10 สิงหาคม 2565
20 K

“ไปดูชื่อคนแต่งมา แอ้ม อัจฉริยา อีกแล้ว!”

“เพลงนี้ดีมาก ฟังแล้วรู้เลยว่าพี่แอ้มเป็นคนแต่ง”

เรามักจะเห็นประโยคเหล่านี้ในทวิตเตอร์บ่อย ๆ เวลามีเพลงทำนองสวย ๆ ใช้คำเก่ง ๆ ดังขึ้นมาแต่ละครั้ง

แอ้ม-อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ หรือ แอ้ม CU Band เป็นนักแต่งเพลงที่อยู่มาตั้งแต่ยุคกามิกาเซ่ จนถึงตอนนี้เธอมีผลงานกว่า 200 เพลง หลายเพลงกลายเป็นเพลงโปรดประจำใจผู้คน หลายเพลงได้รางวัลการันตีความไพเพราะ

เธอเป็นนักแต่งเพลงที่ใคร ๆ ยกให้เป็น ‘Queen of T-pop’ แห่งยุคสมัย

เรารู้ว่ามีคนติดต่อขอสัมภาษณ์เธอมากมาย หลังจากที่เพลงสนุก ๆ อย่าง เฮอร์ไมโอน้อง กลายเป็นไวรัล แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังยืนยันจะขอไปคุยกับเธอด้วยอีกสักคน ในฐานะที่เป็นคนชอบฟังเพลงไทย และเป็นเด็กที่ #โตมากับกามิ คนหนึ่ง เรายังมีคำถามที่อยากถาม ‘พี่แอ้ม’ เพิ่มเติมอีกยาวเป็นหางว่าว (ถ้าเขียนบทความยาวสัก 15 หน้าได้ก็คงดีน่ะสิ!)

คอลัมน์ In Design วันนี้ เราจะมาพูดคุยกับนักออกแบบอีกแขนงหนึ่งอย่างนักแต่งเพลง ตั้งแต่ความเป็นมา วิธีคิด ไปจนถึงทัศนคติเกี่ยวกับวงการเพลงไทยในปัจจุบัน

แอ้ม อัจฉริยา นักแต่งเพลงสาวยุคกามิกาเซ่ สู่ Queen of T-pop ตัวจริงแห่งยุคปัจจุบัน

เปียโนของเล่น

“ของเล่นชิ้นแรกของพี่เป็นเปียโนของเล่นที่มี 8 โน้ต พี่ไม่เล่นอย่างอื่นเลย” นักแต่งเพลงสาวเริ่มต้นร่ายประวัติของตัวเองจากตอนที่เป็นเบบี้แอ้มผู้รักเสียงเพลง ตั้งแต่จำความได้ เธอก็อยู่ในบรรยากาศที่พ่อแม่ฟังเพลงป๊อปไทย ฟังเพลงพี่เบิร์ด พอเริ่มโตขึ้นมานิดหนึ่งเธอก็เริ่มเปิดเพลง บอย โกสิยพงษ์ ในวิทยุฟังด้วยตัวเอง ตอนนั้นคือยุคที่ Bakery Music กำลังรุ่งเรือง

“สิ่งที่อยากเรียนพิเศษจนต้องขอพ่อแม่เรียนเองคือเปียโน แต่เล่นไม่เก่งนะ” เธอเล่าต่อ “พอเล่นเป็นโน้ตก็รู้สึกว่าขี้เกียจซ้อม ขี้เกียจท่อง เลยเริ่มหัดเล่นเปียโนป๊อป ซึ่งเป็นเพลงแบบที่เราชอบ ความเป็นป๊อปมันอิสระกว่า สนุกกว่า เราแค่เล่นตามคอร์ด แต่จะกดตรงไหนก็ได้ รู้สึกว่านี่มันคือทางของเรา”

ในส่วนร้องเพลง แอ้มบอกว่ายุคนั้นยังไม่ใช่ยุคที่เด็ก ๆ นิยมเรียนร้องเพลงกันเท่าไหร่ เธอจึงได้แต่นั่งร้องเพลงคนเดียวอยู่บนบันไดบ้าน ลองผิดลองถูกตามนักร้องต่าง ๆ ด้วยตัวเอง 

แต่ถึงอย่างนั้น การร้องเพลงก็นำเธอมาสู่การเป็น ‘แอ้ม CU Band’ ที่ผู้คนรู้จักกันในวัยมหาวิทยาลัย

แรกเริ่มเข้าจุฬาฯ เมื่อเธอได้มีโอกาสชม CU Band เล่นในงานรับน้อง ก็เกิดรู้สึกประทับใจกับมวลความสนุกนั้นจนอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวง ถึงจะยังไม่มีประสบการณ์ในการร้องเพลงมากมาย ไม่เคยแม้แต่เป็นนักร้องในโรงเรียนเหมือนคนอื่น ๆ แต่เธอก็ตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปออดิชัน ไปยืนร้องเพลงต่อหน้ารุ่นพี่ในวงอย่าง รัดเกล้า อามระดิษ

CU Band เป็นกิจกรรมแรกที่เกี่ยวกับการร้องเพลงที่แอ้มทำอย่างจริงจัง เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นนักดนตรีตัวเป็น ๆ มาเล่นรวมวงกัน ที่วงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แอ้มได้ฝึกหลายอย่าง ทั้งฝึกร้องคอรัส ทั้งเรียนรู้ทฤษฎีการร้องเพลงอย่างมีหลักการมากขึ้น เวลาที่นักดนตรีในวงแกะเพลง เธอก็จะชอบไปแอบดู ทำให้พอมีไอเดียพื้นฐานในเรื่องการสร้างเพลงขึ้นมา

แอ้ม อัจฉริยา นักแต่งเพลงสาวยุคกามิกาเซ่ สู่ Queen of T-pop ตัวจริงแห่งยุคปัจจุบัน

“พี่เรียนเอกวิทยุโทรทัศน์” เธอกล่าวถึงวิชาในห้องเรียนคณะนิเทศศาสตร์ นอกเหนือไปจากพาร์ตนักกิจกรรมที่พูดในตอนแรก “จริง ๆ วิชาเอกมันไม่ใช่การแต่งเพลง แต่ว่าก็มีบ้างที่เกี่ยว เช่น วิชาเขียนบท วิชาเพลงประกอบสื่อ

“นิเทศศาสตร์เป็นที่ที่ทำให้เราเขียนเนื้อเพลงได้ เพราะนิเทศศาสตร์คือการสื่อสาร มันคือการที่เราจะต้องวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นบทละคร บทหนัง หรือวิเคราะห์เพลงให้เข้าใจว่า อันนี้เขาทำเพื่ออะไร เขาพูดความรู้สึกของคนคนนี้ที่มีคาแรกเตอร์ยังไง ตรงนี้เอามาใช้ในการแต่งเพลงได้ดีมาก

“ถ้าถามว่ารู้สึกว่าตัวเองแต่งเพลงเป็นจากอะไร พาร์ตดนตรีคือ CU Band พาร์ตเนื้อคือนิเทศศาสตร์ นอกจากนั้นก็แอบมีแม่มาเกี่ยวนิดหนึ่ง” เธอเอ่ยถึงแม่ยิ้ม ๆ “เมื่อก่อนแม่พี่เป็นนักแต่งกลอนของธรรมศาสตร์ เลยสอนเรื่องคำคล้องจองมาตั้งแต่เด็ก”

เพราะความรักในเสียงดนตรี แอ้มเลือกเอกวิทยุโทรทัศน์ด้วยหวังจะเป็นดีเจ แอ้มเห็นภาพตัวเองแนะนำเพลงเพราะ ๆ ให้คนอื่นฟังในทุกวัน แต่เมื่อเรียนจบออกมา ดีเจกลับไม่ใช่อาชีพที่ได้ทำ เธอกลายมาเป็นครูสอนร้องเพลงที่รับงานร้องคอรัสไปด้วย และเมื่อแอ้มได้รู้จักกับเหล่าคนเบื้องหลัง โปรดิวเซอร์ เธอก็ได้เข้าไปช่วยร้องไกด์ให้กับนักร้องเป็นอาชีพเสริม แล้วโชคชะตาก็พาเธอไปรู้จักกับทีมของ ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร หรือ ก๊อป โปสการ์ด ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเนื้อร้องของกามิกาเซ่ในยุคนั้น

“เราร้องไกด์แล้วเริ่มแอบเสนอความคิดเห็น คำนี้ร้องยาก ถ้าร้องเป็นคำนี้ได้ไหมคะ” แอ้มย้อนความหลังอย่างออกรส “ถ้าเป็นบางคนอาจจะโกรธก็ได้ แต่พี่ก๊อปกลับเห็นว่า เอ้า! ไอ้เด็กนี่มันคิดเองได้นะ เขียนเนื้อได้ไหม เขาก็เลยชวนมาคุยกัน พี่เลยได้เข้าไปฝึกงานอยู่ในทีมค่ะ”

วันหนึ่งเมื่อทีมงานกำลังหาเพลงช้ามาลงอัลบั้ม โฟร์-มด ชุดที่ 5 จู่ ๆ แอ้มก็ฮัมทำนอง “หน่านาน้า หน่านาน้านา” ที่แล่นเข้ามาในหัวขึ้นมา (นอกจากจะแต่งเนื้อเพลงได้แล้ว เธอแต่งทำนองได้เฉยเลย!) เมื่อทีมงานถูกใจ เธอก็กลับมาเคาะโต๊ะร้องท่อนฮุคเจ็บ ๆ อย่าง “ถ้าเปลี่ยนใจไปรักใครได้ฉันรักไปแล้ว…” ให้ทุกคนฟังในครั้งถัดมา

“เฮ้ย ดี!” ก๊อป โปสการ์ด อุทาน

แล้ว แอ้ม อัจฉริยา อัจฉริยะนักแต่งเพลงป๊อปแห่งยุคก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

แอ้ม อัจฉริยา นักแต่งเพลงสาวยุคกามิกาเซ่ สู่ Queen of T-pop ตัวจริงแห่งยุคปัจจุบัน

นักแต่งเพลงสาวท่านหนึ่ง

แอ้มโตมากับเพลงยุค Bakery Music และเข้าสู่วงการทำเพลงในยุคกามิกาเซ่

ณ เวลานั้น นอกจาก ก๊อป โปสการ์ด ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเนื้อร้องแล้ว ก็มี เอฟู-ณรงค์ศักดิ์ ศรีบรรฎาศักดิ์วัชรากรณ์ หัวหน้าทีมดนตรีที่แอ้มได้ร่วมงานอยู่ตลอด

“เราได้เห็นเทคนิคการทำงานของพี่ ๆ เขาเยอะมาก อันนี้ต้องขอบคุณที่ทำให้เห็น เพราะไม่อย่างนั้นเราอาจจะคิดว่าการทำเพลงคือการนั่งคิด แล้วเขียนออกมาแค่นั้น เราอาจจะไม่ได้ทำงานได้อย่างที่ทำทุกวันนี้

“จริง ๆ แล้วกว่าจะเสร็จหนึ่งเพลงที่เราได้ฟังกัน มันมีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน เวลาพี่ก๊อปเขาจะเขียนเพลงหนึ่งเพลง เขาจะไปรีเสิร์ชก่อนว่าศิลปินเป็นคนแบบไหน พูดจาแบบไหน ทุกอย่างคิดหมด ไม่มีอะไรที่มั่วนะคะ”

เธอบอกว่าคาแรกเตอร์จริง ๆ ของแต่ละคนจะถูกหยิบขึ้นมา ‘ตี’ ให้ชัดขึ้น แล้วออกมาอยู่ในเนื้อเพลง

“ทีมจะคิดกันว่า อย่างคำนี้ ๆ นะ ถ้าเป็นหวายจะพูดได้ แต่ขนมจีนจะไม่พูด” ฟังแอ้มเล่าแบบนี้ เรารู้สึกราวกับกำลังนั่งดูรายการ #ความลับกามิ EP.พิเศษ “น้องหวายเป็นเด็กอินเตอร์ พูดตรง ๆ เด็ดขาด ตัดคือตัด น้องขนมจีนเป็นตัวแทนของสาวที่มีความ Emotional เนื้อเพลงก็จะออกไปทางยอมแพ้หน่อยได้ น่าสงสารนิดหนึ่งได้ ส่วนเฟย์ฟางแก้ว จะเป็นผู้หญิงบอบบางหน่อย เราเขียนเนื้อให้งอแงนิด ๆ ได้”

แอ้มไม่ได้ทำกามิกาเซ่แล้ว ทุกวันนี้หน้าที่ในการทำเพลงของเธอขยายกว้างขึ้น จากเดิมที่ได้แต่งทำนอง ร้องไกด์ ร้องคอรัส หรือคุมนักร้องอัดเพลงเป็นหลัก ก็ได้แต่งเนื้อร้องและโปรดิวซ์เพิ่มมาด้วย (ส่วนการเรียบเรียงดนตรี โดยปกติเธอมีทีมที่ทำด้วยกันเป็นประจำ) ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังยึดหลักที่ได้มาจากพี่ ๆ ทีมเดิม คือเธอต้องรู้จักศิลปิน ต้องจับทัศนคติของเขาให้ได้ และถ้า ‘รัก’ ศิลปินได้เลย ก็จะยิ่งทำให้เพลงออกมาดี

แอ้มเล่าว่า ขั้นตอนการทำเพลงสมัยก่อนนั้น โดยปกติต้องส่งเดโม่ที่มีดนตรีพร้อมกับฮัมทำนองไปก่อน เพื่อให้ผู้ใหญ่ฟังว่าเพลงนั้นเพราะไหม จากนั้นค่อยคิดคอนเซ็ปต์ เนื้อเรื่อง แล้วเขียนเนื้อเพลงให้ลงตัวพอดีทีหลัง ซึ่งข้อดีคือส่วนที่สำคัญของเพลงอย่างทำนองจะฟังแล้วเพราะ สมัยนี้ก็มีบางทีมที่ทำแบบนั้น และบางทีมที่แต่งเนื้อ-ทำนองในตัวเอง

แล้วตอนนี้คุณทำแบบไหน – เราถามพี่สาวนักแต่งเพลงตรงหน้า

แอ้ม อัจฉริยา นักแต่งเพลงสาวยุคกามิกาเซ่ สู่ Queen of T-pop ตัวจริงแห่งยุคปัจจุบัน

“พี่ยังทำแบบเก่า แนวคิดที่เราตั้งใจทำในทุกเพลงคือ ทำนองต้องเพราะก่อน ให้เอาไปเล่นเปียโนเปล่า ๆ ได้” เธอตั้งใจตอบ “แต่เราจะสบายกว่าพี่ ๆ ที่แยกกันแต่งทำนอง-เขียนเนื้อนิดหนึ่ง สมมติว่าคำไม่ลงจริง ๆ เราก็แอบขออนุญาตตัวเองว่า เพิ่ม 1 คำได้มั้ยจ๊ะ ได้สิ อนุญาต (หัวเราะ) อีกอย่างคือเราเป็นคนเขียนทำนองขึ้นมาด้วยอารมณ์นี้ เราก็จะรู้ว่าเพลงนี้ควรเล่าเรื่องอะไร มันจะสัมพันธ์กันมากกว่า

“จริง ๆ ชีวิตพี่ไม่มีเรื่องราวอะไรเท่าไหร่เลย วัน ๆ ก็คุยกับแมว ไม่ค่อยมีความเครียด” แอ้มสารภาพขำ ๆ เมื่อเราถามต่อถึงเทคนิคเขียนเนื้อร้อง “แต่พี่ดูชีวิตคนอื่น ดูหนัง ดูซีรีส์ แล้วคิดตาม เราชอบเรื่องจิตวิทยา เลยชอบทำความเข้าใจกับคนอยู่แล้ว เพิ่งมารู้ทีหลังว่าสิ่งที่ชอบมันมีประโยชน์กับงานมาก เพราะทำให้มโนแทนคนอื่นได้ว่า ถ้าอยู่ในสถานการณ์นี้ เราน่าจะรู้สึกแบบนี้ ทำให้เราเขียนเพลงได้สมเหตุสมผลขึ้น

“บางทีเราใช้ความนิเทศศาสตร์แต่งเรื่องขึ้นมา จะต้องตั้งว่าเรากำลังเป็นใคร แล้วก็เขียนบทออกมาเป็นเพลง”

ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตหลอมรวมออกมาให้เธอเป็นเธอทุกวันนี้

5 เพลงที่แอ้มอยากเล่า

01 สลักจิต – ป๊อบ ปองกูล

หลังจากที่ได้ประทับใจกับการทำงานร่วมกับ ป๊อบ ปองกูล ในเพลง ภาพจำ ที่ป๊อบบรีฟเพลงด้วยการเล่าภาพเอ็มวีในหัวว่า ‘พระเอกติดคุก นางเอกอยู่ข้างนอก ใช้ชีวิตไปตามปกติ แล้ววันหนึ่งพระเอกก็แหกคุกออกมา เพราะได้ข่าวว่านางเอกจะแต่งงาน’ เธอก็ได้มาร่วมงานกับศิลปินคนนี้อีกครั้งด้วยความประทับใจ (ความแปลก) ในอีกรูปแบบ

  ‘อยากได้เพลงสีเทา ๆ ตุ่น ๆ’ เป็นบรีฟสั้น ๆ ที่แอ้มได้จากป๊อบในเพลงที่ป๊อบและ ดา เอนโดรฟิน จะกลับมาเจอกันหลังจากที่เพลง ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ ครบรอบ 15 ปี

  “นี่ป๊อบดาเลยนะเว้ย!” แอ้มกดดันตัวเอง อยากให้ผลงานออกมาดีพอที่ศิลปินระดับเทพทั้งสองคนจะร้องด้วยกัน

เมื่อได้ปรึกษากับทีมงานของเพลงนี้ อันประกอบไปด้วย ข้าว Fellow Fellow และ ฉัตรแก้ว สุศิวะ สุดท้ายสีเทา ๆ ตุ่น ๆ ก็ถูกตีความออกมาเป็นอารมณ์ที่ไม่ได้เศร้ามาก แต่รู้สึกผิดนิด ๆ ในสถานการณ์ที่คนเคยเป็นแฟนกันสองคนแอบคิดถึงกัน ทั้ง ๆ ที่มีแฟนใหม่แล้วทั้งคู่ สำหรับเพลง สลักจิต

“มันเป็นบรรยากาศที่น่าสนใจ เป็นเรื่องที่อยู่ลึก ๆ ในใจคน ไม่สามารถพูดออกมาได้ ก็เลยคิดว่านี่แหละคือเทาตุ่น” เธอสรุป

ส่วนชื่อ สลักจิต แปลว่าฝังใจ ซึ่งนักแต่งเพลงสาวคิดขึ้นมาได้ตอนขับรถ เธอบอกว่าชื่อนี้ทั้งเพราะ ทั้งตอบโจทย์ Thai Pop ทั้งทำให้คนสงสัยว่าอะไรคือสลักจิต

“เราเอาชื่อสลักจิตไปใส่ในเว็บว่าได้เลขเท่าไหร่ด้วยนะ” แอ้มเล่ากลั้วหัวเราะ “ได้เลขที่แปลว่าเป็นคนอาภัพในความรัก”

02 สองใจ – ดา เอ็นโดรฟิน

สองใจ เป็นเพลงละครเรื่อง วันทอง สำหรับแอ้มแล้ว นี่คือการรีแบรนด์วันทองใหม่ จากที่ทุกคนใช้คำนี้ด่าผู้หญิงใจง่าย ใจโลเลมาตลอดร้อยปี เธอต้องทำให้คนหันมารักวันทองให้ได้

เดิมทีคนไทยจะรู้จักวันทองผ่านมุมขุนช้างขุนแผน ผ่านมุมของชาวบ้านที่ติฉินนินทา แต่คราวนี้แอ้มเล่าผ่านมุมของวันทอง ให้เหมือนเธอเป็นวันทองมาขอความเห็นใจ

“พอได้รับบรีฟ ประโยคแรกที่คิดขึ้นมาได้ก็คือ ‘ใครจะอยากเป็นคนไม่ดี’ แล้วก็คิดว่า ‘ฉันยอมสองใจเพราะรักเธอ จะเป็นประโยคทองที่เอาไว้ขาย เพราะมันคือเหตุผลของวันทอง เราก็เลยเริ่มจาก 2 ประโยคนี้ก่อน”

สารที่แอ้มจะต้องส่งไปให้ชัดกว่าในละครก็คือ วันทองไม่เคยรักขุนช้างเลย แต่ต้องไปอยู่ด้วยเพราะความจำเป็น เธอจึงใช้ประโยค ‘ยอมให้ใครอีกคนเข้ามา’ เป็นการสื่อสารถึงผู้ฟัง

เมื่อมีเพลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือหานักร้องเสียงไม่หวาน ห้าวแหบให้เหมาะกับคาแรกเตอร์วันทอง 2021 ที่เข้มแข็งมาก เป็นผู้หญิงที่ลุกขึ้นสู้เรื่องสิทธิสตรี ซึ่งโชคดีที่ในที่สุดแล้วก็ได้ ดา เอนโดรฟิน มาร้อง

“เราคิดว่าถ้าคุณดาได้ร้องทำนองที่มีความไทยจะเก๋มาก แต่ในเมื่อเป็นวันทอง 2021 ก็ขอผสมความ R&B เข้าไปในเพลงด้วย” 

03 เฮอร์ไมโอน้อง – อูน TheChanisara

แอ้มเคยทำเพลงประกอบแคมเปญให้ อูน Diamond Grains อยู่แล้ว มาวันหนึ่งอูนก็อยากมีซิงเกิ้ลเป็นของตัวเอง แอ้มจึงคิดหาว่าเพลงแบบไหนกันนะที่จะเหมาะกับสาวนักธุรกิจอายุน้อยร้อยล้านคนนี้ จะเป็นเพลงให้กำลังใจก็ดูซีเรียสไป ไม่สนุก อูนเลยปิ๊งไอเดียว่า จะทำเพลงสนุก เพราะเธอดีลกับแอปฯ TikTok ไว้ว่าจะลงคอนเทนต์

“ช่วงนี้อินกับเรื่องอะไรบ้าง มีเรื่องอะไรที่อยากเล่าไหม” แอ้มถามอูนผู้เป็นรุ่นน้องคณะเดียวกัน แต่ยังไม่ได้คำตอบที่ถูกใจ เธอจึงถามต่อ “ผลิตภัณฑ์ที่กำลังทำอยู่เกี่ยวกับอะไร เผื่อจะได้แรงบันดาลใจ”

คราวนี้อูนตอบว่า คอลเลกชันหน้าเธอดีลกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ไว้ เพียงเท่านี้ นักแต่งเพลงสาวของเราก็คิดออกทันที

“เฮ้ย! เอาเป็นเฮอร์ไมโอนี่ไหม อยากเป็นเฮอร์ไมโอนี่จะเสกให้พี่มารักแต่หนู น้องอูนเอาเลย!” ด้วยความชื่นชอบ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นทุนเดิม อูนตอบตกลงทันที โดยในเพลงก็ไม่ได้มีแค่เฮอร์ไมไอนี่ แต่ยังมีตัวละครอื่น ๆ จากดิสนีย์มาเสริมทัพด้วย

แอ้มมองว่าอูนเป็นคนที่มักจะส่งต่อแรงบันดาลใจ ส่งต่อพลังงานบวกให้ผู้ติดตาม เธอจึงอยากให้เพลงที่จะทำเป็นเพลงน่ารัก ๆ ฟังง่าย สร้างความบันเทิงให้มหาชน ใคร ๆ ก็ร้องและเต้นตามได้ และมีเนื้อหา ‘คลั่งรัก’ อย่างที่อูนเป็น

จริงอย่างที่แอ้มตั้งเป้าหมายไว้ หลังจากที่ปล่อยออกมา เฮอร์ไมโอน้อง ก็ดังเป็นพลุแตก มหาชนทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่คัฟเวอร์กันทั้ง TikTok แต่ถึงอย่างนั้นก็มีกระแสแง่ลบให้ได้ยิน เรื่องที่เธอแต่งให้เฮอร์ไมโอนี่ใช้เวทมนตร์คาถาที่ไม่ถูกต้องแบบนั้น

“เฮอร์ไมโอนี่ไม่ใช่คนแบบนี้หรอก ถูกต้อง” แอ้มพูดอย่างอารมณ์ดี “แต่เราไม่ได้เขียนว่าเฮอร์ไมโอนี่เป็นคนเสก ถ้าเป็นเฮอร์ไมโอนี่จริง ๆ เขาก็ไม่เสกอยู่แล้ว แต่เราเป็นเฮอร์ไมโอน้องไง ผู้หญิงคนหนึ่งที่เพ้อเจ้อว่าอยากเป็นแม่มด จะได้เสกให้พี่เข้ามาใกล้ ๆ ให้มึนงง มารักเรา”

04 คั่นกู – ไบร์ท วชิรวิชญ์

คั่นกู เป็นเพลงประกอบซีรีส์วายเรื่องดังอย่าง ‘เพราะเราคู่กัน’ 

คั่นกู เป็นคำผวนของคำว่า คู่กัน ซึ่งมาจากชื่อนิยายต้นฉบับ แอ้มใช้คำว่า คั่นกู เป็นชื่อเพลง และหยิบการผวนคำมาเป็นกิมมิกในการแต่งเพลง ให้ฟังดูกลับไปกลับมา ย้อนแย้ง ตรงกันข้าม โดยความวกวนนี้นอกจากจะน่ารัก เล่นกับชื่อเรื่องแล้ว ยังเหมาะกับตัวละคร ‘สารวัตร’ ที่เป็นคนงง ๆ แกล้งไม่รู้เรื่อง ชอบเขาแล้วแกล้งว่าไม่ชอบด้วย

“เพลงนี้อยากใช้วิธีเขียนเป็นการเล่นคำทั้งหมด มีทั้งคำผวน คำคล้องจอง คำซ้ำ คำซ้อน ใช้หลักภาษาไทยทั้งหมดเลย” แอ้มเล่า เราเองก็ชอบเพลงนี้ของเธอเป็นพิเศษ ไม่เคยสังเกตว่าเป็นเพราะอะไร แต่ฟังท่อนไหนก็รู้สึก ‘ว้าว’ แต่ละประโยคดูเหมือนจะเป็นวรรคทองไปเสียหมด แถมยังร้อยเรียงเนื้อหาเข้ากันได้ดีด้วย วันนี้ก็เลยรู้สึกเหมือนได้เฉลยจากผู้แต่งว่า เป็นเพราะความตั้งใจเล่นคำ เล่นความหมาย

“พี่รู้สึกว่าเมื่อก่อนอาจจะมีวรรคทองแค่วรรคเดียวพอ แต่ถ้าเป็นยุคนี้อาจจะต้องมีหลายวรรคหน่อย

“การแต่งประโยคคือทักษะ คล้าย ๆ เราเขียน Copy โฆษณาให้คนจำได้ค่ะ ถ้าไม่เรียนนิเทศอาจจะงง โชคดีที่เราได้เรียน ก็เลยเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ง่ายขึ้น”

นอกจากนี้ คั่นกู ยังพิเศษที่ ‘ความ Scrubb’ ในกลิ่นอาย เนื่องจากในเรื่อง สารวัตรและไทน์ชอบวง Scrubb มาก แอ้มจึงคิดว่า หากสารวัตรจะร้องเพลง ก็น่าจะเป็นเพลงที่ได้รับอิทธิพลมาจากวง Scrubb

ความ Scrubb ที่แอ้มตีความ คือวงดนตรีที่มีความเป็นวัยรุ่นมหาวิทยาลัย จริงใจ แต่มีซาวนด์นิ้งหน่องของวงโยธวาทิตนิด ๆ และบรรยากาศโดยรวมมีความญี่ปุ่น ฟังเพลิน ซึ่งเมื่อทำออกมา แม้แต่ บอล Scrubb เองยังบอกว่า ‘ใช่เลย’

05 ทดลองใช้ – เบิร์ด ธงไชย

อย่างที่เราได้เล่าไปในตอนแรก แอ้มฟังเพลงพี่เบิร์ดมาตั้งแต่ยังเป็นเบบี้แอ้ม เมื่อก่อนเวลามีคนถามว่าอยากร่วมงานกับศิลปินคนไหน ชื่อ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ก็จะเป็นชื่อแรกที่แอ้มตอบ เมื่อมีโอกาสได้ทำเพลงให้พี่เบิร์ดในครั้งนี้ เธอจึงดีใจมากถึงมากที่สุด

“เมื่อก่อนเคยหวังแค่ว่าจะได้คอรัสพี่เบิร์ดเฉย ๆ แต่ก็ไม่เคยได้ร้องเลย อยู่มาวันหนึ่งได้มาโปรดิวซ์ มันเกินกว่าที่คิดไว้”

สำหรับแอ้ม พี่เบิร์ดเป็นคนที่ร้องเพลงอะไรก็เพราะ แต่เธอไม่รู้ว่าจะเลือกเพลงแบบไหนให้พี่เบิร์ดร้อง ไม่รู้ว่าต้องพยายามเปลี่ยนพี่เบิร์ดหรือคิดว่าอะไรใหม่ ๆ ไหม จนสุดท้ายเธอตัดความคิดมากทั้งหมดไป แล้วย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ‘พี่เบิร์ด’ ในความทรงจำของเธอคืออะไรกันแน่

“เพลงที่เราชอบที่สุดคือ บูมเมอแรง” แอ้มพูดถึงเพลงในวัยเด็ก สมัยที่เธอยังฟังจากเทปเราชอบเพลงที่มันอ้อน ๆ จีบ ๆ หญิง เพลงที่พี่เบิร์ดร้องแล้วยิ้มไปด้วย นี่คือความทรงจำที่เราต้องการจะเห็นอีกครั้งหนึ่ง”

ในที่สุดก็ได้ออกมาเป็นเพลง ทดลองใช้

ทดลองใช้ในที่นี้ หมายถึงการที่ชายหนุ่มในเพลงจะมาเสนอขายตัวเอง ว่าผมมีความรักที่ดีให้ พร้อมมีโปรโมชันมาแนะนำ

‘สวัสดีครับ เรามีสิ่งดีแนะนำคุณ หวังไว้ว่าคุณนั้นสนใจ…’

กิมมิกของเพลงนี้คือ ใช้ศัพท์เกี่ยวกับการค้าขายทั้งหมดเลยค่ะ” แอ้มเล่าอย่างภูมิใจ เธอมีความสุขมากที่ได้ร่วมงานกับพี่เบิร์ดที่ทั้งน่ารักและตั้งใจทำงาน

พี่เขาคือคนที่เกิดมาเพื่อเป็นซูเปอร์สตาร์จริง ๆ ตั้งแต่ Mindset เลยค่ะ”

The New Black

หลังจากพูดถึงเพลงน่าเล่าทั้ง 5 เพลงไปแล้ว เราก็ถือโอกาสนี้ชวนคุยถึงเทรนด์เพลงไทยในยุคนี้กันต่อเสียหน่อย

ช่วงก่อนหน้านี้เพลงแรปมาแรง” เธอเล่าย้อน “คนไทยชอบฟังเพลงแรป เพราะมี Movement เยอะ ฟังแล้วจะรู้สึกว่าได้ยินเนื้อที่ไม่ซ้ำกันเลยเยอะกว่า ถ้าชอบความสนุกในการฟังเนื้อ ได้คิดตามเยอะ ๆ ก็จะชอบฟังเพลงแรป”

ถ้ายังจำกันได้ ราว 3 – 4 ปีก่อน รายการ The Rapper ดังมากเสียจนเพลงแรปได้รับความสนใจจากวงกว้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กระแสนั้นนอกจากทำให้วงการแรปเปอร์เคลื่อนตัวแล้ว ยังส่งอิทธิพลกับเพลงแนวอื่น ๆ ในไทยด้วย

“การแรปเริ่มจากการเข้ามา Featuring ทำให้เพลงสนุกขึ้นในแต่ละเพลงใช่ไหมคะ แต่ตอนนี้ความสนุกที่เคยเป็นเนื้อแรปนั้น เริ่มเข้ามาเป็นเนื้อเพลงแล้ว ทำให้เพลงในยุคปัจจุบันครีเอตมากขึ้น”

ในด้านเนื้อหาก็เช่นกัน แอ้มบอกว่าเมื่อก่อนมักจะได้โจทย์เป็นเพลงรัก ไม่ค่อยมีเรื่องอื่น ๆ แต่พอมีกระแสเพลงแรปที่เล่าเรื่องอะไรก็ได้ ส่วนตัวเธอจึงคิดว่ามันส่งผลกับเพลงป๊อป ทำให้พูดเรื่องอื่นในเพลงได้มากขึ้น

เราถามต่อถึงเพลงที่นำวลีฮิตมาแต่งใน TikTok ซึ่งหลายคนมองว่าอยู่ได้ไม่นาน ฉาบฉวย ว่าเธอมีความเห็นยังไงบ้าง

“อืม… พี่คิดว่ามันเป็นรูปแบบหนึ่งของงานศิลปะ เหมือน Pop-Art ที่มันจะอยู่ในช่วงนั้น ๆ” เธอค่อย ๆ ตอบ “สมมติว่าตอนนี้มีคนเอาคำว่า เกินปุยมุ้ย ไปเขียนเพลง อีก 5 ปีอาจจะไม่ฟังแล้ว เพราะว่าคนเลิกพูดกัน แต่ถ้ากลับมาฟัง เราก็จะนึกได้ว่าเมื่อก่อนคำนี้ฮิตมากเลยนะเว้ย ต่อไปก็เล่าให้ลูกหลานฟังได้”

แอ้มมองว่าความสนุกเป็นฟังก์ชันหนึ่งที่สำคัญ แม้เพลงนั้นจะไม่ได้อยู่ไปยาวนาน ไม่ได้รางวัล แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์

พี่ไม่ค่อยติดอะไรกับสิ่งที่มันฮิตเลย ใครอยากทำอะไรก็ทำ ชอบก็ฟัง ไม่ชอบก็ข้าม รู้สึกแบบนั้นเลย แล้วก็เราเป็นคนสนุกง่ายไง เห็นคนเขาเต้นกันก็ไม่ได้รู้สึกหมั่นไส้อะไรนะ มันเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่งค่ะ”

ถึงตรงนี้ เรานึกไปถึงช่วงที่เราเริ่มฟังเพลง ช่วงปี 2010 ที่แอ้มเริ่มทำเพลง อยากรู้ว่าถ้าเพลงกามิกาเซ่เหล่านั้นมาอยู่ในยุคนี้บ้าง เธอว่าจะเกิดรึเปล่านะ

“พี่ว่าดัง” นักแต่งเพลงสาวผู้อยู่มา 2 ยุคตอบอย่างไม่ลังเล “เคยโดนเหยียดนะว่าภาษาไม่สละสลวย ดนตรีมีเสียงสังเคราะห์เยอะ พี่ว่าสไตล์มันใหม่ไปสำหรับตอนนั้น มันขัดกับเพลงป๊อปในตลาด แต่ ณ ปัจจุบันนี้ การร้องแบบนั้นมันมีให้เราได้ยินเยอะมาก มาอยู่ตอนนี้มันใช่เลยนะ

“ตอนนี้กามิกาเซ่ครองบ้านเราประมาณหนึ่งเลย น้อง ๆ ที่โตมากับยุคนั้นกลายเป็นคนบรีฟงานแล้วค่ะ” เธอหัวเราะอารมณ์ดี “ก็เลยไม่โดนเหยียดแล้วค่ะ กลายเป็นเก๋ที่เคยอยู่กามิกาเซ่”

ในขณะเดียวกัน คนฟังเพลงอย่างเราจากเคยเขิน ๆ ที่ฟังเพลงกามิกาเซ่ ก็กลายเป็นรู้สึกเก๋เช่นกัน (จริง ๆ ก็เก๋ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ)

การงานอาชีพและความสุนทรี

“ตอนนี้รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไปนะ” จากเรื่องเทรนด์ เราเปลี่ยนมาคุยเรื่องมุมมองต่ออาชีพนักแต่งเพลงบ้าง “เมื่อก่อนคนที่เข้ามาเป็นเบื้องหลังแล้วจะมีจำนวนค่อนข้างจำกัด เพราะว่าเพลงต้องปล่อยจากค่ายใหญ่เท่านั้น แต่ว่าปัจจุบันนี้มันอิสระมากขึ้น มีพื้นที่ที่ให้ทุกคนทำเพลงได้ เป็นตลาดเสรี

“สำหรับตัวเอง เรารักอาชีพนี้มากขึ้น เพราะเป็นอาชีพที่ทำแล้วรู้สึกว่านี่เป็นตัวตนของเรามาก ๆ เป็นอาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เยอะ และทำงานที่ไหนก็ได้ ถ้าต้องไปห้องอัดเราก็อยู่กันเป็นกลุ่มคนน้อย ๆ ที่คุยภาษาเดียวกัน เป็นอาชีพที่เหมาะกับเรามากเลย”

รู้สึกยังไงบ้างที่ทุกวันนี้ ‘แอ้ม อัจฉริยา’ เป็นที่ชื่นชมของใครหลาย ๆ คน – เราถามในฐานะหนึ่งในคนเหล่านั้น

“กดดันเหมือนกันนะ กลัวโดนจับผิดในทวิตเตอร์ เพลงแบบนี้ดูง่ายไป ดูไม่ใช่เพลงพี่แอ้ม กลัวคนที่เขาคาดหวังจะผิดหวังอะค่ะ” เธอพูดยิ้ม ๆ “แต่เราก็ขอบคุณมาก ๆ และอยากบอกว่ารู้สึกดีใจที่มีคนจำนวนหนึ่งชอบงานของเรา มีคนเคยมาบอกว่า ‘หนูขอบคุณพี่มากที่ทำให้หนูมีความสุขในการฟังเพลง’ อะไรแบบนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราใจฟูมาก

“ตอนเด็ก ๆ เคยรู้สึกว่าถ้าเราตายไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย มันจะนอยด์ ๆ รึเปล่าวะ แต่ว่าตอนนี้รู้สึกว่า ตายได้อย่างไม่ติดค้าง ชาตินี้เราได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นไว้แล้ว”

เรานั่งฟังเธอพูดอย่างตั้งใจ กว่า 2 ชั่วโมงที่ได้ฟังเธอเล่า เรารู้สึกดีใจด้วยจริง ๆ ที่ใครสักคนจะได้ทำอาชีพที่ตัวเองรักและภูมิใจขนาดนี้ “อยากให้ทุกคนมีความสุขกับการฟังเพลง ตอนนี้เพลงในโลกมีหลากหลายมาก เราเลือกฟังที่ชอบได้เลย อยากให้มองมันเป็นความสุข แล้วก็ไม่เหยียดกันและกัน สังคมของการฟังเพลงจะได้ไปไกลกว่านี้ค่ะ”

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

11 โมงตรงแดดเปรี้ยงร้อนผ่าว ผมเดินเหงื่อหยดอยู่แถวย่านวัดดาว ปิ่นเกล้า เพื่อหาสถานที่ตามนัดหมาย ผมไม่ได้มาตามหา เน วัดดาว ผู้ที่ได้รับเกียรติเอาย่านนี้มาเป็นนามสกุล แต่ผมมาเพราะถูกนางกวัก กวักเรียกให้มาหาผู้ออกแบบต่างหาก มีนักออกแบบกลุ่มหนึ่งลงมือออกแบบนางกวักออกมาใหม่ ใช่ครับ นางกวักที่เป็นของขลังเรียกลูกค้าประจำร้านค้าของสังคมไทยนี่แหละ ผมเคยเห็นนางกวักรูปแบบใหม่นี้มาได้สักพัก แล้วรู้สึกว่ามันน่าสนใจมากๆ มากขนาดที่ตัวนักออกแบบคนนี้นั้นได้ถูกเสนอชื่อให้เป็น Designer of the Year ประจำปี 2017 มาแล้วอีกด้วย และตอนนี้ ด้วยการช่วยเหลือของแผนที่ในโทรศัพท์หรือพลังงานบางอย่างของนางกวักก็ไม่ทราบได้ ผมเดินมาถึงจุดนัดหมายแล้ว ป้ายด้านหน้าทาวน์เฮาส์ห้องนั้นติดตัวอักษรไว้ว่า THIS.MEAN.THAT

นางกวัก

THIS.MEAN.THAT เป็นสตูดิโอที่ก่อตั้งขึ้นโดยนักออกแบบ 2 คน คือ นก-ธันย์ชนก ยาวิลาศ และ ไผ่-ปัญจพล กุลปภังกร ทั้งคู่เรียนจบจากภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พอเรียนจบทั้งสองคนต่างก็ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ นกศึกษาด้านการสื่อสารและกราฟิกดีไซน์ ส่วนไผ่เลือกเรียนด้านการออกแบบเครื่องประดับ โทษฐานที่รู้จักกันมาตั้งแต่ที่ลาดกระบัง จึงทำให้ระหว่างที่อยู่อังกฤษทั้งคู่ได้ไปช่วยทำโปรเจกต์ของคอร์สเรียนปริญญาโทให้กันและกันอยู่เสมอ พอนำความถนัดเรื่องการสื่อสารและกราฟิกมาผสมการออกแบบเครื่องประดับ ทำให้เกิดไอเดียและแง่มุมที่น่าสนใจมากมาย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของสตูดิโอเล็กๆ แห่งนี้

นางกวัก นางกวัก

พอเรียนจบกลับมาไทย ทั้งคู่ต่างก็เข้าทำงานในสายงานที่ตัวเองเรียนมา แล้วก็พบปัญหาว่า ตอนเริ่มโปรเจกต์เรามักใส่ไอเดียลงไปในงานเต็มร้อย แต่ด้วยข้อจำกัดของตลาดทำให้ไอเดียเหล่านั้นค่อยๆ ลดลง จนตอนที่ออกสู่ตลาดอาจจะเหลือไอเดียแรกแค่ 5 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

“เรารู้สึกว่ามันน่าจะมีงานออกแบบอะไรสักอย่างที่มี content ซึ่งไม่ได้ขึ้นกับการตลาด แล้วก็อยากลองทำอะไรสนุกๆ เหมือนเป็นที่ทดลองงานแปลกๆ ของเรา พอเราหาพื้นที่ไม่ได้ก็เลยคิดว่างั้นเราสร้างพื้นที่ขึ้นมาเองเลยละกัน ด้วยโจทย์ที่เราชอบตีความเรื่องการสื่อสาร เราก็เลยอยากทำของแต่งบ้านแบบที่มีเรื่องราว มี content ซ่อนอยู่ในนั้น เพราะถ้าทำของแต่งบ้านแบบทำแจกัน กรอบรูป ก็ไม่รู้เราจะทำไปทำไม เพราะคนอื่นทำกันเต็มไปหมดแล้ว”

สิ่งที่ทั้งสองคนคิดจะทำคือ ของแต่งบ้านที่มีเรื่องราวซ่อนอยู่ในนั้น โดยมีแนวความคิดหลักๆ คืิอ ทำสิ่งที่คนคุ้นเคย แต่ทำให้มันเล่าเรื่องราวใหม่ๆ ได้ สิ่งแรกที่ทั้งสองคนหยิบมาออกแบบคือ นางกวัก

“เพราะเป็นงานออกแบบชิ้นแรก เราเลยนึกถึงคำว่า welcome หรือ ยินดีต้อนรับ เหมือนเป็นการเปิดตัว การเชื้อเชิญ เราก็มองหาว่าอะไรที่สื่อถึงการเชื้อเชิญของคนไทย บ้านของไผ่อยู่แถววัดราชบพิตร ย่านร้านขายพระองค์ใหญ่กับพวกเครื่องสังฆภัณฑ์ พอเราไปเดินรอบๆ บ้านก็บังเอิญเห็นนางกวัก เลยเริ่มคุยกันว่า นางกวักเป็นของแต่งบ้านไทยรึเปล่า ถ้าเราตัดเรื่องความเชื่อออกไป เวลาเราเห็นนางกวักที่ไหนก็รู้สึกว่าเป็นบ้านคนไทยเลย ก็เลยคิดว่าคอลเลกชันแรกทำของแต่งบ้านที่เป็นนางกวักดีกว่า”

นางกวัก พระ นางกวัก

ขั้นตอนแรกของการทำงานเริ่มต้นโดยการที่ทั้งคู่ซื้อนางกวักจากร้านนั้นกลับมา แล้วเอาตะไบมาค่อยๆ ลดทอนรายละเอียดส่วนที่ไม่ชอบออกไป ระหว่างที่ทำก็เจอทั้งผ้ายันต์ข้างในนางกวัก และถูกนางกวักจ้องหน้ากลับมาตลอด จึงทำให้ทั้งสองคนหวาดผวาตอนทำงานอยู่บ่อยๆ ทั้งคู่เลยเปลี่ยนไปหาช่างปั้นให้ขึ้นแบบนางกวักจากขี้ผึ้งมาใช้ทำงานแทน เพื่อลดความน่ากลัวของนางกวักลง จากความตั้งใจแรกที่อยากให้นางกวักเปลี่ยนรูปทรงไปมากๆ ให้คล้ายพริตตี้มอเตอร์โชว์ แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสมและไม่สื่อสารความหมายที่ตั้งใจไว้ สุดท้ายทั้งสองคนตัดสินใจเก็บรูปทรงเดิมๆ ทั้งหมดไว้ แต่เปลี่ยนสิ่งของที่นางกวักถือให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นแทน

นางกวัก นางกวัก

นางกวัก

“เราไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ สิ่งที่เราทำเป็นเหมือนการบันทึกเรื่องราวของยุคสมัย นางกวักที่ทำในปี 2014 ความร่ำรวยที่นางกวักถือก็จะเป็นของยุคนั้น ส่วนนางกวัก 2017 ก็จะมีของแสดงความร่ำรวยที่เปลี่ยนแปลงไป กระเป๋าถือจะเป็นอีกแบบ แว่นจะเป็นอีกทรง ตามที่ในยุคนั้นๆ เขาชอบกัน ลูกค้าที่ซื้อไปเขาก็ถวายมาการง ถวายน้ำแดง ให้นางกวักกันปกติ ตอนนกทำงานที่ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัยได้เห็นงานที่หลากหลาย เลยไม่รู้สึกว่าการแตะเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องน่ากลัว วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคแต่ละสมัย ถ้าวัฒนธรรมไม่เปลี่ยนแปลงมันก็จะตายและหายไป”

ผมทึ่งที่เห็นการหยิบเอาความเป็นไทยแบบบ้านๆ มาทำงานออกแบบ บ้านๆ ในที่นี้ไม่ใช่การดูถูก แต่หมายถึงเป็นสิ่งที่นักออกแบบส่วนมากไม่ได้สนใจจะหยิบจับมาใช้ ผมเลยถามถึงที่มาในการใช้สิ่งนี้มาออกแบบ

“การหยิบเอาของจักสาน ลายกระหนก หรือลายรดน้ำ มาใช้ มีคนทำเยอะแล้ว เราอยากทำสิ่งที่ยังไม่มีคนทำ มีคนถามศิลปินคนหนึ่งว่า คุณเป็นคนออสเตรีย ก็ต้องนำเสนอความเป็นออสเตรียออกมาสิ เพราะตอนนั้นมีกระแสแรงมากว่าศิลปินไทยต้องนำเสนอความเป็นไทย เขาตอบว่า เขาไม่รู้หรอกว่าอะไรคือคำว่า ความเป็นออสเตรีย แต่มันคือสิ่งที่เขาเห็นและอยู่ด้วยทุกวัน มันคือการดำเนินชีวิตของเขา เราก็รู้สึกแบบนั้น เราอยู่กันแบบนี้ สิ่งแวดล้อมเราเป็นอย่างงี้ งานก็เลยออกมาประมาณนี้ เราไม่ได้อยากทำเพราะมันคือความเป็นไทย”

นางกวัก

นกและไผ่เปิดตัวนางกวักในงานแฟร์แสดงสินค้างานหนึ่งจากการเชิญชวนของรุ่นพี่ที่รู้จัก และฟีดแบ็กที่ได้มาก็ถือว่าน่าตื่นเต้นและตกใจ

“หลังจากเราได้ต้นแบบแล้วก็ให้ทางโรงงานผลิตนางกวักขึ้นมาให้ แต่ตอนที่ได้รับมาพบว่าดูเล็กเกินไป เพราะมาแค่ตัวนางกวักอย่างเดียว เราก็ไปซื้อฐานที่เขาวางพระจริงๆ มาต่อ แล้วก็เอาแก้วครอบพระนี่แหละมาครอบไปอีกชั้น ตอนนั้นคนก็ค่อนข้างชอบกัน และคนจำนวนมากก็นึกว่ามันจะมีกลไกอะไรไหม แบบนางกวักที่ขยับแขนได้แบบแมวกวัก”

“ต่อมาเราไปออกงาน BIG+BIH ก็ขายดีเลย ส่วนหนึ่งคือร้านที่มาออกบูทขายของดัวยกันเขาซื้อกันไปตั้งหน้าร้าน คนที่เห็นก็ถามว่า คุณซื้อนางกวักมาจากไหน เหมือนโฆษณาให้เราด้วย ซึ่งมันคือฟังก์ชันของนางกวัก แต่ไม่ได้แค่กวักคนเข้าร้านนั้นๆ ร้านเดียว แต่เผื่อแผ่มาถึงคนทำนางกวักอย่างเราด้วย”

หลังจากไปออกงานแฟร์แสดงสินค้าบ่อยเข้า ทั้งคู่ก็พบบัญหาว่าการมีสินค้าเพียงแค่ชิ้นเดียวในบูททำให้คนไม่ค่อยสนใจ เลยคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะออกผลิตภัณฑ์เพิ่มเป็นคอลเลกชันที่ 2 ซึ่งควรจะแสดงถึงความเป็นไทยที่แตกต่าง

นิตยสาร

นิตยสาร

“ตอนนั้นเราย้ายมาอยู่แถววัดดาว แถวนี้มีแผงหนังสือที่นิตยสารแทงหวยเยอะมาก แบบบอกให้เราไปที่นี่ ขูดต้นไม้ตรงนั้น ขอพรกับศาลที่นั่น สอนวิธีการขูด สอนวิธีการขอ เจ๋งมาก เป็นเหมือนนิตยสาร Kinfolk ของวงการหวย

“เราสนใจเรื่องของความเชื่อของคนไทย เหมือนเป็น Pop Culture อย่างหนึ่ง เลยคิดคอนเซปต์ของคอลเลกชันนีี้ว่า Made in Thailand พอพูดถึงการขอหวย เรานึกถึงสัตว์ที่มีรูปร่างผิดปกติ หมูสองหัว จิ้งจกสองหาง วัวสิบขา ถ้าเป็นประเทศเจริญแล้วจะถูกนำไปวิจัย แต่ในบ้านเราจะถูกเอาไปตีเป็นหวยแทน เราทำตัวหมูสองหัวออกมา แต่พอปล่อยออกมาแล้วเงียบกริบ คนไม่เข้าใจกัน เราต้องเล่าเรื่องราวการขอหวยให้คนที่มาถามฟัง เล่าจบคนก็หัวเราะแล้วเดินออกไปหมด คนใหม่มากูก็ต้องเล่าอีกแล้ว (หัวเราะ) เล่าเรื่องเดิมทั้งวันเลย แต่คนที่เก็ตเนี่ยไม่ถามอะไรเลย อย่างแม่บ้านที่ทำความสะอาดในงานเนี่ย เดินมาเจอก็มาลูบหมูเราเลย แล้วถามว่า จะมีเลขไหมเนี่ย แบบชอบมากเลย”

“พอดีตอนนั้นในสตูดิโอมีน้องมาช่วยงานอยู่ 2 คน เราก็ให้น้องช่วยออกแบบต่อยอดจากของที่เรามีให้เป็นของชิ้นเล็กๆ แต่ยังคงเชื่อมโยงกับของที่เราเคยทำไปแล้ว คนแรกนำเสนอผ้ายันต์กับพระเครื่อง เอาโปรดักต์ที่เราทำไปใช้เป็นลายของทั้งผ้ายันต์และตัวพระเครื่อง ส่วนอีกคนไปทำการบ้านมาว่าคนสมัยนี้ต้องการอะไรในโลกออนไลน์ ก็พบว่าเราต้องการให้คน Like ให้คน Love และก็ต้องการรวย พอสรุปมาแบบนี้เราก็หยิบเอามือ เอาท่าทาง ของนางกวักมาต่อยอดทำเป็นเข็มกลัดชิ้นเล็กๆ ก็ช่วยให้บูทมันไม่เหงาเกินไป”

นางกวัก

นางกวัก

หลังจากคอลเลกชันที่ 2 ผ่านไป และเริ่มเข้าสู่เทศกาลไปออกงานแฟร์ในอีกหลากหลายที่ ก็ถึงเวลาที่ต้องออกคอลเลคชันใหม่อีกครั้งนึงแล้ว

“เราคุยกันว่าน่าจะทำคอลเลกชันใหม่ที่ฉีกออกมาจากที่เคยทำ เพราะภาพลักษณ์เราตอนนั้นดูเป็นสำนักทำของขลังไปแล้ว (หัวเราะ) เลยพยายามออกแบบสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับความเชื่อของขลังอีก เราเห็นวินมอเตอร์ไซค์ ที่วินมีโซฟา มีโต๊ะ มีปลั๊กที่เป็นโคมไฟด้วย มันแปลกมาก เพราะมันคือการเอาพื้นที่สาธารณะมาทำเป็นพื้นที่ส่วนตัว มันเป็นความย้อนแย้งกันเองที่รุนแรงมาก เราเคยเห็นฝรั่งมาถ่ายรูปพื้นที่แบบนี้แล้วไปจัดเป็นนิทรรศการ โด่งดังที่เมืองนอกเลยนะ เราตัดสินใจเอาไอเดียนี้เป็นคอลเลกชันที่ 3 คือ ‘Feeling like a home’ เริ่มออกแบบเลยจากของที่เราไปเจอมา อย่างพานที่เชื่อมติดกับแก้ว หรือปลอกหมอนที่ลอกลวดลายกราฟิกมาจากเก้าอี้พลาสติก และอีกอันที่ชอบมากก็คือโคมไฟที่เอารูปทรงของกรวยจราจรมาทำ คือตอนนั้นบ้านเราฮิตเอา Cactus มาแต่งบ้านกัน ก็เลยเอาผิวและรูปทรงของ Cactus มาผสมกับกรวยจราจรและออกมาเป็นโคมไฟ ปรากฏว่าปล่อยออกมาปุ๊บ เงียบ อ่าว ฉิบหายละ ลงทุนไปตั้งเยอะ (หัวเราะ)”

THIS.MEAN.THAT THIS.MEAN.THAT

THIS.MEAN.THAT

“ถึงไม่อยาก แต่ก็ต้องเรียกนางกวักกลับมา ตอนนั้นถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง คือเราไปรู้จักกับช่างปั้นคนนึง คือพี่บรรลือธณวรรฒ วงษ์เจริญธรรม จาก Tarabunya ด้วยความที่เราเคารพและนับถือในงานฝีมือช่างอยู่แล้ว ก็เลยไปคุยกับเขาว่าอยากทำนางกวักด้วยกันแบบเป็น co-project เราบอกไอเดียให้ช่างขึ้นรูปด้วยสไตล์ของพี่เขา เป็นแนวอ่อนช้อยหน่อย เขาทำออกมาสวยมาก จนเรารู้เลยว่าคอลเลกชันอื่นจบสิ้นแน่นอน เพราะทุกคนจะสนใจที่นางกวักอย่างเดียว”

THIS.MEAN.THAT

หลังจากทำมา 3 คอลเลกชัน ผมอยากรู้ว่าทั้งคู่ได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง ทั้งในด้านการออกแบบสื่อสารและด้านการตลาด ซึ่งสิ่งหลังเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งสองคนได้เริ่มก่อตั้งสตูดิโอแห่งนี้ขึ้นมา

“เรื่องการอยู่รอดทางธุรกิจ การที่เราทำทุกอย่างเองเป็น SME แบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียของเราคือถ้ามียอดสั่งซื้อมากๆ เราไม่สามารถทำให้ได้ แต่ข้อดีของรูปแบบนี้ก็เป็นจุดแข็งของเราเหมือนกัน ด้วยความที่มันไม่ได้มีจำนวนเยอะ ลูกค้าก็พร้อมจะจ่ายให้กับของที่ไม่ซ้ำแบบใคร ร้านค้าที่เป็น concept store หรือ selected shop เลยมาสั่งซื้อกับเราแทน ลูกค้าก็จะแฮปปี้ เพราะเขาไม่อยากได้ของซ้ำกับใคร มันเป็นเรื่องมูลค่ากับคุณค่า ถ้าเราเน้นผลิตเยอะๆ ขายเยอะๆ ราคาก็จะถูกลง แต่พอเราทำเองทุกขั้นตอน ทำด้วยความใส่ใจมันก็มีมูลค่าที่สูงกว่า แต่การที่เรามาทำอะไรแบบนี้ในตลาด มันไม่ได้อยู่ง่ายนะ การที่เราทิ้งเงินเดือนประจำออกมาทำสิ่งนี้ ก็เหมือนเป็นการตามหาคุณค่าของตัวเราเองเหมือนกัน”

“ส่วนเรื่องของการออกแบบ หลังจากเราทดลองทำงานมาหลากหลายอย่าง เราก็พบว่าการสื่อสารกับคนหมู่มากเป็นเรื่องยาก ยังไงเราก็ต้องออกแบบในสิ่งที่เราคุ้นเคยกันอยู่ดี เพราะเข้าถึงได้ง่ายกว่า บางครั้งไม่ได้หมายถึงแค่คนไทยอย่างเดียว อย่างนางกวักของเราถ้าเป็นฝรั่งที่เคยไปญี่ปุ่นมาเขาก็เก็ตเลย เพราะเคยเห็นแมวกวักมาก่อน คนญี่ปุ่นก็ชอบมากเพราะมันเหมือนแมวกวัก เหมือนมันมีเรื่องเชื้อชาติ วัฒนธรรม มาเป็นกำแพงด้วย”

THIS.MEAN.THAT THIS.MEAN.THAT

THIS.MEAN.THAT

สุดท้ายก่อนจากกันไปในวันนี้ ผมถามถึงก้าวต่อไปของสตูดิโอเล็กๆ แห่งนี้ ว่าจะเป็นยังไงต่อไป

“อยากให้ที่นี่เป็น artist residency หรือเป็น co-working space ให้เหล่าศิลปินคนอื่นๆ เพื่อจะได้มาร่วมกันแชร์ไอเดีย แชร์การทำงานหรือแนวคิดบางอย่างให้กันและกันได้

“แต่ในส่วนของการออกแบบของแต่งบ้าน มันยังคงเป็นการทดลองการสื่อสาร สื่อความหมาย แต่ตอนนี้การทดลองยังคงอยู่ที่ไทยเป็นหลักเพราะบ้านเราอยู่ที่เมืองไทย แต่สุดท้ายปลายทาง จุดหมายสูงสุดของเราที่ยากมากๆ แต่จุดที่เราจะพยายามไปให้ถึงก็คือ เราอยากทำงานออกแบบที่ไม่ถูกจำกัดด้วยเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม มันคือภาษาสากลที่ใครๆ บนโลกนี้ก็เข้าใจ คือเหมือนเอางานไปวางที่ไทยก็เข้าใจ ฝรั่งเศสก็เข้าใจ เยอรมนีก็เข้าใจ เหมือนเป็นภาษาสากลอีกภาษานึงในโลกใบนี้”

ผมมั่นใจว่าโอกาสเหล่านั้นก็คงจะถูกกวักให้เข้ามาในชีวิตของทั้งสองคน แบบเดียวกันกับที่กวักผมให้มาเจอพวกเขากันในวันนี้

THIS.MEAN.THAT

Website: www.thismeansthatstudio.com
Facebook:  thismeansthat

นอกจากตัวสตูดิโอ this.mean.that แล้ว ไผ่ยังเป็นนักออกแบบเครื่องประดับที่มีดีกรีได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวด Talente ในสาขานักออกแบบเครื่องประดับของประเทศเยอรมนี และเพิ่งได้รับรางวัล Designer of the Year ของไทยในสาขานักออกแบบเครื่องประดับประจำปี 2017 มาหมาดๆ สนใจไปเยี่ยมชมงานของไผ่ได้ที่ panjapolkulp.com

Writer & Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load