Aarong คือชื่อของเครือร้านค้าปลีกแนว Lifestyle Shop ที่โด่งดังของบังกลาเทศ หลังก่อตั้งใน ค.ศ. 1978 ปัจจุบันแบรนด์มีหน้าร้านกว่า 20 แห่งทั่วบังกลาเทศ มีสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์มากกว่า 100 รูปแบบ

ความพิเศษคือ สินค้าทุกชิ้นใน Aarong เป็นงานฝีมือจากฝีมือของช่างท้องถิ่นในประเทศหลายหมื่นคน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

ใน ค.ศ. 2020 ที่หลายคนคงคุ้นตากับเรื่องราวที่แบรนด์หยิบผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่นมาจำหน่าย และช่วยให้ชาวบ้านชีวิตดีขึ้น เราอยากชวนดูกรณีศึกษาของ Aarong ที่ยืนหยัดเติบโตมานานกว่า 40 ปี สร้างงานให้เหล่าช่างฝีมือท้องถิ่นได้อย่างกว้างขวาง ยั่งยืน และเก็บรักษาภูมิปัญญาหลากแขนงไปพร้อมกัน

เมื่อลองสำรวจแนวคิดที่ซ่อนอยู่ เราพบว่าผลลัพธ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการออกแบบแบรนด์ที่คิดมาดีและรอบด้าน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

 ‘ตลาด’ ที่เป็นจุดเชื่อมต่อและช่องทางเติบโต

แบรนด์ Aarong ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเห็นโอกาสเมื่องานฝีมือกลายเป็นเทรนด์

แต่เกิดจากปัญหาสังคมแท้ๆ นั่นคือปัญหาความยากจนของท้องถิ่น

จุดเริ่มต้นของ Aarong เกิดขึ้นจาก BRAC องค์กรด้านการพัฒนารายใหญ่ที่สุดของโลกอยากยกระดับชีวิตผู้หญิงในชนบท โดยให้พวกเธอสร้างสรรค์งานฝีมือแล้วนำไปส่งขายกับร้านค้าปลีกที่มีอยู่ไม่เยอะและกระจัดกระจาย แต่ผู้ซื้อเหล่านั้นจ่ายเงินล่าช้า

BRAC จึงต้องหาทางแก้ปัญหา

Aarong ซึ่งเป็นภาษาเบงกาลีแปลว่า Village Fair จึงถูกก่อตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นตลาดจำหน่ายงานฝีมือที่ช่วยให้บริหารการจ่ายค่าสินค้าได้ตรงเวลา โดยนอกจากหน้าร้าน 20 แห่งทั่วบังกลาเทศ Aarong ยังมีเว็บไซต์ทำหน้าที่เป็นตลาดออนไลน์ ซึ่งช่วยขยายขอบเขตธุรกิจสู่นอกประเทศ

งานฝีมือจากชุมชนรายได้น้อยจึงมีช่องทางไปถึงมือผู้บริโภคได้กว้างขวาง

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

‘สินค้า’ คุณภาพสูงและร่วมสมัย

แม้จะมีตลาด หากสินค้าไม่ดีจริง ธุรกิจก็ไม่อาจยืนระยะและเติบโตได้

Aarong ตั้งใจผลิตงานที่มีมาตรฐานสูง มีการคุมคุณภาพชัดเจน ไม่มีเหตุผลว่าคุณภาพไม่สม่ำเสมอเพราะเป็นงานทำมือ ผู้บริโภคจึงวางใจได้ว่า ไม่ว่าจะซื้อสินค้าไหนของ Aarong กลับบ้าน สิ่งที่กลับไปพร้อมกันคือคุณภาพคับชิ้น ขณะที่ผู้ผลิตซึ่งทำงานคุณภาพเยี่ยมออกมา ทางแบรนด์ก็รับซื้อด้วยราคายุติธรรม เรียกว่า Win-Win ทั้งสองฝ่าย

และนอกจากคุณภาพสินค้า อีกสิ่งที่ Aarong คำนึงถึง คือการใช้งานได้จริงในบริบทปัจจุบัน

ของในร้าน Aarong นั้นล้วนมีรากมาจากภูมิปัญญาในวันวาน หากต้องการให้อยู่รอด ย่อมต้องช่วยให้อยู่ร่วมกับคนเมืองในวันนี้ได้กลมกลืน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

ก่อนผลิตสินค้า ทางแบรนด์จึงมีทีมนักออกแบบคิดคอนเซปต์ซึ่งเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ก่อนนำคอนเซปต์นั้นไปให้ช่างฝีมือท้องถิ่นเป็นผู้ผลิต เช่น ในการทำเครื่องประดับ คอนเซปต์ตั้งต้นจะมาจากนักออกแบบ ขณะที่ช่างฝีมือมีสิทธิ์ในการควบคุมกระบวนการสร้างสรรค์ที่เหลือทั้งหมด

หรืองานฝีมืออย่าง Nakshi Kantha ซึ่งเป็นงาน Quilt เนื้อเบาที่ผู้หญิงท้องถิ่นของบังกลาเทศถักทอในเวลาว่าง ก็ได้รับการต่อยอดให้นำมาใช้ได้จริงในปัจจุบัน ขณะที่ยังคงเอกลักษณ์ของงานฝีมือไว้

สินค้าของ Aarong จึงเป็นการผสมผสานแนวทางจากนักออกแบบและช่างฝีมือ หรือพูดอีกอย่างคือส่วนผสมของความร่วมสมัยและภูมิปัญญา ทำให้ลูกค้าคนเมืองได้สินค้าที่ถูกใจ ใช้ได้จริง ขณะที่วิชาซึ่งตกทอดในท้องถิ่นก็ไม่เลือนหายตามวันเวลา

‘คน’ ประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการดูแลรอบด้าน

Aarong ไม่ได้มองว่าช่างฝีมือท้องถิ่นเป็นแค่ลูกมือของนักออกแบบหรือผู้ผลิตของตามออร์เดอร์ แต่คือผู้ที่มีศักยภาพในการพัฒนา

นอกจากทำงานร่วมกันและเป็นช่องทางสร้างมูลค่าให้ผลงานของพวกเขา ทางแบรนด์จึงมีโปรแกรมพัฒนาทักษะเหล่าช่างฝีมือเพื่อยกระดับทักษะให้ได้มาตรฐานของตลาด

มากกว่ารายได้ ช่างฝีมือที่ทำงานกับ Aarong จึงมีโอกาสพัฒนาตัวเอง

ยิ่งกว่านั้น แบรนด์ร้านค้าไลฟ์สไตล์นี้ยังดูแลคนอย่างรอบด้านมากกว่ามิติการงาน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

Aarong ทำงานร่วมกับมูลนิธิ Ayesha Abed ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมด้านการผลิตของแบรนด์ นอกจากช่างฝีมือท้องถิ่นจะหางานได้จากที่นี่ พวกเขายังเข้าถึงบริการสนับสนุนแบบองค์รวมของ BRAC ได้ ตั้งแต่เงินกู้แบบ Micro-credit ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย ไปจนถึงการดูแลสุขภาพแม่ตั้งครรภ์ และสถานที่รับเลี้ยงเด็กในช่วงกลางวัน

เมื่อพูดถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต Aarong จึงเป็นตัวอย่างของการไม่ได้ให้เพียงรายได้ แต่เป็นการยกระดับอย่างเต็มความหมาย ด้วยให้ความช่วยเหลือที่ตอบโจทย์ชีวิตคนในองค์กร

และเพราะอย่างนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ ‘พนักงาน’ ของ Aarong หลายคนไม่คิดเปลี่ยนงาน แต่อยู่คู่กับแบรนด์ไปยาวนาน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

‘แบรนด์’ ที่เติบโตไปพร้อมการช่วยสังคม

เมื่อ 15 ปีก่อน Shondhya Rani Sarkar คือแม่หม้ายวัยสาวที่ไม่มีรายได้มาเลี้ยงลูก เธอได้ร่วมกลุ่ม Microfinance ของ BRAC ก่อนได้รับคำแนะนำให้เข้าทำงานกับ Aarong 

15 ปีผ่านไป หญิงสาวคนนั้นกลายเป็นหนึ่งในช่างพิมพ์ลวดลายจากบล็อกที่มีประสบการณ์สูงสุด เธอคอยฝึกฝนพนักงานหน้าใหม่ ขณะที่มีรายได้มั่นคงมาเลี้ยงดูลูก

ในวันนี้ Aarong ช่วยสนับสนุนชีวิตของช่างฝีมืออย่าง Shondya กว่า 65,000 คนทั่วบังกลาเทศ ซึ่ง 85 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนนี้คือกลุ่มแรงงานสตรี เมื่อมองในภาพใหญ่ มีผู้ได้รับประโยชน์จากการมีอยู่ของแบรนด์ทั้งทางตรงและอ้อมกว่า 320,000 คน 

และจากการเป็นแบรนด์ยอดฮิตในประเทศ Aarong ยังคงเติบโตต่อไปผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และเครือข่ายด้าน Fair-trade 

Aarong จึงนับเป็นอีกหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า ธุรกิจเติบโตไปพร้อมมิติการช่วยเหลือสังคมได้

พูดอีกอย่างคือ การช่วยเหลือสังคมนั้นเกิดขึ้นในรูปแบบที่ขยายผลและยั่งยืนได้ หากได้รับการออกแบบที่ดี

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

www.aarong.com

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาฯ มีโครงการ DESIGN FOR COMMUNITY LIVELIHOOD ซึ่งมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการออกแบบระบบพัฒนาสัมมาชีพชุมชน โดยหนึ่งในกิจกรรมของโครงการคือ เสวนาหัวข้อ “LOCAL MEETS GLOBAL ท้องถิ่นสู่สากล” ในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2653. เวลา 15.00 – 17.00 น. ผู้ที่สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดออนไลน์หรือดูย้อนหลังได้ที่นี่

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

“เรารักบ้านของเราค่ะ มันอยู่สบายมากๆ”

นี่คือความเห็นจากเฮเลน สมาชิกผู้อยู่ในชุมชน Beddington Zero Energy Development หรือ BedZED มานับสิบปี ถ้าลองหลับตานึกตามว่านี่เป็นประโยคจากปากคนในชุมชนรักโลกชนิดสีเขียวเข้มสุด คุณอาจเห็นภาพ BedZED ต่างไปจากที่มันเป็นมาก

ทีนี้ลองเปิดตา แล้วพิจารณาภาพที่อยู่อาศัยด้านล่าง

BedZED หมู่บ้านยั่งยืน แห่งแรกของอังกฤษ บ้านดีในทำเลดี ค่าน้ำ-ไฟถูกกว่า ที่ไม่ทำร้ายโลก

บ้านที่เป็นอาคารแบบที่เราคุ้นเคย แถมยังมีดีไซน์เก๋นี้คือบ้านของ BedZED ต้นแบบชุมชนยั่งยืนแบบ Mix-used ขนาดใหญ่แห่งแรกของอังกฤษที่ริเริ่มขึ้นในปี 1997 จาก Bioreginal องค์กรการกุศลด้านความยั่งยืน Bill Dunster Architects บริษัทสถาปนิกหัวใจสีเขียว และ Arup องค์กรที่มีหนึ่งในงานคืองานด้านวิศวกรรม 

ทั้งสามองค์กรข้างต้นมองหาโอกาสสร้างหมู่บ้านรักษ์โลกแบบเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นศูนย์ เพื่อทำให้เราใช้ชีวิตอย่างคนมีโลกอยู่แค่ใบเดียวเท่านั้น ไม่ใช่หลายใบ 

อย่างไรก็ตาม ความพิเศษที่ทำให้ BedZED เป็น BedZED ก็คือการที่ผู้สร้างเชื่อมั่นว่าถ้าจะช่วยโลกได้แบบเห็นผลจริง คนเราต้องเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งการใช้ชีวิตและการทำงาน 

และนั่นแปลว่าข้อเสนอที่ยื่นเพื่อให้คนยอมเปลี่ยนตัวเองต้องไม่ใช่ยาขม 

โครงการที่นับว่าเป็น Pioneer และเป็นแรงบันดาลใจของชุมชนยั่งยืนทั่วโลกแห่งนี้จึงคิดละเอียด หาวิธีท้าทายข้อจำกัดต่างๆ ของวิถีแบบที่หลายคนอาจมองว่าเป็น ‘ทางเลือก’ ซึ่งหมายถึงการต้องออกจากทางหลัก 

ชักอยากพาคุณทัวร์เต็มแก่แล้ว, เชิญตามเรามาดูชุมชนที่เฮเลนอยู่และหลงรักได้เลย

จุดแรก: ป้ายรถบัส

อ้าว ไม่ต้องเข้าป่าเหรอ? 

คุณอาจสงสัย เมื่อเราพาคุณมาดูชุมชนรักสิ่งแวดล้อมเข้มข้นด้วยการขึ้นรถบัส ไม่ต่างจากการเดินทางไปสถานที่อื่น

นี่คือความตั้งใจของ BedZED ที่จะช่วยให้คนเดินทางอย่างยั่งยืน ชุมชนนี้เลยตั้งอยู่ที่เมือง Sutton ในส่วนลอนดอนใต้ซึ่งอยู่ห่างเมืองออกมาหน่อย แต่อยู่ในทำเลที่ด้านหน้ามีรถบัสผ่าน 3 สาย แถมยังอยู่ไม่ไกลระบบขนส่งอย่างสถานีรถไฟ 

ยังไม่หมดเท่านั้น ลองก้าวเข้ามาในโครงการ เห็นไหมว่าที่นี่มีที่จอดรถน้อยมาก รวมแล้วแค่ 81 ล็อก ซึ่งเฉลี่ยแล้วน้อยกว่า 1 ล็อกต่อบ้าน 1 หลังเสียอีก เพราะสิ่งที่มาทดแทนคือ Car Club ซึ่งเป็นแห่งแรกของลอนดอน ที่นี่ให้บริการรถยนต์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ จองออนไลน์ได้ และจ่ายตามการใช้งาน (Pay as you go) คนที่อยากขับรถจึงไม่จำเป็นต้องซื้อรถแต่อย่างใด

นอกจากนี้ โครงการยังมีที่จอดจักรงานที่ปลอดภัยอยู่จำนวนมาก และบ้านแบบไซส์ใหญ่ก็มีที่เก็บจักรยานด้านใน เพื่อส่งเสริมให้คนเดินทางด้วยจักรยานกันมากขึ้น 

ชาว BedZED จึงมีโอกาสเลือกระบบขนส่งที่ดีและเดินทางได้โดยปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่น้อย โดยไม่ต้องละทิ้งความสะดวกสบายไป

จุดที่ 2 : กรอบหน้าต่างไม้ กังหันลมสีสด และมิเตอร์น้ำตรงตู้กับข้าว

จากเรื่องการเดินทาง มาดูกันต่อว่าโครงการ BedZED มีของดีอะไรซ่อนอยู่อีก

เราขอเริ่มจากชวนคุณแหงนหน้าดูกรอบหน้าต่างไม้ของอาคาร นี่คือตัวอย่างของการที่ BedZED ตั้งใจก่อสร้างอย่างยั่งยืนโดยไม่ใช้ต้นทุนสูง วัสดุไม้แบบนี้ถูกกว่าวัสดุอย่าง uPVC แถมยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 

BedZED หมู่บ้านยั่งยืน แห่งแรกของอังกฤษ บ้านดีในทำเลดี ค่าน้ำ-ไฟถูกกว่า ที่ไม่ทำร้ายโลก

ในภาพรวม 52 เปอร์เซ็นต์ของวัสดุที่นำมาก่อสร้าง BedZED มาจากสถานที่ที่ไม่ไกลเกิน 56 กิโลเมตร และประเภทของวัสดุก็พยายามใช้วัสดุท้องถิ่น รีไซเคิล หรือนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reclaimed) ด้วย

ทีนี้ลองเงยหน้าขึ้นไปอีกนิด จะเห็นเหล่ากังหันสวยแปลกตาบนหลังคาอาคาร นี่คือตัวแทนของหนึ่งในจุดเด่นมากของโครงการ คือเป้าหมายที่จะทำให้ไม่มีการใช้ฟอสซิลเพื่อผลิตพลังงานและความร้อนอีกต่อไป

BedZED หมู่บ้านยั่งยืนแห่งแรกของอังกฤษ บ้านดีในทำเลดี ค่าน้ำ-ไฟถูกกว่า ที่ไม่ทำร้ายโลก

BedZED ตั้งใจจะไปถึงเป้าหมายที่ฝันด้วย 3 เส้นทาง

หนึ่ง ติดตั้งแผงเซลส์แสงอาทิตย์ยาวถึง 777 ตารางเมตรเพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์

สอง ใช้ระบบการผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วมที่ใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าและความร้อน

และทางสุดท้าย คือใช้ฉนวนกันความร้อน สร้างบ้านให้สะสมความร้อนได้อย่างเหมาะสม รวมถึงใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ให้ได้มากที่สุด และพยายามป้องกันอากาศรั่วไหลซึ่งเป็นตัวการทำให้สูญเสียความร้อน 

บรรดากังหันสีสดที่คุณเห็น คือหนึ่งในนวัตกรรมการออกแบบที่ช่วยพาอากาศสดชื่นข้างนอกเข้ามาและระบายอากาศด้านในโดยตัวอาคารยังอบอุ่น ด้านหน้ากังหันเป็นช่องรับอากาศเข้า ส่วนด้านหลังเป็นช่องปล่อยอากาศออก โดยอากาศอุ่นๆ ที่ไหลออกจากตึกจะช่วยให้อากาศเย็นเฉียบข้างนอกอุ่นขึ้น ด้วยเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนที่อยู่ตรงฐานกังหัน (ส่วนหน้าร้อนก็เปิดหน้าต่างระบายอากาศได้ปกติ) 

BedZED หมู่บ้านยั่งยืนแห่งแรกของอังกฤษ บ้านดีในทำเลดี ค่าน้ำ-ไฟถูกกว่า ที่ไม่ทำร้ายโลก
BedZED หมู่บ้านยั่งยืน แห่งแรกของอังกฤษ บ้านดีในทำเลดี ค่าน้ำ-ไฟถูกกว่า ที่ไม่ทำร้ายโลก

อาคารในชุมชน BedZED จึงสวยเก๋แถมอุ่นสู้ความหนาวเย็นของลอนดอนได้ กลายเป็นบ้านอยู่สบายแบบที่เฮเลนบอกทุกประการ ยิ่งกว่านั้น การจัดการด้านพลังงานแบบนี้ยังทำให้ชาว BedZED จ่ายค่าไฟถูกกว่าเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงมาก ทั้งที่อยู่สบายไม่แพ้กัน

เอาล่ะ คราวนี้ลองเดินเข้ามาในบ้าน นอกจากสวยน่าอยู่ไม่ต่างจากบ้านทั่วไป ลองมาหยุดดูมิเตอร์น้ำตรงนี้สักหน่อย

นอกจากเรื่องพลังงาน BedZED ยังตั้งใจออกแบบโครงการให้เกิดการใช้น้ำอย่างยั่งยืน นั่นคือใช้น้ำน้อยกว่าบ้านทั่วไป รีไซเคิลน้ำเสีย ลดน้ำที่จะเอ่อท่วมและไหลล้นไปสู่แม่น้ำลำคลองช่วงฝนกระหน่ำ 

ตัวอย่างเช่น การติดมิเตอร์น้ำไว้ในระดับสายตาที่ตู้กับข้าวให้คนใช้น้ำเห็นกันชัดๆ ว่าใช้ไปเท่าไหร่แล้ว มากกว่านั้น ในอาคารยังมีเครื่องใช้ที่ประหยัดน้ำในตัว เช่น ชักโครกและเครื่องซักผ้า แล้วคุณก็คงเห็นก่อนเดินเข้ามาว่าหลังคาอาคารนี้เป็นสีเขียวชอุ่ม นั่นเพราะบนนั้นมีการปลูกพืชซึ่งช่วยรองรับน้ำฝนได้

คนที่นี่จึงใช้น้ำอย่างยั่งยืนได้โดยไม่ลำบาก และได้ของแถมไม่ต่างจากเรื่องพลังงาน นั่นคือจ่ายค่าน้ำถูกลงด้วย

จุดที่ 3 : ถนนที่มีเด็กวิ่งเล่น

 ถึงตอนนี้คุณคงเห็นแล้วว่าชุมชนแบบ BedZED ทำให้เรารักโลกได้จริง แถมยังมีชีวิตที่ดีได้

แต่รู้ไหมว่าเมื่อมีการทำแบบสำรวจสิ่งที่ชอบที่สุดในโครงการ ผู้อยู่อาศัย BedZED ตอบว่าอะไร

คำตอบคือ ความเป็นชุมชน

เพราะมากกว่าบ้านที่ดี ค่าน้ำค่าไฟที่ถูก ความเป็นชุมชนคือสิ่งที่ผู้ออกแบบโครงการมองว่าจะช่วยให้ชาว BedZED รู้สึกว่าที่นี่เหมาะกับการทำงานและอยู่อาศัย และเมื่อรักการอยู่ที่นี่ ก็ย่อมนำไปสู่การได้ใช้ชีวิตแบบยั่งยืน

โครงการ BedZED ที่ประกอบด้วยบ้าน 100 หลัง และผู้คนหลากหลาย เพราะมีทั้งบ้านที่ขายปกติ และบ้านแบบแชร์กรรมสิทธิ์ (วิธีซึ่งช่วยให้เรามีบ้านได้แบบจ่ายถูกกว่า) และบ้านเช่าที่รัฐช่วยออกค่าใช้บางส่วน จึงพยายามออกแบบพื้นที่ให้เอื้อต่อการเกิดปฏิสัมพันธ์ของผู้คน  

BedZED หมู่บ้านยั่งยืน แห่งแรกของอังกฤษ บ้านดีในทำเลดี ค่าน้ำ-ไฟถูกกว่า ที่ไม่ทำร้ายโลก

เริ่มจาก Pavillion พื้นที่รวมตัวแบบอินดอร์ของชาว BedZED และชุมชนข้างเคียง จัตุรัสของหมู่บ้าน สนามหญ้าเขียวขจีสำหรับออกไปนั่งหรือเดินพักผ่อน และเห็นถนนตรงนั้นมั้ย แทนที่จะมีรถวิ่ง บนถนนกลับมีเด็กๆ วิ่งเล่นสนุกแทน นั่นเพราะโครงการออกแบบให้ถนนที่รถวิ่งได้อยู่รอบๆ โครงการ แต่ถนนเล็กๆ ระหว่างตึกนั้นเป็น Traffic-free ให้เด็กได้มาเล่นและผู้ใหญ่ได้มาพบปะสนทนากัน

แทนที่การมีคนอยู่เยอะแถมหลากหลายจะทำให้ไม่ปลอดภัย แต่กลายเป็นว่าคนที่นี่กลับรู้จักและอุ่นใจที่จะได้อยู่ด้วยกัน ชาว BedZED จึงย้ายออกกันไม่บ่อย คนที่ย้ายออกแล้วก็ยังติดต่อกับคนข้างใน และผลสำรวจก็ระบุว่าคนที่นี่ 1 คน รู้จักเพื่อนบ้านระดับรู้ชื่อเฉลี่ยถึง 20 คน ขณะที่ละแวกใกล้เคียงรู้จักแค่ 8 คนเท่านั้น

ทริปทัวร์ชุมชนยั่งยืนของเราใกล้จะจบลงแล้ว แต่ก่อนจากกัน สิ่งที่เราอยากชวนคุณดูเป็นอย่างสุดท้าย คือผลลัพธ์แท้จริงที่โครงการนี้ฝากไว้ 

ในมุมผู้อยู่อาศัย นอกจากมีบ้านดี ในทำเลดี มีหลายขนาดและราคาให้เลือกซื้อ ผลสำรวจจากปี 2015 ระบุว่า ชาว BedZED ในบ้านขนาด 2 คนอยู่ จ่ายค่าน้ำถูกกว่าค่าเฉลี่ยของลอนดอน 45 เปอร์เซ็นต์ ส่วนค่าผลิตไฟฟ้าและความร้อนถูกกว่าถึง 68 เปอร์เซ็นต์ โดยรวมแล้วการอยู่ในชุมชนแบบนี้ช่วยให้พวกเขาประหยัดเงินได้ถึงปีละ 1,094 ยูโรต่อปี

และนอกจากประหยัดเงิน ถ้าพวกเขาเกิดนึกอยากย้ายบ้าน ราคาบ้านของที่นี่ก็ขายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยท้องถิ่น

BedZED หมู่บ้านยั่งยืน แห่งแรกของอังกฤษ บ้านดีในทำเลดี ค่าน้ำ-ไฟถูกกว่า ที่ไม่ทำร้ายโลก

ขณะที่ในมุมสิ่งแวดล้อม ผลสำรวจระหว่างปี 2012 และปี 2015 ระบุว่า เมื่อเทียบกับชุมชนใกล้เคียงที่ขนาดเดียวกัน ส่วนผสมอาคารแบบเดียวกัน BedZED ใช้ไฟรายปีน้อยกว่าเพื่อน 27 เปอร์เซ็นต์ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าและความร้อนน้อยกว่าถึง 32 เปอร์เซ็นต์

ในภาพรวม ผลสำรวจปี 2015 จากบ้าน 19 หลังระบุว่าชาว BedZED มีรอยเท้าคาร์บอนขนาด 10.4 ตันต่อคน น้อยกว่าค่าเฉลี่ยประเทศถึง 23 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน 

ถึงตอนนี้ คุณคงไม่แปลกใจถ้าได้ยินว่า BedZED เป็นโครงการที่ได้รับรางวัลมากมาย เป็นแรงบันดาลใจให้โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบยั่งยืนทั่วโลก และมีคนจากทั่วโลกมาเยี่ยมชมปีละหลายร้อยคน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราอยากให้คุณรู้เช่นกันคือ BedZED ไม่ใช่โครงการสมบูรณ์แบบ แต่เป็นโปรโตไทป์ที่เกิดขึ้นเพื่อการทดสอบ นอกจากผลลัพธ์ด้านความสำเร็จ ก็มีผลลัพธ์ด้านความล้มเหลว เช่น ที่นี่เคยมีระบบบำบัดน้ำซึ่งปั๊มน้ำเสียเข้ามาแล้วใช้พืชน้ำและจุลินทรีย์บำบัด แต่ต้องยกเลิกไปเพราะเหตุผลอย่างการใช้ไฟเปลืองเกินเหตุ 

แต่อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวเหล่านั้นก็กลายเป็นบทเรียนล้ำค่าที่จะช่วยให้การสร้างชุมชน การพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบยั่งยืนครั้งถัดไปไม่ต้องผิดซ้ำและพัฒนาต่อได้ อย่างเช่น Bioreginal ที่ได้แรงบันดาลใจในการพัฒนาหลักการชื่อ The One Planet Living Principles ขึ้นเพื่อให้องค์กรและทีมทำโครงการต่างๆ ได้ใช้

BedZED จึงนับเป็นตัวจุดประกายให้เราเห็นหนทางอยู่บนโลกใบเดียวนี้อย่างยั่งยืนและมีความสุข 

“เราอยู่ใน BedZED ด้วยความรู้สึกว่า นี่คือสถานที่ซึ่งมาพร้อมวิสัยทัศน์ที่เป็นไปได้” ลูคัสและเอแลนผู้อยู่ในโครงการนี้มา 8 ปีบอกเอาไว้

แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้กล่าวเกินจริง

BedZED หมู่บ้านยั่งยืน แห่งแรกของอังกฤษ บ้านดีในทำเลดี ค่าน้ำ-ไฟถูกกว่า ที่ไม่ทำร้ายโลก

ข้อมูลอ้างอิง

หากคุณอยากฟังเรื่องราวของ BedZED และที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจเพิ่มเติม ขอเชิญย้อนดูงานเสวนาออนไลน์ “21ST CENTURY HOUSING เราจะอยู่กันแบบไหนในอนาคต?” ของศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาโมเดลต้นแบบที่อยู่อาศัยสำหรับอนาคตของทางศูนย์ ได้ที่นี่

Writer & Photographer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load