“รู้สึกไหมว่าวันนี้ลมพัดมาจากทางเหนือ”

คำถามแรกในตอนเช้าที่เราได้ยินเสียงสามีคนพื้นถิ่นเชียงรายแท้ๆ เอ่ยถามก่อนที่เราจะขับรถทวนลม กดปิดแอร์เปิดหน้าต่าง เอามือยื่นออกมารับลมแรกของฤดูหนาว มุ่งหน้าขึ้นดอยแม่สลอง ขับจากถนนใหญ่เข้าสู่เส้นทางที่เล็กลงเรื่อยๆ จนเหมือนหลุดเข้ามาในพื้นที่ลึกลับแห่งหนึ่ง แต่แล้วเราก็ใจชื้น เพราะมองเห็นป้าย Ahsa Farmstay 

Ahsa Farmstay ฟาร์มสเตย์ที่ให้คุณดำนา เดินป่า ปรุงอาหารท้องถิ่น บนดอยแม่สลอง เชียงราย

น้องผู้ชายใส่ชุดม่อฮ่อมวิ่งออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พาเราเดินจากที่จอดรถผ่านบ่อน้ำที่มีแก๊งห่านเจ้าถิ่นกำลังส่งเสียงทักทายผู้มาเยือน มองไปด้านหน้าเป็นนาข้าวเหนียวสีเขียวอมเหลืองพร้อมเข้าฤดูเก็บเกี่ยว ตัดกับสีแดงตุ่นของผนังปูนและสีน้ำตาลไล่สีสลับไปมาของบ้านทรงไทย 4 หลัง มองดูสวยงามแบบไม่ขัดหูขัดตา

ที่นี่คือ ‘อาสา ฟาร์มสเตย์’ ฟาร์มสเตย์ที่ยกระดับรูปแบบการท่องเที่ยวแบบลงลึกถึงชุมชมและธรรมชาติ ให้ง่ายสะดวกสบายมากขึ้น บนพื้นที่ 85 ไร่ มาพร้อมภูมิทัศน์ที่สวยดั่งต้องมนตร์ มองไปทางนั้นก็เห็นไร่นา สวน ป่า

เสน่ห์ของเชียงรายที่จะทำให้คุณตกหลุมรักไม่ยาก คือการผสมผสานของวัฒนธรรมที่ปราศจากการปรุงแต่ง ถ้ามาเยือนที่นี่ คุณยังคงเห็นชายหญิงนุ่งชุดพื้นเมืองเดินห้างสรรพสินค้า พบชาติพันธุ์โดยไม่ต้องเดินขึ้นยอดดอยสูง 

คว้าเสื้อผ้าและถุงอุปกรณ์ยังเที่ยว แล้วตีตั๋วขึ้นเหนือไป อาสา ฟาร์มสเตย์ กันเดี๋ยวนี้เลยเจ้า

Ahsa Farmstay ฟาร์มสเตย์ที่ให้คุณดำนา เดินป่า ปรุงอาหารท้องถิ่น บนดอยแม่สลอง เชียงราย

ขออาสาแบบ Ahsa

“ทำไมเราไม่ลองทำโฮมสเตย์ที่มีมาตราฐานโรงแรมขึ้นมาล่ะ”

บทสนทนาเริ่มต้นด้วยคำถามที่น่าสนใจ ของ อิม-รสวรรณ คำวัง ผู้บริหารและผู้จัดการ ที่ควบตำแหน่งมาร์เก็ตติ้งของฟาร์มสเตย์แห่งนี้ จากประสบการณ์การทำบริษัททัวร์ที่พานักท่องเที่ยวจากยุโรปเข้ามาเที่ยวในประเทศ ภายใต้การดูแลของ บริษัท รุ่งรักษ์จัน จำกัด เธอเล่าให้เราฟังว่า ช่วง 3 – 4 ปีหลังเริ่มมองเห็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป เมืองไทยไม่ได้มีดีแค่ วัด วัง หรือทะเลเท่านั้น คนเริ่มเที่ยวลึกลงไปถึงรากของวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม วิถีชีวิต ประกอบกับการท่องเที่ยวแบบ Community Base Tourism เริ่มแพร่หลาย บริษัททัวร์จึงลองปรับเปลี่ยนโปรแกรมเที่ยวให้มีมิติมากขึ้น อย่างการพานักท่องเที่ยวไปในสถานที่ใหม่ๆ หรือทำกิจกรรมแบบใหม่ ไปจนถึงการเลือกหาที่พักแบบ ‘โฮมสเตย์’

Ahsa Farmstay ฟาร์มสเตย์ที่ให้คุณดำนา เดินป่า ปรุงอาหารท้องถิ่น บนดอยแม่สลอง เชียงราย

“โฮมสเตย์มันลดทอนความสะดวกสบายบางอย่างลงไปนะ บางบ้านไม่มีพื้นที่ส่วนตัว บางครั้งเราต้องไปนอนกลางโถงบ้าน ใช้ห้องน้ำร่วมกับเขา ถ้าคุณเป็นสายลุยๆ หน่อยก็โอเค แต่จากที่เราทำทัวร์มา เรามองเห็นว่า ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาต้องการความเป็นส่วนตัว แต่ก็ยังชอบท่องเที่ยวแบบเชิงประสบการณ์อยู่” เจ้าบ้านเล่าจุดเริ่มต้น

เพราะอิมมองเห็นช่องทางของธุรกิจ เธอไม่อยากให้โฮมสเตย์มีรายได้ต่อวันแค่หลักร้อย จึงนำวิธีการบริหารแบบโรงแรมมาใช้การท่องเที่ยวแบบชุมชน โดยเปลี่ยนตั้งแต่สิ่งอำนวยความสะดวก การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งระบบรักษาความปลอดภัย ให้มีความสะดวกสบาย อยู่ง่าย สบายใจ มีพื้นที่ส่วนตัว ในขณะเดียวกัน ก็ยังคงประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบวิถีชาวบ้านไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะทำสวน ดำนำ ทำอาหารจากแปลงผักสวนครัว ฯลฯ

Ahsa Farmstay ฟาร์มสเตย์ที่ให้คุณดำนา เดินป่า ปรุงอาหารท้องถิ่น บนดอยแม่สลอง เชียงราย

แต่ที่น่ารักต่อเจ้าตัวน้อยคือ เด็กอยู่ร่วมและชื่นชมธรรมชาติได้ด้วยกิจกรรมหลากลาย ทั้งเล่นม้าก้านกล้วย เก็บลูกยาง ทำขนมห่อใบตอง เรียกว่าถ้าเคยซนแบบไหนที่บ้านสวนต่างจังหวัด ที่ อาสา ฟาร์มสเตย์ ก็ทำแบบนั้นได้

“อาสามาจากคำว่า ‘อะสะ’ เป็นภาษาลาหู่ แปลว่า ชีวิต แล้ว อาสา ยังล้อกับคำว่า Casa คำอิตาเลียนที่แปลว่าบ้าน เรารู้สึกว่าอาสาเป็นคำที่เหมาะกับที่นี่ เราอยากเป็นโมเดลที่สร้างโฮมสเตย์มาตรฐานโรงแรมขึ้นมา

“เราไม่จำเป็นต้องเป็นโฮมสเตย์แบบเดิม เราขอ ‘อาสา’ เป็นต้นแบบฟาร์มสเตย์แบบใหม่ให้คุณนะ”

โฮมสเตย์ที่เชื่อเรื่องความยั่งยืน

โจทย์หลักของอิมที่ส่งต่อให้กับสถาปนิก Creative Crews ออกแบบ คือความยั่งยืนและการอนุรักษ์

พอดีกันกับทีมสถาปนิกมีความคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งก่อสร้างและวัฒนธรรมที่ไม่แปลกแยกไปจากชุมชน การออกแบบจึงไม่มีความทันสมัยเข้ามาแทรกแซงในพื้นที่ ทว่ายังคงไว้ด้วยสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น 

Ahsa Farmstay ฟาร์มสเตย์ที่ให้คุณดำนา เดินป่า ปรุงอาหารท้องถิ่น บนดอยแม่สลอง เชียงราย
Ahsa Farmstay ฟาร์มสเตย์ที่ให้คุณดำนา เดินป่า ปรุงอาหารท้องถิ่น บนดอยแม่สลอง เชียงราย

“ตัววัสดุอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าเรายั่งยืนแล้วนะ ต้องมากกว่านั้น ตัวบ้านเราใช้วิธีการสร้างแบบโบราณ มีสล่าในชุมชนมาให้คำแนะนำและลงมือสร้างด้วยกัน” อิมพูดพลางชี้ไปที่บันไดไม้ “อย่างบันไดไม้ เราใช้การสลักขัดกันไปมา ไม่ใช่ที่ไหนก็ทำแบบนี้ได้ แต่สิ่งที่เรากำลังทำเป็นการสานต่อภูมิปัญญาของคนที่นี่ไปด้วย”

จากการมองด้วยสายตา บ้านทรงไทยถูกจัดวางอย่างมีระดับและสะดวกสบายเหมือนโรงแรม ร่องรอยการใช้ไม้เก่าที่มาจากหลากหลายที่เพิ่มความรู้สึกของความเป็นบ้านจริงๆ มีการเลือกใช้ดินผสมปูนมาช่วยทำให้ตัวบ้านเย็นแต่ไม่ชื้น การใช้เทคนิคการระบายอากาศธรรมชาติเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้านในช่วงฤดูร้อน และการสร้างกำแพงสองชั้นจะทำหน้าที่เป็นฉนวนป้องกันความเย็นในช่วงฤดูหนาว ทั้งหมดนี้ถูกคิดมาตอบโจทย์อย่างเหมาะสมกับพื้นที่และชุมชน 

จนทำให้ที่นี่ได้รางวัลด้านการออกแบบมากมายจาก Demark Award และ Good Design Award

Ahsa Farmstay ฟาร์มสเตย์ที่ให้คุณดำนา เดินป่า ปรุงอาหารท้องถิ่น บนดอยแม่สลอง เชียงราย
Ahsa Farmstay ฟาร์มสเตย์ที่ให้คุณดำนา เดินป่า ปรุงอาหารท้องถิ่น บนดอยแม่สลอง เชียงราย

เราอยู่ได้ ชุมชนต้องอยู่ได้ 

ภูมิทัศน์บนพื้นที่ 85 ไร่ มีทั้งเนินและที่ราบ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ร้านอาหาร ที่พัก และสวนบวกไร่

บ้านของแขกที่เข้าพักตั้งอยู่ด้านข้างซ้ายและขวา มี 4 ห้องนอน แต่ละห้องไม่มีส่วนที่ผนังชนกัน มีห้องน้ำส่วนตัวทุกห้อง สร้างความเป็นส่วนตัวให้กับแขก แต่ไม่ได้ส่วนตัวไปเสียทั้งหมดจนละทิ้งเสน่ห์ของโฮมสเตย์ เรายังเปิดหน้าต่างมาทักทายเจ้าของบ้านได้ สังเกตว่าในห้องเจ้าบ้านพยายามให้มีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นที่สุด ด้วยเหตุผลว่าอยากให้แขกเกิดความสัมพันธ์แบบแชร์ประสบการณ์ จึงมีศาลาตรงกลางที่แต่งด้วยเสวียน เป็นสัญลักษณ์ของอาสา ฟาร์มสเตย์

Ahsa Farmstay ฟาร์มสเตย์ที่ให้คุณดำนา เดินป่า ปรุงอาหารท้องถิ่น บนดอยแม่สลอง เชียงราย
Ahsa Farmstay ฟาร์มสเตย์ที่ให้คุณดำนา เดินป่า ปรุงอาหารท้องถิ่น บนดอยแม่สลอง เชียงราย

พื้นที่ตรงนั้นคือที่ที่ทุกคนจะต้องมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน

“เรามีชีวิตเป็นของจริงที่นี่ เราทำเกษตรจริง เรามีครอบครัวที่อยู่ที่นี่จริงๆ” อิมเล่าแนวคิดของโฮมสเตย์

อาสาฟาร์มสเตย์เลยมีบ้านของเจ้าของบ้านอยู่ตรงกลาง โดยเธอชักชวนคนในพื้นที่เชียงรายมาอยู่ดูแลบ้าน พ่วงตำแหน่งดูแลแขกที่เข้ามาพัก โชคดีมากที่อิมเจอคู่คู่สามีภรรยาที่แต่งงานแล้วอยากแยกครอบครัวออกมาจากบ้านของพ่อแม่พอดี ประกอบกับทั้งคู่เคยทำงานโรงแรมกันมาก่อน โชคสองชั้น! นับรวมแล้วมีพนักงานทั้งหมด 6 คนถ้วน

Ahsa Farmstay ฟาร์มสเตย์ที่ให้คุณดำนา เดินป่า ปรุงอาหารท้องถิ่น บนดอยแม่สลอง เชียงราย
Ahsa Farmstay ฟาร์มสเตย์ที่ให้คุณดำนา เดินป่า ปรุงอาหารท้องถิ่น บนดอยแม่สลอง เชียงราย

“ถ้าคุณคาดหวังว่ามาแล้วจะอยู่เงียบๆ คนเดียว ที่นี่อาจไม่ตอบโจทย์นั้น” เธอพูดพร้อมรอยยิ้ม

“เพราะน้องๆ จะคอยชักชวนคุณทำอาหาร ดำนา เดินป่า เป็นเหมือนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของน้องๆ กับแขก บางคนทำงานเป็นเชฟก็มาแลกสูตรอาหารกับเรา ลงมือทำเองเลยก็มี บางคนทำเกษตรกรรมก็มาเล่าเรื่องการปลูกต้นไม้ บางคนพักวันเดียวกัน พอกลับกรุงเทพ เอ๊า อยู่คอนโดฯ เดียวกัน แต่ไม่เคยทักกัน มาเจอกันที่เชียงรายแทน”

ระหว่างฟังอิมเล่าเรื่องสนุก เรามองดูรอบๆ พื้นที่อาสา ฟาร์มสเตย์ สีสันที่แต่งแต้มกลับไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในฟาร์มเท่านั้น ที่นี่ยังก่อให้เกิดประสบการณ์ใหม่กลับไปสู่ชุมชนและแขกผู้หลงรักการท่องเที่ยวแบบชุมชนด้วยเช่นกัน

Ahsa Farmstay ฟาร์มสเตย์ที่ให้คุณดำนา เดินป่า ปรุงอาหารท้องถิ่น บนดอยแม่สลอง เชียงราย

ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้จบลงแค่วันเช็กเอาต์

“บางวันเราก็พาลูกค้าฝรั่งหรือคนไทยน่ารักๆ ไปคุยกับพ่ออุ้ยแม่อุ้ยแถวนี้ เขาก็ไม่เหงา ถัดจากเราอีกนิดมีศูนย์เด็กเล็ก แทนที่แขกจะทานอาหารในห้องอาหาร เราก็เปลี่ยนให้เขาไปช่วยกันทำกับข้าวเลี้ยงเด็กในศูนย์เด็กเล็กแทน 

“บางทีลูกค้าอยากบริจาคของให้หมู่บ้านชาวเขา เราก็เป็นตัวกลางส่งต่อให้ มันเลยเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้จบลงแค่วันเช็กเอาต์ แล้วลูกค้าก็ได้ความประทับใจในอีกรูปแบบหนึ่ง” เจ้าบ้านเผยความน่ารักของอาสา ฟาร์มสเตย์

อิมชวนเราเดินลัดเลาะขึ้นเนินไปในสวนยางพาราด้านหลัง เป็นทางเดินที่เต็มไปด้วยความแปลกตาของภูมิทัศน์ สุดทางที่เดินได้ก็เป็นจุดชมวิวที่มองออกไปเห็นเมืองในมุมสูง พร้อมทั้งสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ก่อนที่จะลงมาพบกับน้องเทียนผู้ดูแลไร่ กำลังพาควาย 3 ตัวของเขาลงไปเล่นโคลนจนขาวโพลนไปหมด ตัดสลับกับเสียงร้องดังของห่านเจ้าถิ่นที่วิ่งหลบลงไปในน้ำ เพราะเจอเจ้าบ้านจับได้ว่ามันกำลังแอบกินรวงข้าวเหนียวในไร่ ส่วนปูนาตัวใหญ่ยักษ์วิ่งหนีเจ้าห่านอีกที มีน้องหมาและน้องแมวที่อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ช่างเป็นภาพที่เราคงไม่มีวันเห็นได้จากที่ไหนง่ายๆ 

“รู้สึกไหมว่าวันนี้ลมพัดมาจากทางเหนือ” 

หรือจริงๆ ประโยคด้านบนจะเป็นคำถามเชิญชวนให้เรามาเที่ยว Ahsa Farmstay ณ เชียงราย ก็ได้

Ahsa Farmstay ฟาร์มสเตย์ที่ให้คุณดำนา เดินป่า ปรุงอาหารท้องถิ่น บนดอยแม่สลอง เชียงราย
Ahsa Farmstay

ที่อยู่ : แม่สลองใน ซอย 1 ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย 57110 (แผนที่)

ติดต่อ : 09 7248 4674

Facebook : Ahsa Farmstay อาสา ฟาร์มสเตย์

เว็บไซต์ : www.ahsafarmstay.com 

Writer & Photographer

อนัตตา บุตรขุนทอง

มี๊กวาง ผู้เป็นทั้งนักออกแบบ นักวาดภาพประกอบ นักท่องเที่ยว และคุณแม่น้องมังกร ที่เพิ่งย้ายสำมะโนครัวมาใช้ชีวิต Simple Life อยู่ที่เชียงราย

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

เมื่อนึกถึงล้านนา เรานึกถึงเชียงใหม่

เมื่อนึกถึงเชียงราย เรานึกถึงสามเหลี่ยมทองคำ 

น่าแปลกที่ ‘เชียงแสน’ เคยเป็นเมืองหลวงของล้านนาเช่นเดียวกับเชียงใหม่ แต่เรากลับไม่เคยรู้จักหรือเข้าใจจริง ๆ ว่าเชียงแสนนั้นเป็นอย่างไร

เมื่อได้เห็นโรงแรมขนาดย่อมในเวียงเชียงแสนนาม ‘อทิตา’ ซึ่งก่อขึ้นจากอิฐมวลทำมือ อันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเก่าเชียงแสน และแทบจะเป็นโรงแรมแรก ๆ ที่สร้างขึ้นจากไม้สักแท้ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเชียงแสนนั้นรุ่มรวยไม้สักขนาดไหน ทั้งยังเป็นโรงแรมที่ตั้งใจทำทางเข้าวัดเก่ารกร้างอย่าง ‘อาทิต้นแก้ว’ ให้คนเชียงแสนและแขกไปใครมาเข้ามาสักการะบูชากันได้โดยง่ายแบบไม่คิดสตางค์สักแดงเดียว เราก็ชักอยากรู้ว่าใครกันหนอที่สร้างโรงแรมแห่งนี้ขึ้นมา

แอน-นันทกาญจ์ ลิ้มเจริญ คือสาวเชียงแสนเจ้าของโรงแรมที่ว่า ผู้เริ่มคิดอยากมีโรงแรมในเวียงเชียงแสนเป็นของตนเอง หลังจากมีโอกาสได้กลับบ้านเกิดบ่อยขึ้น และได้เห็นว่าเชียงแสนเป็นเมืองสงบ สวยงาม และควรได้รับการพูดถึงมากขนาดไหน 

‘อทิตา’ บูติกโฮเทลหน้าวัดเก่าอายุกว่า 500 ปี แห่งนี้จึงเกิดขึ้น เพื่อทำให้คนรู้จักเชียงแสนมากกว่านี้ ขอบอกเลยว่าทั้งกระบวนการคิดสร้างโรงแรมและการบริหารนั้น น่ารักและเต็มไปด้วยกลิ่นอายเชียงแสนทุกอณู

Athita : โรงแรมจากไม้สักเก่าและอิฐมอญทำมือของคนเชียงแสน ที่อยากให้เชียงแสนเป็นที่รู้จัก

เป๋นคนเชียงแสน

แอนเป็นสาวเหนือ เป็นสาวเชียงราย และเป็นสาวเชียงแสน

แต่เพราะหน้าที่การงาน เธอย้ายถิ่นฐานมาปักหลักที่กรุงเทพฯ เพื่อทำธุรกิจร้านอาหารอิตาเลียนเกือบ 20 สาขาในกรุงเทพฯ และต่างประเทศมากว่า 7 ปี หลังเปลี่ยนมาเป็นที่ปรึกษาทางด้านบัญชีและภาษี รวมถึงเปิดแบรนด์มะพร้าวพร้อมทาน Coco Easy เมื่อไม่กี่ปีก่อน ก่อนจะหันมาปลูกมะพร้าวน้ำหอมด้วยตนเองอย่างเป็นจริงเป็นจัง ที่เชียงแสนอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอน 

ช่วงนี้เองที่สาวเชียงแสนได้หวนคืนบ้านเกิดบ่อยขึ้น ความงดงามและความสงบเงียบของเมืองที่เธอห่างหายจึงค่อย ๆ ปรากฏชัดในใจ

Athita : โรงแรมจากไม้สักเก่าและอิฐมอญทำมือของคนเชียงแสน ที่อยากให้เชียงแสนเป็นที่รู้จัก

“ระหว่างที่รอคุณแม่ไปซื้อของในเวียง เราก็นั่งพักตรงหน้าวัดเจดีย์หลวง สิ่งที่เราสัมผัสได้คือ เชียงแสนเป็นเมืองที่สงบมาก เป็นเมืองที่ยังมีวิถีชุมชนที่คุณลุงเอาจอบเสียบจักรยานแล้วปั่นผ่านหน้าเราไป ขณะเดียวกันก็มีความทันสมัยผสมผสานด้วย และที่สำคัญ เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์” แอนเริ่มย้อนเล่าความทรงจำก่อนคิดฝันอยากสร้างโรงแรมเล็ก ๆ ในเวียงขึ้น

“เวลาพูดถึงอาณาจักรล้านนา คนมักจะคิดถึงเชียงใหม่ แต่รู้มั้ยว่าเชียงแสนเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาในสมัยพญาแสนภูด้วยนะ และที่นี่ยังเคยเป็นเมืองท่าสำคัญในอดีตเพราะติดกับแม่น้ำโขง เลยติดต่อค้าขายกับจีนและพม่าได้” เธอเสริมให้ผู้ที่มีบ้านอีกหลังอยู่ในตัวเมืองเชียงราย และไปสามเหลี่ยมทองคำบ่อยครั้ง แต่กลับไม่รู้จักเชียงแสนแม้แต่น้อยอย่างเราฟัง

เพราะคำถามที่แอนสงสัยอย่างทำไมเชียงแสนจึงไม่เป็นที่รู้จักนั้นหาคำตอบได้ยากยิ่ง แทนที่จะคิดหาคำถามที่ไม่มีคำตอบต่อไป เธอจึงคิดสร้างให้เชียงแสนเป็นที่รู้จักด้วยตัวเอง โดยการสร้างที่พักที่แสดงเอกลักษณ์ของเชียงแสนได้ดี แต่ก็ยังคงความสงบโดยไม่รบกวนชุมชน

“พอเริ่มอยากทำที่พักจริง ๆ จัง ๆ เลยไปถามคุณป้าของเราที่อาศัยในเชียงแสนว่า มีพื้นที่ไหนบ้างมั้ยที่คนไม่พลุกพล่าน เราเลยเจอพื้นที่ตรงนี้ ซึ่งครั้งแรกที่เห็นก็ตกใจมาก เพราะมันเป็นพื้นที่ตาบอด ไม่มีทางเข้า และอยู่ข้างหน้าวัดเก่าโบราณอายุห้าร้อยกว่าปี ชื่ออาทิต้นแก้ว เราเลยคิดว่าพื้นที่ตรงนี้เหมาะที่สุด”

‘อทิตา’ บูติกโฮเทลสไตล์โมเดิร์นล้านนาที่ตั้งเด่นเป็นสง่าเคียงวัดอาทิต้นแก้วจึงค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่าง

Athita : โรงแรมจากไม้สักเก่าและอิฐมอญทำมือของคนเชียงแสน ที่อยากให้เชียงแสนเป็นที่รู้จัก

สร้างอย่างเชียงแสน

“ถ้าเข้ามาในเวียงเชียงแสน สิ่งแรกที่เห็นคือกำแพงอิฐ เป็นคูเมืองที่สร้างไว้เพื่อป้องกันข้าศึกในสมัยก่อน และเพื่อจัดการด้านชลประทาน เพราะเชียงแสนอยู่ติดแม่น้ำโขง พอผ่านกำแพงเมืองไป สิ่งที่เราจะเห็นเป็นอันดับต่อมาคือต้นสักที่ยืนต้นเต็มเมืองไปหมด เพราะในสมัยพญาแสนภูได้ปลูกไม้สักไว้จำนวนมาก เราก็เลยโอเค เข้าใจแล้ว”

‘เข้าใจแล้ว’ ในความหมายของแอนนั้นหมายความว่า ‘เข้าใจแล้ว’ ว่าหากจะทำโรงแรมที่สะท้อนถึงความเป็นเชียงแสนได้มากที่สุด เธอจะต้องสร้างโรงแรมโดยเน้นการใช้อิฐมอญและไม้สักเป็นหลัก จากโจทย์ที่ว่าแอนจึงเสาะหาสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญในวัสดุทั้งสองและเข้าใจวัฒนธรรมล้านนามาออกแบบโรงแรมในฝัน

กำแพงกั้นและตัวอาคารของอทิตาจึงก่อขึ้นจากอิฐมอญหลายแสนก้อน ซึ่งทำขึ้นด้วยมือแบบโบราณโดยช่างอิฐในท้องถิ่น แล้วนำมาก่อด้วยรูปแบบที่ทันสมัย ซึ่งใน 1 วันช่างจะก่ออิฐได้เพียง 1 ตารางเมตรกว่า ๆ เท่านั้น จึงไม่แปลกใจหากโรงแรมขนาดเล็กแห่งนี้จะใช้เวลาก่อสร้างนานนับปี

Athita : โรงแรมจากไม้สักเก่าและอิฐมอญทำมือของคนเชียงแสน ที่อยากให้เชียงแสนเป็นที่รู้จัก
Athita : โรงแรมจากไม้สักเก่าและอิฐมอญทำมือของคนเชียงแสน ที่อยากให้เชียงแสนเป็นที่รู้จัก

“ไม่ใช่ช่างอิฐทุกคนจะทำได้ด้วยนะ ต้องเป็นช่างที่มีฝีมือประณีตจริง ๆ ประณีตมากขนาดที่เราขอถ่ายรูปช่างเก็บไว้ เราจะได้จำได้ว่าพวกเขาคือคนที่ทำงานเหล่านี้ขึ้นมา” แอนเล่าถึงกระบวนการก่อสร้างให้ฟังพลางหัวเราะ

เมื่อเดินชมความงามของอิฐที่ตั้งเรียงรายเรียบร้อย หากเดินเข้ามายังอาคาร เราจะได้ยลความงามของการต่อและใช้ไม้สักแบบล้านนาตามจุดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ‘เติ๋น’ หรือพื้นที่ใช้ยกระดับภายในห้องพัก หรือจะเป็นฝาไหลในห้อง Pagoda View ที่เป็นงานสถาปัตย์ร่วมของฝั่งโลกตะวันออก ซึ่งเลื่อนเปิด-ปิดให้แสงเข้าได้ ทั้งบริเวณคานของห้องยังมีการต่อไม้แบบดั้งเดิมปรากฏให้เห็น ไม่ต้องกลัวว่าจะอันตรายแต่อย่างใด เพราะสถาปนิกแอบซ่อนเหล็กไว้ข้างในเพื่อเพิ่มความแข็งแรง

Athita : โรงแรมจากไม้สักเก่าและอิฐมอญทำมือของคนเชียงแสน ที่อยากให้เชียงแสนเป็นที่รู้จัก

นอกจากเอกลักษณ์ทั้งสองนี้แล้ว แอนยังใส่ความเป็นล้านนาตามจุดต่าง ๆ ผ่านซิ่นสีครามลายเจียงแสนประยุกต์ที่มีเรื่องราวความเป็นมาช้านาน

“เชียงแสนเคยเป็นเมืองหลวง จึงมีช่างศิลป์จำนวนมากจนมีศิลปะแบบเชียงแสนเลยนะ แต่ด้วยเกิดศึกสงครามบ่อยครั้ง ผู้คนจึงอพยพย้ายถิ่นออกไปตั้งรกรากที่อื่น ศิลปะเชียงแสนในเชียงแสนจริง ๆ จึงแทบไม่เหลือ แต่กลับไปพบได้ที่เชียงใหม่ ลำปาง น่าน ราชบุรี ฯลฯ 

“เราไปเจอว่ามีอาจารย์คนหนึ่งเขานำลายผ้าต่าง ๆ ของเชียงแสนกลับมาพัฒนา เราเลยให้ช่างผ้าท้องถิ่นทอซิ่นลาย ‘เจียงแสน’ แบบประยุกต์ขึ้นมา เพื่อนำมาตกแต่งตามจุดต่าง ๆ ของโรงแรม เพราะอยากนำเสนอภูมิปัญญาของเชียงแสนให้มากที่สุด” แอนเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

เชื่ออย่างเชียงแสน

เพราะที่ตั้งของโรงแรมในฝันแห่งนี้ตั้งอยู่ด้านหน้าวัดโบราณของเชียงแสนนาม ‘อาทิต้นแก้ว’ เป็นวัดเก่าอายุ 500 ปีที่เคยเป็นสถานที่สังคายนาพระไตรปิฎก บวชกุลบุตร-กุลธิดาเกือบพันรูป วัดอาทิต้นแก้วจึงสำคัญมากในสมัยนั้น แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นวัดร้างที่ไม่มีแม้กระทั่งทางเข้าให้ผู้คนได้สักการะบูชา เมื่อมีโอกาสชุบชีวิตพื้นที่หน้าวัดเก่าแห่งนี้ แอนจึงตั้งใจสร้างกิมมิกเล็ก ๆ ขึ้น แต่ยังคงความเป็นโรงแรมที่ตั้งข้างโบราณสถานอย่างเคารพนบนอบ

กิมมิกแรกคือการสร้างโรงแรมให้ตรงตามความเชื่อของคนทางเหนือที่ว่า เมื่อสายตาของพระพุทธรูปหันไปทางไหน บริเวณนั้น ๆ ไม่ควรสร้างอะไรต่อมิอะไรขึ้น โรงแรมแห่งนี้จึงเน้นความโปร่ง โล่ง สบาย ตัวอาคารออกแบบให้มีลมเข้า-ออกได้ง่าย ๆ ส่วนบนหลังคาก็มีกระจกเพื่อให้แสงส่องถึง ทั้งยังมีโถงรวมที่เปิดให้คนได้นั่งกับพื้น เพื่อแสดงความเคารพเจดีย์และเสพบรรยากาศธรรมชาติไปพร้อมกัน จนอทิตาได้รับรางวัล Green Hotel เชียวนะ

Athita : โรงแรมจากไม้สักเก่าและอิฐมอญทำมือของคนเชียงแสน ที่อยากให้เชียงแสนเป็นที่รู้จัก

ส่วนกิมมิกที่สองนั้นเป็นกิมมิกที่เราว่าน่ารักสุด ๆ 

“ถ้าฉันจะทำโรงแรม ฉันจะต้องทำพื้นที่สาธารณะให้คนเข้ามาไหว้พระ และมาชื่นชมความงามของเจดีย์นี้จากด้านหน้าให้ได้” โรงแรมแห่งนี้จึงมีกำแพงกั้นจากโลกภายนอก 2 ชั้น ชั้นหนึ่งมีไว้เพื่อให้ผู้เข้าพักในโรงแรมได้ใช้ อีกชั้นหนึ่งมีไว้เพื่อเป็นถนนนำเข้าไปยังวัดอาทิต้นแก้ว ซึ่งมีห้องน้ำสาธารณะอำนวยความสะดวกด้วย 

กิมมิกสุกท้ายเกิดขึ้นจากความศรัทธาในพุทธศาสนาของแอน และความเชี่ยวชาญในวัฒนธรรมของสถาปนิก นั่นคือเมื่อเข้ามายังอทิตา สิ่งที่สะดุดตาเป็นอย่างแรกอาจไม่ใช่อาคารที่พัก แต่คือพื้นที่โล่งขนาดกว้างหรือ ‘ข่วง’ ที่ออกแบบตามลานวัด เพื่อให้คล้องกับการเป็นโรงแรมหน้าวัดอาทิต้นแก้ว

“สมัยก่อนหน้าวัดก็คือลานวัดที่เรียกว่า ‘ข่วง’ เหมือนเวลาเราไปงานวัดแล้วจะเห็นคนขายของ มีม้าหมุน ฉายหนังกัน และเวที เรากับสถาปนิกก็คิดเหมือนกันเลยว่า อยากคงความเป็นข่วงไว้ ด้านหน้าโรงแรมจึงมีข่วงโล่ง ๆ ในห้อง Deluxe และ Lotus รวมถึงโถงต่าง ๆ ก็จะมีข่วงเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ด้วย 

“เลยเป็นที่มาของประโยคที่ว่า ‘Athita The Hidden Court Chiang Saen’ ซึ่งคำว่า ‘อทิตา’ ก็มาจากวัดอาทิต้นแก้วนี่แหละ และชื่อนี้นั้นหมายถึงมรดกที่จะสืบต่อไปในอนาคต เพราะวัดอายุห้าร้อยปีก็ยังยืนตั้งอยู่ได้ โรงแรมของเราก็อยากจะอยู่นาน ๆ เป็นมรดกตกทอดที่แม้วันหนึ่งเราจะจากไป อทิตาก็ยังคงอยู่” เธอเล่าความตั้งใจ

สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน
สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน

นอนอย่างเชียงแสน

หลังเดินชมบรรยากาศความเป็นเชียงแสนภายนอกสักพัก แอนพาเราไปแวะชมห้องพักตั้งแต่ชั้นหนึ่งยันชั้นสอง เริ่มจากชั้นแรกประกอบด้วยห้อง Deluxe และห้อง Lotus อย่างละ 2 ห้อง รวมเป็น 4 ห้อง 

จุดร่วมของ 2 ห้องนี้คือความเป็นห้องพักไม้สุดไพรเวต มีข่วงเล็ก ๆ และอ่างอาบน้ำแบบกลาซเฮาส์ให้นอนหลับพักผ่อน ความต่างคือห้อง Deluxe นั้นประดับประดาด้วยกำแพงไม้ไผ่ ชวนให้เรานึกถึงธรรมชาติกลางป่าเขาอย่างไรอย่างนั้น ส่วนห้อง Lotus คือห้องที่นอกจากมีข่วงเล็ก ๆ ส่วนตัวแล้ว ยังมีสระบัวน้อย ๆ ให้เราได้สงบจิตใจ
เมื่อออกจากห้อง Deluxe และห้อง Lotus ขึ้นไปยังชั้น 2 เราจะพบกับห้อง Pagoda View 5 ห้องซึ่งเป็นห้องที่เราต้องเอ่ยชมว่าน่ารักไปเรื่อย ๆ เพราะนอกจากให้ความรู้สึกถึงบ้านไม้แล้ว ยังได้เห็นการต่อไม้แบบโบราณที่คานและบริเวณต่าง ๆ ของห้อง ทั้งยังเป็นห้องที่แม้ไม่มีข่วงเป็นของตัวเอง แต่เราจะเห็นข่วงขนาดโล่งกว้างด้านหน้าโรงแรม เห็นเจดีย์ของวัดอาทิต้นแก้ว ชุมชนชาวเชียงแสน และต้นไม้ใบหญ้าชวนสบายตา

ขอบอกว่าห้องไหน ๆ ก็เย็นสบาย และสัมผัสความเป็นเชียงแสนได้ลงลึกถึงแก่นจริง ๆ 

สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน

กิ๋นอย่างเชียงแสน

หลังเอนกายในห้องพักหลากสไตล์สุดน่ารักและใส่ใจรายละเอียดทั้ง 3 ห้องเรียบร้อย แอนพาเรามาชิมอาหารเลื่องชื่อของเชียงแสนที่เตรียมไว้ต้อนรับแขก ทั้งข้าวซอยเนื้อสูตรโบราณ เมี่ยงอทิตา และข้าวอบหมูเมินสุดหอม

“อทิตาตั้งอยู่ในเวียงซึ่งก็คือวัง เชียงแสนจึงมีสูตรอาหารเฉพาะ แต่เราไม่เคยรู้ที่มาที่ไปมาก่อน อาหารต่าง ๆ ที่เราคัดสรรมาจึงมีเรื่องราวซ่อนอยู่ อย่างข้าวซอยเนื้อที่เรากินมาตั้งแต่เด็ก ก็มีคำถามว่าทำไมมันต้องเป็นเนื้อ ทำไมไม่เป็นหมูหรือไก่แบบขนมจีนน้ำเงี้ยวล่ะ ก็เพราะคนไทยสมัยก่อนรับข้าวซอยมาจากจีนฮ่อ ซึ่งเป็นอิสลามนั่นเอง 

“สมัยก่อนหน้าวัดอาทิต้นแก้วจะมีสระบัว เราหยิบเรื่องตรงนี้มาให้เชฟออกแบบเป็นเมี่ยงอทิตา เป็นเมี่ยงกลีบบัวที่จะมีความฝาดของกลีบบัวน้อย ๆ ผสมกับความจัดของเครื่องปรุง หรือเมนูข้าวอบหมูเมิน ซึ่งมีกลิ่นเครื่องเทศจีนผสมเพราะเชียงแสนมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และที่ได้ชื่อนี้มาก็เพราะคำว่า ‘เมิน’ นั้นแปลว่าน้านนาน”

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ปรุงขึ้นจากวัตถุดิบออร์แกนิกทั้งสิ้น เพราะแอนทานและใส่ใจเรื่องอาหารปลอดภัยอยู่แล้ว ทั้งกาแฟที่เสิร์ฟในคาเฟ่เล็ก ๆ ของโรงแรมก็ยังใช้กาแฟออร์แกนิกของชาวเขาเช่นกัน 

อ้อ ความน่ารักอีกข้อของอทิตาคือวันไหนที่ต้นไม้ออกผล เราจะได้ทานกันสด ๆ จากต้น หากใครเป็นสายมะพร้าวน้ำหอม แอนก็เก็บมะพร้าวจากสวนมะพร้าวของเธอที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมมาให้ชิมเพลิน ๆ ด้วย

สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน
สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน

อยู่อย่างเชียงเสน

“ระหว่างที่อทิตายังสร้างไม่เสร็จ สิ่งที่เราคิดอยู่เสมอคือ เราต้องใช้ถนนร่วมกับชาวบ้าน บางครั้งเราอาจสร้างเสียงดังรบกวนคนแถวนี้ เราจึงคิดต่อว่าแล้วเรามีอะไรที่จะแบ่งปันและทำร่วมกับชุมชน ทำให้คนในชุมชนได้ทำสิ่งที่ถนัดอย่างสุขใจ และได้เงินดำรงชีวิต ซึ่งจริง ๆ มันมีคุณค่ามากกว่านั้นบ้างมั้ย” แอนบอกถึงความตั้งใจที่สำคัญไม่แพ้กระบวนการก่อสร้างอย่างเชียงแสน

นอกจากได้สัมผัสความเป็นเชียงแสนแบบดั้งเดิม ผ่านการพักพิงอิงแอบที่ห้องหับน้อย ๆ และโถงโปร่งสบาย ณ อทิตาแล้ว เราจะได้เข้าใจความเป็นเชียงแสนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเมืองที่เจริญแต่ยังคงรักษาวิถีชุมชนไว้ได้อย่างดี ผ่านกิจกรรมปั่นจักรยานชมเมือง ที่แขกไปใครมาก็มีจักรยานให้ยืมปั่นฟรี ๆ แต่หากใครไม่อยากปั่นให้เหนื่อย แอนก็ติดต่อคุณลุงตุ๊กตุ๊กไว้พาเที่ยวไปจนถึงสามเหลี่ยมทองคำบ้าง ถึงวัดพระธาตุผาเงาบ้าง นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมล่องเรือแม่น้ำโขงที่คุณลุงจะพาไปชมอาทิตย์อัสดง 3 ชาติ เราจะเห็นตะวันค่อย ๆ ลับฟ้า ณ ดินแดนของทั้ง ไทย ลาว และพม่า เลยนะ

สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน

ไม่พอ เพราะเชียงแสนเป็นเมืองที่รุ่มรวยวัฒนธรรม นอกจากกิจกรรมท่องเที่ยว แอนยังพาแขกไปนวดย่ำขาง เป็นการนวดไฟโบราณที่ผู้นวดจะเอาเท้าตัวเองไปเหยียบไฟให้ร้อนแล้วมานวดให้เรา แต่หากใครเป็นสายมู แอนก็อยากแนะนำให้รู้จักการดูดวงแบบล้านนา ส่วนใครเป็นสายคราฟต์ ก็เตรียมมามัดย้อมผ้าด้วยใบสักและทำตุงด้วยกัน

“เราอยากให้ผู้เข้าพักได้รู้สึกถึงความเป็นเชียงแสน และรู้สึกว่าที่นี่เหมือนที่พักใจ ทุกวันนี้เราอยู่กรุงเทพฯ และทำงานหนัก เจอเรื่องมากมาย ถามว่าหลับมั้ย มันก็หลับ แต่ไม่สงบ แต่การได้มาพักที่อทิตา เหมือนเราได้หลีกหนีความวุ่นวายในชีวิตประจำวันมาพักในพื้นที่สงบปลอดภัย มีอาหารอร่อย และอยู่ท่ามกลางชุมชนที่เป็นมิตร

“เราอยากให้คนได้มารู้จักที่นี่จริง ๆ แต่ก็อยากให้มาเที่ยวอย่างอนุรักษ์ตามความตั้งใจของเราเช่นกัน เพื่อให้เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้อยู่อย่างสงบและสวยงามไปนาน ๆ” แอนทิ้งท้ายความตั้งใจของการทำอทิตากับเรา

เราหวังว่าเมื่อโอกาสหน้าฟ้าใหม่ จะได้ไปพักใจท่ามกลางความเป็นเชียงแสนของเธออีกครั้ง

สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน
สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน

ATHITA Hotel

ที่ตั้ง : 984 ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย (แผนที่)

โทรศัพท์ : 06 3426 9464

เว็บไซต์ : athitahotel.com

Facebook : Athita The Hidden Court Chiang Saen

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load