11 กุมภาพันธ์ 2564
2 K

ตุ้งแช่ ตุ้งแช่ ตุ้งแช่ตุ้งแช่ตุ้งแช่

จังหวะกลองรัวเร้าอารมณ์ราวกับกำลังปลุกชีพจรให้สิงโตตัวใหญ่ออกมาวาดลวดลายทะเล้นซุกซน 

ไม่ต่างกับหัวใจของชายวัย 72 ที่กำลังพองโต เมื่อสองมือของเขาสัมผัสโครงไม้ไผ่ คราบกาว ผิวกระดาษ และสิ่งละพันอันน้อยที่ประกอบกันเป็นหัวสิงโต ความประณีต-คือไม้ตาย ที่ทำให้เขาโลดแล่นในวงการกว่า 50 ปี

รัวกลองต้อนรับ วิชัย รอดเกิด หรือ อาจารย์โจ ตลาดพลู ช่างฝีมือทำหัวสิงโตประสบการณ์ 5 ทศวรรษ ชายคนนี้เติบโตท่ามกลางดงสิงโต วัยหนุ่มเป็นบาร์เทนเดอร์ย่านพัฒน์พงษ์ ก่อนรื้อฟื้นความชอบสมัย 10 ขวบมาผนวกกับทักษะงานฝีมือที่อาศัยครูพักลักจำ พาชีวิตออกคำรามจนเป็นที่รู้จักทั่วศาลเจ้าประเทศไทย ฮ่องกง และเวียดนาม 

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

“รกหน่อยนะ บ้านช่างก็อย่างนี้แหละ” เขายิ้มอย่างอารมณ์ดี 

เรากวาดสายตารอบห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า แทบไม่มีพื้นที่ว่าง มุมนั้นมีหัวสิงโตที่ประกอบเสร็จแล้ว มุมโน้นมีโครงหัวสิงโตแปะกระดาษสีขาวรอวาดลาย บนพื้นระเกะระกะด้วยสารพัดเครื่องมือ ไม้ไผ่เหลา ลวด กระดาษ สีโปสเตอร์ ตรงหน้ามีเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก เป็นตำแหน่งประจำการของช่างฝีมือและลูกน้องเหมียวอีกสองตัว (ฟูฟู หมี่เหลือง)

“ขอเรียกช่างโจได้มั้ยคะ” เราขออนุญาต

“ได้ ช่างโจ ตลาดพลู” นายช่างพยักหน้าพร้อมย้ำฉายาประจำตัว

พลางต่อบทสนทนา มือของเขาก็ง่วนอยู่กับการพันกระดาษ จนเราอดไม่ได้ที่จะชวนช่างฝีมือระดับพระกาฬย้อนถึงความทรงจำแรก เสียงกลองใบแรก หัวสิงโตหัวแรก จวบจนวันนี้ วันที่หัวสิงโตยังคงสร้างชื่อให้ โจ ตลาดพลู

ช่างโจ สิงโต และ ถิ่นที่อยู่

“เราเกิดตลาดพลู เป็นคนไทยอยู่ในกลุ่มคนจีน สมัยก่อนตลาดพลูแห่สิงโตแทบทุกวัน ยิ่งช่วงเข้าพรรษา จะมีสิงโตเล่นเป็นสิบคณะ เราอยู่กับดงสิงโต ชอบมาตั้งแต่เล็ก สิบกว่าขวบก็ชอบแล้ว” เขาเท้าความทรงจำ

เด็กชายวิชัยชอบมากขนาดที่ว่าหยิบดินมาปั้นหัวสิงโต คว้าหนังหมูมาขึงทำกลอง

“สมัยก่อนหนังหมูไม่มีราคา สมัยนี้เป็นลาบไปหมดแล้ว” อาจารย์โจหัวเราะร่า

“เราเอาหนังหมูมาขึงบนกระป๋องสีแล้วใช้ลวดพัน พันเสร็จก็ตากแดด พอแห้งหนังจะตึงเป๊ะเลย เด็กฝั่งธนฯ ตีเล่นกันอย่างนั้นแหละ เสียงดังด้วย ตอนนั้นเราทำเพราะความชอบ ถ้าให้ไปซื้อของจริงคงไม่มีปัญญาหรอก”

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

วิชัยเก็บความชอบใส่กระเป๋า พอแตกเนื้อหนุ่มเขายื่นสมัครงานบาร์เทนเดอร์ควบแคชเชียร์ เปลี่ยนสายงานมาเป็นไกด์นำเที่ยวให้กับบริษัทสวีเดน จนชีวิตวกกลับมาจุดเริ่มต้น ‘ตลาดพลู’ จุดที่ความฝันของเขาเบ่งบาน

 “ช่วงแรกเราเล่นเองก่อน มีคณะของเพื่อน ชื่อคณะสิงโตลูกพิชัยดาบหัก แถววัดราชคฤห์วรวิหาร (วัดมอญ) ที่นั่นมีสิงโตอยู่สามคณะ มีคณะสิงโตลูกเจ้าพ่อเขาตก คณะสิงโตลูกพระเพลิง แล้วก็คณะเรา พรรคพวกรู้จักกันหมด แต่แปลกอยู่อย่าง สิงโตพอแต่งชุดแล้วมันเขม่นกัน จะซัดกันอยู่เรื่อย ทั้งที่นอนกอดคอมาด้วยกัน เหมือนสิงโตมันสิงเรา

“เชิดอยู่พักหนึ่งก็ไม่เอา มาเป็นมือกลอง ชอบจังหวะกลองมากกว่า” อดีตมือกลองเล่า

เมื่อ 50 ปีก่อน หัวสิงโตที่ใช้เชิดนำเข้าจากจีนและทำมือจากช่างฝีมือไทย ทำด้วยรูปแบบเรียบง่าย อาจารย์โจว่าแบบนั้นยังไม่เข้าตา ด้วยความหลงใหลสิงโตมาตั้งแต่เด็ก เขาอยากเป็นคนหนึ่งที่เข้ามาแปลงโฉมสิงโตไทย

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

“พอดีเราเห็นหนังข่าวเกี่ยวกับการเปิดธนาคารแล้วเขาเอาสิงโตไปเชิด เชื่อมั้ย เราไปโรงหนังศรีตลาดพลูทุกวันหนังมีกี่รอบเราเข้าไปดูหมด ดูข่าวอย่างเดียวแล้วก็ออก ไปดูเขาเชิด ดูหัวสิงโต หัวสวยมาก ดูจนจำได้

“มันจุดประกายนะ” นายช่างเว้นช่วงก่อนเล่าจุดเริ่มต้น “กลับบ้านก็หาไม้ หัดผูก เราใช้สายสิญจน์เป็นม้วนตัดเป็นท่อน มาพันโครงแล้วยึดด้วยแป้งเปียก กระดาษก็ใช้กระดาษว่าว พวกขนเครื่องประดับยังไม่มี สมัยนั้นไม่มีใครสอน ก็ยืนดูจากคนที่เขาทำเป็น พักหลังแกต้องมาให้เราทำ เพราะแกไม่พัฒนาฝีมือ ทำทรงไหนทรงนั้น แล้วหัวสิงโตของไทยไม่เหมือนกับหัวสิงโตเมืองนอก งานบ้านเราไม่ค่อยละเอียด เราเลยต้องหนีแบบเดิม สไตล์ที่เขาทำกันเราทิ้งหมดเลย”

หัวแรกของช่างโจกลับไม่ใช่หัวสิงโต แต่เป็นหัวมังกรที่ทำให้ศาลเจ้าพ่อพระเพลิงตลาดพลู ความสนุกอยู่ตรงนี้ คนอยากทำหัวสิงโตมาทั้งชีวิต ดันเจอลูกอ้อนขอความช่วยเหลือจากพรรคเพื่อนให้ทำหัวมังกร ตายละวา แบบก็ไม่มี แต่โชคดี อาชีพบาร์เทนเดอร์ทำให้รู้จักฝรั่งคนหนึ่ง เลยไหว้วานว่า ถ้าคุณไปต่อวีซ่าเมื่อไหร่ ฝากหยิบโบรชัวร์จากเคาน์เตอร์มาให้ที เพราะในโบรชัวร์มักมีโฆษณาการท่องเที่ยว พอได้แบบจากโบรชัวร์ ช่างโจก็ลงมือทำทันที

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

“หัวแรกของตลาดพลูเราเป็นคนทำ ยังไม่ค่อยสวย ปากขยับไม่ได้ เพราะทำหัวทรงฮ่องกง แต่เขาดูกันก็ว่าสวย ตอนนี้ยังเถียงกันอยู่เลยว่าหัวแรกทำที่นู่น ทำที่นี่ จริงๆ หัวแรกฉันเป็นคนทำ” เขาเล่าเจือเสียงหัวเราะ

“แปดร้อยบาทเอง” เป็นราคาหัวสิงโตเมื่อ 5 ทศวรรษก่อน ส่วนหัวนอกจากฮ่องกงเริ่มต้นหลักพัน 

“มีช่วงหนึ่งที่ตัดสัมพันธ์จีน วัสดุไม่มี กระดาษขาดตลาด เราต้องตระเวนหาซื้อ เดินเยาวราชจนผุหมดทุกซอย พวกพู่ เครื่องประดับ บ้านเราไม่ทำขาย ต้องไปแถวโรงหนังคาเธ่ย์ เป็นร้านขายยาของคนจีนแคะ คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ ก็ภาษามือนะ ไปหาจนแกจำได้สนิทเลย แล้วก็มีอีกร้านอยู่ข้างๆ โรงหนังแคปปิตอล ถนนเจริญกรุง”

การทำหัวสิงโตหนึ่งหัว เริ่มจากเหลาไม้ไผ่เพื่อลบคม (เราลองลูบดูแล้ว เนี้ยบกริบ นิ้วปราศจากลิ่มเลือด) แต่นายช่างไม่เลาะตาไม้ เพราะเก็บไว้เพิ่มความแข็งแรง จากนั้นขึ้นโครงตามรูปทรงที่คิดในหัว สังเกตตรงจมูกสิงโต เดินโครงด้วยการม้วนไม้ไผ่เป็นก้นหอยให้กลม ต่างกับการเดินไม้แล้วผูกด้วยเชือก งานช่างโจจึงละเอียดและไร้ที่ติ

“งานไม้เป็นงานศิลปะ ถ้าคนดูสิงโตเป็นจะรู้ว่าหัวสิงโตแต่ละหัวการเดินไม้ไม่เหมือนกัน การขึ้นโครงด้วยไม้เราเป็นคนริเริ่มคนแรก ทุกวันนี้หัวสิงโตที่ขายไปแล้ว เด็กคณะสิงโตยังไปตามล่าหาโครงของอาจารย์โจ กลายเป็นของมีค่าไปแล้ว” แล้วลูกศิษย์รู้ได้ยังไงว่าอันไหนเป็นโครงของอาจารย์โจ “รู้ พวกนี้เก่ง เขาดูโครงแล้วก็รู้เลย” 

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

หลังจากได้โครงตามขนาดที่ต้องการ ขั้นตอนต่อไปเป็นการปะกระดาษลอกลายรอบโครงไม้ไผ่ คล้ายการทำเปเปอร์มาเช่ ปะครบสองรอบตามด้วยผ้าร่มทับอีกทีก่อนวาดลวยลายด้วยสีโปสเตอร์ (ยุคก่อนใช้สีน้ำมัน)

“สมัยก่อนเราปะด้วยผ้าออแกนซ่า เป็นผ้าที่เขาเอามาทำกล่องใส่แหวนเพชร มันนิ่ม ปาดแป้งเปียกแล้วผ้าไม่เด้ง เกาะแนบสนิท ตอนหลังเพื่อนเป็นเซลล์ขายผ้าอยู่สำเพ็ง เอาตัวอย่างผ้าร่มมาให้ลอง เพราะออแกนซ่าขาดตลาด เราลองแล้วมันใช้ได้ ก็สั่งมาม้วนใหญ่เลย พอปะผ้าเสร็จเราก็เขียนลาย เคลือบด้วยแลกเกอร์แล้วก็ลงยูรีเทน

“รุ่นแรกตอนเขียนลายใช้สีน้ำมันทาบ้าน เขามีกระป๋องเล็กขาย ตราสะพาน ตราดอกไม้ เราใช้อยู่สักพัก เอาแล้ว สีเริ่มไม่มีขาย ชักเบื่อ วัสดุหายาก ตอนหลังมาใช้สีโปสเตอร์ แต่ก็มีปัญหาอีกเหมือนกัน เราใช้สีของพีลีแกน ซื้อร้านสมใจหน้าเพาะช่างประจำ อยู่ๆ ก็ไม่มีเข้ามาขาย ถ้ารู้ตอนนั้นจะตุนไว้สักหน่อย เนื้อสีเขาดี เขียนแล้วไม่แตกลายงา”

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

ปัจจุบันช่างโจเจอสีโปสเตอร์คุณภาพใกล้เคียงกับยี่ห้อที่นั่งอยู่ในใจ แต่ก็ยังติดใจสีเขียวของพีลีแกนอยู่ดี สุดท้ายก็ยอมผสมสีเองจนใกล้เคียง ส่วนลวดลายที่แต้มบนผ้าขาว เป็นลายที่ช่างโจออกตามล่าหาแรงบันดาลใจตามศาลเจ้า สังเกตลายที่ชอบ มังกรและสิงโตตัวที่ใช่ มาออกแบบใหม่ด้วยสองมือ และไม่ลืมสลัก โจ ตลาดพลู ไว้ด้วย

“ของเราไม่เหมือนชาวบ้าน ลายบนหัวเราออกแบบเอง ฮ่องกงเขาชอบเราตรงที่เราไม่ใช้ลายของเขา เราคิดของเราเอง ถ้าไปทำตามเขาทั้งหมดมันไม่ใช่งานเรา ขาประจำชมรมสิงโตบางมูลนาก พิจิตร สั่งหัวเราเก็บไว้เป็นสิบหัว”

ความใส่ใจอีกอย่างคือเครื่องประดับที่เสริมให้สิงโตดูสง่า ช่างโจชี้ชวนให้ดูขนสีขาวบนหน้าสิงโต พร้อมเฉลยว่านั่นเป็นขนเจ้ากระต่าย เวลาโดนลมจะพริ้วไหวอ่อนช้อย ส่วนขนสีดำแข็งทื่อเป็นขนวัวถักเรียงเส้นต่อกัน

ยุครุ่งเรืองมีหัวสิงโตติดทองคำเปลวและขนมิงค์ด้วยนะ ตอนนี้เป็นหัวครูของคณะสิงโตลูกท้าวมหาพรหม

“หัวนี้เรียกจักรพรรดิเก้ามังกร” ช่างฝีมือพูดถึงหัวสิงโตที่กำลังปลุกปั้น

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์
โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

ความพิเศษของหัวจักรพรรดิมังกรจะยกขบวนสัตว์มงคลมาล้อมรอบหัวสิงโต มีมังกร ปลามังกร หงษ์ ผีเสื้อ และค้างคาว ส่วนเครื่องหน้าก็สำคัญ ต้องมีเขา ตาต้องฉีกเหมือนตาเหยี่ยว จมูกต้องใหญ่เปรียบดังจมูกมังกร หน้าผากกว้างนับว่าโหงวเฮ้งดี แก้มใหญ่แทนความอุดมสมบูรณ์ บ้างก็เรียกรวมกันว่าหน้ายักษ์ สีทองลายดำ เน้นเล่นดุ

“หัวกวนอู ต้องหัวแดงขนดำ หัวเขียวขนดำเป็นหัวเตียวหุย หัวเล่าปี่เป็นหัวทองขนขาว”

อาจารย์โจจะออกแบบหัวสิงโตให้มีพู่กลมที่เด้งออกมา (แทนลูกแก้ว ล่อมังกร) ด้านในบรรจุกระพวน ปากขยับได้ด้วยกลไล ดวงตากะพริบได้เพิ่มชีวิตชีวา และด้านหลังเขียน ฮก (福) เป็นคำอวยพรครอบจักรวาลจีน

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

“ลูกศิษย์เพิ่งถ่ายมาให้ดูว่าจีนเอาวิธีการทำตาแบบเราไปใส่ของเขา ลูกศิษย์ว่าเขาคงเห็นจากเฟซบุ๊ก สำหรับเรา ถ้าเขาชอบ เขาก็ทำ เราไม่ปิดกั้นอยู่แล้ว เราถือว่าของเราดีเขาก็เลียนแบบ” ไม่กลัวการเลียนแบบ “ไม่กลัว”

“แบบมันอยู่ในนี้ (ใช้นิ้วชี้เคาะที่ศีรษะ) เราไม่ได้มีแค่แบบตรงนั้น เราต้องมีแบบใหม่ออกมาอยู่แล้ว งานศิลปะมันหยุดนิ่งไม่ได้ เราก็ต้องพัฒนาของเราไปเรื่อยๆ คนเขาถึงรอดูว่าเราจะออกอะไรใหม่” ครูช่างให้คำมั่น

“มันเป็นความชอบอยู่แล้ว พอทำแล้วเพลินนะ มีสมาธิ ยิ่งได้ออกแบบรูปแบบใหม่ๆ ยิ่งมีแรงอยากจะทำ”

ทุกวันนี้มีช่างทำหัวสิงโตเพิ่มขึ้น สิ่งที่ช่างฝีมือมากประสบการณ์คนนี้พัฒนาอยู่ตลอดคือ ฝีมือ

“ลูกก็ถามอยู่เรื่อย จะทำถึงเมื่อไหร่” ช่างโจตอบลูกว่ายังไง “ทำจนกว่าจะเหลาไม้ไม่ไหว”

“งานแบบนี้อยู่ที่อารมณ์เหมือนกัน ถ้านึกไม่ออกก็ต้องนอน บางทีนั่งทำเหมือนนั่งหลับ อย่าคิดว่าหลับนะ เราเข้าฌาน กำลังนึกลายว่าทำแบบนี้ดีมั้ย เพราะเราไม่มีคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ก็คือสมองเรา” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี

การทำหัวสิงโตของยุคสมัยนี้ต่างจากอดีตตรงความสวยงามและลูกเล่น แถมเทรนด์ของคณะสิงโตตอนนี้วกกลับมายุคโบราณ ช่างโจว่าคนรุ่นใหม่หันมาเล่นงานหัวสิงโตย้อนยุค ซึ่งทำง่าย แต่ระดับนายช่างต้องไม่ธรรมดา

“สมัยก่อนสิงโตเล่นสนุก มีสิงโตกินน้ำ สิงโตกินผัก สิงโตกินเหล้า สิงโตพ่นไฟ ตอนจะพ่นไฟ ตาแป๊ะจะถือคบไฟนำหน้าสิงโต สิงโตก็อมน้ำมัน โผล่หน้าออกมาตรงปากแล้วพ่น วู้ว! มีบางคณะหัวไหม้ คณะบุคคโลแบกโครงกลับบ้านเลย ตอนหลังเปลี่ยนจากอมน้ำมันเป็นชันยาเรือ เป็นผงใส่ในหลอดแล้วก็พ่นใส่คบไฟ แบบจุดพลุมาทีหลังสุด

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

“มีเล่นสิงโตตื่นนอน ออกฉากก็มีตาแป๊ะตื่นนอนก่อน เหมือนหลวงจีน ตื่นขึ้นมาก็ทำความสะอาดวัด แล้วก็ล้างหน้าล้างตา เสร็จแล้วก็ออกไปตัดฟืน เข้าป่าไปเจอสิงโต ก็ไม่รู้ตัวอะไรเห็นนอนหลับอยู่ในถ้ำ ทำยังไงจะให้มันตื่น ก็ไปแหย่สิงโตให้ตื่น สิงโตนอนหลับหายใจหวืดๆ กลองก็จะตีรัว ตาแป๊ะแหย่จมูกก่อน ไม่ตื่น แหย่ปาก ก็ไม่ตื่น เดินอ้อมด้านหลังไปแหย่ก้น สิงโตตื่น ตื่นมาก็ไซร้หาง ไซร้ขา เจอตาแป๊ะก็วิ่งไล่ตาแป๊ะ ถ้าเจอคนพากย์ดีๆ สนุกเลย

“ส่วนการเล่นแห่จะตีกลองตลอด ไม่มีการทิ้งไม่กลอง แม้กระทั่งต่อตัวก็ยังตี ทุกวันนี้ได้ยินเสียงกลองเฉพาะต่อตัวเสร็จแล้ว ยุคนั้นงานวัด งานอะไรไปหมด จำได้ว่าวัดเกตุมฯ ต้อนรับเจ้าอาวาสใหม่ ถนนธนบุรีปากท่อยังเป็นดินแดง เราก็แห่จากมหาชัยไป ยังดีที่ทุกวันนี้คณะใหญ่เอาการเล่นย้อนยุคกลับมา อย่างคณะโอภาสีก็เล่นย้อนยุค”

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

ช่างโจเคยลองนับมั้ยว่าทำหัวสิงโตมาแล้วกี่หัว-เราสงสัย

“โอ นับไม่ถ้วนจริงๆ” เขานิ่งคิด “บางครั้งยังจำไม่ได้เลยว่าเป็นของเรา มันไปโผล่ที่สิงคโปร์สองหัว ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ลูกศิษย์ไปเที่ยวแล้วเขาถ่ายมาให้ดู บอกว่านี่หัวอาจารย์ ไปได้ยังไงเราก็ไม่รู้

“ถ้าหนูจะสั่งหัวสิงโตของช่างโจต้องรอกี่คิว”

ช่างฝีมือหัวเราะร่วนก่อนตอบคำถาม “ตอนนี้สิบหัวขึ้น ต้องปีหน้านู่นแหละ ปีนี้ไม่มีสิทธิ์เลย”

ช่างโจกระซิบว่าฮ่องกงโทรมาขอคิว ก็ถูกปัดเป็นปีหน้า ลูกค้าส่วนใหญ่ ‘รอได้’ เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการอาจไม่ใช่หัวสิงโต แต่เป็นความงามฉบับมาสเตอร์พีชของ ‘โจ ตลาดพลู’ ที่สร้างคุณค่าให้หัวสิงโตนับร้อยนับพัน

โจ ตลาดพลู ช่างทำหัวสิงโตให้ศาลเจ้าไทย ฮ่องกง เวียดนาม และออกคำรามถึงสิงคโปร์

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

หากจะสืบเสาะค้นหาประวัติศาสตร์ของการฟ้อนเจิงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว แทบจะมีหลักฐานทางตำราน้อยชิ้น เพราะเจิงเป็นศาสตร์และศิลป์สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยมือต่อมือ ปากต่อปาก กลมกลืนดั่งวิถีชีวิตของชาวล้านนาสมัยก่อน ดังคำกล่าวว่า ‘ลูกป้อจาย ต้องมีเจิง’ ไม่ว่าจะฟ้อนเจิงด้วยมือเปล่า ร่ายรำท่วงท่าลีลาตามแม่ลายฟ้อน สลับกับตบมะผาบให้ดังตามร่างกาย ข่มขวัญ หยอกเย้าผู้ต่อสู้ ไต่ระดับขึ้นอีกขั้นเป็นเจิงอาวุธ เจิงดาบ และเจิงง้าว

วิชานักรบที่อดีตเคยใช้ปกป้องบ้านเมือง มีเกียรติและศักดิ์ศรี กลับเสื่อมความนิยมลงตามยุคสมัย สล่าเจิงล้านนาเริ่มลดหาย บ้างทำมาหากินเปลี่ยนเป็นอาชีพที่มั่นคง หาเลี้ยงตัวและครอบครัวได้ แต่เวียงเจียงใหม่แห่งนี้ยังมีป้อจายคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาสานต่อและสืบสอดวัฒนธรรมภูมิปัญญา ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนาผู้ขับเคลื่อนศิลปะแห่งตำนานให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยประสบการณ์เรียนรู้ เผยแพร่ศาสตร์และศิลป์เป็นเวลา 20 กว่าปี

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

ปัจจุบันครูศรัณย์เปิด ‘บ้านสล่าเจิงล้านนา’ อำเภอแม่ริม เป็นพื้นที่สอนวิชาเจิงให้แก่ผู้คนที่สนใจ และเป็นครูสอนเจิงที่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา โดยปรับรูปแบบการเรียนให้เขากับยุคสมัย พัฒนาไปพร้อมกับกาลเวลา 

เพราะการพัฒนาและการปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ภูมิปัญญายังมีคงมีลมหายใจ

และต่อไปนี้คือเรื่องราวทั้งหมดของ ‘ลูกป้อจาย ต้องมีเจิง’ แห่งดินแดนล้านนา 

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

ฮู้จักเจิง

“วิชาเจิงเป็นวิชาเกี่ยวกับความเป็นความตาย โบราณเอาไว้ใช้ต่อสู้ป้องกันตัว เพราะเมื่อก่อนเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ผู้คนอยู่กับความเสี่ยงภัย เวลาเดินทางไปมาค้าขายต่างพื้นที่ต้องข้ามพรมแดนก็อันตราย และการต่อสู้ด้วยอาวุธมีคม ปืน ผาหน้าไม้ ยังมีไม่มาก แพงและหายาก ตอนนั้นวิชาเจิงจึงได้รับความนิยมและสืบทอดเรื่อยมา”

ในยุครุ่งเรืองมีครูสอนเจิงเยอะ คนเรียนก็เยอะ โดยครูจะเสาะแสวงหาลูกศิษย์ตามหมู่บ้านไปเรื่อยๆ 7 วันทีก็ย้ายหมู่บ้านที จนฤดูทำนาถึงจะหยุด พอขายข้าวเสร็จก็เดินทางตามหาลูกศิษย์ ได้เงินค่าสอนก็เอาไปซื้อวัว แล้วก็ต้อนวัวขาย เป็นวิถีของครูฟ้อนเจิงสมัยก่อน บ้างก็เปิดสำนักใหญ่โต สร้างคนเก่งให้สืบทอดภูมิปัญญาล้านนาต่อไป

“ผู้ชายทุกคนต้องเรียนเจิงเป็นวิชาพื้นฐานติดตัว แล้วผู้หญิงเองก็รู้สึกว่า ผู้ชายที่มีเจิงปกป้องครอบครัวได้ ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเลือกเป็นคู่ชีวิต ยุคก่อนเขาจะไปหาคู่ตามงานวัด เวลามีงานปอย งานสมโภชน์ จะมีการเล่นเจิง ผู้ชายก็จะฟ้อนเจิง หญิงสาวคราวรุ่นก็จะมาแอบมอง ผู้ชายเองก็อวดผู้หญิงที่หมายปองว่าตัวเองเก่งแค่ไหน

“บางคนฝึกเก่งจนเลยความคิดที่จะอวด เขาก็เอาไปใช้สอนคนต่อ ออกเดินทางผจญโลก ผจญภัยในสังเวียนชีวิต คนเก่งๆ อาจารย์ก็เรียกใช้งาน ให้ไปสอนบ้าง ให้ไปช่วยงานบ้าง ไปเป็นอารักขา ไปทำงานให้เจ้านาย”

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

เจิงเป็นศาสตร์วิชาที่ผู้ชายล้านนาทุกคนต้องเรียน เพราะสถานการณ์บ้านเมืองรบทัพจับศึกบ่อยครั้ง บ้างก็ใช้เพื่อป้องกันตัวเอง หากเปรียบการฟ้อนเจิงเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นชาย แล้วผู้หญิงจะฟ้อนเจิงได้ไหม 

“ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ล้านนา ไม่มีการห้ามไม่ให้ผู้หญิงฟ้อนเจิง บางทีผู้หญิงเป็นนักรบหรือผู้นำทัพด้วยซ้ำ แต่ด้วยบริบทสมัยก่อนไม่ค่อยเป็นที่นิยม ผู้ชายเรียนเยอะเพราะได้ใช้ ไปเป็นทหารบ้าง ใช้ป้องกันตัวบ้าง ปัจจุบันนี้เราก็สอนให้ผู้หญิงฟ้อนเจิงได้ เผลอๆ ผู้หญิงเรียนเยอะกว่าผู้ชายเสียอีก” ศรัณย์เล่าความเป็นมาเป็นไปของเจิง

ศรัณย์เติบโตท่ามกลางวัฒนธรรมล้านนา ผ่านยุครุ่งเรืองของเจิง จวบจนเจิงได้รับความนิยมน้อยลง 

“เมื่อไม่กี่สิบปีนี้เอง เจิงถูกลดบทบาทความนิยมลง เพราะค่าความนิยมของคนเปลี่ยนไป บ้านเมืองดีขึ้น ตัวบทกฎหมายเข้มงวดขึ้น ชุมโจรอะไรต่างๆ น้อยลง ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินก็มีมากขึ้น ค่านิยมจากส่วนกลางแข็งแรงกว่าเข้ามาแทนที่ เจิงก็หมดวิถีการใช้งาน กลายเป็นของล้าหลัง ไม่ศิวิไลซ์ ไม่สมัยใหม่ คนที่เกาะกุมวิชาไว้ก็หวงแหน ไม่อยากถ่ายทอดให้ใครง่ายๆ ในฝั่งคนที่นิยมก็กลับไม่ค่อยนิยม มันเลยเกิดช่องว่างขึ้นมา” สล่าเจิงอธิบาย

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง
ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

เจิงดีต้องมีครู

การสืบทอดวิชาเจิงต้องมีการยกขันครู เป็นสิ่งสำคัญมากในการมอบวิชาจากครูสู่ศิษย์

“ตามฉบับโบราณจริงๆ ถ้าไม่มีขันครู คนนั้นจะสืบวิชาไม่ได้ เขาเรียกว่า มันจะเอาบ่แป้ พลังกำลังของเราจะไม่เพียงพอ ต้องใช้พลังจากครูบาอาจารย์ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยโอบอุ้มองค์ความรู้เอาไว้และเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ อีกนัยก็เป็นสัญลักษณ์เตือนตัวเราเองว่า เราจะเป็นผู้ผู้สืบทอดวิชาต่อด้วยความชอบธรรม” ศรัณย์เล่า

เมื่อการเรียนเจิง ต้องฝากตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหากับครูบาอาจารย์ จึงต้องหา ‘มื้อจั๋นวันดี’ หรือ ฤกษ์งามยามดี เพื่อขึ้นขันครู ฝากตัวเป็นศิษย์ เป็นการนับถือผีครูทางจิตวิญญาณ และสืบทอดพิธีเลี้ยงผีครูเป็นประจำทุกปี 

“เราจะเลือกวันที่ดีที่สุดแล้วไปหาครูอาจารย์ เอาส่วยดอกไม้ ธูป เทียน ไปแนะนำตัวว่าเรามาจากไหน ลูกเต้าเหล่าใคร ขอเมตตาความรู้ครูบาอาจารย์สั่งสอน ครูก็จะดูการเข้าหาของคนๆ นั้น อากัปกิริยา อุปนิสัย เบื้องต้น เบื้องลึกเป็นอย่างไง ครูสอนเจิงจะมีประสบการณ์ในการมองคน บางครั้งครูก็จะรับไว้ก่อน แล้วให้ตัววิชาคัดเลือกคนเอง

“เมื่อครูเห็นว่าเหมาะสมจะเป็นศิษย์ ครูจะให้ขึ้นขันตั้ง เป็นภาชนะอย่างหนึ่ง พานหรือขันสลุง ภายในบรรจุเครื่องไหว้สักการะ แทนสัญลักษณ์ของครูสายต่างๆ เช่น ขันสิบสอง ขันสิบหก ซึ่งหมายเลขหมายถึงจำนวนสิ่งของที่ใส่อยู่ในพาน นอกจากดอกไม้ หมากพลู ก็จะมีเหล้า ผ้าขาว ผ้าแดง หมากก้อม ข้าวเปลือกข้าวสาร มีเงินขันครู แล้วแต่กำหนด เป็นค่าตอบแทนที่ครูจะสอนวิชา เวลาทำพิธีขึ้นขันตั้ง ก็จะมีพิธีไหว้ด้วย มีเหล้าหนึ่งไห ไก่หนึ่งคู่ และผลหมากรากไม้”

ครูศรัณย์เล่าว่าการเรียนเจิงจะเรียนที 3 วัน 5 วัน 7 วัน แล้วก็พัก ค่อยกลับมาเรียนใหม่ เมื่อเรียนเสร็จครูผู้สอนจะปลดขันตั้ง เอาผลไม้แจกจ่ายกลับไปกินที่บ้าน และขันตั้ง นอกจากเป็นการแสดงถึงการเคารพสักการะ ยังเป็นเครื่องหมายของแต่ละสำนักด้วย เป็นเครื่องการันตีผู้เรียนว่าฝากตัวอยู่ในสำนักนี้แล้ว มีครูเป็นของตัวเองแล้ว 

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

เฮียนวิชาเจิง

ตอนเป็นเด็ก ศรัณย์เห็นศิลปะ วัฒนธรรมวิถีดั้งเดิมตลบอบอวลทั่วหมู่บ้าน ยามมีงานบุญ ทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้ชายก็ออกมาฟ้อนเจิง เด็กชายสะสมความชอบมาตั้งแต่นั้นมา แต่ใครจะรู้ว่าเด็กชายตัวเล็กๆ แถมป่วยอิดๆ ออดๆ จนได้ฉายาว่า ‘ไอ้ขี้เปี๊ยก’ จะกลายเป็นครูผู้สืบทอดศิลปะการต่อสู้ล้านนา ‘เจิง’ ที่มีน้อยคนนักในจังหวัดเชียงใหม่ 

ขันสลุง ใส่ข้าวตอก ดอกไม้ พร้อมหมากก้อม เปลือกข้าวสาร เหล้าไห ไก่ตัว ขึ้นขันครู ฝากตัวร่ำเรียนวิชา

“พออายุสิบห้า เราไปหา ครูสนั่น ธรรมธิ ครูแนะนำให้ไปเรียนกับ พ่อครูคำ พรมมา ชุมชนบ้านทาลุ เราดีใจมาก ด้วยความที่อยากเรียนมาตั้งแต่เด็ก หาเรียนที่ไหนก็ไม่ได้ ตอนนั้นครูคิดค่าเรียนพันห้า ไปขึ้นขันตั้งครู ครูสอนได้สามวัน ครูบอก จบละ เราก็ตกใจสามวันเสร็จแล้วหรอ ‘จบละ บ่มีหยังสอนละ อันนี้ตี้สอนเนี่ย เอาไปฝึก ไปหัด’”

เขากลับบ้านพร้อมแบกความสงสัยอยู่เต็มบ่า ทว่าไม่ลืมคำสอนของพ่อครูคำ กลับมาฝึกฝนด้วยตัวเองทุกวัน ทุกวัน ด้วยความเพียร ชนิดที่ว่าตบมะผาบจนขาบวม มือบวม และวนเวียนหาครูท่านอื่นเพื่อเสริมความรู้อยู่เสมอ

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง
ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

ศรัณย์ขวนขวาย สั่งสมประสบการณ์ผ่านการแสดงตามคุ้มขันโตกรอบเชียงใหม่ รับงานแสดงศิลปะวัฒนธรรมเพื่อส่งตัวเองเรียน จนเข้าตา รศ.วิลักษณ์ ศรีป่าซาง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์ล้านนา ชวนเขาไปเที่ยวงานนิทรรศการศิลปกรรม ในช่วงเปิดงานมีแสดงฟ้อนเจิงจากคนเก่งมากหน้าหลายตา ทำเอาศรัณย์ตาเป็นประกาย

“ช่วงท้ายเขาเปิดข่วงเจิงประลองฝีมือ หนึ่งในนั้นที่เราประทับใจคือ อ้ายแสบ (ธนชัย มณีวรรณ) ห่างจากผมหนึ่งรุ่น แต่อ้ายแสบเก่งมาก เจิงมือลีลาอ่อนช้อยคล่องแคล้ว เราตาค้างเลย แต่ละท่าสุดยอดทั้งนั้น บางท่าเราเคยเห็นแต่ไม่รู้ว่าต้องฟ้อนยังไง” ด้วยบรรยากาศ เสียงดนตรีก๋องซิ่งม่อง (กลอง) ฆ้องรบเร้าตามจังหวะปลุกความฮึกเหิม พร้อมเสียงเชียร์จากอาจารย์วิลักษข์ นั่นทำให้ศรัณย์ตัดสินใจก้มตัวม้วนขากางเกง ก้าวเข้าสู่สนามการประลองเจิง 

“ตอนนั้นเราถือเป็นหน้าใหม่ในวงการ คนก็มองอารมณ์ว่า เอ็งเป็นใคร มาจากไหน ท่าทางลวดลายเจิงก็ยังไม่งดงาม ฟ้อนทีก็เก้ๆ กังๆ แต่จุดขายเราคือตบมะผาบ ตบทีนี้ดังลั่นเลย” ศรัณย์เล่าปนเสียงหัวเราะถึงวัยเด็กของเขา

แต่ความเก้ๆ กังๆ ปนเสียงตบมะผาบดังลั่น นั้นดันไปสะดุดตาอ้ายแสบ 

‘อยากเรียนไหม ถ้าอยากเรียนจะสอนให้’ อ้ายแสบบอกกับศรัณย์ในวันงาน

“ตอนนั้นดีใจมาก น้ำตาคลอเบ้าเลย เพราะจะได้รู้ว่าเจิงจริงๆ เป็นยังไง และได้มีโอกาสเข้าไปคลุกคลีวงในมากขึ้น ไปช่วยงานครูแสบ ครูต้อม ครูโอ (พรชัย ตุ้ยดง) ระหว่างนั้นเขาจะแกล้งเราตลอด เหมือนทดสอบจิตใจ แต่เราเองมีใจตั้งมั่นในสิ่งที่เรียนเลยไม่คิดอะไร ผ่านไปหกเดือน อ้ายแสบเลยบอกว่า ‘ได้เวลาแล้ว พาไปขึ้นขันตั้งกับพ่อครู’ (พ่อครูหล้า-คำสุข ช่างสาร ซึ่งเป็นพ่อครูของอ้ายแสบอีกที)’ ชุมชนแม่ก๊ะ อำเภอดอยสะเก็ด” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงดีใจ

สล่าเจิงคนนี้บอกว่า ศาสตร์เจิงแต่ละสำนักสอนไม่เหมือนกันเลย แล้วแต่กลยุทธ์วิธีการสอน บ้างก็เริ่มจากยากไปง่าย บ้างก็เริ่มจากง่ายไปยาก ซึ่งศรัณย์วิเคราะห์หัวใจสำคัญในวิชาเจิงมาเล่าสู่เราฟังทั้งหมด 3 ข้อ 

หนึ่ง ขุมเจิง เรียนรู้วิธีการเดินเป็นพื้นฐานแรกที่ต้องเรียน และมีรูปแบบขุมหลากหลาย

สอง ตบมะผาบ เป็นการตบมือไปตามร่างกายให้เสียงดังเหมือนเสียงปะทัด คนล้านนานิยมพัฒนาท่วงท่าเหล่านี้ให้แพรวพราวมากขึ้น เป็นลีลามากขึ้น เป็นการข่มผู้ต่อสู้ด้วยลีล่าเข้มแข็งมีชั้นเชิง ตบรัว ตบเร็ว ตบช้า ตบหนักแน่น 

สาม แม่ท่า แม่ลายฟ้อน เป็นแม่ท่าหลักในการใช้งาน เช่น ท่าบิดบัวบาน เกี้ยวกร้าว เสือลากหาง ช้างซ้อนงวง กาปากปีก กาปักปีก แทงหวัน มีเยอะแยะมากมายหลายท่า ซึ่งในท่าทางเหล่านั้นก็แยกแยะเป็นหมวดหมู่ด้วย

จังหวะและครรลองชีวิตของ ศรัณย์ สุวรรณโชติ ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนศิลปะฟ้อนเจิงให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“การย่างขุมเป็นหัวใจของเจิง และการย่างขุมถือเป็นความลับที่ไม่บอกกัน ยามเรียนครูจะเขียนขุมแค่ครั้งเดียว ต้องฝึกวันเดียวให้เป็น ถ้าจำไม่ได้ครูก็ไม่สอนแล้ว ซึ่งขุมมีตั้งแต่ง่ายไปซับซ้อน ต้องเรียนรู้การจู่โจม การแก้ทาง เป็นกลยุทธ์ทิศทางย่างเดิน เอี้ยวตัว คนที่ฝึกเจิงจนออกไปสำแดงได้ ต้องฝึกให้ชำนาญจนกว่าขุมสลาย ถ้าไม่ชำนาญแล้วออกไปสำแดง ก็เท่ากับเปิดเผยขุมให้สำนักอื่นรู้ และทำให้เขาจับทางเราได้” สล่าเจิงเล่าความสำคัญของ ‘ขุม’

“ฝึกขุมทำให้เราได้กำลังขา แต่บางครั้งครูยื้อเวลาไว้เพื่อเช็กว่าลูกศิษย์อดทนได้นานแค่ไหน แต่ปัจจุบันก็พลิกแพลงมากขึ้น ไม่ได้เน้นจะมาวัดใจ เน้นเรื่องการเผยแพร่ ได้เรียนรู้ และได้ใช้ประโยชน์ต่อไปมากกว่า”

ซึ่งการเรียนวิชาฟ้อนเจิงในโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา แบ่งเป็น 9 วิชา 3 ระดับ มี ชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูง และมีวิชาอาวุธยาว มี 4 วิชา วิชาไม้ค้อน 1 วิชาไม้ค้อน 2 เจิงหอกและเจิงง้าว *(ไม้ค้อน แปลว่า ไม้พลอง)

ในหลักสูตรวิชาฟ้อนเจิง ยังมีเจิงมือเปล่า เป็นการต่อสู้ไม่เน้นความสวยงาม มีทั้งหมด 9 วิชา แบ่งตามเทคนิค เช่น ปัดป้อง ก้องกุม ยุ้มจัก เก่งข่ม ฯลฯ และเจิงอาวุธ เช่น เช่น เจิงดาบ เจิงไม้ค้อน เจิงหอก เจิ้งง้าว เป็นต้น 

จังหวะและครรลองชีวิตของ ศรัณย์ สุวรรณโชติ ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนศิลปะฟ้อนเจิงให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
จังหวะและครรลองชีวิตของ ศรัณย์ สุวรรณโชติ ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนศิลปะฟ้อนเจิงให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“การเคลื่อนไหวคือความงาม” ศรัณย์กล่าวพร้อมวาดลายไม้มือตามท่าแม่บท บิดบัวบาน เกี้ยวกล้าว ช้างซ่อนงวง กาสามปีก จังหวะเอี้ยวตัว ย่างก้าวสุขุม ช่างเป็นลีลาที่งดงามสืบทอดจากวิชาฟ้อนเจิงตามฉบับโบราณ

หลังจากฝากตัวเป็นศิษย์และได้รับความรู้บ่มเพาะจากครูบาอาจารย์ ศรัณย์ยังคงเสาะหาความรู้และเดินสายฟ้อนเจิง ทั้งงานในประเทศไทยและต่างประเทศ จนถูกชวนไปเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างศึกษาระดับปริญญาตรีเขาเดินทางมากมายหลายประเทศ เป็นการเปิดและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ชีวิต

ด้วยฮักและแบ่งปั๋น

หลังจากจบจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศรัณย์ยืนหยัดทำงานสายวัฒนธรรมต่อไป และรับช่วงต่อเป็นครูสอนฟ้อนเจิงที่ โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ที่ก่อตั้งโดยเครือข่ายภาคประชาสังคมและ อาจารย์ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานมูลนิธิสืบสานล้านนา เพื่อผลึกกำลังอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมภูมิปัญญาล้านนา

นอกจากฟ้อนเจิงและเล่นดนตรี เขายังชอบสะสมของเก่า อาทิ เครื่องรางของขลังล้านนาโบราณ มีด หอก ดาบ ผลงานศิลปะ จนเปิด ‘ปุญญศรัณแกลเลอรี’ และ เปิดสำนักเจิงของตัวเอง ชื่อ ‘บ้านสล่าเจิงล้านนา’ ย่านแม่ริม

“เรามีของดี แต่เราไม่ได้ใช้ ผู้คนเกิดความรู้สึกโหยหาความหลัง เกิดการฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรมทุกแขนง เจิงเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ช่วงเวลานี้แหละที่เจิงกลับมามีชีวิตอีกครึ้งหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้ง่าย เพราะมีช่องว่างเรื่องของค่านิยมเรื่องเจิงอยู่ ผู้คนที่เคยฟ้อนเจิง ก็หันไปทำงานอย่างอื่นเป็นหลัก เพราะเจิงอย่างเดียวเลี้ยงตัวไม่ได้ ก็กลายเป็นงานอดิเรก คนที่อยู่ในวงการก็ค่อยๆ ทยอยห่างหาย ต่างไปมีหนทางเป็นของตัวเอง นานๆ ที มีงานก็กลับมารวมตัวกันให้หายคิดถึง” 

การเดินทางเฉกวิถีแห่งเจิงร่วม 20 กว่าปีของศรัณย์ ผ่านบททดสอบ ความผิดหวัง บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้เป็นไปอย่างใจนึก ศรัณย์ สุววรรณโชติ ยังคงมุ่งมั่น ตั้งเป้าหมายให้เจิงเลี้ยงชีพและครอบครัวให้ได้ นอกจากจะรับบทเป็นคุณครูสอนฟ้อนเจิงที่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนาแล้ว เขายังขยับขยายสายงาน งานสอน งานเผยแพร่ การจัดกิจกรรม อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนชีวิตและต่อลมหายใจของศิลปะวัฒนธรรมล้านนาหลากหลายแขนงสืบมา 

“เราพยายามจะกระตุ้นวงการศิลปะเจิงให้มีการขยับขยาย มีการเคลื่อนไหว เป้าหมายง่ายๆ เลยคือการจัดการประกวด การประลอง ในด้านศิลปะความงาม สุนทรียะ เพื่อให้คนที่สนใจเขามีเป้าหมาย หรือเยาวชนที่ฝึกเรียนฟ้อนเจิงมา ก็จะได้มีพื้นที่แสดงออก มาประลองฝีมือกัน เพื่อเป็นประสบการณ์ชีวิต” สล่าเจิงล้านนาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

จังหวะและครรลองชีวิตของ ศรัณย์ สุวรรณโชติ ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนศิลปะฟ้อนเจิงให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

บ้านสล่าเจิงล้านนา

ที่ตั้ง : 4/1 หมู่ 3 ตำบลสันโป่ง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180 

โทรศัพท์: 08 6658 5966Facebook : Saran Suwannachot

เชิญชวนผู้สนใจลงสมัครการประกวดฟ้อนเจิงฟ้อนดาบ ณ ข่วงเจิงล้านนา วันเสาร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 (วันและเวลาอาจเปลี่ยนแปลงเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19) ณ วัดผาลาด จังหวัดเชียงใหม่สมัครได้ตั้งแต่วันนี้- 31 ธันวาคม 2564 ทางกล่องข้อความ Facbook : Saran Suwannachot (ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น) ภายในงานมีกิจกรรมเสวนา เวิร์กชปอถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาล้านนาหลากหลายแขนง

Writer

ปภาวิน พุทธวรรณะ

เพิ่งเรียบจบอยู่ในช่วง Gap Year พยายามจะทดลองใช้ชีวิตคราวละวันทีละวันดำเนินชีวิตปกติสามัญธรรมดา แฟนคลับคนเหงาลุง Haruki Murakami

Photographer

มงคลชัย ไชยวงค์

ออกเดินทาง เพื่อเข้าใจความเป็นมนุษย์ ผ่านวิถีชาติพันธุ์ ผู้หลงรักความเป็นวัฒนธรรมต่างถิ่น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load