สมัยเด็กๆ สงสัยอยู่ตลอดว่าทำไมเวลาพูดถึงแขกอินเดีย อาชีพแรกๆ ในสมัยก่อนที่คนมักจะพูดถึงต้องเป็นอาชีพคนขายถั่ว และแขกขายถั่วทุกเจ้าก็จะมากับชุดเสื้อกล้าม ใส่คู่กับผ้าโสร่ง เทินโต๊ะขายถั่วพร้อมอุปกรณ์และถั่วสารพัดชนิดไว้บนหัวออกเดินขาย ยิ่งถ้าแขกคนไหนมีพุงด้วยนี่ ใช่เลย บุคลิกจะยิ่งโดดเด่น

ตัวฉันเองโตมาในบ้านของปู่ย่า ที่บ้านหลังนั้นจะมียามเฝ้าบ้านเป็นคนอินเดีย คนที่บ้านเราเรียกแกว่าบาบู บาบูในภาษาฮินดี เป็นสรรพนามใช้แทนคำว่าคุณ (Mister)

บาบูเป็นชาวอินเดียที่พุงใหญ่มาก แลดูเหมือนคนตั้งท้องใกล้คลอดตลอดเวลา แกชอบใส่เสื้อกล้ามสีขาวมีรูขาดเล็กน้อยพอให้เห็นประสบการณ์โชกโชนของการใช้ชีวิตผ่านเสื้อกล้ามตัวนั้น คู่กับผ้าโสร่งลายสก็อต สวมรองเท้าแตะคีบ บางทีก็เดินเท้าเปล่า หน้าที่หลักของบาบูคือเป็นยามเฝ้าบ้านในช่วง 6 โมงเย็นไปถึง 7 โมงเช้า และเป็นที่รู้กันดีในครอบครัวของเราว่าทุกคืนที่บาบูเฝ้ายาม แกจะแอบหลับ เพราะอีกจ๊อบในช่วงเวลากลางวันของแกคือออกไปขายถั่ว

สมัยนั้น ฉันชอบแกล้งบาบูด้วยการย่องไปที่ป้อมยามตอนบาบูหลับ เอาด้ามไม้กวาดฟาดลงไปที่ผนังป้อมยามรัวๆ สามสี่ครั้ง บาบูจะตกใจพรวดพราดลุกขึ้นมาหน้าตาตื่นเพราะนึกว่าขโมยขึ้นบ้าน แต่พอหันมาเห็นเป็นฉันเท่านั้นล่ะ แกจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงทุกครั้ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะกลัวว่าฉันจะเอาไปฟ้องย่าว่าแกแอบหลับ

พอเช้ามา หลังหมดกะเฝ้ายาม บาบูจะหายตัวไปอย่างรวดเร็วเหมือนนินจา

“กลางคืนก็หลับ เช้ามาก็หายตัว สงสัยจะรีบไปขายถั่วน่ะสิ”

เสียงบ่นของย่าดังมาจากในครัว ขณะตะโกนตามหาบาบูช่วงใกล้ 7 โมงเช้า แต่บาบูไม่อยู่แล้ว

เวลากลับมาเฝ้ายามที่บ้านในช่วงเวลา 6 โมงเย็น บาบูจะเดินมากับโต๊ะไม้ขนาดเล็กที่ยกเทินไว้บนหัว บนโต๊ะนั้นจะถูกแบ่งเป็นช่องๆ ไว้สำหรับจัดแยกประเภทของถั่ว ทุกเย็นหลังกลับมาจากโรงเรียน ฉันจะชอบไปซื้อถั่วของบาบูที่แกยังขายไม่หมดมากิน โดยเฉพาะถั่วทองโรยเกลือนี่ชอบมาก (ถั่วเขียวที่เลาะเปลือกออกแล้ว) เวลาซื้อ บาบูจะใช้ช้อนสังกะสีตักถั่วทองใส่ถุงพลาสติกเล็กๆ ให้ฉัน แกแถมให้ประจำเพราะเห็นเป็นลูกหลานเจ้าของบ้าน

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

ในช่วงหัวค่ำไปจนถึง 4 ทุ่มคือช่วงเวลาไพรม์ไทม์ที่ป้อมยามจะครึกครื้นมาก เพื่อนๆ ชาวอินเดียของบาบูจะแวะมานั่งสังสรรค์กันเป็นประจำด้วยความสงบเสงี่ยม และย่าก็ไม่ได้ว่าอะไร ย่าบอกว่าดีสิ มีเพื่อนมาเยอะๆ จะได้ช่วยกันเฝ้ายาม บาบูจะได้ไม่หลับ ในช่วง 10 ปีที่บาบูเป็นยามเฝ้าบ้านให้มีขโมยเข้าบ้าน 5 – 6 ครั้งได้ แต่ก็ไม่ได้เอาอะไรไปมาก เป็นการขโมยของจากรอบนอกตัวบ้าน ไม่ได้งัดแงะเข้ามาด้านในของที่พักอาศัย เวลามีเหตุการณ์ของหาย ย่าก็จะเรียกบาบูมาด่าเสียงดังไปสามบ้านแปดบ้านว่าไม่รู้จักเฝ้ายามให้ดี แต่ย่าก็ไม่เคยคิดจะไล่บาบูออก เพราะสำหรับย่าแล้ว การจ้างแขกเฝ้ายามคุ้มกว่าจ้างยามจากบริษัทรักษาความปลอดภัย ราคาค่าจ้างถูกกว่าเยอะ

ในช่วงที่ฉันเริ่มสนใจประเทศอินเดียและเดินทางเข้าออกประเทศนี้ตกปีละ 2 – 3 ครั้ง ฉันพบว่าอาชีพแขกเดินขายถั่วที่ประเทศอินเดียเองก็ไม่ได้เป็นอาชีพยอดฮิตอะไร คือมีให้เห็นตามท้องถนนบ้างล่ะแต่น้อยมากๆ และไม่ใช่ทุกเมือง ส่วนใหญ่ถ้าคนอินเดียอยากกินถั่ว เขาจะเข้าไปซื้อที่ตลาดหรือซื้อวัตถุดิบมาทำกินเอง

อินเดียถือเป็นประเทศที่มีประชากรกินมังสวิรัติเยอะมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ถั่วเป็นวัตถุดิบที่สำคัญของคนอินเดียเพราะเป็นแหล่งโปรตีน อย่างถั่วลูกไก่ (Chick Pea) ที่เอาไปทำแกงถั่ว กินคู่กับนานหรือโรตี ถือเป็นถั่วที่ให้พลังงานสูงกว่าถั่วประเภทอื่นๆ หรือแกงดาล (แกงกะหรี่ถั่ว) ซึ่งมีส่วนผสมของถั่วเลนทิลก็ถือเป็นเมนูสามัญประจำบ้านของคนอินเดียที่อย่างน้อยหนึ่งมื้อต่อวัน จะต้องมีอยู่บนโต๊ะอาหาร

ปัจจุบัน แขกขายถั่วในประเทศไทยเองแทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว โดยคนอินเดียเหล่านี้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยก่อนศตวรรษที่ 19 มันคือช่วงเวลาของการอพยพย้ายถิ่นฐานสู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ เรื่องของแขกขายถั่วไม่ได้เป็นแค่ธุรกิจ แต่ระหว่างเส้นทางชีวิตของการขายถั่ว มันยังเป็นเรื่องราวของวัฒนธรรมการกิน ประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนอินเดีย

เบอร์นาร์ด ถั่วในตำนาน มาธรรมศาสตร์ไม่เจอลุงเบอร์นาร์ด แปลว่ามาไม่ถึง

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

ลุงเบอร์นาร์ด ชาวอินเดียจากเมืองโกรักคปูร์ รัฐอุตตรประเทศ นั่งขายถั่วอยู่ที่ประตูทางเข้าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มายาวนาน 52 ปีแล้ว โดยเริ่มขายมาตั้งแต่ พ.ศ. 2511

ปู่ของลุงเบอร์นาร์ดพาสมาชิกครอบครัวเดินทางย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ตอนลุงเบอร์นาร์ดอายุ 23 ปี จนปัจจุบัน ลุงเบอร์นาร์ดอายุ 75 ปี ความตั้งใจของปู่ในสมัยนั้น คืออยากเข้ามาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศไทยด้วยการประกอบอาชีพเลี้ยงวัวแถวทุ่งร้างบริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้าเพื่อเอานมไปขาย จนต่อมาพอถูกทางการไล่ที่ ปู่และพ่อก็เลยต้องมองหาวิธีทำมาหากินในรูปแบบอื่น

พ่อของลุงเบอร์นาร์ดหันมาจับอาชีพขายถั่ว นั่งขายประจำอยู่ที่วิทยาลัยนาฏศิลป จนวันหนึ่งลุงเบอร์นาร์ดก็เดินตามรอยพ่อ ลุกขึ้นมาขายถั่วบ้าง โดยเริ่มจากการเช่าพื้นที่ตั้งโต๊ะขายถั่วที่ประตูทางเข้าด้านหน้าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เสียค่าเช่าเดือนละ 50 บาท สมัยก่อนเวลามาขาย ลุงจะเทินโต๊ะไม้ไว้บนหัว เดินเท้าจากบ้านแถวสะพานพระปิ่นเกล้ามาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกว่าสมัยแรกๆ ที่มาขาย จะทิ้งโต๊ะไม้ไว้ที่มหาวิทยาลัยก็กลัวหาย เลยต้องใช้วิธีขนไปขนกลับ ต่อมาพออายุเยอะขึ้น นักศึกษาเห็นสภาพแกแล้วก็สงสาร เลยช่วยต่อโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ขึ้นให้ลุงเบอร์นาร์ดสำหรับเก็บไว้ที่มหาวิทยาลัย พร้อมติดล้อให้ด้วยเพื่อง่ายต่อการเคลื่อนย้าย แถมมีสติกเกอร์โลโก้หน้าลุงเบอร์นาร์ดติดไว้ที่ข้างโต๊ะ

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ
เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

“สติกเกอร์นี่ นักศึกษาที่จบไปเป็นทนายเขาทำให้ ตอนทำเขาทำมาสองร้อยแผ่น แจกนักศึกษาไปหมดแล้ว”

แต่ก่อน ลุงเบอร์นาร์ดพูดภาษาไทยไม่ได้เลย แต่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยคอยสอนภาษาให้แกผ่านการนับเลขด้วยนิ้ว หนึ่งสองสามสี่ เวลาผ่านไป ลุงเบอร์นาร์ดก็พูดและฟังภาษาไทยได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงหนึ่งลุงเบอร์นาร์ดเคยถูกมหาวิทยาลัยขอที่คืน ไม่ให้ตั้งโต๊ะถั่วขาย นักศึกษาก็รวมตัวเขียนจดหมายไปยื่นให้คณบดีเซ็นอนุมัติ เลยทำให้ลุงเบอร์นาร์ดได้ขายถั่วต่อ ถามลุงว่าทำไมนักศึกษาที่นี่ถึงชอบช่วยลุงนัก ลุงตอบสั้นๆ

 “ก็เขารักเรา”

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

ในช่วงเริ่มต้นอาชีพ ลุงเบอร์นาร์ดก็ใส่โสร่งเหมือนบาบูแขกเฝ้ายามที่บ้านฉันนั่นล่ะ แต่ทำไปทำมาก็ต้องเปลี่ยนเครื่องแบบ เพราะการใส่โสร่งขายถั่ว มันไม่ง่ายเลยสำหรับการใช้ชีวิต

“ใส่โสร่งทีไรหมามันเห่าไม่หยุด แต่ก่อนหมาในมหาวิทยาลัยเต็มเลย”

ในช่วงแรกเริ่มธุรกิจ ถั่วที่ลุงเบอร์นาร์ดขายจะมีถั่วเคลือบน้ำตาล ถั่วทอง ถั่วลิสง ถั่วปากอ้า ถั่วลันเตาเคลือบ โดยขายใส่ถุงกระดาษเล็กๆ ในราคาถุงละ 50 สตางค์ ก่อนที่จะเพิ่มราคาขึ้นมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันขายในราคา 20 บาทต่อถุง

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ
เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

ทุกวันนี้ของลุงเบอร์นาร์ด ลุงจะนั่งขายถั่วที่ประตูทางเข้าของมหาวิทยาลัยตั้งแต่ 11 โมงเช้าไปจน 6 โมงเย็น จากนั้นพอ 6 โมงเย็นไปถึง 6 โมงเช้า ลุงจะไปเฝ้ายามต่อที่โรงพิมพ์สามเจริญพาณิชย์ตรงจรัญสนิทวงศ์ ฟังตารางชีวิตของลุงแล้วก็งงว่าแล้วลุงเอาเวลาตอนไหนนอน

“บางทีก็มานั่งหลับเอาตอนขายถั่วนั่นล่ะ เดี๋ยวพอนักศึกษาจะซื้อถั่ว เขาก็ปลุกเอง”

สำหรับฉัน ชื่อเบอร์นาร์ดเป็นชื่อที่แปลกมากสำหรับการตั้งชื่อคนอินเดีย เพราะเท่าที่รู้จักคนอินเดียมาก็ยังไม่เคยเจอใครใช้ชื่อนี้เลย พูดถึงชื่อผู้ชายอินเดีย ชื่อที่จะแวบขึ้นมาในหัวทันทีก็จะประมาณอรัญ ราจ หรือไม่ก็สิงห์ สิงห์นี่เจอถี่มาก เคยมีบางวันเดินอยู่ในอินเดีย ฉันเคยเจอคนชื่อสิงห์ในวันเดียวกันถึง 4 คน

ลุงว่าชื่อเบอร์นาร์ดเป็นชื่อที่พ่อแม่ลุงตั้งให้ ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่าพ่อลุงตั้งใจตั้งชื่อนี้ให้เป็นชื่อแบบคนอังกฤษ พอถามถึงความหมาย ลุงบอก “เบอร์นาร์ดแปลว่าผี” อันนี้ฉันก็เพิ่งเคยได้ยินนี่ล่ะ และจริงๆ ฉันว่าลุงต้องมีชื่ออินเดียอีกชื่อสิ แต่แกอาจจะขี้เกียจบอก 

ก่อนกลับ ฉันอุดหนุนถั่วของลุงเบอร์นาร์ด ถั่วทองบนโต๊ะไม้ของลุงทำให้ฉันนึกถึงบาบู ป่านนี้ไม่รู้บาบูไปอยู่ที่ไหนของโลกแล้ว ตลอดเวลาที่นั่งคุยกับลุงเบอร์นาร์ด ฉันสังเกตเห็นนักศึกษาที่เดินผ่านไปมา แม้ใครจะไม่แวะซื้อถั่วก็ต้องชำเลืองสบสายตากับลุงเพื่อเป็นการทักทาย

“ลุงแกเป็นคนดัง พวกนักศึกษาที่เรียนจบไปแล้ว เวลากลับเยี่ยมมหาลัยก็ต้องแวะมาถ่ายรูปกับแก ลุงเบอร์นาร์ดเนี่ยเป็นปูชนียบุคคลนะ” คุณป้าแม่บ้านที่กำลังกวาดพื้นอยู่ ส่งเสียงออกความเห็น

บังแจ๋ว ตำนานถั่วทอดโบราณเตาถ่านกระทะเหล็ก เจ้าเดียวบนถนนดินสอ

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

‘บังแจ๋ว’ เป็นชื่อที่ลูกค้าซึ่งรู้จักเจ้าของร้านถั่วทอดโบราณเจ้านี้มายาวนานใช้เรียกกัน คำว่าบัง จริงๆ เป็นภาษามลายู แปลว่าพี่ชาย

บังแจ๋วเป็นคนไทยเชื้อสายอินเดีย พ่อของบังมาจากเมืองโกรักคปูร์ เมืองเดียวกับครอบครัวของลุงเบอร์นาร์ด พอมาเจอกับแม่ซึ่งเป็นชาวนนทบุรี ทั้งสองก็แต่งงานกัน

“พ่อผมเป็นคนสู้ชีวิตนะ ตอนแกมาเห็นเมืองไทยแกบอกเอาล่ะแกไม่อดตายแล้ว อยู่อินเดียมันยากจน แต่เมืองไทยมีทุกอย่าง มีต้นไม้มีความอุดมสมบูรณ์ และคนไทยก็มีน้ำใจ”

 ในช่วงที่อินเดียตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ พ่อของบังแจ๋วถูกเกณฑ์เป็นทหารให้เข้ามายังประเทศไทยผ่านเส้นทางของประเทศพม่า จนเมื่อสงครามยุติ อังกฤษก็ส่งพ่อของบังแจ๋วกลับไปอยู่ที่ประเทศอินเดีย แต่ด้วยความที่พ่อติดใจเมืองไทยมาก พ่อรู้สึกว่าประเทศนี้ล่ะจะเป็นหมุดหมายของครอบครัวในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ พ่อก็เลยทำทุกทางเพื่อให้ตัวเองได้พาครอบครัวกลับเข้ามายังประเทศไทยอีกครั้ง

“จบสงคราม เขาส่งพ่อกลับไปอินเดีย พ่อก็ดั้นด้นกลับมาเมืองไทยเอง นั่งเรือหาปลาออกมาจากทางโกลกาตา เบียดกันมาในเรือเหมือนพวกโรฮีนจานั่นล่ะ ใช้วิธีลงที่แม่สอดและเดินเท้าต่อมาที่กรุงเทพฯ กลางคืนเดินกลางวันนอน เพราะกลางวันมันร้อนเดินไม่ได้ ใช้เวลาเดินทั้งหมดเป็นสิบวัน ลำบากมาก แต่ก็ต้องยอมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า แล้วคนคนหนึ่งไม่ได้เลี้ยงแค่ตัวเองนะ ต้องหาเลี้ยงคนทั้งครอบครัว รุ่นพ่อผมที่เข้ามาด้วยกันตอนนั้นมีร้อยกว่าคน”

พ่อบังแจ๋วไปทำงานเป็นแขกขายผ้า เดินแบกผ้าเป็นพับๆ ขายอยู่ที่พาหุรัด ขายไปขายมารายได้ไม่ค่อยดี พ่อเลยเปลี่ยนไปทำอาชีพยอดฮิตคือเป็นแขกเฝ้ายาม

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

“ก็จะให้ทำอะไรล่ะ คนอินเดียเข้ามาเมืองไทยสมัยนั้น อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มันก็มีอยู่ไม่กี่อาชีพหรอกที่จะทำได้”

หลังออกจากอาชีพเฝ้ายาม พ่อบังแจ๋วหันมาขายถั่ว เทินโต๊ะขายถั่วไว้บนหัวเดินขายตามถนนในเยาวราช จนต่อมาก็ย้ายไปขายประจำที่หน้าโรงเรียนอำนวยศิลป์ วันหนึ่งอายุเยอะขึ้นเดินขายไม่ไหว ก็เอาเงินที่ออมไว้ในช่วงหลายปีมาลงทุนเช่าตึกบนถนนดินสอไว้พักอาศัยและต่อมาก็เปิดเป็นร้านขายถั่ว

“แต่ก่อน ตึกแถวนี้มันถูกกั้นเป็นคอกๆ หมดเลยนะเพื่อเอาไว้พักม้า เป็นที่ผูกรถม้าสำหรับเมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ มาวัดบวรฯ จนช่วงที่เมืองไทยเริ่มมีรถยนต์ พระองค์ก็พระราชทานที่ดินคืนให้กับวัดบวรฯ พวกอาคารพาณิชย์ให้เช่าก็ถูกสร้างขึ้น ค่าเช่าสมัยนั้นเดือนละบาทเอง”

บังแจ๋วเรียนจบมาจากโรงเรียนช่างกลวิทยา ดินแดง ช่วงเรียนจบใหม่ๆ บังแจ๋วไปทำงานอยู่ที่โรงงานทอผ้าของเจ้าของธุรกิจชาวอินเดีย หน้าที่ของบังแจ๋วคือเป็นหัวหน้าคุมคนงานทอผ้า วันหนึ่งพ่อบังแจ๋วให้บังแจ๋วลาออกจากงานมาขายถั่วซึ่งถือเป็นกิจการของครอบครัว โดยพ่อจะนั่งขายประจำอยู่ที่ร้าน ส่วนบังแจ๋วก็เอาถั่วไปขายที่หน้าโรงเรียนอำนวยศิลป์แทนพ่อ

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ
เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

หลังพ่อเสียชีวิต บังแจ๋วมารับช่วงดูแลกิจการแบบเต็มตัว จนวันนี้ร้านถั่วทอดโบราณ ถนนดินสอ เปิดมายาวนาน 60 ปีแล้ว ประเภทถั่วที่ขายมีถั่วทอง ถั่วลันเตา ถั่วลิสง ถั่วฝักยาว (เมล็ด) ถั่วปากอ้า ถั่วเคลือบน้ำตาล

ถามว่าอาหารประเภทถั่วทอด จะมีคนมาซื้อกินทุกวันขนาดเป็นรายรับในแต่ละเดือนที่เลี้ยงชีวิตคนทั้งครอบครัวได้จริงเหรอ ไหนจะค่าเช่าตึก ค่าน้ำค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ซึ่งบางวันลูกสาวบังแจ๋วจะเป็นคนนั่งขาย

“ได้สิ ลูกค้าก็สลับหมุนเวียนมา ขาประจำก็มีนะ บางคนกินทุกวันเลย เขาบอกกินถั่วดีกว่ากินข้าวอีก มันมีประโยชน์ ยิ่งวันไหนมีม็อบนี่ยิ่งขายดี ผมจะบอกให้นะ ตราบใดที่เราไม่เล่นการพนันไม่เล่นหวย จะขายได้น้อยแค่ไหนมันก็อยู่ได้ เคยได้ยินคำนี้ไหมล่ะ โบราณเขาว่ามือทำให้รวย หวยทำให้จน”

 เทคนิคการทอดถั่วให้อร่อยของบังแจ๋ว คือน้ำมันต้องสะอาดและต้องใช้น้ำมันใหม่เท่านั้น การทอดด้วยกระทะเหล็กและเตาถ่านช่วยให้สีของถั่วทอดน่ากิน ส่งกลิ่นหอม ส่วนน้ำมันเก่าที่ใช้ทอดแล้ว บังแจ๋วจะไม่ใช้ซ้ำ ในทุกวันจะมีคนมารับซื้อน้ำมันเก่ากิโลกรัมละ 10 บาท เพื่อนำไปทอดปลาเค็ม

Writer & Photographer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

แขกมา

วิถีการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ และพาไปรู้จักกับมุมแปลกๆ ของคนอินเดีย

 ทำไมการส่ายหน้าของคนอินเดียถึงแปลว่าใช่ หรือเป็นเพียงเพราะคนอินเดียปฏิเสธคนไม่เป็น

ในช่วงของการสนทนา ถ้าคนอินเดียส่ายหน้า แปลว่า ใช่ 

คนอินเดียพยักหน้าก็แปลว่า ใช่ อีกเช่นกัน

แต่ถ้าคนอินเดียโยกหัวไปมา ก็อาจแปลความหมายได้ว่า ‘น่าจะ’

ไปนั่งคุยกับแขกพาหุรัดไขปริศนาการส่ายหน้าของคนอินเดียที่คนทั้งโลกพยายามตีความ, การส่ายหน้าของคนอินเดีย หมายถึง
ไปนั่งคุยกับแขกพาหุรัดไขปริศนาการส่ายหน้าของคนอินเดียที่คนทั้งโลกพยายามตีความ, การส่ายหน้าของคนอินเดีย หมายถึง

นี่มันอะไรกัน ทำไมคนอินเดียต้องใช้ท่าทางการส่ายหน้าและการโยกหัวเยอะขนาดนี้ และความหมายที่ซ่อนอยู่ในการส่ายหน้าและการโยกหัวเหล่านั้นของพวกเขา ก็เป็นความหมายที่สวนทางกับวัฒนธรรมการพยักหน้าเพื่อตอบรับหรือปฏิเสธของคนในชาติอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ทำไมการส่ายหน้าของคนอินเดียถึงแปลว่าใช่ มันเป็นแบบนั้นได้ยังไง

เอาอย่างนี้ดีกว่า ฉันขอลบทฤษฎีการตีความในท่าทางการพยักหน้าและการส่ายหัวของคนอินเดียที่คุณอาจเคยได้ยินมาทั้งหมด และใช้ประสบการณ์การเดินทางไปกลับอินเดียกว่า 30 ครั้งในรอบ 12 ปีของฉันพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วตอนนี้ฉันควรจะนั่งเขียนบทความนี้อยู่ที่ประเทศอินเดียตามแผนการเดินทางเดิม แต่ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ที่ขณะนี้ ประเทศอินเดียมียอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นไปถึงอันดับ 3 ของโลกแล้ว และดูไม่มีทีท่าว่าจะไต่ระดับลงมาง่ายๆ เสียด้วย ระหว่างนี้ ในเมื่อไปอินเดียไม่ได้ ฉันก็เที่ยวพาหุรัดไปพลางๆ ก่อนแล้วกันนะ

ว่าด้วยเรื่องของการพยักหน้าและการส่ายหัวของคนอินเดียที่ในภาษาอังกฤษนิยมใช้คำว่า Indian Head Shake บ้าง Indian Head Bobble บ้าง หรือไม่ก็ Indian Head Nod บ้าง กับจังหวะการพยักหน้าและการส่ายหัวของคนอินเดียที่คนทั้งโลกพยายามจะตีความหมายของท่าทางเหล่านั้นว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่ 

มีถึงขั้นตั้งสมมติฐานเท้าความกันไปถึงยุคอินเดียโบราณ ในสมัยนั้นเมืองเล็กเมืองน้อยล้วนถูกปกครองโดยมหาราชา ซึ่งมหาราชาผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้มักไม่ชอบฟังคำปฏิเสธ เลยทำให้ข้ารับใช้หรือผู้ที่อยู่ในวรรณะต่ำกว่าไม่กล้าปฏิเสธเรื่องใดกับมหาราชาของพวกเขา 

ฉะนั้น เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีคำตอบของคำว่า ‘ไม่’ อยู่ในใจ แทนที่จะใช้วิธีส่ายหน้า พวกเขาก็เปลี่ยนมาใช้เป็นวิธีโยกหัวจากซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้ายแทน เพื่อแสดงถึงความหมายของคำว่า ‘ยังไงก็ได้’ หรือ ‘แล้วแต่คุณ’ โดยการแสดงออกด้วยท่าทางเช่นนี้จะทำให้พวกเขาไม่ต้องถูกลงโทษ 

ขณะที่บางสมมติฐานก็อ้างว่า จริงๆ แล้วการส่ายหน้าหรือการโยกหัวของคนอินเดียเป็นวัฒนธรรมที่มีต้นกำเนิดมาจาก Traditional Indian Folk Dance ที่ได้รับการสืบทอดวิชากันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ โดยหนึ่งในทักษะของผู้เรียนที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนกันยาวนานเป็นปีๆ คือการโยกคอไปมาตามจังหวะของเสียงดนตรี ซึ่งการโยกคอเหล่านี้เองก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในที่สุด 

ไปนั่งคุยกับแขกพาหุรัดไขปริศนาการส่ายหน้าของคนอินเดียที่คนทั้งโลกพยายามตีความ, การส่ายหน้าของคนอินเดีย หมายถึง
ไปนั่งคุยกับแขกพาหุรัดไขปริศนาการส่ายหน้าของคนอินเดียที่คนทั้งโลกพยายามตีความ, การส่ายหน้าของคนอินเดีย หมายถึง

แต่ก็อย่างที่บอกล่ะว่าเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงสมมติฐานที่ใครต่อใครพยายามตั้งขึ้นมาเพื่อหาคำตอบ ซึ่งเอาเข้าจริง ถ้าเรามีโอกาสได้เข้าไปนั่งอยู่ในวงสนทนาของคนอินเดียที่ประเทศอินเดียอยู่บ่อยๆ จะพบว่าการส่ายหน้าหรือการโยกหัวของคนอินเดียในวงสนทนาถือเป็นเรื่องปกติในการใช้ชีวิต มันเป็นสิ่งที่ติดตัวพวกเขามาตั้งแต่เกิดแล้ว เพราะตั้งแต่เกิดลืมตามา พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็โยกหัวในช่วงระหว่างการสนทนาให้ได้เห็นอยู่ตลอด อากัปกิริยาที่เกิดขึ้นเหล่านี้มันก็ค่อยๆ ซึมซับอยู่ในตัวเด็กกระทั่งจนเติบโต โดยฉันขอแบ่งการส่ายหน้าหรือการโยกหัวของคนอินเดียออกเป็น 4 ลักษณะที่เห็นอยู่บ่อยๆ 

แบบแรก การตอบรับด้วยการพยักหน้าที่แปลว่าใช่ เหมือนกับวัฒนธรรมอื่นๆ ทั่วไป

แบบที่ 2 การส่ายหน้าจากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย เป็นท่าทางของการปฏิเสธว่า ‘ไม่ใช่’ 

แบบที่ 3 การโยกคอซ้ายขวาซ้ายขวาเป็นระยะในช่วงของการสนทนา ถือเป็นการแสดงออกให้คู่สนทนาที่อยู่ตรงหน้ารับทราบว่า ‘ฉันกำลังฟังเธออยู่นะ’ หรือในบางครั้งก็อาจแปลว่า ‘ใช่’ ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของบทสนทนา

แบบที่ 4 การโยกคอซ้ายขวาซ้ายขวา คล้ายกำลังวาดรูปเลข 8 ที่ลากจากล่างขึ้นบนและบนลงล่าง แปลได้ว่า ‘อาจจะ’ หรือ ‘ก็น่าจะใช่นะ’

นอกจากการส่ายหน้าและการโยกหัวของคนอินเดียในช่วงระหว่างการสนทนาแล้ว ถ้าเราสังเกตบุคลิกลักษณะของคนอินเดียที่ประเทศอินเดียให้ดี จะพบว่าคนอินเดียที่นั่นยังใช้ภาษากายในการสื่อสารได้เต็มที่มาก ไม่ว่าจะดวงตาเบิกกว้าง จ้องมองคู่สนทนาแบบเอาเป็นเอาตาย การเลิกคิ้วหรือการขมวดคิ้วไปตามอารมณ์ของเนื้อหาที่คู่สนทนากำลังเล่าให้ฟัง รวมไปถึงมือไม้ที่แสดงออกถึงปฏิกิริยาของการมีส่วนร่วมในเรื่องราวของบทสนทนาที่อยู่ตรงหน้า 

เหล่านี้ ล้วนบอกถึงความจริงจังของคนอินเดียในเรื่องการสื่อสารและการอธิบายความ มันคือความตั้งใจและความใส่ใจในการให้เวลากับคู่สนทนาที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่ฟังผ่านๆ หรือฟังตามมารยาท และข้อหนึ่งที่ฉันสังเกตเห็นอยู่บ่อยครั้ง คือคนอินเดียมักปฏิเสธไม่เป็น วิธีการเลี่ยงการปฏิเสธของพวกเขาจึงเป็นการโยกหัวในลักษณะของเลข 8 ที่ให้ความหมายของคำว่า ‘อาจจะ’ หรือ ‘ก็น่าจะใช่นะ’ 

ไปนั่งคุยกับแขกพาหุรัดไขปริศนาการส่ายหน้าของคนอินเดียที่คนทั้งโลกพยายามตีความ, การส่ายหน้าของคนอินเดีย หมายถึง
ไปนั่งคุยกับแขกพาหุรัดไขปริศนาการส่ายหน้าของคนอินเดียที่คนทั้งโลกพยายามตีความ, การส่ายหน้าของคนอินเดีย หมายถึง

และนักท่องเที่ยวหลายคนก็คงเคยมีประสบการณ์ของการถามทางจากคนอินเดียที่ประเทศอินเดีย ซึ่งเรามักจะได้คำตอบผิดๆ อยู่เสมอ เอาเข้าจริง เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะตอบผิดหรอก แต่อย่างที่บอกว่าคนอินเดียที่นั่นโดยมากไม่ชอบปฏิเสธคน เขาเลยเลือกให้คำตอบกับเราแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าคำตอบที่ให้มานั้น มันอาจจะผิดก็ตาม

ตอบผิดยังมีโอกาสถูก ดีกว่าปฏิเสธที่จะไม่ตอบเลย

ในช่วงของการเขียนบทความนี้ ข้อมูลส่วนหนึ่งได้มาจากการสังเกตการณ์ในช่วงระหว่างการเดินทางในประเทศอินเดียของฉัน รวมไปถึงการลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับคนอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ฉันพบว่าวัฒนธรรมการส่ายหน้าและการโยกหัวของคนอินเดีย ระหว่างคนอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศอินเดีย กับคนอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเองก็ไม่เหมือนกันเลย 

คนอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยจะพยักหน้าหรือโยกหัวด้วยความหมายเดียวกับคนไทยทั่วไป คือการพยักหน้ารับแปลว่า ใช่ การส่ายหน้าแปลว่า ไม่ใช่ รวมทั้งในช่วงของการสนทนา คนอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยก็จะไม่ได้ส่ายหน้าหรือโยกหัวถี่เท่ากับคนอินเดียที่อาศัยอยู่ที่ประเทศอินเดีย 

ซึ่งทั้งหมดทั้งปวง ล้วนเป็นเรื่องของวัฒนธรรมทางสังคม เราโตมาในสังคมแบบไหน เราก็ถูกหล่อหลอมให้เป็นแบบนั้น เราใช้ชีวิตอยู่กับสังคมแบบไหนนานๆ เราก็จะเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตไปตามสังคมนั้นๆ รวมไปถึงเรื่องของการใช้ภาษากายในการพยักหน้าและการโยกหัวในการตอบรับด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าการส่ายหน้าและจังหวะของการโยกหัวถี่ๆ ที่ให้คำตอบสวนทางกับชาติอื่นของคนอินเดีย ถือเป็นหนึ่งในบุคลิกลักษณะและเสน่ห์ของคนอินเดีย ที่คนทั่วโลกมักหยิบมาพูดถึงเป็นอันดับแรกๆ อยู่เสมอ

Writer & Photographer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load