11 กุมภาพันธ์ 2564
3 K

ตุ้งแช่ ตุ้งแช่ ตุ้งแช่ตุ้งแช่ตุ้งแช่

จังหวะกลองรัวเร้าอารมณ์ราวกับกำลังปลุกชีพจรให้สิงโตตัวใหญ่ออกมาวาดลวดลายทะเล้นซุกซน 

ไม่ต่างกับหัวใจของชายวัย 72 ที่กำลังพองโต เมื่อสองมือของเขาสัมผัสโครงไม้ไผ่ คราบกาว ผิวกระดาษ และสิ่งละพันอันน้อยที่ประกอบกันเป็นหัวสิงโต ความประณีต-คือไม้ตาย ที่ทำให้เขาโลดแล่นในวงการกว่า 50 ปี

รัวกลองต้อนรับ วิชัย รอดเกิด หรือ อาจารย์โจ ตลาดพลู ช่างฝีมือทำหัวสิงโตประสบการณ์ 5 ทศวรรษ ชายคนนี้เติบโตท่ามกลางดงสิงโต วัยหนุ่มเป็นบาร์เทนเดอร์ย่านพัฒน์พงษ์ ก่อนรื้อฟื้นความชอบสมัย 10 ขวบมาผนวกกับทักษะงานฝีมือที่อาศัยครูพักลักจำ พาชีวิตออกคำรามจนเป็นที่รู้จักทั่วศาลเจ้าประเทศไทย ฮ่องกง และเวียดนาม 

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

“รกหน่อยนะ บ้านช่างก็อย่างนี้แหละ” เขายิ้มอย่างอารมณ์ดี 

เรากวาดสายตารอบห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า แทบไม่มีพื้นที่ว่าง มุมนั้นมีหัวสิงโตที่ประกอบเสร็จแล้ว มุมโน้นมีโครงหัวสิงโตแปะกระดาษสีขาวรอวาดลาย บนพื้นระเกะระกะด้วยสารพัดเครื่องมือ ไม้ไผ่เหลา ลวด กระดาษ สีโปสเตอร์ ตรงหน้ามีเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก เป็นตำแหน่งประจำการของช่างฝีมือและลูกน้องเหมียวอีกสองตัว (ฟูฟู หมี่เหลือง)

“ขอเรียกช่างโจได้มั้ยคะ” เราขออนุญาต

“ได้ ช่างโจ ตลาดพลู” นายช่างพยักหน้าพร้อมย้ำฉายาประจำตัว

พลางต่อบทสนทนา มือของเขาก็ง่วนอยู่กับการพันกระดาษ จนเราอดไม่ได้ที่จะชวนช่างฝีมือระดับพระกาฬย้อนถึงความทรงจำแรก เสียงกลองใบแรก หัวสิงโตหัวแรก จวบจนวันนี้ วันที่หัวสิงโตยังคงสร้างชื่อให้ โจ ตลาดพลู

ช่างโจ สิงโต และ ถิ่นที่อยู่

“เราเกิดตลาดพลู เป็นคนไทยอยู่ในกลุ่มคนจีน สมัยก่อนตลาดพลูแห่สิงโตแทบทุกวัน ยิ่งช่วงเข้าพรรษา จะมีสิงโตเล่นเป็นสิบคณะ เราอยู่กับดงสิงโต ชอบมาตั้งแต่เล็ก สิบกว่าขวบก็ชอบแล้ว” เขาเท้าความทรงจำ

เด็กชายวิชัยชอบมากขนาดที่ว่าหยิบดินมาปั้นหัวสิงโต คว้าหนังหมูมาขึงทำกลอง

“สมัยก่อนหนังหมูไม่มีราคา สมัยนี้เป็นลาบไปหมดแล้ว” อาจารย์โจหัวเราะร่า

“เราเอาหนังหมูมาขึงบนกระป๋องสีแล้วใช้ลวดพัน พันเสร็จก็ตากแดด พอแห้งหนังจะตึงเป๊ะเลย เด็กฝั่งธนฯ ตีเล่นกันอย่างนั้นแหละ เสียงดังด้วย ตอนนั้นเราทำเพราะความชอบ ถ้าให้ไปซื้อของจริงคงไม่มีปัญญาหรอก”

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

วิชัยเก็บความชอบใส่กระเป๋า พอแตกเนื้อหนุ่มเขายื่นสมัครงานบาร์เทนเดอร์ควบแคชเชียร์ เปลี่ยนสายงานมาเป็นไกด์นำเที่ยวให้กับบริษัทสวีเดน จนชีวิตวกกลับมาจุดเริ่มต้น ‘ตลาดพลู’ จุดที่ความฝันของเขาเบ่งบาน

 “ช่วงแรกเราเล่นเองก่อน มีคณะของเพื่อน ชื่อคณะสิงโตลูกพิชัยดาบหัก แถววัดราชคฤห์วรวิหาร (วัดมอญ) ที่นั่นมีสิงโตอยู่สามคณะ มีคณะสิงโตลูกเจ้าพ่อเขาตก คณะสิงโตลูกพระเพลิง แล้วก็คณะเรา พรรคพวกรู้จักกันหมด แต่แปลกอยู่อย่าง สิงโตพอแต่งชุดแล้วมันเขม่นกัน จะซัดกันอยู่เรื่อย ทั้งที่นอนกอดคอมาด้วยกัน เหมือนสิงโตมันสิงเรา

“เชิดอยู่พักหนึ่งก็ไม่เอา มาเป็นมือกลอง ชอบจังหวะกลองมากกว่า” อดีตมือกลองเล่า

เมื่อ 50 ปีก่อน หัวสิงโตที่ใช้เชิดนำเข้าจากจีนและทำมือจากช่างฝีมือไทย ทำด้วยรูปแบบเรียบง่าย อาจารย์โจว่าแบบนั้นยังไม่เข้าตา ด้วยความหลงใหลสิงโตมาตั้งแต่เด็ก เขาอยากเป็นคนหนึ่งที่เข้ามาแปลงโฉมสิงโตไทย

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

“พอดีเราเห็นหนังข่าวเกี่ยวกับการเปิดธนาคารแล้วเขาเอาสิงโตไปเชิด เชื่อมั้ย เราไปโรงหนังศรีตลาดพลูทุกวันหนังมีกี่รอบเราเข้าไปดูหมด ดูข่าวอย่างเดียวแล้วก็ออก ไปดูเขาเชิด ดูหัวสิงโต หัวสวยมาก ดูจนจำได้

“มันจุดประกายนะ” นายช่างเว้นช่วงก่อนเล่าจุดเริ่มต้น “กลับบ้านก็หาไม้ หัดผูก เราใช้สายสิญจน์เป็นม้วนตัดเป็นท่อน มาพันโครงแล้วยึดด้วยแป้งเปียก กระดาษก็ใช้กระดาษว่าว พวกขนเครื่องประดับยังไม่มี สมัยนั้นไม่มีใครสอน ก็ยืนดูจากคนที่เขาทำเป็น พักหลังแกต้องมาให้เราทำ เพราะแกไม่พัฒนาฝีมือ ทำทรงไหนทรงนั้น แล้วหัวสิงโตของไทยไม่เหมือนกับหัวสิงโตเมืองนอก งานบ้านเราไม่ค่อยละเอียด เราเลยต้องหนีแบบเดิม สไตล์ที่เขาทำกันเราทิ้งหมดเลย”

หัวแรกของช่างโจกลับไม่ใช่หัวสิงโต แต่เป็นหัวมังกรที่ทำให้ศาลเจ้าพ่อพระเพลิงตลาดพลู ความสนุกอยู่ตรงนี้ คนอยากทำหัวสิงโตมาทั้งชีวิต ดันเจอลูกอ้อนขอความช่วยเหลือจากพรรคเพื่อนให้ทำหัวมังกร ตายละวา แบบก็ไม่มี แต่โชคดี อาชีพบาร์เทนเดอร์ทำให้รู้จักฝรั่งคนหนึ่ง เลยไหว้วานว่า ถ้าคุณไปต่อวีซ่าเมื่อไหร่ ฝากหยิบโบรชัวร์จากเคาน์เตอร์มาให้ที เพราะในโบรชัวร์มักมีโฆษณาการท่องเที่ยว พอได้แบบจากโบรชัวร์ ช่างโจก็ลงมือทำทันที

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

“หัวแรกของตลาดพลูเราเป็นคนทำ ยังไม่ค่อยสวย ปากขยับไม่ได้ เพราะทำหัวทรงฮ่องกง แต่เขาดูกันก็ว่าสวย ตอนนี้ยังเถียงกันอยู่เลยว่าหัวแรกทำที่นู่น ทำที่นี่ จริงๆ หัวแรกฉันเป็นคนทำ” เขาเล่าเจือเสียงหัวเราะ

“แปดร้อยบาทเอง” เป็นราคาหัวสิงโตเมื่อ 5 ทศวรรษก่อน ส่วนหัวนอกจากฮ่องกงเริ่มต้นหลักพัน 

“มีช่วงหนึ่งที่ตัดสัมพันธ์จีน วัสดุไม่มี กระดาษขาดตลาด เราต้องตระเวนหาซื้อ เดินเยาวราชจนผุหมดทุกซอย พวกพู่ เครื่องประดับ บ้านเราไม่ทำขาย ต้องไปแถวโรงหนังคาเธ่ย์ เป็นร้านขายยาของคนจีนแคะ คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ ก็ภาษามือนะ ไปหาจนแกจำได้สนิทเลย แล้วก็มีอีกร้านอยู่ข้างๆ โรงหนังแคปปิตอล ถนนเจริญกรุง”

การทำหัวสิงโตหนึ่งหัว เริ่มจากเหลาไม้ไผ่เพื่อลบคม (เราลองลูบดูแล้ว เนี้ยบกริบ นิ้วปราศจากลิ่มเลือด) แต่นายช่างไม่เลาะตาไม้ เพราะเก็บไว้เพิ่มความแข็งแรง จากนั้นขึ้นโครงตามรูปทรงที่คิดในหัว สังเกตตรงจมูกสิงโต เดินโครงด้วยการม้วนไม้ไผ่เป็นก้นหอยให้กลม ต่างกับการเดินไม้แล้วผูกด้วยเชือก งานช่างโจจึงละเอียดและไร้ที่ติ

“งานไม้เป็นงานศิลปะ ถ้าคนดูสิงโตเป็นจะรู้ว่าหัวสิงโตแต่ละหัวการเดินไม้ไม่เหมือนกัน การขึ้นโครงด้วยไม้เราเป็นคนริเริ่มคนแรก ทุกวันนี้หัวสิงโตที่ขายไปแล้ว เด็กคณะสิงโตยังไปตามล่าหาโครงของอาจารย์โจ กลายเป็นของมีค่าไปแล้ว” แล้วลูกศิษย์รู้ได้ยังไงว่าอันไหนเป็นโครงของอาจารย์โจ “รู้ พวกนี้เก่ง เขาดูโครงแล้วก็รู้เลย” 

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

หลังจากได้โครงตามขนาดที่ต้องการ ขั้นตอนต่อไปเป็นการปะกระดาษลอกลายรอบโครงไม้ไผ่ คล้ายการทำเปเปอร์มาเช่ ปะครบสองรอบตามด้วยผ้าร่มทับอีกทีก่อนวาดลวยลายด้วยสีโปสเตอร์ (ยุคก่อนใช้สีน้ำมัน)

“สมัยก่อนเราปะด้วยผ้าออแกนซ่า เป็นผ้าที่เขาเอามาทำกล่องใส่แหวนเพชร มันนิ่ม ปาดแป้งเปียกแล้วผ้าไม่เด้ง เกาะแนบสนิท ตอนหลังเพื่อนเป็นเซลล์ขายผ้าอยู่สำเพ็ง เอาตัวอย่างผ้าร่มมาให้ลอง เพราะออแกนซ่าขาดตลาด เราลองแล้วมันใช้ได้ ก็สั่งมาม้วนใหญ่เลย พอปะผ้าเสร็จเราก็เขียนลาย เคลือบด้วยแลกเกอร์แล้วก็ลงยูรีเทน

“รุ่นแรกตอนเขียนลายใช้สีน้ำมันทาบ้าน เขามีกระป๋องเล็กขาย ตราสะพาน ตราดอกไม้ เราใช้อยู่สักพัก เอาแล้ว สีเริ่มไม่มีขาย ชักเบื่อ วัสดุหายาก ตอนหลังมาใช้สีโปสเตอร์ แต่ก็มีปัญหาอีกเหมือนกัน เราใช้สีของพีลีแกน ซื้อร้านสมใจหน้าเพาะช่างประจำ อยู่ๆ ก็ไม่มีเข้ามาขาย ถ้ารู้ตอนนั้นจะตุนไว้สักหน่อย เนื้อสีเขาดี เขียนแล้วไม่แตกลายงา”

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

ปัจจุบันช่างโจเจอสีโปสเตอร์คุณภาพใกล้เคียงกับยี่ห้อที่นั่งอยู่ในใจ แต่ก็ยังติดใจสีเขียวของพีลีแกนอยู่ดี สุดท้ายก็ยอมผสมสีเองจนใกล้เคียง ส่วนลวดลายที่แต้มบนผ้าขาว เป็นลายที่ช่างโจออกตามล่าหาแรงบันดาลใจตามศาลเจ้า สังเกตลายที่ชอบ มังกรและสิงโตตัวที่ใช่ มาออกแบบใหม่ด้วยสองมือ และไม่ลืมสลัก โจ ตลาดพลู ไว้ด้วย

“ของเราไม่เหมือนชาวบ้าน ลายบนหัวเราออกแบบเอง ฮ่องกงเขาชอบเราตรงที่เราไม่ใช้ลายของเขา เราคิดของเราเอง ถ้าไปทำตามเขาทั้งหมดมันไม่ใช่งานเรา ขาประจำชมรมสิงโตบางมูลนาก พิจิตร สั่งหัวเราเก็บไว้เป็นสิบหัว”

ความใส่ใจอีกอย่างคือเครื่องประดับที่เสริมให้สิงโตดูสง่า ช่างโจชี้ชวนให้ดูขนสีขาวบนหน้าสิงโต พร้อมเฉลยว่านั่นเป็นขนเจ้ากระต่าย เวลาโดนลมจะพริ้วไหวอ่อนช้อย ส่วนขนสีดำแข็งทื่อเป็นขนวัวถักเรียงเส้นต่อกัน

ยุครุ่งเรืองมีหัวสิงโตติดทองคำเปลวและขนมิงค์ด้วยนะ ตอนนี้เป็นหัวครูของคณะสิงโตลูกท้าวมหาพรหม

“หัวนี้เรียกจักรพรรดิเก้ามังกร” ช่างฝีมือพูดถึงหัวสิงโตที่กำลังปลุกปั้น

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์
โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

ความพิเศษของหัวจักรพรรดิมังกรจะยกขบวนสัตว์มงคลมาล้อมรอบหัวสิงโต มีมังกร ปลามังกร หงษ์ ผีเสื้อ และค้างคาว ส่วนเครื่องหน้าก็สำคัญ ต้องมีเขา ตาต้องฉีกเหมือนตาเหยี่ยว จมูกต้องใหญ่เปรียบดังจมูกมังกร หน้าผากกว้างนับว่าโหงวเฮ้งดี แก้มใหญ่แทนความอุดมสมบูรณ์ บ้างก็เรียกรวมกันว่าหน้ายักษ์ สีทองลายดำ เน้นเล่นดุ

“หัวกวนอู ต้องหัวแดงขนดำ หัวเขียวขนดำเป็นหัวเตียวหุย หัวเล่าปี่เป็นหัวทองขนขาว”

อาจารย์โจจะออกแบบหัวสิงโตให้มีพู่กลมที่เด้งออกมา (แทนลูกแก้ว ล่อมังกร) ด้านในบรรจุกระพวน ปากขยับได้ด้วยกลไล ดวงตากะพริบได้เพิ่มชีวิตชีวา และด้านหลังเขียน ฮก (福) เป็นคำอวยพรครอบจักรวาลจีน

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

“ลูกศิษย์เพิ่งถ่ายมาให้ดูว่าจีนเอาวิธีการทำตาแบบเราไปใส่ของเขา ลูกศิษย์ว่าเขาคงเห็นจากเฟซบุ๊ก สำหรับเรา ถ้าเขาชอบ เขาก็ทำ เราไม่ปิดกั้นอยู่แล้ว เราถือว่าของเราดีเขาก็เลียนแบบ” ไม่กลัวการเลียนแบบ “ไม่กลัว”

“แบบมันอยู่ในนี้ (ใช้นิ้วชี้เคาะที่ศีรษะ) เราไม่ได้มีแค่แบบตรงนั้น เราต้องมีแบบใหม่ออกมาอยู่แล้ว งานศิลปะมันหยุดนิ่งไม่ได้ เราก็ต้องพัฒนาของเราไปเรื่อยๆ คนเขาถึงรอดูว่าเราจะออกอะไรใหม่” ครูช่างให้คำมั่น

“มันเป็นความชอบอยู่แล้ว พอทำแล้วเพลินนะ มีสมาธิ ยิ่งได้ออกแบบรูปแบบใหม่ๆ ยิ่งมีแรงอยากจะทำ”

ทุกวันนี้มีช่างทำหัวสิงโตเพิ่มขึ้น สิ่งที่ช่างฝีมือมากประสบการณ์คนนี้พัฒนาอยู่ตลอดคือ ฝีมือ

“ลูกก็ถามอยู่เรื่อย จะทำถึงเมื่อไหร่” ช่างโจตอบลูกว่ายังไง “ทำจนกว่าจะเหลาไม้ไม่ไหว”

“งานแบบนี้อยู่ที่อารมณ์เหมือนกัน ถ้านึกไม่ออกก็ต้องนอน บางทีนั่งทำเหมือนนั่งหลับ อย่าคิดว่าหลับนะ เราเข้าฌาน กำลังนึกลายว่าทำแบบนี้ดีมั้ย เพราะเราไม่มีคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ก็คือสมองเรา” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี

การทำหัวสิงโตของยุคสมัยนี้ต่างจากอดีตตรงความสวยงามและลูกเล่น แถมเทรนด์ของคณะสิงโตตอนนี้วกกลับมายุคโบราณ ช่างโจว่าคนรุ่นใหม่หันมาเล่นงานหัวสิงโตย้อนยุค ซึ่งทำง่าย แต่ระดับนายช่างต้องไม่ธรรมดา

“สมัยก่อนสิงโตเล่นสนุก มีสิงโตกินน้ำ สิงโตกินผัก สิงโตกินเหล้า สิงโตพ่นไฟ ตอนจะพ่นไฟ ตาแป๊ะจะถือคบไฟนำหน้าสิงโต สิงโตก็อมน้ำมัน โผล่หน้าออกมาตรงปากแล้วพ่น วู้ว! มีบางคณะหัวไหม้ คณะบุคคโลแบกโครงกลับบ้านเลย ตอนหลังเปลี่ยนจากอมน้ำมันเป็นชันยาเรือ เป็นผงใส่ในหลอดแล้วก็พ่นใส่คบไฟ แบบจุดพลุมาทีหลังสุด

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

“มีเล่นสิงโตตื่นนอน ออกฉากก็มีตาแป๊ะตื่นนอนก่อน เหมือนหลวงจีน ตื่นขึ้นมาก็ทำความสะอาดวัด แล้วก็ล้างหน้าล้างตา เสร็จแล้วก็ออกไปตัดฟืน เข้าป่าไปเจอสิงโต ก็ไม่รู้ตัวอะไรเห็นนอนหลับอยู่ในถ้ำ ทำยังไงจะให้มันตื่น ก็ไปแหย่สิงโตให้ตื่น สิงโตนอนหลับหายใจหวืดๆ กลองก็จะตีรัว ตาแป๊ะแหย่จมูกก่อน ไม่ตื่น แหย่ปาก ก็ไม่ตื่น เดินอ้อมด้านหลังไปแหย่ก้น สิงโตตื่น ตื่นมาก็ไซร้หาง ไซร้ขา เจอตาแป๊ะก็วิ่งไล่ตาแป๊ะ ถ้าเจอคนพากย์ดีๆ สนุกเลย

“ส่วนการเล่นแห่จะตีกลองตลอด ไม่มีการทิ้งไม่กลอง แม้กระทั่งต่อตัวก็ยังตี ทุกวันนี้ได้ยินเสียงกลองเฉพาะต่อตัวเสร็จแล้ว ยุคนั้นงานวัด งานอะไรไปหมด จำได้ว่าวัดเกตุมฯ ต้อนรับเจ้าอาวาสใหม่ ถนนธนบุรีปากท่อยังเป็นดินแดง เราก็แห่จากมหาชัยไป ยังดีที่ทุกวันนี้คณะใหญ่เอาการเล่นย้อนยุคกลับมา อย่างคณะโอภาสีก็เล่นย้อนยุค”

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

ช่างโจเคยลองนับมั้ยว่าทำหัวสิงโตมาแล้วกี่หัว-เราสงสัย

“โอ นับไม่ถ้วนจริงๆ” เขานิ่งคิด “บางครั้งยังจำไม่ได้เลยว่าเป็นของเรา มันไปโผล่ที่สิงคโปร์สองหัว ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ลูกศิษย์ไปเที่ยวแล้วเขาถ่ายมาให้ดู บอกว่านี่หัวอาจารย์ ไปได้ยังไงเราก็ไม่รู้

“ถ้าหนูจะสั่งหัวสิงโตของช่างโจต้องรอกี่คิว”

ช่างฝีมือหัวเราะร่วนก่อนตอบคำถาม “ตอนนี้สิบหัวขึ้น ต้องปีหน้านู่นแหละ ปีนี้ไม่มีสิทธิ์เลย”

ช่างโจกระซิบว่าฮ่องกงโทรมาขอคิว ก็ถูกปัดเป็นปีหน้า ลูกค้าส่วนใหญ่ ‘รอได้’ เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการอาจไม่ใช่หัวสิงโต แต่เป็นความงามฉบับมาสเตอร์พีชของ ‘โจ ตลาดพลู’ ที่สร้างคุณค่าให้หัวสิงโตนับร้อยนับพัน

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

ถ้าเริ่มหยดแรก ด้วยการบอกว่าเรากำลังจะเล่าเรื่องของบัณฑิตนิติศาสตร์ ก็คงเป็นกลิ่นธรรมดาทั่วไป 

ถ้าเพิ่มหยดสอง ว่าจะเล่าเรื่องบัณฑิตนิติศาสตร์ ที่ผันตัวไปเป็นแอร์โฮสเตส จะทำให้กลิ่นน่าสนใจขึ้นมาไหม

แต่เราเชื่อว่าถ้าเติมส่วนผสมสุดท้าย อย่างการเป็นบัณฑิตนิติศาสตร์ ที่ผันตัวไปเป็นแอร์ฯ และมีอาชีพปัจจุบันเป็นครูสอนเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหย ไม่มากก็น้อย คงมีคนอยากรู้ว่ากลิ่นนี้จะออกมาเป็นอย่างไร

เรากำลังพูดถึง น้ำ-กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ชื่อคุ้นหูที่อาจได้ยินบ่อยในระยะหลัง เพราะเธอเป็นเจ้าของหนังสือ ‘Nose Note บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูก ฝนตกข้างบ้าน ถึงจักรวาลอันไกลโพ้น’ หนังสือที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนต้องพิมพ์ซ้ำรอบสอง 

วันนี้เราเดินทางมาเยี่ยมเยือนเธอถึงสตูดิโอ เพื่อฟังเธอเล่าเรื่องสิ่งที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา และดมกลิ่นที่เกิดจากการหมักบ่มตลอด 30 กว่าปีของเธอ

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

ซ่อนกลิ่น

‘กลิ่นหอม’ เพียงเปิดประตูเข้ามา นั่นเป็นอย่างแรกที่เราทักทาย ก่อนจะพบกับหญิงสาวที่ไม่ได้เล่าเรื่องเก่งแค่บนกระดาษ แต่เธอยังพูดถึงกลิ่นได้เห็นภาพไม่ต่างกัน

“เรื่องกลิ่นอยู่กับเรามาตั้งแต่เด็ก เพราะที่บ้านขายดอกไม้ เราจะรู้ว่ากลิ่นนี้ชอบ กลิ่นนี้ไม่ชอบ กลิ่นนี้เป็นของอะไร แต่ไม่เคยหาคำตอบในตัวมัน” กันต์นทีเริ่มต้นเล่าเรื่องด้วยวัยเด็กของเธอ

บอกตามตรงว่าไม่แปลกใจเท่าไรนัก หากกูรูด้านกลิ่นผู้นี้มีความเกี่ยวโยงกับกลิ่นหอมมาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่กลิ่นของดอกไม้คงกรุ่นได้แค่ในใจเท่านั้น เพราะเมื่อเติบใหญ่ เธอเลือกเดินทางออกจากบ้านเกิด จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยการเรียนนิติศาสตร์ ตามรอยคุณพ่อที่ทำงานด้านกฎหมาย แม้เรียนได้ดีจนมีตำแหน่งงานในสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา น้ำก็ยังเป็นตัวเองไม่ได้เต็มที่ ความสนใจด้านภาษาคือสิ่งที่เธอนึกถึง น้ำสานฝันวัยเด็ก ติดปีกบินเป็นแอร์โฮสเตสในวัย 24 ปี หลังผ่านการสมัครมากว่า 10 ครั้ง

ตลอด 6 ปีในการเป็นแอร์ฯ ฝ่าลม ฟ้า อากาศ ผ่านการท่องเที่ยวมาแล้วทั่วโลก สิ่งที่เธอได้มากกว่าความสุขสันต์คือน้ำมันหอมระเหยขวดเล็กจิ๋วที่นอนแอ้งแม้งอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ด้วยความเชื่อว่าแต่ละสถานที่มีบรรยากาศแตกต่างกัน น้ำมันหอมระเหยเลยกลายเป็นของสะสมอย่างเดียวที่นานวันเข้าก็เยอะมากพอจนมีมุมส่วนตัวเป็นของมันเอง

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

น้ำอาจดูเหมือนคนรู้ตัวช้า เธอใช้เวลาเรียนนิติศาสตร์กว่า 4 ปีเพื่อค้นพบว่า ‘ไม่ชอบ’ และมีอาชีพบนเครื่องบินจนเจอกับวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่ากลิ่นร้านดอกไม้ของแม่ไม่เคยจางหายไปไหน แม้ชีวิตจะพลิกผันมาสักกี่ครั้ง เธอยังคงเป็นน้ำคนเดิมที่หลงใหลในกลิ่นไม่เปลี่ยน และมีการดมเป็นสัญชาตญาณพิเศษติดตัวมา

“ตอนเด็ก ๆ มีคนเรอในรถเราก็รู้ หรือตอนทำงานเราได้จับเงินต่างประเทศบ่อย เรารู้ว่าเงินสกุลไหนมีกลิ่น เคยพูดว่าเงินประเทศนี้เหม็นมาก เพื่อนยังไม่รู้เลย ตอนแรกคิดว่าเราน่ารำคาญ ใส่รายละเอียดเยอะเกินไปรึเปล่า แต่เรื่องอื่นก็ไม่ได้ใส่ใจมาก พอเป็นเรื่องกลิ่น รู้สึกว่าเราชอบ เราแยกแยะได้ คนเริ่มทักเยอะ ก็เลยรู้สึกว่าจมูกดี”

ชวนให้สงสัยว่าอะไรทำให้ ‘กลิ่น’ สิ่งที่ลอยล่องอยู่ในอากาศ ถูกใจเธอนัก

“กลิ่นมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ชอบมาก ๆ อยากเก็บไว้ก็ยังทำไม่ได้ เลยน่าสนใจมากว่าทำไมกลิ่นทำให้คนรู้สึกแบบนี้” น้ำให้ความสงสัยคืนมาเป็นคำตอบ

ด้วยความเป็นคนที่อยากรู้อะไรต้องได้รู้ เธอหาโอกาสไปเวิร์ปช็อปเรื่อง Essential Oil ระหว่างไปบินที่ลอนดอน เป็นเวลาสั้นเพียง 2 – 3 ชั่วโมง แต่เหมือนเธอต้องมนตร์สะกด ยิ่งเปิดประสบการณ์ ยิ่งเห็นว่าเธอชอบดมกลิ่นมากเพียงไร บวกกับการตระเวนซื้อหนังสือภาษาอังกฤษมาศึกษาด้วยตนเอง ในตอนนั้น ประเทศไทยไม่ให้ความสนใจกับน้ำมันหอมระเหยเท่าที่ควร ทั้งที่สกัดจากจากธรรมชาติ น้ำให้ความเห็นว่าชาวไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าน้ำมันหอมระเหยเป็นเรื่องของสมุนไพร มีราคาสูง นอกจากนี้ การเป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสที่ไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจ ก็ทำให้กลิ่นสำคัญน้อยลงมาด้วย

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

“ในประสาทสัมผัสทั้ง 5 กลิ่นเป็นตัวที่เบาที่สุด คนแทบไม่ใส่ใจ ถ้าตามองไม่เห็น เรื่องใหญ่นะ แตะต้องไม่ได้ก็เรื่องใหญ่ แต่เรารู้สึกว่าถ้าไม่ได้กลิ่นขึ้นมา รสชาติของชีวิตหายไปเยอะมาก เช่น กลิ่นอาหาร ดมแล้วหอมก็อยากกิน กลิ่นดอกไม้ กลิ่นตัวเอง ทุกคนคงเหมือน ๆ กันไปหมด ไม่มีลักษณะพิเศษออกมา เราพยายามไม่ติดโควิด เพราะกลัวว่าจะดมกลิ่นไม่ได้ สมมติเราได้กลิ่นไม่เหมือนเดิม คงแย่มาก กินข้าวไม่อร่อย ไม่อยากไปดมชา กาแฟที่ชอบ หลายคนค่อยมาเห็นความสำคัญของกลิ่นตอนที่เป็นโควิดแล้ว

“เราว่าไม่มีอะไรทดแทนกลิ่นได้ กลิ่นสัมผัสได้ทางเดียวคือจมูก แล้วจมูกก็ทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากดม”

เธออาศัยช่วงเวลาปรับตัวยุควิกฤต หยิบเอาความหลงใหลและนิสัยส่วนตัว ที่หากเริ่มพูดเมื่อไร คนก็จะให้ความสนใจเมื่อนั้น มาพัฒนาเป็นงานที่หล่อเลี้ยงชีพ เกิดเป็น Qraft by AQUA สตูดิโอสอนเรื่องกลิ่นจากธรรมชาติ ด้วย Essential Oil กว่า 60 กลิ่นทั่วโลก หลังผ่านการเรียนรู้และกินอยู่กับกลิ่นหอมจนเชี่ยวชาญ เธอแบ่งปันความรู้ความชำนาญด้วยสถิติการสอน 100 คลาสใน 6 เดือน

ปรุงกลิ่น

Qraft by AQUA เป็นสตูดิโอขนาดเล็ก แน่นอนว่ามีกลิ่นหอมโชย เราจึงขออนุญาตถามว่าเธอใช้กลิ่นอะไรในการปรุงบรรยากาศให้หอมชื่นขนาดนี้ แต่คำตอบที่ได้คือไม่มี ความหอมที่เราได้กลิ่นอยู่นี้เล็ดลอดออกมาจากน้ำมันหอมระเหยทั้ง 60 ขวดที่วางเรียงรายอยู่บนชั้นโชว์ เป็นความรู้ใหม่อย่างแรกที่เราประทับใจ ก่อนจะฝากตัวเป็นลูกศิษย์อีกคนของเธอในวันนี้

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

Essential Oil แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มกลิ่น ประกอบด้วย 

Citrus เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกสดชื่น เปรี้ยว กระปรี้กระเปร่า เช่น เบอร์กามอต ส้ม มะนาว

Floral กลิ่นนี้ให้ความรู้สึกหอมหวานเหมือนดอกไม้ นวลเหมือนแป้ง จะพบมากในน้ำหอม เช่น กลิ่นดอกกุหลาบ กลิ่นดอกกระดังงา

Spice กลิ่นเครื่องเทศเผ็ดร้อน ให้ลองนึกถึงกลิ่นพริกไทยดำ ผักชีล้อม หรือเบนไปทางอบเชย

Woody เป็นกลิ่นของเปลือกไม้ กลิ่นควัน กลิ่นหนัง ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่หนักแน่น

Earthy ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก Woody นัก เพียงแต่เย็นและชื้นมากกว่า เช่น กลิ่นป่า กลิ่นดิน กลิ่นทะเล

Mint รู้จักกันดีในส่วนผสมของยาดม ยาหม่อง ให้ความรู้สึกเย็นแสบ เช่น เปปเปอร์มินต์ วินเทอร์กรีน

Herb ตรงตามชื่อคือสมุนไพรที่มีความเขียว คล้ายเครื่องเทศแต่เย็นกว่า เช่น กลิ่นใบกระวาน

หากแบ่งตามระดับของกลิ่น มี 3 ระดับด้วยกัน คือ

Top Note เป็นกลิ่นที่เมื่อดมจะพุ่งออกมาก่อน แต่ก็จางหายไวกว่าใครเพื่อน เนื่องจากมีโมเลกุลที่เล็กและเบามาก 

Middle Note เป็นกลิ่นที่ใส่ปริมาณเยอะที่สุดในการทำน้ำหอม เพราะเป็นกลิ่นที่ไม่พุ่งแรง หอมโดยไม่รบกวนกลิ่นระดับอื่น

Base Note เป็นกลิ่นที่หนัก ลุ่มลึก มีโมเลกุลใหญ่และระเหยช้า เราจึงได้กลิ่นนี้ช้าที่สุด 

แต่หากถามถึงลูกศิษย์ของเธอ น้ำแบ่งได้เป็น 3 ประเภท

หนึ่ง ต่อยอด เป็นจำนวนมากที่สุดกว่าครึ่งเลยก็ว่าได้ นักเรียนของเธอส่วนมากมีธุรกิจเป็นของตนเอง เช่น ทำร้านเทียนหอม ทำสปา อยากมาเรียนรู้เรื่องกลิ่นเพิ่มเติม เพื่อออกแบบกิจการให้น่าสนใจและมีเรื่องราวมากยิ่งขึ้น แต่บางครั้งก็เป็นธุรกิจที่เธอไม่คาดฝัน

“เราเซอร์ไพรส์มาก มีหมอดูอยากเรียนกับเรา เพราะจะเอาไปทำน้ำมันเจิมที่หอมกว่าน้ำมันโบราณ หรือคลินิกศัลยกรรมก็มีมาถามว่ามีกลิ่นไหนที่กลบกลิ่นเลือดได้บ้าง เพราะทุกครั้งที่มีดกรีด กลิ่นเลือดทำให้หัวใจคนไข้ใจเต้นเร็วมาก และกลิ่นคาวก็ทำให้คนข้างนอกกลัว”

สอง หาแรงบันดาลใจ กลุ่มนี้รวมคนมีใจรักแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ทำให้มองภาพสิ่งที่อยู่ในจินตนาการ เป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น 

“มีคู่รักสถาปนิก-มันฑนากร อยากออกแบบกลิ่นให้บ้านตัวเอง พวกเขารู้สึกว่ากลิ่นช่วยเปลี่ยนบรรยากาศได้ เหมือนกับที่เราไปดูบ้านตัวอย่างแล้วอยากซื้อเพราะมีกลิ่นช่วย”

สาม เพื่อความสนุกสนาน ไม่ต้องการมากไปกว่าการใช้เวลาว่างไปกับการดมกลิ่นหอม น้ำพบว่าเธอมีหมอเป็นลูกศิษย์มากพอสมควร ทำให้เห็นว่ากลิ่นช่วยบรรเทาความเครียดและอาการเหนื่อยล้าได้จริง 

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

ดมกลิ่น

น้ำนำความมหัศจรรย์ของกลิ่นมาประยุกต์ใช้กับการสอน เธอไม่มีสูตรตายตัว ไม่เคยบอกว่าผิดหรือไม่ได้ การเรียนรู้ไปกับเธอคือการหยิบเอาประสบการณ์และความทรงจำมาใช้ 

“พูดถึงทะเล ทุกคนนึกถึงไม่เหมือนกัน คนนี้นึกถึงความเค็ม คนนี้นึกถึงใต้น้ำ คนนี้นึกถึงชายหาด หรือปาร์ตี้ริมทะเล กลิ่นเดียวกัน คนสามคนยังดมแล้วรู้สึกไม่เหมือนกันเลย คนเดิม ดมกลิ่นเดิม ก็ยังรู้สึกไม่เหมือนเดิม วันนี้เหม็น พรุ่งนี้หอม”

เราเองเชื่อว่ากลิ่นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ กลิ่นทำให้เราสนิทสนมกับคนไม่คุ้นหน้าได้ง่าย ๆ เพียงเพราะมันพาเราย้อนกลับไปยังความทรงจำที่คุ้นเคย กลิ่นทำให้เราพูดภาษาเดียวกัน ไปที่เดียวกัน เห็นภาพเดียวกัน ด้วยประสบการณ์ที่ไม่ได้ทำร่วมกัน แต่บังเอิญมีเหมือนกัน เราว่าหากพูดถึงกลิ่นถุงมือของหมอฟัน คงมีหลายคนทำหน้าเหยเกไม่ต่างกันเท่าไร 

น้ำอธิบายว่าเพราะกลิ่นทำงานกับ Limbic System ระบบควบคุมอารมณ์ในสมองที่บรรจุความทรงจำระยะยาวของเราเอาไว้ เมื่อสูดกลิ่นเข้าจมูกจะถูกส่งต่อไปยังลิมบิก กุญแจห้องแห่งความลับขนาดมหึมาจึงถูกไข บางกลิ่นทำให้นึกย้อนอดีต บางกลิ่นทำให้คิดถึงคนที่นานมาแล้วไม่ได้เจอ เราทุกคนจึงเชื่อมโยงถึงกันได้ไม่ยาก เธอบอกว่าสิ่งที่น่าสนใจของกลิ่นคือการจับคู่ น้ำหนักของโมเลกุล เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่ผสมออกมาแล้วจะชอบหรือไม่ นับเป็นศิลปะที่ต้องใช้ความรู้สึกตัดสิน

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

“แม่ที่ชอบกลิ่นของลูกตัวเองมาก ๆ ทั้งที่บางทีเป็นกลิ่นอ้วก กลิ่นแพมเพิส แต่กลิ่นลูกแท้จริงแล้วคือกลิ่นน้ำคร่ำของตัวเขาเอง ส่งผลให้แม่อยากเลี้ยงลูกตัวเอง เพราะเป็นกลิ่นของเขา หรือกลิ่นของคนรัก ทำไมเราชอบดม ชอบหอมแฟน ผู้หญิงถ้าได้กลิ่นหรือสัมผัสแฟนเวลาเครียด ฮอร์โมนแห่งความเครียด ‘คอร์ติซอล’ จะลดลง หรือเราเป็นคนคลั่งรัก (หัวเราะ)

“นอกจากตัวบุคคล สมาธิก็ด้วย เช่น ทำไมต้องจุดกำยาน เพราะฤทธิ์ของกลิ่นกำยานทำให้รู้สึก Slow Down หัวใจเต้นช้าลง หายใจลึกขึ้น ศาสนาจึงเอาเข้าไปใช้” เธอยกตัวอย่างการทำงานของกลิ่นกับความรู้สึกให้เข้าใจ 

มีกลิ่นหอมแล้วก็ต้องมีกลิ่นเหม็น คราวนี้จำเลยเป็นต้นตีนเป็ด ที่บางคนส่ายหน้า บางคนยิ้มหวาน เพราะห้องแห่งความลับของทุกคนบรรจุเรื่องราวแตกต่างกันไป การเรียนรู้และเข้าใจกลิ่น จึงทำให้เข้าใจตัวเองและผู้อื่นได้มากขึ้น น้ำบอกกับเราว่าเธอรู้จักตัวตนของลูกศิษย์ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ผ่านกลิ่นที่พวกเขาผสม เพราะทุกคนมักจะเลือกกลิ่นตามบุคลิกที่แสดงออก อีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเว้นไว้ให้คนมีกำแพงที่อาจไม่สะดวกใจเปิดเผยตัวตนให้เห็นในกลิ่นแรก แต่เมื่อได้ลองดมเรื่อย ๆ ก็จะเริ่มเข้าใจเขา บางคนชอบกลิ่น Floral แต่เลือกโซนที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงก็มี บทสรุปคือดมอย่างไรก็ไม่ถูกใจเสียที น้ำคิดว่าคงเป็นจิตใต้สำนึกส่วนลึกที่แสวงหาความหลากหลาย พยายามหนีออกจากการเป็นตัวเอง 

“ความชอบของเราจะไม่ได้แตกแถวออกไปได้เยอะหรอก ถ้าคนชอบกลิ่นหวาน ทำยังไงก็ออกมาหวาน เพราะความชอบไม่ได้เปลี่ยนได้ภายใน 10 นาที ถ้าชอบแล้ว แปลว่าโอเคแล้ว อาจจะไม่ดีสำหรับคนอื่น แต่ดีสำหรับเรา ความชอบกับความถูกต้องอาจจะไปคนละทาง” 

เป็นอีกครั้งที่เธอไม่ได้พูดถึงการเป็นลูกผสมของศิลปะกับวิทยาศาสตร์โดยตรง แต่คงไม่มีอะไรอธิบายได้ชัดเท่านี้ นักเรียนส่วนมากมาเรียนด้วยความไม่รู้ น้ำยืนยันว่าไม่ต้องกลัวว่าจะไม่หอม สูตรในการผสมจะทำให้ออกมาหอม แต่ทำเสร็จแล้วจะชอบไหม อาจต้องใช้หัวใจ เหมือนที่เรากำลังประสบอยู่ตอนนี้

แค่ขวดแรกที่น้ำหยิบยื่นให้เราดม เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเราชอบกลิ่นโซนไหน ไม่ต้องใช้เวลาไตร่ตรอง เพียงเสี้ยววินาที กลิ่นต่อไปที่เข้าคู่กันแล้วหอมอย่างประหลาดก็ถูกหยิบยื่นมาขวดแล้วขวดเล่า น้ำจะทวนถามเสมอว่า เราดมแล้วชอบไหม รู้สึกอย่างไร เป็นไปในทางบวกหรือลบ

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

สำหรับเธอ การสอนคนไม่มีพื้นฐานไม่ยากเท่าคนที่ไม่ตัดสินใจ เคยมีนักเรียนที่นั่งตั้งแต่บ่ายยันเย็นก็ยังให้คำตอบไม่ได้ว่าชอบหรือไม่ สิ่งที่ครูสอนเรื่องกลิ่นหอมต้องการคือการสื่อสารอธิบาย เพราะเราต่างก็รู้กันดีว่ากลิ่นสัมผัสไม่ได้ 

“กลิ่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ปุบปับตัดสินใจได้ทันทีหรอก แต่เราให้เลือกจากการเอากลิ่นที่ชอบมารวมกัน ดมแล้วถ้าใช่มันคือใช่ ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะอะไร คนที่ไม่ตัดสินใจคือไม่รู้ชอบรึเปล่า เราก็ไม่รู้ไง (หัวเราะ) ถ้าลังเลเราจะถามว่ารู้สึกอะไร พูดออกมาเลย เปรี้ยวไป หวานไป เราช่วยได้ แต่ต้องลงดีเทลนะ อาจจะดูยาก แต่ทุกคนมีคำตอบอยู่แล้วแหละ”

จริงที่เธอแยกแยะกลิ่นได้ทันที ขณะที่คนอื่นรู้จักแค่คำว่า เหม็นกับหอม แต่ความสนุกที่เธอค้นพบระหว่างทางคือการเรียนรู้ร่วมกันกับลูกศิษย์ ค้นพบกลิ่นใหม่ ๆ นิยามใหม่ ๆ เสมอ จาก 60 ขวดที่ตั้งตรงอยู่บนโต๊ะที่เดิมเกือบทุกวัน นอกเสียจากจะมีใครแก้สมการการผสมกลิ่นได้ครบ จนเธอค้นพบสิ่งใหม่ไม่ได้อีกนั่นแหละ

จากที่เราคิดว่าตัวเองจัดอยู่ในหมวดสาม เป็นลูกศิษย์จำเป็น ที่เรียนรู้วิชาน้ำมันหอมระเหยฉบับเร่งรัดเพื่อความสนุก หลังประกอบร่างน้ำหอมประจำกายออกมาได้สำเร็จ ก็คิดว่าคงต้องย้ายตัวเองไปหมวดสองทันที น้ำส่งมอบแรงบันดาลใจให้เราโดยไม่รู้ การชอบเล่าเรื่อง นิสัยช่างพูดช่างเจรจาของเธอคล้ายกับการแสดงตัวตนไม่ผิดแน่ แต่กลิ่นเองก็เป็นการแสดงออกถึงตัวตนของผู้ฉีดมันเช่นกัน 

เราขอยืนยันว่าเธอจมูกไวเหลือเชื่อ และทายลักษณะนิสัยเราถูกเผงจากน้ำหอมเพียง 8 กลิ่น 30 หยดเท่านั้น

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

ตามกลิ่น

เมื่อพูดถึง The Cloud แม้จะนึกถึงก้อนเมฆเป็นอย่างแรก แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมฆมีกลิ่นอะไร น้ำจึงนึกถึงกลิ่นเย็น ๆ ของมินท์ ความกระปรี้กระเปร่า ผสมกับความ Earthy ที่ดูนิ่ง สุขุม ด้วยความเป็นสีน้ำเงิน 

เมื่อพูดถึงตัวเอง น้ำบอกว่ากลิ่นของเธอไม่หวานมาก อยู่ด้วยแล้วสบายใจ แต่ก็มีความจุกจิกซ่อนอยู่ตามประสา สำคัญคือกลิ่นของเธอต้องเพิ่มพลังงานดี ๆ ให้คนอื่นได้ 

เสียงกลั้วหัวเราะตลอดการสนทนาในวันนี้ คงหนุนเสริมได้อีกทางว่ากลิ่นของน้ำเป็นจริงอย่างที่เธอคิด

เราถามเธอถึงสิ่งที่ได้หลังจากตัดสินใจตามกลิ่นมา 

“กลิ่นทำให้เรารู้จักตัวเองเยอะขึ้นมาก ค้นพบศักยภาพที่เราทำได้ เจอคนเยอะขึ้น เข้าใจผู้คน เข้าใจโลกที่เรามองเห็นในมุมแตกต่างไป มีหลาย ๆ อย่างเข้ามาในชีวิต ได้สอน ได้เขียนหนังสือ ซึ่งต่อยอดให้คนอ่านได้อีก ต่อยอดชีวิตเรา ตอนนี้กลายเป็นลังเลว่าจะกลับไปบินดีไหม 

“กลิ่นทำให้เรามีจุดยืนของตัวเองโดยที่เราไม่ต้องกลัวเรื่องความไม่แน่นอน ได้สร้างตัวตนของเราขึ้นมาจากสิ่งนี้ กลิ่นพาเรามาเจอประสบการณ์ชีวิต จากคน จากการตัดสินใจของเราเอง”

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

หนังสือ ‘Nose Note บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูก ฝนตกข้างบ้าน ถึงจักรวาลอันไกลโพ้น’ หากใครได้อ่านก็คงต้องรู้สึกเหมือนกัน ว่านอกจากจะเป็นตัวอักษรที่มีกลิ่น น้ำยังเขียนสนุกราวกับมีเสียงของเธอเล่าให้ฟัง เอกลักษณ์ของเธอคือการถ่ายทอดที่เรียบง่าย เป็นกันเอง ดึงเอาความทรงจำและประสบการณ์ที่คล้ายกันของผู้คนมาอธิบายสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น กลิ่นของฝน ใบเตยในรถแท็กซี่ จนถึงกลิ่นของนักบินในอวกาศ นับเป็นก้าวใหญ่ ๆ ที่พลิกผันชีวิตน้ำอีกครั้ง 

เธอเองเคยฝันอยากมีหนังสือของตัวเอง เพียงแต่ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร สิ่งที่เธอทำได้คือการเขียนสเตตัสบนเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยความยาวระดับกำแพงวัด จนเพื่อน ๆ ออกปากว่าถ้าวันไหนอยากอ่านไดอารี่ของเธอ คงต้องแคปเก็บไว้เพราะเปลืองเน็ต มาถึงวันนี้ที่เธอมีความรู้มากมายเต็มกระบุง จากทั้งการศึกษา เติบโตไปพร้อม ๆ กับนักเรียนที่เธอสอน หนังสือเปิดตัวด้วยยอดขายเกินกว่าที่เธอหวังไว้ กระแสตอบรับก็ดีเสียจนยิ้มแก้มปริ ส่งผลให้เธอต้องพยายามสร้างตัวเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญจริงแท้ เพื่อตอบคำถามคนอ่านและคนในชีวิตหลายร้อยพันให้ได้ว่ากลิ่นนั้น ๆ หมายความว่ายังไง ในอนาคตน้ำจึงอยากพากลิ่นไปให้ไกลกว่าแค่โพ้นจักรวาล

“เรากำลังจะเรียน Aroma Therapist เป็นกลิ่นที่เน้นเรื่องการบำบัด เราอยากให้กลิ่นเข้าไปอยู่ในสุขภาพ ในชีวิตผู้ป่วย ในโรงพยาบาล แล้วเราสนใจเรื่องจิตวิทยามาก ๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากไปเรียนเป็นนักจิตบำบัด มองไปถึงการเปิดศูนย์ที่ใช้กลิ่นในการบำบัด มีนักจิตวิทยามานั่งคุย กลิ่นไหนช่วยเขาได้บ้าง ถ้าเราเป็นนักออกแบบกลิ่นเพื่อผู้ป่วยได้จริง มันคงเวิร์กกับประเทศเรามากนะ แล้วก็เป็นอีกสเต็ปในชีวิตของเรา

“เราคิดแค่อยากทำของเราให้ดี แต่ก็มีในใจว่าอยากเป็นอันดับหนึ่งเรื่องน้ำมันหอมระเหยในไทย ซึ่งจริง ๆ ตอนนี้ยังไม่มีใคร เราเลยยังเป็นที่หนึ่ง (หัวเราะ) เราเป็นคนทะเยอทะยานตั้งแต่เด็กแล้ว แต่หนึ่งอย่างที่ขอบคุณมาก ๆ คือคนรอบข้าง เพราะครอบครัว แฟน เพื่อน เขาสนับสนุนเรามาก ๆ”

เป็นอย่างที่น้ำว่าไว้ในตอนต้น ถ้าเราใส่ใจกลิ่นมากขึ้น ความละเอียดในชีวิตก็จะมีมากขึ้นตาม เหมือนที่เธอย้อนกลับมาสำรวจตัวเองก่อนจะสาย กลิ่นร้านดอกไม้ของแม่ยังคงหอมกรุ่นไม่ว่าอยู่ที่ใด กลิ่นของป่าเขาเมืองกาญจน์ กลิ่นของร้านหนังสือร้านประจำที่บ้านเกิด กลิ่นของแอร์เย็น ๆ บนเครื่องบิน มีทั้งวันที่หอมจนสูดดมได้เต็มปอด มีทั้งวันที่เหม็นหืนจนไม่อยากหายใจ ผสมกันเป็นน้ำมันหอมระเหยของชีวิตที่ใช้เวลาหยด 30 กว่าปี เป็นกลิ่นที่คนรอบข้างดมแล้วมีความสุข เธอเองก็มองเห็นตัวเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง 

น้ำทำให้เราเข้าใจกลิ่นในแง่มุมใหม่ ว่ามันไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของส่วนผสมทางเคมีใด ๆ และความเหม็นหอมที่แตกต่างกันทุกขวด ก็คงไม่ต่างอะไรกับรอยยิ้มและน้ำตา

นั่นคือความมหัศจรรย์

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load