Aarong คือชื่อของเครือร้านค้าปลีกแนว Lifestyle Shop ที่โด่งดังของบังกลาเทศ หลังก่อตั้งใน ค.ศ. 1978 ปัจจุบันแบรนด์มีหน้าร้านกว่า 20 แห่งทั่วบังกลาเทศ มีสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์มากกว่า 100 รูปแบบ

ความพิเศษคือ สินค้าทุกชิ้นใน Aarong เป็นงานฝีมือจากฝีมือของช่างท้องถิ่นในประเทศหลายหมื่นคน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

ใน ค.ศ. 2020 ที่หลายคนคงคุ้นตากับเรื่องราวที่แบรนด์หยิบผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่นมาจำหน่าย และช่วยให้ชาวบ้านชีวิตดีขึ้น เราอยากชวนดูกรณีศึกษาของ Aarong ที่ยืนหยัดเติบโตมานานกว่า 40 ปี สร้างงานให้เหล่าช่างฝีมือท้องถิ่นได้อย่างกว้างขวาง ยั่งยืน และเก็บรักษาภูมิปัญญาหลากแขนงไปพร้อมกัน

เมื่อลองสำรวจแนวคิดที่ซ่อนอยู่ เราพบว่าผลลัพธ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการออกแบบแบรนด์ที่คิดมาดีและรอบด้าน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

 ‘ตลาด’ ที่เป็นจุดเชื่อมต่อและช่องทางเติบโต

แบรนด์ Aarong ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเห็นโอกาสเมื่องานฝีมือกลายเป็นเทรนด์

แต่เกิดจากปัญหาสังคมแท้ๆ นั่นคือปัญหาความยากจนของท้องถิ่น

จุดเริ่มต้นของ Aarong เกิดขึ้นจาก BRAC องค์กรด้านการพัฒนารายใหญ่ที่สุดของโลกอยากยกระดับชีวิตผู้หญิงในชนบท โดยให้พวกเธอสร้างสรรค์งานฝีมือแล้วนำไปส่งขายกับร้านค้าปลีกที่มีอยู่ไม่เยอะและกระจัดกระจาย แต่ผู้ซื้อเหล่านั้นจ่ายเงินล่าช้า

BRAC จึงต้องหาทางแก้ปัญหา

Aarong ซึ่งเป็นภาษาเบงกาลีแปลว่า Village Fair จึงถูกก่อตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นตลาดจำหน่ายงานฝีมือที่ช่วยให้บริหารการจ่ายค่าสินค้าได้ตรงเวลา โดยนอกจากหน้าร้าน 20 แห่งทั่วบังกลาเทศ Aarong ยังมีเว็บไซต์ทำหน้าที่เป็นตลาดออนไลน์ ซึ่งช่วยขยายขอบเขตธุรกิจสู่นอกประเทศ

งานฝีมือจากชุมชนรายได้น้อยจึงมีช่องทางไปถึงมือผู้บริโภคได้กว้างขวาง

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

‘สินค้า’ คุณภาพสูงและร่วมสมัย

แม้จะมีตลาด หากสินค้าไม่ดีจริง ธุรกิจก็ไม่อาจยืนระยะและเติบโตได้

Aarong ตั้งใจผลิตงานที่มีมาตรฐานสูง มีการคุมคุณภาพชัดเจน ไม่มีเหตุผลว่าคุณภาพไม่สม่ำเสมอเพราะเป็นงานทำมือ ผู้บริโภคจึงวางใจได้ว่า ไม่ว่าจะซื้อสินค้าไหนของ Aarong กลับบ้าน สิ่งที่กลับไปพร้อมกันคือคุณภาพคับชิ้น ขณะที่ผู้ผลิตซึ่งทำงานคุณภาพเยี่ยมออกมา ทางแบรนด์ก็รับซื้อด้วยราคายุติธรรม เรียกว่า Win-Win ทั้งสองฝ่าย

และนอกจากคุณภาพสินค้า อีกสิ่งที่ Aarong คำนึงถึง คือการใช้งานได้จริงในบริบทปัจจุบัน

ของในร้าน Aarong นั้นล้วนมีรากมาจากภูมิปัญญาในวันวาน หากต้องการให้อยู่รอด ย่อมต้องช่วยให้อยู่ร่วมกับคนเมืองในวันนี้ได้กลมกลืน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

ก่อนผลิตสินค้า ทางแบรนด์จึงมีทีมนักออกแบบคิดคอนเซปต์ซึ่งเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ก่อนนำคอนเซปต์นั้นไปให้ช่างฝีมือท้องถิ่นเป็นผู้ผลิต เช่น ในการทำเครื่องประดับ คอนเซปต์ตั้งต้นจะมาจากนักออกแบบ ขณะที่ช่างฝีมือมีสิทธิ์ในการควบคุมกระบวนการสร้างสรรค์ที่เหลือทั้งหมด

หรืองานฝีมืออย่าง Nakshi Kantha ซึ่งเป็นงาน Quilt เนื้อเบาที่ผู้หญิงท้องถิ่นของบังกลาเทศถักทอในเวลาว่าง ก็ได้รับการต่อยอดให้นำมาใช้ได้จริงในปัจจุบัน ขณะที่ยังคงเอกลักษณ์ของงานฝีมือไว้

สินค้าของ Aarong จึงเป็นการผสมผสานแนวทางจากนักออกแบบและช่างฝีมือ หรือพูดอีกอย่างคือส่วนผสมของความร่วมสมัยและภูมิปัญญา ทำให้ลูกค้าคนเมืองได้สินค้าที่ถูกใจ ใช้ได้จริง ขณะที่วิชาซึ่งตกทอดในท้องถิ่นก็ไม่เลือนหายตามวันเวลา

‘คน’ ประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการดูแลรอบด้าน

Aarong ไม่ได้มองว่าช่างฝีมือท้องถิ่นเป็นแค่ลูกมือของนักออกแบบหรือผู้ผลิตของตามออร์เดอร์ แต่คือผู้ที่มีศักยภาพในการพัฒนา

นอกจากทำงานร่วมกันและเป็นช่องทางสร้างมูลค่าให้ผลงานของพวกเขา ทางแบรนด์จึงมีโปรแกรมพัฒนาทักษะเหล่าช่างฝีมือเพื่อยกระดับทักษะให้ได้มาตรฐานของตลาด

มากกว่ารายได้ ช่างฝีมือที่ทำงานกับ Aarong จึงมีโอกาสพัฒนาตัวเอง

ยิ่งกว่านั้น แบรนด์ร้านค้าไลฟ์สไตล์นี้ยังดูแลคนอย่างรอบด้านมากกว่ามิติการงาน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

Aarong ทำงานร่วมกับมูลนิธิ Ayesha Abed ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมด้านการผลิตของแบรนด์ นอกจากช่างฝีมือท้องถิ่นจะหางานได้จากที่นี่ พวกเขายังเข้าถึงบริการสนับสนุนแบบองค์รวมของ BRAC ได้ ตั้งแต่เงินกู้แบบ Micro-credit ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย ไปจนถึงการดูแลสุขภาพแม่ตั้งครรภ์ และสถานที่รับเลี้ยงเด็กในช่วงกลางวัน

เมื่อพูดถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต Aarong จึงเป็นตัวอย่างของการไม่ได้ให้เพียงรายได้ แต่เป็นการยกระดับอย่างเต็มความหมาย ด้วยให้ความช่วยเหลือที่ตอบโจทย์ชีวิตคนในองค์กร

และเพราะอย่างนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ ‘พนักงาน’ ของ Aarong หลายคนไม่คิดเปลี่ยนงาน แต่อยู่คู่กับแบรนด์ไปยาวนาน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

‘แบรนด์’ ที่เติบโตไปพร้อมการช่วยสังคม

เมื่อ 15 ปีก่อน Shondhya Rani Sarkar คือแม่หม้ายวัยสาวที่ไม่มีรายได้มาเลี้ยงลูก เธอได้ร่วมกลุ่ม Microfinance ของ BRAC ก่อนได้รับคำแนะนำให้เข้าทำงานกับ Aarong 

15 ปีผ่านไป หญิงสาวคนนั้นกลายเป็นหนึ่งในช่างพิมพ์ลวดลายจากบล็อกที่มีประสบการณ์สูงสุด เธอคอยฝึกฝนพนักงานหน้าใหม่ ขณะที่มีรายได้มั่นคงมาเลี้ยงดูลูก

ในวันนี้ Aarong ช่วยสนับสนุนชีวิตของช่างฝีมืออย่าง Shondya กว่า 65,000 คนทั่วบังกลาเทศ ซึ่ง 85 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนนี้คือกลุ่มแรงงานสตรี เมื่อมองในภาพใหญ่ มีผู้ได้รับประโยชน์จากการมีอยู่ของแบรนด์ทั้งทางตรงและอ้อมกว่า 320,000 คน 

และจากการเป็นแบรนด์ยอดฮิตในประเทศ Aarong ยังคงเติบโตต่อไปผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และเครือข่ายด้าน Fair-trade 

Aarong จึงนับเป็นอีกหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า ธุรกิจเติบโตไปพร้อมมิติการช่วยเหลือสังคมได้

พูดอีกอย่างคือ การช่วยเหลือสังคมนั้นเกิดขึ้นในรูปแบบที่ขยายผลและยั่งยืนได้ หากได้รับการออกแบบที่ดี

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

www.aarong.com

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาฯ มีโครงการ DESIGN FOR COMMUNITY LIVELIHOOD ซึ่งมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการออกแบบระบบพัฒนาสัมมาชีพชุมชน โดยหนึ่งในกิจกรรมของโครงการคือ เสวนาหัวข้อ “LOCAL MEETS GLOBAL ท้องถิ่นสู่สากล” ในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2653. เวลา 15.00 – 17.00 น. ผู้ที่สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดออนไลน์หรือดูย้อนหลังได้ที่นี่

Writer

Avatar

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

E-HUBB : ร้านค้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยยกระดับชีวิตคนในพื้นที่ห่างไกล

บนโลกนี้มีคนกว่า 1.1 พันล้านคนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้สะดวกสบายเหมือนเรา การไม่มีไฟฟ้า (ที่ไม่ใช่แค่ไฟดับเวลาฝนตกหนัก) หมายถึงความยากลำบากในการเข้าถึงสินค้าและบริการจำเป็น ตั้งแต่น้ำกินน้ำใช้ บริการสุขภาพ การเรียนหนังสือ จนถึงการชาร์จมือถือที่เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการสื่อสาร 

ในปัจจุบัน ทางแก้ที่น่าสนใจสำหรับปัญหาใหญ่นี้คือไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งทั้งสะอาดยั่งยืนและเหมาะกับชีวิตคนที่อยู่แบบ Off-grid หรือไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบพลังงานไฟฟ้าส่วนกลาง

E-HUBB : ร้านค้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยยกระดับชีวิตคนในพื้นที่ห่างไกล

มีการคิดค้นนวัตกรรมหลายรูปแบบเพื่อทำให้ทางแก้ปัญหานี้เป็นไปได้ หนึ่งในตัวอย่างที่เราสะดุดตาจนอยากหยิบมาเล่าคือ นวัตกรรมจาก Solar Kiosk กิจการเพื่อสังคมสัญชาติเยอรมนี ที่ไปไกลกว่าการเข้าไปติดแผงโซลาร์ให้ชุมชน รวมถึงสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงในหลายระดับ

และนี่คือเรื่องของ E-HUBB ร้านค้าพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Kiosk ซึ่งนำอนาคตสว่างไสวมาให้ชุมชนขาดแคลนไฟฟ้า

คำตอบที่ตอบโจทย์แบบองค์รวม

ขณะที่โลกดูคล้ายหมุนรอบชีวิตคนในเมืองใหญ่ Solar Kiosk ประกาศชัดว่าสนใจตลาดชายขอบ หรือ Frontier Markets ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนในพื้นที่ห่างไกล สำหรับพวกเขา นี่คือกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ รวมถึงเป็นตลาดผู้บริโภคระดับโลกที่อาจมีมูลค่าถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี 

และวิธีช่วยให้กลุ่มเป้าหมายนี้มีศักยภาพเต็มที่ก็คือ ช่วยให้พวกเขาเข้าถึงแหล่งพลังงาน 

E-HUBB : ร้านค้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยยกระดับชีวิตคนในพื้นที่ห่างไกล

Solar Kiosk เชี่ยวชาญเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ แต่แทนที่จะนำอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ไปติดตั้งเฉยๆ กิจการเพื่อสังคมรายนี้ระบุว่าคำตอบดีที่สุดคือ การที่ชาว Off-grid ใช้พลังแสงอาทิตย์อย่างมีประสิทธิภาพ 

E-HUBB จึงเกิดขึ้นในฐานะคำตอบที่ตอบโจทย์แบบรอบด้าน

ร้านค้าในรูปแบบ Kiosk นี้ได้รับการออกแบบโดยทีมสถาปนิกชาวเยอรมนีให้ทนทาน ปลอดภัย และขนส่งได้สะดวก ตัวร้านจะมาถึงชุมชนในรูปแบบชุดชิ้นส่วนพร้อมประกอบน้ำหนักเบา (ชนิดขนมาบนหลังลาได้) และเมื่อมาถึงก็ใช้คนแค่ไม่กี่คนประกอบร่างร้านจนเสร็จได้ในเวลาสั้นๆ 

E-HUBB : ร้านค้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยยกระดับชีวิตคนในพื้นที่ห่างไกล

ตัวร้านที่เสร็จสมบูรณ์มีสินค้าที่จำเป็นวางขาย ช่วยให้คนในพื้นที่ห่างไกลไม่ขาดแคลนของจำเป็น นอกจากนั้น บนหลังคาร้านจะมีแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ชาวชุมชนจึงมีไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดไว้เชื่อมต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าและเสาสัญญานอินเทอร์เน็ต เรียกว่าครบทั้ง Energy และ Connectivity โดยแค่ได้รับแสงอาทิตย์ 5 ชั่วโมง ร้านก็จะมีพลังงานไว้ใช้พอสำหรับ 3 วัน อีกทั้งตัวร้านยังมีแบตเตอรี่เพื่อให้มีไฟฟ้าใช้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง 

เพราะอย่างนี้ แม้พระอาทิตย์จะตกดินไปแล้ว เราจึงยังเห็นร้านค้านี้สว่างไสวจากพลังงานที่เก็บไว้ กลายเป็นจุดนัดพบศูนย์กลางของชุมชน

E-HUBB : ร้านค้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยยกระดับชีวิตคนในพื้นที่ห่างไกล

มากกว่านั้น E-HUBB ยังดำเนินการในรูปแบบแฟรนไชส์ที่ช่วยสร้างรายได้ในท้องถิ่น โดย Solar Kiosk จะเข้ามาช่วยอบรมคนท้องถิ่นที่จะดูแลร้านค้านี้ตั้งแต่เรื่องเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์จนถึงวิธีดูแลร้าน หลังจากนั้น เจ้าของแฟรนไชส์ E-HUBB สาขาต่างๆ ซึ่งหลายแห่งเป็นผู้หญิงก็มักจ้างคนดูร้านต่ออีกทอด ทำให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้มากขึ้นอีก ที่สำคัญ โมเดลธุรกิจแบบนี้ยังเปิดโอกาสให้ Solar Kiosk ที่ผลิตอุปกรณ์ด้านพลังงานแสงอาทิตย์และหุ้นส่วนอีกหลายรายได้ผลประโยชน์ไปด้วย 

E-HUBB จึงเป็นงานออกแบบที่ช่วยสร้างทั้งรายได้และการเปลี่ยนแปลงแท้จริงไปพร้อมกัน

คำตอบที่บรรจุความเป็นไปได้

หลังกวาดรางวัลมาจากหลายเวที ในปัจจุบัน Solar Kiosk ติดตั้ง E-HUBB ไปแล้วประมาณ 250 แห่งใน 15 ประเทศ ทั้งในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย 

E-HUBB : ร้านค้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยยกระดับชีวิตคนในพื้นที่ห่างไกล
E-HUBB : ร้านค้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยยกระดับชีวิตคนในพื้นที่ห่างไกล

นวัตกรรมชิ้นนี้ช่วยยกระดับชีวิตคนไปแล้วกว่า 5 ล้านคน และเมื่อมองในด้านสิ่งแวดล้อม ถ้า E-HUBB 1 สาขาดำเนินกิจการไปได้ถึง 15 ปี มันจะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 36,000 กิโลกรัม 

มากกว่านั้น สิ่งที่เรามองว่าน่าสนใจมากคือ E-HUBB ซึ่งมีโครงสร้างยืดหยุ่นนี้ได้ต่อยอดไปอีกหลายรูปแบบ ในส่วนโครงสร้าง Solar Kiosk ได้พัฒนา E-HUBB ECO ซึ่งราคาจับต้องได้อย่างยิ่ง สร้างเสร็จภายใน 2 ชั่วโมง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ในส่วนประโยชน์ใช้สอย Solar Kiosk ได้จับมือกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนพา E-HUBB ไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในประเทศไนจีเรีย นวัตกรรมชิ้นนี้กลายเป็นธนาคารที่ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงบริการทางการเงิน ส่วนในประเทศจอร์แดน เราจะเห็นมันกลายเป็นคลินิกพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงโรงเรียนในค่ายผู้ลี้ภัย 

หากงานออกแบบคือคำตอบสำหรับโจทย์ปัญหา E-HUBB จึงเป็นคำตอบที่บอกเราเสมอว่า ถ้าอยากได้คำตอบที่ดี จงมองไปให้ไกลกว่านั้น 

E-HUBB : ร้านค้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยยกระดับชีวิตคนในพื้นที่ห่างไกล

ข้อมูลอ้างอิง 

solarkiosk.eu

inhabitat.com

Writer

Avatar

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load