เราจ้องไปที่หน้าจอโทรศัพท์ ภาพของเด็กหญิงวัย 7 ขวบคนหนึ่งปรากฏขึ้น เธอนั่งอยู่หน้ากล้อง พร้อมแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงหวานใสและกังวานในรายการ ‘The Trainer ปั้นฝันสนั่นเวที ปี 5’ 

ต่อหน้าคณะกรรมการดีกรีนักร้อง-นักแสดงแห่งวงการบันเทิงไทย แววตาของเด็กน้อยผู้มาตามหาความฝันหลายคนปะปนไปด้วยความประหม่า แต่ไม่ใช่สำหรับ อ๊ะอาย-กรณิศ เล้าสุบินประเสริฐ ที่เข้าประกวด The Trainer เป็นเวทีแรก วันนั้นเธอโชว์พลังเสียงไปทั้งหมด 3 เพลง ทั้งยังเปลี่ยนชุดบนเวทีและออกท่าเต้นอย่างไม่เขินอาย จนได้ใจกรรมการและคนในห้องอัดไปครอง 

สำหรับใครหลายคน นั่นคือการเปิดตัวเข้าวงการที่น่าจดจำของอ๊ะอาย แต่เด็กสาวคนนี้ยังไม่หยุดความฝันไว้เพียงเท่านั้น ชื่อของเธอถูกพูดถึงมากขึ้นจากรายการ ‘We Kid Thailand เด็กร้องก้องโลก’ หลังขับร้องเพลง ความในใจ ของ สุเทพ วงศ์กำแหง ด้วยเสียงหวานละมุนตามสไตล์ของตัวเองในวัย 11 ปี ก่อนที่ปลาย พ.ศ. 2563 เธอจะทำตามความฝันขั้นแรกได้สำเร็จ โดยการเป็น 1 ใน 7 ไอดอลวงเกิร์ลกรุ๊ป ‘4EVE’ ในฐานะน้องเล็กสุดของวง

หลังจากหวนรำลึกถึงประวัติของอ๊ะอายไปพอประมาณ คนที่เรานึกถึงก็ก้าวผ่านประตูหมุนสีชมพูของร้าน The Cassette Coffee Bar เข้ามาด้วยท่าทางสดใส

เราชวนอ๊ะอายพูดคุยถึงตัวตนที่น้อยคนจะรู้ พร้อมแบ่งปันแรงบันดาลใจ และวิธีแบ่งเวลาชีวิตระหว่างการเรียน ร้อง เล่น เต้น นอน ฝัน รวมถึงภารกิจอีกล้านแปดที่ไอดอลวัย 16 ปีคนนี้ทำอยู่ทุกวันตลอดเวลาเกือบ 10 ปีในวงการ โดยชีวิตไม่พังและยังบาลานซ์อยู่

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE
เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

01
Aheye is on duty

ได้ยินว่าตารางงานของคุณแน่นมาก เดือนล่าสุดต้องทำงานกี่วัน และทำงานอะไรบ้าง

โห! ช่วงนี้มีเตรียมงานของวง 4EVE เตรียมเพลงใหม่ แล้วก็งานละคร ตอนนี้หนูมีกองละครอยู่ 4 กอง ถ้าเปิดตารางงานมาดูก็จะเจอชื่อเรียงกันเลยเป็น อ๊ะอาย อ๊ะอาย อ๊ะอาย ยาวไป 7 วัน (หัวเราะ) แต่กองเขาก็ไม่ได้เอาเวลาของเราไปทุกวันหรอกค่ะ เขาล็อกไว้ก่อน เราอาจจะไม่ได้พักทั้งวัน แต่ก็มีช่วงเวลาว่างระหว่างงาน แค่ได้เล่นโทรศัพท์ก็เหมือนได้พักแล้ว ส่วนวันนี้ไม่มีงานค่ะ หนูไปนวดมา เพราะเพิ่งเรียนพายเรือไปใช้ถ่ายละคร ตอนนี้ถ่ายละครเยอะที่สุด

คุณอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง เคยเดินแบบ และพากย์เสียง ทำไมถึงทำงานมากมายและหลากหลายขนาดนี้

เราไม่รู้เลยจริง ๆ ค่ะ พอมีโอกาสเข้ามาเราก็ทำ อย่างเดินแบบ คุณแม่เป็นคนพาไป เพราะวันนั้นว่างพอดี เลยลองพาไปสมัครดู แต่เราก็สนุก แอบติดใจอยู่นะ เพราะอยู่ดี ๆ ก็ได้ไปเดินเฉิดฉายให้คนอื่นมอง

จากงานทั้งหมดที่ทำมา คุณชอบงานไหนมากที่สุด

ยากเลยค่ะ อันดับหนึ่งคงจะเป็นเกิร์ลกรุ๊ปก่อน สองคือนักแสดงละครเวที สามคือนักแสดงทั่วไป การแสดงทั้งสองอย่างมันคนละแนวกัน ถึงทักษะที่ใช้จะคล้ายกันบ้าง อย่างเรื่องการโปรเจกต์เสียง แต่ถ้าเป็นละครเวที เราได้ทำทั้งร้องและแสดงไปพร้อมกัน 

มีละครเวทีเรื่องไหนที่คุณอยากจะลองเล่นสักครั้งไหม

รักจับใจ เดอะโรแมนติกมิวสิคัล ที่ พี่บี้ (สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว) เล่นคู่กับ พี่หนูนา (หนึ่งธิดา โสภณ) เราเป็นแฟนคลับพี่หนูนา ก็เลยอยากลองเล่นเรื่องเดียวกับเขาค่ะ ชอบมานานแล้วตั้งแต่เพลง แค่หลับตา บ้านเราฟังเพลงวนอยู่แค่ 2 คน ไม่พี่หนูนาก็พี่บี้

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

พูดถึงการทำงานในวงการตลอดเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา อะไรทำให้คุณมีงานเข้ามาไม่ขาด ศิลปินหลายคนยังไม่มีงานเข้าต่อเนื่องขนาดนี้

คงเป็นเพราะผู้ใหญ่ให้โอกาส พอเราไปงานหนึ่งก็ได้ทำความรู้จักกับผู้ใหญ่ เขามีคอนเนกชันส่งเราไปต่อเรื่อย ๆ ก็เลยได้วนเวียนอยู่ในวงการตลอดมา

จำได้ว่าครั้งแรกคือตอนไปประกวดรายการ The Voice kids Thailand แล้วคุณแม่ก็พาไปประกวดเดินแบบ เจ้าของห้องเสื้อเขาเลยชวนไปออดิชันละครเวที สี่แผ่นดิน ต่อ ซึ่งลูกของเขาเล่นเมื่อปีที่แล้ว พอเขาเห็นว่าเราเองก็ร้องเพลงได้จึงแนะนำ แต่อย่าง 4EVE ตอนนั้นคือเราสนใจเรื่องการเต้นและชอบไอดอลเกาหลีเลยลองไปสมัครดู เพราะเห็นว่าเป็นช่อง Workpoint ซึ่งเราเคยร่วมงานกับเขามาแล้วในรายการ We Kid Thailand 

หลังจากได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวง 4EVE ความเป็นน้องเล็กของทีมมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง

ดีตรงที่พี่ ๆ คอยดูแลตลอดเวลา เขาจะเอ็นดูเราว่าเป็นน้องเล็กตลอดกาลและตลอดไป บางทีซื้อของกินมารวม ๆ กัน ก็จะชวนเรามากเป็นพิเศษ กินอีกสิ กินอีกไหม แต่ข้อเสียคือ มีข้อจำกัดบางอย่างที่พี่ ๆ ทำได้แล้ว แต่เรายังทำไม่ได้ เช่น เข้าไปรายการครั้งแรก พี่ที่มีประสบการณ์ เขาจะมีเวลาในการซ้อมเต้นมาก่อนหน้านี้ แต่เราเพิ่งเข้ามา เรายังเด็ก ก็ต้องพัฒนาการเต้นให้เท่ากับพี่เขาให้ได้ ซึ่งสกิลล์ที่ยากที่สุดสำหรับเราคือการเต้น ไม่ถนัดเลย วงเรามีกัน 7 คน ยังถือเป็นจำนวนที่น้อยอยู่ พอต้องยืนเต้นรวมกัน มันจะต้องสามัคคีกันให้ได้ ต้องกลมกลืน

ตอนซ้อมรวมก็ยาก กลัวว่าจะเข้ากับพี่ ๆ ไม่ได้ แต่พอสุดท้ายได้ซ้อมด้วยกันเรื่อย ๆ ตอนนี้หนึ่งปีครึ่งแล้วก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรต้องกังวล พวกเราเชื่อมโยงกันด้วยกระแสจิตค่ะ (หัวเราะ) มันมีจริง ๆ ที่บางทีเราก็ทำท่าเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ฟังดูสนุกมาก แต่ถ้าตอนนั้นคุณไม่ได้สมัครรายการ 4EVE คุณจะกำลังทำอะไรอยู่

คงจะไล่ออดิชันตามค่ายเพลง เพราะช่วงนั้นเราอินกับเกาหลีมาก ตอนนี้อินกับวง NCT และ ENHYPEN แต่วงแรกที่ทำให้เราอยากเป็นศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปคือ BLACKPINK ตอนแรกค่าย YG เคยติดต่อให้มาลองร่วมงานออดิชันที่จัดขึ้นในประเทศไทยดู เพราะช่วงนั้นมีโควิด-19 แล้ว ตอนที่เขาติดต่อมา เราไม่ได้รู้จัก K-POP เลย แต่เรารู้สึกตื่นเต้นและเห็นความแปลกใหม่เลยลองไปศึกษาดู กลายเป็นชื่นชอบ BLACKPINK ก่อนวงแรก

เวลาในวงการของคุณผ่านไปเกือบ 10 ปีแล้ว อะไรคือความสุขที่สุดที่คุณได้รับ

การเห็นคนดูมีความสุข ล่าสุดคือขึ้นเวทีไปแล้วเห็นคนมารอเราเยอะมาก ยกตัวอย่าง วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นงานเปิดตัววง ATLAS พวกเราขึ้นไปโชว์เป็นแขกรับเชิญ มีคนมาเชียร์และตะโกน 4EVE กันใหญ่ ด้วยความที่เราเปิดตัวมาในช่วงโควิด-19 เราจึงได้เจอคนดูไม่บ่อย แต่รอบนั้นคนดูเยอะมากจนเราตกใจ รู้สึกภูมิใจมาก

แล้วอะไรคือสิ่งที่คุณไม่ชอบที่สุดในชีวิตการทำงาน

เราไม่ชอบตอนที่ต้องเลือกงานใดงานหนึ่ง สมมติว่าเป็นงานที่ติดกัน มันรู้สึกเหมือนเราต้องทิ้งโอกาสใดโอกาสหนึ่งไป สำหรับเราโอกาสเป็นสิ่งสำคัญจึงอยากคว้าไว้ แต่ช่วงนี้เกิดขึ้นบ่อยเลยค่ะ (หัวเราะ) จริง ๆ มีหลายงานที่เลือกลำบาก ตั้งแต่ก่อนที่เข้ามาเป็น 4EVE มีค่ายเพลงติดต่อมาพร้อมกัน นั่นคือการเลือกครั้งใหญ่ แต่ก็ทำให้เราได้มายืนตรงนี้

คุณเจอคนในวงการบันเทิงมามากมาย มีใครที่คุณแอบ ‘ดูเทคนิค จดจำ และนำไปใช้’ บ้างไหม

คนแรกคือพี่หนูนาอีกแล้ว พี่เขาน่ารักมาก ร้องเพลงดี เล่นละครเวทีและแสดงได้ด้วย เป็นคนแรกที่เราจดจำและนำไปใช้ ยกตัวอย่าง ตอนเล่นละครเวที พี่หนูนาจะมีความนิ่ง แต่สื่อสารออกมาได้ด้วยสายตาและการมอง ตอนนั้นเลยได้รู้ว่า การสื่อสารแบบนิ่ง ๆ ก็กินใจคนดูได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ก็มี จีซอง วง NCT ด้วยความที่เราเป็น NCTzen เลยตามไปดูประวัติเขาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็ยิ่งชอบเข้าไปอีก เพราะเขาทำงานตั้งแต่ยังเด็กเหมือนกับเรา เขาเคยพูดในไลฟ์ประมาณว่า เขาเองก็ไม่ได้มีเพื่อนในโรงเรียนเยอะนัก ส่วนมากจะเป็นเพื่อนในวงการ เรารู้สึกว่า เหมือนเราเลย! เราไม่ค่อยได้ไปโรงเรียนเหมือนกัน เขาเก่งนะที่ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ บางวันที่เราท้อ พอคิดว่าเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

02
Possible life balance

เห็นคุณมีงานเยอะขนาดนี้ หลายคนอยากจะรู้ว่าคุณบาลานซ์ชีวิตการเรียนและการทำงานอย่างไร

ตอนนี้เรียนออนไลน์เลยยังโชคดีค่ะ เพราะถ้าเรียนออนไซต์อาจจะต้องลาเลย แต่ถ้าเป็นออนไลน์ เราพกไอแพดไปออกกองได้ อย่างช่วงก่อนที่จะมีโควิด-19 เราเรียนในโรงเรียนโดยที่ต้องจัดตารางงานให้อยู่วันเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงเย็นเป็นต้นไปให้เรียนจบวันก่อน

เราพยายามทำให้การเรียนกับการทำงานไปด้วยกันให้ได้ ก็เหนื่อยอยู่นะคะ แต่มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำเลยต้องทำให้ได้ ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่เคยโดดงานไปเรียน และไม่เคยโดดเรียนไปทำงานเหมือนกันค่ะ เพราะก่อนจะโดดคือลามาแล้วเรียบร้อย (หัวเราะ)

คุณเอาเวลาช่วงไหนทำการบ้าน ไหนจะอ่านหนังสือสอบอีก

ถ้าเป็นช่วงที่เล่นละครเวที เราก็เอาหนังสือยัดใส่กระเป๋าไปนั่งอ่านระหว่างรอเข้าซีนเลย ใช้เวลาให้คุ้ม ระหว่างบทกับหนังสือที่อ่าน เราก็พยายามจะไม่สับสนกับมัน ถือว่าเวิร์กนะคะ จำได้อยู่ ถึงผลการเรียนที่ออกมาจะไม่ได้สูงเลิศเลอเหมือนคนอื่น แต่มันอยู่ในจุดที่พอใจและเรียนต่อได้

มีวิชาที่ชอบเป็นพิเศษไหม

จริง ๆ ชอบวิชาภาษาไทย ชอบแต่งกลอน แต่พอขึ้นมัธยมปลายมาก็รู้สึกว่ายากแล้ว เลยเปลี่ยนไปชอบดนตรีแทน มันยากด้วยตัววรรณคดีที่เพิ่มขึ้นมา ชื่อจำยากจนรู้สึกว่าอะไรกันคะเนี่ย แต่ถึงจะชอบก็ไม่ได้อยากเป็นครูภาษาไทยนะคะ คิดว่าไม่น่ารอด

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

อะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำเพื่อพักผ่อนยามว่าง

เราชอบฟังเพลง จะหาเพลงใหม่ฟังตลอด ไปถามคนอื่นด้วยว่ามีเพลงอะไรแนะนำไหม แล้วก็เปิดฟังไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ

นอกจากบาลานซ์ชีวิตการเรียนและการทำงาน คุณบาลานซ์ชีวิตวัยรุ่นทั้งเรื่องเพื่อนและเรื่องเที่ยวอย่างไร

ถ้าเรื่องเพื่อน เราไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ อยู่ในวงการก็มีเพื่อนได้ แถมคิดว่าวงการทำให้เรามีเพื่อนเพิ่มขึ้นด้วย มีคนอยากเข้าหาเรามากขึ้น แต่ที่สนิทที่สุดก็คือ 4EVE เพราะเราใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอด ไปเที่ยว ทำงาน ถ่ายรายการ ซ้อมเต้น อยู่กับพี่ ๆ 4EVE มากกว่าคนในบ้านอีก เจอทุกวัน แต่ก็มีที่ตรงกันข้ามบ้างที่คนไม่กล้าเข้าหาเรา ส่วนเวลาไปโรงเรียนเพื่อนก็ไม่ได้กรี๊ดกร๊าดเราแบบจริงจัง จะออกแนวแซวมากกว่าว่า 4EVE มาโรงเรียนด้วย 

สำหรับเรา การได้อยู่กับเพื่อนมันดีมาก และน่าจะเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เรานอนดึกที่สุด เพราะเราจะได้ไปเที่ยวด้วยกัน ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากที่สุด

ส่วนเรื่องเที่ยว เราก็อาศัยเที่ยวตามกองเอาค่ะ สมมติกองไปถ่ายที่ภูเก็ต เราก็ไปเที่ยวภูเก็ตพร้อมทำงานไปด้วย หรือเวลาไปเที่ยวคาเฟ่เหมือนวัยรุ่นทั่วไปเราก็มีนะคะ แต่ว่าค่อนข้างน้อยเลย พี่ ๆ ในวงก็บอกว่าเดี๋ยวจะเลี้ยงข้าวนะ แต่เราเองต้องไปหาเวลาว่างก่อน เราก็บอกได้ค่ะพี่

ถ้าต้องนัดเพื่อนมาเที่ยว คุณชอบนัดเจอเพื่อนที่ไหน

สยามนี่แหละค่ะ เพราะเป็นที่ที่ใครหลายคนมา ไม่ได้กลัวว่าแฟนคลับหรือใครจะเจอเราเดินอยู่ ถ้าเขาอยากเข้ามาทักก็ทักได้เลย ยินดีมาก ๆ ที่เข้ามาทักทายกัน

ถ้าเป็นต่างจังหวัด ตอนนี้อยากจะไปเที่ยวที่ไหนที่สุด

ชลบุรีค่ะ หนูชอบไปทะเลมากกว่าภูเขา ตอนนี้อยากไปสัมผัสหาดทราย

ตอนนี้คุณอาจจะยังไม่มีเวลาไปพักผ่อนบนหาดทราย รู้สึกเครียดกับชีวิตที่ตารางงานจัดเต็มตลอดบ้างไหม

ไม่เครียดเลยค่ะ เราอยู่กับมันได้

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ
สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

03
Insight Aheye

ถ้าพูดถึงตัวตนของคุณ อะไรคือความแตกต่างระหว่างคุณตัวจริง กับคุณที่เห็นเวลาสัมภาษณ์ในสื่อ

ถ้ากำลังให้สัมภาษณ์แล้วอยู่กับวง แฟนคลับหลายคนจะบอกว่าเราค่อนข้างคีพลุค ดูนิ่งเวลาออกหน้ากล้อง พูดน้อย เรียบร้อย พูดไม่ทันพี่ ๆ แต่พอมาอยู่ในไลฟ์คนเดียว เราจะคุยได้คล่องเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ตัวจริงพูดคนเดียวเก่งนะ คิดว่าน่าจะเป็นความต่าง

การมีชื่อเสียงน่าจะทำให้คนรู้จักและอยากเข้ามาจีบคุณเยอะ เล่าเรื่องการจีบที่แปลกที่สุดให้ฟังหน่อย

คิดว่าเข้ามาจีบไม่มีนะคะ ส่วนมากเขาจะเข้ามาเป็นเพื่อน ถ้าจะแปลกคือ อยู่ดี ๆ มาเล่นบทเบียว ๆ แบบหมาป่าเดียวดายกับลูกแกะน้อยกับเรา สรุปเราก็งง เขาก็งง (หัวเราะ) แต่จริง ๆ แค่มาทักทายก็ประทับใจแล้วค่ะ

คุณน่าจะมีแฟนคลับที่ติดตามมาตั้งแต่เพิ่งเข้าวงการ มีความประทับใจอะไรเป็นพิเศษกับพวกเขาบ้างไหม

มีค่ะ มีคนทำกล่องดนตรีใส่เพลงให้ พอเปิดกล่องมาก็เจอรูปเรา ส่วนอีกคนให้สมุดเล่มเล็กที่ด้านในมีภาพโพราลอยด์ท้องฟ้าของทุก ๆ วันตลอด 1 เดือน ของทั้งหมดที่แฟนคลับให้หนูเก็บไว้ในห้องนอนเลยทุกชิ้น ถ้าเป็นกระดาษที่เขียนมาให้เรา เราก็จะมีแฟ้มเก็บเอาไว้ นี่คือจดหมายจากทุกคน

แฟนคลับหลายคนติดตามมาจาก We Kid ลากยาวมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน บางคนก็เพิ่งรู้จักจากวง 4EVE อายุเยอะที่สุดก็ประมาณ 60 ได้ค่ะ คุณยายมากับหลาน หลานบอกว่าคุณยายชอบเรามากเลย หลังจบรายการ We Kid เรากับเพื่อน ๆ ไปทำคอนเสิร์ตการกุศลกัน และก็ได้เจอคุณยายครั้งแรกที่นั่น 

เวลาคุณเสิร์ช Google เกี่ยวกับตัวเอง คุณเจออะไรบ้าง

เราก็จะพิมพ์ไปเลยว่า อ๊ะอาย กรณิศ แล้วเลื่อนดู ส่วนมากจะเป็นสกู๊ปข่าว อ๊ะอายเปิดตัวละครเรื่องใหม่ ก็เข้าไปอ่านเรื่อย ๆ

ย้อนกลับไปช่วงที่คุณเป็นไวรัลจากเพลง ความในใจ รายการ We Kid คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นคลิปตัวเองกระจายอยู่ในทุกสื่อ และนั่นคือการค้นพบว่าตัวเองมีชื่อเสียงแล้วหรือเปล่า

โห! ความรู้สึกแรกคือ ทำไมเราเจอคลิปตัวเองอีกแล้ว เราไม่ได้คิดว่ามันไวรัล ด้วยความที่เป็นเด็กอายุแค่ 11 ขวบ เราไม่รู้ว่าตอนนั้นมันดังมากขนาดไหน แต่ยังไม่รู้สึกว่าเรามีชื่อเสียงแล้วนะคะ เราแค่คิดว่าถ้าไปโรงเรียนเพื่อนน่าจะเห็นแล้วทักแน่ ๆ แต่ในความเป็นจริง เพื่อนไม่ทักค่ะ (หัวเราะ) คนที่เห็นน่าจะเป็นพ่อแม่เพื่อนมากกว่า

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

ในรายการ The Trainer ถ้าคุณได้เป็นเมนเทอร์ของตัวเองในวัย 7 ขวบ คุณจะบอกกับเด็กคนนั้นว่าอย่างไร

หนูแซ่บมากลูก หนูใส่เสื้อคลุมสีดำ เปลี่ยนชุดกลางเวที เต้นไก่กา แต่ก็พยายามต่อไปนะ หนูแซ่บแล้ว แค่ต้องยิ้มเยอะ ๆ เพราะหนูร้องเพลงหน้านิ่งมาก ตอนนั้นก็ถูกบอกให้ยิ้ม แต่บางทีเราก็ทำหน้าบึ้ง นึกได้ก็ยิ้มใหม่ แล้วก็นิ่ง แล้วก็ยิ้มอยู่แบบนั้น

ยังจำความฝันตอนอายุ 7 ขวบได้ไหม ตอนนี้คุณอยู่ในจุดที่ฝันไว้แล้วหรือยัง

ความฝันในตอนนั้นคืออยากร้องเพลงเฉย ๆ เลยค่ะ ยืนอยู่บนเวทีร้องเพลงให้ทุกคนฟัง เท่านั้นเลย ตอนนี้ก็อยู่ในจุดที่ฝันไว้แล้ว แต่ฝันของเราไม่ได้หยุดแค่นั้น ถ้าต่อยอดจากความฝันในการร้องเพลงทุกวัน เพราะอยากเป็นนักร้อง ตอนนี้เราอยากเป็นนักร้อง ร้องเพลง ยืนอยู่บนเวที และทำให้คนดูมีความสุขเพิ่มขึ้น ถ้าเป้าหมายสูงสุดในตอนนี้ก็คืออยากไปแสดงต่างประเทศ

ปัจจุบันคุณมีงานเข้ามาเยอะมากและคุณแม่เป็นคนช่วยจัดตารางงานให้หลายอย่าง ถ้าคุณแม่ลาพักร้อนสักหนึ่งอาทิตย์ ชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไรบ้าง

ปกติจะเราจะอยู่กับครอบครัวเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงนี้ คุณแม่ก็ไปกองละครด้วยกัน พักกองก็จะเจอคุณแม่ ถ้าคุณแม่ลาพักร้อน แล้วสมมติว่าไม่มีงาน หนูก็คงจะนอนดูอนิเมะอยู่ห้อง เพราะปกติจะเปิดดูช่วงกินข้าว เรื่องที่ชอบ เช่น My Hero Academia, Shaman King หรือไม่ก็ Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba ส่วนมากจะเป็นญี่ปุ่น ถ้าเป็นของฝรั่งจะดูไม่ค่อยจบ 

ส่วนมังงะไม่ค่อยมีเวลาอ่านเลย พอดูอนิเมะแล้วก็จะนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงทั้งอาทิตย์ ไหน ๆ ก็ไม่มีงานทั้งที แต่ถ้ามีงานเข้ามาใหม่ เราต้องรีบบอกพี่เออาร์ทางวงก่อน ไม่ใช่อะไรนะคะ ให้พี่เขาจองรถตู้ให้ เพราะไม่มีใครไปรับไปส่ง (หัวเราะ)

ต่อจากนี้อีก 10 ปีข้างหน้า คุณมองเห็นตัวเองอยู่ในจุดไหน

ปีนี้หนูจะอายุ 17 ปี อีก 10 ปี ก็อายุ 27 หนูอยากให้ตัวเองยังชอบร้องเพลงอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ หวังว่าจะเก่งขึ้นกว่าตอนนี้ ที่บอกแบบนั้นเพราะตอนนี้งานละครเข้ามาเยอะมาก แอบกลัวว่าจะลืมว่าเราเคยร้องเพลงได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคะ เราแค่อยากทำอะไรได้หลายอย่าง อ้อ! และหนูก็หวังว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะแต่งเพลงเป็นแล้ว หนูอยากลองแต่งเพลงให้ทุกคนฟังแล้วรู้สึกทัชหัวใจบ้าง

พอเราอยู่วง 4EVE เราจะเจอโปรดิวเซอร์เก่ง ๆ เขาจะส่งเดโมมาให้เราฟัง เรารู้สึกว่าอันแรกที่ส่งมามันก็ดีแล้ว แต่ทำไมพอเขาแก้มาอีกแล้วมันดีขึ้นเรื่อย ๆ เราชอบความที่หนึ่งเพลงมันไปได้ไกลและหลากหลาย เราเลยอยากลองแต่งเพลงให้ได้เองบ้าง เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกถึงคนฟังและเราเองก็ได้ร้องเพลงของเรา

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

ขอบคุณสถานที่

ร้าน The Cassette Coffee Bar 

สยามสแควร์ ซอย 3 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

เปิดทุกวัน 10.00 – 20.00 น.

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากไม่ร้องเพลงด้วยลูกเอื้อนอย่างคนรักลูกกรุง อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก็ร่ายกลอนสักบทของสุนทรภู่ โดยเราพยายามต่อกลอน เท่าที่ยังพอจำได้

ท่ามกลางความเงียบของโรงละคร 1,069 ที่นั่งในวันที่ไม่มีการแสดง อาร์มจดจ่อกับการจัดท่าทางหน้ากล้อง เช่นเดียวกับช่างภาพของเราที่วิ่งขึ้นลงระหว่างที่นั่งอย่างขะมักเขม้น

ก่อนที่เขาจะมานั่งอยู่ตรงนี้ เราใช้เวลา 47 นาที เพื่อพูดคุยกับอาร์ม ชายหลายบทบาทที่เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร นักพากย์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 หน้ากากระฆังจาก The Mask Singer ทาสแมว พุทธมามกะ คนอกหัก คนที่ไม่เคยขอบคุณตัวเอง และคนสบาย ๆ ที่บอกว่าไม่ต้องจำเขาก็ได้ แค่รู้สึกดีต่อกันก็พอ

เจ้าตัวบอกกับเราว่า เขาไม่เคยมีเวลาตกตะกอนชีวิตอย่างนี้มาก่อน และคำถามของเรา ทำให้เขาได้ย้อนมองตนเองอีกครั้งในวันที่เติบใหญ่ แต่ยังไม่หยุดเติบโต

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Work Work Work Work Work

ใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าเราจะได้คิวคุณมา หน้าตาตารางงานของคุณเดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

(เปิดโทรศัพท์ให้ดูตารางงานหลากสีที่มองไม่เห็นช่องว่าง)

งานประจำผมจะลงตารางอยู่แล้ว สีน้ำเงินคืออีเวนต์ สีเขียวคืองานพิชชิง สีดำคือมีงานอื่นจนต้องลางานประจำ ส่วนสีส้มคือธุระสำหรับศาสนา

สีส้มเป็นสิ่งที่ต้องมีในตารางเสมอไหม

มี เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิต หลายคนบอกว่า เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม แต่เรามีความสุขดี ไม่มีทุกข์อะไร เพียงแต่ชีวิตควรมีอะไรที่มั่นคง บางครั้งการวิ่งไปดูแลอาจารย์ที่เราเคารพอาจทำให้เหนื่อยกาย แต่ข้างในเราอิ่ม เลยเหมือนการพักผ่อน

มีเวลานอนบ้างไหม

นอนแปลว่าอะไรหรอครับ (หัวเราะ) ล้อเล่น เรื่องนอนสำคัญมาก เพียงแค่ช่วงนี้งานค่อนข้างหนักหน่วง เมื่อคืนโชคดีที่ได้นอนเก็บไว้ 6 – 7 ชั่วโมง ถือว่าโอเค คืนก่อนหน้านั้นนอน 5 ชั่วโมง เพราะเราต้องตื่นเช้ามาอ่านข่าวทุกวันจันทร์-ศุกร์ ไม่ว่าจะทำงานดึกยังไง 6 โมงก็ต้องตื่น แต่ไม่เบื่อนะ เป็นหน้าที่ที่เราชอบและสนุกที่จะทำ

การเป็นผู้ประกาศข่าวคือสิ่งที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นเลยไหม

เอาจริง ๆ ตอนเรียนคณะนิเทศ จุฬาฯ วิชาที่ไม่เคยสนใจเรียนเลยคือวารสารสนเทศ เพราะคิดว่าไม่ได้ใช้แน่ ๆ แต่สุดท้ายเราก็มาเป็นผู้ประกาศข่าว โชคชะตาผันผวนอยู่

จากตารางงานที่แน่นหนาของคุณ มีอะไรที่จะมาแทรกงานหรือสำคัญกว่างานได้บ้าง

เวลาผมจัดลำดับชีวิต ครอบครัวมาก่อนอันดับหนึ่ง วันพักผ่อนบางทีก็พาครอบครัวไปเที่ยว ส่วนอันดับสองคืองาน บางทีอันดับหนึ่งกับสองก็ไล่บี้กันบ้าง

ถามว่าเวลาไม่กลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่มีบ่น มีถามถึงบ้างไหม พอดีเราปูทางเข้าวงการมาตั้งแต่เข้ามัธยมศึกษา ทำกิจกรรม เล่นละครนิเทศ เลิกดึกดื่นเที่ยงคืน บางวันค้างบ้านรุ่นพี่ ครอบครัวรู้ว่าเราไม่ใช่คนเหลวไหล เวลาที่ติดงาน ไม่ได้ไปทานข้าวด้วย เขาก็รู้ว่าทำงานจริง ๆ

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Multiple Arms

ถ้าให้เลือกหนึ่งบทบาทที่คุณชอบที่สุด บทบาทนั้นคืออะไร

โห! อ่านข่าว นักร้อง พิธีกร นักแสดงละครเวที ตอบยากมากเลย เพราะทุกอย่างสนุกและมีเสน่ห์ในแบบของมัน ที่สำคัญคือได้เงิน แต่กระบวนการที่ชอบที่สุดขอเลือกการแสดงละครเวทีแล้วกัน

ในแง่งบ อาจต้องบอกว่าละครเวทีไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะเป็นงานที่กินคิว ต้องเสียสละคิวให้คนอื่น ต้องรักสิ่งที่ทำมากถึงอยู่กับมันได้นาน แต่มวลมันอบอุ่น ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ใช้คิวน้อยกว่า ต่างคนต่างมาเจอกันเฉพาะเวลาก็จบ แถมยังเหนื่อยกว่า เพราะโลเคชันเปลี่ยน ขณะที่การแสดงในโรงละคร เราวางแผนชีวิตได้

อีกอย่างคือมันขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งองค์กร 30 – 50 ชีวิต นักแสดง ผู้กำกับ ทีมเสียง ทีมแสง ทีมเอฟเฟกต์ ทีมเสื้อผ้า เรามีเกมบัดดี้ให้เล่น ทั้งหมดคือเรื่องของความสัมพันธ์ของคนเดิม ๆ ในที่เดิม ๆ ได้แชร์มุมมองชีวิต โดยเฉพาะละครในมหาวิทยาลัย ละครนิเทศ

ในวัย 34 คุณมองเรื่องความสัมพันธ์อย่างไรบ้าง

บางทีเราสังเกตว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เหนื่อยและวุ่นวายกับชีวิตเหมือนกัน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ด้วยหน้าที่การงานต้องไปเจอผู้คน เราทิ้งความสัมพันธ์ไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่กระทบการทำงานและจิตใจ วัยนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า

นอกจากการเป็นนักแสดงละครเวที มีบทบาทไหนที่ยังไม่ได้ทำ แต่อยากทำไหม

นั่นสิ พี่ยังไม่ได้ทำอะไรบ้างนะ (ทำท่าคิด) อาจจะเป็นเบื้องหลัง กำกับ หรือโปรดิวเซอร์ คิดว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา อนาคตอาจจะมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม 

น้องมาเจอตอนที่พี่ไฟแรงเรื่องการเข้าวัดพอดี พี่ก็จะให้สัมภาษณ์ประมาณนี้นะ (หัวเราะ) ภาพพี่อีก 5 ปีอาจไม่ใช่แบบนี้ก็ได้ น่าจะเปลี่ยนไปแล้ว

แล้วจากที่เข้าวงการมา 13 ปี อาร์ม กรกันต์ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการมองชีวิต

ก็เปลี่ยนตามสิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเราขึ้นมา แต่สิ่งที่ อาร์ม กรกันต์ ยังเหมือนเดิมคือความใจดี สิ่งที่เพิ่มมาตามวัยคือกิจกรรม งาน วัด เพื่อน แมว

ส่วนมุมมองชีวิต คำถามที่ว่าชีวิตคืออะไรเป็นสิ่งที่ ครูป๋อม-ไศลทิพย์ จารุภูมิ อาจารย์คณะนิเทศเคยถามผมและเพื่อนเพื่อดูว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร 

คำตอบของผมในวันนั้นกับวันนี้ยังคงเป็นคำตอบเดียวกัน ชีวิตคือการเรียนรู้เพื่อพัฒนา แต่เพิ่มเติมคือ เราเรียนรู้เพื่อปรับตัว เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก คำตอบเราธรรมดาไม่หวือหวาเลยเนอะ เราเป็นคนอยู่กับความเป็นจริง เพราะอยากให้ใช้ได้จริง

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว
ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

คุณถือเป็นลูกชายคนหนึ่งของ Workpoint ออกรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซั่นที่ 1 ในฐานะหน้ากากระฆัง คุณคิดว่าความดังคืออะไร และคุณมองว่าตัวเองดังหรือยัง

โห! สำหรับผมความดังคือการที่เราเดินไปแล้วคนทักเราถูก ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองดังไหม โดนคัดออกตั้งแต่แรก ๆ ด้วย (หัวเราะ) แต่ช่วงเป็นหน้ากากระฆังคือช่วงที่พีกมาก มีงานติดต่อเข้ามาไม่ขาด เคยชิมลางตอนไปทัวร์แบบไป-กลับช่วงนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสจริง ๆ เดินไปไหนคนก็เรียก แต่พอเวลาผ่านไป คนใหม่ขึ้นมามันก็เป็นเรื่องปกติ เขาเรียกว่า โลกธรรม 8 เป็นธรรมดาของโลก

ถ้าเลือกได้คุณอยากให้คนจดจำ อาร์ม กรกันต์ ในมุมไหน

แต่ก่อนคิดว่าคงตอบได้ ตอนนี้ผมว่า ไม่ต้องจำอาร์มหรอก แค่เรามีไมตรีต่อกันก็พอแล้ว ถ้าคนลืมเรา แปลว่าอาจจะไม่มีงานในวงการ แต่ถ้าพูดถึงอุดมคติ วันหนึ่งที่คนไม่รู้จัก อาร์ม กรกันต์ เลยมันจะมาถึงแน่นอน เพียงแต่ช้าหรือเร็ว เพราะฉะนั้น เราเลยต้องเตรียมตัว จาก Someone เป็น No one เพราะมันคืออนิจจังของทุกคนที่สักวันต้องถูกลืม

ถ้าทำใจได้ตั้งแต่วันนี้ มันก็เคลียร์เลย เพียงแต่เรายังมีบทบาทหน้าที่ต้องทำ เพราะเรามีพ่อแม่ที่ต้องดูแล มีแมว 10 ตัวที่ค่าใช้จ่ายเยอะ มีบ้านที่ต้องผ่อน งานก็ต้องมีและต้องทำต่อไป

แต่เราไม่อยากให้คนมองเป็นสายบุญขนาดนั้นนะ เราไม่ได้ดีกว่าใคร ที่พูดไปเพราะแค่สนใจปรัชญาชีวิต เรื่องไม่ดีก็มีทำอยู่บ้าง โกหกสีขาว แกล้งแมวก็ยังทำอยู่ (หัวเราะ)

แล้วคุณอยากประสบความสำเร็จไหม ในด้านไหน

ง่าย ๆ เลย ขอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะเราใช้ชีวิตเกือบรายวัน หมายความว่าเตรียมตัววันนี้ เพื่อทำงานพรุ่งนี้ ประสบความสำเร็จให้ทำมาหากินพอเลี้ยงพ่อแม่และแมวได้ เพราะสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือครอบครัว

คุณคิดว่าความความสำเร็จเกิดจากอะไรบ้าง

คนชอบบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จต้องเก่ง แต่ผมว่าต้องเฮงด้วย เพราะคนที่ตีระนาดเก่งกว่าผมมีเยอะ นักแสดง นักร้อง ผู้ประกาศข่าวหลายคนพูดได้เก่งกว่าผม ความเฮงเลยเป็นสิ่งที่คุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมความพร้อม เมื่อพร้อมและโอกาสมา จึงจะกลายเป็นความสำเร็จ แต่เห็นแบบนี้ผมก็ไม่ได้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมงนะ เราก็มีวันที่ไม่พร้อม แต่พยายามทำให้ดีที่สุด

แล้วอาร์มอยากเฮงหรือเก่งมากกว่ากัน

อยากเก่งเยอะกว่า เพราะถ้าเฮงอย่างเดียวแล้วไม่เก่ง ยังไงก็แป๊ก เฮงในที่นี้ก็แค่ไม่อยากโชคร้าย แต่เราโชคดีอยู่แล้วที่เกิดมาในครอบครัวอบอุ่น สนับสนุนทุกอย่างที่อยากทำ โตขึ้นมาผมถึงรู้ว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือความโชคดีที่สุด

ถ้าวันนี้ต้องขอบคุณใครสักคน อาร์ม กรกันต์ อยากขอบคุณใคร

เยอะเลย พ่อแม่ที่อ้าแขนรับเราอย่างสุดหัวใจ ขอบ คุณครูเอก-จิระชัย กุลละวณิชย์ ที่สอนเรามากกว่าการสอนร้องเพลง ท่านสอนวิธีวางตัวในสังคม สอนวิธีคิด การวางแผนชีวิต ท่านแบ่งปันประสบการณ์ให้อาร์มเยอะมาก เป็นข้อคิดที่มีค่าทั้งหมด

ขอบคุณเพื่อน คนที่อยู่รอบข้าง เป็นไหล่ให้เราซบในเรื่องหนักและเรื่องเบา ผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส โดยเฉพาะใน Workpoint และทุกงาน มีความสุขทุกครั้งที่เขานึกถึงเราและทุกครั้งที่ได้ทำงาน

จากที่ฟังมา คุณไม่ขอบคุณตัวเองบ้างหรอ

นั่นคงเป็นเรื่องของตัวตน อาร์มมองว่าชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป เลยขอบคุณคนอื่นมากกว่า ถ้าเรายังอยากมีลมหายใจ เรายังอยากยืนอยู่ตรงนี้ ยังไงก็ต้องเดินต่ออยู่แล้ว

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

What Makes You, You?

ย้อนกลับไปวัยเด็ก ยังจำได้ไหมว่าอาชีพแรกที่คุณตอบครูว่าอยากทำคืออะไร

อยากเป็นวิศวกร แต่ไม่ได้อยากไปออกแบบหรือตรวจสอบอะไรเลย เราแค่ชอบคำนี้ เพราะเป็นคำศัพท์ภาษาไทยที่ออกเสียงแล้วดูเก่ง (หัวเราะ)

ต่อมาตอนที่อยากเข้านิเทศ จุฬาฯ มีภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน ของผู้กำกับไฟแรง 6 คน นั่นคือเหตุผลแรกที่อยากเข้าเรียน เพราะอยากเป็นผู้กำกับ ส่วนอีกเหตุผลคือ ไปดูละครนิเทศฯ แล้วอยากยืนอยู่บนนั้นบ้าง สังเกตว่าไม่ได้คิดถึงอาชีพในอนาคตเลย

แล้วอะไรคือเหตุผลที่อาชีพผู้กำกับไม่ได้ไปต่อ

เราลองเป็นเด็กฟิล์ม เรียนสาขาวิชาภาพยนตร์และภาพนิ่ง ตอนเรียนคิดว่ามันเหนื่อยจัง นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เราทุ่มเทได้มากพอ แต่ก็เข้าภาค 2 ปีเต็ม ไม่ได้ย้ายสาย จบไปค่อยว่ากัน ก็คงจะทำงานเรื่องเพลงอยู่ดี เพราะตอนปี 3 ได้ไปประกวดร้องเพลงเวทีใหญ่ครั้งแรกคือ KPN Award Thailand Singing Contest 2009 ครั้งที่ 18 ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ Popular Vote พอมีคนเริ่มรู้จัก ไปออกงาน มันได้เงิน เราคิดคงจะทำสิ่งนี้แหละ เลยยึดเป็นอาชีพมา

จากที่ผ่านคุณเหมือนยังไม่ได้มีความฝันที่ชัดเจน ตอนนี้มีความฝันหรือยัง

ก็เห็นเลขบ้างบางคืน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ ตอนนี้ยังไม่มีเลย ฝันของผมคงเป็นการทำแบบที่ทำอยู่ทุกวันไปเรื่อย ๆ เป็นการ Maintain

ส่วนการเติบโต ผมมองว่าเป็นโบนัส

คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาสร้างชีวิตบ้างไหม

เราคิดว่าหลายส่วนประกอบกัน ความชอบในเรื่องนั้น ๆ โชคชะตาก็คงมี แต่ความขวนขวายเราก็มีเอง ฝึกระนาดใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี อย่างเรื่อง โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คิดว่าอันนี้เป็นโชคชะตาเหมือนกัน เพราะเขาแคสต์กันมาเยอะมาก เราเป็นคนสุดท้าย เพิ่งรู้ด้วยว่าตอนนั้นถึงขั้นผู้บริหารไปทาบทามให้ พี่หนึ่ง จักรวาล ฝึกระนาดแล้ว

ที่ได้ไป เพราะไปลงเรียนการแสดงกับครูเงาะ เพื่อนเราชื่อ ครูลูกแก้ว ขับรถมาส่งที่บ้านแล้วเล่าให้ฟัง เราหูผึ่งบอกไปเลยว่า เราตีระนาดได้นะ ขอไปแคสต์ได้ไหม เพื่อนยังไม่เชื่อเลย แต่เขาก็นัดให้ ปรากฏว่าได้

เห็นไหม เรามีความพร้อมโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เริ่มจาก ป.4 แค่เล่นได้ แต่ยังประชันไม่ได้ กลายมาเป็นโอกาสให้เรา

คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ

เหนื่อยมาก แต่เรากลัวที่จะปล่อยมันไป เพราะโอกาสไม่ได้เข้ามาทุกวัน สุดท้ายก็อยากลองกระโดดเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำกับมันดูว่ารอดไหม ส่วนตอนนี้อายุ 34 แล้ว ถ้าไม่รอดก็ต้องปล่อยมันไป เก็บแรงไปทำในสิ่งที่ดีกว่า หรือเก็บแรงไปพักผ่อน

แม้กระทั่งบางคนที่ชอบบอกให้เราเก่งขึ้นกว่าเมื่อวาน มันเหนื่อยนะเอาจริง รู้สึกว่าแค่ทำให้ผ่านไปได้ด้วยดีก็ดีแล้ว ถ้ามีเวลามากพอค่อยติดปีกให้ตัวเองไปต่อก็ได้ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเองด้วย นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายเรื่องงาน

ตอนนี้ใครนึกถึงอาร์มก็จะมีเสียงระนาดลอยมาด้วยทั้ง ๆ ที่คุณเรียนโรงเรียนคริสต์ คุณไปเริ่มจับระนาดได้อย่างไร

มันมาจากชาติปางก่อน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ พอดีผมอยากโดดเรียนตอนประถม ก็เลยไปเข้าชมรมดนตรีไทย เราก็ยืนหนึ่งเล่นระนาดเอกประถมคนเดียวในโรงเรียน 2,000 คน ทุกคนแย่งเล่นบอล แต่ผมไม่เล่นกีฬาเลย 

เออทำไมนะ (นิ่งคิด) ถ้าไม่ถามนี่จำไม่ได้แล้วนะ เพราะเคยพลาดไปยืนตรงโกลด์ฟุตบอลขณะที่โค้ชกำลังสาธิตการยิงพอดี อัดเข้าเต็มท้อง ผมเลยเกรง ๆ ตั้งแต่นั้น

มีอะไรที่คุณคิดว่าตัวเองทำ และคนอื่นไม่ทำอีกไหม

ชอบถือหนังสือธรรมะตั้งแต่ประถม เพราะคิดว่าเท่ หนังสือท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านไม่รู้เรื่องแต่อยากอ่าน มีบางเล่มที่อ่านแล้วเข้าใจ นอกจากนี้ก็ชอบทำบุญ คิดโปรเจกต์เพื่อศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ

แล้วเรื่องการร้องเพลง ก่อนประกวด KPN Award คุณไปฝึกร้องเพลงจากใคร

คุณพ่อ คุณแม่ คุณป้า ชอบถล่มร้านอาหารและยึดไมค์ร้องเพลง (หัวเราะ) เขาก็ร้องเพลงสุนทราภรณ์กัน เราเลยเรียนร้องเพลงจากสุนทราภรณ์ เพลงแรกที่ร้องคือ พรานทะเล ฟังวนและแกะตามต้นฉบับได้

เราฝึกร้องจากเพลงลูกกรุง เพราะคิดว่าเสียงมันเนิบดี แต่หารู้ไม่ว่าการผ่อนลมเนี่ยยาก กลายเป็นฝึกของยากก่อน พอมาร้องป๊อปเลยง่าย

ยังจำละครเวทีเรื่องแรกที่เล่นได้ไหม ถ้าย้อนเวลากลับไปเป็นผู้กำกับได้ คุณจะบอกอะไรกับเด็กคนนั้นบ้าง

จำได้สิ โตขึ้นผมจะขี่รุ้ง โรงเรียนของผมไปขอลิขสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถ้าย้อนกลับไปก็คงจะบอกให้เล่นไปเถอะ เพราะเป็นเด็กมาก อยากให้เขาสนุกให้เต็มที่ แต่ถ้าเด็กคนนั้นมาแสดงตอนนี้ โรงละครพังเลยนะ ไม่มีพื้นฐานอะไรทั้งสิ้น

ปัจจุบัน คุณแสดงละครเวทีไปกี่เรื่องแล้ว

ละครเวทีสุนทราภรณ์ เพลงรักเพลงแผ่นดิน โดยเพลงเอก ถือเป็นเรื่องที่ 10 ถ้านับละครที่คนดูต้องซื้อบัตรมาชม

เรยา เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องแรก แสดงคู่กับ คุณชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ส่วน โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องที่ 3 

จากเรื่องที่เคยแคสต์มา คุณเคยอกหักตกรอบบ้างไหม

เคย มีเรื่องหนึ่งไปแคสต์มา 3 เดือน ยังไม่ได้แสดงนะ ทั้งซ้อมและท่องบทพูดบางส่วนมาแล้ว เป็นเรื่องในโรงใหญ่ ผู้กำกับมาจากอังกฤษ เวลาเราทำอะไร เขาจะเป็นคนตรวจการบ้าน เพราะฉะนั้นจะเป็นมาตรฐานเดียวกับที่อังกฤษ เรื่องนี้สร้างความหวังให้เราเยอะมาก เพราะเข้าไปแคสต์ 5 ตัวละคร คิดในใจว่าต้องได้สักตัว แต่ปรากฏว่า 3 เดือนไม่ได้เลยสักบท ก็อกหักไป แต่หลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นเรื่อง เรยาฯ พอดี

อกหักครั้งนั้นคุ้มค่าไหม

การอกหักครั้งนั้นสอนเราเยอะมาก ทั้งเรื่องการร้อง เล่น วินัย กระบวนการการทำละครในมาตรฐานสากล เป็นการอกหักที่คุ้มค่า

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ปัจจุบัน ดูคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยซื้อบัตรชมละครเวทีกันแล้ว คุณคิดอย่างไร หรือต้องเป็นละครเพลงเท่านั้นถึงจะมีคนชม

คิดว่าคนแค่ยังกลัวโควิด-19 อยู่ กับเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะบัตรดูละครเวทีราคาไม่เหมือนดูหนัง คนต้องตั้งใจออกจากบ้าน แต่มันเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูงเพื่อมอบความพึงพอใจที่ไม่เหมือนสื่ออื่น บางเรื่องมีอุดมการณ์สอดแทรก บางเรื่องเหมือนพาเราย้อนเวลากลับไปหาสิ่งที่ปัจจุบันคิดถึง

เมืองไทยเราอาจจะชินกับการแสดงละครเวทีที่ต้องมีการร้องเพลง แต่ของอเมริกา อังกฤษ ต่างประเทศเขามีละครพูดเยอะมาก อย่างของไทย เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา ของ พี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ก็เป็นละครพูดที่เราชอบมากเหมือนกัน

ในฐานะนักแสดงละครเวทีอาชีพ คุณคิดว่าการเป็นนักแสดงที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

ต้องมีวินัย เสียสละคิวให้คนอื่น เพราะเราไม่ได้เล่นแค่คนเดียว ต้องเล่นให้ทีมแสง Blocking เล่นให้ผู้กำกับดู วินัยสำคัญมาก เพราะขับเคลื่อนทั้งองค์กร และต้องเป็นคนที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งเราพยายามมีให้ครบ แม้บางวันจะพร่องไปบ้าง

ละครเวทีสุนทราภรณ์ ได้ Restage อีกครั้งหนึ่ง บุคคลในตำนานและเพลงที่ถูกเรียกว่า ‘เพลงเก่า’ ให้พลังกับคุณที่เป็นคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง

เรียกว่าให้พลังซึ่งกันและกันดีกว่า นี่เป็นเรื่องแรกที่เราจับมือทีมงานทุกคนเพื่อรวมพลังก่อนแสดง แล้วเรารู้สึกว่ากำลังจะเปลี่ยนชีวิตใครบางคน เพราะสื่อบันเทิงของคนรุ่นพ่อแม่ที่จิ้มถึงใจเขามีน้อยมาก เพลงที่เขาฟังตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วกลับมาฟังจนมีกำลังวังชามันแทบไม่มี 

เรามีความสุขที่ได้ออกไปแสดง เพราะรู้ว่ามันคือสิ่งที่ดีมาก พอจบการแสดง คนทั้งโรงละคร ผู้ใหญ่ที่นั่งรถเข็นมา มีไม้เท้ามาเป็นขาที่สาม คนที่จับมือลูกหลานมา เขาลุกขึ้นเต้นและยิ้ม กลับไปเรารู้ว่าเขาไม่จบแน่นอน เขาจะเอาเพลงที่ฟังไปคุยกับเพื่อน เพลงนั้นของศรีสุดา เพลงนี้ร้องตอนวันลอยกระทง เธอจำเรื่องในวันนั้นได้ไหม มันคือการจุดประกายความสุขต่อ

ทุกครั้งที่จะออกไปแสดง ผู้กำกับบอกเสมอว่า ลองหาเป้าหมายดู ละครสักเรื่องอาจทำให้คนที่อยากทำร้ายตัวเองชั่งใจคิด บางคนอาจมีความกล้าในการเผชิญสิ่งที่หวาดกลัว หรือเขาอาจกล้าที่จะบอกรักใครสักคน มันมีประโยชน์แน่นอน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำให้ดีที่สุดทุกเรื่อง เช่นเดียวกับงานอื่น ๆ ในตอนนี้และในอนาคต ตราบใดที่คนยังเห็นว่าเราทำอะไรสักอย่างได้ เราก็จะคว้าโอกาสต่อไปและทำให้ดีเสมอ

อ้อ! อุปสรรคเดียวคือ เวลา เพราะเรามีเวลาจำกัดและต้องนอนครับ

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ขอบคุณสถานที่

โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน

ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (แผนที่)

เว็บไซต์ : siampicganesha

Facebook : KBank Siam Pic-Ganesha

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load