ในช่วงเวลานี้ที่มองไปทางไหนก็เจอแต่ข่าวน่าเอือมระอา หากสเตตัสของคุณจะมาในแนว “โลกนี้เบื่อนัก อยากไปพักดาวอังคาร” เราขอแสดงความยินดีด้วย! เพราะวันนี้พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมให้คุณจัดกระเป๋าแล้วมาตีตั๋วขึ้นยาน ไปเช็กอินกันบนดาวเคราะห์สีแดง กับนิทรรศการใหม่ล่าสุดที่จำลองประสบการณ์การใช้ชีวิตบนดาวอังคารให้ไม่ไกลเกินเอื้อม ในคอนเซ็ปต์ ‘A DAY ON MARS’ 

ลองใช้ชีวิตบนดาวอังคาร ที่นิทรรศการ A DAY ON MARS พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อพวช.

Exhibition from Popular Demand

“จุดเริ่มต้นของแนวคิดนิทรรศการ มาจากต้องการสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ ผ่านเรื่องราวการสำรวจดาวอังคาร” ดร.วิจิตรา สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกองวิชาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ได้ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรกิติมาศักดิ์ให้กับเราในวันนี้ด้วยตัวเอง 

ท่านเล่าว่า โชว์นี้จริง ๆ แล้วเป็นหนึ่งในกิจกรรมสุดฮิตที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติเมื่อปีที่แล้ว ซึ่ง ค.ศ. 2020 ถือว่ามีเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับการสำรวจดาวอังคารเกิดขึ้นมากมาย เช่น ภารกิจมาร์ส 2020 (MARs2020) เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจดาวอังคารของนาซา ได้ปล่อยยานสำรวจ เพอร์เซเวียแรนส์ และหุ่นยนต์เฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตี จากโลกในวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 2020 (เดินทางไปถึงดาวอังคารในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2021) นอกจากนี้ ใน ค.ศ. 2020 ยังเป็นของการเฉลิมฉลองยาน Mars Reconnaissance Orbiter (MRO) ยานโคจรสำรวจเก่าแก่ที่สุดที่โคจรรอบดาวอังคารครบ 15 ปีด้วย 

ลองใช้ชีวิตบนดาวอังคาร ที่นิทรรศการ A DAY ON MARS พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อพวช.

“ภารกิจนี้ MRO ได้เก็บข้อมูลส่งมายังโลกมากมาย เช่นข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศที่เบาบางของดาวอังคาร การศึกษาลึกลงไปใต้ดินด้วยเรดาร์ รวมทั้งตรวจจับและสำรวจแร่ธาตุบนพื้นผิวดาว แต่ที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคน คือภาพที่สวยงามและน่าทึ่ง ซึ่งบันทึกไว้ได้จากกล้องสามตัวบนยาน 

“การสำรวจและเผยแพร่ข้อมูลนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มนุษย์เข้าใจดาวอังคารมากยิ่งขึ้น จุดประกายความหวังของมนุษยชาติ ในการเดินทางไปสำรวจและศึกษาความเป็นไปได้เรื่องตั้งถิ่นฐานอยู่บนดาวดวงใหม่” ดร.วิจิตราเล่า 

“จากความนิยมที่ได้รับ ทำให้พิพิธภัณฑ์ตัดสินใจนำนิทรรศการชุดนี้กลับมาพัฒนาต่อยอด เพื่อให้ผู้คนที่รักและหลงใหลเรื่องราวการสำรวจอวกาศได้ชมกันในวงกว้างอย่างจุใจ ที่พิพิธภัณฑ์ของเรา”

“Why Mars?”

ลองใช้ชีวิตบนดาวอังคาร ที่นิทรรศการ A DAY ON MARS พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อพวช.

เมื่อเข้าไปในอาคาร เราจะรู้สึกเหมือนกำลังเข้าไปในยานอวกาศ ด้วยฉากสีขาวและจอแสดงข้อมูลมากมายน่าตื่นตา

 “ทำไมต้องดาวอังคาร” คำถามอันดับแรกที่เราฉงนสงสัยนั้น ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นตั้งแต่ทางเข้า โดยเจ้าหน้าที่ประจำนิทรรศการค่อย ๆ แจกแจงให้เราฟังว่า กายภาพของตัวดาวเคราะห์นี้ตอบโจทย์ความต้องการต่าง ๆ ของมนุษย์สำหรับการใช้ชีวิตได้ครบถ้วน

เริ่มจากระยะการเดินทางที่ไปไม่ไกลจากโลกมากนัก โดยหากเดินทางไปถึงด้วยยานอวกาศที่เร็วที่สุดในปัจจุบัน จะใช้เวลาเพียง 6 -8 เดือน บนโลกหนึ่งวันมีเวลา 24 ชั่วโมง ส่วนดาวอังคารนั้นมี 24 ชั่วโมง 37 นาที ด้วยขนาดดาวที่เล็กกว่าโลกเกือบครึ่ง ทำให้มีแรงโน้มถ่วงคล้ายโลก แต่น้อยกว่าประมาณ 1 ใน 3 นอกจากนี้ บนดาวอังคารยังมีแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์เพียงพอต่อการเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า รวมไปถึงให้พืชเติบโตด้วยการสังเคราะห์แสงได้ และที่สำคัญ มีหลักฐานว่าบนนั้นน่าจะมีน้ำด้วย!

เยื้อง ๆ กับทางเข้า มีการแสดงชุดภาพถ่ายจากดาวอังคารเรียงรายกันอยู่ ซึ่งดูไปก็คล้ายกับภาพเพนต์ติ้งแนว Abstract ที่งดงามทีเดียว อย่างไรก็ดี ภาพเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ความสวย เพราะเหล่าภาพถ่ายนี่เองที่ทำให้เราสันนิษฐานได้ว่ามีน้ำบนดาวอังคาร! 

ลองใช้ชีวิตบนดาวอังคาร ที่นิทรรศการ A DAY ON MARS พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อพวช.

อาทิ ภาพจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 2013 เป็นร่องรอยการไหลของธารน้ำชัดเจน คาดว่าเคยเป็นธารน้ำที่ใหญ่ที่สุดของดาวอังคารในอดีต มีลายทางการพัดพาของตะกอน และมีลักษณะสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเกิดขึ้นด้วย นอกจากนั้นยังมีภาพแสดงสีสันของทั้งแร่ธาตุและพื้นผิวของดาวด้วย 

“เวลาพูดถึงดาวอังคารเราจะนึกถึงสีแดง เลยพลันไปนึกถึงความร้อน แต่จริงๆ แล้วดาวอังคารอาจเย็นกว่าโลก เพราะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่า ส่วนสีแดงนั้นคือสีของธาตุเหล็กหรือสีสนิม ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของดาวนั่นเอง”

Highlight Object : Curiosity

เนื่องจากยังไม่เคยมีมนุษย์ไปเหยียบบนนั้น ภาพถ่ายเหล่านี้จึงได้มาด้วยการถ่ายไปจากโลก จากดาวเทียมและยานสำรวจที่ไปจอดบนนั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเจ้าต้าวไฮไลต์ของนิทรรศการนี้ที่ชื่อว่า ยานสำรวจ Curiosity เป็นยานลำแรกที่ไปถึงดาวอังคารเมื่อ ค.ศ. 2009 โดยเราจะได้ประจันหน้ากับแบบจำลองของเข้ายานนี้ขนาด 1 : 1 ซึ่งมีแค่ที่นาซ่าและที่นี่ที่เดียวเท่านั้น!

ดร.วิจิตราเล่าให้ฟังว่า ชื่อของเจ้ายานสำรวจนี้ได้มาจากการประกวดตั้งชื่อที่อเมริกา มีผู้ชนะเป็นเด็กหญิงวัย 12 ปีจากแคนซัส ชื่อ คล่าร่า หม่า โดยเธอบอกว่า 

ลองใช้ชีวิตบนดาวอังคาร ที่นิทรรศการ A DAY ON MARS พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อพวช.

“Curiosity (ความสงสัยใคร่รู้) เป็นเหมือนเปลวเพลิงที่ไม่มีวันดับในจิตใจของทุกคน จะคอยปลุกให้เราตื่นขึ้นทุกเช้าเพื่อพบสิ่งใหม่ ๆ ด้วยพลังอันแรงกล้า เราคงไม่อาจเป็นตัวเราได้อย่างทุกวันนี้หากปราศจากมัน…ความกระหายใคร่รู้คือแรงผลักดันให้แต่ละวันผ่านไปอย่างมีความหมาย เราทุกคนอาจกลายเป็นนักสำรวจและนักวิทยาศาสตร์ได้ ด้วยการหาคำตอบให้กับความสงสัยของตัวเราเอง” 

การได้เห็นแบบจำลองในขนาดเท่าจริงนั้น สร้างแรงสั่นสะเทือนในใจเราได้อย่างชะงัก มันชวนให้รู้สึกอัศจรรย์กับความสามารถของมนุษย์ ที่ออกแบบเจ้าหุ่นยนต์ขนาดใหญ่ มีน้ำหนักเป็นตัน แล้วส่งไปลงจอดกว่า 3 ล้านกิโลนอกโลกได้อย่างปลอดภัย และยังส่งข้อมูลต่าง ๆ มาให้พวกเราจวบจนทุกวันนี้ด้วย

Calculating 7 Minutes of Terror

แน่นอนว่าการจะส่งยานสำรวจใด ๆ ไปบนดาวอังคารนั้น ต้องคำนวณแรงขับและแรงชะลออย่างแม่นยำ จึงจะลงจอดได้จากนอกแรงโน้มถ่วงโดยไม่เผาไหม้เป็นจุลไปเสียก่อน การลงจอดนี้ใช้เวลาประมาณ 7 นาที มีฉายาว่า ‘7 Minutes of Terror’ คือ 7 นาทีหฤหรรษ์สุดท้าทายของนักอวกาศ เริ่มจากการลดความเร็วหลายหมื่นกิโลเมตรต่อชั่วโมง คำนวณแรงเหวี่ยงพลังงานจากทั้งตัวยานและแรงดึงของโลกกับดวงจันทร์ ควบคุมอุณภูมิไม่สูงเกินไป อีกทั้งคำนวณทิศทางในการจอดไม่ให้คว้ำ พยุงให้จอดให้ราบรื่น หากใช้ร่มในการชะลอก็ต้องคำนวณให้ดี เพราะด้วยมวลอากาศที่เบาบางกว่าโลก แรงชะลอที่จะได้ก็ต่างกันด้วย โชคดีที่ในนิทรรศการมี Panel อธิบายความซับซ้อนนี้ให้เห็นภาพและเข้าใจง่ายขึ้นด้วยเกม Interactive ให้ผู้ชมแข่งกันปล่อยจรวดไปดาวอังคารสนุก ๆ ซึ่งตรงนี้ ดร.วิจิตราบอกว่าการสร้างประสบการณ์และการจดจำเกี่ยวกับเนื้อหาด้วยการมีส่วนร่วม ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว

Living on Mars 101

ถัดมาเป็นส่วนที่น่าสนใจมาก ๆ คือโซน ‘อยู่อย่างไรบนดาวอังคาร’ คือการจำลองที่อยู่และสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตบนดาวอังคาร ซึ่งตรงนี้จะมีเจ้าหน้าที่ช่วยอธิบายและตอบคำถามอย่างละเอียด เรียบเรียงนำเสนอข้อมูลผ่านปัจจัยต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อเรา เริ่มจากที่อยู่อาศัย เนื่องจากกว่าจะไปกว่าจะกลับต้องใช้เวลานาน แล้วเราจะใช้ชีวิตอย่างไร

“ตอนนี้ NASA ก็มีโครงการจะไปสร้างที่อยู่อาศัยบนดาวอังคารแล้ว ตรงนี้แสดงภาพตัวอย่างโครงการที่ชนะการประกวด แบบที่อยู่อาศัยบนดาวอังคาร มีชื่อว่ามาร์ช่า (MARSHA) สร้างได้โดยเครื่อง 3D Printer และใช้วัสดุที่มีอยู่แล้วบนดาวอังคารคือหินบะซอลต์” ดร.วิจิตราอธิบาย พลางชิ้นให้ดูเครื่องพิมพ์สามมิติที่ตั้งอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้ากล่องสีดำใบเล็กนี้จะสร้างจุดเริ่มอารยะธรรมของเราได้ด้วย

ลองใช้ชีวิตบนดาวอังคาร ที่นิทรรศการ A DAY ON MARS พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อพวช.
ตีตั๋วไปดาวอังคารที่พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อพวช. สำรวจนิทรรศการที่จำลองการเดินทางและใช้ชีวิตบนดาวนอกโลก

ปัจจัยที่สองคืออาหาร นอกจากมีอาหารหลอดให้ดูแล้ว บนเคาน์เตอร์ยังเล่าเรื่องการทดลองที่ใช้ดินสภาพเดียวกับดาวอังคาร มาลองปลูกพื้นว่ามันจะขึ้นหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าปลูกได้หลายชนิด ทั้งผักกาด มะเขือเทศ และข้าวสาลี เป็นต้น

ปัจจัยที่สามคือน้ำ ระบบอุปโภคบริโภคโดยใช้แบบรีไซเคิล กล่าวคือการกรองน้ำที่ทำให้เราดื่มน้ำที่ขับถ่ายออกมานั่นเอง จะทำให้เราหมุนเวียนใช้น้ำได้ ไม่ว่าจะเอาไปปลูกพืชผักหรือชำระล้างในสุขาก็ดี นอกจากนี้ยังมีการกรองอากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต่อไป โดยชั้นบรรยากาศบนดาวอังคารประกอบไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์นับเป็นเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ จึงต้องมีเครื่องกรองจาก CO2 ให้เป็น O2 หรือเป็นออกซิเจนให้เราใช้หายใจได้

ตีตั๋วไปดาวอังคารที่พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อพวช. สำรวจนิทรรศการที่จำลองการเดินทางและใช้ชีวิตบนดาวนอกโลก

ปัจจัยต่อไปคือเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการต้องป้องกันจากฝุ่นหรือลมพายุที่เกิดขึ้นนอกยาน รวมถึงอุณภูมิและรังสีจากสนามแม่เหล็กที่ต่างจากโลกด้วย เราจึงจะเห็นชุด 2 ประเภทบทดาวอังคาร คือ ชุดใส่ในยานหรือในห้องปฏิบัติการ กับชุดใส่นอกยาน นอกจากนี้ ยังมีวิวัฒนการของชุด BIO SUIT ที่บริษัท SpaceX ของ อีลอน มัสก์ จ้าง โจ เฟอร์นันเดซ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายระดับโลก มีผลงานการออกแบบชุดในภาพยนตร์ดังอย่าง Batman, The Fantastic Four และ The Avengers มาออกแบบให้เท่ล้ำมากขึ้น

ตีตั๋วไปดาวอังคารที่พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อพวช. สำรวจนิทรรศการที่จำลองการเดินทางและใช้ชีวิตบนดาวนอกโลก

ปัจจัยสุดท้ายคือการนอนหลับสบาย ในโซนนี้จำลองเตียงห้องนอนของสถานีในอวกาศ ให้มาลองนอนถ่ายรูปกันเก๋ ๆ โพสท่าเหงา ๆ ตรงหน้าต่างที่มีโลกใบเล็กจิ๋วให้เห็นอยู่ไกลโพ้น ระหว่างที่ ดร.วิจิตราหยิบโทรศัพท์เราไปถ่ายรูปให้ ท่านบอกเราว่า นวัตกรรมจากการสำรวจอวกาศนั้นอาจไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด

“สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในชีวิตรอบตัวเราในปัจจุบันล้วนมาจากแนวความคิด หรือการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์มาก่อน เช่น การวิจัยพัฒนาอาหารสำหรับนักบินอวกาศ นำมาซึ่งเทคโนโลยีการถนอมอาหารเพื่อการใช้งานแบบต่าง ๆ เช่น การแช่แข็งอย่างฉับพลัน (Quick-freezing) เพื่อคงสภาพของรสชาติและสารอาหารอยู่ได้ อาหารที่มีบรรจุภัณฑ์ทานได้สะดวกสบาย อาหารที่ดึงเอาน้ำออก หรือแม้แต่อาหารสำหรับทารกที่เก็บได้นานและมีคุณค่าทางอาหาร 

“นอกจากนี้ การพัฒนาใช้วัสดุศาสตร์ใหม่ ๆ ในโครงการอวกาศ ก็ทิ้งมรดกให้เราได้ใช้ประโยชน์มากมาย เช่น ฉนวนระบายความร้อนเซรามิกหรือผ้าห่มฉุกเฉิน คล้าย ๆ ฟอยล์ที่พัฒนามาจากฉนวนกันความร้อนจากดวงอาทิตย์ของดาวเทียม หรือยานอวกาศที่ช่วยรักษาอุณหภูมิให้คงที่ นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมอีกมากมายที่เป็นผลมาจากการพัฒนาและวิจัยในโครงการสำรวจอวกาศ เรื่องราวทางวิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่สิ่งไกลตัวเลย”

History of Ambitions

โซนถัดมาว่าด้วยยานอวกาศต่าง ๆ MARS Exploration เป็นเส้นเวลา เล่าว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง กว่ามนุษย์จะไปลงจอดบนดาวอังคาร 

แน่นอนว่าบนเส้นนั้นมีความล้มเหลวหลายต่อหลายครั้ง สังเกตได้ว่าการส่งยานแต่ละครั้ง จะห่างกัน 2 – 3 ปี เนื่องจากต้องรอจังหวะที่ดาวอังคารและโลกโคจรมาใกล้กัน บนแผนภาพนี้เลือกนำเสนอยานสำคัญ ๆ อาทิ ยานแรกเป็น Mariner 4 เป็นยาน Flyby คือส่งไปบินผ่านเพื่อถ่ายรูปแบบไม่ลงจอด ถูกส่งไปเมื่อ ค.ศ. 1964 ไม่กี่ปีหลังจากที่ส่งดาวเทียมออกนอกโลกครั้งแรก ถึงก่อน นีล อาร์มสตรอง ไปเหยียบดวงจันทร์ด้วยซ้ำ 

จากนั้นก็มียาน Mars 2 (ค.ศ.1971) จากโซเวียต เป็น Lander หรือวัตถุชิ้นแรกจากโลกที่ไปชนพื้นผิวบนดาวอังคารได้ ยาน Pathfinder (ค.ศ.1996) ที่นำ Rover หรือยานสำรวจชื่อว่า Sojourner ไปวิ่งได้เป็นยานแรก ฯลฯ 

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ เราจะเห็นว่าหลากหลายประเทศล้วนมีโปรเจกต์ไปสำรวจดาวอังคารของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นกับยาน Nozomi (ค.ศ.1998) ที่ไปไม่ถึง หรือ Mangalyaan (ค.ศ.2013) จากอินเดีย ซึ่งยานแรกของเอเชียที่ไปถึง (ว่ากันว่างบการพัฒนายานนี้ ถูกกว่าเซ็ตการถ่ายภาพยนตร์เรื่อง The Martian ของ ริดลีย์ สก็อตต์ เสียอีก!) 

ส่วนของไทยนั้นยังต้องจับตาดูกันต่อ ว่าเราจะได้ไปดวงจันทร์ตามที่รัฐมนตรีแถลงไว้เมื่อไรกัน แต่ที่แน่ ๆ ในส่วนนี้ของนิทรรศการ ผู้ชมถ่ายรูปตัวเองในชุดนักสำรวจดาวอังคาร เพื่อแชร์ในโซเลียลมีเดียแก้ขัดกันพลาง ๆ ก่อนได้

No place like home

โซนสุดท้ายที่เจ๋งมาก ๆ คือ การเข้าชมภาพยนตร์ 4 มิติ LIVE SHOW on MARS จำลองบรรยากาศและการใช้ชีวิตบนดาวอังคาร พร้อมกับการทำภารกิจที่ต้องเอาชีวิตรอดจากพายุทรายอันตราย โดยเฉพาะสำหรับเด็ก ๆ ตรงนี้จะน่าตื่นเต้นมาก ส่วนผู้ใหญ่อย่างเรา นอกจากความบันเทิงแล้ว อาจจะได้ข้อคิดไปต่อยอดด้วย 

“หนึ่งในความหวังเรื่องการสำรวจทางอวกาศ คือการไปแสวงหาอาณานิคมใหม่ที่มีทรัพยากรและสภาพแวดล้อม เหมาะสมกับการไปตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในอนาคต มีการทุ่มเทงบประมาณและมันสมองมากมายเพื่อค้นหาความเป็นไปได้เหล่านั้น เราเรียนรู้จากคุณสมบัติของดาวอังคารว่ามีสภาพอากาศโหดร้าย มีพายุทะเลทราย และมีน้ำอย่างจำกัด และเรากำลังพยายามเพื่อออกไปสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ที่นั่น” ดร.วิจิตรากล่าว 

“หากแต่ท้ายที่สุดแล้ว เราอาจจะมองข้ามสิ่งสวยงามที่มีในปัจจุบัน นั่นคือโลกใบนี้ ไม่ว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปมากมายเพียงใด เราอาจจะไปอยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ได้อย่างสะดวก แต่คงไม่มีดาวดวงไหนเหมือนโลกของเรา และโลกมีเพียงดวงเดียวเท่านั้น ที่มีปัจจัยทุกอย่างเหมาะสมเป็นบ้านที่ดีที่สุดของมนุษย์ ดังนั้น การรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของโลก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทำได้ตั้งแต่วันนี้ ตอนท้ายของโชว์จึงมีแนวคิดทิ้งท้ายไว้เหมือนกับว่า ไม่มีที่ไหนเหมือนโลกของเรา หรือ No place like home”

นอกจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความสนุกสนาน คำพูดทิ้งท้ายของท่านผู้อำนวยการก็ติดสมองของเราออกมาด้วย เรายังคิดไปถึงวิกฤตการณ์โลกร้อน และการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมของเด็กรุ่นใหม่ อย่าง เกรต้า ธันเบิร์ก เป็นต้น

“หรือว่ามันสายไปแล้วนะ หรือว่าพวกเราจะต้องอพยพไปอยู่บนดาวอังคารจริง ๆในเร็ววัน?!”

ที่แน่ๆต่อไปนี้เวลาฟังเพลง Life On Mars? ของ David Bowie เราคงจะรู้สึกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…

ตีตั๋วไปดาวอังคารที่พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อพวช. สำรวจนิทรรศการที่จำลองการเดินทางและใช้ชีวิตบนดาวนอกโลก

นิทรรศการหนึ่งวันบนดาวอังคาร (A DAY ON MARS) จัดที่พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เทคโนธานี ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ระหว่าง วันที่ 7 เมษายน 2564 – 15 พฤษภาคม 2565 เปิดให้บริการวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 09.30 – 17.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/NSMThailand

ขอให้ทุกคนสวมหน้ากากตลอดเวลาและเว้นระยะห่างจากกันตลอดการเข้าชมนิทรรศการ

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ช่วงนี้เทรนด์ของการกลับมาใช้ผ้าไทยยังมาแรงอย่างต่อเนื่อง มีนักออกแบบและศิลปินหลายคนหันมาสนใจพัฒนาศักยภาพของผ้าพื้นถิ่นให้เราได้ตื่นเต้นกับลุคใหม่ ๆ ที่ใส่ง่ายและร่วมสมัย หนึ่งในนั้นที่น่าจับตามองคือ คุณฐากร ถาวรโชติวงศ์ หรือ อาจารย์กร จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้กำลังมีนิทรรศการ Spiritual Eternity จัดแสดงผลงานกว่า 40 ชิ้นอย่างอลังการ ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ในอาคารไปรษณีย์กลาง งานนี้นอกจากนำเสนอผลงานแปลกตาจากไอเดียล้ำ ๆ ของคุณฐากรที่ได้คิดค้นร่วมกับผู้ประกอบการทั่วประเทศไทยแล้ว หากมองลึกลงไปในระหว่างวัสดุเส้นด้าย เรายังได้เรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณและความรักในเส้นทางสิ่งทอของนักออกแบบรุ่นใหม่คนนี้อีกด้วย 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

จุดเริ่มการเดินตามฝัน

หลังจากเปิดนิทรรการไปได้ไม่กี่วัน คุณฐากรสละเวลามาแนะนำงานและกระบวนการเบื้องหลังให้เราฟังอย่างเป็นกันเอง บทสนทนาของเราเริ่มขึ้นในห้วงเพลง Claire de Lune ที่เปิดซ้ำ ๆ ไปมาในแกลเลอรี่ โดยเขาบอกว่ามันเป็นเพลงที่เขาชอบฟังมากที่สุดขณะถักทอผ้าของตน

“ไม่รู้ว่าตอนนั้นเรามองมุมมองของศิลปินกับนักออกแบบผิดไปรึเปล่า แต่มันทำให้รู้สึกว่า เราอยากค้นหา มากกว่าอยากนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ” คุณฐากรเล่าย้อนไปถึงช่วงที่เรียนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ และเริ่มมีแรงขับที่จะสร้างผลงานของตัวเอง

“เราเลยเริ่มเดินสายประกวด TIFA (Thai Innovative Fashion Award) ปี 2016 ปรากฏว่าชนะ แล้วเป็นปีแรกที่ประกวดด้วยนะ ทำให้เรามั่นใจมาก ตัดสินใจออกจากงานเลย”

อย่างไรก็ดี เส้นทางในฝันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด “ตอนนั้นเราเอาผ้าที่ออกแบบไปทำกระเป๋า เลยคิดว่าจะทำแบรนด์กระเป๋าดีกว่า แต่ทำไปแล้วรู้สึกว่ามันทำอย่างยั่งยืนไม่ได้ หนึ่งคือเราไม่มีเงินที่หมุนพอจะสต็อก สองคือเราไม่ได้เป็นที่รู้จักขนาดนั้น ถึงแม้จะผ่านการประกวดมาแล้วก็ตาม ตอนนั้นคิดแค่ว่าทำยังไงก็ได้ให้คนรู้จักเราเยอะกว่านี้ เลยเริ่มเดินหน้าเข้าวงการแสดงงาน ก็เริ่มที่ TCDC นี่แหละกับงาน Bangkok Design Week” 

คุณฐากรบอกว่า ต้องขอบคุณ TCDC ที่ให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่เป็นการแสดงงานครั้งแรกของเขา เขาตัดสินใจจัดแสดงผ้าผืนเดียวที่ตนเองทอด้วยโครงสร้าง Interknit ที่คิดขึ้นมาเอง โดยผ้าผืนนั้นก็นำกลับมาจัดแสดงในโชว์นี้ด้วย 

“บอกเลยว่าเป็นผ้าที่ทำยากมาก แต่มันมาแค่ผืนเดียวไง ซึ่งคนดูก็คงชื่นชม แต่ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมอะไรมากมาย จากนั้นแรงขับเริ่มมาแล้ว เรากลับมาคิดว่า ทำไมเราทำขนาดนี้ คนยังไม่ตอบรับเท่าที่ควรนะ รู้สึกอยากเอาชนะ ปีต่อมาก็เลยทำอีก เป็นชิ้นใหญ่ 15 เมตร ทำไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดคนเริ่มให้ความสนใจ มีมหาวิทยาลัยชวนไปสอน เป็นอาจารย์พิเศษ สุดท้ายเป็นอาจารย์ประจำจวบจนทุกวันนี้” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

สไตล์ที่นิยามด้วยการทดลองไปเรื่อย ๆ

“กรว่างานกรประหลาด (หัวเราะ) ไม่ได้รู้สึกว่าความงามของเรางามแบบจับต้องได้เสียทีเดียวนะ คนต้องทำความรู้จักกับมันนิดห่นึง อาจจะเด่นที่วัสดุแปลก ๆ คนอาจจะนึกไม่ถึง (Exotic Materials) การจับนั่นผสมนี่… มันมาจากการชอบทดลอง” คุณฐากรเล่า เมื่อเราถามถึงการนิยามไสตล์หรือลักษณะจำเพาะของเขา

“การลองทำให้เราเริ่มรักงานตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ คือพอได้ลองเราก็ได้ใช้เวลาทำงาน รู้ตัวอีกทีเวลาก็หมดไปเป็นวัน ๆ เออทำไมเราอยู่กับมันได้นานขนาดนั้นนะ แสดงว่าเราคงมีความสุขในกระบวนการนี้ มันคงเป็นมิติทางจิตวิญญาณ เป็น Spiritual ของเราจริงๆ แหละ ถ้านึกย้อนไปตอนแรก ๆ ที่เราอยากใช้ชีวิตเป็นดีไซเนอร์ เราเคยตั้งคำถามว่าเราจะไปอยู่ตรงไหน คำตอบของการใช้ชีวิตคืออะไร 

“มันคือการมีชื่อเสียงหรือมีเงิน แต่พอได้ทำ มาเจอสิ่งที่เราอยู่กับมันได้นาน ๆ ทั้งวันทั้งคืน เราเลยคิดว่าอันนี้ละมั้งคือคำตอบของชีวิต ถ้ามันหมายถึงการค้นพบสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข เราคงได้ค้นพบสิ่งนั้นแล้วแหละในช่วงอายุนี้”

เขาบอกว่าแนวคิดนี้คือที่มาของชื่อนิทรรศการที่พูดถึงจิตวิญญาณและเวลาที่เป็นนิรันดร์ วางบริบทชวนให้ผู้เข้าชมได้ครุ่นคิดทบทวนการเดินทางและความหมายของชีวิต ผ่านแรงมือแรงใจในผ้าแต่ละผืนที่จัดแสดงในแกลเลอรี่

เมื่อเราถามว่าผ้าชุดไหนที่เขาใช้เวลาครุ่นคิดกับมันมากที่สุด คุณฐากรผายมือไปที่โซนด้านขวาของนิทรรศการ 

“โซนนี้คือทำเองหมดเลย” คุณฐากรยิ้มอย่างภูมิใจ เขาพาเราไปดูผ้า 2 ชิ้นที่ล้อกัน ชิ้นหนึ่งสร้างสรรค์จากเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีดำ แทรกด้วยเส้น Reflective Rainbow เหลือบรุ้ง อีกชิ้นสร้างสรรค์จากเส้นเอ็นใสแทรกด้วยเส้นพลาสติด Vinyl Hologram 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

“แรงบันดาลใจของเราเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะ อย่าง 2 ชิ้นนี้โจทย์คือ ต้องจัดแสดงในงาน อาจารย์ศิลป์ พีระศรี แล้วตอนนั้นกระแสการย้ายประเทศกำลังมา ตอนเราทำงานเลยตั้งคำถามว่า แล้วตรงไหนล่ะที่เราอยากจะไปอยู่ คิดไปคิดมาไปโผล่ Valhala หรือสุขาวดีในเทพปกรณัมนอร์ส เราเลยเอาไอเดียของคำว่าสุขาวดีหรือสวรรค์ในแต่ละศาสนามาทับซ้อนกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าส่วนที่คล้ายกันคือความเรืองรอง ความสุขแบบประเจิดประเจ้อ ก็เลยเอาตรงนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจเลือกวัสดุที่มีความเล่นกับแสงระยิบระยับ

 “เรารู้สึกว่าเราไม่อยากสร้างอะไรขึ้นมาคลุม แล้วทำทุกชิ้นให้มันเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่าง 3 ชิ้นนี้มีแรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโรของมาร์เวล คือไปดูหนังเรื่อง Eternals แล้วชอบมาก เราตีความภาพลักษณ์ของตัวละคร Thena ออกมาเป็นชิ้นนี้ ถักด้วยคอตตอนสีครีมแทรกเส้นหนังเดียว PU สีเงิน ส่วนอันนั้นเป็น Scarlet Witch ใช้เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีแดง แทรกด้วยเส้นหนัง PU เหมือนกัน แต่เป็นสีแดง Hologram และเทปเลื่อมสีแดง”

ขณะที่เราตื่นตากับผ้าแต่ละชิ้น อดถามไม่ได้ว่าเขาใช้เวลาการถักนานไหม

“แต่ละอันใช้เวลาไม่เท่ากันนะครับ ซึ่งถ้ามีเวลาทำทั้งวันมันก็คงไม่นานขนาดนี้ แต่พอดีว่าเราเองก็มีงานประจำะ อันนี้เราเลยต้องกลับมาจากสอนเสร็จ ไปอาบน้ำ แล้วค่อยลงมานั่งกับเครื่องทอ ได้สักวันละ 10 – 20 เซนติเมตรบ้าง สะสมไปเรื่อย ๆ”

การพัฒนาองค์ความรู้จากท้องถิ่น

แน่นอนว่าเมื่อจัดงานที่ TCDC สิ่งที่ถูกชูโรงด้วย คือหนึ่งในพันธกิจขององค์กรด้านการเสริมสร้างองค์ความรู้ และต่อยอดในธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งโชว์นี้คุณฐากรบอกว่ามีผลงานจำนวนไม่น้อยที่เขาได้ร่วมพัฒนากับกลุ่มผู้ประกอบการจากเหนือจรดใต้ประเทศไทย

 “มันเกิดจากความสนใจของเราเองนี่แหละ เรารู้สึกว่าผ้าไหมไทย โดยรวมแล้วไม่มีความสดใหม่เท่าไร คือวิธีการเรายึดตั้งเดิมได้ แต่น่าจะมีภาพลักษณ์ (Visual) ใหม่ด้วย” 

คุณฐากรเล่าต่อไปว่า หนึ่งสิ่งสำคัญในการพัฒนางานกับทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว คือความกล้าที่จะแหวกแนวขนบและความเชื่อดั้งเดิม โปรเจกต์แรก ๆ ที่เขาเริ่มทำงานด้วย คือการพัฒนาผ้าไหมแต้มหมี่กับอำเภอชนบท บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น 

“เราเริ่มคุยกับชุมชนนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ตอนเรียน ป.โท ตอนแรกคือติดต่อเขา ซื้อผ้ามาทำกระเป๋า ทำจ๊อบนั้นจ๊อบนี้ไปเรื่อย ๆ พอรู้จักกันนาน ๆ เข้า เริ่มมีการไว้เนื้อเชื่อใจ เรามาเป็นอาจารย์ด้วย เลยถามเขาไปว่า พี่ลองให้ผมออกแบบลายผ้าให้ดูไหม โดยลายแรก ๆ ที่ทำไปเป็นลายผีเสื้อ แรงบันดาลใจมาจากตอนที่เราไปลงพื้นที่ที่ขอนแก่น คุณแม่สุภาณี ภูแล่นกี่ เป็นปราชญ์ชาวบ้านและเป็นประธานกลุ่มทอผ้าไหมที่นั่น บอกเราว่าเขาซาบซึ้งในชีวิตของผีเสื้อนะ เพราะว่าหนอนไหมผีเสื้อเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชน ทำให้พวกเขามีงาน จากนั้นพวกมันก็ตายไป เลยเป็นเรื่องราวของความผูกพันระหว่าง 2 สปีชีส์ 

“เราเลยอยากทำคอลเลกชันผีเสื้อขึ้นมา อย่างไรก็ดี ตัวหนอนไหมไม่ได้มีลวดลายอะไร เราเลยตั้งคำถามว่ามีผีเสื้ออะไรอีกทีทำไหมได้และมีลวดลายสวยงาม เลยไปลงที่ผีเสื้อไหมอีรี่ ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืน ปีกใหญ่หน่อย”

ตอนที่ทำออกมาแล้วเสร็จ คุณฐากรยอมรับว่าเป็นลายผ้าที่ประหลาดมาก แต่ปรากฏว่าขายดี มีผู้สนใจมากมาย รวมทั้ง คุณปันปัน นาคประเสริฐ ที่ซื้อเหมาไปเกือบหมด 

พอโปรเจกต์นั้นประสบความสำเร็จ หน่วยงานต่าง ๆ ก็เริ่มติดต่อมา โดยเฉพาะ CEA และ TCDC เชียงใหม่ ที่ช่วยประสานงานให้เจอกันในโครงการ Collaborative Project 2021 จนได้พัฒนาผ้าฝ้ายย้อมหินกับกลุ่มผ้าฝ้ายเชิงดอน อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

“งานเซ็ตนี้สนุกมาก เพราะผู้ประกอบการเปิดรับไอเดียของเรา” คุณฐากรเล่าอย่างภูมิใจ “อย่างชุดนี้เป็นลายยางกล้วย ตั้งต้นคือชุมชนนี้ย้อมสีผ้าจากหินโมคคัลลาน เป็นหินชนิดที่พบในบริเวณท้องถิ่นนั้นแหละ พวกเขาเอาหินไปบดให้เป็นผงสี มันโยงไปได้ถึงต้นกำเนิดศิลปะโบราณ เขาก็คงเอาความรู้นั้นมาทำเป็นเทคนิคย้อมผ้าด้วย ปรากฏว่าการย้อมในช่วงแรก ๆ สีติดไม่ค่อยดีเท่าไร เราก็เลยถามเขาว่าทำยังไงสีถึงติดดีขึ้นมาล่ะ เขาบอกว่าเขาหยอดยางกล้วยลงไป มันเลยจุดประกายให้เราว่า ยางกล้วยต้องมีคุณค่ากว่าการเป็น Mordant (สารช่วยการติดทนของสีบนผ้า) แล้ว

“เราใช้กล้วยดิบซึ่งมียางเยอะที่สุด เอาสีมาทาบนต้นกล้วยที่ถูกตัด สีก็จะติดกับกล้วย แล้วก็เอาไปปั๊มประทับลงบนผ้า แสตมป์ไปเรื่อย ๆ จนยางกล้วยหมดและสีจาง ก็ฝานกล้วยและทาสีลงใหม่ ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ อันข้าง ๆ เป็นต้นอ่อนกล้วย ตอนนี้เป็นลายลิขสิทธ์ของเขาไปเลย” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

ไอเดียใหม่ ๆ ที่ต้องงดงามและยั่งยืน

อีกไฮไลต์หนึ่งของนิทรรศการคือโซนผ้าบาติก จำนวนไม่น้อยในนี้ได้ร่วมพัฒนากับผู้ประกอบการไทยบาติก จังหวัดกระบี่ จากเป็นทุนวิจัยสำหรับบุคลากรของคณะมัณฑนศิลป์ 

“สิ่งที่อยากอธิบายเกี่ยวกับงานนี้คือ มันไม่ใช่วิจัยเพื่อพัฒนาลวดลาย แต่เกิดจากการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรากำลังช่วยผู้ประกอบการบาติกคืออะไร โดยคอนเซปต์แล้วบาติกเป็นเทคนิคการสร้างลาย ไม่ใช่เทคนิคการทอผ้าแบบอื่น ๆ เราเลยมีคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งทางรัฐไม่ได้ส่งดีไซเนอร์หรืออาจารย์ไปช่วยออกแบบลายกับคนในพื้นที่ แล้วพวกเขาจะเอาอะไรออกแบบลายใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเองล่ะ นอกจากนี้ เวลาออกแบบลายให้เขา เขาก็จะใช้ได้แค่เจ้าเดียว เป็นลิขสิทธิ์ของเขา ไม่มีการต่อยอด เราเลยตัดสินใจไปพัฒนาเทคนิค และกระบวนการผลิตแทน แถมเราใช้แนวคิดความยั่งยืนมาครอบด้วย”

คุณฐากรชี้ให้เราดูผ้าหลาย ๆ ชิ้นที่เขาภูมิใจ “ชิ้นชื่อ Melt Osmosis หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ผ้าน้ำแข็ง มีจุดเริ่มมาจากการลงพื้นที่กับผู้ประกอบการ เราเห็นเขาใช้เทคนิค Osmosis คือเขาลงสีผ้าให้เปียกชุ่ม จากนั้นค่อยเอาโอเอซิสที่เขาใช้ปักดอกไม้ไปวางบนผ้า ตัวโอเอซิสที่เป็นโฟมก็จะดูดน้ำขึ้นมา สร้างลักษณะสีซึม ๆ บนผ้า แต่เรารู้สึกว่าโอเอซิสไม่ยั่งยืน มันเป็นโฟมที่ใช้แล้วทิ้ง เราเลยลองเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง พอลงสีแล้ววางน้ำแข็งให้มันละลาย สร้างความเจือจางเฉพาะจุดบนผ้าได้แทน ต้นทุนถูกกว่า ไม่เป็นพิษ ใช้ได้เลย” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

 “อีกชิ้นเป็นผ้ายืดลายเส้นเหมือนเกลียวคลื่น อันนี้ปกติเราจะไม่เห็นบาติกบนผ้ายืด เพราะลงสียาก เราพยายามหาคุณสมบัติของผ้ายืด คือผ้าจะฝืดและหนืด สีไหลช้า เขียนเทียนก็ยาก จะลงสีก็ยาก เราเลยลองใช้ Brushwork วาดลงผ้าไปเลย ติดบ้างไม่ติดบ้างเป็นเสน่ห์ไป และลดการใช้เทียนด้วย เพราะการที่ผู้ประกอบการอยู่กับเทียนนาน ๆ ก็ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ ส่วนผืนนี้ที่ใกล้ ๆ กัน ด้วยความผ้าที่มีความฝืด พอจับขยุมแล้วมันอยู่ตัว เราเลยเอาผงสีโรยแล้วเอาฟ็อกกี้ฉีด สีก็จะซึมเข้าหากัน กลายเป็นสีผสมแนวฟุ้ง ๆ ไม่เหมือนใคร”

ความท้าทายต่อไปคุณฐากรบอกว่า ผู้ประกอบการแม้ว่าจะเชื่อใจเราเต็มที่ ก็ต้องฝึกทดลองต่อด้วย ด้วยความที่แต่ละฝ่ายเรียนมาไม่เหมือนกัน ผู้ประกอบการแต่ละคนต้องฝึกหาองค์ประกอบที่ลงตัว หรือการเลือกสีที่ออกมาแล้วงดงามในมุมมองของผู้ซื้อด้วย เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่การทดลองจะออกมาสำเร็จลงตัวเสมอไป ชวนให้เราตั้งคำว่า คุณฐากรรับมืออย่างไรเมื่อไอเดียของเขาล้มเหลว

“ก็ทำใหม่” เขาหัวเราะ

“มันไม่สาแกใจก็ทำใหม่ ไปต่อ จนกว่าจะได้” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

จิตวิญญาณที่อยากส่งต่อ

งานอีกส่วนในนิทรรศการนั้น คุณฐากรบอกว่าได้แรงขับจากการทำงานเป็นอาจารย์

 “เราอยากทำหลาย ๆ อย่าง เพื่อทดสอบความสามารถของเรา และเป็นโอกาสเผยแพร่ความรู้ด้วย” คุณฐากรเล่า “ที่จริงสิ่งที่เราภูมิใจมากในฐานะอาจารย์ คือบางชิ้นในนี้ทอโดยลูกศิษย์ เราภูมิใจเพราะรู้สึกว่าเขาเอาจากเราไปได้หมด แล้วเขาเก่งกว่าเรา”

จากช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้การเรียนการสอนต้องจัดในรูปแบบออนไลน์ วิชาที่คุณฐากรสอนมักเน้นการปฏิบัติเพื่อเกิดทักษะ ทำให้นักเรียนจำเป็นต้องจะส่งพัสดุมาให้ตรวจที่บ้าน เกิดเป็นซองพัสดุที่เหลือทิ้งจำนวนมาก อาจารย์กรคนเก่งเลยคิดไอเดีย ออกโจทย์สร้างผลงานจากวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ออกมางดงามอย่างไม่น่าเชื่อ งานส่วนนี้ถูกแสดงภายใต้ชื่อชุด From My Students

สุดท้ายก่อนจากกันเราถามคุณฐากรว่า เมื่อมองกลับไปในช่วงเวลานับสิบปีที่คลุกคลีอยู่กับสิ่งทอ เขาได้เรียนรู้อะไรจากเส้นทางของตัวเองมากที่สุด

“มาถึงจุดนี้ได้คือโคตรอดทน” คุณฐากรกล่าว

“เราไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่พร้อมมากขนาดนั้น แต่พ่อแม่รักเรา เขาให้เราทำในสิ่งที่เราอยากจะทำมาตลอด แม้บางครั้งจะไม่เห็นด้วย แต่เราก็ดื้อฝืนด้วยความมุมานะของเรา สุดท้ายมาถึงตรงนี้ เราก็ต้องอดทนกับความคาดหวังของครอบครัว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเรายืนหยัดกับสิ่งนี้ที่เราเลือกได้ เราต้องอดทนกับผู้ร่วมงานที่อาจจะไม่เข้าใจเรา อีกทั้งปัญหาอุปสรรค์ต่าง ๆ ร้อยแปดระหว่างทาง และที่สำคัญคืออดทนกับตัวเอง คือเราจะเอาแบบนี้ เราต้องเอาให้ได้” 

นอกจากความอดทนแล้ว เขายังอยากฝากข้อคิดเรื่องการพัฒนาต่อยอดโดยไม่ก็อปปี้ของเดิมด้วย 

“ไม่อยากฝากเรื่องฝีมือนะ เด็กสมัยนี้พัฒนาฝีมือได้รวดเร็วเพราะสื่อมันเยอะ กลายเป็นว่าอีกสิ่งที่อยากฝากคือ อย่าทำงานซ้ำ ถ้ามีคนทำแล้วอย่าไปทำซ้ำวนลูป ผู้ประกอบการทุกวันนี้เขาให้เราไปช่วยพัฒนา เราก็ไม่ควรไปทำสิ่งที่เขาทำได้อยู่แล้ว แค่ไปเปลี่ยนลายเปลี่ยนสี มันไม่ได้ยั่งยืน สำหรับกร เราควรให้ความรู้เขาด้วย ซึ่งเราก็ต้องกล้าทดลองก่อน และพอเราทดลองด้วยตัวเราเอง มันก็ไม่มีทางซ้ำใครอยู่แล้ว เวลาเอาไปถ่ายทอดต่อเขาก็ใช้ได้นาน ถ้ามันซ้ำ มันก็หากินได้ไม่นาน”

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

นิทรรศการ Spiritual Enternity โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ 

วันที่ 2 – 28 สิงหาคม 2565 เวลา 10.30 – 19.00 น. 

วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) 

ณ ห้องแกลเลอรี่ ชั้น 1 อาคารส่วนหลัง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบกรุงเทพฯ หรือ TCDC กรุงเทพฯ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 2105 7400 #213, 214 หรือเว็บไซต์ www.tcdc.or.th

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load