ระหว่าง ค.ศ. 1600 – 1800 สินค้ากว่า 14 ล้านชิ้นถูก ‘อัด’ ใส่เรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมายังสหรัฐอเมริกา

สินค้าเหล่านั้นคือชาวแอฟริกันผิวดำ 14 ล้านคน ที่ถูกบังคับให้ทิ้งบ้านเกิด อัดรวมกันมาในเรือลำใหญ่ แออัดมากขนาดนอนพลิกตัวไม่ได้ มีคนฆ่ากันเพื่อให้มีที่หายใจ หรือกระโดดลงทะเลเพื่อหนีชีวิตอันโหดร้าย คาดกันว่ามีคนตายหลายล้าน ก่อนล่องเรือมาถึงแผ่นดินสหรัฐอเมริกา และถูกขายเป็นทาส

เหตุการณ์ช่วงนี้คือ The Transatlantic Slave Trade การนำเข้าและซื้อขายทาสที่ดำเนินมายาวนานถึง 2 ศตวรรษ

14 ล้านคนนี้ เป็นชนกลุ่มเดียวที่มาสหรัฐอเมริกาเพราะถูกบังคับ ไม่ได้มาโดยสมัครใจ พวกเขาคือบรรพบุรุษของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน

จะอยู่แอฟริกาหรือสหรัฐฯ จะเป็นเสรีชนหรือทาส แต่ 14 ล้านคนนี้มีสิ่งหนึ่งที่ต้องทำทุกวันคือ กิน

หลายเมนูจากหม้อและกระทะเหล็กหล่อ (Cast Iron) อุปกรณ์สำคัญคู่ครัวแอฟริกันอเมริกันยังคงถูกเสิร์ฟขึ้นโต๊ะในปัจจุบัน หลอมรวมสารพัดวัฒนธรรมบนแผ่นดินอเมริกัน รสอร่อยเป็นเอกลักษณ์ทำให้เป็นที่รู้จักและนิยมในหมู่ชาวอเมริกันทุกสีผิว

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

สถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institution) อันเป็นเป็นสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และพิพิธภัณฑ์ที่มีเครือข่ายใหญ่ที่สุดในโลก เพิ่งเปิดพิพิธภัณฑ์ใหม่ล่าสุดใน ค.ศ. 2016 คือ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน (National Museum of African American History and Culture) มีทั้งสิ้น 7 ชั้น 13 นิทรรศการ พิพิธภัณฑ์นี้ฮิตระเบิดเถิดเทิง เพราะต้องจองบัตรล่วงหน้านาน 3 เดือน และสถิติเวลาที่ใช้เข้าชมคือ 6 ชั่วโมง

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

ดร.โจแอนน์ ฮิปโปลิต (Joanne Hyppolite, Ph.D.) ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว ตอบรับคำเชิญของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ บินตรงจากสหรัฐอเมริกาเพื่อมาบรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันและเทคโนโลยีพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ ทั้งที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่

2 งานในจำนวนนั้นคือ เสวนาหัวข้อ: “รู้ ลิ้ม ชิมรส อาหารไทยและแอฟริกัน อเมริกัน” เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2562 ณ มิวเซียมสยาม และเสวนา “รู้ ลิ้ม ชิมรส อาหารล้านนาและแอฟริกัน อเมริกัน” ที่เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2562 กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฉลองเดือนแห่งประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน (เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี)

ดร.ฮิปโปลิต เกิดที่ประเทศเฮติ เติบโตในนครบอสตัน มลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา กินอาหารแอฟริกันอเมริกันฝีมือแม่และยายมาตั้งแต่เด็ก ดร.ฮิปโปลิตนั่งคุยกับ The Cloud เพื่อตอบคำถามที่ว่า ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคือใคร กินอะไร และเพราะอะไรอาหารทุกคำที่กินจึงทำให้รำลึกถึงบรรพบุรุษ

 

ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของชาวแอฟริกันอเมริกัน

ความจริงแล้วเมื่อพวกสเปนมาถึงสหรัฐอเมริกา ได้บังคับให้ชาวอินเดียนพื้นเมืองทำงานให้ แต่ปรากฏว่าคนเหล่านั้นตายจากการกรำงาน และติดโรคบางอย่างที่ชาวยุโรปนำมา (เช่น ไข้ทรพิษ และโรคหัด) ในช่วง ค.ศ. 1518 – 1585 ประชากรอินเดียนพื้นเมืองลดลงจาก 6.3 ล้าน เหลือเพียง 1.9 ล้านคน

นักล่าอาณานิคมชาวสเปนชื่อ Bartolome de Las Casas จึงกลับไปทูลจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 5 แห่งสเปนว่า เปลี่ยนจากอินเดียนแดงเป็นอีกพวกเถอะ แข็งแรงกว่า ทำงานได้มากกว่า

หวยจึงไปออกที่ชาวแอฟริกันผิวดำ ทำมาหากินอยู่ดีๆ ก็ถูกกวาดต้อนใส่เรือ เดินทางรอนแรมข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาโลกใหม่

ทาสที่รอดชีวิตจากการเดินทางสุดโหดในเรือ มีเพียงส่วนน้อยที่ถูกนำไปภูมิภาคอื่นๆ ของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ถูกนำไปทางใต้ อันเป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีทั้งฝ้าย ยาสูบ อ้อย ข้าว เจ้าของที่ดินต้องพึ่งพาแรงงานทาสแอฟริกันที่ชำนาญเรื่องการปลูกพืช เพราะแต่ละคนตอนอยู่แอฟริกาก็ประกอบอาชีพเป็นชาวนาชาวสวนกันทั้งนั้น

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

ในยุคค้าทาสของสหรัฐอเมริกา การเป็นเจ้าของฟาร์มหมายถึงความร่ำรวย อำนาจทางการเมือง และโอกาสในการเลื่อนลำดับชั้นทางสังคม เจ้าของฟาร์มใหญ่ๆ จึงต้องมีสมบัติต่อไปนี้: ‘ผู้ควบคุมเก่งๆ ทาสที่สุขภาพดี เครื่องไม้เครื่องมือดี และล่อที่แข็งแรง’ (Competent overseer, healthy slaves, good implements and strong mules)

การซื้อขายทาสไม่ต่างอะไรจากการซื้อขายสัตว์ กระทำในรูปการประมูล เจ้าของที่ดินจะมาดู เลือก เสนอราคา และจ่ายเงิน แม่ถูกแยกจากลูก ลุงแยกกับหลาน

ทาสชื่อว่า Olaudah Equiano บันทึกสภาพที่เห็นในทศวรรษ 1780 ไว้ว่า “เราถูกกักตัวไว้สองสามวันก่อนจะถูกขาย ในสถานที่ประมูล พวกทาสถูกนำตัวไปยืนเรียงกัน พอสัญญาณเสียงกลองดังขึ้น พวกผู้ซื้อจะรีบวิ่งเข้ามาทำเครื่องหมายบน ‘สินค้า’ ที่สนใจ ทั้งเสียงและกิริยาอาการของพวกนั้นทำให้เราตกใจกันมาก หลังจากนั้นเขาจะแยกสินค้าที่ซื้อออกจากกันโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น สมาชิกครอบครัวและเพื่อนถูกแยกจากกัน และส่วนใหญ่ไม่ได้พบหน้ากันอีกเลย…”

ไร่ฝ้ายต้องการแรงงานทาสเยอะ เพราะก่อนจะมีการประดิษฐ์เครื่องแยกเมล็ดฝ้ายใน ค.ศ. 1793 การแยกใยฝ้ายกับเมล็ดต้องทำด้วยมือ ใน 1 วันต้องเก็บฝ้ายให้ได้ 200 ปอนด์ (ราว 90 กิโลกรัม) โดยเริ่มเก็บตั้งแต่ฟ้าสว่าง ได้พัก 10 – 15 นาทีเพื่อกินข้าวเที่ยง และไม่ได้รับอนุญาตให้พักเลยจนกว่าฟ้าจะมืดและมองไม่เห็น คืนไหนพระจันทร์เต็มดวงก็ต้องทำงาน นี่คือชีวิตประจำวันของแรงงานทาสไร่ฝ้าย

ค.ศ.1862 ประธานาธิบดีลินคอล์นลงนามในประกาศเลิกทาส (Emancipation Proclamation) อดีตทาสบางส่วนเลือกเดินทางออกจากภาคใต้ของสหรัฐฯ เพื่อไปหาชีวิตที่ดีกว่า แต่จำนวนทาสที่อ่านออกเขียนได้มีเพียงไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ คนส่วนใหญ่จึงไม่มีทางไป ยังคงอยู่ที่เดิมและเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตร ชีวิตความเป็นอยู่ไม่ได้ดีกว่าเดิมมากนัก เพราะกลายเป็นหนี้เจ้าของที่ดิน ซึ่งเป็นคนผิวขาว

อย่างไรก็ตาม เจ้าของที่ดินต่างแข่งขันกันเพื่อให้ได้แรงงานที่มีฝีมือ ทำให้สภาพความเป็นอยู่และการทำงานของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อเทียบกับตอนเป็นทาส ประกอบกับเริ่มได้รับการศึกษา และมีสิทธิ์มีเสียงทางการเมืองมากขึ้น กลายเป็น ‘ชนชั้นกลาง’ มากขึ้น และเริ่มเข้าไปทำงานในสาขาอื่นๆ เช่น ธุรกิจ สุขภาพ และกฎหมาย แต่ยังคงต้องเผชิญการเหยียดเชื้อชาติหลากรูปแบบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

ในวรรณกรรมเรื่องดังของ มาร์ก ทเวน (Mark Twain) อย่าง Adventures of Huckleberry Finn และ Pudd’nhead Wilson ให้ภาพความทุกข์ทรมานของทาสผิวดำ ตั้งแต่อดีต ภาพจำของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันที่นำเสนอในสื่อสาธารณะ มักเป็นคนรับใช้ คนครัว และนักแสดงสร้างความบันเทิง และมักได้รับบทที่แสดงความเกียจคร้าน ไม่เก่ง บทที่ต้องร้องเพลง หรือเล่นตลก

บางทีการเหยียดสีผิวอาจช่วยให้ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันที่บรรพบุรุษมาจากสารพัดประเทศในทวีปแอฟริกา มีความเป็น ‘ปึกแผ่น’ ทางวัฒนธรรม เพราะต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกันคือความเกลียดชังจากคนขาว

พูดง่ายๆ คือ หัวอกเดียวกัน และประวัติศาสตร์แห่งน้ำตาที่มีร่วมกันนี้เองเป็นต้นกำเนิดของอาหารสุดอร่อยแบบแอฟริกันอเมริกัน

 

จากอาหารทาสสู่อาหารเสรีชน

ทาสแอฟริกันทำอะไรกิน และพัฒนากลายเป็นอาหารแอฟริกันอเมริกันในปัจจุบันได้อย่างไร

เมื่อชาวแอฟริกันถูกนำตัวมาถึงภาคใต้ของสหรัฐฯ พวกเขาพบชนอินเดียนพื้นเมืองและชนผิวขาวที่อพยพมาจากอังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส อาหารแอฟริกันอเมริกันจึงได้รับอิทธิพลจากชาติต่างๆ เหล่านี้ ผสมกลมกลืนจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของอาหารแอฟริกันอเมริกัน

ได้เล่าไปแล้วว่า ทาสเหล่านี้ถูกส่งมาทางเรือ แม้สภาพในเรือจะแออัดยัดทะนาน ได้กินอาหารแค่พอประทังชีวิต แต่ก็ยังดีที่นักค้าทาสจัดให้เหล่าทาสกินอาหารพื้นเมือง และปลาคอดตากแห้งดองเค็ม ซึ่งเป็นอาหารที่ชาวแอฟริกันฝั่งตะวันตกคุ้นเคยอยู่แล้ว (คาดว่าเพื่อไม่ให้หมดแรงตายไปเสียก่อน)  

เมื่อทาสเหล่านี้มาถึงสหรัฐฯ และกลายเป็นแรงงานในท้องทุ่ง อาหารประจำวันขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของที่ดินแบ่งวัตถุดิบอะไรมาให้ในวันนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหมูเค็ม ข้าวโพด ข้าว ปลาหมักเค็ม กากน้ำตาล ผักใบเขียว มันหวาน และมักไม่พอกิน

“วัตถุดิบในครัวแอฟริกันอเมริกันหลายอย่าง เช่น ถั่วตาดำ ถั่วลิสง แยม มันหวาน เป็นของที่ชาวแอฟริกันกินอยู่แล้ว แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่ปลูกที่นี่ ชาวแอฟริกันอเมริกันก็นำมาปรับใช้ ปรุงตามแบบของตัวเอง” ดร.ฮิปโปลิตระบุ “วัตถุดิบหลักในครัวแอฟริกันอเมริกันตอนใต้ เช่น ถั่วตาดำ สควอช ข้าวโพด ข้อเท้าหมู ผักใบเขียวต่างๆ ซอสเผ็ด กระเจี๊ยบเขียว ถั่วลิสง และมันหวาน”

เจ้าของที่ดินบางคนอนุญาตให้ทาสปลูกผักสวนครัวไว้กินเองได้ และบางทีก็จับสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างโอพอสซัม กระต่าย แรคคูน กระรอก หรือบางครั้งก็มีหมูป่า มากินเนื้อ เพราะไม่ค่อยได้รับอาหารที่เป็นโปรตีนจากเจ้าของที่ดิน เด็กๆ ก็จะออกจับปลาตามหนองน้ำ

“เป็นเรื่องปกติเลยที่นายทาสจะแบ่งที่เล็กๆ ให้ทาสปลูกอาหารไว้กินเอง จะปลูกอะไรก็ได้ บางทีก็เอาพืชผักที่ปลูกเองนี้ไปขายที่ตลาดเป็นรายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ หรือเอาไว้จุนเจือกันเองในบ้าน เพราะอาหารที่ได้รับจากนายทาสนั้นไม่มากเลย แทบไม่พอกิน” ดร.ฮิปโปลิตกล่าว

ตามวิถีดั้งเดิม ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันใช้ไขมันหมู (Lard) ทำกับข้าว แต่ปัจจุบัน ดร.ฮิปโปลิตบอกว่า ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้น้ำมันพืช น้ำมันข้าวโพด แทน

เนื้อสัตว์ยอดนิยมคือเนื้อหมู แต่สิ่งที่ทาสกิน แน่นอนว่าไม่ใช่สเต๊กหมูชิ้นอวบชุ่มฉ่ำกลมกล่อม

“สิ่งที่กลายเป็นวิถีการครัวของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคือ ได้รับวัตถุดิบอะไรมาก็เอามาทำกินให้ดีที่สุด กินได้นานที่สุด อย่างหมูเนี่ยพวกทาสจะได้ส่วนแย่ที่สุด ส่วนดีที่สุดเป็นของนายทาส แล้วจะทำยังไงให้มีกินไปได้นานที่สุดล่ะ เขาเอาหมูชิ้นเดียวนั่นน่ะมาต้มรวมกับผักเพื่อปรุงรส แล้วแบ่งกันกิน”

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

“เรื่องมีอาหารน้อยนี้สัมพันธ์กับวิธีปรุงด้วย การทำอาหารหม้อเดียวให้กินได้หลายคนและไม่ต้องใช้เครื่องปรุงมากมายนัก ฉันคิดว่าสิ่งนี้แหละคือสัญลักษณ์ของช่วงเวลาที่ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันต้องทำให้ดีที่สุดจากสิ่งที่มี”

การขายอาหารตามถนนในสหรัฐอเมริกายุคศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เป็นหนึ่งในอาชีพยอดนิยมของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน เช่น ขายกุ้งสด ปลาสด ผลไม้สด และหอยนางรมทอด

ใช่แล้ว หอยนางรมที่ดูเป็นอาหาร ‘ไฮโซ’ ในวันนี้ เคยเป็นอาหารยอดนิยมในหมู่ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

“ปัจจุบันหอยนางรมมีน้อยลง เพราะเราจับกันเยอะไป แต่ย้อนกลับไปช่วงศตวรรษที่ 19 หอยนางรมมีเยอะมาก ในอ่าวนิวยอร์กและพื้นที่ชายฝั่งอื่นๆ ตอนนั้นยังไม่มีใครเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจจับและขายหอยนางรม จึงเป็นโอกาสของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน พวกเขาจับหอยนางรมมาขาย ทั้งขายให้โรงงานแปรรูปอาหารและขายหอยนางรมทอดตามถนน ในสมัยนั้นที่นิวยอร์กขายหอย 12 ตัวแค่ 10 เซนต์ ขายดีมากจนคนแห่กันไปจับมาขาย” ดร.ฮิปโปลิตเล่าถึงความนิยมกินหอยนางรมของชาวอเมริกันในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20

“ดังนั้น หอยนางรมไม่ใช่อาหารไฮโซหรอก (หัวเราะ) เป็นอาหารของทุกคน ทั้งชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันและเชื้อสายอื่นๆ ในตำราอาหารแอฟริกันอเมริกันยุคแรกๆ จะมีสูตรจากหอยนางรมเยอะมาก หอยนางรมย่าง พายหอยนางรม และมีร้านอาหารที่ชูเมนูหอยนางรมโดยเฉพาะอยู่ทั่วไปในสหรัฐฯ

“ที่เฮติมีซุปยอดนิยมชื่อซุปโจมู (Jomou) ทำจากสควอชเหลือง ใส่หอมใหญ่ ไธม์ กระเทียม และใส่เส้นพาสต้านิดหน่อยให้มีเนื้อ คนส่วนใหญ่ใส่เนื้อวัวหั่นชิ้นลงไปด้วยเพื่อทำให้รสดีขึ้น เป็นซุปที่อร่อย กินอิ่มท้อง เรากินซุปนี้เป็นมื้อพิเศษวันอาทิตย์และวันขึ้นปีใหม่ พอถึงวันปีใหม่เราก็จะตระเวนไปเยี่ยมคนโน้นคนนี้ตามบ้าน ไม่ทำอะไรเลยนอกจากกินซุปนี่ทั้งวัน” ดร.ฮิปโปลิตหัวเราะ

“มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับซุปนี้ว่า สมัยก่อนทาสแอฟริกันจะไม่มีสิทธิ์ได้กินซุปโจมู คนกินคือพวกเจ้าของที่ดิน แต่หลังจากเกิดการปฏิวัติเฮติ (ค.ศ.1791 – 1804) จนเฮติเป็นชาติแอฟริกันชาติแรกที่กลายเป็นสาธารณรัฐ ซุปโจมูก็กลายเป็นอาหารสำหรับทุกคน เราก็เลยกินซุปนี้ในวันปีใหม่เป็นการฉลอง ฉันไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้จริงเท็จแค่ไหน แต่ใครบ้างไม่ชอบเรื่องเล่าสนุกๆ แบบนี้ ในสหรัฐฯ เราเลยเรียกมันว่า ซุปเสรีภาพ”

 

ความหลากหลายของอาหารแอฟริกันอเมริกันทั่วสหรัฐอเมริกา

ดร.ฮิปโปลิตอธิบายว่า เมื่อพูดถึงอาหารแอฟริกันอเมริกัน คนส่วนใหญ่จะนึกถึงคำว่า โซลฟู้ด (Soul Food) ที่มาจากทางใต้ เพราะชาวแอฟริกันอาศัยอยู่ทางใต้มากกว่าที่อื่น โดยเฉพาะช่วงก่อนสงครามกลางเมือง (American Civil War) สิ้นสุดในปี 1865

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

สิ่งหนึ่งที่ ดร.ฮิปโปลิต อยากให้ทุกคนเข้าใจก็คือ ตั้งแต่ยุคค้าทาส ทุกภูมิภาคของสหรัฐอเมริกาล้วนมีชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน แค่ไม่มากเท่าภาคใต้ คนเหล่านั้นทำงานหลากหลายอาชีพ และมีอาหารที่แสดงเอกลักษณ์ของภูมิภาคตนเอง เป็นวิถีการกินที่ไม่หยุดนิ่ง แต่เปลี่ยนไปตามชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ที่เมื่อย้ายถิ่นฐานก็นำวัฒนธรรมการกินของตนเองไปที่ใหม่ด้วย

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน (National Museum of African American History and Culture) ที่ ดร.ฮิปโปลิต ทำงานอยู่ มีร้านอาหารชื่อน่ารักว่า Sweet Home Café เสิร์ฟอาหารแอฟริกันอเมริกัน โดยแบ่งเป็นเคาน์เตอร์ แยกตามภูมิภาคต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

ดร.ฮิปโปลิต สรุปลักษณะเด่นๆ ของอาหารแอฟริกันอเมริกันแต่ละภูมิภาคไว้ดังนี้

 

ภาคใต้

เป็นพื้นที่การเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ อาหารของแถบนี้คืออาหารที่รู้จักกันดีในชื่อ โซลฟู้ด (Soul food) จานที่รู้จักกันดีก็มีไก่ทอด มะกะโรนีกับชีส คอลลาร์ดกรีน (Collard Green-ผักใบเขียวชนิดหนึ่ง รสขมเล็กน้อย และเป็นชื่ออาหารด้วย) และขนมปังข้าวโพด จุดเด่นของอาหารท้องถิ่นนี้คือมีเครื่องปรุงน้อย แต่พ่อครัวแม่ครัวแอฟริกันอเมริกันใช้ความคิดสร้างสรรค์จนปรุงเป็นหลายจานที่ลูกหลานยังคงกินกันอยู่ในปัจจุบัน

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

ดร.ฮิปโปลิต กล่าวว่า ขนมปังข้าวโพดถือได้ว่าเป็น ‘ขนมปัง 3 วัฒนธรรม’ เพราะใช้ข้าวโพด (ที่ชาวอินเดียนพื้นเมืองปลูกอยู่แล้วตั้งแต่ตอนทาสแอฟริกันเดินทางมาถึงสหรัฐฯ) วิธีทำขนมปังเป็นแบบชาวยุโรป แต่ทำและกินโดยชาวแอฟริกันอเมริกัน ขนมปังข้าวโพดยังคงเป็นที่ถกเถียงกันไม่จบสิ้นว่าควรมีรสหวานหรือไม่ ตำรับอาหารของแถบนี้ยังมีตำรับจากข้าวโพดอีกมากมาย เช่น กริตส์ (ข้าวโพดบดหยาบต้มกับน้ำหรือนม) และจอห์นนี่เค้ก (ขนมปังทำจากข้าวโพดบดละเอียด)

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

ภาคเหนือ

เช่น รัฐแมสซาชูเสตส์ โรดไอแลนด์ และยอร์ก รวมถึงชายฝั่งตะวันออกไปจนถึงนครชิคาโก เป็นภูมิภาคที่ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันจำนวนมากเลือกมาลงหลักปักฐานหลังเป็นอิสระจากการค้าทาส อาหารที่โดดเด่นของภูมิภาคนี้ ได้แก่ หอยนางรมย่างกระทะร้อน ถั่วอบ ไก่เจิร์ก คือไก่หมักเครื่องเทศย่างแบบบาร์บีคิว และสตูว์หางวัวที่เรียกว่า Pepperpot อันเป็นเมนูพิเศษสำหรับวันหยุดในหลายๆ ประเทศแคริบเบียน (คือประเทศที่อยู่ในทะเลแคริบเบียน ระหว่างทวีปอเมริกาเหนือกับทวีปอเมริกาใต้ เช่น เฮติ คิวบา โดมินิกัน เปอร์โตริโก จาเมกา ฯลฯ) สตูว์หางวัวนี้ต้องค่อยๆ เคี่ยวหลายชั่วโมง (ดร.ฮิปโปลิต บอกว่า บางทีนานเป็นสัปดาห์!) ยิ่งเคี่ยวนานยิ่งอร่อยและเข้าเนื้อ

สตูว์หางวัวนี้ ในศตวรรษที่ 19 ในฟิลาเดลเฟีย เพนซิลวาเนีย และรัฐทางเหนืออื่นๆ ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันและแคริบเบียนจะหิ้วใส่หม้อขายตามถนนและในตลาด เป็นตำรับที่ชาวแคริบเบียนนำมายังสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเป็นที่นิยมทั้งในหมู่ชาวอเมริกันผิวขาวและผิวดำ  

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

ชายฝั่งครีโอล

คือชายฝั่งทางใต้ของประเทศ ครอบคลุมรัฐลุยเซียนา มิสซิสซิปปี แอละแบมา ฟลอริดา จอร์เจีย และเซาธ์แคโรไลนา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยอยู่ใต้การปกครองของชาวสเปน ฝรั่งเศส และอังกฤษ และมีทาสจากแอฟริกาด้วย ทำให้มีหลากหลายวัฒนธรรม อาหารจานเด็ดของภูมิภาคนี้คือ ถั่วแดงและข้าว

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

ถั่วแดงเป็นวัตถุดิบที่ ดร.ฮิปโปลิต เล่าติดตลกว่า “มาถึงสหรัฐฯ ก่อนตัวฉันเสียอีก” เพราะมาจากประเทศเฮติ บ้านเกิดของเธอ ที่ถือเป็นประเทศในทะเลแคริบเบียน ส่วนข้าวเป็นผลผลิตและอาหารหลักของภูมิภาคนี้ แรงงานแอฟริกันในภูมิภาคนี้มีทักษะด้านการปลูกข้าว เพราะเคยเป็นชาวนาในภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา ทำให้ตำรับอาหารของภูมิภาคนี้มีตำรับจากข้าวเยอะมาก เช่น จัมบาลายา (Jumbalaya) คือข้าวกับเนื้อและผัก ที่มีทั้งวัฒนธรรมแอฟริกันตะวันตก สเปน และฝรั่งเศสในจานเดียว และ ฮ็อปปิ้งจอห์น (Hoppin’ John) หรือถั่วตาดำกับข้าว ปรุงรสด้วยเบคอนและหอมใหญ่ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมของภาคใต้เช่นกัน เพราะภาคใต้นิยมกินทั้งถั่วตาดำและข้าว

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

ภาคตะวันตก

คือรัฐแคลิฟอร์เนีย เนวาดา นิวเม็กซิโก และแอริโซนา ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันในภูมิภาคนี้ประกอบอาชีพต่างๆ ทั้งทหารม้า (มีชื่อเรียกว่า Buffalo Soldiers) คนเลี้ยงวัว และคนทำเหมืองแร่ เนื่องจากมีพรมแดนติดเม็กซิโก และพื้นที่บางส่วนเคยเป็นของเม็กซิโกด้วย ทำให้อาหารแอฟริกันอเมริกันแถบนี้มีกลิ่นอายของชาวสเปนและเม็กซิกัน และเด่นเรื่องอาหารย่างด้วย ที่นี่มีเอ็มพานาด้า (Empanadas) คือแป้งเพสตรีห่อไส้แล้วอบแบบวัฒนธรรมอาหารละติน แต่ใช้ไส้แบบแอฟริกันอเมริกัน เช่น ถั่วตาดำ ข้าวโพด และเห็ด

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

 

8 เกร็ดสนุกเกี่ยวกับอาหารแอฟริกันอเมริกัน

  1. ในยุคค้าทาส เจ้าของฟาร์มมักสร้างบ้านแยกกับครัวเพื่อป้องกันไฟไหม้ ทาสมีหน้าที่ทำอาหารแล้วยกมาเสิร์ฟ วิธีป้องกันไม่ให้แอบหยิบอาหารกินระหว่างทางคือ บังคับให้ทาสผิวปากดังๆ
  2. อุปกรณ์ที่ต้องมีติดครัวแอฟริกันอเมริกันคือหม้อและกระทะเหล็กหล่อ ดร.ฮิปโปลิต ระบุว่าเป็นเครื่องใช้ที่เป็นมรดกตกทอดกันในครอบครัว เป็นของที่แม่จะส่งต่อให้ลูกสาว และเป็นของขวัญยอดนิยมในงานแต่งงานหรือเทศกาลคริสต์มาส กระทะเหล็กหล่อใช้ทำอาหารได้สารพัด ตั้งแต่ทอด ผัด ย่าง หรือแม้แต่การอบขนมปังข้าวโพด อาหารยอดนิยมของภาคใต้ ก็อบในกระทะเหล็กหล่อนี้เอง  
  3. บาร์บีคิว หรือการย่างเนื้อสัตว์บนไฟ เป็นวิธีปรุงที่โดดเด่นของครัวแอฟริกันอเมริกัน ดร.ฮิปโปลิต เล่าว่า ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 ที่ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันทำงานในท้องทุ่ง เป็นหน้าที่ของผู้ชายที่จะยืนย่างเนื้อสัตว์นานเป็นชั่วโมงๆ หรือบางทีเป็นวันๆ เหล่าพ่อครัวแข่งกันปรุง ‘ซอสบาร์บีคิว’ เพื่อเพิ่มรสชาติแก่เนื้อสัตว์ ปัจจุบันนี้การย่างบาร์บีคิวกลายเป็น ‘ศิลปะชั้นสูง’ ในสหรัฐฯ ไปแล้ว มีคนทำอาหารที่ประกาศตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการย่างโดยเฉพาะ และยังคงแข่งกันปรุงซอสบาร์บีคิวที่ดีที่สุด
  4. รู้ไหมว่าชาวแอฟริกันอเมริกันก็มี ‘จับฉ่าย’ และถือเป็นจานเด่นของภาคใต้ เรียกว่า Collard Greens (เป็นทั้งชื่อผักและชื่ออาหาร) ที่ปรุงด้วยผักใบเขียวอย่าง Collard Green หรือผักใบเขียวอื่นๆ ต้มเป็นเวลานาน ปรุงรสด้วยข้อเท้าหมูและพริก เมื่อต้มไปนานๆ น้ำต้มผักที่ได้นั้นเรียกว่า Pot Likker ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันเชื่อว่ามีประโยชน์และจะนำโชคดีมาให้ จึงเป็นประเพณีที่จะเสิร์ฟน้ำต้มผักที่ว่านี้พร้อมขนมปังข้าวโพดในวันขึ้นปีใหม่
  5. ชาวอเมริกันที่โตในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ช่วง ค.ศ.1980 – 2000 จะต้องรู้จักซอสมัมโบ เป็นซอสท้องถิ่นที่คิดค้นโดยพ่อครัวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันที่ทำหน้าที่ทอดไก่ในร้านอาหารจีน เขานำซอสพริกมาผสมกับซอสเปรี้ยวหวานสไตล์จีน นิยมกินกับไก่ทอด ปัจจุบันมีขายเป็นขวดในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป
  6. พ่อครัวของ จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ที่ชื่อเฮอร์คิวลีส เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ส่วน โธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ก็มีพ่อครัวชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคือ เจมส์ เฮมิงส์ (James Hemings) เจฟเฟอร์สันส่งเฮมิงส์ไปเรียนทำอาหารไกลถึงปารีสเพื่อกลับมาทำอาหารฝรั่งเศสให้เขากิน
  7. เฟรเดอริก ดักลาส (Frederick Douglass) ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์จากการสนับสนุนการเลิกทาส เขียนเล่าชีวิตขณะเป็นทาสไว้ว่า อาหาร ‘ปิ่นโต’ ที่เหล่าทาสทำไปกินในทุ่งนาคือ เค้กขี้เถ้า ทำโดยเอาข้าวโพดบดละเอียด (Cornmeal) ผสมน้ำจนข้น เอาใบโอ๊คห่อ แล้วกลบด้วยขี้เถ้าร้อนๆ จนสุก เหมาะสำหรับพกพาไปกินในทุ่งนา ป้อนเด็กก็ง่าย เป็นอาหารสำคัญของภาคใต้ ยังมีอาหารคล้ายๆ เค้กขี้เถ้า คือ Hushpuppies ทำจากข้าวโพดบดละเอียด ปั้นเป็นก้อนกลมแล้วทอด (ว่ากันว่า ที่เรียกชื่อเช่นนี้เพราะใช้ทำให้หมาที่กำลังเห่าหนวกหูเงียบเสียงลงได้!)
  8. หลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Armstrong) นักดนตรีแจ๊สชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันผู้โด่งดัง เคยลงท้ายจดหมายว่า “Red beans and Ricely Yours,” ตามชื่ออาหารจานโปรดของเขา อันมีต้นตำรับจากบ้านเกิดของเขาเอง คือเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา แถมเมื่อจะแต่งงานกับสาวที่ไม่ได้มาจากลุยเซียนา เขายังไม่ยอมแต่งจนกว่าเธอจะหัดทำถั่วแดงราดข้าวให้อร่อยเสียก่อน

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

ดร.ฮิปโปลิต กล่าวว่า อาหารทุกคำทำให้รำลึกถึงบรรพบุรุษ ประโยคนี้เป็นจริง เพราะหลายเมนูปัจจุบัน ยังเป็นสิ่งเดียวกับที่บรรพบุรุษทำกินเมื่อ 200 – 300 ปีมาแล้ว

หากอาหารเป็นตัวเล่าประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สิ่งที่ซ่อนอยู่ในอาหารแอฟริกันอเมริกันคืออะไร

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

“อาหารของเราตอบคำถามที่ว่า ชาวแอฟริกันข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่นี่ และ ‘กลายเป็นชาวอเมริกัน’ ได้อย่างไร” ดร.ฮิปโปลิตตอบ “พวกเขายังคงลักษณะบางอย่างของแอฟริกาไว้ และหลอมรวมมันเข้ากับอเมริกา ที่ที่พวกเขาพบกลุ่มชนอื่นๆ อย่างชาวอินเดียนพื้นเมือง ชาวยุโรป และชาวแอฟริกันที่มาจากภูมิภาคอื่นของทวีป สิ่งเหล่านี้ส่งผลและผสมผสาน จนได้ ‘อาหารแอฟริกันอเมริกัน’ เฉพาะถิ่นขึ้นมา

“ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันมีบทบาทตั้งแต่การเพาะปลูก การประมง การแปรรูปอาหารในโรงงาน ขายอาหารตามถนน เป็นพ่อครัวแม่ครัวทั้งที่บ้านตนเองและรับจ้างทำให้คนอื่น จะเห็นได้ว่ามีส่วนร่วมในวงจรการผลิตอาหารทั้งหมด พวกเขาจึงเป็นผู้สร้างสรรค์และกำหนดวิถีอาหารการกินของเรา

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

“เป็นระยะเวลานานที่ประวัติศาสตร์ของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันมีแต่การถูกแบ่งแยก มี ‘ชุมชนคนดำ’ และ ‘ชุมชนคนขาว’ มีสิ่งอำนวยความสะดวก โรงเรียน และร้านอาหารสำหรับคนดำ สำหรับคนขาว

อาหาร, แอฟริกัน, อเมริกัน

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันเรียนรู้ที่จะสร้างโลกของเขาขึ้นมา สร้างร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารต้นตำรับของเขาเอง สร้างโรงเรียนสำหรับลูกหลานตนเอง พวกเขาไม่ปล่อยให้การถูกเหยียดสีผิวมาเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต ปัจจุบันมีชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันในแทบทุกอาชีพ พวกเขาเป็นแพทย์และพยาบาล นักกฎหมาย นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร ครู นักออกแบบเสื้อผ้า นักกีฬา นักแสดง เป็นการก้าวข้ามพรมแดนที่เคยปิดกั้นพวกเขาจากสังคมในยุคหนึ่ง

เราพูดกันว่า หัวใจของความเป็นอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคือการ Make a way out of no way. พวกเขาไม่เพียงเอาตัวรอดได้ แต่ยังอยู่อย่างมีวัฒนธรรม สง่างาม และน่าภาคภูมิใจ”

เอกสารประกอบการเขียน

Abramowitz, Jack. American History (Revised Edition). The United States of America: Follett Educational Corporation, 1971

Everett, Susanne. History of Slavery: An Illustrated History of The Monstrous Evil. Singapore: Chartwell Books Inc., 2014

Katz, Harry L. and The Library of Congress. Mark Twain’s America. China: Hachette Book Group, Inc., 2014

Kittler, Pamela G. and Sucher, Kathryn P. Food and Culture. The United States of America: Thomson Wadsworth, 2004

 

ขอขอบคุณ

ดร.โจแอนน์ ฮิปโปลิต (Joanne Hyppolite, Ph.D.) และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

25 พฤศจิกายน 2565
386

ใครจะเดือดร้อนก่อน ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำคลองจนเสียสมดุล ตัวเราหรือปลาในแม่น้ำ

ใครจะเดือดร้อนก่อน จากปัญหา PM 2.5 เราหรือนกที่พึ่งพาอากาศในการโบยบิน

ใครจะเดือดร้อนก่อน กับปัญหาขยะล้นโลกที่มนุษย์ทิ้งไว้ เราหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติ 

การตั้งคำถามด้านบนเกิดขึ้นระหว่างที่เราสนทนากับ เต๋า-นพเก้า สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์กรและพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เธอชวนขบคิดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยเลนส์ความเห็นอกเห็นใจที่มนุษย์เราควรมองใหม่ให้ใกล้ตัว และตระหนักถึงบ่อเกิดความเสี่ยงเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ไกลห่างออกไปหลายพันไมล์

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

Care the Bear หรือ ‘Care the Bear : Change the Climate Change’ โครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงเกิดขึ้นในปี 2018 ด้วยความตั้งใจลดสภาวะโลกร้อนโดยการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ 

บางคนอาจจะสงสัยว่า SET องค์กรด้านการระดมทุนและการลงทุน ฟังดูไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมสักเท่าไหร่ ทำไมถึงหันมองตัวเองใหม่ในฐานะสมาชิกในสังคม ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ทุกคนต่างเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม และหลายคนก็อาจเผลอเป็นบ่อเกิดของปัญหาสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมบางอย่างของตัวเอง ซึ่งคำตอบก็อยู่ในคำถาม เพราะ SET มองว่าในภาคธุรกิจเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ขึ้นมาในแง่ของการตลาด แน่นอน จัดแต่ละทีก็สร้างขยะบานปลาย เปลืองพลังงานสุดขีด และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากในแต่ละครั้ง

ตลอด 4 ปี ‘Future is Now’ คือแกนหลักที่ Care the Bear ยึดมั่น เพราะการจะเปลี่ยนอนาคตอันไกล เริ่มจากปัจจุบันอันใกล้ก่อนเสมอ พวกเขาออกแบบหลักปฏิบัติ 6 Cares ง่าย ๆ สำหรับงานอีเวนต์ ให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเข้าใจง่าย เรียนรู้ง่าย เอาไปใช้ได้ง่าย ๆ และวัดผลได้จริง โดยปัจจุบัน Care the Bear ลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้ว 17,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดให้ง่ายกว่านั้นคือเทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 1.8 ล้านต้น

และกรณีการจัดการประชุม APEC 2022 ในไทยที่เพิ่งผ่านมา งานระหว่างประเทศสเกลใหญ่ขนาดนี้ Care the Bear ก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ โดยทำให้พื้นที่ศูนย์ข่าว ชั้น LG เป็น “ศูนย์ข่าวสีเขียว” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่น้อย

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

องค์กรการเงินที่สร้างหมีมาลด Carbon Footprint

‘หมี’ เป็นสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากถิ่นที่อยู่อาศัยที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเพราะ Climate Change กลายเป็นแรงบันดาลใจมาสคอตหมีสีขาว สัญลักษณ์ของ Care the Bear ที่ SET ออกแบบขึ้นมาให้มองแวบเดียวก็รู้สึกเป็นมิตร ขณะที่การเรียกร้องเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้นทั้งไทยและต่างประเทศ เราเห็นว่าสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน พื้นที่ที่เคยหนาวมาก ๆ ก็เริ่มร้อน พื้นที่ที่ร้อนอยู่แล้วก็ยิ่งแล้ง พ่วงด้วยปัญหาขยะล้นโลก มาสคอตหมีที่ทำจากขวดพลาสติก 1,071 ขวด ตั้งอยู่ภายในบริเวณบูท SET งาน APEC สะท้อนเรื่องราวเหล่านี้

ความตื่นตัวเรื่องรักษ์โลก เป็นส่วนหนึ่งที่ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญ สำหรับ SET แล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดขึ้นท่ามกลางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่พวกเขาทำมาโดยตลอด ผ่านการเป็นคลังความรู้ทางการเงิน และมีมูลนิธิที่สนับสนุนสังคมในเชิงเงินทุน สิ่งที่ SET เห็นคือกิจกรรมหรือการบริจาค มักมีประเด็นสิ่งแวดล้อมซ่อนอยู่ในทุกสถานที่ที่ไป ไม่ว่ากิจกรรมปลูกต้นไม้ กิจกรรมเก็บขยะ ซึ่งคนไทยได้ยินหรือได้ทำจนชิน แต่พอหันกลับมาดูการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ กลายเป็นว่ายังบางตา 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

5 – 6 ปีให้หลัง SET จึงตั้งคำถามกันเองในองค์กรว่า พวกเขาจะค้าขายเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ และบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ที่มีคำว่า ‘แห่งประเทศไทย’ ห้อยท้าย สามารถเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม

“ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนจากฝุ่น PM 2.5 ไม่เคยรู้สึกว่าขยะเริ่มทำให้ปวดหัว แทบไม่มีใครสังเกต Carbon Footprint บนผลิตภัณฑ์ แม้กระทั่งเขาหัวโล้นเกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ ขับรถผ่านไปก็แค่มองว่าสวยดี แต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ มีความโหดร้ายหรือความไม่สมดุลเกิดขึ้นกับธรรมชาติ” คุณเต๋าผู้ดูแลโครงการ Care the Bear แบเรื่องราวให้ฟัง ด้วยวิสัยทัศน์ของ SET ทำให้เราพยายามมองเรื่องรอบตัวให้ใกล้ตัวมากขึ้น และคิดลึกไปถึงผลกระทบว่านอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งที่จะได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่า มักเป็นสัตว์ทั้งหลายและธรรมชาติเสมอ

แต่องค์กรที่ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ได้เก๋าเกม ถ้าจะมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยขาดความรู้ก็คงจะไปไม่ถึงฝัน สิ่งที่คุณเต๋าและทีมงานทำคือ เรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน ไม่ใช่แค่เรียนรู้ แต่ต้องเรียนทำด้วย

“ตอนนั้นเราไปลงคลาสเรียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เขาก็มีการจัดอบรม เวิร์กชอป และลงมือปฏิบัติจริง สอนเราคำนวณค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งพอจะเข้าใจว่าค่าเหล่านี้กระทบกับโลกอย่างไรบ้าง แต่ออกตัวไว้ก่อนว่าเราไม่ได้เรียนแบบลึกมาพอที่จะพัฒนาเครื่องจักรเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์แต่อย่างใด เราเพียงเรียนเพื่อให้รู้ประเด็น เห็นประโยชน์ และกลับมาออกแบบกลยุทธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งทีมเราตั้งใจกันไว้ว่า กลยุทธ์ที่จะดึงออกมา ต้องทำให้คนรู้สึกว่าใกล้ตัวและง่ายที่สุด

“เหมือนเรือใหญ่เวลาจะเลี้ยว มันเลี้ยวได้ไม่เร็วหรอก จึงต้องหาเครื่องมือที่มีความหลากหลายมาช่วย ต้องตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงระยะยาว รวมถึงระยะที่คุณต้องเปลี่ยนเลยวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จึงเกิด Care the Bear ขึ้นเมื่อปี 2018 เพื่อค้นหาคำตอบว่าสิ่งที่เริ่มได้เลยทันทีคืออะไร ซึ่งเราอยากเริ่มจากการลด Carbon Footprint ในสายงานเราเอง นั่นคือภาคธุรกิจ”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

6 Cares ที่ช่วยลดการทำลายโลกจากงานอีเวนต์

ช่องว่างใหญ่ที่ภาคธุรกิจหลายคนมองข้ามไป คือเวลาจัดงานอีเวนต์หรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวทางการตลาด หลายเจ้ามักโฟกัสแค่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารและผลลัพธ์ที่อยากให้เกิดขึ้น จนลืมไปว่า ‘ขยะ’ จากงานนั้นสร้างความเดือดร้อนมากขนาดไหน ซึ่งอีเวนต์ Carbon Footprint เป็นประเด็นที่ทำน้อยกันมาก ๆ คุณเต๋าและทีม SET เล็งเห็นช่องว่างนี้ และพบว่ามีแนวทาง 6 เรื่อง ซึ่งในตอนนั้น SET ได้ทำงานร่วมกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีมาตรฐานไว้อยู่แล้ว โดยนำมาปรับใช้ให้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมของภาคธุรกิจ ไม่ว่าการทำกิจกรรม สร้างบูท จัดนิทรรศการ มีตติ้ง เอาต์ติ้งของบริษัท หรือตลาดนัดแบบไม่เบียดเบียนโลกและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่ง SET จะเข้าไปพูดคุย เวิร์กชอป และช่วยกันระดมความคิดร่วมกับสมาชิกในโครงการด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares

แคร์ที่หนึ่ง เดินทางโดยรถสาธารณะ 

“ลองคิดสิว่า คนจะมาร่วมกิจกรรมกับเราเขาจะมาด้วยวิธีการอะไรที่จะลดโลกร้อนได้ ขับรถมาด้วยกันได้ไหม มารถสาธารณะเองได้ไหม หรือทำอะไรได้บ้าง ซึ่งพอภาคธุรกิจจัดเกิดกิจกรรมขึ้น ต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากพวกเราเอง คนที่มาร่วมเขามาเพราะเรา เราเลยต้องโน้มน้าวให้เขาเดินทางมาหาเราโดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุด” 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สอง ลดการใช้กระดาษและพลาสติก

“เวลาจัดกิจกรรม เรามีขวดน้ำ มีของแจก มีกระดาษเอกสาร เช่น แผ่นพับประชาสัมพันธ์ ใบปลิว เราเป็นตัวการในการสร้างขยะ ซึ่งถ้าคิดมุมกลับ งั้นเราเปลี่ยนเป็น QR Code ได้ไหม ให้ข้อมูลเขาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ไหม แม้กระทั่งขวดน้ำพลาสติก ถ้าเราแจกเป็นขวดน้ำใช้ซ้ำให้เขาเติมน้ำได้หรือเปล่า ทำให้คนที่มางานเรามีส่วนร่วมกับเราไปด้วย

“เหลือส่วนที่ยังลดไม่ได้ จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เหมือนในงาน APEC ที่มี โออาร์ มาเป็นพันธมิตรนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลและอัพไซคลิ่ง”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สาม งดการใช้โฟม 

“การเลิกใช้โฟมไปเลย เรามองว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่คุณต้องหาวัสดุทางเลือกมาให้ผู้บริโภคได้ เช่น อาหารอย่าใส่กล่องโฟม การตกแต่งงานอย่าให้มีโฟม ของแจก ป้าย เป็นอย่างอื่นได้ไหมที่เก๋กว่าโฟม จริง ๆ มีวัสดุทดแทนมากมายที่นำมาใช้ได้ ซึ่งเราก็ช่วยสมาชิกโครงการวางแผนตรงนี้ให้มากขึ้น”

แคร์ที่สี่ ลดการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้า

“ไฟที่ส่องสว่างอาจจะหันมาพึ่งหลอดประหยัดพลังงาน หรือถ้ามีส่วนที่เป็นเอาต์ดอร์ เราก็จะช่วยออกแบบให้คุณไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเยอะ หรือหาทางชดเชยพลังงาน เช่น APEC ที่เป็นการจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ มีทั้งแอร์ ไฟฟ้า เราเลี่ยงได้ยากมาก เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่างกลุ่มบริษัทบางจากประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมจัดหาคาร์บอนเครดิตผ่าน Carbon Markets Club มาชดเชย”

แคร์ที่ห้า เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ 

“เราจะตกแต่งพื้นที่ไม่ให้กวนสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เป็นขยะ และนำกลับมาใช้ใหม่อย่างไรได้บ้าง การก่อสร้างพื้นที่ต้องใช้วัสดุทางเลือกอย่างไร เช่น ไม่ใช้ไม้อัดบาง ๆ ที่สุดท้ายมันไม่คงทน และต้องเอาไปทิ้งอย่างเดียวภายหลัง ซึ่งการให้ความรู้เหล่านี้ สุดท้ายก็จะเกิดการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือคนที่คิดจะทำเรื่องนี้ งาน APEC เอง เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SCG ที่ช่วยดูการใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งงานและจุดแยกขยะ โดยปลายทางจะนำขยะตรงนั้นไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

แคร์ที่หก ลดขยะจากอาหาร

“เราพยายามอย่างยิ่งไม่ให้เกิดอาหารเหลือทิ้ง เชิญชวนให้เกิดการตักแต่พอดี ไม่ว่าจะคิดถึงปริมาณอาหารที่ให้กับลูกค้าว่ามากไปหรือน้อยไป หากเป็นบุฟเฟต์ ป้ายประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่บอกให้เขารู้ว่าขยะเหลือทิ้งสร้างผลกระทบอย่างไรก็อาจช่วยได้บ้าง หรืออย่างงาน APEC เราก็ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นำขยะเศษอาหารไปอัดเม็ดเป็นอาหารสัตว์ต่อไป”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

ทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่ SET ใช้มาตลอด และนำไปสู่การสร้างเว็บเบสที่ให้สมาชิกของ Care the Bear เข้าไปกรอกรายละเอียดข้อมูลการจัดกิจกรรมซึ่งคำนวณรวมออกมาได้ว่า 6 เรื่องที่คุณพยายามร่วมกันในการลดโลกร้อน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้มากแค่ไหนหลังสิ้นสุดงาน เพื่อให้เห็นว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างและรบกวนโลกประมาณไหน จนเกิดแรงกระเพื่อมในการปรับตัวสำหรับการจัดกิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไป เช่นเดียวกับงาน APEC ที่ Care the Bear สามารถลดก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของ SET

สร้าง Empathy ลงในใจคน ด้วยตัวเลขที่วัดผลได้ 

 “We are on a highway to climate hell”

คุณเต๋ายกคำพูดของ อันโตนิโอ กูเทอเรซ (Antonio Guterres) เลขาธิการใหญ่ UN ที่บอกถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมตอนนี้ สั้นแต่เห็นภาพว่า Climate Change เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งไม่ควรละเลยมันอีกต่อไป แต่พฤติกรรมของมนุษย์ที่จะหันมาใจดีกับโลกมากขึ้น ต้องมาจากความคิดที่เปลี่ยนไปก่อน 

Care the Bear นับเป็นจุดสตาร์ทด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่เรากล่าวไปด้านบน ให้คนรู้สึกว่าเอาไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ และส่งต่อไปยังพฤติกรรมของพนักงานในองค์กร ผู้บริหาร เพื่อน ครอบครัว คนรอบตัว เพิ่มจำนวนคนที่เข้าร่วมขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่า Care the Bear วัดผลได้ ทำให้ปัจจุบันโครงการนี้มีสมาชิกไม่ใช่แค่บริษัทจดทะเบียน แต่รวมถึงบริษัทจำกัด มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยมากมาย

“เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไปเสียทุกเรื่อง เราจึงต้องมีทั้งกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมหรือทีมงานจากสถาบันการศึกษาที่เข้ามาเป็นพันธมิตรในการพัฒนาโครงการไปด้วยกัน เพราะสำคัญมาก เวลาที่เราจะไปให้ความรู้ใคร เราต้องรู้จักเรื่องนี้อย่างดีก่อนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากโลกแปรปรวนมีอะไรบ้าง ซึ่งหลักสำคัญคือเราคิดว่าทุกคนควรมีความเห็นอกเห็นใจต่อธรรมชาติ

“คุณรู้หรือเปล่าว่าน้ำยาเคมีที่อยู่ในไส้ปากกาจำเป็นต้องเอาไปเผา มีส่วนที่ทำให้คุณมีการปนเปื้อนอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มองข้ามกันมาก ๆ และไม่มีวันเข้าใจ จนถึงวันหนึ่งที่คุณต้องหันมาตระหนัก วันที่เราอยู่บนทางแยกที่วิกฤต”

สิ่งหนึ่งที่ SET เรียนรู้คือหลายคนที่เพิกเฉยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขาต่างมองไม่ออกว่าตัวเองจะมีบทบาทอะไรในการช่วยโลกได้ พอพูดว่าวันนี้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปจำนวนหนึ่ง คนก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเยอะหรือน้อย หรือจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ๆ Care the Bear เลยคำนึงถึงสิ่งนี้ ออกแบบ Climate Care Calculator เพื่อใช้คำนวนปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเปรียบเทียบกับจำนวนการปลูกต้นไม้ จุดประสงค์เพื่อให้คนเห็นภาพว่า การเพิ่มขึ้นของต้นไม้จะช่วยให้เราลดโลกร้อนได้จริง

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

“ณ วันที่เราเปรียบเทียบอะไรง่าย ๆ แบบนี้ โดยไม่ต้องเน้นความเป็นนักวิชาการนำหน้าเสมอ พูดออกมาง่าย ๆ เลยว่า ถ้าคุณมีต้นไม้ใหญ่อยู่ 1,800,000 ต้น คุณจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปได้เท่าไหร่ คุณจะเห็นพื้นที่สีเขียวเท่าไหร่ มันอาจจะเข้าใจได้หรือดูจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมกว่าการพูดถึงคำว่า ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งคนอาจจะงงว่าคืออะไร หรือการที่คนเก็บขยะไปรีไซเคิลแต่ไม่รู้ว่ามันช่วยลดโลกร้อนไปเท่าไหร่แล้ว

“ถ้าเรามีส่วนในการส่งเสียงในเรื่องที่ไม่เป็นรูปธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คนจะรู้สึกว่าฉันอยากจะทำ เขาได้รู้ว่าวันหนึ่งคนไทยทิ้งขยะ 10 ชิ้น กรุงเทพฯ มีคน 8 ล้านคน สร้างขยะวันละ 80 ล้านชิ้น ภาพที่เห็นชัดแบบนี้อาจทำให้คนมองมันเป็นเรื่องใหญ่ เร่งด่วน และเกี่ยวข้องกับตัวเอง”

สำหรับการประชุม APEC เมื่อวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน ที่เพิ่งจบไป บทบาทของ Care the Bear คือการสนับสนุนการจัดการพื้นที่ในศูนย์ข่าวสีเขียว 22,000 ตารางเมตร เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทรัพยากรในการจัดกิจกรรม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งคุณเต๋าเล่าว่านี่ถือเป็นอีกก้าวของ SET ที่ได้เข้าไปหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปิดรับแนวคิด Carbon Footprint อีเวนต์ให้ผนวกร่วมกับงานใหญ่ครั้งนี้ และเรายังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรตลาดทุน ทั้งกลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก้าวเล็ก ๆ ของ Care the Bear หากหลายภาคส่วนร่วมกันนำไปปรับใช้ จะสร้างอิมแพคที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอนในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดที่ Care the Bear และทีมผู้บริหาร SET ในปัจจุบัน อยากฝากทิ้งท้าย คือ ‘ความหวัง’ มันอาจไม่ดีกับทุกคนหากคิดไปว่าเราต่างหมดโอกาสที่จะเห็นโลกน่าอยู่ขึ้น หมดความหวังถึงความเป็นไปได้ในการเห็นโลกสมดุล การได้เห็นว่ายังมีคนรอบข้างลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง อย่างน้อยก็อาจเป็นแรงบันดาลใจ หรือเพิ่มเชื้อเพลิงความตั้งใจของใครสักคนให้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ หรือพยายามช่วยกันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เหมือนที่ Care the Bear ทำมาโดยตลอด 4 ปี

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load