Aarong คือชื่อของเครือร้านค้าปลีกแนว Lifestyle Shop ที่โด่งดังของบังกลาเทศ หลังก่อตั้งใน ค.ศ. 1978 ปัจจุบันแบรนด์มีหน้าร้านกว่า 20 แห่งทั่วบังกลาเทศ มีสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์มากกว่า 100 รูปแบบ

ความพิเศษคือ สินค้าทุกชิ้นใน Aarong เป็นงานฝีมือจากฝีมือของช่างท้องถิ่นในประเทศหลายหมื่นคน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

ใน ค.ศ. 2020 ที่หลายคนคงคุ้นตากับเรื่องราวที่แบรนด์หยิบผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่นมาจำหน่าย และช่วยให้ชาวบ้านชีวิตดีขึ้น เราอยากชวนดูกรณีศึกษาของ Aarong ที่ยืนหยัดเติบโตมานานกว่า 40 ปี สร้างงานให้เหล่าช่างฝีมือท้องถิ่นได้อย่างกว้างขวาง ยั่งยืน และเก็บรักษาภูมิปัญญาหลากแขนงไปพร้อมกัน

เมื่อลองสำรวจแนวคิดที่ซ่อนอยู่ เราพบว่าผลลัพธ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการออกแบบแบรนด์ที่คิดมาดีและรอบด้าน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

 ‘ตลาด’ ที่เป็นจุดเชื่อมต่อและช่องทางเติบโต

แบรนด์ Aarong ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเห็นโอกาสเมื่องานฝีมือกลายเป็นเทรนด์

แต่เกิดจากปัญหาสังคมแท้ๆ นั่นคือปัญหาความยากจนของท้องถิ่น

จุดเริ่มต้นของ Aarong เกิดขึ้นจาก BRAC องค์กรด้านการพัฒนารายใหญ่ที่สุดของโลกอยากยกระดับชีวิตผู้หญิงในชนบท โดยให้พวกเธอสร้างสรรค์งานฝีมือแล้วนำไปส่งขายกับร้านค้าปลีกที่มีอยู่ไม่เยอะและกระจัดกระจาย แต่ผู้ซื้อเหล่านั้นจ่ายเงินล่าช้า

BRAC จึงต้องหาทางแก้ปัญหา

Aarong ซึ่งเป็นภาษาเบงกาลีแปลว่า Village Fair จึงถูกก่อตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นตลาดจำหน่ายงานฝีมือที่ช่วยให้บริหารการจ่ายค่าสินค้าได้ตรงเวลา โดยนอกจากหน้าร้าน 20 แห่งทั่วบังกลาเทศ Aarong ยังมีเว็บไซต์ทำหน้าที่เป็นตลาดออนไลน์ ซึ่งช่วยขยายขอบเขตธุรกิจสู่นอกประเทศ

งานฝีมือจากชุมชนรายได้น้อยจึงมีช่องทางไปถึงมือผู้บริโภคได้กว้างขวาง

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

‘สินค้า’ คุณภาพสูงและร่วมสมัย

แม้จะมีตลาด หากสินค้าไม่ดีจริง ธุรกิจก็ไม่อาจยืนระยะและเติบโตได้

Aarong ตั้งใจผลิตงานที่มีมาตรฐานสูง มีการคุมคุณภาพชัดเจน ไม่มีเหตุผลว่าคุณภาพไม่สม่ำเสมอเพราะเป็นงานทำมือ ผู้บริโภคจึงวางใจได้ว่า ไม่ว่าจะซื้อสินค้าไหนของ Aarong กลับบ้าน สิ่งที่กลับไปพร้อมกันคือคุณภาพคับชิ้น ขณะที่ผู้ผลิตซึ่งทำงานคุณภาพเยี่ยมออกมา ทางแบรนด์ก็รับซื้อด้วยราคายุติธรรม เรียกว่า Win-Win ทั้งสองฝ่าย

และนอกจากคุณภาพสินค้า อีกสิ่งที่ Aarong คำนึงถึง คือการใช้งานได้จริงในบริบทปัจจุบัน

ของในร้าน Aarong นั้นล้วนมีรากมาจากภูมิปัญญาในวันวาน หากต้องการให้อยู่รอด ย่อมต้องช่วยให้อยู่ร่วมกับคนเมืองในวันนี้ได้กลมกลืน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

ก่อนผลิตสินค้า ทางแบรนด์จึงมีทีมนักออกแบบคิดคอนเซปต์ซึ่งเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ก่อนนำคอนเซปต์นั้นไปให้ช่างฝีมือท้องถิ่นเป็นผู้ผลิต เช่น ในการทำเครื่องประดับ คอนเซปต์ตั้งต้นจะมาจากนักออกแบบ ขณะที่ช่างฝีมือมีสิทธิ์ในการควบคุมกระบวนการสร้างสรรค์ที่เหลือทั้งหมด

หรืองานฝีมืออย่าง Nakshi Kantha ซึ่งเป็นงาน Quilt เนื้อเบาที่ผู้หญิงท้องถิ่นของบังกลาเทศถักทอในเวลาว่าง ก็ได้รับการต่อยอดให้นำมาใช้ได้จริงในปัจจุบัน ขณะที่ยังคงเอกลักษณ์ของงานฝีมือไว้

สินค้าของ Aarong จึงเป็นการผสมผสานแนวทางจากนักออกแบบและช่างฝีมือ หรือพูดอีกอย่างคือส่วนผสมของความร่วมสมัยและภูมิปัญญา ทำให้ลูกค้าคนเมืองได้สินค้าที่ถูกใจ ใช้ได้จริง ขณะที่วิชาซึ่งตกทอดในท้องถิ่นก็ไม่เลือนหายตามวันเวลา

‘คน’ ประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการดูแลรอบด้าน

Aarong ไม่ได้มองว่าช่างฝีมือท้องถิ่นเป็นแค่ลูกมือของนักออกแบบหรือผู้ผลิตของตามออร์เดอร์ แต่คือผู้ที่มีศักยภาพในการพัฒนา

นอกจากทำงานร่วมกันและเป็นช่องทางสร้างมูลค่าให้ผลงานของพวกเขา ทางแบรนด์จึงมีโปรแกรมพัฒนาทักษะเหล่าช่างฝีมือเพื่อยกระดับทักษะให้ได้มาตรฐานของตลาด

มากกว่ารายได้ ช่างฝีมือที่ทำงานกับ Aarong จึงมีโอกาสพัฒนาตัวเอง

ยิ่งกว่านั้น แบรนด์ร้านค้าไลฟ์สไตล์นี้ยังดูแลคนอย่างรอบด้านมากกว่ามิติการงาน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

Aarong ทำงานร่วมกับมูลนิธิ Ayesha Abed ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมด้านการผลิตของแบรนด์ นอกจากช่างฝีมือท้องถิ่นจะหางานได้จากที่นี่ พวกเขายังเข้าถึงบริการสนับสนุนแบบองค์รวมของ BRAC ได้ ตั้งแต่เงินกู้แบบ Micro-credit ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย ไปจนถึงการดูแลสุขภาพแม่ตั้งครรภ์ และสถานที่รับเลี้ยงเด็กในช่วงกลางวัน

เมื่อพูดถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต Aarong จึงเป็นตัวอย่างของการไม่ได้ให้เพียงรายได้ แต่เป็นการยกระดับอย่างเต็มความหมาย ด้วยให้ความช่วยเหลือที่ตอบโจทย์ชีวิตคนในองค์กร

และเพราะอย่างนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ ‘พนักงาน’ ของ Aarong หลายคนไม่คิดเปลี่ยนงาน แต่อยู่คู่กับแบรนด์ไปยาวนาน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

‘แบรนด์’ ที่เติบโตไปพร้อมการช่วยสังคม

เมื่อ 15 ปีก่อน Shondhya Rani Sarkar คือแม่หม้ายวัยสาวที่ไม่มีรายได้มาเลี้ยงลูก เธอได้ร่วมกลุ่ม Microfinance ของ BRAC ก่อนได้รับคำแนะนำให้เข้าทำงานกับ Aarong 

15 ปีผ่านไป หญิงสาวคนนั้นกลายเป็นหนึ่งในช่างพิมพ์ลวดลายจากบล็อกที่มีประสบการณ์สูงสุด เธอคอยฝึกฝนพนักงานหน้าใหม่ ขณะที่มีรายได้มั่นคงมาเลี้ยงดูลูก

ในวันนี้ Aarong ช่วยสนับสนุนชีวิตของช่างฝีมืออย่าง Shondya กว่า 65,000 คนทั่วบังกลาเทศ ซึ่ง 85 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนนี้คือกลุ่มแรงงานสตรี เมื่อมองในภาพใหญ่ มีผู้ได้รับประโยชน์จากการมีอยู่ของแบรนด์ทั้งทางตรงและอ้อมกว่า 320,000 คน 

และจากการเป็นแบรนด์ยอดฮิตในประเทศ Aarong ยังคงเติบโตต่อไปผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และเครือข่ายด้าน Fair-trade 

Aarong จึงนับเป็นอีกหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า ธุรกิจเติบโตไปพร้อมมิติการช่วยเหลือสังคมได้

พูดอีกอย่างคือ การช่วยเหลือสังคมนั้นเกิดขึ้นในรูปแบบที่ขยายผลและยั่งยืนได้ หากได้รับการออกแบบที่ดี

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

www.aarong.com

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาฯ มีโครงการ DESIGN FOR COMMUNITY LIVELIHOOD ซึ่งมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการออกแบบระบบพัฒนาสัมมาชีพชุมชน โดยหนึ่งในกิจกรรมของโครงการคือ เสวนาหัวข้อ “LOCAL MEETS GLOBAL ท้องถิ่นสู่สากล” ในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2653. เวลา 15.00 – 17.00 น. ผู้ที่สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดออนไลน์หรือดูย้อนหลังได้ที่นี่

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

เชื่อว่าคุณคงเคยนั่งกินเฟรนช์ฟรายส์หรือแฮมเบอร์เกอร์ในร้านอาหารอย่างแมคโดนัลด์ ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเหล่านี้คือธุรกิจที่ผลิตสินค้านับล้านชิ้นซึ่งมีคุณภาพระดับเดียวกัน ในราคาที่ลูกค้าอย่างเราเอื้อมถึง 

แล้วจะเป็นอย่างไร ถ้าคุณสมบัติเหล่านี้ได้ถูกหยิบมาอยู่ในธุรกิจโรงพยาบาล

คุณพบคำตอบของคำถามนี้ได้ที่ประเทศอินเดีย

Aravind คือโรงพยาบาลตาสัญชาติอินเดียซึ่งก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1976 โดยจักษุแพทย์ชื่อ Govindappa Venkataswamy คุณหมอท่านนี้พบร้านแมคโดนัลด์ที่สหรัฐอเมริกา แล้วเกิดคำถามน่าสนใจขึ้นว่า จะเป็นอย่างไรถ้าเขาหยิบโมเดลจากร้านฟาสต์ฟู้ดนี้มาต่อกรกับปัญหาโรคสายตาในบ้านเกิด

ที่อินเดียมีผู้ต้องการการรักษาตาเกือบ 200 ล้านคน มีผู้พิการทางสายตาคิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนผู้พิการทางสายตาทั้งหมดของโลก และ 80 เปอร์เซ็นต์ของความพิการทางสายตานี้เกิดจากปัจจัยที่รักษาได้

ให้บริการคนไข้จำนวนมาก ด้วยบริการคุณภาพสูง ในราคาจับต้องได้-คือหัวใจสำคัญของ Aravind

และด้านล่างนี้คือวิธีคิด วิธีการของโรงพยาบาลซึ่งออกแบบมาดีจนกลายเป็น Best Practice สำหรับเหล่าโรงพยาบาลทั่วโลก และเป็นทางออกให้ปัญหาสายตาของผู้ป่วยหลายสิบล้านคน 

ปริมาณเยอะ ต้นทุนน้อย

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้โรงพยาบาล Aravind รักษาคนไข้ในราคาจับต้องได้สำเร็จ คือคนไข้จำนวนมาก 

ไม่ต่างจากที่แมคโดนัลด์ผลิตแฮมเบอร์เกอร์ทีละเยอะๆ โรงพยาบาล Aravind มุ่งรักษาคนไข้โรคสายตาให้ได้เยอะที่สุดเพื่อให้เกิด Economy of Scale หรือการที่ต้นทุนการผลิตสินค้าจะต่ำลงเมื่อเราผลิตในปริมาณสูง 

การเพิ่มปริมาณคนไข้นี้เป็นไปได้จริงได้ด้วย 2 วิธีการหลัก

Aravind Hospital รพ.ตาที่รักษาคนไข้หลายล้านคนแบบถูกและดีด้วยวิธีคิดสไตล์ร้านแมคโดนัลด์, การออกแบบโรงพยาบาล

วิธีการที่ 1 คือ การขยายโรงพยาบาลไปสู่ท้องถิ่นห่างไกล เพราะหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของโรงพยาบาลคือผู้ป่วยโรคสายตาที่อยู่ในชนบท ข้อจำกัดของคนกลุ่มนี้คือเรื่องการเดินทาง ค่าครองชีพ และการต้องสูญเสียรายได้เมื่อต้องไปหาหมอ 

โรงพยาบาล Aravind จัด Eye Camp ในชุมชนที่เข้าไม่ถึงและไม่มีความรู้เรื่องบริการด้านสายตา โดยชวนชุมชนมาเป็นพาร์ตเนอร์ เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ Eye Camp แบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น Comprehensive Eye Camps ซึ่งเป็นค่ายคัดกรองปัญหาสายตาทั่วไปโดยเฉพาะต้อกระจก โรคเล็กน้อยจะได้รับการรักษาที่ค่าย ส่วนผู้ที่เป็นต้อกระจกจะได้ขึ้นรถไปโรงพยาบาลเพื่อรับการผ่าตัด ซึ่งแน่นอนว่าฟรีทั้งหมด 

นอกจากนี้ ยังมี Vision Centre ที่เป็นศูนย์ขนาดเล็ก ตั้งอยู่ถาวรในชุมชนห่างไกล มีผู้ช่วยจักษุแพทย์เป็นคนดำเนินการ โดยมีหมอคอยช่วยแบบแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ศูนย์นี้ทำให้คนไข้ได้รักษากับแพทย์ในโรงพยาบาลหลักได้ ใครเป็นหนักค่อยไปโรงพยาบาล

Aravind Hospital รพ.ตาที่รักษาคนไข้หลายล้านคนแบบถูกและดีด้วยวิธีคิดสไตล์ร้านแมคโดนัลด์, การออกแบบโรงพยาบาล
Aravind Hospital รพ.ตาที่รักษาคนไข้หลายล้านคนแบบถูกและดีด้วยวิธีคิดสไตล์ร้านแมคโดนัลด์, การออกแบบโรงพยาบาล

ส่วนวิธีการที่ 2 คือ การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ

โรงพยาบาล Aravind มีการวิเคราะห์ระบบและออกแบบให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น อาทิ การจัดการระบบผ่าตัดด้วยการเพิ่มเครื่องมือ โดยในห้องผ่าตัดจะมีคุณหมอ 1 คน แต่มีโต๊ะ อุปกรณ์ และทีมผู้ช่วยพยาบาลมากกว่านั้น ระหว่างที่คุณหมอลงมือผ่าตัดคนไข้คนแรก ทีมพยาบาลก็ช่วยเตรียมตัวคนไข้รายถัดไป เมื่อคุณหมอจัดการคนไข้คนนั้นเสร็จก็หันมาผ่าตัดต่อได้เลย ผลลัพธ์คือหมอในโรงพยาบาล Aravind ผ่าตัดคนไข้ได้ถึง 6 – 8 รายต่อชั่วโมง นับว่าประสิทธิภาพสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราปกติ นั่นคือ 1 รายต่อชั่วโมงเท่านั้น 

ด้วย 2 วิธีการนี้ โรงพยาบาลจึงรักษาคนไข้ได้มากสมความตั้งใจ เรียกได้ว่าใช้ปริมาณดวงตาที่รักษาได้ ต่อโอกาสในการรักษาตาคู่อื่นต่อไปยาวๆ

ถูกและดี

นอกจากใช้ปริมาณเข้าสู้ โรงพยาบาล Aravind ยังอยู่รอดทางธุรกิจได้ด้วยวิธีคิดน่าสนใจ 

คนไข้ของโรงพยาบาลนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือคนไข้ที่จ่ายเงินปกติ คนไข้ที่จ่ายราคาถูกเพราะได้รับการอุดหนุน และคนไข้รักษาฟรี แต่ทั้งที่คนไข้ 2 ประเภทสุดท้ายมีจำนวนถึง 50 – 60 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้ทั้งหมด โรงพยาบาลกลับเลี้ยงตัวเองได้เพราะมีกำไรจากคนไข้ประเภทแรกมาช่วย โดยการจ่ายเงินค่ารักษาดวงตาของคนไข้ 1 คนจะช่วยให้คนไข้ไม่มีกำลังทรัพย์อีก 2 คนได้รักษาตาต่อไป 

ขอแถมเกร็ดดีต่อใจ 1 เรื่อง นั่นคือโรงพยาบาลนี้ให้คนไข้เลือกได้ว่าจะจ่ายเงิน จ่ายบางส่วน หรือไม่จ่ายเลย เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของคนที่ก้าวเข้ามาในโรงพยาบาล นั่นแปลว่าคุณลุงชาวนาอาจเลือกควักเงินจ่ายค่ารักษา ขณะที่นายกฯ อาจผ่าตัดต้อโดยไม่จ่ายเงินสักบาทก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการคนไข้อย่างแท้จริง

Aravind Hospital รพ.ตาที่รักษาคนไข้หลายล้านคนแบบถูกและดีด้วยวิธีคิดสไตล์ร้านแมคโดนัลด์, การออกแบบโรงพยาบาล
Aravind Hospital รพ.ตาที่รักษาคนไข้หลายล้านคนแบบถูกและดีด้วยวิธีคิดสไตล์ร้านแมคโดนัลด์, การออกแบบโรงพยาบาล

มากกว่านั้น โรงพยาบาลยังมีวิธีลดต้นทุนที่น่าศึกษาอีกหลายรูปแบบ อาทิ การคัดเลือกและฝึกผู้หญิงในท้องถิ่นให้กลายมาเป็น Technician รวมถึงการผลิตเลนส์ที่ใช้ในการผ่าตัดแบบ In-house ซึ่งช่วยให้เลนส์ราคาถูกลงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ 

ที่สำคัญ ทั้งที่แบ่งการรักษาเป็นแบบจ่ายเงินและไม่ต้องจ่าย แต่ Aravind มุ่งมั่นจะรักษาคุณภาพบริการอย่างเท่าเทียม ไม่ต่างจากแมคโดนัลด์ที่กินเบอร์เกอร์ร้านไหนก็คุณภาพดีเหมือนกัน ซึ่งในมิติการรักษา การให้บริการที่ดีนั้นมีประโยชน์หลากหลาย เช่นช่วยลดปัญหาจากการรักษาและจำนวนคนไข้ที่ต้องกลับมาโรงพยาบาลอีกรอบ 

และแน่นอนว่าถ้ามองเรื่องความพอใจ การรักษาดีอย่างทั่วถึงย่อมทำให้คนไข้รู้สึกดีต่อโรงพยาบาลอย่างเท่าเทียม

สิ่งสำคัญที่เห็นได้ด้วยตา

จากโรงพยาบาลจิ๋วขนาด 11 เตียงในบ้านของคุณหมอผู้ก่อตั้ง โรงพยาบาล Aravind ในปัจจุบันมีโรงพยาบาลในเครือ 13 แห่ง ศูนย์ตรวจคนไข้โรคตาแบบคนไข้ภายนอก 6 แห่ง และที่รักษาโรคตาขั้นต้นอีก 75 แห่งในส่วนอินเดียใต้ ไม่นับโรงพยาบาลเครือข่ายนอกประเทศอีกมากกว่า 300 แห่งที่รับโมเดลนี้ไปใช้

Aravind Hospital รพ.ตาที่รักษาคนไข้หลายล้านคนแบบถูกและดีด้วยวิธีคิดสไตล์ร้านแมคโดนัลด์, การออกแบบโรงพยาบาล

ในแง่รูปแบบการทำงาน Aravind มีทั้งบริการรักษาโรคทางสายตา สถานที่เทรนนิ่ง สถาบันวิจัย ที่ให้คำแนะนำและสร้างเสริมศักยภาพ จนถึงที่ผลิตอุปกรณ์ใช้รักษาโรคทางสายตาระดับส่งออก 

ส่วนในแง่ผลลัพธ์ที่เกี่ยวกับการรักษาโรคสายตา Aravind Model ช่วยให้การผ่าตัดมีราคาถูก เช่น การผ่าตัดต้อกระจกมีราคาแค่ 50 ดอลลาร์ฯ ขณะที่ในอเมริกานั้นราคาพุ่งได้ถึงประมาณ 3,000 ดอลลาร์ฯ และเรื่องคุณภาพการรักษาก็ดีกว่าค่าเฉลี่ยของโรงพยาบาลในอังกฤษเกือบ 2 เท่า

ไม่หมดเท่านั้น โมเดลนี้ยังทำให้โรงพยาบาลรับผู้ป่วยนอกมาแล้วกว่า 65 ล้านคน และผ่าตัดตามาแล้วกว่า 7.8 ล้านครั้ง โดยหมอของ Aravind แต่ละคนผ่าตัดคนไข้ได้มากกว่า 2,000 ครั้งต่อปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของแถบเอเชียอยู่ที่ 150 – 200 ครั้งเท่านั้น 

Aravind Hospital รพ.ตาที่รักษาคนไข้หลายล้านคนแบบถูกและดีด้วยวิธีคิดสไตล์ร้านแมคโดนัลด์, การออกแบบโรงพยาบาล

ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ว่า แม้วิธีออกแบบทางแก้ปัญหาอาจเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง แต่หากวิธีนั้นถูกต้อง มันย่อมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

ดังเช่นผลลัพธ์ยิ่งใหญ่ที่เห็นได้ด้วยตาของโรงพยาบาล Aravind นั่นเอง

ข้อมูลอ้างอิง 

  • aravind.org
  • didyouknowwebsite.com
  • digital.hbs.edu

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load