เราจ้องไปที่หน้าจอโทรศัพท์ ภาพของเด็กหญิงวัย 7 ขวบคนหนึ่งปรากฏขึ้น เธอนั่งอยู่หน้ากล้อง พร้อมแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงหวานใสและกังวานในรายการ ‘The Trainer ปั้นฝันสนั่นเวที ปี 5’ 

ต่อหน้าคณะกรรมการดีกรีนักร้อง-นักแสดงแห่งวงการบันเทิงไทย แววตาของเด็กน้อยผู้มาตามหาความฝันหลายคนปะปนไปด้วยความประหม่า แต่ไม่ใช่สำหรับ อ๊ะอาย-กรณิศ เล้าสุบินประเสริฐ ที่เข้าประกวด The Trainer เป็นเวทีแรก วันนั้นเธอโชว์พลังเสียงไปทั้งหมด 3 เพลง ทั้งยังเปลี่ยนชุดบนเวทีและออกท่าเต้นอย่างไม่เขินอาย จนได้ใจกรรมการและคนในห้องอัดไปครอง 

สำหรับใครหลายคน นั่นคือการเปิดตัวเข้าวงการที่น่าจดจำของอ๊ะอาย แต่เด็กสาวคนนี้ยังไม่หยุดความฝันไว้เพียงเท่านั้น ชื่อของเธอถูกพูดถึงมากขึ้นจากรายการ ‘We Kid Thailand เด็กร้องก้องโลก’ หลังขับร้องเพลง ความในใจ ของ สุเทพ วงศ์กำแหง ด้วยเสียงหวานละมุนตามสไตล์ของตัวเองในวัย 11 ปี ก่อนที่ปลาย พ.ศ. 2563 เธอจะทำตามความฝันขั้นแรกได้สำเร็จ โดยการเป็น 1 ใน 7 ไอดอลวงเกิร์ลกรุ๊ป ‘4EVE’ ในฐานะน้องเล็กสุดของวง

หลังจากหวนรำลึกถึงประวัติของอ๊ะอายไปพอประมาณ คนที่เรานึกถึงก็ก้าวผ่านประตูหมุนสีชมพูของร้าน The Cassette Coffee Bar เข้ามาด้วยท่าทางสดใส

เราชวนอ๊ะอายพูดคุยถึงตัวตนที่น้อยคนจะรู้ พร้อมแบ่งปันแรงบันดาลใจ และวิธีแบ่งเวลาชีวิตระหว่างการเรียน ร้อง เล่น เต้น นอน ฝัน รวมถึงภารกิจอีกล้านแปดที่ไอดอลวัย 16 ปีคนนี้ทำอยู่ทุกวันตลอดเวลาเกือบ 10 ปีในวงการ โดยชีวิตไม่พังและยังบาลานซ์อยู่

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE
เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

01
Aheye is on duty

ได้ยินว่าตารางงานของคุณแน่นมาก เดือนล่าสุดต้องทำงานกี่วัน และทำงานอะไรบ้าง

โห! ช่วงนี้มีเตรียมงานของวง 4EVE เตรียมเพลงใหม่ แล้วก็งานละคร ตอนนี้หนูมีกองละครอยู่ 4 กอง ถ้าเปิดตารางงานมาดูก็จะเจอชื่อเรียงกันเลยเป็น อ๊ะอาย อ๊ะอาย อ๊ะอาย ยาวไป 7 วัน (หัวเราะ) แต่กองเขาก็ไม่ได้เอาเวลาของเราไปทุกวันหรอกค่ะ เขาล็อกไว้ก่อน เราอาจจะไม่ได้พักทั้งวัน แต่ก็มีช่วงเวลาว่างระหว่างงาน แค่ได้เล่นโทรศัพท์ก็เหมือนได้พักแล้ว ส่วนวันนี้ไม่มีงานค่ะ หนูไปนวดมา เพราะเพิ่งเรียนพายเรือไปใช้ถ่ายละคร ตอนนี้ถ่ายละครเยอะที่สุด

คุณอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง เคยเดินแบบ และพากย์เสียง ทำไมถึงทำงานมากมายและหลากหลายขนาดนี้

เราไม่รู้เลยจริง ๆ ค่ะ พอมีโอกาสเข้ามาเราก็ทำ อย่างเดินแบบ คุณแม่เป็นคนพาไป เพราะวันนั้นว่างพอดี เลยลองพาไปสมัครดู แต่เราก็สนุก แอบติดใจอยู่นะ เพราะอยู่ดี ๆ ก็ได้ไปเดินเฉิดฉายให้คนอื่นมอง

จากงานทั้งหมดที่ทำมา คุณชอบงานไหนมากที่สุด

ยากเลยค่ะ อันดับหนึ่งคงจะเป็นเกิร์ลกรุ๊ปก่อน สองคือนักแสดงละครเวที สามคือนักแสดงทั่วไป การแสดงทั้งสองอย่างมันคนละแนวกัน ถึงทักษะที่ใช้จะคล้ายกันบ้าง อย่างเรื่องการโปรเจกต์เสียง แต่ถ้าเป็นละครเวที เราได้ทำทั้งร้องและแสดงไปพร้อมกัน 

มีละครเวทีเรื่องไหนที่คุณอยากจะลองเล่นสักครั้งไหม

รักจับใจ เดอะโรแมนติกมิวสิคัล ที่ พี่บี้ (สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว) เล่นคู่กับ พี่หนูนา (หนึ่งธิดา โสภณ) เราเป็นแฟนคลับพี่หนูนา ก็เลยอยากลองเล่นเรื่องเดียวกับเขาค่ะ ชอบมานานแล้วตั้งแต่เพลง แค่หลับตา บ้านเราฟังเพลงวนอยู่แค่ 2 คน ไม่พี่หนูนาก็พี่บี้

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

พูดถึงการทำงานในวงการตลอดเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา อะไรทำให้คุณมีงานเข้ามาไม่ขาด ศิลปินหลายคนยังไม่มีงานเข้าต่อเนื่องขนาดนี้

คงเป็นเพราะผู้ใหญ่ให้โอกาส พอเราไปงานหนึ่งก็ได้ทำความรู้จักกับผู้ใหญ่ เขามีคอนเนกชันส่งเราไปต่อเรื่อย ๆ ก็เลยได้วนเวียนอยู่ในวงการตลอดมา

จำได้ว่าครั้งแรกคือตอนไปประกวดรายการ The Voice kids Thailand แล้วคุณแม่ก็พาไปประกวดเดินแบบ เจ้าของห้องเสื้อเขาเลยชวนไปออดิชันละครเวที สี่แผ่นดิน ต่อ ซึ่งลูกของเขาเล่นเมื่อปีที่แล้ว พอเขาเห็นว่าเราเองก็ร้องเพลงได้จึงแนะนำ แต่อย่าง 4EVE ตอนนั้นคือเราสนใจเรื่องการเต้นและชอบไอดอลเกาหลีเลยลองไปสมัครดู เพราะเห็นว่าเป็นช่อง Workpoint ซึ่งเราเคยร่วมงานกับเขามาแล้วในรายการ We Kid Thailand 

หลังจากได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวง 4EVE ความเป็นน้องเล็กของทีมมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง

ดีตรงที่พี่ ๆ คอยดูแลตลอดเวลา เขาจะเอ็นดูเราว่าเป็นน้องเล็กตลอดกาลและตลอดไป บางทีซื้อของกินมารวม ๆ กัน ก็จะชวนเรามากเป็นพิเศษ กินอีกสิ กินอีกไหม แต่ข้อเสียคือ มีข้อจำกัดบางอย่างที่พี่ ๆ ทำได้แล้ว แต่เรายังทำไม่ได้ เช่น เข้าไปรายการครั้งแรก พี่ที่มีประสบการณ์ เขาจะมีเวลาในการซ้อมเต้นมาก่อนหน้านี้ แต่เราเพิ่งเข้ามา เรายังเด็ก ก็ต้องพัฒนาการเต้นให้เท่ากับพี่เขาให้ได้ ซึ่งสกิลล์ที่ยากที่สุดสำหรับเราคือการเต้น ไม่ถนัดเลย วงเรามีกัน 7 คน ยังถือเป็นจำนวนที่น้อยอยู่ พอต้องยืนเต้นรวมกัน มันจะต้องสามัคคีกันให้ได้ ต้องกลมกลืน

ตอนซ้อมรวมก็ยาก กลัวว่าจะเข้ากับพี่ ๆ ไม่ได้ แต่พอสุดท้ายได้ซ้อมด้วยกันเรื่อย ๆ ตอนนี้หนึ่งปีครึ่งแล้วก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรต้องกังวล พวกเราเชื่อมโยงกันด้วยกระแสจิตค่ะ (หัวเราะ) มันมีจริง ๆ ที่บางทีเราก็ทำท่าเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ฟังดูสนุกมาก แต่ถ้าตอนนั้นคุณไม่ได้สมัครรายการ 4EVE คุณจะกำลังทำอะไรอยู่

คงจะไล่ออดิชันตามค่ายเพลง เพราะช่วงนั้นเราอินกับเกาหลีมาก ตอนนี้อินกับวง NCT และ ENHYPEN แต่วงแรกที่ทำให้เราอยากเป็นศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปคือ BLACKPINK ตอนแรกค่าย YG เคยติดต่อให้มาลองร่วมงานออดิชันที่จัดขึ้นในประเทศไทยดู เพราะช่วงนั้นมีโควิด-19 แล้ว ตอนที่เขาติดต่อมา เราไม่ได้รู้จัก K-POP เลย แต่เรารู้สึกตื่นเต้นและเห็นความแปลกใหม่เลยลองไปศึกษาดู กลายเป็นชื่นชอบ BLACKPINK ก่อนวงแรก

เวลาในวงการของคุณผ่านไปเกือบ 10 ปีแล้ว อะไรคือความสุขที่สุดที่คุณได้รับ

การเห็นคนดูมีความสุข ล่าสุดคือขึ้นเวทีไปแล้วเห็นคนมารอเราเยอะมาก ยกตัวอย่าง วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นงานเปิดตัววง ATLAS พวกเราขึ้นไปโชว์เป็นแขกรับเชิญ มีคนมาเชียร์และตะโกน 4EVE กันใหญ่ ด้วยความที่เราเปิดตัวมาในช่วงโควิด-19 เราจึงได้เจอคนดูไม่บ่อย แต่รอบนั้นคนดูเยอะมากจนเราตกใจ รู้สึกภูมิใจมาก

แล้วอะไรคือสิ่งที่คุณไม่ชอบที่สุดในชีวิตการทำงาน

เราไม่ชอบตอนที่ต้องเลือกงานใดงานหนึ่ง สมมติว่าเป็นงานที่ติดกัน มันรู้สึกเหมือนเราต้องทิ้งโอกาสใดโอกาสหนึ่งไป สำหรับเราโอกาสเป็นสิ่งสำคัญจึงอยากคว้าไว้ แต่ช่วงนี้เกิดขึ้นบ่อยเลยค่ะ (หัวเราะ) จริง ๆ มีหลายงานที่เลือกลำบาก ตั้งแต่ก่อนที่เข้ามาเป็น 4EVE มีค่ายเพลงติดต่อมาพร้อมกัน นั่นคือการเลือกครั้งใหญ่ แต่ก็ทำให้เราได้มายืนตรงนี้

คุณเจอคนในวงการบันเทิงมามากมาย มีใครที่คุณแอบ ‘ดูเทคนิค จดจำ และนำไปใช้’ บ้างไหม

คนแรกคือพี่หนูนาอีกแล้ว พี่เขาน่ารักมาก ร้องเพลงดี เล่นละครเวทีและแสดงได้ด้วย เป็นคนแรกที่เราจดจำและนำไปใช้ ยกตัวอย่าง ตอนเล่นละครเวที พี่หนูนาจะมีความนิ่ง แต่สื่อสารออกมาได้ด้วยสายตาและการมอง ตอนนั้นเลยได้รู้ว่า การสื่อสารแบบนิ่ง ๆ ก็กินใจคนดูได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ก็มี จีซอง วง NCT ด้วยความที่เราเป็น NCTzen เลยตามไปดูประวัติเขาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็ยิ่งชอบเข้าไปอีก เพราะเขาทำงานตั้งแต่ยังเด็กเหมือนกับเรา เขาเคยพูดในไลฟ์ประมาณว่า เขาเองก็ไม่ได้มีเพื่อนในโรงเรียนเยอะนัก ส่วนมากจะเป็นเพื่อนในวงการ เรารู้สึกว่า เหมือนเราเลย! เราไม่ค่อยได้ไปโรงเรียนเหมือนกัน เขาเก่งนะที่ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ บางวันที่เราท้อ พอคิดว่าเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

02
Possible life balance

เห็นคุณมีงานเยอะขนาดนี้ หลายคนอยากจะรู้ว่าคุณบาลานซ์ชีวิตการเรียนและการทำงานอย่างไร

ตอนนี้เรียนออนไลน์เลยยังโชคดีค่ะ เพราะถ้าเรียนออนไซต์อาจจะต้องลาเลย แต่ถ้าเป็นออนไลน์ เราพกไอแพดไปออกกองได้ อย่างช่วงก่อนที่จะมีโควิด-19 เราเรียนในโรงเรียนโดยที่ต้องจัดตารางงานให้อยู่วันเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงเย็นเป็นต้นไปให้เรียนจบวันก่อน

เราพยายามทำให้การเรียนกับการทำงานไปด้วยกันให้ได้ ก็เหนื่อยอยู่นะคะ แต่มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำเลยต้องทำให้ได้ ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่เคยโดดงานไปเรียน และไม่เคยโดดเรียนไปทำงานเหมือนกันค่ะ เพราะก่อนจะโดดคือลามาแล้วเรียบร้อย (หัวเราะ)

คุณเอาเวลาช่วงไหนทำการบ้าน ไหนจะอ่านหนังสือสอบอีก

ถ้าเป็นช่วงที่เล่นละครเวที เราก็เอาหนังสือยัดใส่กระเป๋าไปนั่งอ่านระหว่างรอเข้าซีนเลย ใช้เวลาให้คุ้ม ระหว่างบทกับหนังสือที่อ่าน เราก็พยายามจะไม่สับสนกับมัน ถือว่าเวิร์กนะคะ จำได้อยู่ ถึงผลการเรียนที่ออกมาจะไม่ได้สูงเลิศเลอเหมือนคนอื่น แต่มันอยู่ในจุดที่พอใจและเรียนต่อได้

มีวิชาที่ชอบเป็นพิเศษไหม

จริง ๆ ชอบวิชาภาษาไทย ชอบแต่งกลอน แต่พอขึ้นมัธยมปลายมาก็รู้สึกว่ายากแล้ว เลยเปลี่ยนไปชอบดนตรีแทน มันยากด้วยตัววรรณคดีที่เพิ่มขึ้นมา ชื่อจำยากจนรู้สึกว่าอะไรกันคะเนี่ย แต่ถึงจะชอบก็ไม่ได้อยากเป็นครูภาษาไทยนะคะ คิดว่าไม่น่ารอด

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

อะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำเพื่อพักผ่อนยามว่าง

เราชอบฟังเพลง จะหาเพลงใหม่ฟังตลอด ไปถามคนอื่นด้วยว่ามีเพลงอะไรแนะนำไหม แล้วก็เปิดฟังไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ

นอกจากบาลานซ์ชีวิตการเรียนและการทำงาน คุณบาลานซ์ชีวิตวัยรุ่นทั้งเรื่องเพื่อนและเรื่องเที่ยวอย่างไร

ถ้าเรื่องเพื่อน เราไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ อยู่ในวงการก็มีเพื่อนได้ แถมคิดว่าวงการทำให้เรามีเพื่อนเพิ่มขึ้นด้วย มีคนอยากเข้าหาเรามากขึ้น แต่ที่สนิทที่สุดก็คือ 4EVE เพราะเราใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอด ไปเที่ยว ทำงาน ถ่ายรายการ ซ้อมเต้น อยู่กับพี่ ๆ 4EVE มากกว่าคนในบ้านอีก เจอทุกวัน แต่ก็มีที่ตรงกันข้ามบ้างที่คนไม่กล้าเข้าหาเรา ส่วนเวลาไปโรงเรียนเพื่อนก็ไม่ได้กรี๊ดกร๊าดเราแบบจริงจัง จะออกแนวแซวมากกว่าว่า 4EVE มาโรงเรียนด้วย 

สำหรับเรา การได้อยู่กับเพื่อนมันดีมาก และน่าจะเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เรานอนดึกที่สุด เพราะเราจะได้ไปเที่ยวด้วยกัน ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากที่สุด

ส่วนเรื่องเที่ยว เราก็อาศัยเที่ยวตามกองเอาค่ะ สมมติกองไปถ่ายที่ภูเก็ต เราก็ไปเที่ยวภูเก็ตพร้อมทำงานไปด้วย หรือเวลาไปเที่ยวคาเฟ่เหมือนวัยรุ่นทั่วไปเราก็มีนะคะ แต่ว่าค่อนข้างน้อยเลย พี่ ๆ ในวงก็บอกว่าเดี๋ยวจะเลี้ยงข้าวนะ แต่เราเองต้องไปหาเวลาว่างก่อน เราก็บอกได้ค่ะพี่

ถ้าต้องนัดเพื่อนมาเที่ยว คุณชอบนัดเจอเพื่อนที่ไหน

สยามนี่แหละค่ะ เพราะเป็นที่ที่ใครหลายคนมา ไม่ได้กลัวว่าแฟนคลับหรือใครจะเจอเราเดินอยู่ ถ้าเขาอยากเข้ามาทักก็ทักได้เลย ยินดีมาก ๆ ที่เข้ามาทักทายกัน

ถ้าเป็นต่างจังหวัด ตอนนี้อยากจะไปเที่ยวที่ไหนที่สุด

ชลบุรีค่ะ หนูชอบไปทะเลมากกว่าภูเขา ตอนนี้อยากไปสัมผัสหาดทราย

ตอนนี้คุณอาจจะยังไม่มีเวลาไปพักผ่อนบนหาดทราย รู้สึกเครียดกับชีวิตที่ตารางงานจัดเต็มตลอดบ้างไหม

ไม่เครียดเลยค่ะ เราอยู่กับมันได้

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ
สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

03
Insight Aheye

ถ้าพูดถึงตัวตนของคุณ อะไรคือความแตกต่างระหว่างคุณตัวจริง กับคุณที่เห็นเวลาสัมภาษณ์ในสื่อ

ถ้ากำลังให้สัมภาษณ์แล้วอยู่กับวง แฟนคลับหลายคนจะบอกว่าเราค่อนข้างคีพลุค ดูนิ่งเวลาออกหน้ากล้อง พูดน้อย เรียบร้อย พูดไม่ทันพี่ ๆ แต่พอมาอยู่ในไลฟ์คนเดียว เราจะคุยได้คล่องเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ตัวจริงพูดคนเดียวเก่งนะ คิดว่าน่าจะเป็นความต่าง

การมีชื่อเสียงน่าจะทำให้คนรู้จักและอยากเข้ามาจีบคุณเยอะ เล่าเรื่องการจีบที่แปลกที่สุดให้ฟังหน่อย

คิดว่าเข้ามาจีบไม่มีนะคะ ส่วนมากเขาจะเข้ามาเป็นเพื่อน ถ้าจะแปลกคือ อยู่ดี ๆ มาเล่นบทเบียว ๆ แบบหมาป่าเดียวดายกับลูกแกะน้อยกับเรา สรุปเราก็งง เขาก็งง (หัวเราะ) แต่จริง ๆ แค่มาทักทายก็ประทับใจแล้วค่ะ

คุณน่าจะมีแฟนคลับที่ติดตามมาตั้งแต่เพิ่งเข้าวงการ มีความประทับใจอะไรเป็นพิเศษกับพวกเขาบ้างไหม

มีค่ะ มีคนทำกล่องดนตรีใส่เพลงให้ พอเปิดกล่องมาก็เจอรูปเรา ส่วนอีกคนให้สมุดเล่มเล็กที่ด้านในมีภาพโพราลอยด์ท้องฟ้าของทุก ๆ วันตลอด 1 เดือน ของทั้งหมดที่แฟนคลับให้หนูเก็บไว้ในห้องนอนเลยทุกชิ้น ถ้าเป็นกระดาษที่เขียนมาให้เรา เราก็จะมีแฟ้มเก็บเอาไว้ นี่คือจดหมายจากทุกคน

แฟนคลับหลายคนติดตามมาจาก We Kid ลากยาวมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน บางคนก็เพิ่งรู้จักจากวง 4EVE อายุเยอะที่สุดก็ประมาณ 60 ได้ค่ะ คุณยายมากับหลาน หลานบอกว่าคุณยายชอบเรามากเลย หลังจบรายการ We Kid เรากับเพื่อน ๆ ไปทำคอนเสิร์ตการกุศลกัน และก็ได้เจอคุณยายครั้งแรกที่นั่น 

เวลาคุณเสิร์ช Google เกี่ยวกับตัวเอง คุณเจออะไรบ้าง

เราก็จะพิมพ์ไปเลยว่า อ๊ะอาย กรณิศ แล้วเลื่อนดู ส่วนมากจะเป็นสกู๊ปข่าว อ๊ะอายเปิดตัวละครเรื่องใหม่ ก็เข้าไปอ่านเรื่อย ๆ

ย้อนกลับไปช่วงที่คุณเป็นไวรัลจากเพลง ความในใจ รายการ We Kid คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นคลิปตัวเองกระจายอยู่ในทุกสื่อ และนั่นคือการค้นพบว่าตัวเองมีชื่อเสียงแล้วหรือเปล่า

โห! ความรู้สึกแรกคือ ทำไมเราเจอคลิปตัวเองอีกแล้ว เราไม่ได้คิดว่ามันไวรัล ด้วยความที่เป็นเด็กอายุแค่ 11 ขวบ เราไม่รู้ว่าตอนนั้นมันดังมากขนาดไหน แต่ยังไม่รู้สึกว่าเรามีชื่อเสียงแล้วนะคะ เราแค่คิดว่าถ้าไปโรงเรียนเพื่อนน่าจะเห็นแล้วทักแน่ ๆ แต่ในความเป็นจริง เพื่อนไม่ทักค่ะ (หัวเราะ) คนที่เห็นน่าจะเป็นพ่อแม่เพื่อนมากกว่า

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

ในรายการ The Trainer ถ้าคุณได้เป็นเมนเทอร์ของตัวเองในวัย 7 ขวบ คุณจะบอกกับเด็กคนนั้นว่าอย่างไร

หนูแซ่บมากลูก หนูใส่เสื้อคลุมสีดำ เปลี่ยนชุดกลางเวที เต้นไก่กา แต่ก็พยายามต่อไปนะ หนูแซ่บแล้ว แค่ต้องยิ้มเยอะ ๆ เพราะหนูร้องเพลงหน้านิ่งมาก ตอนนั้นก็ถูกบอกให้ยิ้ม แต่บางทีเราก็ทำหน้าบึ้ง นึกได้ก็ยิ้มใหม่ แล้วก็นิ่ง แล้วก็ยิ้มอยู่แบบนั้น

ยังจำความฝันตอนอายุ 7 ขวบได้ไหม ตอนนี้คุณอยู่ในจุดที่ฝันไว้แล้วหรือยัง

ความฝันในตอนนั้นคืออยากร้องเพลงเฉย ๆ เลยค่ะ ยืนอยู่บนเวทีร้องเพลงให้ทุกคนฟัง เท่านั้นเลย ตอนนี้ก็อยู่ในจุดที่ฝันไว้แล้ว แต่ฝันของเราไม่ได้หยุดแค่นั้น ถ้าต่อยอดจากความฝันในการร้องเพลงทุกวัน เพราะอยากเป็นนักร้อง ตอนนี้เราอยากเป็นนักร้อง ร้องเพลง ยืนอยู่บนเวที และทำให้คนดูมีความสุขเพิ่มขึ้น ถ้าเป้าหมายสูงสุดในตอนนี้ก็คืออยากไปแสดงต่างประเทศ

ปัจจุบันคุณมีงานเข้ามาเยอะมากและคุณแม่เป็นคนช่วยจัดตารางงานให้หลายอย่าง ถ้าคุณแม่ลาพักร้อนสักหนึ่งอาทิตย์ ชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไรบ้าง

ปกติจะเราจะอยู่กับครอบครัวเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงนี้ คุณแม่ก็ไปกองละครด้วยกัน พักกองก็จะเจอคุณแม่ ถ้าคุณแม่ลาพักร้อน แล้วสมมติว่าไม่มีงาน หนูก็คงจะนอนดูอนิเมะอยู่ห้อง เพราะปกติจะเปิดดูช่วงกินข้าว เรื่องที่ชอบ เช่น My Hero Academia, Shaman King หรือไม่ก็ Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba ส่วนมากจะเป็นญี่ปุ่น ถ้าเป็นของฝรั่งจะดูไม่ค่อยจบ 

ส่วนมังงะไม่ค่อยมีเวลาอ่านเลย พอดูอนิเมะแล้วก็จะนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงทั้งอาทิตย์ ไหน ๆ ก็ไม่มีงานทั้งที แต่ถ้ามีงานเข้ามาใหม่ เราต้องรีบบอกพี่เออาร์ทางวงก่อน ไม่ใช่อะไรนะคะ ให้พี่เขาจองรถตู้ให้ เพราะไม่มีใครไปรับไปส่ง (หัวเราะ)

ต่อจากนี้อีก 10 ปีข้างหน้า คุณมองเห็นตัวเองอยู่ในจุดไหน

ปีนี้หนูจะอายุ 17 ปี อีก 10 ปี ก็อายุ 27 หนูอยากให้ตัวเองยังชอบร้องเพลงอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ หวังว่าจะเก่งขึ้นกว่าตอนนี้ ที่บอกแบบนั้นเพราะตอนนี้งานละครเข้ามาเยอะมาก แอบกลัวว่าจะลืมว่าเราเคยร้องเพลงได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคะ เราแค่อยากทำอะไรได้หลายอย่าง อ้อ! และหนูก็หวังว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะแต่งเพลงเป็นแล้ว หนูอยากลองแต่งเพลงให้ทุกคนฟังแล้วรู้สึกทัชหัวใจบ้าง

พอเราอยู่วง 4EVE เราจะเจอโปรดิวเซอร์เก่ง ๆ เขาจะส่งเดโมมาให้เราฟัง เรารู้สึกว่าอันแรกที่ส่งมามันก็ดีแล้ว แต่ทำไมพอเขาแก้มาอีกแล้วมันดีขึ้นเรื่อย ๆ เราชอบความที่หนึ่งเพลงมันไปได้ไกลและหลากหลาย เราเลยอยากลองแต่งเพลงให้ได้เองบ้าง เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกถึงคนฟังและเราเองก็ได้ร้องเพลงของเรา

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

ขอบคุณสถานที่

ร้าน The Cassette Coffee Bar 

สยามสแควร์ ซอย 3 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

เปิดทุกวัน 10.00 – 20.00 น.

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“ขอถ่ายรูปด้วยได้มั้ยคะ ลูกชายชอบคุณมาก”

ก่อนการสัมภาษณ์เริ่มต้น คุณแม่คนหนึ่งเข้ามาขอถ่ายรูปกับ หยา-จรรยา ธนาสว่างกุล เธอลุกขึ้นยิ้มอย่างเป็นกันเองและรับมือสถานการณ์อย่างนุ่มนวล กระแสความดังของละคร บุพเพสันนิวาส ทำให้วันนี้ใครๆ ต่างชื่นชอบเธอในฐานะ ‘พี่ผิน’ บ่าวผู้ซื่อสัตย์ภักดีของแม่การะเกด

หลายคนคุ้นหน้าเธอกับบทคนใช้ในละครโทรทัศน์หลายต่อหลายเรื่องตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่ฉันรู้จักเธอครั้งแรกในละครเวทีเรื่อง ‘เงามัจจุราช’ (2555) และความรู้สึกแรกที่ฉันจำได้เกี่ยวกับเธอคือความพรั่นพรึง หยารับบทหญิงชราบนรถเข็นที่เพ้อหาลูกสาวที่จากไป และไม่ไยดีกับลูกสาวอีกคนที่อยู่ดูแลเธอในวาระสุดท้าย เมื่อเห็นเธออีกครั้งบนละครเวทีเรื่อง ‘พบรักมักกระสัน’ (2556) นักแสดงหญิงคนเดียวรับบทเป็นผู้หญิง 5 คนที่มีสัมพันธ์สวาทนานาประเภท ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงกว่า เธอเล่นเป็นสาวบ้านนอกที่ทำงานร้านคาราโอเกะ สก๊อยสวนลุม ผู้หญิงที่จีบลูกเพื่อนตัวเอง ไปจนถึงดาราสาวใหญ่ที่มีสัมพันธ์กับพระสงฆ์!

การแสดงของ หยา-จรรยา ธนาสว่างกุล ที่มากกว่าบท ‘คนใช้ในตำนาน’

คนอะไรเล่นได้ทุกบทบาท ฉันพบเธออีกหลายครั้งในจอโทรทัศน์ บนเวที และบางครั้งก็เห็นเธอเดินเข้าโรงละครในฐานะคนดูที่ดวงตาเป็นประกาย การแสดงเป็นชีวิตของเธอ ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นหรือผู้รับชม

ในวันที่ใบหน้าและชื่อของจรรยา ธนาสว่างกุล เป็นที่จดจำทั่วประเทศในฐานะผู้รับบท ‘คนใช้ในตำนาน’ ตารางงานของนักแสดงคนนี้เข้าขั้นคิวทอง ไม่ว่าจะเป็นงานละครทีวี รายการ โฆษณา งานอีเวนต์ ยังไม่นับงานสอนการแสดงที่มหาวิทยาลัยหอการค้าสัปดาห์ละครั้ง และเธอยังรับเล่นละครเวทีอีก 3 เรื่องติดกัน ทั้ง เจ้าบ้าน “the host story”   ลูกหมาป่า และ ERROR 666 เรียงต่อกันตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2561

วันนี้เป็นครั้งแรกที่เราพบกันนอกจอโทรทัศน์หรือโรงละคร หยาไม่ได้รับบทเป็นใครอื่นนอกจากตัวเธอ ฉันยินดีเหลือเกินที่ได้รู้จักเธอ ไม่ใช่ในฐานะนักแสดงสมทบ แต่เป็นนักแสดงนำในฉากชีวิตใต้แสงไฟ

 

คิดอย่างไรที่คนชอบคุณมากจากบท ‘พี่ผิน’ ในละคร บุพเพสันนิวาส

บทของเราเหมือนคำนำ เชิงอรรถ หรือบทอ้างอิง ในหนังสือที่ทุกคนเปิดข้ามไป แต่เราอยู่ในนั่นแหละ คุณแค่เปิดข้ามเราหรือเปิดไม่ถึงมาตลอด

ช่วงนี้พอละครมาแรง คนกระหายที่จะรู้ว่าเราคือใคร มีคนเปิดโปรไฟล์เรา โอ้โห ขุดเบอร์นี้เลยเหรอ โชคดีที่ชีวิตไม่ได้ไปทำอะไรเลวร้ายระยำตำบอนไว้เยอะ หลายคนบอกว่าเดี๋ยวนี้ดังเนอะ แล้วไง คนสนใจเราเยอะขึ้น แต่พอละครซาไปคนก็ไม่คิดถึงเราแล้วแหละ เราคิดแบบนี้ตลอดเวลา เพราะมันเป็นวัฏจักรวงการบันเทิง การไปยึดติดกับสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนทำให้เราทุกข์

อยู่ดีๆ คำว่า ‘ครูหยา’ ก็มา ใครเรียกก็ไม่รู้ ทั้งที่เราเป็นอาจารย์พิเศษสอนการแสดงมา 6 – 7 ปีแล้ว วิธีที่คนปฏิบัติกับเราก็เปลี่ยนไป ก็สนุกดี  อยากเรียกเราว่าอะไรก็เรียก ไม่เป็นไร เราถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นโอกาส เหมือนเราอยู่บนเวทีแล้วยืนตกไฟมาตลอด ตอนนี้สปอตไลต์ฟาดไฟฟอลโลว์มาดักซ้ายขวาหน้าหลัง ได้! งั้นลองเผชิญหน้ากับมัน

จรรยา ธนาสว่างกุล

คิดว่าชื่อเสียงเข้ามาหาคุณช้าเกินไปรึเปล่า

สมัยเข้าวงการใหม่ๆ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็นช่วงอายุที่ใจแตกง่ายมาก ถ้าเลือกชื่อเสียง เงินทอง คนที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์ด้วยได้ทุกอย่าง ชีวิตเราคงเปลี่ยน แต่เรามองว่าอะไรที่มันเข้ามาตอนนี้ มันมาในช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้ว โอกาสใหม่ๆ ในชีวิตเข้ามาเยอะ มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วเดี๋ยวก็จะดับไป เลยรับมืออย่างมีความสุข สนุกดี

คุณหลงรักการแสดงตั้งแต่เมื่อไหร่

มันอยู่ในสายเลือดมั้ง พ่อเราเป็นนักเต้นแชมป์ลีลาศ แต่เรามารู้เอาตอนโต เหตุผลที่เขาหยุดเต้นคือมีครอบครัว อาชีพนี้เลี้ยงครอบครัวไม่ได้

ตอนเด็กๆ เราไม่ใช่นักแสดงโรงเรียน เราทำกิจกรรมโรงเรียนเพราะผู้หญิงตัวสูงมีไม่เยอะ แค่ขึ้นไปยืนให้เวทีมันเต็มๆ เราไม่ได้คิดจะเป็นนักแสดงเลย จนกระทั่งตอนมัธยม โรงเรียนพาไปดูเบื้องหลังการทำงานของ ยุทธการขยับเหงือก เป็นรายการเกมโชว์ที่มีซีนละครสั้นๆ ทุกเทป วันนั้นมันมีการซ้อมละคร เราได้เห็นการต่อบท เห็นนักแสดงที่เป็นตัวเขาจริงๆ ไม่เหมือนในทีวีที่เคยดู แล้วเขาก็กลายเป็นตัวละครอื่น เดี๋ยวๆๆ สิ่งนี้มันคืออะไรวะ หัวใจเราเต้นแรงตุบๆๆ มันใหม่มาก ตื่นเต้น ตลอดชีวิตเราไม่เคยเรียนสิ่งนี้

เราหาข้อมูลถึงได้รู้ว่ามันอยู่ในสาขาวิทยุโทรทัศน์ คณะนิเทศฯ แต่เราไม่ได้อยากเรียนวิทยุโทรทัศน์ เราไม่อยากจับกล้องถ่ายรูป เราไม่อยากตัดต่อ เราชอบการแสดงต่างหาก สุดท้ายก็หาทุกคณะที่มีและเลือกเรียนการแสดงที่ ม.กรุงเทพ

พอเข้าไปเรียนแล้วได้พบสิ่งที่ต้องการรึเปล่า

โอ้โห มันเหมือนคนกระหายมาทั้งชีวิตแล้วได้ดื่มได้กิน กินได้ไม่หยุด ไม่รู้จักอิ่มสักที ความรู้สึกเหมือนน้ำเปล่ายังอร่อย ตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ ตาโตกับทุกอย่าง ทำอะไรก็ดีไปหมด ชีวิตสมัยอยู่โรงเรียนเต็มที่ก็ได้เกรด 2 เกรด 3 แต่พอมาเรียนการแสดง ได้ A ทุกวิชา เพราะเราชอบมันจริงๆ และเราตอบคำถามครูได้ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีการแสดง หรือต้องต่อยอด ตีความแล้วตอบ มันใช่มาก มันคือสิ่งที่ตามหามาตลอดชีวิต ถ้าบอกว่าชีวิตนี้ไม่เคยเจอคู่แท้ เราว่าคงไม่ใช่ เราเจอการแสดงแล้ว มันทำให้เราหลงรักหลงใหล ยอมเหนื่อยที่จะอยู่กับมัน ทำงานกับมันอย่างมีความสุข

ครูหยา

เจออะไรในการแสดง

เจอการปลดปล่อย เจอการค้นหาตัวเอง เพราะตลอดเวลาที่เรียนหนังสือมาเราโดนสั่งให้เป็น โดนบอกให้เป็น โดนขีดเส้นให้เป็น แต่การแสดงเป็นตัวละครตัวหนึ่งมันต้องฝึกทำความเข้าใจ ถกเถียงกับตัวเอง เราได้คิด ได้โดดเข้าไปหาตัวละคร เราเจอการทำงานกับบท กับการกำกับ กับฉาก มีความสุขมาก ไม่มีใครมาบอกว่าเราผิดหรือถูก มีแค่ใช่ หรือยังไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่เราพลาดที่ตรงไหน แล้วเราก็จะจำสิ่งนั้นไปตลอด เพราะเราได้เรียนรู้เอง

จบมาเราก็หวั่นใจตามสไตล์เด็กเรียนละครว่าจะทำอะไร เลยไปสมัครงานเป็นแคสติ้งที่โปรดักชันเฮาส์แห่งหนึ่ง ด้วยคุณสมบัติการเป็นนักเรียนการแสดง มันทำให้เราได้งาน แต่พอทำงานประจำไปสัก 2 – 3 ปี เรากลับไปสู่จุดเดิม คือทำตามคำสั่งของคนอื่น เราไม่ได้คิด ยกเว้นตอนวางแผนหรือแก้ปัญหา ไม่สนุก ไม่แฮปปี้ แต่ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะไปทำอะไร  เราเชื่อว่าเวลาที่ถูกต้อง จังหวะที่เหมาะสมจะบอกเราเองว่าต้องทำอะไร ก็เลยทำงานเก็บเงิน หาเงินไปปลดปล่อยให้ตัวเองสบายใจ จะได้มีแรงกลับไปทำงานวันรุ่งขึ้น

ช่วงที่ทำงานประจำ คุณได้กลับมาแสดงบ้างรึเปล่า

ไม่ เราทำงานแทบจะ 365 วัน ไม่ได้ดูละครเวที ไม่ได้เล่นละครเวที จนได้เจอพี่ณัฐ ผู้ก่อตั้งคณะละครเสาสูง (ณัฐ นวลแพง) เขาชวนให้เราไปเล่นละครเวทีกับเสาสูงเป็นเรื่องแรก เรื่อง ‘Oh Dad, Poor Dad, Mamma’s Hung You in the Closet and I’m Feelin’ So Sad’ เล่นที่โรงละครกรุงเทพ เราตอบรับเล่นเพราะกำลังจะลาออกจากงาน ปลดปล่อยตัวเองจากงานประจำ

จังหวะนั้นเรายื่นใบลาออกแล้วแต่เขาระงับไว้ก่อนเพราะอยากให้เราเทรนเด็กใหม่ เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องออกกองถ่าย ออฟฟิศเราอยู่ตรงเมเจอร์ เอกมัย แล้วโรงละครกรุงเทพอยู่ท้ายซอยเอกมัย เช้ามาทำงาน ตกเย็นนั่งมอเตอร์ไซค์ไปซ้อมละคร ทุกวันอยากตื่นเช้ามาออฟฟิศ รีบทำงานให้เสร็จเพื่อไปซ้อมละคร มีความสุขมาก เหมือนเจอโอเอซิสครั้งที่ 2 หลังจากมหา’ลัย

ช่วงนั้นพี่ณัฐเขียนบททีวีให้อาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล (ผู้กำกับรุ่นใหญ่ที่กำกับ บุญชู) ทีมโปรดักชันของอาเลยมาดูละครเรื่องนี้ ตอนนั้นเขากำลังทำละครทีวีเรื่องที่ 2 คือ นางสาวโพระดก แล้วเขาก็เห็นเรา แล้วก็บอกพี่ณัฐว่าอยากชวนเราไปเล่นละคร

เฮ้ย! อยู่ดีๆ ก็ได้เล่นละคร สมัยก่อนที่คนอยากเป็นดาราต้องพาตัวเองไปนั่งอยู่หน้าบันไดสยามบ้าง ไปเดินสยามบ้าง แต่เราอยู่ของเราเฉยๆ ในที่ของเราเอง ทำงานที่เรารักจริงๆ ก็มีคนมาเห็นแล้วเกี่ยวเราไปเล่น หลังจากนั้นก็เล่นละครทีวีตั้งแต่ปี 2547 จนถึงตอนนี้

ละครทีวีเรื่องแรกที่เล่น คุณรับบทเป็นอะไร

คนใช้! เริ่มต้นยังไง ชีวิตก็ดำรงอยู่กับมันแบบนั้น (ยิ้ม) ตอนนั้นเรามีทัศนคติที่ดีกับการทำงาน เพิ่งจบมาใหม่ๆ 3 ปี เราไม่ได้คิดว่าเราสวยกว่านางเอก เป็นคนใช้ก็เอาสิ สนุกดี แค่ไม่รู้ว่ามันจะออกมาอีหรอบไหนเพราะไม่เคยเล่นละครทีวี พอถามรุ่นพี่ เขาบอกว่าดูไว้นะ มันมี 3 กล้อง ไฟกล้องไหนแดง มึงก็หันไปรับกล้องนั้น ทีนี้เลยหันหน้าใส่ทุกกล้องจนเขาบอกให้เล่นไปตามปกติ (หัวเราะ) อ๋อ เขาหมายถึงกล้องมันทำงานไป เราก็ห้ามหยุดเล่น เราก็ค่อยๆ ปรับจูน ที่เขาบอกว่าเล่นใหญ่เป็นละครเวทีก็ค่อยๆ เข้าใจ ตรงไหนเราเยอะไปก็ปรับลด

 

ได้รับบทเป็นอะไรบ้าง

โอ้โห (คิดนาน) สารพัด แต่อยู่ใต้คำว่าคนใช้ คนใช้ทุกรูปแบบ คนใช้ในบ้าน คนใช้ในออฟฟิศ หรูหน่อยก็เป็นคุณนาย อาเจ้ ผู้หญิงแก่มีผัวเด็ก แม่ค้าปากตลาด เจ้าของบ่อน เจ้าของซ่อง กะหรี่รุ่นใหญ่ แต่ไม่น่าจดจำอะไร พื้นที่ของตัวละครแบบนี้ในละครทีวีมีน้อย ไม่ค่อยได้เล่าหรือแสดงอะไรออกมามากเท่าไหร่ เราเลยต้องใช้สิ่งที่ไม่ใช้ในละครเวที คือทำงานกับตัวละครแบบ Stereotype ดึงความคลิเช่มาใช้เพื่อให้ตัวละครชัดขึ้น

จรรยา ธนาสว่างกุล
จรรยา ธนาสว่างกุล

ตอนไหนที่คุณเริ่มรู้สึกไม่พอใจบทบาทแบบนี้

หลังจากทำงานไปสักประมาณ 5 ปี มีงานมาเรื่อยๆ ปากต่อปาก เราไม่ได้รู้สึกแย่ที่เป็นตัวประกอบนะ เพราะเราคิดว่าเรามาทำงาน แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกแย่คือสิ่งที่คนรอบข้างปฏิบัติต่อเรามากกว่า เช่น เป็นเอ็กซ์ตร้าต้องกินน้ำในกระติกรวมกัน เดี๋ยวก็ติดหวัด ติดไวรัสตับอักเสบบีมั้ย เราต้องเตรียมซื้อขวดน้ำมาดื่มเอง เตรียมกระบอกน้ำของตัวเอง

ศัพย์เรียกเราในกองถ่ายคือ เอ็กซ์ตร้าเมน คือเอ็กซ์ตร้าที่มีบทพูด แต่เขาก็ยังมองเราเป็นตัวประกอบทั่วไป มันหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเราเจอผู้ช่วยผู้กำกับคนหนึ่งที่พูดกับเราแบบไม่ให้เกียรติ เสียงดัง มารยาทแย่ เขาคงใช้วิธีนี้จัดการกับเอ็กซ์ตร้ามาตลอด เราไม่โอเค พูดดีๆ ก็เข้าใจ ทำไมต้องปฏิบัติกับเราแบบนี้ วันนั้นอีโก้เราเริ่มถูกงัดมาทำงาน เฮ้ย เราไม่ได้มาเดินเข้าฉากงงๆ นะ เราจบการแสดง ตอนเรียนเราเป็นตัวท็อปของภาค ใครๆ ก็อยากให้เราไปเล่น เราเจอบทยากๆ หนักหนากว่านี้มาตั้งเยอะ

หลังจากนั้นอีโก้เราก็อยู่ตรงนั้น ไม่ยอมไปไหน จนมันกร่อนคำว่า คนใช้

ยิ่งตอนถ่ายละครเรื่อง ปัญญาชนก้นครัว เรื่องย่อคือนางเอกเป็นนักเรียนการแสดงที่ปลอมตัวเป็นคนใช้เพื่อทำธีสิสจบของตัวเอง เราเล่นเป็นคนใช้ไม่ดี ประจ๋อประแจ๋คุณนายกับคุณหนูตัวร้าย ฉากนั้นตัวร้ายไม่อยากไปงานเพราะไม่อยากไปเจอคนจบการแสดง ตัวเองเด่นไม่เท่า อะไรก็สู้เขาไม่ได้ แม่เลยบอกว่า

“ไม่ต้องห่วงหรอกลูก พวกเรียนการแสดงน่ะนะ จบมาก็รับแต่บทคนใช้”

เราที่นั่งนวดขาอยู่ข้างล่างคือหยุดกึก จี๊ด อึ้งไปเลย ตรงนั้นไม่มีใครรู้ว่าเราจบการแสดง และบทนั้นก็เขียนมา นักแสดงไม่ได้แต่งเอง ทำไมมันจริง ทำไมเราต้องเป็นคนใช้ เป็นอย่างอื่นไม่ได้เหรอ

เราเริ่มหมกมุ่นจนอยากหยุดรับงาน ใจไม่สนุกแล้ว ไม่รู้จะบำบัดตัวเองยังไง อึดอัดมาก เวลาใครมาทักว่าเธอใช่มั้ยที่เล่นเป็นคนใช้เรื่องนั้นเรื่องนี้ เราหวีดใส่เขาเลยว่า ไม่ใช่! เขาไม่ได้ผิดอะไรเลยแต่เราโกรธ ทำไมต้องทักว่าเราเป็นคนใช้ ไม่ต้องทักก็ได้ถ้าทักแบบนี้ ใครโทรมาชวนไปเล่น บทอะไรคะ คนใช้บ้านนางเอก เอาคนอื่นเล่นได้มั้ยคะ คิวไม่ได้ ต้องโกหกเป็นอื่นไป

ช่วงที่งานน้อย รุ่นน้องเราที่สนิทกันมากไปอยู่ลาสเวกัสกับแม่ เรารักและคิดถึงเขา เขาก็ชวนว่าเจ้มาทำงานคาสิโนที่นี่เลย เล่นไพ่ไม่เป็นไม่เป็นไร รู้แค่สิ่งที่ต้องทำก็พอ ตอนนั้นเกือบจะไปแล้ว ดีนะที่เราไม่หนีไปแจกไพ่ซะก่อน

หยา จรรยา ธนาสว่างกุล

อะไรที่ดึงคุณกลับมาเป็นนักแสดง

เรากลับมาดูละครเวทีที่เทศกาลละครกรุงเทพ เมื่อเกือบๆ 10 ปีที่แล้ว รู้สึกเลยว่าต้องกลับมาเล่นละครเวที นี่คือสิ่งที่บำบัดเรา เรากำลังมีปัญหา ความเป็นนักเรียนการแสดงมันใหญ่โตมากจนคับโลก เบสิกหลักที่เราเคยรู้คือการยอมรับการเป็นตัวละครมันหายไปหมดแล้ว เพราะเราเกลียดตัวละคร (เน้นเสียง) เราเกลียดอาชีพตัวละคร เราเกลียดเข้าชีวิตประจำวันเลยด้วยซ้ำ และมันทำให้เราทุกข์

เราตัดสินใจว่า ได้ ถ้าต้องดำเนินชีวิตโดยรับแต่บทคนใช้ต่อไป ก็จะขอทำมันให้ดีที่สุด เอาแบบว่าฉันจะเป็นคนใช้ที่โลกต้องจำ หลังจากนั้นคือปลดล็อกตัวเอง สบายละ กระโดดไปเล่นเป็นคนใช้ได้เหมือนช่วงแรกที่ทำงาน ระหว่างนั้นก็ตั้งใจว่าจะเล่นละครเวทีอย่างน้อยปีละเรื่อง เพราะเราใช้ชุดการแสดงสำเร็จรูปมาเยอะเพื่อสร้างมิติให้ตัวละคร พอมันทำงานแบบนี้เยอะๆ มันจะหยาบทบไปเรื่อยๆ ทุกปีเราต้องมาชำระล้างจิตใจ ขัดถูใจให้ละเอียดขึ้นด้วยการเจอละครเวที ได้เล่นได้ซึมซับพลังงานดีๆ เข้าตัวเองแล้วกลับไปทำงานต่อ มันช่วยได้เยอะเลย เราจดจ่อว่าเมื่อไหร่จะสิ้นปี จะได้มาเล่นละครเวทีสักที

ดูคุณรักละครเวทีมากกว่าละครทีวีเยอะ

เราแบกความมุ่งมั่นคนละชุด เรามีจิตวิญญาณ มีเรื่องราวที่จะบอก มันคนละเรื่องกัน คนที่เห็นเราในทีวีอย่างเดียวไม่เคยรู้ว่าเราทำอะไรแบบนี้ คนที่ร่วมงานกันก็รู้บ้าง แต่ไม่เคยเห็นภาพ เพราะพื้นที่ละครเวทีโรงเล็กในเมืองไทยก็น้อย แต่เราก็ชัดเจนในพื้นที่ของเรา

ละครเวทีเรื่องไหนที่ได้เล่นแล้วมีความหมายกับคุณมากที่สุด

ละครเรื่อง ‘ฮิห้า…อิอิ (Hi5…eiei)’ ของคณะเสาสูง ประมาณ 10 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่เรากระโดดกลับเข้ามาทำละครเวที เป็น Stage Director คอยดูซ้อม รันคิว ต่อบทนักแสดง พากย์เสียงตัวละครเป็นภาษาอังกฤษ แล้วไปเล่นโร้ดโชว์จังหวัดที่อยู่ชายทะเล ชลบุรี ภูเก็ต เรารู้สึกดี เป็นการทำงานที่ปลดปล่อยมาก

เรารู้สึกเหมือนพี่ณัฐทดสอบเราอยู่ห่างๆ เพราะเราห่างหายจากละครเวทีไปนานมาก เขาอยากเห็นแพสชันความอยากทำงานของเรา หลังจากโร้ดโชว์มีนักแสดงเล่นต่อไม่ได้ เราเลยได้เล่นแทน มาเล่นจริงในเทศกาลละครกรุงเทพที่ป้อมพระสุเมรุ แล้วคนดูแน่นทะลัก มันปลุกผีในตัวเรา เราได้กลับมาหมด ทั้งใจเรา ทั้งความรู้สึกอิ่มเอม ได้ชื่อของเสาสูงให้กลับมาเหมือนเดิม และได้ตราประทับว่าเป็น Soloist หญิง เพราะมันเป็นการแสดงเดี่ยว 40 นาที

หยา จรรยา ธนาสว่างกุล
จรรยา ธนาสว่างกุล
จรรยา ธนาสว่างกุล

หลังจากเล่นละครมานาน คำติด้านการแสดงอะไรที่คุณคิดว่าร้ายแรงที่สุด

ส่วนใหญ่นักวิจารณ์จะบอกว่าคุ้นหน้าคุ้นตาเราอยู่แล้วจากในทีวี หรือบอกว่างานนี้รอดได้เพราะชั่วโมงบิน แต่ที่เราโกรธคือละครเรื่อง ‘พบรักมักกระสัน’ กายภาพเราคือคนตัวโคตรใหญ่ ไม่ใช่คนตัวเล็กมุ้งมิ้ง แต่เราต้องเล่นเป็นผู้หญิง 5 คน เราทำการบ้านหนัก ลดน้ำหนัก ซื้อคอร์สเฟิร์มร่างกาย เข้ายิม ดูแลอาหาร จากน้ำหนัก 70 กว่ากิโล เราลดน้ำหนักไป 13 กิโลเพื่อละครเรื่องนี้ เพราะมันมีฉากถอดเสื้อ ใส่ชุดน้อยชิ้น เราไม่ต้องการให้คนดูรู้สึกสะอิดสะเอียนจนเกินไป แต่เราเจอคำวิจารณ์ว่าเราดูเหมือน พริตตี้ร่างยักษ์ พอเจอการวิจารณ์เชิงกายภาพแบบนี้เราหงุดหงิด เออ กูก็รู้ว่ากูไม่สวยอยู่แล้ว แสดงว่าตลอดเวลาที่ดู คุณอยู่กับรูปร่างหน้าตาอย่างเดียวนี่ คุณไม่อยู่กับการแสดง เราตัดต่อตัวเราให้เล็กลงกว่านี้ไม่ได้ เราก็เดินมาแตะครึ่งหนึ่งแล้วนะ ที่เหลือดูการแสดงเราสิ

มีบทบาทไหนที่คุณไม่รับเล่นไหม

ถ้าละครเวทีนี่สู้ตาย ไม่มีเลย มีแต่กังวลว่าจะแตะมันอย่างไร จะเข้าใจมันอย่างไร กังวลว่าจะทำได้ไม่ดี

แล้วบทไหนที่อยากเล่น แต่ยังไม่เคยได้เล่น

บทผี อยากร้องเพลงก็ได้ร้องแล้ว ยังไม่เคยเชิดหุ่น กำลังจะได้เชิดในละคร ‘ลูกหมาป่า’ และยังไม่เคยเต้น มาอยากเอาตอนแก่นี่ก็ยาก เดินขึ้นบันไดสามชั้นก็หอบแล้ว

ช่วงนี้เรารับบทแม่เยอะขึ้นในละครเวที เป็นแม่ในหมวดต่างๆ ที่มีความลึก แม่ติดยา ติดเหล้า แม่เล่นคุณไสย ปลุกวิญญาณคนตาย ทุกครั้งเราได้ค้นหาการเป็นแม่ที่ไม่เหมือนแม่เรื่องที่แล้ว สนุกกับการเล่นบทแบบนี้มากเลย

หยา จรรยา

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load