง่าย และสำหรับนักศึกษาแพทย์ นอกจากนี้แต่ละบทความยังมีสรุปทั้งสั้นและยาว พร้อมเสริมเกร็ดสาระความรู้ ให้ทุกคนเลือกอ่าน เลือกดูได้ตามชอบตามถนัดอีกด้วย

“แรกๆ ผมก็บังคับให้พวกรุ่นน้องมากดไลก์เพจ (หัวเราะ) แต่พวกเขาก็ไม่ได้มาไลก์เท่าไหร่ กลายเป็นว่าคนธรรมดาทั่วไปชอบเพจเรามากกว่า เลยหันมาให้ความรู้ทั่วไปด้วย

“ผมแบ่งเชื้อโรคภายในเพจออกเป็นสามประเภท หนึ่ง เชื้อโรคที่เจอในข้อสอบ เพื่อเป็นการเตรียมตัวสอบให้กับน้องๆ และเป็นข้อมูลที่คนทั่วไปนำไปใช้ได้ สอง เชื้อโรคที่เราเจอจากคนไข้ในโรงพยาบาล และสาม เชื้อโรคที่มีความน่าสนใจในขณะนั้น อย่างเช่น เรื่องหอยนางรม ตอนนั้นตึกผู้ป่วยมีคนติดเชื้อนี้ มันมาจากหอยนนางรม เมื่อติดแล้วขาเขามีปัญหา และยังเป็นเชื้อที่ติดต่อในคนที่เป็นโรคตับ ผมเลยนำข้อมูลเหล่านี้มาขยี้รวมๆ กัน เขียนด้วยภาษาของผมเอง ซึ่งเพื่อนบอกว่ามันตรงและเข้าใจง่ายดี”

เขาเล่าว่า เชื้อโรคแบบที่ถูกจริตถูกใจลูกเพจมากที่สุดหนีไม่พ้นเรื่องอาหารการกิน ซึ่งเป็นสิ่งใกล้ตัว ยกตัวอย่างเช่น หมูดิบ Streptococcus suis ที่ตอบความสงสัยให้เหล่าสาวกซกเล็ก ลาบเลือดได้เป็นอย่างดีว่าทำไมเราทานเนื้อวัวดิบๆ ได้ แต่ทำไมเราถึงทานเนื้อหมูดิบไม่ได้ และเรื่องที่ได้รับความสนใจอันดับสอง คือเรื่องเพศสัมพันธ์ ซิฟิลิส และหนองใน

“ยังมีเชื้อโรคยอดฮิตที่คนมักทักมาถามหลังไมค์ด้วยครับ หลักๆ เป็นปัญหาสุขภาพ บางคนถ่ายรูปส่งมาให้ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อรา แผลที่ผิว ช่องปาก คอแดง แล้วถามว่า หมอๆ อันนี้เป็นอะไร จะซื้อยามากินเอง เลยตอบกลับไปว่าผมวินิจฉัยโรคผ่านทางรูปภาพไม่ได้และผมยังเป็นนิสิตแพทย์อยู่ ไม่มีใบอะไรไปรับผิดชอบชีวิตเขา ก็จะแนะนำให้ไปโรงพยาบาลและพบแพทย์แทน ต่อมาก็เป็นคำถามเกี่ยวกับความรู้ทั่วไป คำถามแบบนี้ผมก็พอตอบได้ เช่น ไก่มีเชื้ออะไรทำไมถึงกินดิบไม่ได้ หรือล่าสุดส่งของมาจากจีนจะติดโคโรน่าไหม”

“แล้วติดไหม”

“ไม่ติดครับ อันนี้เป็น Fake News ผมก็พอจะตอบได้”

กัน-กษิดิษ ป้องขันธ์

เพจนี้ไม่รับโฆษณา 

“ขอขอบคุณสำหรับข้อความนะครับ ข้อความนี้เป็นข้อความอัตโนมัติ แอดมินจะกลับมาอ่านอีกทีเมื่อว่างนะครับ เนื่องจากแอดมินยังเป็นนักเรียนแพทย์อยู่ จึงขออนุญาตไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคหรือให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคนะครับ ไม่รับงานโฆษณาครับ”

ด้านบนคือข้อความตอบกลับอัตโนมัติจากเพจของนิสิตแพทยศาสตร์ปีที่ 5 ผู้ที่ง่วนอยู่กับการเรียนและการขึ้นวอร์ดตึกผู้ป่วยคนนี้ เพราะอะไรเขาถึงเลือกเป็นแอดมินเพจให้ความรู้เรื่องเชื้อโรคแทนการไปเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง กินข้าว หรืองานอดิเรกสักอย่างที่คนส่วนใหญ่เลือกทำ สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ผู้เขียนอดสงสัยไม่ได้เลยว่า เมื่อเป้าหมายของการทำเพจไม่ใช่เงินจากโฆษณา แล้วเป้าหมายจริงๆ ของการทำเพจนี้คืออะไร

“ตอนแรกมีคนติดต่อมาให้ผมขายครีมอะไรสักอย่าง แต่ผมก็ไม่ได้รับ มันเป็นจริยธรรมของนิสิตแพทย์ที่จะไม่เอาวิชาชีพเราไปทำธุรกิจ”

“แปลว่าทำเพจนี้เพราะอยากทำล้วนๆ” เราถามเขา

“ตอบสนองความต้องการของตัวเองอย่างเดียวเลยครับ แรกๆ ต้องการจะสอนน้องๆ ที่ตอนนี้เริ่มมากดไลก์กันบ้างแล้วหลังจากที่ตอนแรกไปรัดคอมาให้ช่วยไลก์ (หัวเราะ) เลยรู้สึกว่าความตั้งใจแรกเราสัมฤทธิ์ผล ส่วนต่อมาเริ่มมีอาจารย์มาทัก มาช่วยแนะนำว่าเขียนเรื่องนี้ด้วยสิ เราก็ดีใจที่อาจารย์รู้จักเรา และเป็นการเพิ่มความมั่นใจในตัวเองว่าอนาคตเราจะเรียนต่อด้านไหน

“หากพูดถึงภาพรวมในอนาคต ผมก็ยังจะทำเพจแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกสนุกในการสอนและให้ความรู้คนอื่นต่อไป ผมมองว่าเพจเป็นสิ่งที่ไม่ผูกมัด เป็นงานอดิเรกที่เราจะทำในเวลาว่างและเราอยากที่จะทำมันจริงๆ เพราะมันดีต่อทั้งคนไข้และตัวหมอเอง อย่างแรกเลยคนไข้จะมีความรู้พื้นฐานมากขึ้น รู้สิทธิ์ในการตัดสินใจและสิทธิ์ในการรักษาก็จะเป็นของคนไข้มากขึ้น ส่วนต่อมาคนไข้จะมีภูมิคุ้มกันต่อ Fake News และสุดท้ายได้สร้างความเข้าใจระหว่างหมอกับคนไข้ เวลาหมอให้ความรู้ก็จะเข้าใจมากขึ้นเหมือนเราคุยเรื่องเดียวกัน”

เชื้อนี้ท่านได้แต่ใดมา เพจข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อโรคที่ไม่ต้องเรียนหมอก็เข้าใจได้

3 บทเรียนเกี่ยวกับเชื้อโรคที่ต้องรู้

เมื่อวงจรชีวิตของเชื้อเหล่านี้ได้นำเรามาบรรจบพบกับกษิดิศ ก่อนจากกันในเย็นวันนั้น เราถือโอกาสถามเกี่ยวกับเชื้อโรคที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดไปเต็มประตู ได้ความเป็นบทเรียนเบื้องต้น 3 ข้อเกี่ยวกับเชื้อโรคส่งท้าย

Lesson 1 การใส่หน้ากากอนามัยพื้นฐาน 101

“อุปกรณ์ป้องกันมันมีหลายอย่างมากครับ หน้ากากอนามัยก็จะมีหน้ากาก N95 หน้ากากอนามัยปกติ หรืออะไรที่มันพิสดารมากกว่านั้น เช่น ชุดสีฟ้าที่ทางการแพทย์เขาใช้กัน ผมขอยกตัวอย่างการทำงานของหน้ากากอนามัยไว้ดังนี้ครับ ถ้าเราเป็นคนสุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วย เมื่อใส่หน้ากากอนามัยเข้าไปในสถานที่ที่มีผู้ติดไวรัสอยู่ หน้ากากอนามัยจะป้องกันไวรัสได้เพียงสิบถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับงานวิจัยแต่ละที่ แต่หากเราเป็นผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสแล้ว การใส่หน้ากากอนามัยช่วยป้องกันเชื้อโรคที่จะแพร่ไปสู่คนอื่นได้ถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์

“ส่วนมากในต่างประเทศนิยมแจกหน้ากากอนามัยให้ผู้ป่วยก่อน เพราะถือว่าเป็นความรับผิดชอบของคนป่วยเอง สิ่งที่เราควรทำเบื้องต้น คือการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และเมื่อสัมผัสสิ่งของสาธารณะก็อย่านำมือนั้นมาขยี้ตา ขยี้จมูก”

Lesson 2 ยาปฏิชีวนะต้องทานให้หมด

“ยาปฏิชีวนะ หรือ Amoxy ที่คนไข้มักซื้อมากินเองหรือแพทย์จ่ายยาให้ แต่พอหายก็เลิกกิน ตรงนี้คือสิ่งที่เกือบทุกโรงพยาบาลไทยหรือทั่วโลกเลยดีกว่าที่เจอปัญหาเรื่องเชื้อดื้อยา สิ่งที่ควรทำเวลาแพทย์จ่ายยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะให้ คือเราต้องให้กินให้หมดแผง แต่คนส่วนมากจะเข้าใจผิดว่าพอหายก็หยุดยาได้ไม่ต้องกินต่อ

“สมมติว่าเชื้อโรคในตัวเรามีอยู่หนึ่งร้อยตัว เรากินยาไปสองวันเชื้อตายไปเก้าสิบห้าตัว เหลืออีกห้าตัวที่มันไม่ก่อโรคให้เราเจ็บหรือป่วย แต่เป็นห้าตัวที่ดำรงชีวิตในร่างกายทนต่อยาที่เรากินไปสองวันนั้น แล้วสักวันหนึ่งห้าตัวนี้ก็จะขยายเผ่าพันธุ์เป็นสิบ ยี่สิบ จนมันครบร้อยตัว เราก็จะได้เชื้อโรคใหม่ร้อยตัวที่แข็งแรงขึ้น“ครั้งนี้ยาสองวันก็จะฆ่าไม่ได้แล้ว ต้องใช้ยาที่แรงขึ้นไปอีก ทั้งๆ ที่เราจัดการห้าตัวนี้ได้โดยการกินยาต่อไปจนจบตั้งแต่แรก และถ้าหากเรายังทำตัวเหมือนเดิมไปเรื่อยๆ สุดท้ายในบั้นปลายชีวิตของเชื้อตัวนี้ก็จะเป็นเชื้อโรคที่ไม่มียาที่ไหนรักษาได้เลย”

Lesson 3 กินดิบก่อนแล้วถ่ายพยาธิทีหลัง

“กินดิบไปก่อนแล้วถ่ายพยาธิทีหลัง เป็นอีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่บอกกัน เรากินแล้วพยาธิจะเข้าไปในลำไส้ แต่มันไม่ได้อยู่แค่ในลำไส้ อย่างหนอนพยาธิบางชนิดก็เข้าไปอยู่ในตับหรือออกมาอยู่ตามกล้ามเนื้อ

“แน่นอนว่ายาถ่ายพยาธิไม่ได้เข้าไปถึงตรงนั้น ต้องมารับการรักษาที่โรงพยาบาล เป็นยาฉีด ซึ่งบางทียาฉีดก็รักษาได้แค่ในช่วงแรก หากผ่านไปนานๆ ก็อาจจะช่วยไม่ได้ หรือถ้ามันไปสร้างรังในร่างกายเราได้แล้ว ก็อาจเกิดปัญหาขึ้นภายหลัง เช่น พยาธิตัวจี๊ดขึ้นสมอง พยาธิตัวตืดขึ้นสมอง เมื่อขึ้นไปในสมองแล้วก็ช่วยอะไรไม่ได้

“ผมคิดว่าถ้าเราเลิกกินไม่ได้ เราก็ต้องหาวิธีให้มั่นใจในวัตถุดิบที่เรากิน ผมเลยเขียนเกี่ยวกับวิธีการกำจัดเชื้อโรคก่อนที่จะเอามากิน ถ้าเรายังยืนยันว่าอยากจะกินแบบนี้ เช่น พยาธิตัวนี้ถ้าเราเอาไปแช่ช่องฟรีซไว้เวลาเท่านี้ มันจะไม่โต และผมจะแนบสถิติให้เขาว่าป้องกันได้กี่เปอร์เซ็นต์ ให้ผู้อ่านไปชั่งน้ำหนักความเสี่ยงเอาเอง หรือจะกินแบบสุกก็จบเลย ปลอดภัย”

ส่งท้ายด้วยการให้สัญญากับตัวเองว่าจะเลิกสร้างเชื้อโรคที่แข็งแรงด้วยการทานยาปฏิชีวนะที่คุณหมอสั่งให้ครบ ละทิ้งอุดมการณ์ในการกินปลาดิบและปูไข่ดองที่มีอยู่ และมาทายกันว่า เมื่อผู้อ่านได้อ่านบทความนี้และได้ลองไถหน้าฟีดเพจ ‘เชื้อนี้ท่านได้แต่ใดมา’ ของกษิดิศพอสังเขปแล้ว จะมีพฤติกรรมใดเปลี่ยนแปลงไปอย่างผู้เขียนบ้างไหม

เชื้อนี้ท่านได้แต่ใดมา เพจข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อโรคที่ไม่ต้องเรียนหมอก็เข้าใจได้

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

‘เที่ยวรอบโลก’ ความฝันวัยเด็กของใครหลาย ๆ คนที่พูดง่าย แต่ยากที่จะตั้งให้เป็นเป้าหมายในชีวิต

เชษฏ์ สุวรรณรัตน์ อดีตพนักงานประจำ ปัจจุบันเป็นเจ้าของเพจ ‘วิ่งรอบโลก: Running The World’ คือผู้ท้าชิงคนนั้น เขาตั้งใจวิ่งเพื่อบันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน และอยากแบ่งปันให้ทุกคนบนโลกออนไลน์

จุดออกตัว

“จุดที่ทำให้เริ่มสนใจการวิ่ง คือเหตุการณ์ระเบิดที่บอสตันมาราธอน ในปี 2013 เราไปยืนถ่ายรูปเล่นแถวเส้นชัย และ 1 ชั่วโมงหลังจากที่เดินออกมากินข้าว มันเกิดระเบิดขึ้น” เชษฏ์เผยจุดเริ่มต้นที่มาจากเรื่องสะเทือนใจชนิดหวิดเอาชีวิตไม่รอด

หลังจากนั้นบอสตันจัดงานวิ่งการกุศล เพื่อระดมเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ด้วยความรู้สึกร่วมของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และคำว่า Boston Strong ที่สกรีนอยู่บนเสื้อ ทำให้เชษฏ์สมัครเข้าร่วมงานวิ่งครั้งนั้นเป็นสนามแรก แม้จะไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน

“ตอนไปเรียนและทำงานที่อเมริกา เราใช้ชีวิตแบบพนักงานออฟฟิศทั่วไป ไม่ออกกำลังกาย กินฟาสต์ฟู้ด เราอ้วนจนถึงจุดที่มีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม แล้วก็ไปวิ่ง 4 กิโลเมตร โอ้โห พอวิ่งจบแล้วรู้สึกเหมือนเกือบตาย ทำให้รู้ว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองเลย ตอนนั้นแหละที่จุดประกายความคิดว่า เราอยากจะวิ่งบอสตันมาราธอนสักครั้งในชีวิต” 

เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ถูกปักหมุด แต่ไม่นานนักก็หลุดออกมา เมื่อเขาลงสมัครงานวิ่ง 5 กิโลเมตรจนรู้สึกเหนื่อย และเปรียบเทียบระยะวิ่ง 42 กิโลเมตรว่าเกินความจำเป็นต่อชีวิต Bucket List งานบอสตันมาราธอนจึงถูกขีดฆ่าไป

อย่างไรก็ตาม 2 ปีต่อมา บอสตันมาราธอนก็ส่งแรงกระตุ้นให้เชษฏ์อีกครั้ง วันนั้นเขาได้เห็นคนกำลังวิ่งในสนามยามฝนตกหนัก ขณะที่เขายืนจิบกาแฟอุ่น ๆ ในร้านข้างลู่วิ่ง

“คนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราคือ รีเบกก้า เกรกอรี่ (Rebekah Gregory) ในปี 2013 เธอโดนระเบิดตอนวิ่งใกล้ถึงเส้นชัย กลายเป็นนักกีฬาที่ต้องโดนตัดขา เราว่ามันคงใจสลายมาก แต่ในปี 2015 เธอเขียนจดหมายถึงบอสตันมาราธอน เพื่อขอวิ่งต่อจากระยะทางที่เหลืออีกไม่กี่ฟุตในวันนั้น เธอรู้สึกว่ากำลังจะได้รับเหรียญรางวัลแต่ดันล้มลงก่อน เธอจึงพยายามซ้อมวิ่งบนขาเทียมตลอด 2 ปี เพื่อขอวิ่งอีก 5 กิโลเมตรสุดท้ายในปีนี้

“พอถึงวันจริง มีนักข่าวมาถ่ายภาพเธอและเราก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ทำให้เรามองกลับมาที่ตัวเอง เราเคยตั้งเป้าว่าจะวิ่งบอสตันมาราธอนให้ได้ แต่แล้วก็ปัดตกไปด้วยสนาม 5 กิโลเมตร เพราะคิดว่าเหนื่อยและดีต่อสุขภาพแล้ว เขาขาขาด แต่เขายังวิ่งได้ เราก้มดูขาตัวเอง ยังมีอยู่ครบ 32 ทุกอย่าง ไม่ได้แล้วเว้ย ปีหน้าฉันจะวิ่งบอสตันมาราธอน อันนั้นแหละเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจขึ้นมาอย่างจริงจัง” และในวันนั้น Bucket List เดิมของเชษฏ์ก็วนกลับมาเป็นเป้าให้พุ่งชนอีกครั้ง

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ฝันที่เป็นจริง

เมื่อกำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจน วิธีที่ช่วยพาไปถึงปลายทางก็ปรากฏ เชษฏ์แพลนตารางฟิตซ้อมร่างกายเพื่อพัฒนาเวลาวิ่งให้ตรงตามเงื่อนไขการสมัครบอสตันมาราธอน แต่ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ปี จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ไม่ว่าเชษฏ์จะมีพัฒนาการก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้นแค่ไหน แต่เวลาที่ทำได้จากการวิ่งมาราธอนสนามอื่นในช่วงระหว่างทาง ยิ่งตอกย้ำว่าไม่มีทางทำได้ ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน แต่เขาก็ดิ้นรนหาทางออก จนในที่สุดจึงค้นพบการสมัครแบบการกุศล

เงื่อนไขคือต้องหาเงินให้ได้ 5,000 เหรียญฯ เชษฏ์ทั้งเปิดรับบริจาคเงินจากการสอนทำอาหารไทยในโรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ และเล่นดนตรีเปิดหมวกกับกลุ่มเพื่อนบน Facebook Live ภายใต้ชื่อเพจ ‘On My Way To Boston Marathon’

การยื่นสมัครในรูปแบบนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนักโดยเฉพาะในแวดวงนักวิ่งไทย เชษฏ์คือคนแรก ๆ ที่เจอ แล้วนำข้อมูลมาส่งต่อบนเพจและพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้จริง ทำให้ได้รับความสนใจ มียอดผู้ติดตามหลักพันในระยะเวลา 5 เดือน โดยปราศจากการบูสต์โพสต์

สุดท้ายยอดบริจาคก็ทะลุเป้า ความฝันที่อยากวิ่งบอสตันมาราธอนก็กลายเป็นจริง Bucket List ถูกขีดฆ่า และไร้การเคลื่อนไหวบนเพจ On My Way To Boston Marathon อีกต่อไป

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ทางที่เลือกด้วยตัวเอง

หลังการวิ่งบอสตันมาราธอนอย่างบ้าคลั่ง และตารางซ้อมที่หักโหมเกินร่างกายต้านไหว ทำให้เชษฏ์ต้องหยุดพักฟื้นร่างกายอยู่ครึ่งปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

ตั้งแต่เด็ก เชษฏ์มีอาชีพในฝันที่ดันวิ่งสวนทางกับครอบครัว ทำให้เขาต้องประนีประนอมเลือกอนาคตที่ไม่ได้ชอบนักมาตลอด ตั้งแต่เรียนคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนปริญญาตรี เรียนต่อปริญญาโทสาขา Information System ใน Northeastern University College of Engineering ที่สหรัฐอเมริกา และจบมาทำงาน Software Engineer ที่บอสตัน

“จริง ๆ สิ่งที่เราอยากเรียนคือศิลปกรรม นิเทศ หรืออะไรก็ได้ในแวดวงเต้นกินรำกิน แต่ที่ครอบครัวพูดมาเราก็เข้าใจ เพราะงานนี้สร้างเม็ดเงินและเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี”

ทั้งความสามารถที่ไต่เต้าจนถึงตำแหน่ง Director และประสบการณ์เฉพาะทางซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาด ทำให้กล่องข้อความ LinkedIn ของเชษฏ์มีแจ้งเตือนขอซื้อตัวทุก ๆ เช้าเย็น ณ ตอนนั้นเขามีรายได้มากพอจะเปิดบริษัทให้คำปรึกษาเป็นของตัวเอง และบริหารทั้งสองบริษัทควบคู่กันไป

จากเนื้องานเชิงสร้างสรรค์ สู่เนื้องานเชิงบริหารอย่างเต็มตัว หน้าที่หลักคือสอนงานลูกน้อง รับมือกับการเปลี่ยนผ่านของลูกทีม และคุยงานกับลูกค้าจากต่างประเทศ ความสนุกหรือความสุขเพียงเล็กน้อยไม่มีให้เสพอีกต่อไป จนวันหนึ่งเข็มความอดทนเดินมาชนขีดจำกัด เชษฏ์จึงตัดสินใจเก็บเงินก้อนหนึ่งและลาออกไปใช้ชีวิต

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“คนเราจะประสบความสำเร็จแบบมีความสุขได้ ต้องได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ทำสิ่งนั้นได้ดี และทำในสิ่งที่คนต้องการ ซึ่งอย่างน้อยอาชีพเรามี 2 อย่างหลัง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรารัก

“ตอนนั้นแค่บอกตัวเองว่า ขอหยุดแบบไม่ทำอะไรเลย 1 ปีเต็ม ๆ อยากลองใช้ชีวิตแบบเช้าวันนี้หยิบกาแฟขึ้นมาจิบ แล้วนั่งเสิร์ชดูตั๋วเครื่องบินว่าที่ไหนถูก วันรุ่งขึ้นก็บินเลย แบกเป้ตะลุยไปประเทศที่อยากไป พอใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ 1 ปี ก็รู้สึกว่าติดการใช้ชีวิตแบบนี้ จนมองไม่เห็นภาพตัวเองกลับไปทำงานออฟฟิศอีกแล้ว” 

ช่วงพักผ่อนในปลายปี 2016 เมื่อหายจากอาการบาดเจ็บ เชษฏ์ไปเที่ยวฮาวายแล้วลงสมัครงานวิ่ง Honolulu Marathon แบบไม่ซีเรียสเรื่องการทำเวลา และมองเป็นเพียงกิจกรรมรับลมชมวิวระหว่างทริป แต่นั่นทำให้เขาได้สัมผัสกับความสุขบางอย่าง

ต้นปีถัดมาที่ได้เยือนปารีส เขาเริ่มค้นหามาราธอนที่จัดในเมืองไปด้วย กิมมิกนี้กลายมาเป็นความสนุกที่เขาทำควบคู่ไปกับความฝันจะเที่ยวรอบโลก จนท้ายที่สุดก็ได้ถือกำเนิดเพจวิ่งรอบโลกขึ้นมาโดยอาศัยเครดิตจากเพจเก่า

“เรานิยามวิ่งรอบโลกว่า ถ้าได้ไปประเทศไหน แล้วได้วิ่ง Full Marathon เรานับแล้วล่ะว่ามาวิ่งและได้มาเหยียบประเทศนี้จริง ๆ เลย Rename ชื่อเพจตัวเองแค่นั้นเองครับ หลังจากนั้นก็ตั้งเป้าหมายชีวิตขึ้นมาว่า ก่อนตายขอวิ่งมาราธอนให้ครบทั้ง 196 ประเทศทั่วโลก”

เป้าหมายใหญ่จึงสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยใช้สมุดบันทึกที่ชื่อว่า ‘วิ่งรอบโลก’

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

วิ่งทีละก้าว

ตอนแรก ๆ มีแค่รูปถ่าย แคปชั่น หลัง ๆ เริ่มมีวิดีโอที่ทำให้คนรู้จักเอกลักษณ์ของเพจ เราถือกล้องวิ่งไปถ่ายไป ระหว่างทางก็ถ่ายบ้างหยุดบ้าง แต่ตั้งแต่จุดสตาร์ทไปจนถึงเส้นชัย เรามีอะไรให้เขาดูแล้วรู้สึกเหมือนได้มาวิ่งสนามนั้นด้วยกัน” เชษฏ์เล่าบรรยากาศการบันทึกสมุดหน้าแรก ๆ ให้ฟัง

ทุกวันนี้เพจขยายไปบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บไซต์ แต่ 1 คือจำนวนทีมงานที่ผลิตคอนเทนต์ทุกรูปแบบจากเพจวิ่งรอบโลกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทั้งเขียนงาน ถ่ายภาพ แต่งภาพ ตัดต่อ ทำเว็บไซต์ รวมถึงอีกหลายรูปแบบและหลายขั้นตอน ซึ่งครีเอเตอร์สมัยนี้จะสร้างขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือกันเป็นทีม แต่ทั้งหมดคือสิ่งที่ชายคนนี้สร้างขึ้นมากับมือแบบ One-man Show

วิ่งเสร็จก็มานั่งตัดต่อ วันรุ่งขึ้นก็ลงคลิปเลย คนชอบคิดว่า โห มีทีมงานเยอะขนาดนั้นเลย วิ่งเสร็จแล้วไม่พักเลยเหรอ ก็เนี่ย นั่งตัดวิดีโอนี่แหละคือการพักของเรา (หัวเราะ)” ในแง่หนึ่ง เขามองว่าสิ่งนี้สานฝันความชอบในงานด้านนิเทศอยู่กลาย ๆ

วิ่งรอบโลกยังไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้ เบื้องหลังที่เชษฏ์คิดไว้ ยังมีแพลนจะต่อยอดไปอีกมากมาย แต่ตอนนี้มีแค่ชิ้นเดียวที่ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง คือ การจัดทริปวิ่งในต่างประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 ที่โควิด-19 ระบาดหนัก งานวิ่งทั่วโลกประกาศยกเลิกและเพจต้องหยุดชะงัก วิ่งรอบโลกจึงจัด Virtual Run ขึ้น โดยเปิดรับสมัครบนแพลตฟอร์มของ LET’S RACE THAILAND และประสบความสำเร็จ พวกเขาจึงร่วมมือกันเปิดบริษัทนำเที่ยวแบบมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย โดยใช้ชื่อของพวกเขาทั้งสองมารวมกัน กลายเป็น ‘LET’S RUN THE WORLD’ (RUNNING THE WORLD + LET’S RACE THAILAND)

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“บริษัทเราพยายามเลี่ยงคำว่าทัวร์ แต่เรียกเป็น ‘ทริป’ ที่พาไปวิ่งต่างประเทศ จำนวนคนไม่ได้เยอะ เพราะอยากให้ทุกคนในทริปรู้จักกันแบบอบอุ่น ไม่ได้เป็นทัวร์ทั่วไปที่พาคุณไปทิ้งไว้ตรงนั้นตรงนี้ สิ่งที่ต่างกันคือ ตัวเราไปด้วยจริง ๆ คนที่ไปก็ไปวิ่งมาราธอนกับเราจริง ๆ แล้วก็พาเขาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราไป

“เวลาไปที่ไหน เราก็พยายามศึกษาหาข้อมูลไปก่อนด้วยว่า ประเทศนั้นมีอะไรให้เที่ยวบ้าง ไม่ใช่ไปวิ่งอย่างเดียวแล้วจบ แต่เราใช้มาราธอนเป็นข้ออ้างให้พาตัวเองไปประเทศนั้น แล้วเราก็จะได้เที่ยวด้วย”

ปัจจุบันเพจมีกระบวนการทำงานที่ใหญ่ขึ้น เริ่มมีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและมีรายได้ที่มากพอจะหาคนมาช่วย แต่ส่วนผลิตคอนเทนต์ยังเป็นเชษฏ์เหมือนเดิม

“ที่ผ่านมาเพจไม่ได้สร้างรายได้ เลยไม่รู้จะจ้างทีมงานไปทำไม และไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาจ้าง แต่อันนี้มันเริ่มเป็นธุรกิจจริงจัง ก็เลยมีน้องแอดมิน 2 – 3 คนช่วยตอบและโพสต์คอนเทนต์ที่เราเตรียมไว้ให้ แต่เพจวิ่งรอบโลกก็ยังเป็นตัวเราทำเองคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ”

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน
วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ห้องสมุดนักวิ่ง

เชษฏ์ชวนเราจินตนาการว่า เพจวิ่งรอบโลกมีความสนใจอยู่ 2 วงหลัก ๆ คือ ‘เที่ยวรอบโลก’ และ ‘วิ่ง’ เพราะฉะนั้น หากเอาทั้งสองวงมาทับซ้อนกัน คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเพจ คือส่วนที่ทั้งสองวงนั้นเหลื่อมกันเป็นหลัก และอาจมีเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยถ้าพูดในเชิงการตลาด ซึ่งรวมกันแล้วมีจำนวนน้อยมาก

นี่เป็นสิ่งที่เขารู้มาตั้งแต่วันแรกแต่ก็ยังจะทำต่อไป เพราะไม่ได้หวังสร้างรายได้จากเพจมาตั้งแต่ต้น แต่อยากให้เป็นพื้นที่บันทึกเรื่องราวระหว่างทางที่ทำตามฝันเท่านั้น

เราไปมาหลายประเทศ ก็อาจจะได้เห็นอะไรที่คนอื่นไม่มีโอกาสเห็น จึงอยากเอามาแบ่งปัน มาบอกกล่าว ว่าประเทศนี้เป็นอย่างนี้นะ ประเทศนี้ทำอย่างนี้นะ แล้วก็มีข้อมูลให้เขา เผื่อใครอยากไปต้องทำยังไง มีพื้นที่ตรงไหนไม่ปลอดภัย จองโรงแรมยังไง ทำวีซ่ายังไง อะไรประมาณนั้นมากกว่า

การไปเที่ยวรอบโลกเปิดโลกสำหรับเรามาก มันทำให้ได้เจออะไรใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ภาษา เจอคน วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง ซึ่งก็ทำให้เรากลับมามองเปรียบเทียบกับตัวเราและประเทศของเรา 

แล้วยังรู้สึกว่าลดอัตตาหรือความเป็นตัวตนไปได้ด้วย”

เราปิดด้วยคำถามทิ้งท้ายว่า วันแรกที่ลาออกจากงานประจำ กับวันนี้ที่วิ่งมาถึงก้าวที่ 42 คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

“รู้สึกว่าทุกวันนี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก ๆ แค่นั้นเลย เราได้เจอสิ่งที่เรารักที่จะทำ แล้วเราก็มีเป้าหมายในชีวิต” เชษฏ์ตอบ

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ภาพ : วิ่งรอบโลก: Running The World

Writer

ภูรินทร์ บุระคร

มนุษย์ที่กำลังตามหาความหมายของชีวิต มักคิดว่าจิตสำนึกเป็นลาภอันประเสริฐ และชอบเปิดมินิคอนเสิร์ตทุกครั้งที่อาบน้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load