สมัยเด็กๆ สงสัยอยู่ตลอดว่าทำไมเวลาพูดถึงแขกอินเดีย อาชีพแรกๆ ในสมัยก่อนที่คนมักจะพูดถึงต้องเป็นอาชีพคนขายถั่ว และแขกขายถั่วทุกเจ้าก็จะมากับชุดเสื้อกล้าม ใส่คู่กับผ้าโสร่ง เทินโต๊ะขายถั่วพร้อมอุปกรณ์และถั่วสารพัดชนิดไว้บนหัวออกเดินขาย ยิ่งถ้าแขกคนไหนมีพุงด้วยนี่ ใช่เลย บุคลิกจะยิ่งโดดเด่น

ตัวฉันเองโตมาในบ้านของปู่ย่า ที่บ้านหลังนั้นจะมียามเฝ้าบ้านเป็นคนอินเดีย คนที่บ้านเราเรียกแกว่าบาบู บาบูในภาษาฮินดี เป็นสรรพนามใช้แทนคำว่าคุณ (Mister)

บาบูเป็นชาวอินเดียที่พุงใหญ่มาก แลดูเหมือนคนตั้งท้องใกล้คลอดตลอดเวลา แกชอบใส่เสื้อกล้ามสีขาวมีรูขาดเล็กน้อยพอให้เห็นประสบการณ์โชกโชนของการใช้ชีวิตผ่านเสื้อกล้ามตัวนั้น คู่กับผ้าโสร่งลายสก็อต สวมรองเท้าแตะคีบ บางทีก็เดินเท้าเปล่า หน้าที่หลักของบาบูคือเป็นยามเฝ้าบ้านในช่วง 6 โมงเย็นไปถึง 7 โมงเช้า และเป็นที่รู้กันดีในครอบครัวของเราว่าทุกคืนที่บาบูเฝ้ายาม แกจะแอบหลับ เพราะอีกจ๊อบในช่วงเวลากลางวันของแกคือออกไปขายถั่ว

สมัยนั้น ฉันชอบแกล้งบาบูด้วยการย่องไปที่ป้อมยามตอนบาบูหลับ เอาด้ามไม้กวาดฟาดลงไปที่ผนังป้อมยามรัวๆ สามสี่ครั้ง บาบูจะตกใจพรวดพราดลุกขึ้นมาหน้าตาตื่นเพราะนึกว่าขโมยขึ้นบ้าน แต่พอหันมาเห็นเป็นฉันเท่านั้นล่ะ แกจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงทุกครั้ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะกลัวว่าฉันจะเอาไปฟ้องย่าว่าแกแอบหลับ

พอเช้ามา หลังหมดกะเฝ้ายาม บาบูจะหายตัวไปอย่างรวดเร็วเหมือนนินจา

“กลางคืนก็หลับ เช้ามาก็หายตัว สงสัยจะรีบไปขายถั่วน่ะสิ”

เสียงบ่นของย่าดังมาจากในครัว ขณะตะโกนตามหาบาบูช่วงใกล้ 7 โมงเช้า แต่บาบูไม่อยู่แล้ว

เวลากลับมาเฝ้ายามที่บ้านในช่วงเวลา 6 โมงเย็น บาบูจะเดินมากับโต๊ะไม้ขนาดเล็กที่ยกเทินไว้บนหัว บนโต๊ะนั้นจะถูกแบ่งเป็นช่องๆ ไว้สำหรับจัดแยกประเภทของถั่ว ทุกเย็นหลังกลับมาจากโรงเรียน ฉันจะชอบไปซื้อถั่วของบาบูที่แกยังขายไม่หมดมากิน โดยเฉพาะถั่วทองโรยเกลือนี่ชอบมาก (ถั่วเขียวที่เลาะเปลือกออกแล้ว) เวลาซื้อ บาบูจะใช้ช้อนสังกะสีตักถั่วทองใส่ถุงพลาสติกเล็กๆ ให้ฉัน แกแถมให้ประจำเพราะเห็นเป็นลูกหลานเจ้าของบ้าน

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

ในช่วงหัวค่ำไปจนถึง 4 ทุ่มคือช่วงเวลาไพรม์ไทม์ที่ป้อมยามจะครึกครื้นมาก เพื่อนๆ ชาวอินเดียของบาบูจะแวะมานั่งสังสรรค์กันเป็นประจำด้วยความสงบเสงี่ยม และย่าก็ไม่ได้ว่าอะไร ย่าบอกว่าดีสิ มีเพื่อนมาเยอะๆ จะได้ช่วยกันเฝ้ายาม บาบูจะได้ไม่หลับ ในช่วง 10 ปีที่บาบูเป็นยามเฝ้าบ้านให้มีขโมยเข้าบ้าน 5 – 6 ครั้งได้ แต่ก็ไม่ได้เอาอะไรไปมาก เป็นการขโมยของจากรอบนอกตัวบ้าน ไม่ได้งัดแงะเข้ามาด้านในของที่พักอาศัย เวลามีเหตุการณ์ของหาย ย่าก็จะเรียกบาบูมาด่าเสียงดังไปสามบ้านแปดบ้านว่าไม่รู้จักเฝ้ายามให้ดี แต่ย่าก็ไม่เคยคิดจะไล่บาบูออก เพราะสำหรับย่าแล้ว การจ้างแขกเฝ้ายามคุ้มกว่าจ้างยามจากบริษัทรักษาความปลอดภัย ราคาค่าจ้างถูกกว่าเยอะ

ในช่วงที่ฉันเริ่มสนใจประเทศอินเดียและเดินทางเข้าออกประเทศนี้ตกปีละ 2 – 3 ครั้ง ฉันพบว่าอาชีพแขกเดินขายถั่วที่ประเทศอินเดียเองก็ไม่ได้เป็นอาชีพยอดฮิตอะไร คือมีให้เห็นตามท้องถนนบ้างล่ะแต่น้อยมากๆ และไม่ใช่ทุกเมือง ส่วนใหญ่ถ้าคนอินเดียอยากกินถั่ว เขาจะเข้าไปซื้อที่ตลาดหรือซื้อวัตถุดิบมาทำกินเอง

อินเดียถือเป็นประเทศที่มีประชากรกินมังสวิรัติเยอะมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ถั่วเป็นวัตถุดิบที่สำคัญของคนอินเดียเพราะเป็นแหล่งโปรตีน อย่างถั่วลูกไก่ (Chick Pea) ที่เอาไปทำแกงถั่ว กินคู่กับนานหรือโรตี ถือเป็นถั่วที่ให้พลังงานสูงกว่าถั่วประเภทอื่นๆ หรือแกงดาล (แกงกะหรี่ถั่ว) ซึ่งมีส่วนผสมของถั่วเลนทิลก็ถือเป็นเมนูสามัญประจำบ้านของคนอินเดียที่อย่างน้อยหนึ่งมื้อต่อวัน จะต้องมีอยู่บนโต๊ะอาหาร

ปัจจุบัน แขกขายถั่วในประเทศไทยเองแทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว โดยคนอินเดียเหล่านี้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยก่อนศตวรรษที่ 19 มันคือช่วงเวลาของการอพยพย้ายถิ่นฐานสู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ เรื่องของแขกขายถั่วไม่ได้เป็นแค่ธุรกิจ แต่ระหว่างเส้นทางชีวิตของการขายถั่ว มันยังเป็นเรื่องราวของวัฒนธรรมการกิน ประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนอินเดีย

เบอร์นาร์ด ถั่วในตำนาน มาธรรมศาสตร์ไม่เจอลุงเบอร์นาร์ด แปลว่ามาไม่ถึง

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

ลุงเบอร์นาร์ด ชาวอินเดียจากเมืองโกรักคปูร์ รัฐอุตตรประเทศ นั่งขายถั่วอยู่ที่ประตูทางเข้าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มายาวนาน 52 ปีแล้ว โดยเริ่มขายมาตั้งแต่ พ.ศ. 2511

ปู่ของลุงเบอร์นาร์ดพาสมาชิกครอบครัวเดินทางย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ตอนลุงเบอร์นาร์ดอายุ 23 ปี จนปัจจุบัน ลุงเบอร์นาร์ดอายุ 75 ปี ความตั้งใจของปู่ในสมัยนั้น คืออยากเข้ามาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศไทยด้วยการประกอบอาชีพเลี้ยงวัวแถวทุ่งร้างบริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้าเพื่อเอานมไปขาย จนต่อมาพอถูกทางการไล่ที่ ปู่และพ่อก็เลยต้องมองหาวิธีทำมาหากินในรูปแบบอื่น

พ่อของลุงเบอร์นาร์ดหันมาจับอาชีพขายถั่ว นั่งขายประจำอยู่ที่วิทยาลัยนาฏศิลป จนวันหนึ่งลุงเบอร์นาร์ดก็เดินตามรอยพ่อ ลุกขึ้นมาขายถั่วบ้าง โดยเริ่มจากการเช่าพื้นที่ตั้งโต๊ะขายถั่วที่ประตูทางเข้าด้านหน้าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เสียค่าเช่าเดือนละ 50 บาท สมัยก่อนเวลามาขาย ลุงจะเทินโต๊ะไม้ไว้บนหัว เดินเท้าจากบ้านแถวสะพานพระปิ่นเกล้ามาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกว่าสมัยแรกๆ ที่มาขาย จะทิ้งโต๊ะไม้ไว้ที่มหาวิทยาลัยก็กลัวหาย เลยต้องใช้วิธีขนไปขนกลับ ต่อมาพออายุเยอะขึ้น นักศึกษาเห็นสภาพแกแล้วก็สงสาร เลยช่วยต่อโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ขึ้นให้ลุงเบอร์นาร์ดสำหรับเก็บไว้ที่มหาวิทยาลัย พร้อมติดล้อให้ด้วยเพื่อง่ายต่อการเคลื่อนย้าย แถมมีสติกเกอร์โลโก้หน้าลุงเบอร์นาร์ดติดไว้ที่ข้างโต๊ะ

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ
เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

“สติกเกอร์นี่ นักศึกษาที่จบไปเป็นทนายเขาทำให้ ตอนทำเขาทำมาสองร้อยแผ่น แจกนักศึกษาไปหมดแล้ว”

แต่ก่อน ลุงเบอร์นาร์ดพูดภาษาไทยไม่ได้เลย แต่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยคอยสอนภาษาให้แกผ่านการนับเลขด้วยนิ้ว หนึ่งสองสามสี่ เวลาผ่านไป ลุงเบอร์นาร์ดก็พูดและฟังภาษาไทยได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงหนึ่งลุงเบอร์นาร์ดเคยถูกมหาวิทยาลัยขอที่คืน ไม่ให้ตั้งโต๊ะถั่วขาย นักศึกษาก็รวมตัวเขียนจดหมายไปยื่นให้คณบดีเซ็นอนุมัติ เลยทำให้ลุงเบอร์นาร์ดได้ขายถั่วต่อ ถามลุงว่าทำไมนักศึกษาที่นี่ถึงชอบช่วยลุงนัก ลุงตอบสั้นๆ

 “ก็เขารักเรา”

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

ในช่วงเริ่มต้นอาชีพ ลุงเบอร์นาร์ดก็ใส่โสร่งเหมือนบาบูแขกเฝ้ายามที่บ้านฉันนั่นล่ะ แต่ทำไปทำมาก็ต้องเปลี่ยนเครื่องแบบ เพราะการใส่โสร่งขายถั่ว มันไม่ง่ายเลยสำหรับการใช้ชีวิต

“ใส่โสร่งทีไรหมามันเห่าไม่หยุด แต่ก่อนหมาในมหาวิทยาลัยเต็มเลย”

ในช่วงแรกเริ่มธุรกิจ ถั่วที่ลุงเบอร์นาร์ดขายจะมีถั่วเคลือบน้ำตาล ถั่วทอง ถั่วลิสง ถั่วปากอ้า ถั่วลันเตาเคลือบ โดยขายใส่ถุงกระดาษเล็กๆ ในราคาถุงละ 50 สตางค์ ก่อนที่จะเพิ่มราคาขึ้นมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันขายในราคา 20 บาทต่อถุง

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ
เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

ทุกวันนี้ของลุงเบอร์นาร์ด ลุงจะนั่งขายถั่วที่ประตูทางเข้าของมหาวิทยาลัยตั้งแต่ 11 โมงเช้าไปจน 6 โมงเย็น จากนั้นพอ 6 โมงเย็นไปถึง 6 โมงเช้า ลุงจะไปเฝ้ายามต่อที่โรงพิมพ์สามเจริญพาณิชย์ตรงจรัญสนิทวงศ์ ฟังตารางชีวิตของลุงแล้วก็งงว่าแล้วลุงเอาเวลาตอนไหนนอน

“บางทีก็มานั่งหลับเอาตอนขายถั่วนั่นล่ะ เดี๋ยวพอนักศึกษาจะซื้อถั่ว เขาก็ปลุกเอง”

สำหรับฉัน ชื่อเบอร์นาร์ดเป็นชื่อที่แปลกมากสำหรับการตั้งชื่อคนอินเดีย เพราะเท่าที่รู้จักคนอินเดียมาก็ยังไม่เคยเจอใครใช้ชื่อนี้เลย พูดถึงชื่อผู้ชายอินเดีย ชื่อที่จะแวบขึ้นมาในหัวทันทีก็จะประมาณอรัญ ราจ หรือไม่ก็สิงห์ สิงห์นี่เจอถี่มาก เคยมีบางวันเดินอยู่ในอินเดีย ฉันเคยเจอคนชื่อสิงห์ในวันเดียวกันถึง 4 คน

ลุงว่าชื่อเบอร์นาร์ดเป็นชื่อที่พ่อแม่ลุงตั้งให้ ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่าพ่อลุงตั้งใจตั้งชื่อนี้ให้เป็นชื่อแบบคนอังกฤษ พอถามถึงความหมาย ลุงบอก “เบอร์นาร์ดแปลว่าผี” อันนี้ฉันก็เพิ่งเคยได้ยินนี่ล่ะ และจริงๆ ฉันว่าลุงต้องมีชื่ออินเดียอีกชื่อสิ แต่แกอาจจะขี้เกียจบอก 

ก่อนกลับ ฉันอุดหนุนถั่วของลุงเบอร์นาร์ด ถั่วทองบนโต๊ะไม้ของลุงทำให้ฉันนึกถึงบาบู ป่านนี้ไม่รู้บาบูไปอยู่ที่ไหนของโลกแล้ว ตลอดเวลาที่นั่งคุยกับลุงเบอร์นาร์ด ฉันสังเกตเห็นนักศึกษาที่เดินผ่านไปมา แม้ใครจะไม่แวะซื้อถั่วก็ต้องชำเลืองสบสายตากับลุงเพื่อเป็นการทักทาย

“ลุงแกเป็นคนดัง พวกนักศึกษาที่เรียนจบไปแล้ว เวลากลับเยี่ยมมหาลัยก็ต้องแวะมาถ่ายรูปกับแก ลุงเบอร์นาร์ดเนี่ยเป็นปูชนียบุคคลนะ” คุณป้าแม่บ้านที่กำลังกวาดพื้นอยู่ ส่งเสียงออกความเห็น

บังแจ๋ว ตำนานถั่วทอดโบราณเตาถ่านกระทะเหล็ก เจ้าเดียวบนถนนดินสอ

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

‘บังแจ๋ว’ เป็นชื่อที่ลูกค้าซึ่งรู้จักเจ้าของร้านถั่วทอดโบราณเจ้านี้มายาวนานใช้เรียกกัน คำว่าบัง จริงๆ เป็นภาษามลายู แปลว่าพี่ชาย

บังแจ๋วเป็นคนไทยเชื้อสายอินเดีย พ่อของบังมาจากเมืองโกรักคปูร์ เมืองเดียวกับครอบครัวของลุงเบอร์นาร์ด พอมาเจอกับแม่ซึ่งเป็นชาวนนทบุรี ทั้งสองก็แต่งงานกัน

“พ่อผมเป็นคนสู้ชีวิตนะ ตอนแกมาเห็นเมืองไทยแกบอกเอาล่ะแกไม่อดตายแล้ว อยู่อินเดียมันยากจน แต่เมืองไทยมีทุกอย่าง มีต้นไม้มีความอุดมสมบูรณ์ และคนไทยก็มีน้ำใจ”

 ในช่วงที่อินเดียตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ พ่อของบังแจ๋วถูกเกณฑ์เป็นทหารให้เข้ามายังประเทศไทยผ่านเส้นทางของประเทศพม่า จนเมื่อสงครามยุติ อังกฤษก็ส่งพ่อของบังแจ๋วกลับไปอยู่ที่ประเทศอินเดีย แต่ด้วยความที่พ่อติดใจเมืองไทยมาก พ่อรู้สึกว่าประเทศนี้ล่ะจะเป็นหมุดหมายของครอบครัวในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ พ่อก็เลยทำทุกทางเพื่อให้ตัวเองได้พาครอบครัวกลับเข้ามายังประเทศไทยอีกครั้ง

“จบสงคราม เขาส่งพ่อกลับไปอินเดีย พ่อก็ดั้นด้นกลับมาเมืองไทยเอง นั่งเรือหาปลาออกมาจากทางโกลกาตา เบียดกันมาในเรือเหมือนพวกโรฮีนจานั่นล่ะ ใช้วิธีลงที่แม่สอดและเดินเท้าต่อมาที่กรุงเทพฯ กลางคืนเดินกลางวันนอน เพราะกลางวันมันร้อนเดินไม่ได้ ใช้เวลาเดินทั้งหมดเป็นสิบวัน ลำบากมาก แต่ก็ต้องยอมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า แล้วคนคนหนึ่งไม่ได้เลี้ยงแค่ตัวเองนะ ต้องหาเลี้ยงคนทั้งครอบครัว รุ่นพ่อผมที่เข้ามาด้วยกันตอนนั้นมีร้อยกว่าคน”

พ่อบังแจ๋วไปทำงานเป็นแขกขายผ้า เดินแบกผ้าเป็นพับๆ ขายอยู่ที่พาหุรัด ขายไปขายมารายได้ไม่ค่อยดี พ่อเลยเปลี่ยนไปทำอาชีพยอดฮิตคือเป็นแขกเฝ้ายาม

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

“ก็จะให้ทำอะไรล่ะ คนอินเดียเข้ามาเมืองไทยสมัยนั้น อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มันก็มีอยู่ไม่กี่อาชีพหรอกที่จะทำได้”

หลังออกจากอาชีพเฝ้ายาม พ่อบังแจ๋วหันมาขายถั่ว เทินโต๊ะขายถั่วไว้บนหัวเดินขายตามถนนในเยาวราช จนต่อมาก็ย้ายไปขายประจำที่หน้าโรงเรียนอำนวยศิลป์ วันหนึ่งอายุเยอะขึ้นเดินขายไม่ไหว ก็เอาเงินที่ออมไว้ในช่วงหลายปีมาลงทุนเช่าตึกบนถนนดินสอไว้พักอาศัยและต่อมาก็เปิดเป็นร้านขายถั่ว

“แต่ก่อน ตึกแถวนี้มันถูกกั้นเป็นคอกๆ หมดเลยนะเพื่อเอาไว้พักม้า เป็นที่ผูกรถม้าสำหรับเมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ มาวัดบวรฯ จนช่วงที่เมืองไทยเริ่มมีรถยนต์ พระองค์ก็พระราชทานที่ดินคืนให้กับวัดบวรฯ พวกอาคารพาณิชย์ให้เช่าก็ถูกสร้างขึ้น ค่าเช่าสมัยนั้นเดือนละบาทเอง”

บังแจ๋วเรียนจบมาจากโรงเรียนช่างกลวิทยา ดินแดง ช่วงเรียนจบใหม่ๆ บังแจ๋วไปทำงานอยู่ที่โรงงานทอผ้าของเจ้าของธุรกิจชาวอินเดีย หน้าที่ของบังแจ๋วคือเป็นหัวหน้าคุมคนงานทอผ้า วันหนึ่งพ่อบังแจ๋วให้บังแจ๋วลาออกจากงานมาขายถั่วซึ่งถือเป็นกิจการของครอบครัว โดยพ่อจะนั่งขายประจำอยู่ที่ร้าน ส่วนบังแจ๋วก็เอาถั่วไปขายที่หน้าโรงเรียนอำนวยศิลป์แทนพ่อ

เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ
เบอร์นาร์ด แขกขายถั่ว ในตำนานท่าพระจันทร์ กับบังแจ๋ว ถั่วทอดเตาถ่านเจ้าเดียวบน ถ.ดินสอ

หลังพ่อเสียชีวิต บังแจ๋วมารับช่วงดูแลกิจการแบบเต็มตัว จนวันนี้ร้านถั่วทอดโบราณ ถนนดินสอ เปิดมายาวนาน 60 ปีแล้ว ประเภทถั่วที่ขายมีถั่วทอง ถั่วลันเตา ถั่วลิสง ถั่วฝักยาว (เมล็ด) ถั่วปากอ้า ถั่วเคลือบน้ำตาล

ถามว่าอาหารประเภทถั่วทอด จะมีคนมาซื้อกินทุกวันขนาดเป็นรายรับในแต่ละเดือนที่เลี้ยงชีวิตคนทั้งครอบครัวได้จริงเหรอ ไหนจะค่าเช่าตึก ค่าน้ำค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ซึ่งบางวันลูกสาวบังแจ๋วจะเป็นคนนั่งขาย

“ได้สิ ลูกค้าก็สลับหมุนเวียนมา ขาประจำก็มีนะ บางคนกินทุกวันเลย เขาบอกกินถั่วดีกว่ากินข้าวอีก มันมีประโยชน์ ยิ่งวันไหนมีม็อบนี่ยิ่งขายดี ผมจะบอกให้นะ ตราบใดที่เราไม่เล่นการพนันไม่เล่นหวย จะขายได้น้อยแค่ไหนมันก็อยู่ได้ เคยได้ยินคำนี้ไหมล่ะ โบราณเขาว่ามือทำให้รวย หวยทำให้จน”

 เทคนิคการทอดถั่วให้อร่อยของบังแจ๋ว คือน้ำมันต้องสะอาดและต้องใช้น้ำมันใหม่เท่านั้น การทอดด้วยกระทะเหล็กและเตาถ่านช่วยให้สีของถั่วทอดน่ากิน ส่งกลิ่นหอม ส่วนน้ำมันเก่าที่ใช้ทอดแล้ว บังแจ๋วจะไม่ใช้ซ้ำ ในทุกวันจะมีคนมารับซื้อน้ำมันเก่ากิโลกรัมละ 10 บาท เพื่อนำไปทอดปลาเค็ม

Writer & Photographer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

แขกมา

วิถีการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ และพาไปรู้จักกับมุมแปลกๆ ของคนอินเดีย

23 กุมภาพันธ์ 2564
3 K

ฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าชาติที่แล้วตัวเองคงเคยเกิดเป็นแขกอินเดียมาก่อน เป็นที่มาของหนังสือเล่มแรกที่ชื่อ ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ในช่วงระหว่างการซื้อขายหนังสือ ฉันพบว่ามีคนอีกจำนวนมากมายเหลือเกินที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับประเทศอินเดีย คือกลับไปเที่ยวซ้ำๆ อยู่นั่นล่ะ บ่นว่าเขาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไป รวมทั้งผู้หญิงคนนี้ด้วย 

แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ เดินทางไปใช้ชีวิตและเรียนเต้นกถัก นาฏศิลป์เก่าแก่ของอินเดียที่เมืองเดลี ประเทศอินเดีย เข้าสู่ปีที่ 8 ปีแล้ว แพรว่า กถักคือเหตุผลหลักที่พาเธอไป แต่ความสัมพันธ์กับผู้คนในอินเดียจนก่อเกิดเป็นความรัก ทำให้เธอแอบเชื่อว่า ชาติที่แล้วเธอก็คงเคยเกิดเป็นคนอินเดียกับเขาเหมือนกัน

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

‘กถัก’ (Kathak) คือนาฏศิลป์ทางภาคเหนือของอินเดีย ที่ถักทอเรื่องราวของเทพทางศาสนาฮินดู และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของอินเดีย ผ่านท่าทางการเต้นที่ต้องใช้ทั้งความแข็งแรงและความอ่อนโยนของผู้เต้นในเวลาเดียวกัน สมัยเริ่มแรก ชาวฮินดูจะนิยมเต้นกถักกันตามสถานที่มงคล เช่น วัดหรือในพระราชวัง เพื่อเป็นการถวายเทพเจ้า โดยชาวฮินดูมีความเชื่อว่า การเต้นกถักนี้ เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 4 แล้ว

องค์ประกอบหลักในการเต้นกถักคือการแสดงสีหน้า (Abhinaya) การตบเท้าที่รัวและเร็ว ลีลาการวาดมือที่มีลักษณะคล้ายกับการเต้นรำร่วมสมัย การฝึกลมหายใจ การหมุนตัว ที่ยิ่งหมุนได้จำนวนรอบมากเท่าไหร่ โดยยังสามารถควบคุมจังหวะการตบเท้าให้ประสานกับจังหวะของดนตรีได้ โดยไม่คร่อมจังหวะ ก็ยิ่งแสดงถึงความแข็งแรงและสมาธิของผู้เต้นได้มากเท่านั้น 

ในช่วงของการเต้นกถักร่วมกับการบรรเลงจังหวะจากคณะวงดนตรีสด ผู้เต้นจะเต้นสลับกับการพูดออกเสียงนับจังหวะ (Padhant) เช่น ตา เถย เถย ตั๊ต อา เถย เถย ตั๊ต โดยการออกเสียงนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนับจังหวะเพื่อการเต้น แต่ยังเป็นการเปล่งเสียงเพื่อทำความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระแม่ธรณี เพื่อให้การแสดงที่เกิดขึ้นมีความราบรื่น 

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

หนึ่งองค์ประกอบของเครื่องแต่งกายในการเต้นกถักที่ถือเป็นของสูง และยังเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ผู้เต้นสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ คือกระพรวนที่พันไว้บริเวณข้อเท้าทั้งสองข้าง การใส่กระพรวนข้อเท้าจากวัสดุทองเหลืองนี้มีตั้งแต่ข้างละ 10 – 20 ลูก ไปจนข้างละ 150 ลูก หรือ 200 ลูก ก็มี ชาวฮินดูเชื่อกันว่า เสียงกระพรวนที่ดังก้องกังวานจะช่วยปัดเป่าโชคร้าย และยังเป็นการสื่อสารกับทวยเทพ ยิ่งจำนวนลูกกระพรวนมากเท่าไหร่ เสียงที่เกิดขึ้นก็ยิ่งแน่น แต่นั่นหมายถึงผู้เต้นเองก็ต้องมีกำลังข้อเท้าและกำลังขาที่แข็งแรง ในการแบกรับน้ำหนักของจำนวนลูกกระพรวนเหล่านี้ไว้ด้วย

“จำนวนลูกกระพรวนที่ใส่ก็แล้วแต่กูรูจี (ครู) ค่ะ ว่าจะให้นักเรียนแต่ละคนใส่เท่าไหร่ เพราะสรีระแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ข้างละหนึ่งร้อยเก้าเขาถือว่าเป็นเลขสิริมงคล อย่างของแพร ใส่ข้างละร้อยห้าสิบบ้าง สองร้อยบ้าง “

แพรบอกฉันขณะกำลังแต่งตัวในชุดกระโปรงยาว เธอกรีดอายไลเนอร์สีดำเข้มไว้บริเวณขอบตา เส้นวาดขอบตาคบกริบที่เกิดขึ้น ทำให้ฉันนึกถึงคณะนางรำในช่วงเทศกาล ตามท้องถนนของอินเดียทางภาคใต้ 

โอ้ย คิดถึงอินเดีย

เธอแปะบินดิไว้ตรงดวงตาที่ 3 บริเวณหว่างคิ้ว และทาสีแดงบนฝ่ามือฝ่าเท้าด้วยอารตะ (ดอกชบา บดเป็นสี) ซึ่งเป็นการเลียนแบบมาจากพระแม่เทพแห่งฮินดู เธอพันลูกกระพรวนไว้ที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง เดินไปมา เสียงดังกุ๊งกิ๊ง กุ๊งกิ๊ง 

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

“วันนี้แพรใส่ข้างละร้อยห้าสิบลูก เพราะช่วงหนึ่งแพรขาดวิตามินดี ทำให้กระดูกเปราะ หมอเคยบอกให้แพรหยุดเต้นกถักไปเลยนะคะ เพราะถ้าฝืนต่อไปอาจจะร้าวไปถึงส่วนอื่นได้ ช่วงนั้นแพรใส่เฝือกอ่อนอยู่ระยะหนึ่ง ใช้วิธีฉีดสปเรย์ช่วยเอา จากกระพรวนที่แต่ก่อนเคยใส่ข้างละสองร้อยลูก กูรูจีก็เลยให้ลดมาเหลือข้างละร้อยห้าสิบลูก

“สมัยลองหัดเต้นอินเดียใหม่ๆ แพรก็แยกไม่ออกหรอกค่ะ ว่าการเต้นอินเดียแต่ละแบบมันต่างกันยังไง”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า
8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

เธอแค่เป็นคนคนหนึ่งที่ชอบดูหนังอินเดียมาตั้งแต่เด็ก เมื่อไหร่ที่หมู่มวลตัวละครลุกขึ้นมาเต้นกัน เธอก็จะพยายามเต้นตาม โดยที่ไม่รู้เลยว่า นั่นเขาเรียกการเต้นแบบบอลลีวูด จากนั้นมา ตั้งแต่อายุ 12 ที่ไหนมีสอนเต้นบอลลีวูด เธอก็ยอมเสียเงินเสียทองไปเรียนมันทุกที่ จนวันหนึ่ง มีคนแนะนำให้เธอไปเข้ากลุ่ม Indian Women’s Club ซึ่งที่นี่จะมีชั่วโมงสอนเต้นอินเดียให้กับคนไทยที่สนใจ 

พอได้ลองเต้นอินเดียหลายรูปแบบเข้า แพรก็รู้สึกว่า เอาล่ะ ฉันมาถูกทางแล้ว เธอเลยไปลงเรียน ภารตนาฏยัม (Bharatanatyam) ซึ่งเป็นหนึ่งในนาฏศิลป์อินเดียเก่าแก่ที่ Indian Council for Cultural Relations, Thailand (ICCR) จนพอเข้าอายุ 16 เธอมีโอกาสได้เรียนเต้นกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่ทำให้เธอได้รู้จักกับโลกของการเต้นกถักแบบดั้งเดิม

“ตบเท้าแตกแค่ไหน ก็ต้องเต้นต่อไปค่ะ” แพรอธิบายสั้นๆ ถึงการเต้นกถักตามวิถีโบราณ 

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า
8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

 เริ่มแรกของชีวิตเด็กนักเรียนทุน แพรได้ทุน 5 ปี จาก ICCR เพื่อไปเรียนเต้นกถัก ที่สถาบัน Shriram Bharatiya Kala Kendra ในเมืองเดลี เวลาเรียกสถาบันเก่าแก่ที่เปิดสอนนาฏศิลป์อินเดีย คนอินเดียเขาจะไม่ใช้คำว่าสถาบันหรือโรงเรียน แต่เขาจะใช้คำเรียกว่าสำนัก และเรียกครูผู้สอนว่ากูรูจี โดยแพรเป็นนักเรียนไทยเพียงคนเดียวที่เรียนเต้นกถักอยู่ที่นั่น

“เราชอบอินเดียอยู่แล้ว พอได้ไปเรียนถึงที่นั่นมันก็เลยยิ่งอิน เพราะโดยธรรมชาติ เราเป็นคนทำอะไรเร็ว ซึ่งการเคลื่อนไหวโดยมากของการเต้นกถักเอง มันรัวและเร็ว แต่ก็มีบ้างที่ผสมด้วยจังหวะช้าและปานกลาง เลยตอบโจทย์เรามาก ภาษาอังกฤษเราตอนนั้นห่วยแตกสุดๆ เวลาเรียนก็เลยมีปัญหาบ้าง แต่ข้อโชคดีคือเราเรียนจบวิทยาลัยนาฏศิลป์มา ซึ่งท่าทางของการเต้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันสัมพันธ์กันหมด เราเลยพอจะมีสกิลล์ในการคัดลองท่า การรู้องศา แต่ไอ้การปาดันต์ (ออกเสียงนับจังหวะ) ตา เถย เถย ตั๊ต อา เถย เถย ตั๊ต แบบรัวๆ เร็วๆ นี่ ตอนนั้นเรายังทำไม่ได้นะคะ มันยากมาก”

ถ้าใครเคยไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ คงเข้าใจดีว่าเรื่องภาษามีความสำคัญมากขนาดไหนในชีวิตประจำวัน ยิ่งสำเนียงการพูดภาษาอังกฤษของคนอินเดียด้วยแล้ว เวลาฟังเขาพูดทีนี่ ต้องใช้ทั้งพื้นฐานด้านภาษาที่เราแต่ละคนมีติดตัวมา บวกด้วยสติ เวลาไปอินเดีย ฉันเจอประจำกับเรื่องค่าโดยสารรถตุ๊กตุ๊ก ประเภทก่อนขึ้นรถบอกเรามาว่า Fifteen แต่พอถึงที่ เอ้า จะมาเนียน เก็บ Fifty 

“ในช่วงเริ่มเรียนครั้งแรก สิ่งที่ต้องฝึกคือจังหวะการตบเท้าและการปาดันต์ การตบเท้าเป็นทักษะที่ฝึกแบบไม่มีที่สิ้นสุด ฝึกไปทั้งชีวิตของการเต้น ส่วนการปาดันต์เป็นเรื่องของการหายใจ และมีคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย บอกเลยค่ะว่ายากมาก”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

การเต้นกถักต้องใช้ทั้งสมาธิ ร่างกายที่แข็งแรง การเกร็งข้อเท้าอยู่ตลอดเวลาในจังหวะของการตบพื้น และสำหรับผู้เต้นกถักแล้ว อาการเลือดตกยางออกที่บริเวณเฝ่าเท้าถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอแน่ๆ

“ใช่ค่ะ ตบเท้ากันจนเลือดออกอยู่บ่อยๆ เลย พอเท้ามันเสียดสีกับพื้นมากๆ เข้า มันพอง ชิ้นเนื้อก็หลุด พอตบลงไปซ้ำ แผลมันก็จะใหญ่ขึ้น แต่ก็ยังต้องฝืนเต้นกันต่อไป เพื่อจะได้ชิน”

แพรว่า กูรูจีของแพรเองก็ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอดค่ะ แผลที่เท้าไม่ใช่อุปสรรคในการหยุดเต้น จนทำให้ผู้เต้นกถักหลายคนกลายเป็นคนเท้าด้านไปเสียแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่เท้าแตก ผู้เต้นกถักจะรู้กันเองว่าให้ใช้วาสลีนป้ายลงไป จากนั้นเอากระดาษทิชชูหรือสำลีมาปิดไว้และใช้สก็อตช์เทปพัน บางคนก็เอาเท้าไปแช่น้ำอุ่นที่ผสมด้วยเกลือ บางคนก็ปล่อยไว้แบบนั้นล่ะ ไม่ทำอะไรเลย

 อินเดี๊ย อินเดีย ประเทศที่สก็อตช์เทปใช้ได้กับทุกสถานการณ์

ตั้งแต่เรียนเต้นกถัก จนเข้าสู่ปีที่ 8 แพรก็ยังไม่เคยเห็นใครต้องไปหาหมอจากอาการเท้าแตก เพราะผู้เต้นกถักทุกคนรู้วิธีในการรักษาตัวเอง

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า
8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

การหมุนตัวเป็นอีกทักษะที่สำคัญของผู้เต้นกถัก ความยากคือจะหมุนเป็นสิบๆ รอบยังไงไม่ให้อาเจียน ไม่ให้ล้มหน้ามืดไปเสียก่อน โดยการหมุนตัวในการเต้นกถักมี 2 แบบหลักๆ ถ้าหมุนตัวแบบไจปูร์ (Jaipur) ก็จะอย่างหนึ่ง ถ้าหมุนตัวแบบลัคเนา (Lucknow) ก็จะอีกอย่าง เพราะลัคเนาเองก็รับรูปแบบนาฏศิลป์กถักมาจากไจปูร์ ซึ่งเป็นต้นทาง โดยอาจมีการตัดหรือดัดแปลง เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มขึ้นมา

“ช่วงฝึกแรก ๆ หมุนสามสี่รอบก็จะตายแล้วค่ะ คนเต้นกถักนี่ ใครยิ่งหมุนได้เยอะ เขายิ่งมองว่าเก่ง แข็งแรง เวลาฝึกหมุนตัวในห้องเรียน พอครูเขาสั่งให้เราหมุน เราก็ต้องหมุนไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะบอกให้หยุด แรกๆ ที่เริ่มเรียนก็นับรอบในใจนะคะ แต่หลังๆ เลิกนับแล้ว เมื่อไหร่ที่หมุนจนรู้สึกอยากอาเจียน จะมีเสียงกูรูจีคอยดังอยู่ในหัวเราว่า You have to push yourself! เราก็อะ โอเค แพร I have to push myself. นะ ที่ผ่านมายังไม่เคยอาเจียนนะคะ จะมีแค่เลือดกำเดาไหล ช่วงแรกที่ฝึกมีปัญหาบ้างเรื่องจังหวะการหายใจ หลังๆ พอได้ฝึกสมาธิ ฝึกลมปราณ ก็เลยหายใจถูกจังหวะ หมุนพริ้วเลยคราวนี้”

ในภาษาฮินดี Guru Shishya Parampara หมายความถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกูรูจีและศิษย์ ที่เหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เรียกหากันได้ตลอด 24 ชั่วโมง แพรว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ครูเรียกไปซ้อมเต้นนอกเวลาเรียน จะดึกดื่นเที่ยงคืนแค่ไหนก็ต้องไป 

กูรูจีในวัฒนธรรมของชาวอินเดียยังเปรียบได้กับตัวแทนของพระเจ้า การทำความเคารพระหว่างศิษย์กับครู คือการที่ศิษย์ก้มลง ใช้มือแตะเท้าครู แต่ถ้าเป็นระดับครูของครูขึ้นไปอีกขั้น ศิษย์บางคนจะใช้หน้าผากลงไปแตะที่เท้าของครูผู้นั้น สิ่งที่ผู้เต้นกถักห้ามลืมเด็ดขาดในช่วงเริ่มต้นของทุกการแสดง คือการกล่าวชื่อของของกูรูจีผู้สอน เพราะถือเป็นการให้เกียรติ (ถ้าใครลืม นี่เรื่องใหญ่มาก)

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

.. My Guru ‘s name is…

“การก้มแตะเท้า มันเป็นการลดอัตตาด้วยละค่ะ เมื่อคุณเรียนกับคนคนนี้ คุณก็ต้องยอม แม้จะต้องเอาหน้าผากตัวเอง ก้มลงไปแตะที่เท้าของเขา หรืออย่างบางที ถ้ากูรูจีป่วย เราก็ต้องดูแลเขา กูรูจีของแพรเคยเป็นไทฟอยด์ แพรกับเพื่อนคนไต้หวันก็ต้องคอยดูแลเช็ดตัวให้ ตอนเช็ดตัว ด้วยความที่กูรูจีท่านนี้แกเป็นผู้ชาย แกก็มีเขินแพรกับเพื่อนบ้าง ไม่ยอมให้เช็ด เราบอกกูรูจีว่า ถ้ายูไม่อยากป่วยมากไปกว่านี้ อย่าเพิ่งมาเขินอะไรพวกเรา มันไม่ใช่เวลา ตอนนั้นกูรูจีตัวร้อนมากค่ะ สุดท้ายท่านก็ยอมให้เช็ด เพราะเห็นว่าเราเป็นนักเรียนต่างชาติ คงไม่ถือ”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

ใน ค.ศ. 2019 แพรเป็นผู้หญิงไทยเพียงคนเดียวที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันการเต้นกถักในงาน Pratibha Sangeet Kala Sansthan ที่เมือง Ujjain ทางภาคใต้ของอินเดีย ซึ่งมีผู้เต้นชาวอินเดียเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนั้น จำนวนหลายร้อยคน

ในช่วงก่อนขึ้นแข่งขัน แพรเกิดอาการป่วยจากไข้ไทฟอยด์ที่ติดเชื้อมาจากกูรูจี ซึ่งถ้าใครเคยผ่านประสบการณ์การป่วยในอินเดีย ก็คงเข้าใจดีว่ามันทรมานขนาดไหน 

ไหนจะความร้อนของอุณหภูมิ พลังที่ถดถอย ไหนจะเชื้อโรครอบตัวที่พร้อมจะเข้าสู่ร่างกายในยามที่เรากำลังอ่อนแอ ส่วนแพร ต้องบวกเพิ่มเข้าไปด้วยความกดดันในช่วงของการเตรียมตัวขึ้นแข่งขัน แต่สุดท้าย แพรก็ติดเข้าไปอยู่ในรอบ 4 คนสุดท้ายของการแข่งขันในรอบแรก และเข้าสู่รอบที่ 2 ซึ่งเป็นรอบของการตัดสิน

“ตอนนั้นยืนอยู่ข้างเวที คิดอย่างเดียว นี่เราจะต้องเต้นจนตายที่นี่เลยไหมวะเนี่ย เพราะนอกจากไข้แล้ว ช่วงนั้น เรามีภาวะกระดูกเปราะอยู่แล้วด้วย”

แต่ก็นั่นละค่ะ จะเจ็บปวดปางตายยังไงก็ตาม พลังแห่งความอึดถึกของกูรูจีได้ถูกส่งผ่านไปยังศิษย์ ด้วยคำพูดกรอกหูที่หน้าเวทีว่า “แพร ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอต้องขึ้นไปเต้น”

“แล้วไม่ใช่แค่ขึ้นไปเต้นนะคะ กูรูจีบอกว่า เธอต้องขึ้นไปเต้นให้แรงกว่ารอบแรกด้วย แพรนึกในใจ Oh My God จะให้แรงกว่าเก่าอีกเหรอ แรงก็มีแค่นี้ล่ะ” (แพรหัวเราะอย่างเมามัน)

ด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ ตายเป็นตายว่างั้นเถอะ เพราะถึงจะต้องตายที่นี่ ก็ถือว่าตายในชุดสวยๆ เนอะ แพรขึ้นไปเต้นต่อเนื่อง 10 นาทีในรอบตัดสิน ทั้งหมุนตัว ตบเท้า ออกเสียงนับจังหวะ ในที่สุด เธอได้รางวัลที่ 4 จากการแข่งขันในครั้งนั้น ซึ่งไม่ได้ตัดสินแค่เพียงลีลาในการเต้น แต่ผู้แข่งขันจะต้องตอบคำถามเพื่อทดสอบภูมิความรู้ในเรื่องนาฏศิลป์อินดียด้วย

“หลังรับรางวัล เราก็นั่งโทรมๆ อยู่ตรงนั้นละค่ะ คือรู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

ถามแพรว่า เคยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้เต้นกถักชาวอินเดียที่อยู่รอบตัวไหม เพราะคนอินเดียกับศาสตร์การเต้นนี่มันอยู่ในสายเลือด แต่สำหรับแพร มันแทบจะเป็นการเริ่มต้นนับศูนย์ใหม่

“ไม่มีใครเต้นเป็นมาตั้งแต่เกิดหรอกค่ะ อย่างถ้าให้คนอินเดียมารำไทย เขาก็คงทำไม่ได้เหมือนกัน แพรคิดว่า ไหนๆ เราก็พาตัวเองมาเรียนถึงประเทศต้นตำหรับแล้ว เราก็ต้องไปให้ถึงที่สุด ฝึกตบเท้าในช่วงแรกๆ แพรตบไม่ดัง แพรก็ต้องฝึกตบให้มากกว่าคนอื่น ภาษาอังกฤษเราไม่ดี ก็ต้องฝึกพูดมันไปเรื่อยๆ พูดผิดพูดถูกก็ต้องพูด หรืออย่างการออกเสียงนับจังหวะนี่ แพรใช้เวลาฝึกสามปีนะคะกว่าจะทำได้ เรามาเจอเทคนิคว่า ที่คนอินเดียเขาออกเสียงนับกันได้เร็วๆ เพราะเวลาออกเสียง เขาเอาลิ้นออกมาแตะที่ฟัน ขณะที่เวลาพูดปกติในชีวิตประจำวัน เราจะเคยชินกับการเก็บลิ้นไว้ข้างใน”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

ปัจจุบัน แพรเรียนเต้นกถักเข้าสู่ปีที่ 8 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายแล้ว เธอเรียนอยู่ที่ 2 สำนัก ทั้งที่ Shiram Bharatiya Kara Kendra ในระดับผู้เชี่ยวชาญการเต้นกถัก (Specialisation) และที่สำนัก Prayag Sangeet Samiti ในระดับปริญญาตรี เธอมีความตั้งใจว่า วันหนึ่งจะนำความรู้ที่ได้มาประกอบวิชาชีพในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเต้นกถัก โดยเธอก็ตอบไม่ได้ว่าเมื่อเรียนจบแล้ว เธอจะกลับมาอยู่ที่ประเทศไทยแบบถาวรหรือเปล่า เพราะสำหรับเธอ อินเดียเป็นเหมือนบ้านไปเสียแล้ว เธออยากใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น

“กถักคือเหตุผลที่พาเรามาอินเดีย แต่อินเดียคือโรงเรียนในโลกกว้างที่สอนให้เราได้เห็นคุณค่าในสิ่งต่างๆ รอบตัว โดยเฉพาะคุณค่าของการได้มีข้าวกิน อินเดียสอนให้เราไม่สนใจเสียงตัดสินตามบรรทัดฐานของสังคม อยู่ที่นั่น เราจะใส่เสื้อซ้ำกันอาทิตย์ละสามสี่ครั้งก็ไม่มีใครว่า จนพอกลับมาทำที่เมืองไทยเท่านั้นล่ะ เดี๋ยวก็เจอทักแล้ว อ้าว แพร ไม่มีเสื้อใส่เหรอไง ไอ้ตัวเราเองก็ไม่เคยได้ทันคิดหรอก ว่าตัวไหนใส่ซ้ำหรือไม่ซ้ำ ตัวไหนใส่บ่อยหรือไม่บ่อย หรือเวลาเห็นคนอาบน้ำในคลองดำๆ ตามข้างทางรถไฟที่อินเดีย เราจะรู้สึกขอบคุณชีวิตตัวเองมากเลยว่า เท่าที่เรามีอยู่ทุกวันนี้มันก็ดีมากแล้ว รอยยิ้มของพวกเขาเหมือนกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนให้เราเห็นความสุขจากสิ่งที่อยู่รอบตัวมากขึ้น”

อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้อ่านจำนวนหนึ่งก็คงมีความผูกพันกับประเทศอินเดียอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และบางคนอาจถึงขั้นรู้สึกเหมือนกับฉันและแพรว่า 

ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก

ขอบคุณสถานที่ถ่ายภาพ The Factory of Inspiration

Writer & Photographer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load