Aarong คือชื่อของเครือร้านค้าปลีกแนว Lifestyle Shop ที่โด่งดังของบังกลาเทศ หลังก่อตั้งใน ค.ศ. 1978 ปัจจุบันแบรนด์มีหน้าร้านกว่า 20 แห่งทั่วบังกลาเทศ มีสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์มากกว่า 100 รูปแบบ

ความพิเศษคือ สินค้าทุกชิ้นใน Aarong เป็นงานฝีมือจากฝีมือของช่างท้องถิ่นในประเทศหลายหมื่นคน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

ใน ค.ศ. 2020 ที่หลายคนคงคุ้นตากับเรื่องราวที่แบรนด์หยิบผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่นมาจำหน่าย และช่วยให้ชาวบ้านชีวิตดีขึ้น เราอยากชวนดูกรณีศึกษาของ Aarong ที่ยืนหยัดเติบโตมานานกว่า 40 ปี สร้างงานให้เหล่าช่างฝีมือท้องถิ่นได้อย่างกว้างขวาง ยั่งยืน และเก็บรักษาภูมิปัญญาหลากแขนงไปพร้อมกัน

เมื่อลองสำรวจแนวคิดที่ซ่อนอยู่ เราพบว่าผลลัพธ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการออกแบบแบรนด์ที่คิดมาดีและรอบด้าน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

 ‘ตลาด’ ที่เป็นจุดเชื่อมต่อและช่องทางเติบโต

แบรนด์ Aarong ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเห็นโอกาสเมื่องานฝีมือกลายเป็นเทรนด์

แต่เกิดจากปัญหาสังคมแท้ๆ นั่นคือปัญหาความยากจนของท้องถิ่น

จุดเริ่มต้นของ Aarong เกิดขึ้นจาก BRAC องค์กรด้านการพัฒนารายใหญ่ที่สุดของโลกอยากยกระดับชีวิตผู้หญิงในชนบท โดยให้พวกเธอสร้างสรรค์งานฝีมือแล้วนำไปส่งขายกับร้านค้าปลีกที่มีอยู่ไม่เยอะและกระจัดกระจาย แต่ผู้ซื้อเหล่านั้นจ่ายเงินล่าช้า

BRAC จึงต้องหาทางแก้ปัญหา

Aarong ซึ่งเป็นภาษาเบงกาลีแปลว่า Village Fair จึงถูกก่อตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นตลาดจำหน่ายงานฝีมือที่ช่วยให้บริหารการจ่ายค่าสินค้าได้ตรงเวลา โดยนอกจากหน้าร้าน 20 แห่งทั่วบังกลาเทศ Aarong ยังมีเว็บไซต์ทำหน้าที่เป็นตลาดออนไลน์ ซึ่งช่วยขยายขอบเขตธุรกิจสู่นอกประเทศ

งานฝีมือจากชุมชนรายได้น้อยจึงมีช่องทางไปถึงมือผู้บริโภคได้กว้างขวาง

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

‘สินค้า’ คุณภาพสูงและร่วมสมัย

แม้จะมีตลาด หากสินค้าไม่ดีจริง ธุรกิจก็ไม่อาจยืนระยะและเติบโตได้

Aarong ตั้งใจผลิตงานที่มีมาตรฐานสูง มีการคุมคุณภาพชัดเจน ไม่มีเหตุผลว่าคุณภาพไม่สม่ำเสมอเพราะเป็นงานทำมือ ผู้บริโภคจึงวางใจได้ว่า ไม่ว่าจะซื้อสินค้าไหนของ Aarong กลับบ้าน สิ่งที่กลับไปพร้อมกันคือคุณภาพคับชิ้น ขณะที่ผู้ผลิตซึ่งทำงานคุณภาพเยี่ยมออกมา ทางแบรนด์ก็รับซื้อด้วยราคายุติธรรม เรียกว่า Win-Win ทั้งสองฝ่าย

และนอกจากคุณภาพสินค้า อีกสิ่งที่ Aarong คำนึงถึง คือการใช้งานได้จริงในบริบทปัจจุบัน

ของในร้าน Aarong นั้นล้วนมีรากมาจากภูมิปัญญาในวันวาน หากต้องการให้อยู่รอด ย่อมต้องช่วยให้อยู่ร่วมกับคนเมืองในวันนี้ได้กลมกลืน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

ก่อนผลิตสินค้า ทางแบรนด์จึงมีทีมนักออกแบบคิดคอนเซปต์ซึ่งเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ก่อนนำคอนเซปต์นั้นไปให้ช่างฝีมือท้องถิ่นเป็นผู้ผลิต เช่น ในการทำเครื่องประดับ คอนเซปต์ตั้งต้นจะมาจากนักออกแบบ ขณะที่ช่างฝีมือมีสิทธิ์ในการควบคุมกระบวนการสร้างสรรค์ที่เหลือทั้งหมด

หรืองานฝีมืออย่าง Nakshi Kantha ซึ่งเป็นงาน Quilt เนื้อเบาที่ผู้หญิงท้องถิ่นของบังกลาเทศถักทอในเวลาว่าง ก็ได้รับการต่อยอดให้นำมาใช้ได้จริงในปัจจุบัน ขณะที่ยังคงเอกลักษณ์ของงานฝีมือไว้

สินค้าของ Aarong จึงเป็นการผสมผสานแนวทางจากนักออกแบบและช่างฝีมือ หรือพูดอีกอย่างคือส่วนผสมของความร่วมสมัยและภูมิปัญญา ทำให้ลูกค้าคนเมืองได้สินค้าที่ถูกใจ ใช้ได้จริง ขณะที่วิชาซึ่งตกทอดในท้องถิ่นก็ไม่เลือนหายตามวันเวลา

‘คน’ ประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการดูแลรอบด้าน

Aarong ไม่ได้มองว่าช่างฝีมือท้องถิ่นเป็นแค่ลูกมือของนักออกแบบหรือผู้ผลิตของตามออร์เดอร์ แต่คือผู้ที่มีศักยภาพในการพัฒนา

นอกจากทำงานร่วมกันและเป็นช่องทางสร้างมูลค่าให้ผลงานของพวกเขา ทางแบรนด์จึงมีโปรแกรมพัฒนาทักษะเหล่าช่างฝีมือเพื่อยกระดับทักษะให้ได้มาตรฐานของตลาด

มากกว่ารายได้ ช่างฝีมือที่ทำงานกับ Aarong จึงมีโอกาสพัฒนาตัวเอง

ยิ่งกว่านั้น แบรนด์ร้านค้าไลฟ์สไตล์นี้ยังดูแลคนอย่างรอบด้านมากกว่ามิติการงาน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน
Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

Aarong ทำงานร่วมกับมูลนิธิ Ayesha Abed ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมด้านการผลิตของแบรนด์ นอกจากช่างฝีมือท้องถิ่นจะหางานได้จากที่นี่ พวกเขายังเข้าถึงบริการสนับสนุนแบบองค์รวมของ BRAC ได้ ตั้งแต่เงินกู้แบบ Micro-credit ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย ไปจนถึงการดูแลสุขภาพแม่ตั้งครรภ์ และสถานที่รับเลี้ยงเด็กในช่วงกลางวัน

เมื่อพูดถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต Aarong จึงเป็นตัวอย่างของการไม่ได้ให้เพียงรายได้ แต่เป็นการยกระดับอย่างเต็มความหมาย ด้วยให้ความช่วยเหลือที่ตอบโจทย์ชีวิตคนในองค์กร

และเพราะอย่างนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ ‘พนักงาน’ ของ Aarong หลายคนไม่คิดเปลี่ยนงาน แต่อยู่คู่กับแบรนด์ไปยาวนาน

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

‘แบรนด์’ ที่เติบโตไปพร้อมการช่วยสังคม

เมื่อ 15 ปีก่อน Shondhya Rani Sarkar คือแม่หม้ายวัยสาวที่ไม่มีรายได้มาเลี้ยงลูก เธอได้ร่วมกลุ่ม Microfinance ของ BRAC ก่อนได้รับคำแนะนำให้เข้าทำงานกับ Aarong 

15 ปีผ่านไป หญิงสาวคนนั้นกลายเป็นหนึ่งในช่างพิมพ์ลวดลายจากบล็อกที่มีประสบการณ์สูงสุด เธอคอยฝึกฝนพนักงานหน้าใหม่ ขณะที่มีรายได้มั่นคงมาเลี้ยงดูลูก

ในวันนี้ Aarong ช่วยสนับสนุนชีวิตของช่างฝีมืออย่าง Shondya กว่า 65,000 คนทั่วบังกลาเทศ ซึ่ง 85 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนนี้คือกลุ่มแรงงานสตรี เมื่อมองในภาพใหญ่ มีผู้ได้รับประโยชน์จากการมีอยู่ของแบรนด์ทั้งทางตรงและอ้อมกว่า 320,000 คน 

และจากการเป็นแบรนด์ยอดฮิตในประเทศ Aarong ยังคงเติบโตต่อไปผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และเครือข่ายด้าน Fair-trade 

Aarong จึงนับเป็นอีกหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า ธุรกิจเติบโตไปพร้อมมิติการช่วยเหลือสังคมได้

พูดอีกอย่างคือ การช่วยเหลือสังคมนั้นเกิดขึ้นในรูปแบบที่ขยายผลและยั่งยืนได้ หากได้รับการออกแบบที่ดี

Aarong ร้านไลฟ์สไตล์สุดป๊อปของบังคลาเทศที่ช่วยยกระดับชีวิตช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 65,000 คน

www.aarong.com

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาฯ มีโครงการ DESIGN FOR COMMUNITY LIVELIHOOD ซึ่งมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการออกแบบระบบพัฒนาสัมมาชีพชุมชน โดยหนึ่งในกิจกรรมของโครงการคือ เสวนาหัวข้อ “LOCAL MEETS GLOBAL ท้องถิ่นสู่สากล” ในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2653. เวลา 15.00 – 17.00 น. ผู้ที่สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดออนไลน์หรือดูย้อนหลังได้ที่นี่

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

‘หอพัก’ คือหนึ่งในเรื่องน่าปวดหัวหลักของเหล่านักเรียนไกลบ้าน ต่อให้คุณมีบ้านในกรุงเทพฯ ก็คงเคยได้ยินเพื่อนบ่นเรื่องการหาหอถูกใจอยู่บ่อยๆ 

ที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ปัญหานี้ยิ่งชวนปวดหัวหนักขึ้น เพราะปัญหาฮอตของเมืองคือการขาดแคลนหอพักนักเรียน ส่วนหนึ่งเพราะการขาดแคลนที่ดินสำหรับการก่อสร้างแบบปกติ อีกส่วนสำคัญคือการขาดแคลนหอพักขนาดเล็กราคาจับต้องได้ เพราะที่อยู่อาศัยในตลาดอสังหาริมทรัพย์ราคาสูงขึ้น แต่การสร้างที่อยู่ขนาดเล็กกลับมีจำนวนน้อย 

CPH Village คือโครงการสร้างหอพักนักเรียนที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ แต่มากกว่านั้น โครงการยังมองไกลออกไปอีกขั้นด้วยการลองตอบอีกคำถามสำคัญ

จะเป็นอย่างไร ถ้ามีหอพักที่ช่วยให้เกิดความยั่งยืนในเมืองได้

ท่ามกลางกระแสเรื่องความเป็นเมืองและการมองหาความเป็นไปได้ของที่อยู่อาศัยในอนาคต CPH Village ลองออกแบบคำตอบ โดยตีโจทย์ความยั่งยืนว่าประกอบด้วย 3 มิติ คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 

ไปดูกันว่า คำตอบของโครงการที่มีปณิธานว่า ‘เราอยากสร้างที่อยู่ดีที่สุดต่อทั้งผู้คนและโลก’ หน้าตาเป็นอย่างไร

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

ย้ายหอ 

สถานการณ์ของเมืองโคเปนเฮเกน คือที่ดินว่างและราคาเอื้อมถึงในตัวเมืองนั้นอยู่บริเวณย่านอุตสาหกรรมเก่าและเหล่าท่าเรือ โดยที่ดินส่วนนี้ห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้างแบบถาวร แต่สร้างหอพักชั่วคราวได้เป็นระยะเวลานานที่สุด 10 ปี

นั่นแสดงว่าโอกาสในการสร้างหอพักราคาที่เด็กๆ จ่ายไหวยังมีอยู่ แต่คำถามคือควรสร้างหอพักแบบไหน

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

ต้องเท้าความก่อนว่า CPH Village เป็นโครงการของ CPH Shelter สตาร์ทอัพผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยจากตู้คอนเทนเนอร์ โดยความดีงามของตู้เหล่านี้คือ ความยืดหยุ่นในการเคลื่อนย้าย ความรวดเร็วในการสร้าง และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ตู้เหล่านี้เป็นการ Upcycling หรือเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ และเมื่อหมดอายุใช้งานคราวนี้ก็ยังนำไปใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้อีก

CPH Village จึงตั้งใจสร้างหอพักด้วยตู้คอนเทนเนอร์บนที่ดินส่วนราคาจับต้องได้ของเมือง โดยก่อสร้างแบบ Modular ที่หมายถึงการแยกสร้างยูนิตหรือโมดูลแล้วนำมารวมร่างกันบนพื้นที่จริง 

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

หอพักแบบนี้เมื่อถึงคราวต้องย้ายก็ย้ายไม่ยาก อีกทั้งยังหน้าตาสวยเท่ เดินทางสะดวกไม่ต้องออกนอกเมือง ที่สำคัญคือ ค่าเช่าเรตดี อย่าง Refshaleøen หอที่สร้างเสร็จแล้วของโครงการซึ่งอยู่แถวท่าเรือก็คิดค่าเช่าประมาณเดือนละ 20,000 บาทนิดๆ เมื่อเทียบกับค่าหอปกติประมาณเดือนละ 30,000 บาท (อ้างอิงจากเว็บ studyindenmark.com) ก็นับว่าช่วยให้นักเรียนมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น ไม่ต้องกระเป๋าเบาทุกครั้งที่จ่ายค่าหอ 

หอพักของ CPH Village จึงเป็นตัวเลือกน่าสนใจสำหรับเหล่านักเรียน แต่นอกจากทำเลดี ราคาน่าคบ เป็นมิตรกับโลก ยังมีอีกไฮไลต์ซึ่งเด็ดไม่แพ้ที่เล่ามา

นั่นคือความเป็น Village หรือพูดอีกอย่างคือความเป็นชุมชน

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

ร่วมหอ

  CPH Village เชื่อมั่นในเรื่อง ‘ชุมชน’ โครงการนี้จึงสนับสนุนการอยู่อาศัยแบบ Co-living ที่ชวนเราพบปะสร้างสัมพันธ์กับหลากหลายผู้คนน่าสนใจ

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี
CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

นักเรียนที่อยากมาเป็น Villager ของโครงการต้องกรอกใบสมัคร โดยสำหรับหอแห่งแรก ผู้ได้รับคัดเลือกจะได้ไปอยู่ในหอที่เป็นตู้คอนเทนเนอร์เรียงต่อกันไม่เกิน 2 ชั้น เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทุกคนจะมีห้องนอนส่วนตัวขนาดกะทัดรัดที่มีอุณภูมิพอเหมาะ เปิดรับแสงธรรมชาติ (The best things in life aren’t thing. -เว็บไซต์โครงการบอกไว้เมื่อพูดถึงความ Compact ของพื้นที่ส่วนตัว) พร้อมห้องครัว ระเบียงส่วนกลาง และห้องน้ำที่แชร์ร่วมกับเพื่อนร่วมหออีก 1 คน 

ที่สำคัญ หอแห่งนี้มีพื้นที่ส่วน Community Space สุดเก๋ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของท่าเรือ ที่นี่มีครัวรวม ห้องซักรีด พื้นที่อ่านหนังสือเรียน และนอกจากฟังก์ชันปกติ ที่นี่ยังเอื้อต่อการจัดสารพัดกิจกรรม เช่น คอนเสิร์ตและปาร์ตี้ที่เหล่านักเรียนชื่นชอบ  ส่วนประตูของพื้นที่คอมมูนิตี้นี้ยังเปิดกว้างให้คนที่ผ่านไปมาเข้าร่วมสังสรรค์กับเด็กหอได้ด้วย

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

CPH Village จึงไม่ใช่หอพักเอกชนที่ทุกคนอยู่แบบตัวใครตัวมันอย่างที่คนเมืองคุ้นเคย แต่เป็นพื้นที่ซึ่งเอื้อต่อการสร้างสายสัมพันธ์ ตอบโจทย์ความยั่งยืนด้านสังคมครบถ้วน

คบเด็กสร้างหอ 

CPH Village ตั้งเป้าว่าจะช่วยสร้าง ‘บ้าน’ ให้เด็กๆ 2,500 คนภายใน ค.ศ. 2021 ไปพร้อมกับเป้าหมายการสร้างวิถีชีวิตแบบใหม่ 

Refshaleøen ที่เป็นโครงการแรกเป็นบ้านของเด็ก 164 คน ส่วน Vesterbro โครงการหอพักแห่งที่ 2 ซึ่งเปลี่ยนจากบรรยากาศติดน้ำของท่าเรือมาเป็นห้อมล้อมด้วยต้นไม้เขียวนั้นตั้งใจจะรองรับเด็กอีก 184 คน 

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

เมื่อที่อยู่อาศัยถูกออกแบบจาก Insight หนุ่มสาว มันก็ดึงดูดเด็กสมัยนี้ให้เข้าหาอย่างเป็นธรรมชาติ และเมื่อที่อยู่นั้นเล่าเรื่องความยั่งยืนแบบไม่ยัดเยียด ก็ไม่น่าแปลกถ้าลูกบ้านของ CPH Village จะก้าวจากบ้านไปพร้อมความรู้ที่พิสูจน์แล้วด้วยตัวเอง

การคบเด็กสร้างหอครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่สร้างหอ แต่เป็นการช่วยสร้างเมือง สร้างโลกแบบใหม่ที่เราอยากเห็นให้เกิดขึ้นจริง

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

ข้อมูลอ้างอิง 

  • cphvillage.com
  • arcgency.com/cph-village
  • cphcontainers.dk

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load