เดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงเวลาที่พระศาสนจักรคาทอลิกจัดการรำลึกถึงวิญญาณของผู้ตายที่ได้ล่วงลับไปก่อน แม้แต่ชาวต่างศาสนิกก็ยังรับรู้ถึงธรรมเนียมนี้ผ่านทางการเฉลิมฉลองวันฮัลโลวีน (ซึ่งตามรูปศัพท์แปลว่าวันอันศักดิ์สิทธิ์) ในวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี แม้ว่าเทศกาลแบบอเมริกันนี้จะถูกกลืนกลายให้เป็นการจัดงานแต่งตัวแฟนซี ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นผีๆ สางๆ กันแล้ว แต่รากเหง้าของการระลึกถึงความตายก็ยังหลงเหลืออยู่ 

ถัดจากวันที่ 31 ตุลาคม เป็นวันที่ 1 พฤศจิกายน พระศาสนจักรประกาศให้ฉลอง ‘นักบุญทั้งหลาย’ (All Saints’ Day) ซึ่งหมายรวมถึงวิญญาณของคนดีมีธรรมทั้งหลายที่เข้าสู่สวรรค์ไปแล้วจำนวนมาก แม้ว่าจะไม่เป็นที่รู้จักหรือได้รับการยกย่องอย่างเป็นทางการก็ตาม 

ส่วนวันถัดมาคือวันที่ 2 พฤศจิกายนก็จะตรงกับวันระลึกถึง ‘วิญญาณทั้งหลาย’ (All Souls’ Day) ซึ่งในที่นี้หมายถึงวิญญาณของผู้ที่สิ้นใจแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าสู่สวรรค์เพราะต้องรับชำระโทษเสียก่อน พวกเขาทำได้เพียงอย่างเดียว คือ รอคอยคำภาวนาของผู้ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น 

ดังนั้น เดือนนี้ทั้งเดือนจึงเป็นเสมือนมรณานุสติ (Memento Mori) ประจำปี บรรดาชาวคริสต์จึงมักไปร่วมพิธีเสกป่าช้าหรือร่วมมิสซาในสุสาน คงคล้ายๆ กับพิธีเช็งเม้งของชาวจีนที่จัดขึ้นทุกปี โดยมีรากฐานจากความกตัญญูเป็นที่ตั้ง แต่ข้อคิดหลักของการไปเยี่ยมหลุมฝังศพของบรรพบุรุษ คือการเชิญชวนให้บรรดาคริสตชนระลึกถึง 4 สิ่งสุดท้ายที่มนุษย์จะต้องประสบพบเจอ คือ ‘ความตาย การพิพากษา นรก และสวรรค์’ อันหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย 

มีอะไรใน Limbo ไขข้อสงสัยเรื่องความตายในจักรวาลวิทยาของคริสตศาสนา, ชีวิตหลังความตายในคริสต์ศาสนา
สุสานของวัดพระวิสุทธิวงศ์ ลำไทร เป็นชุมชนชาวคริสต์เชื้อสายจีน จึงมีการใช้ศิลปะจีนปะปนกับศิลปะตะวันตก 
มีอะไรใน Limbo ไขข้อสงสัยเรื่องความตายในจักรวาลวิทยาของคริสตศาสนา, ชีวิตหลังความตายในคริสต์ศาสนา
พิธีเสกสุสานประจำปีที่สุสานศานติคาม สามพราน
ภาพ : พิสุทธิ์ จรินทิพย์พิทักษ์

ชีวิตหลังความตายในคริสต์ศาสนา : มีอะไรในแดนมรณา

ในศาสนายิวซึ่งเป็นรากฐานของคริสต์ศาสนา คัมภีร์โตราห์ (Torah) หรือที่ส่วนหนึ่งกลายเป็นคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์ ไม่ได้กล่าวอย่างละเอียดนักว่ามนุษย์ประสบพบเจอกับอะไรหลังความตาย นรกและสวรรค์ดูคลุมเครือไม่ชัดเจนมากนัก รางวัลของคนดีมีธรรมมักได้รับกันในโลกมนุษย์เลยคือการมีชีวิตยืนยาว เราจึงพบว่า บรรดาบุคคลในพระคัมภีร์มีชีวิตยืนยาวเกินมนุษย์สามัญทั่วไป เช่น อายุ 400 ปี 900 ปี เป็นภาษาของพระคัมภีร์ที่พยายามสื่อสารว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าย่อมได้รับพระพรให้มีชีวิตยืนยาว 

และหากพิจารณาถึงช่วงเวลาราวๆ 5,000 – 6,000 ปีก่อน มนุษย์ยุคเหล็กที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป โดยไม่ตายจากโรคภัยไข้เจ็บ ภัยธรรมชาติ สัตว์ร้ายกัดตายหรืออุบัติเหตุ ย่อมมีน้อยแสนน้อย การมีชีวิตที่ยืนยาวย่อมเป็นที่ปรารถนาของทุกคน การได้เห็นลูกหลานมากมายจึงเป็นเสมือนรางวัลของพระเจ้า ที่ตอกย้ำไว้ในพระสัญญากับอับราฮัมว่าจะให้เขามีลูกหลานมากมายเหมือนดวงดาว สะท้อนความต้องการลึกๆ ของมนุษย์โบราณที่อยากสืบทอดเผ่าพันธุ์ของตน ท่ามกลางชีวิตที่ลำบากยากแค้นไว้ให้นานและมากที่สุด

ส่วนชีวิตหลังความตายในพันธสัญญาเดิมที่ระบุว่า มนุษย์เราตายแล้วไปไหน มีการลงโทษหรือให้รางวัลไหม ลักษณะคลุมเครือ บ่อยครั้งใช้คำว่า Sheol ซึ่งหมายถึง ‘หลุมฝังศพ’ หรือ ‘โลกใต้พื้นดิน’ ซึ่งกล่าวถึงอย่างคร่าวๆ ว่าเป็นสถานที่อาศัยของคนบาปที่ถูกทอดทิ้ง ไม่มีพรรณนาโวหารถึงการลงโทษในสถานที่หรือสภาวะนี้ ส่วนสวรรค์นั้น ก็กล่าวไว้คร่าวๆ ว่า เป็นที่ประทับของพระเจ้าท่ามกลางวิญญาณของผู้ชอบธรรม อย่างไรก็ดี ชาวคริสต์ในยุคหลังที่ต่อยอดจักรวาลวิทยาจากชาวยิว จะพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับโลกหลังความตายให้รายละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น

มีอะไรใน Limbo ไขข้อสงสัยเรื่องความตายในจักรวาลวิทยาของคริสตศาสนา, ชีวิตหลังความตายในคริสต์ศาสนา
แผนภาพจักรวาลวิทยาตามแบบยิว-คริสต์ จะเห็นว่า Sheol อยู่ใต้พื้นแผ่นดินโลก
ภาพ : https://hebrewsisraelitesvsthereds.wordpress.com/

นรกและสวรรค์ในพันธสัญญาใหม่

พระเยซูคริสต์ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้าทรงเผยแสดงแน่ชัดว่า มีชีวิตหลังความตาย มีการลงโทษสำหรับคนบาป และมีรางวัลนิรันดรสำหรับคนดี กระนั้นพระองค์ไม่ได้ตรัสถึงรายละเอียดของนรกและสวรรค์มากมายนัก ทรงกล่าวเพียงว่า นรกนั้นเป็นที่ที่มี “หนอนไม่รู้ตายและไฟไม่รู้ดับ” ส่วนสวรรค์นั้นเป็นเสมือนบ้านของพระบิดา คนดีทุกคนจะได้รับความสุขตลอดนิรันดรที่นั่น 

มีจุดน่าสนใจว่า พระองค์ทรงคืนความยุติธรรมให้กับคนยากจนด้วย ทรงยกตัวอย่างลาซารัส คนขอทานยากไร้ที่เข้าสู่สวรรค์และอยู่ในอ้อมอกของอับราฮัม ส่วนเศรษฐีใจดำนั้นต้องทรมานในนรก มีเหวลึกกั้นกลางระหว่างสองพื้นที่นั้น คงเป็นการเผยแสดงเรื่องนรก-สวรรค์อย่างสั้นๆ จากพระวาจาของพระคริสต์โดยตรง 

ส่วนศัพท์ที่ใช้เรียกนรกในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่นั้น เนื่องจากเป็นหนังสือที่แต่งโดยใช้ภาษากรีก จึงใช้คำกรีกแทนคำฮีบรูบางคำ คือคำว่า Hades และยังใช้คำว่า Tartarus อันเป็นนรกขุมลึกแบบกรีกปะปนเข้ามาอีกด้วย นอกจากนั้นยังใช้คำว่า Gehenna อันเป็นสถานที่ทิ้งขยะของเน่าเสียนอกกำแพงเมือง เป็นที่อาศัยของคนโรคเรื้อนและคนทุพพลภาพที่ถูกทอดทิ้ง จึงเป็นอุปลักษณ์ของนรกอันเป็นสถานที่ที่มนุษย์ผู้มีเสรีภาพในการเลือกทำดีและชั่ว เลือกที่จะดำรงตนออกห่างจากพระเจ้า พวกเขาจึงถูกทอดทิ้งอยู่อย่างโศกเศร้าโดดเดี่ยว นรกในพันธสัญญาใหม่จึงให้ภาพเหมือนสถานที่มืด มีแต่เสียงร้องไห้ และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

ส่วนรายละเอียดของสวรรค์นั้นปรากฏอยู่มากในพระคัมภีร์วิวรณ์ ซึ่งทำนายเรื่องราวในยุคสุดท้าย หน้าตาของสวรรค์เหมือนกับกรุงเยรูซาเล็มสว่างไสว เพราะพระเป็นเจ้าทรงเป็นเสมือนดวงอาทิตย์ภายในเมืองนั้น (หากสนใจรายละเอียดอันมีมากมาย อ่านได้ในพระคัมภีร์หนังสือวิวรณ์ ซึ่งกวีดันเตก็ได้พรรณนาเพิ่มเติมจนภาพลักษณ์ของสวรรค์จากนิยาย Divina Commedia ของเขากลายเป็นที่จดจำกันในยุคกลางลงมา ภาพลักษณ์ของสวรรค์ในโลกตะวันตกจึงมีรายละเอียดมากมายเพิ่มเติมจากวรรณกรรมเล่มนี้) วิวรณ์ยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในโลก ทั้งแผ่นดินไหว สงคราม และโรคระบาด Antichrist หรือผู้ต่อต้านพระคริสต์ และการพิพากษาครั้งสุดท้าย

มีอะไรใน Limbo ไขข้อสงสัยเรื่องความตายในจักรวาลวิทยาของคริสตศาสนา, ชีวิตหลังความตายในคริสต์ศาสนา
โคมไฟ Hezilo chandelier สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 แสดงสัญลักษณ์ของกรุงเยรูซาเล็มใหม่ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า หรือสวรรค์ตามที่บรรยายไว้ในพระคัมภีร์วิวรณ์ โคมไฟนี้ออกแบบให้มีประตูจำลอง 12 ประตู ซึ่งแต่ละประตูเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงอัครสาวก 12 ท่าน 
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Hezilo_chandelier

ก่อนจะไปนรก-สวรรค์ มีการพิพากษา

ชาวคริสต์เชื่อตามพระคัมภีร์ว่ามนุษย์เกิดและตายเพียงครั้งเดียว ดังนั้นจึงไม่มีแนวคิดเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด (ซึ่งก็มีการแทรกแนวคิดอยู่บ้างจากอิทธิพลของกรีก) หลังความตายมนุษย์ทุกคนจะถูกพิพากษาตามความดีและความชั่วของตน แนวคิดเรื่องการพิพากษาปรากฏในศาสนาโบราณจำนวนมาก เช่น ศาสนาในอียิปต์โบราณ 

ส่วนศาสนาคริสต์ พระเยซูทรงตรัสเรื่องนี้อย่างละเอียดโดยพระองค์เอง ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงอย่างไม่คาดฝันเหมือนขโมย (ความตายก็เช่นกัน) ในเวลานั้น พระคริสต์จะประทับนั่งบนบัลลังก์ จะทรงแยกคนดีและคนชั่วออกจากกัน คนดีจะได้รับรางวัลในสวรรค์ ส่วนคนชั่วจะรับการลงทัณฑ์ในนรก 

การพิพากษานั้นแบ่งเป็น 2 ช่วง คือหลังความตายของมนุษย์ทุกคน และวันพิพากษาครั้งสุดท้ายในวันสิ้นโลก (The Last Judgement) ซึ่งไม่มีบาปใดของมนุษย์ที่จะถูกปิดบังเป็นความลับได้อีกต่อไป ทุกสิ่งจะเปิดเผยออกมาทั้งสิ้นทั้งความดีและความชั่ว

มีอะไรใน Limbo ไขข้อสงสัยเรื่องความตายในจักรวาลวิทยาของคริสตศาสนา, ชีวิตหลังความตายในคริสต์ศาสนา
ภาพหน้าบันประตูโบสถ์ Church of St. Foy, Conques, France สร้างในศตวรรษที่ 12 แสดงภาพการพิพากษาครั้งสุดท้าย
ภาพ : www.christianiconography.info/conques/tympanum.html

วันพิพากษาดูจะเป็นวันที่น่ากลัวมากสำหรับผู้คนในยุคกลาง จนเรียกกันว่า ‘วันแห่งพระพิโรธ’ มีคำทำนายเหลวไหลออกมามากมายว่าวันแห่งพระพิโรธนี้จะเกิดขึ้นในปีนั้นปีนี้ โดยเฉพาะปีที่ครบพันปี หรือห้าร้อยปี ชาวบ้านก็แตกตื่นแห่ออกไปจำศีลภาวนาตามป่าเขากันสักที พอเรื่องแผ่ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็กลับเข้าเมืองมากันอีก 

ความตาย สงคราม โรคระบาด ความอดอยาก และอากาศหนาวทารุณในยุคกลาง ดูจะเป็นตัวเร่งปฏิกริยาให้ความเชื่อเรื่องวันพิพากษาดูสมจริงสมจังมากยิ่งขึ้น เรื่องราวของการพิพากษาจึงถูกถ่ายทอดออกมาเป็นคริสตศิลป์จำนวนมาก ภาพพระคริสต์ประทับบนบัลลังก์กลางฟ้า พระพักตร์ดุดัน ด้านข้างมีผู้เป็นทนายแก้ต่างให้มนุษย์ (Deësis-ผู้ภาวนาต่อพระเจ้า) คือพระนางมารีย์พระมารดา และนักบุญจอห์น บัปติสต์ คอยบรรเทาพระพิโรธ บรรดาเทวดาต่างเป่าแตรปลุกผู้ตายขึ้นมาจากหลุมศพเพื่อรับการพิพากษา 

เชื่อกันว่าทุกคนจะกลับคืนชีพในช่วงอายุเท่าๆ กันคือ 33 ปี เท่ากับอายุของพระคริสต์เมื่อทรงสิ้นพระชนม์ จากนั้น อัครเทวดามีคาแอลจะถือตาชั่งคอยชั่งบุญและบาปของมนุษย์ ผู้ชอบธรรมจะถูกแยกไปทางขวาของพระเป็นเจ้า ส่วนคนบาปถูกแยกออกไปทางซ้าย เหมือนสำนวนในพระคัมภีร์ว่า “ทรงแยกแพะออกจากแกะ”

ในยุคกลาง ภาพพระบุตรในฐานะผู้พิพากษาโลกมักประดับไว้บริเวณเหนือประตูกลางทางเข้าโบสถ์ เพื่อตักเตือนสัตบุรุษว่า หากจะเข้าสู่สวรรค์ (แทนด้วยตัวอาคารของโบสถ์) มนุษย์จะต้องรับการชำระพิพากษาเสียก่อน เป็นการเตือนใจให้ระลึกถึงความชั่วที่ตัวเองเคยทำมาก่อนด้วย

ในศาสนาอิสลามเองก็พัฒนาแนวคิดเรื่องของวันพิพากษา (วันกิยามัต) โดยปรากฏเป็น 1 ใน 6 ของหลักศรัทธาของอิสลาม และมีรายละเอียดมากกว่าในศาสนาคริสต์เสียอีก เช่น การชำระความกันระหว่างสัตว์ต่างๆ ที่เคยพิพาทกันในโลก แต่สุดท้ายสัตว์ที่ไม่มีวิญญาณเหล่านั้นก็จะกลับเป็นดินตามเดิม

มีอะไรใน Limbo ไขข้อสงสัยเรื่องความตายในจักรวาลวิทยาของคริสตศาสนา, ชีวิตหลังความตายในคริสต์ศาสนา
พระคริสต์กำลังพิพากษาโลก มีอัครเทวดามีคาแอลกำลังถือตาชั่ง บรรดาเทวดากำลังเป่าแตรปลุกผู้ตายขึ้นจากหลุมศพ พระคริสต์ประทับเหนือรุ้งที่วนเหนือลูกโลก อันเป็นสัญลักษณ์ของพระเมตตาที่พระเจ้าประทานให้โนอาห์หลังน้ำท่วมโลก (หมายถึงหลังความยุติธรรม พระเจ้าจะสำแดงพระเมตตาเสมอ) ด้านขวาของพระองค์มีดอกลิลลี่ปรากฏ หมายถึงคำอวยพรผู้ชอบธรรม ซึ่งแสดงด้วยการหงายพระหัตถ์ขึ้น และด้านซ้ายปรากฏดาบ หมายถึงคำสาปแช่ง ซึ่งเน้นย้ำด้วยการคว่ำพระหัตถ์ลง จากแผ่นไม้ประดับพระแท่น Beaune Altarpiece โดยศิลปิน Rogier van der Weyden วาดในช่วง ค.ศ. 1445 – 1450
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Beaune_Altarpiece
มีอะไรใน Limbo ไขข้อสงสัยเรื่องความตายในจักรวาลวิทยาของคริสตศาสนา, ชีวิตหลังความตายในคริสต์ศาสนา
มีอะไรใน Limbo ไขข้อสงสัยเรื่องความตายในจักรวาลวิทยาของคริสตศาสนา, ชีวิตหลังความตายในคริสต์ศาสนา
ภาพเหตุการณ์การพิพากษาครั้งสุดท้าย จำลองจากภาพของมีเกลันเจโลในวิหารน้อยซีสทีน อยู่ที่โบสถ์พระวิสุทธิวงศ์ ลำไทร ปทุมธานี

Limbo แดนผู้ตายในตำนาน : การรอคอยในแดนมรณา

ชาวคริสต์ในยุคโบราณพัฒนาความเชื่อต่อไปว่า ก่อนพระเยซูคริสต์จะถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปให้มนุษย์ ไม่มีใครได้ไปสวรรค์เลยตั้งแต่ยุคของอาดัมและเอวา ทั้งสองทำผิดพระบัญชาของพระเจ้าโดยการกินผลไม้ต้องห้าม มนุษย์ทั้งปวงจึงถูกสาปให้ตายและถูกกักขังไว้ใน ‘แดนมรณา’ หรือ ‘ลิมโบ’ โดยบรรดาซาตานและพรรคพวก
ส่วนในสวรรค์นั้นว่างเปล่า มีคนเพียง 2 – 3 คนเท่านั้น ในพระคัมภีร์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าพระเจ้าทรงรับเขาขึ้นสวรรค์โดยตรง เช่น ประกาศกเอลียาห์ซึ่งพระเจ้ารับเขาขึ้นสวรรค์โดยรถม้าเพลิง และไม่มีใครได้เห็นเขาอีกเลย และเอโนค ผู้ที่พระคัมภีร์กล่าวไว้สั้นๆ ว่า “เขาเดินไปพร้อมกับพระเจ้า”

การสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ เท่ากับเป็นการเปิดทางเข้าสู่สวรรค์ของบรรดาผู้ที่ตายไปตั้งแต่สมัยปฐมกาล ในยุคกลางเชื่อกันว่าหลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ไปเป็นเวลา 3 วัน พระองค์เสด็จลงไปยังดินแดนมรณา-ที่อยู่ของบรรดาปีศาจ เจ้าแห่งโลกนี้ (Prince of The World) ซาตานและสมุนพยายามป้องกันประตูเหล็กไม่ให้พระองค์เสด็จเข้าไป แต่พระคริสต์ทรงใช้ไม้กางเขนตีไปที่ประตูจนโซ่ตรวนนั้นหักลง ทรงฉุดบรรดาผู้ตายตั้งแต่ยุคแรก คืออดัมกับเอวาขึ้นจากแดนมรณา และเหล่าผู้ชอบธรรมอย่างอับราฮัม กษัตริย์ดาวิด บรรดาประกาศ และพาไปสู่สวรรค์ 

ความเชื่อนี้ปัจจุบันไม่ได้รับการกล่าวถึงนัก แต่ก็ปรากฏเป็นภาพคริสต์ศิลป์ที่ชวนตื่นเต้นหวือหวามาก โดยเฉพาะตอนพระคริสต์ทรงทำลายประตูนรก ส่วนบางความเชื่อกลับแตกต่างออกไป คือบรรดาผู้ชอบธรรมในยุคพันธสัญญาเดิม อาศัยอยู่ในลิมโบอย่างผาสุก รอคอยการเสด็จมาของพระคริสต์อย่างสงบ

มีอะไรใน Limbo ไขข้อสงสัยเรื่องความตายในจักรวาลวิทยาของคริสตศาสนา, ชีวิตหลังความตายในคริสต์ศาสนา
ภาพไอค่อน พระคริสต์เสด็จลงไปรับวิญญาณของผู้ชอบธรรมในแดนมรณา ในภาพจะเห็นว่าทรงทำลายกลอนประตูนรกและเหยียบไว้ใต้ฝ่าพระบาท ทรงฉุดอดัมและเอวา มนุษย์คู่แรกขึ้นจากแดนผู้ตาย ล้อมรอบด้วยบรรดากษัตริย์ ประกาศกและผู้ชอบธรรมจากยุคโบราณ
ภาพ : upload.wikimedia.org

นอกจากนี้ยังมีเกร็ดปลีกย่อยเป็นตำนานในยุคกลางออกไปอีกว่า ในขณะที่พระคริสต์ทรงถูกตรึงกางเขนพร้อมโจรสองคน โจรคนหนึ่งได้ขออภัยบาปต่อพระองค์ด้วยใจสำนึกจริงๆ พระองค์จึงทรงสัญญาว่าเขาจะได้ไปสวรรค์ในวันนี้ เมื่อเขาตายลงเพราะความทรมาน ก็พบว่าตัวเองแบกไม้กางเขนอยู่ เขาจึงแสดงไม้กางเขนนี้ให้เทวดาเฝ้าประตูเห็นว่าเป็นสัญลักษณ์ที่พระคริสต์ทรงสัญญาว่าจะให้เขาเข้าสวรรค์ แต่เทวดาบอกให้เขารออยู่ก่อน จนกระทั่งพระคริสต์นำบรรดาวิญญาณในยุคโบราณขึ้นจากแดนมรณาแล้ว จึงจะได้เข้าไปพร้อมๆ กัน

ลิมโบยังมีอีกความหมายหนึ่ง คือเป็นดินแดนของผู้ตายที่ค่อนข้างคลุมเครือ บางตำนานก็ว่าเป็นแดนของคนที่ตายโดยไม่ได้รับศีลล้างบาป อย่างบรรดาเด็กๆ ที่ตายโดยไร้เดียงสา ไม่ได้ทำบาป แต่ก็ไม่ทันได้รับศีลล้างบาป รวมทั้งคนชอบธรรมที่ไม่ได้ทำบาปหนัก แต่ตายโดยไม่รู้จักพระเจ้า พวกเขายังคงติดอยู่ในแดนลิมโบของผู้ไร้เดียงสา (limbus Infantum) และมีชีวิตอย่างมีความสุข จนกว่าจะถึงวันพิพากษาจึงจะได้ไปสวรรค์ 

ดังนั้นพิธีล้างบาปจึงเป็นพิธีกรรมสำคัญมากต่อความเชื่อของผู้คนในยุคกลาง มนุษย์จะรอดไปสวรรค์หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการชำระบาปกำเนิดด้วยพิธีบัปติศมานี้ และเป็นแรงขับดันสำคัญที่ทำให้พระศาสนจักรส่งบรรดามิชชันนารีไปยังดินแดนที่พระคริสต์ยังไม่เป็นที่รู้จัก เพื่อโปรดศีลล้างบาปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อประโยชน์ของวิญญาณเหล่านั้นหลังความตายนั่นเอง ความเชื่อเรื่องลิมโบเช่นนี้ไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากพระศาสนจักรปัจจุบัน

ไฟชำระ Purgatory สถานที่ที่คนบาปรอคอยพระเป็นเจ้า

ในศาสนาคริสต์บางนิกาย โดยเฉพาะคาทอลิก มีความเชื่อที่ไม่เหมือนนิกายอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องดินแดนแห่งการชำระ หรือเรียกว่าไฟชำระ เรื่องนี้เกิดจากการตีความพระคัมภีร์ว่า

“ท่านจะไม่ได้รับการปล่อยตัวออกมาจนกว่าจะได้ชำระทุกบาททุกสตางค์” (ลูกา 12 : 59) 

มนุษย์บางส่วนที่ทำบาปแต่ไม่มีโทษหนักถึงนรก เพราะมีจิตใจรักและศรัทธาในพระเป็นเจ้ามาโดยตลอด และตายลงโดยยังรักษาความสัมพันธ์ของเขากับพระเป็นเจ้าไว้ได้ เขาจะต้องชำระมลทินให้หมดไปในไฟชำระ ซึ่งระยะเวลารับโทษก็แล้วแต่ความผิดบาปที่ได้กระทำ เหมือนการชดใช้หนี้ให้หมดก่อนได้เดินทางไปยังสวรรค์ พวกเขาจะแตกต่างจากชาวนรก คือยังมีความหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้เห็นพระพักตร์พระเจ้า แต่เพราะมลทินในบาปที่ติดตัวมา พวกเขาจะเข้าไปพบพระองค์ทั้งที่ยังไม่พร้อมไม่ได้ 

อย่างไรก็ดี คริสต์ศาสนาหลายนิกายปฏิเสธแนวคิดนี้เพราะไม่ได้เขียนไว้โดยตรงในพระคัมภีร์ และมักถูกโจมตีว่า การประกอบพิธีมิสซาอุทิศให้ผู้ตาย เป็นประเพณีที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อหาเงินของบรรดาบาทหลวงในยุคกลาง แต่เมื่อพิจารณาประวัติศาสตร์แล้ว ชาวคริสต์เองก็มีธรรมเนียมการสวดภาวนาเพื่อผู้ตายมาตั้งแต่ยุคต้นๆ ในศตวรรษที่ 2 – 3 พวกเขาเชื่อว่าคำภาวนาจะช่วยปลดปล่อยวิญญาณเหล่านั้นไปสู่สวรรค์ได้

มีอะไรใน Limbo ไขข้อสงสัยเรื่องความตายในจักรวาลวิทยาของคริสตศาสนา, ชีวิตหลังความตายในคริสต์ศาสนา
ภาพกระจกสีแสดงวิญญาณในไฟชำระ บางส่วนถูกเทวดาพาขึ้นไปยังสวรรค์ หลังจากรับโทษจนหมดมลทินแล้ว
ภาพ : upload.wikimedia.org/wikipedia/

ส่งท้าย

ศาสนาต่างๆ พยายามตอบคำถามความอยากใคร่รู้ว่ามีอะไรอยู่หลังความตายของมนุษย์ คริสตศาสนาเองก็ตอบคำถามเหล่านี้เอาไว้ 2,000 ปีแล้วตามจักรวาลวิทยาที่มีรากฐานของศาสนายิว และพัฒนาขึ้นตามคำสอนของพระเยซูคริสต์ 

อย่างไรก็ตาม มนุษย์ไม่จำเป็นต้องรอคอยสวรรค์ในโลกหน้าหลังความตาย พระคริสต์ทรงสอนให้เราภาวนาว่า “ขอให้พระอาณาจักรของพระบิดามาตั้งในโลกนี้” คือทรงประสงค์ให้มนุษย์สร้างอาณาจักรของพระเจ้าบนโลก ผ่านทางความรักซึ่งกันและกัน ไม่ใช่รอคอยวันพิพากษาด้วยความหวาดกลัว เพราะสิ่งที่เราเริ่มทำในโลกนี้โดยการสร้างสันติภาพและความเมตตากรุณาต่อกันและกัน ก็เท่ากับการสร้างสวรรค์ขึ้นมาบนโลกแล้ว

Writer & Photographer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

ย้อนกลับไปฤดูร้อน ค.ศ. 2020 ผมได้มีโอกาสฝึกงานกับ Monuments and Architectural Maintenance Division ของมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งเมืองเลอเวินที่ประเทศเบลเยียม งานที่ผมได้รับคือให้ทำหน้าที่ประเมินสภาพกำแพงรอบหมู่บ้านมรดกโลกซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเลอเวิน ตอนได้รับโปรเจกต์มาก็รู้สึกตื่นเต้น ว่าจะได้มีโอกาสประเมินสภาพกำแพงหมู่บ้านเก่าอายุหลายร้อยปีต้องสนุกมากแน่ๆ เลย แต่พอเจองานจริงๆ เข้าไปก็ทึ่งไปสักพักว่ากำแพงรอบหมู่บ้านมันใหญ่และยาวมาก ทำไปกี่ชาติกว่าจะเสร็จ และสภาพก็ค่อนข้างยับเยินแตกต่างจากตัวอาคารภายในหมู่บ้าน

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
รูปตัวอย่างกำแพงโซน 1 ของหมู่บ้าน

ต้องเล่าก่อนว่าการประเมินสภาพกำแพงนี้เป็นการทำงานต่อจากการประเมินภาพครั้งล่าสุดเมื่อ ค.ศ. 2008 ซึ่งได้ทำแบบรังวัดไว้ก่อนหน้าแล้ว หน้าที่ของผมคือสร้างภาพออร์โทโฟโต (Orthophoto) ผ่านเทคนิคที่เรียกว่าโฟโต้แกรมเมทรี (Photogrammetry) เพื่อประกอบกับรังวัดเดิม และอัปเดตข้อมูลสภาพในปัจจุบัน

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
ตัวอย่างแบบสำรวจสภาพ

อย่างไรก็ตาม โปรเจกต์จากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเสร็จใน 3 เดือน ตอนนี้ก็ลากยาวมาจะหนึ่งปีเข้าไปแล้ว แถมเพิ่มขึ้นมาคือกลายเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ของผม เด็กไทยตาดำๆ ต้องมานั่งทำวิทยานิพนธ์หมู่บ้านเก่าแก่ที่ก่อตั้งใน ค.ศ. 1232 และเอกสารส่วนใหญ่เป็นภาษาฝรั่งเศสกับภาษาดัตช์

เอาเป็นว่าเพื่อไม่ให้ยืดเยื้อ ส่วนหนึ่งของงานวิจัยของผมคือ การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของกำแพงนี้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยหากเล่าไม่เข้าใจว่าหมู่บ้านนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ดังนั้น ผมจึงขอถือโอกาสเริ่มอธิบายต่อจากนี้ไปครับ

Beguinages หมู่บ้านสำหรับผู้หญิง

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม

ในอดีตราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 บริเวณพื้นที่ยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือหรือปัจจุบัน คือประเทศเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ เริ่มมีการรวมกลุ่มของผู้หญิงที่มีใจศรัทธาในพระเจ้าและตั้งหมู่บ้านขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งผู้หญิงเหล่านี้อาจไม่ได้แต่งงาน หรือเป็นแม่หม้ายที่เลือกอุทิศชีวิตเพื่อพระเจ้า หมู่บ้านเหล่านี้มีลักษณะเป็นเหมือนอารามที่มีโบสถ์อยู่ใจกลางหมู่บ้าน รายล้อมไปด้วยอาคารขนาดเล็กซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้หญิง และมีรั้วรอบรอบบ่งบอกอาณาบริเวณชัดเจน หมู่บ้านแบบนี้กระจายตัวอยู่มากมายในเขตพื้นที่ที่เรียกว่า Flanders ในประเทศเบลเยียม 

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
บรรยากาศ ‘เบกีนาจ’ ในอดีต
ภาพ : The Archives of Ghent University

Beguines ผู้หญิงศักดิ์สิทธิ์

คำถามนี้ด้วยเวลาที่ล่วงมาหลายศตวรรษ ก็ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ แหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือได้บอกว่าความหมายของคำว่า Beguine (Latin : Beguina) อาจมาจากภาษาเก่าของแซกซัน (Old Saxon) คือคำว่า Beggen หรือแปลว่า To Beg การวอนขอ หรือ To Pray การภาวนา อย่างไรก็ตาม สมมติฐานนี้ไม่ได้มีการยอมรับอย่างแพร่หลาย รวมไปถึงสมมติฐานที่บอกว่าคำว่า Beguine ที่อาจเพี้ยนมาจากคำว่า Beige ในภาษาฝรั่งเศสโบราณ ซึ่งเป็นสีชุดที่กลุ่มผู้หญิงเหล่านี้สวมใส่

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ถูกเรียกว่า Beguine ครั้งแรก จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 ในเมือง Liège ซึ่งได้อธิบายว่า พวกเขาคือผู้หญิงศักดิ์สิทธิ์ Holy Women (Latin : Mulieres Sanctae, Mulieres Religiosae) ต่อมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 13 กลุ่มเหล่านี้ได้แพร่หลายออกไปในอาณาเขต ซึ่งปัจจุบันคือประเทศเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และภาคเหนือของประเทศฝรั่งเศส 

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
Beguine of Ghent ราว ค.ศ. 1840
ภาพ : en.wikipedia.org

การเคลื่อนไหวของ ‘เบอแกน’ เริ่มต้นจากผู้หญิงชั้นสูง และค่อยๆ กระจายลงมายังชนชั้นกลาง โดยมุ่งเน้นที่การอุทิศตนเพื่อพระเจ้าและการภาวนา ช่วยเหลือคนยากจนและปัญหาของเศรษฐกิจสังคมในสมัยนั้น ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้รับการยอมรับในเขตเมือง

ในอดีตเบอแกนอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ซึ่งเรียกว่า ‘เบกีนาจ’ โดยไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากสันตสำนักที่กรุงโรม ดังนั้น จึงเป็นเพียงกลุ่มของผู้หญิงผู้มีความเชื่อที่อยู่ร่วมกันและปฏิบัติศาสนกิจร่วมกัน นอกจากนั้นการอยู่อาศัยในรูปแบบชุมชนปิดยังสะท้อนถึงการพึ่งพาตนเอง ลักษณะพิเศษของชุมชนเหล่านี้ถูกเรียกว่า ‘เมืองในเมือง’ (Towns in Towns) อ่านมาถึงตรงนี้ ห้ามเชื่อมโยงกับเขตทาวน์อินทาวน์ที่ลาดพร้าวนะครับ ถึงเป็นย่านเมืองในเมืองเหมือนกัน แต่ไม่ได้มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด 

มาที่สาระกันต่อ พวกเขาได้พัฒนางานหัตกรรม Lace Making หรือการถักลายลูกไม้ ซึ่งกลายเป็นของฝากเลื่องชื่อของประเทศเบลเยียมในปัจจุบัน 

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
บรรยากาศเบอแกน ขณะทำงานหัตถกรรมลูกไม้ (Lace Making)
ภาพ : adore.ugent.be
Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
เบอแกนขณะสวดภาวนาภายในโบสถ์นักบุญยอห์นบัปติสต์ในเมืองเลอเวิน
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

การขึ้นทะเบียนมรดกโลก

เบกีนาจเริ่มต้นราวคริสตศตวรรษที่ 13 และอยู่เรื่อยมาจนถึงยุครุ่งเรืองในราวคริสตศตวรรษที่ 16 และ 17 ดังนั้น รูปแบบสถาปัตยกรรมของเบกีนาจส่วนใหญ่จึงเป็นรูปแบบผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมกอธิก เรอเนซองส์ และบาโรก ซึ่งส่วนใหญ่สะท้อนผ่านสถาปัตยกรรมโบสถ์ที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ภายนอกมักสร้างรูปแบบสถาปัตยกรรมกอธิก แต่ภายในมักจะประดับประดาด้วยงานสถาปัตยกรรมภายในรูปแบบบาโรก ซึ่งเติมแต่งในยุครุ่งเรืองช่วงคริสตศตวรรษที่ 16 และ 17 

จากการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในประเทศแถบนี้ จากปัญหาทางการเมืองตามที่เราเคยได้ยินเรื่องปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามโลก ทำให้เบกีนาจเกือบทั้งยุโรปหายไป เหลืออยู่เพียงภายในประเทศเบลเยียมเท่านั้น เบกีนาจเหล่านี้ยังคงสภาพดั้งเดิม ด้วยเหตุนี้ เองชาวเบลเยียมจึงได้เขียนคุณค่าและความสำคัญของเบกีนาจรายงานต่อยูเนสโก จนได้รับการยอมรับเป็นมรดกโลก (Serial Nominations) ในปีคริสตศักราช 1998 

การได้รับการยอมรับเป็นมรดกโลกนั้นมักคำนึงถึงปัจจัยหลัก 4 ประการ คือ คุณค่าโดดเด่นสากล บูรณภาพ ความแท้ และแผนการจัดการมรดกวัฒนธรรม ต่อจากนี้ไปอาจมีสาระนิดหน่อยนะครับ เพราะอยากให้เข้าใจว่าจริงๆ การได้เป็นมรดกโลกนั้นเริ่มกันยังไง และต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

ปกติแล้ว UNESCO มีเกณฑ์ 10 ข้อ ซึ่งหากตัวมรดกวัฒนธรรมนั้นมีคุณค่าเพียงข้อเดียว ก็ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกได้ อย่างเมืองมรดกโลกกรุงศรีอยุธยาของเราผ่านเกณฑ์คุณค่าเพียงแค่ข้อเดียว ก็ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกแล้ว

แต่ที่เบกีนาจ มีคุณค่าโดดเด่นสากล (Outstanding Universal Value) ถึง 3 ประการ คือ 

  1. ลักษณะทางกายภาพของเบกีนาจโดดเด่น จากการตั้งถิ่นฐานที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมทางศาสนาและแบบแผนที่เรียกว่า the Flemish Cultural Region
  2. เบกีนาจเป็นหลักฐานอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของวัฒนธรรมแบบแผน ของกลุ่มผู้หญิงที่มีความเชื่อในยุคกลางบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป (คุณค่าข้อนี้เป็นข้อเดียวกันกับอยุธยา ซึ่งถือว่าแสดงการพัฒนาและความโดดเด่นของศิลปะชาติไทย)
  3. รูปแบบสถาปัตยกรรมเบกีนาจโดดเด่น ผสมผสานระหว่างลักษณะสถาปัตยกรรมทางศาสนาในยุคกลาง ที่สะท้อนคุณค่าของรูปแบบชีวิตทางศาสนาและสภาพทั่วไปของชุมชนในสังคมนั้น

เมื่อเราพูดถึงบูรณภาพ (Integrity) อาจเป็นคำที่หลายคนเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก อธิบายง่ายๆ ก็คือความครบถ้วนบริบูรณ์ ในความหมายของ UNESCO ลักษณะชุมชนปิดของเบกีนาจ ทำให้รักษาความสมบูรณ์ของชุมชนที่ตั้งอยู่ในเมืองได้อย่างดี นัยหนึ่งคือตัดขาดออกจากเมือง และอีกนัยหนึ่งคือแสดงออกและรักษาอัตลักษณ์ที่ชัดเจนของสภาพดั้งเดิมไว้ได้อย่างดีภายในกำแพงและประตูรั้วล้อมรอบหมู่บ้านนั่นเอง หากเราเปรียบเทียบกับอยุธยา บูรณภาพของอยุธยาคือการที่เจดีย์เก่าต่างๆ ได้รับการรักษาให้อยู่ในสภาพดี และตำแหน่งคูคลองถนนโบราณยังคงแสดงออกถึงความครบถ้วนบริบูรณ์ดั้งเดิม ดังนั้นอยุธยาจึงมีบูรณภาพเป็นที่ยอมรับนั่นเอง

ความแท้ (Authenticity) คำศัพท์นี้ถือเป็นระดับสูงสุด เพราะเป็นของที่อธิบายยากสักหน่อย ขออธิบายง่ายๆ ว่า เราทุกคนเกิดมามีใบหน้าของเราที่ธรรมชาติให้มา ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม ซึ่งหากเราไม่ทำอะไรกับใบหน้านี้เลย เมื่อเวลาผ่านไปจนเราอายุมาก ใบหน้าก็อาจเกิดริ้วรอย กลากเกลื้อน และอื่นๆ 

สิ่งนี้เองเป็นเครื่องสะท้อนว่า ใบหน้าเราผ่านกาลเวลามานาน มีความแท้หนึ่งเดียวที่เป็นใบหน้าเรา ซึ่งหากเราไปทำศัลยกรรม เสริมดั้ง ตาสองชั้น หรือฉีดฟิลเลอร์เข้าไป (สิ่งนี้อาจเปรียบได้ในเชิงอนุรักษ์คือ Repair, Re-habilitation, Reconstruction หรือ Restoration) ถ้าคนยังพอจำได้ว่าเป็นใบหน้าเราอยู่ ก็เท่ากับว่าเรายังมีความเป็นของแท้ แต่วัสดุหน้าเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง ซึ่งถือว่ามีหนึ่งเดียว ไม่เหมือนใคร แต่ความแท้มากน้อยแค่ไหนนั้น ก็วิพากษ์วิจารณ์กันได้ต่อไป

สำหรับมรดกวัฒนธรรมอย่างเบกีนาจ ความแท้ค่อนข้างชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย กล่าวคือ ถึงกลุ่มเบอแกนจะหมดไปจากเบลเยียมแล้ว แต่ที่ตั้ง (Setting) ของหมู่บ้านเหล่านี้เองถูกรักษาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ซึ่งเป็นความแท้ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ของชุมชน ความสงบ และพื้นที่ที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชุมชนและพื้นที่ปิดล้อม นอกจากนั้นสภาพแวดล้อมแบบยูโธเปีย (Eutopian Setting) ยังคงแสดงออกผ่านรูปแบบสถาปัตยกรรมของชุมชนให้สัมผัสได้ในปัจจุบัน

ท้ายสุด การได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจะต้องมีแผนการจัดการเพื่อรักษา คุณค่า บูรณภาพ และความแท้ให้คงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งแผนการจัดการนี้จะต้องถูกเขียนขึ้นอย่างบูรณาการจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อเป็นการยืนยันว่าจะรักษาสภาพที่ดีของมรดกโลกเหล่านี้ต่อไปได้ หากวันใดวันหนึ่งคุณค่า ความแท้ หรือบูรณภาพ ถูกลดทอนไป ก็อาจถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกที่ถูกคุกคาม และอาจถูกเพิกถอนการประกาศได้ในที่สุด ดังนั้น การดูแลรักษาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ต้องกระทำอย่างต่อเนื่องและประเมินตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

Great Beguinage Leuven (Groot Begijnhof Leuven)

เนื่องจากงานวิจัยของผมนั้นมุ่งศึกษากำแพงของเบกีนาจที่เมืองเลอเวิน ดังนั้นผมจึงได้มีโอกาสค้นคว้าข้อมูลในหอจดหมายเหตุของเมืองและของมหาวิทยาลัย เพื่อประกอบการเขียนเล่มวิทยานิพนธ์ของผมเป็นส่วนใหญ่ ผมจึงอยากแบ่งปันข้อมูลส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์คร่าวๆ เพื่อให้เข้าใจสภาพว่าหมู่บ้านเบกีนาจที่เลอเวินนั้นเกิดขึ้นและพัฒนาอย่างไรจนถึงทุกวันนี้

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
แผนที่เมืองเลอเวินปีคริสตศักราช 1363
ภาพ 1363 PRENT, zonder datum, Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

เบกีนาจในเมืองเลอเวินก่อตั้งขึ้นประมาณปีคริสตศักราช 1232 ซึ่งก่อตั้งขึ้นนอกกำแพงเมือง 

ในยุคแรกเริ่ม เห็นได้จากแผนที่เก่าของเมืองเลอเวินในราวปีคริสตศักราช 1363 ที่ระบุตำแหน่งของโบสถ์นักบุญยอห์นบัปติสต์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำแดเลอ (Dijle) อย่างไรก็ตาม ตอนผมทราบว่าเขามีแผนที่ย้อนกลับไปถึงเมื่อเกือบ 800 ปีที่แล้วก็แอบตกใจนะครับ ที่ไทยเองเวลาค้นเจอแผนที่ร้อยกว่าปีก็รู้สึกมีคุณค่ามากมายแล้ว

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
ภาพขยายแผนที่เมืองเลอเวินปีคริสตศักราช 1363
ภาพ 1363 PRENT, zonder datum, Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

นอกเหนือไปกว่านั้น แผนที่ยังถูกเขียนเป็นภาพสามมิติไอโซเมตริก ซึ่งแสดงองค์ประกอบสำคัญของเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว เราจะเห็นว่าอาคารโบสถ์ส่วนใหญ่สร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมกอธิกซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น แต่นอกจากตัวโบสถ์แล้วไม่ได้ระบุตำแหน่งอาคารโดยรอบของหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทางด้านประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่า หมู่บ้านเริ่มก่อตั้งในปีคริสตศักราช 1305 โดยเป็นอาคารโครงสร้างไม้ประกอบกับดิน ซึ่งเราพอจะเห็นความชัดเจนของหมู่บ้านมากขึ้นจากแผนที่ที่เขียนขึ้นราว 200 ปีให้หลัง ซึ่งให้รายละเอียดของหมู่บ้านเบกีนาจเลอเวินไว้อย่างดี 

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
แผนที่เก่าราวคริสตศตวรรรษที่ 16 แสดงอาณาบริเวณ ‘เบกีนาจเลอเวิน’
ภาพ : the 16th isometric illustration of Groot Begijnhof Leuven by Croÿ

จากแผนที่ เราจะเห็นว่าตัวอาคารโบสถ์ซึ่งสร้างในคริสตศตวรรษที่ 13 รายล้อมด้วยอาคารบ้านเรือนขนาดเล็ก และล้อมรอบด้วยกำแพง ซึ่งภายในกำแพงนี้เองเป็นพื้นที่ที่เหล่าเบอแกนใช้ชีวิตอยู่ 

ซึ่งเมื่อเรามาดูแผนที่เกือบ 400 ปีที่แล้วกันต่อ เราจะเห็นพื้นที่สีเขียวที่ขยายต่อไปด้านทิศใต้ ซึ่งเหล่าผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่า อาจเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่เบอแกนใช้เพาะปลูกเพื่อเลี้ยงดูหมู่บ้าน 

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ภาพวาดทิวทัศน์เมืองเลอวเวินแสดงบรรยากาศของเมืองโดยเราสามารถเห็นหอระฆังของเบกีนาจ (Beguinage) และ ซินควินเทอน (Sint-Quinten) ซึ่งตั้งอยู่กลางภาพ 
ภาพ : Stadsgezicht van Leuven by Antoon Van Den Wijngaerde, [1557-1559] – Oxford, Ashmolean Museum, University of Oxford

เมื่อถึงยุครุ่งเรืองในคริสตศตวรรษที่ 17 อาคารแทบทั้งหมดถูกทดแทนด้วยอาคารก่ออิฐรูปแบบเฟลมมิชเรอเนซองส์ เราอาจเห็นความหนาแน่นของหมู่บ้านได้จากแผนที่ของบราว (Blaeu, 1649) อย่างไรก็ตาม รายละเอียดก็ไม่ได้แสดงอย่างชัดเจนเหมือนแผนที่ในยุคก่อนหน้า เพราะนักประวัติศาสตร์ในยุคต่อมาได้เล่าว่า การเข้าไปในพื้นที่หลังกำแพงนั้นก่อน ค.ศ.​ 1800 เป็นสิ่งที่ยากมาก ข้อมูลจึงอาจไม่ระเอียดดังแผนที่ยุคก่อนหน้า ซึ่งผู้เขียนแผนที่อาจถูกเชื้อเชิญให้เข้าไปวาดเป็นพิเศษ

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
Map of Leuven by BLAEU, 1649
ภาพ : Bibliotheek Campus Arenberg, KU Leuven

นอกจากแผนที่แล้ว ช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 18 เริ่มมีบันทึกต่างๆ ระบุว่ามีผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านกว่า 300 คน แต่นั่นก็เป็นช่วงที่หนาแน่นที่สุดก่อนเข้าสู่การปฏิวัติฝรั่งเศสในเวลาต่อมา ซึ่งทำให้สิทธิการครอบครองที่ดินเปลี่ยนจากการปกครองตนเองของเบกีนาจ เป็นครอบครองโดยรัฐ Commissie van Openbare Onderstand (Public Welfare Commission) ซึ่งเจ้าของใหม่ก็ใจดียินยอมให้เบอแกนอาศัยอยู่ในที่ดิน และดำเนินกิจวัตรประจำวันต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม จำนวนของผู้อยู่อาศัยลดลงอย่างต่อเนื่อง และส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็กกำพร้า บ้านเรือนถูกปล่อยเช่าในราคาที่ถูก นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในยุคดังกล่าวว่า ‘เป็นชุมชนที่มีสถาพถดถอยของหญิงชรา’ 

จุดเปลี่ยน

ฟังไปก็ดูหน้าเศร้านะครับสำหรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และโดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความถดถอย เมื่อผมค้นคว้าเอกสารในหอจดหมายเหตุของมหาวิทยาลัยและของเมืองเลอเวิน ภาพถ่ายต่างๆ ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 20 ยิ่งสะท้อนสภาพของชุมชน และเบอแกนกลุ่มสุดท้ายที่ภาพถ่ายบันทึกวิถีชีวิตของพวกเขาไว้ได้ ผมจึงขอเลือกสักภาพสองภาพมาแบ่งปันกัน

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
เบอแกนกลุ่มสุดท้ายในเมืองเลอเวิน
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

ผลของการปฏิวัติฝรั่งเศสทำให้ที่ดินตกเป็นของรัฐ ประกอบกับจำนวนที่ลดลงของผู้อยู่อาศัย สภาพการจัดการของเบกีนาจก็เสื่อมโทรมลงจนในที่สุดรัฐต้องประกาศประกาศขายหมู่บ้าน ซึ่งไม่ใช่แค่ประกาศขายอย่างเดียว แต่เป็นการประกาศขายที่ระบุว่า ผู้ซื้อต้องซ่อมหมู่บ้านให้อยู่ในสภาพดีด้วย

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศภายในบ้านพักของเบอแกน
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

ในช่วงเวลานั้นคนสนใจก็มีน้อย และใครจะมีเงินมากพอซื้อและซ่อมหมู่บ้านนี้ได้ นอกไปจากมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งเมืองเลอเวิน ผ่านการโน้มน้าวของ ศาสตราจารย์เลมอนด์ เลอแมร์ (Prof. Raymond M. Lemaire) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม และหนึ่งในผู้เขียนกฏบัตรเวนิส (Venice Charter) หมู่บ้านแห่งนี้ก็ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราวปีคริสตศักราช 1962 

จากจุดเริ่มต้นนี้เอง มหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้ศาสตราจารย์เลอแมร์ บูรณะอาคารในหมู่บ้านทั้งหมด เพื่อใช้เป็นที่พักของอาจารย์ และนักศึกษาจากทั่วโลก นับจากเวลานั้นเองการบูรณะครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ตัวอย่างแบบรังวัดอาคารในช่วงการสำรวจอาคารเพื่อการบูรณะ
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

เริ่มต้นจากการสำรวจอาคารทุกหลัง ซึ่งในขณะนั้นมีสภาพเสื่อมโทรมอย่างมากถึงมากที่สุด เนื่องจากอาคารดูต่อเติมดัดแปลงต่อกันหลายศตวรรษ ทำให้การค้นหาความแท้ไม่ใช่เรื่องง่าย และภายนอกอาคารทั้งหมดทาทับด้วยปูนหมักผสมสีขาว (Limewash-layer) ซึ่งเป็นกระบวนการอนุรักษ์อาคารอย่างหนึ่ง เพื่อรักษาสถาพของอิฐและยาแนวของผนังไม่ให้เสื่อมโทรม

ผ่านการบูรณาการกฏบัตรอนุรักษ์สากลอย่างเวนิสชาร์เตอร์ ศาสตราจารย์เลอแมร์ เลือกบูรณะอาคารให้กลับไปอยู่ในสภาพดั้งเดิมในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่ถูกทาทับด้วยปูนหมักผสมสี ดังนั้น การบูรณะครั้งใหญ่เพื่อลอกชั้นปูนหมักผสมสีออกทั้งหมู่บ้านจึงเกิดขึ้น 

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ภาพถ่ายเปรียบเทียบก่อนและระหว่างบูรณะ
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

การเปิดหน้างานบูรณะอาคารนั้นต้องค่อยๆ ทำ เพราะจริงๆ แล้วการลอกเปลือกอาคารออก นัยหนึ่่งคือการทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไปด้วย แต่หากตัดสินใจแล้วก็ต้องเก็บข้อมูลให้มากที่สุด จากภาพเราจะเห็นว่า เมื่อลอกชั้นปูนหมักผสมสีออก ผนังอิฐเปลือยก็เผยโฉมสู่สายตาผู้คนอีกครั้ง ซึ่งเรารู้ได้ว่าอาคารถูกสร้างเป็นอิฐเปลือยแต่แรก ก็จากลักษณะของการเรียงอิฐที่เป็นแบบแผน

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บางครั้งในชั้นประวัติศาสตร์ก่อนหน้าเราอาจเจอหลักฐานที่บ่งบอกเวลาในการก่อสร้าง เช่นภาพนี้ ภายหลังการลอกชั้นปูนหมักผสมสีออกก็ค้นพบหลักฐาน ซึ่งบ่งบอกว่าอาคารถูกสร้างขึ้นในปีคริสตศักราช 1674
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

จากสภาพภายนอกที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีส้มอิฐ สภาพภายในอาคารเองก็ถูกแทนที่ด้วยเฟอร์นิเจอร์และองค์ประกอบสมัยใหม่ เพื่อตอบรับการอยู่อาศัยในปัจจุบัน ดังนั้น แนวคิดในการอนุรักษ์ของกฏบัตรเวนิสที่กล่าวไว้ว่า การใช้ของใหม่ ควรแสดงออกถึงความแตกต่างจากของเดิมอย่างชัดเจน ก็ได้ถูกถ่ายทอดผ่านการปรับปรุงสภาพภายในนี้เอง

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ภาพร่างแนวคิดออกแบบการอยู่อาศํยภายในอาคารเก่าเพื่อการปรับปรุง
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven
นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศห้องพักใต้หลังคาในเบกีนาจ
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

นอกจากนั้น แนวคิดการมองหมู่บ้านเบกีนาจในแบบองค์รวม ถูกนำมาใช้ในการปรับปรุงเพื่อสร้างบูรณภาพของพื้นที่ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งในเวลาต่อมา แนวคิดนี้เองได้แผ่ขยายไปจนถึงการจัดการพื้นที่สีเขียวภายในหมู่บ้าน เพื่อให้การอยู่อาศัยของยุคสมัยใหม่ไม่แออัดเหมือนในอดีต

เบกีนาจวันนี้

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศเบกีนาจเลอเวินในฤดูใบไม้ผลิ
ภาพ : dontthinktoomuch.com

หลังจากการบูรณะเสร็จสิ้นลงราวปีคริสตศักราช 1970 อาจารย์และนักศึกษาก็ทยอยเข้ามาอยู่อาศัยจนถึงทุกวันนี้ ณ ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าการเข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ก็ต้องต่อสู้กับคนเยอะหน่อย เพราะนอกจากราคาค่าเช่าที่ค่อนข้างสูงกว่าอาคารพักอาศัยทั่วไปแล้ว ยังต้องเขียน Motivation letter อธิบายว่าทำไมเบกีนาจถึงควรรับเราเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านนี้ (ก็เพราะเราอยากอยู่ไหม มีตลกร้ายบอกว่าการเข้าอยู่ในเบกีนาจ ยากกว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีก)

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศเบกีนาจเลอเวินในฤดูร้อน
ภาพ : www.uitinleuven.be

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ถูกปรับปรุงเป็นที่พักอาจารย์และนักศึกษา พื้นที่แห่งนี้ก็มีชีวิติชีวาอีก เพราะนอกจากอาคารมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นแล้ว การที่เป็นพื้นที่สีเขียวของเมือง รวมถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักในเมืองเลอเวิน ทำให้โดยปกติมักจะมีกิจกรรมมากมายเกิดขึ้นในหมู่บ้าน และในฤดูร้อน ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุ่งหญ้าสีเขียวที่รายล้อมไปด้วยอาคารโบราณ ช่างอบอุ่นและดึงดูดให้มีผู้คนมานอนอาบแดด ดื่มเบียร์กันตามภาษาชาวเบลเยียมอย่างสุขกายสบายใจ

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว เบกีนาจจะมีคืนแห่งแสงเทียน เทียนนับพันดวงถูกจุดและประดับประดารอบหมู่บ้าน เพื่อให้ผู้คนได้มาเดินชมความงามของหมู่บ้านในยามค่ำคืน และต้อนรับสู่ฤดูหนาวที่ค่ำคืนยาวนานขึ้น
ภาพ : leveninleuven.be
หนึ่งในอาคารเพียงไม่กี่หลังที่ยังใช้ปูนหมักผสมสีฉาบผนังอาคาร เนื่องจากค้นพบว่าเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมก่อนศตวรรษที่ 17 ซึ่งการใช้ปูนหมักประกอบกับโครงสร้างไม้และผนังก่ออิฐ เป็นกรรมวิธีที่ควรอนุรักษ์เนื่องจากเป็นงานช่างของยุคสมัยนั้น
ภาพ : dontthinktoomuch.com

ท้ายที่สุดแล้ว ผมก็ยังนั่งทำวิจัยเรื่องกำแพงเก่าต่อไป เพราะว่าหมู่บ้านทั้งหมดได้รับการบูรณะ แต่กำแพงรอบหมู่บ้านกลับเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้รับการรักษาให้ดีเท่าที่ควร มันยังเป็นพื้นที่สุดท้ายที่ร่องรอยของปูนหมักผสมสียังปรากฏให้เห็นเป็นเครื่องหมายแห่งกาลเวลาที่ไม่ได้ถูกทำลายไป ดังนั้น คำถามที่น่าสนใจมากก็คือ ในพื้นที่ที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์มีสภาพเสื่อมโทรม เราควรจะเสนอแนวทางในการอนุรักษ์ และดูแลรักษาอย่างไร หากมีโอกาส ผมคงได้มีโอกาสแบ่งปันเรื่องกำแพงโบราณอายุกว่า 400 ปีต่อไปครับ 

หากท่านผู้อ่านสนใจอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถเข้าไปในเว็บไซต์ของยูเนสโกได้ครับ

Writer

อภิชาติ กิตติเมธาวีนันท์

โตมากับวัดกาลหว่าร์ หลงใหลในประวัติศาสตร์ คริสตศาสนา และการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load