ถ้าคุณสายตาผิดปกติ หรือมีคนรอบตัวเจอปัญหานี้ คุณคงเคยเจอหรือได้ยินเหตุการณ์เพ่งจนปวดตา มองสิ่งที่ครูเขียนไม่เห็น หรือเดินออกจากบ้านแล้วทุกอย่างเบลอไปหมด

ในบ้านเรา ปัญหาเหล่านี้อาจถูกปัดเป่าง่ายดายด้วยการเดินเข้าร้านตัดแว่นมาใส่ แต่ในหลายประเทศที่กำลังพัฒนา ปัญหาสายตาถือเป็นปัญหาใหญ่ของคนในประเทศ สาเหตุไม่ใช่การขาดแคลนแว่นตา แต่เป็นการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญในการวัดสายตา (Optometrist)

ในแอฟริกาทางใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า หมอสายตา 1 คนต้องดูแลผู้มีปัญหาสายตาถึง 1 ล้านคน

มากกว่านั้น ถ้ามองเผินๆ เราอาจมองว่าปัญหาทางสายตาเกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ แต่ลึกลงไป สายตาที่ผิดปกติยังนำไปสู่การขาดโอกาสทางการศึกษา การทำงาน จนถึงการใช้ชีวิตในแต่ละวัน สถิติขององค์การอนามัยโลกระบุว่า มีคนมากกว่า 1.3 พันล้านคนที่ชีวิตดีกว่านี้ได้ถ้ามีแว่นตาใส่ แต่พวกเขาในตอนนี้ไม่มีโอกาสสวมมัน

จึงไม่ใช่เรื่องเกินเลย เมื่อมีคนกล่าวว่า ปัญหาสายตาเป็น 1 ในปัญหาใหญ่ที่สุดของโลก

และนี่คือปัญหาที่งานออกแบบชิ้นหนึ่งตั้งใจเข้าไปแก้ไข

ชื่อของมันคือ แว่นตา ADSPECS

ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน

แว่นแนวใหม่ที่แก้ปัญหาใหญ่ตรงจุด

แว่นตา ADSPECS คิดค้นโดย ศาสตราจารย์โจชัว ซิลเวอร์ (Joshua Silver) นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด

อธิบายอย่างง่าย มันคือแว่นตาที่ช่วยให้คนใส่ปรับเลนส์ได้แบบ DIY จากการปรับปริมาณของเหลวที่อยู่ในเลนส์จนได้ความชัดที่ต้องการ ปรับเสร็จก็ถอดอุปกรณ์ปรับออก แปลงโฉมแว่นให้กลายเป็นแว่นปกติในไม่กี่นาที

ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน

อธิบายอย่างง่ายจากอีกมุม นี่คือแว่นที่แก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดสายตาได้ชะงัด เพราะมันตัดกระบวนการ ‘คนกลาง’ ทิ้งเรียบร้อย

นอกจากนี้ ยังมีผลการทดสอบกับเด็กๆ ในประเทศจีนระบุว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของผู้ร่วมทดสอบรู้สึกว่าปัญหาสายตาได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขายังพบว่าแว่นตานี้ใช้ง่ายอีกด้วย

เจ้าแว่นตาชิ้นนี้จึงเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาใหญ่ของโลกที่มีศักยภาพสูง

แต่เรื่องราวไม่ได้จบเท่านี้ เพราะการแก้ปัญหาใหญ่ให้ได้ผลจริง ต้องคิดและลงมือทำในเรื่องอื่นอีกมาก

แว่นที่ไม่ได้จบแค่แว่น

สิ่งแรกที่น่าสนใจคือ เราจะจัดส่งแว่นนี้ไปถึงมือและตากลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร

คำตอบคือ ศาสตราจารย์โจชัวพาแว่นของเขาไปทำงานร่วมกับองค์กรที่เกี่ยวข้องด้วยวิธีหลากหลาย แว่นตา ADSPECS ถูกกระจายไปในเหล่าประเทศกำลังพัฒนา ผ่านช่องทางอย่างองค์กรที่ทำงานด้านมนุษยธรรม เช่น United States Africa Command (AFRICOM) และ United States Europian Command (EUCOM)

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์โจชัวยังร่วมกับ Dow Corning Corporation บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับซิลิโคน ก่อตั้ง Child Vision โปรเจกต์ที่มุ่งแจกจ่ายแว่นตาปรับเลนส์เองได้ให้เยาวชนอายุ 12 – 18 ปีที่มีภาวะสายตาผิดปกติในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีการประเมินว่าเด็กกว่า 100 ล้านคนในประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญปัญหาสายตาสั้น

แว่นที่แจกนี้เป็นเวอร์ชันพัฒนาจากโมเดลแรกให้เล็ก น้ำหนักเบา และสวย รวมถึงไม่พังง่าย และโครงการนี้ก็คิดค้นโมเดลการแจกจ่ายแบบใหม่ นั่นคือการเข้าไปสอนวิธีใช้แว่นให้กับครูในโรงเรียน เพื่อนำไปถ่ายทอดต่อแก่เด็กๆ เพราะแว่นปรับเองได้นี้ไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการสอน

อีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเรื่องราคา ที่นับเป็น ‘ข้อจำกัด’ ชิ้นใหญ่ของปัญหา

ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน
ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน

มีคนกว่า 1 พันล้านคนที่ต้องใช้ชีวิตด้วยเงินต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ฯ ต่อวัน แว่นที่พวกเขาซื้อจึงต้องมีราคาจับต้องได้ สำหรับศาสตราจารย์โจชัวร์ เป้าหมายสูงสุดคือการทำแว่นในราคาราว 1 ดอลลาร์ฯ โดยเขาเล่าว่า ได้ไปตั้งโจทย์ท้าทายเพื่อนซึ่งทำงานในบริษัทผลิตแว่นใหญ่ที่สุดในโลกว่าให้ผลิตแว่นนี้ในราคา 3 ดอลลาร์ฯ แม้ทุกอย่างยังอยู่ในช่วงต้องก้าวต่อไป แต่ต้นทุนของแว่น DIY นี้ก็ต่ำลงต่อเนื่อง และต่ำกว่าต้นทุนที่คนในประเทศกำลังพัฒนาต้องจ่ายเพื่อไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาให้ได้บ่อยครั้ง

อีกประเด็นที่โดดเด่น คือการแก้ปัญหาของศาสตราจารย์โจชัวร์นั้นไม่ใช่เพียงวางแผนแล้วเดินหน้าไปเรื่อยๆ แต่มีแรงสนับสนุนสำคัญคือ ‘งานวิจัย’

ศาสตราจารย์โจชัวร์ให้ความสำคัญกับงานวิจัยมาก ถึงขั้นตั้งศูนย์ที่ชื่อ Centre for Vision in The Developing World ขึ้น โดยศูนย์นี้ที่มีหนึ่งในงานสำคัญ คือการทำวิจัยเพื่อตอบคำถามมากมายที่อยู่รายรอบแว่นตา

ตัวอย่างเช่น อะไรคือวิธีสอนใช้แว่นที่ดีที่สุดสำหรับสอนคนใช้ซึ่งอ่านไม่ออก และคนสอนก็พูดภาษาเขาไม่ได้

ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน

หรือจะทำอย่างไรให้รัฐบาลท้องถิ่นเห็นว่าคุ้มค่าที่จะแก้ปัญหานี้ ในสถานการณ์ที่เขายังให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ด้วยซ้ำ

พูดอีกอย่างคือ แว่นตาปรับเลนส์ได้นี้เป็นงานออกแบบที่ตั้งอยู่บนฐานงานวิจัยเข้มข้น และขณะเดียวกันก็เป็นการออกแบบที่สะท้อนว่า งานวิจัยเข้ามาตอบโจทย์ปัญหาสังคมได้เช่นกัน

และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่บอกเราว่า การจะทำให้งานออกแบบ 1 ชิ้นกลายเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ต้องอาศัยอีกหลายเรื่องที่ลึกและกว้างไปกว่าการออกแบบผลงาน

แว่นที่เห็นภาพอนาคต

เวลาเราพูดเรื่องทางออกของปัญหา นอกจากวิธีคิดและจัดการ อีกสิ่งที่น่าสนใจ คือผลลัพธ์ที่ทางออกนั้นมองเห็นและมอบให้

บทความเกี่ยวกับแว่นตานี้ในช่วงปี 2015 ระบุว่า นับจากลืมตาดูโลกในปี 1985 แว่น ADSPECS มากกว่า 60,000 อันถูกกระจายไปสู่ 20 ประเทศกำลังพัฒนา ยังไม่นับจำนวนแว่นจากโมเดลที่แจกจ่ายในโครงการ Child Vision (ในตอนนั้น ทีมของโครงการผลิตแว่นได้ถึง 1 ล้านชิ้นต่อปีแล้ว)

ศาสตราจารย์โจชัวร์เคยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในปี 2020 เขาหวังให้คน 1 พันล้านคนที่มีปัญหาสายตาในประเทศกำลังพัฒนามีแว่นใส่

แม้พวกเราในปีนี้จะรู้แล้วว่า เป้าหมายสุดทะเยอทะยานนี้ไม่อาจสำเร็จในเงื่อนไขเวลาที่ตั้งไว้ แต่นั่นก็สะท้อนว่า งานออกแบบชิ้นนี้ตั้งใจทำหน้าที่เป็นทางแก้ปัญหาอย่างแท้จริง

อีกมุมหนึ่ง หากย้อนดูเส้นทางที่แว่นตา ADSPECS เดินมา เราอาจวิเคราะห์และสรุปบทเรียนได้มากมาย

ที่สำคัญ แว่นตาจากศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์คนนี้บอกเราว่า งานออกแบบไม่ใช่แค่สวยเก๋ อัดแน่นด้วยพลังสร้างสรรค์ แต่ยังมีศักยภาพเต็มเปี่ยมในการเป็นทางออกให้เหล่าปัญหาใหญ่ของสังคม

เมื่อเรามองไปให้ไกลกว่าชิ้นงาน และกล้าลองออกเดิน

ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน

ข้อมูลอ้างอิง

cvdw.org

www.vdwoxford.org/childvision

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

ในคอลัมน์ Design Challenges ตอนนี้ ฉันอยากชวนคุณมาดูงานศิลปะค่ะ

แต่งานศิลปะชุดนี้ไม่ได้อยู่ในแกลเลอรี่ มันตั้งอยู่ในพื้นที่สาธารณะ และหลายครั้งก็อยู่ริมทางที่คุณอาจเดินหรือขับรถผ่าน 

ที่สำคัญ งานศิลปะเหล่านี้ ‘กินได้’ เพราะมันไม่ใช่ภาพวาด แต่คือไม้ผลที่ออกลูกมาให้ผู้ชมเก็บกินกันจริง ๆ

และนี่คือ Fallen Fruit โปรเจกต์ศิลปะซึ่งออกแบบโดยกลุ่มศิลปินร่วมสมัยสัญชาติอเมริกัน

พวกเขาชวนคนมาลงมือปลูกและเก็บกินผลไม้กันกลางเมือง เพื่อปลูกความหมายใหม่ของเมืองและสังคมในใจประชาชน

Fallen Fruit เกิดขึ้นได้อย่างไร สร้างสรรค์ผลงานสนุกและสื่อสารเอาไว้ขนาดไหน

มาสัมผัสพลังของงานศิลปะกินได้ไปด้วยกันค่ะ

Fallen Fruit งานศิลปะสร้าง ‘เมืองกินได้’ ด้วยการชวนคนปลูกและเก็บกินผลไม้ในเมือง

งานศิลปะที่ได้แรงบันดาลใจจากกฎหมาย

คุณอาจเคยได้ยินเรื่องกฎหมายของบางประเทศที่อนุญาตให้ให้คนเก็บกินพืชพรรณในพื้นที่สาธารณะมาบ้าง

Fallen Fruit เกิดขึ้นในปี 2004 ด้วยแรงบันดาลใจจากกฎหมายรูปแบบเดียวกันนี้

เรื่องมีอยู่ว่า ผู้ก่อตั้งที่ประกอบด้วย David Burns, Austin Young และMatias Viegener (ในปัจจุบันเหลือแค่ 2 คนแรก) กำลังจะสร้างสรรค์ผลงาน และไปรู้มาว่ากฎหมายของเมืองลอสแอนเจลิสอนุญาตให้ประชาชนเก็บกินผลไม้ริมทางและในพื้นที่สาธารณะได้ 

Fallen Fruit งานศิลปะสร้าง ‘เมืองกินได้’ ด้วยการชวนคนปลูกและเก็บกินผลไม้ในเมือง

พวกเขาเลยคิดสร้างงานศิลปะชั่วคราว โดยทำแผนที่ระบุตำแหน่งไม้ผลในพื้นที่สาธารณะของแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ให้คนในพื้นที่และคนไร้บ้าน 

แผนที่นี้ถูกเรียกว่า Fallen Fruit มาจากท่อนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิลที่กล่าวไว้ว่า เราควรปล่อยผลไม้ที่ร่วงหล่นอยู่ในพื้นที่ของเราไว้ให้กับคนแปลกหน้า คนยากจน และคนที่ผ่านทางมา 

“คนในลอสแอนเจลิสแปลกแยกต่อกันมาก เราคิดว่างานนี้จะช่วยสานสายสัมพันธ์ในสังคม เราอยากให้คุณลงจากรถ ปิดมือถือ แล้วไปพบปะเพื่อนบ้าน เรายังตระหนักด้วยว่า เราทำให้พื้นที่สาธารณะกลายเป็นพื้นที่แบ่งปันทรัพยากรได้ เหมือนต้นไม้ที่ให้ผล”

Fallen Fruit เริ่มต้นจากการออกแบบแผนที่ 1 แผ่นซึ่งเปี่ยมด้วยความหมาย อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างไม่ได้จบลงแค่นั้น

ผลไม้ลูกนี้เติบโต ขยับขยายกลายเป็นงานศิลปะขับเคลื่อนสังคมอีกหลากหลายรูปแบบ ที่ชวนผู้คนมามีส่วนร่วมสร้างสรรค์ไปด้วยกัน

Fallen Fruit งานศิลปะสร้าง ‘เมืองกินได้’ ด้วยการชวนคนปลูกและเก็บกินผลไม้ในเมือง
 โปรเจกต์จากศิลปินอเมริกันที่ออกแบบงานศิลปะกินได้ เพื่อชวนคนคิดถึงความหมายของเมือง พลเมือง และชุมชน
 โปรเจกต์จากศิลปินอเมริกันที่ออกแบบงานศิลปะกินได้ เพื่อชวนคนคิดถึงความหมายของเมือง พลเมือง และชุมชน

งานศิลปะที่อยากชวนคนแปลงร่างเมืองเป็น Fruitful Place 

Fallen Fruit สร้างพื้นที่หาคำตอบเรื่องเมืองและสังคมผ่านงานศิลปะ ที่แน่นอนว่าเต็มไปด้วยผลไม้สดใสน่ากิน นอกจากแผนที่ พวกเขาริเริ่มจัดทริป Fruit Foraging ชวนคนไปร่วมเก็บกินผลไม้

มากกว่านั้น ยังมีงานสนุกอย่าง Public Fruit Jams ชวนคนเมืองนำผลไม้ที่ปลูกหรือเก็บมาจากริมทางมาทำแยมด้วยกัน แล้วก็ยังมีกิจกรรมรับอุปการะไม้ผล ชวนคนรับไม้ผลไปปลูกโดยอยากให้ต้นไม้เหล่านี้งอกงามในพื้นที่ส่วนตัว แต่เปิดให้คนที่ผ่านมาเก็บกินได้ 

และไม่ใช่แค่สารพัดกิจกรรม ศิลปะของ Fallen Fruit ยังมีเป็นชิ้นผลงานอย่าง Monument of Sharing ที่หยิบไม้ผลมาทำเป็นงานศิลปะสาธารณะ ให้คนเดินมาชื่นชมแถมเก็บกินได้ รวมถึงยังมี Public Fruit Park หรือสวนผลไม้กลางเมืองที่ชวนคนมาปลูกไม้ผล และแน่นอน รอเก็บผลไม้กินกันต่อไป

ที่สำคัญ ในปี 2017 Fallen Fruit ได้ขยับขยายพื้นที่จากระดับเมืองไปสู่ระดับโลก ด้วย The Endless Orchard โปรเจกต์แผนที่ออนไลน์ ชวนคนทั่วโลกมาร่วมสร้างงานศิลปะสาธารณะใหญ่ที่สุดในโลก หรือพูดอีกอย่างคือสวนผลไม้ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยการลงมือปลูกและปักหมุดตำแหน่งไม้ผล

ปลูกไม้ผลที่หน้าบ้าน หน้าออฟฟิศ หน้าโรงเรียน หรือหน้าศูนย์ชุมชนของคุณ ดูแลแล้วแบ่งปันมันผ่านการปักหมุดบนแผนที่ใน endlessorchard.com ตามคำอธิบาย The Endless Orchard บอกไว้ 

ทีละนิดแบบ One fruit tree at a time การออกแบบและสร้างงานศิลปะของ Fallen Fruit ช่วยให้ผู้คนพบเจอความหมายใหม่ ๆ ของพื้นที่สาธารณะ รู้ว่าตัวเองมีส่วนร่วมสร้างเมืองได้ และได้สัมผัสความเป็นชุมชนในสังคมร่วมสมัยที่เราเริ่มห่างไกลกันทุกที

แล้วจากแผนที่ 1 แผ่นในปี 2004 โปรเจกต์ที่ทั้งสนุกและสร้างสรรค์นี้ก็อยู่ยาวมาจนถึงปี 2022 แล้ว

Fallen Fruit งานศิลปะสร้าง ‘เมืองกินได้’ ด้วยการชวนคนปลูกและเก็บกินผลไม้ในเมือง
 โปรเจกต์จากศิลปินอเมริกันที่ออกแบบงานศิลปะกินได้ เพื่อชวนคนคิดถึงความหมายของเมือง พลเมือง และชุมชน

งานศิลปะที่ยังคงให้ผลงดงาม

ถ้ามีโอกาสแวะเวียนเข้าไปในเว็บไซต์ของ Fallen Fruit จะเห็นได้ว่าโปรเจกต์นี้ยังคงมุ่งมั่นสร้างผลงานศิลปะทั้งออนไลน์และออฟไลน์

ตัวอย่างเช่น ในปี 2018 ชาว Fallen Fruit เขียนลงบล็อกไว้ว่า จากความร่วมมือของทุกคน เราปลูกไม้ผลไปได้มากกว่า 400 ต้น รวมถึงสร้าง Public Fruit Park ได้ 6 แห่ง 

วาร์ปข้ามมาในปี 2022 พวกเขาสร้าง Public Fruit Park อีกแห่งในแคลิฟอร์เนีย แถมยังมีสร้าง NFT ที่มีไม้ผลซึ่งปลูกไว้แล้วจริงๆ แถมให้คนซื้อด้วย

การปลูกต้นไม้ 1 ต้นอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ Fallen Fruit คือสิ่งที่พิสูจน์ว่า เมื่อปลูกต่อไปเรื่อย ๆ ปลูกกันคนละไม้คนละมือ จากไม้ผล 1 ต้นก็กลายเป็น Endless Orchard ของจริงได้

และเพราะการปลูกต้นไม้ 1 ต้นไม่ได้ยากเกินไป คงดีไม่น้อย ถ้าสวนผลไม้ที่ทั้งสนุก สร้างสรรค์ และกินได้จริงนี้ขยายพื้นที่ต่อไป

สู่เมืองอื่น ๆ ในโลก เกาะกลางถนนของกรุงเทพฯ หรือแม้กระทั่งหน้าบ้านคุณ

 โปรเจกต์จากศิลปินอเมริกันที่ออกแบบงานศิลปะกินได้ เพื่อชวนคนคิดถึงความหมายของเมือง พลเมือง และชุมชน

ข้อมูลอ้างอิง 

fallenfruit.org

endlessorchard.com

currystonefoundation.org

www.huffpost.com

www.sustainablepractice.org

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load