7 Aug 2018
6 PAGES
6 K

เมื่อมองไปที่อยู่อาศัยหลายๆ แบบ จะเห็นได้ว่า

บางคนชอบห้องที่มีลมเข้า

บางคนชอบอยู่กับของเก่า

บางคนชอบหน้าต่างกว้างที่รับแสงเช้า

บางคนชอบทาสีผนังห้องนอนด้วยสีเทา

แต่สำหรับ ชารีฟ ลอนา ดีไซเนอร์และเจ้าของ ‘Studio Act of Kindness’

บอกว่าชอบอยู่ในเงา

 

เรา

“พ่อผมเป็นคนยะลา แม่เป็นคนปัตตานี ทั้งคู่เป็นครู อยู่อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ผมเองเด็กๆ อยู่ยะหามาตลอด โตมาในบ้านพักข้าราชการต่างจังหวัด ต้องนั่งรถกระบะข้ามเขาเข้าไปเรียนในตัวเมือง ผมเป็นคนชอบศิลปะตั้งแต่จำความได้ และค่อนข้างเก็บตัวเงียบ กลับจากโรงเรียนก็จะเดินเข้าทุ่งนา หิ้วแมวไปตัวหนึ่ง ไปนั่งวาดรูป”

 

เล่า

“ที่ยะหาคนไม่พูดภาษาไทย ทั้งพูดน้อยและพูดไม่ค่อยได้ ส่วนมากจะพูดยาวี แต่ฟังเพลงฝรั่ง เพราะติดกับมาเล เวลาปรับคลื่นวิทยุจะรับคลื่นมาจากที่นั่น คนไปทำงานที่มาเลกันเยอะ ก็จะเอาซีดีเพลงร็อกเข้ามา เสาร์-อาทิตย์ผมก็จะแอบพ่อไปฟังเพลงบ้านคนอื่น

“ผมโตมากับเพลงแบบนั้น งงมาก มันมีความขัดแย้งเต็มไปหมด ตามภูมิศาสตร์อยู่ชนบทไทย ตามชุมชนอยู่กับมุสลิม แต่คัลเจอร์มาจากฝรั่งที่ผ่านมาเลมาอีกที บรรยากาศเหมือนหนังฝรั่ง แต่งตัวใส่แจ๊กเก็ตหนังที่มีพู่เยอะๆ ขี่มอเตอร์ไซค์ตีกัน แต่ผมหยิกเป็นมุสลิมเลย”

 

เป้า

“จากยะลา มาเรียนกรุงเทพฯ เรียนตกแต่งภายใน จบมาก็อัดงาน ทั้งงานประจำและจ๊อบนอก ให้ทำอะไรทำหมด ได้เงินมาก้อนหนึ่งไปเรียนต่อสกอตแลนด์ที่ Glasgow School of Art ที่นั่นการเรียนจะพยายามเก็บคาแรกเตอร์ของคนนั้นๆ ไว้

“ซึ่งผมก็อยากเก็บคาแรกเตอร์ของเราเอาไว้เหมือนกัน เพราะอาชีพผมมันทำงานบนแพสชัน การไปเมืองนอกคือการไปเจอตัวเองจริงๆ ตอนเด็กๆ เราเจอตัวเองในโลกที่เรารู้จักแค่นั้น แต่พอเราไปเจอตัวเองในโลกที่ต้องอยู่กับคนอื่น ทำให้เรารู้จักตัวเองดีที่สุด ผมว่าผมได้ความเศร้ากับความที่ต้องต่อต้านความเศร้านั้นติดตัวมา”

 

เค้า

“ผมเหมือนมีความเศร้าในงานเยอะ เพื่อนจะบอกว่างานของผมเป็นสีดำหลายเฉด และเทกซ์เจอร์ในงานออกแบบของผมในยุคแรกจะหยาบมากๆ ผมชอบอะไรที่มันหยาบมากๆ หยาบไม่ได้หมายความว่าทำหยาบๆ แต่ชอบงานที่ Unfinished ซึ่งตั้งใจทำให้มัน Unfinished นะ ดูไม่สมบูรณ์แต่สวยแบบนั้น

“และผมยังชอบอะไรที่ดูเหมือนจะแข็งแต่มันบาง เป็นความเปราะบางที่ดูเผินๆ เหมือนแข็ง เป็นความคอนทราสต์ในตัว งานที่ดูเหมือนจะโคตรผู้ชายเลย แต่ก็มีความเป็นหญิงอยู่ในนั้น เหมือนจิตใจน่ะ มีแข็งบ้างอ่อนบ้าง”

 

เอ้า

“ผมจะไม่เริ่มงานด้วยสไตล์ ผมจะเริ่มงานด้วยเรื่องราว อย่างถ้าลูกค้าจะเปิดร้านอาหาร ผมก็จะถามว่า คนมากินเป็นยังไง ผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้าเป็นคู่รักเขาจะมาคุยเรื่องอะไรกัน ถ้าเปรียบร้านเป็นผู้หญิง จะเป็นผู้หญิงแบบไหน ร้านมันก็คือร่างกายเรา เราจะสร้างฟอร์มของคนอีกคนหนึ่ง เพื่อเชิญชวนให้ผู้ชายเข้ามาจีบ

“ถ้าเป็นงานออกแบบบ้านก็จะศึกษาว่าเจ้าของบ้านนั้นเสพอะไร ค่อนข้างจะศึกษาเบื้องหลังมากจนชัดน่ะ ไม่ได้มองแต่ภาพสุดท้าย ผมมองถึงที่มาเป็นอันดับแรก คอนโดฯ นี้ก็เหมือนกัน แต่ผมขอเล่าเรื่องการออกแบบออฟฟิศผมก่อนแล้วกัน”

 

เช่า

“ตอนเรียนจบที่สกอตแลนด์ ผมทำงานต่อที่ลอนดอนอยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็กลับไทย กะว่าแค่พักร้อนยาวๆ สัก 3 – 4 เดือน แต่ก็มีคนมาให้ทำงาน เราก็เลยรับ รับไปรับมาทีนี้ก็เลยยาว ตอนแรกมานั่งทำงานกันที่คอนโดฯ นี่แหละ แต่พอเริ่มงานเยอะขึ้น เสียงดังขึ้น ก็เกรงใจน้องชายที่อยู่ด้วยกัน เลยต้องไปหาที่อื่นทำสตูดิโอ

“ไปเช่าตึกแถวที่รอบๆ มีแต่ครอบครัวคนจีน เป็นชุมชน ซึ่งผมรู้สึกดีที่ไปอยู่อย่างนั้นมากกว่าไปอยู่ในตึก ก็รวมตัวเพื่อนมาทำงานด้วยกัน โดยทำออฟฟิศเหมือนโรงเรียนที่ทุกคนเดินเข้าออก มีเรื่องนั่นนี่มาคุยกัน รวมๆ มีความเป็นโชว์เคส

“เพราะผมเชื่อว่าอินทีเรียมันไม่ได้จบแค่อินทีเรีย มันคือการทำงานกับคนอื่นๆ อีกเยอะเลย ทำให้เรารู้สึกถ่อมตัวมากขึ้น ต้องทำงานกับช่างไม้ ช่างนู่นช่างนี่ ผมต้องเรียนรู้จากเขาอีกเยอะ ไม่ใช่ออกแบบเสร็จก็โยนให้คนอื่นทำต่อ เราอยากทำงานร่วมกับคนอื่น ไอ้โชว์เคสก็เลยเกิดขึ้นมาเพราะแบบนั้น

“เราต้องการแสดงให้เห็นว่างานของเราไม่ได้มาจากแคตตาล็อก แต่มาจากความคิดความตั้งใจ ให้ลูกค้าได้งานเฉพาะที่ชอบจริงๆ เราเลือกที่จะทำงานสายนี้ ให้ลูกค้าได้เห็นว่าทั้งหมดนี้เราทำได้และทำเอง เป็นงานที่ลูกค้าควรจะได้ และผมก็ได้ความรู้ด้วย ให้เห็นว่าเราเป็นดีไซเนอร์ที่กระหายอยากจะทำอย่างอื่นด้วย นี่คือภาพรวมๆ ของสตูดิโอ”

 

เจ้า

“ส่วนคอนโดฯ นี่เริ่มแต่งตอนที่ผมเริ่มควบคุมชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานแยกออกมาได้แล้ว ผมแค่อยากมีพื้นที่ที่ตัดออกไปจากความวุ่นวายในทองหล่อ และผมรู้สึกว่าครอบครัวคนไทยน่ะเสาร์-อาทิตย์เท่านั้นถึงจะได้มานั่งคุยกันกับคนในครอบครัว หรือโตแล้วก็ย้ายบ้านออกไปกัน

“ผมรู้สึกอยากได้บรรยากาศเดิมๆ กลับมา บรรยากาศที่กินข้าวไปด้วยดูทีวีกับน้องไปด้วยได้ หรือพ่อแม่มาเยี่ยมก็มีที่ที่อยู่ร่วมกันได้ แทนที่จะออกไปนั่งกินนู่นนี่ข้างนอก ซึ่งมันก็ง่ายกว่า แต่ผมอยากรวบและขมวดให้มันอยู่ในอันเดียว คอนโดฯ นี้ไม่ใช่สมบัติของผมหรอก เป็นสมบัติของที่บ้าน เพราะผมก็เป็นคนต่างจังหวัด ถ้าทุกคนต้องอยู่กรุงเทพฯ หรือหลานจะขึ้นมาเรียนก็มาอยู่นี่”

 

เอา

“ผมจะลงดีเทลกับห้องนั่งเล่นมากหน่อย ผมกับน้องชายเคยอยู่ด้วยกัน สนิทกันมาก แล้วพอต่างคนต่างไปเรียน ก็รู้สึกว่าเราเริ่มห่าง เลยจะใช้ชีวิตอยู่ในห้องนี้เยอะ เดิมมันเป็นห้องคอนโดฯ ทั่วๆ ไป สีครีมๆ ผมก็เอาดำเอาเทามาใส่ เพิ่มส่วนที่เป็นไม้เป็นเหล็กขึ้นสนิมเข้ามา

“เดิมครัวไม่มี ก็เลยทำครัวเพิ่มดีกว่า เพิ่มตู้หนังสือ มีหนังสือประวัติศาสตร์เยอะ น้องชายผมจะใช้เวลาเขียนหนังสือในนี้แทบจะ 24 ชั่วโมง เลยทำให้อยู่แล้วสบายๆ พ่อกับแม่มาเยี่ยมได้ แต่ก็ยังเป็นตัวเองอยู่”

 

เซา

“อยากสร้างสเปซที่ทุกคนอยู่ด้วยกันได้ หรือแม้แต่แมวก็ใช้ชีวิตอยู่กับผมและนอนกับผมได้”

 

เบา

“ห้องนี้เสร็จแล้วผมก็สบายใจขึ้น เพราะผมทำด้วยความสบายใจ คือปกติแสงจะแรงมาก แต่พอเป็นสีเทาปุ๊บมันจะเบาแสงลงมา จากข้างนอกพอเข้ามาจะเบาลง ผมรู้สึกสบายตัวกับสีเข้มๆ เหมือนอยู่ในเงา ไม่ชอบอยู่ในแสง แต่น้องก็จะบอกว่าอย่าดำไปกว่านี้นะ คือตอนแรกเป็นสีดำหมดเลย ไม่มีสีไม้เลย แต่น้องก็บอกว่าขอความวอร์มหน่อย เดี๋ยวจะเอาแต่นอนจนไม่อยากลุก

“ถ้าไม่ตามใจน้องนี่จะดำหมด พื้นก็จะดำด้วย ได้อยู่ในเงาสมใจ แต่หลานเคยขึ้นมาจากใต้เข้ามาแล้วอยู่ไม่ได้ ร้องไห้ เพราะเจอแต่สีดำ เขาคงไม่รู้สึกสบาย ก็เลยคิดว่างวดหน้าคงต้องทำบ้านตัวเองแล้ว แล้วค่อยว่ากัน”

 

เป่า

“ผมมองว่าที่อยู่อาศัยคือที่ที่ผมวิ่งกลับมาแล้วผมเจอตัวเองที่ผมเคยเจอแล้วผมสบายใจ โดยที่ผมทิ้งภาระทั้งหมดที่ต้องรับผิดชอบ มันเป็นบ้านที่เรากลับมาเจอรากเหง้าความรู้สึกตัวเองที่เพียวจริงๆ ผมรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องปรุงแต่งความรู้สึกใดๆ ต่อให้จะมีของเต็มไปหมด แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกดี เป่าตัวเองให้ออกไปจากสิ่งข้างนอก

“ปฏิเสธไม่ได้ว่า 24 ชั่วโมงที่เราใช้ชีวิต เราต้องเจอสังคมหลายเลเวลที่เราต้องปรับตัวให้เข้ากับนู่นนี่ แต่พอเป็นบ้านน่ะมันเหมือนกับเรากลับมาแล้วเจอเราที่เป็นเรา สบาย สงบ ความเป็นเทาดำทำให้ผมสงบ เหมือนตัดอีโก้ตัดความฉุนเฉียวทางอารมณ์ที่เราอาจคอนโทรลไม่ได้จากข้างนอก กลับมาแล้วก็มาอยู่ที่นี่ พอเสาร์-อาทิตย์ที่เราปรับจนเย็นมากๆ ถึงวันจันทร์เราก็พร้อมออกไปใช้ชีวิตต่อ”

 

เก้า

“ผมมักเจอคำถามว่าทำไมถึงชอบสีดำกับเทา คนอื่นชอบสีดำเพราะรู้สึก Timeless แต่ผมเคยปรึกษาหมอ หมอก็พยายามคุยกับผมว่าทำไมถึงชอบสีดำ แล้วผมพูดออกไปโดยไม่คิด มันเหมือนออกมาจากจิตใต้สำนึกน่ะว่า เวลาผมอยู่ในที่มืด ผมรู้สึกปลอดภัยกว่า จนหมอเริ่มรู้สึกแบบไอ้นี่มันมาโซคิสม์รึเปล่า เป็นพวกชอบความผิดหวังรึเปล่า

“ให้ย้อนกลับไปในสิ่งที่ผมเล่าบ่อยๆ ก็จะพบว่าผมเป็นพวกเอาตัวรอดบนความผิดหวังนี่หว่า ทั้งของคนอื่นและของตัวเอง เลยเอาโลจิกนี้เป็นแรงผลักดัน ที่ผ่านมา เราอยู่ภายใต้ความกดดัน บรรยากาศความผิดหวัง แล้วเราทำได้หมด แต่พอสบายเรากลับรู้สึกว่าชนเพดาน ทั้งที่เราน่าจะเอนจอยกับมัน น้องผมเป็นนักประวัติศาสตร์ก็บอกว่า มึงลองเลิกฟังเพลงแบบนี้ ออกไปจากหนังสือกลอนหนังสือกวีที่ชอบอ่านซะบ้าง ลองออกไปจากสีดำ ออกไปเจอสีหน่อยมั้ย”

 

เท่า

“ผมก็เคยตั้งคำถามกับที่อยู่ของตัวเองนะว่า ถ้ามันไม่เป็นสีนี้แล้วเรายังจะสงบอยู่มั้ย เพราะเราอยู่บนความเคยชินของมันแบบนี้ ถ้าอยู่มาวันหนึ่งมีสีแดงขึ้นมาเราจะสงบมั้ย ผมก็ยังไม่รู้คำตอบนะ หัวใจของที่นี่คือการที่ผมได้อยู่ในเงาแล้วผมสงบ ผมปลอดภัยแล้ว

“แล้วถ้าวันหนึ่งมันเปลี่ยน ความรู้สึกของผมกับบ้านกับที่อยู่มันจะเปลี่ยนไปรึเปล่า ผมจะยังเป็นผมคนเดิมรึเปล่า ตอนนี้ผมยังไม่มีเหตุผลที่ต้องเปลี่ยน แต่ถ้าวันหนึ่งมันต้องเปลี่ยน ผมว่าก็อาจต้องมีอะไรกระทบกระทั่งความรู้สึกมากๆ จนต้องการที่แบบเดิมแต่ต่างออกไปอีกที่หนึ่ง”

 

เก๋า

“ผมติดทำความสะอาดทุกวันก่อนนอน เพราะเห็นมาจากพ่อ พ่อไม่อยากให้แม่ทำงานหนัก เพราะฉะนั้น เขาจะนอนหลังสุด ขอเก็บกวาดขอจัดข้าวของเข้าที่นิดหนึ่ง ไม่มีขยะเยอะ ตอนเช้าจะได้พร้อมออกไปทำงานเลย ไม่ต้องมามัวเก็บนั่นนี่ ผมก็จะติดภาพนั้นมา ส่วนวันอาทิตย์จะเป็นวันทำความสะอาดเต็มวัน เคยไปอยู่บ้านที่เยอรมนีหลังหนึ่ง เขาสอนลูกเรื่องวางของเป๊ะมาก เขาสอนว่าต่อให้เดินปิดตาก็ต้องรู้ว่าของอยู่ไหน

“เราเลยเห็นภาพแบบนั้นน่ะ ต่อให้ที่นี่ไฟดับผมก็รู้ตำแหน่งของที่อยู่ ตลกมาก บางคืนตื่นมาก็ไม่เปิดไฟ ลองปิดตาเดินก็ไปถูกนะ บ้านเราน่ะ ตำแหน่งต่างๆ การกะระยะมันจะเป๊ะ แต่น้องผมพอเห็นจะเครียดหน่อยและบอกว่า มึงอะไรนักหนาวะ เปิดไฟก็ได้มั้ง ไม่ได้อยู่ค่ายทหารนะ ปล่อยๆ หลุดๆ บ้างก็ได้”

 

เดา

“เพื่อนหลายคนที่เข้ามาที่นี่มักจะบอกว่าดูแล้วอยู่ไม่ค่อยสบายนะ เขาบอกว่ามันดูแห้งๆ และเหมือนจะถูกคุกคามด้วยอะไรบางสิ่งที่อยู่ในนี้ ตอนแรกมีคนจะพยายามอธิบายสไตล์งานของผมว่ากำลังจะสร้างดราม่า เหมือนทำอะไรก็ได้ให้คนรู้สึก ผมชอบงานออกแบบของยุคที่ให้เห็นวัสดุจริงๆ แต่ผมก็ยังชอบต้นไม้ เพราะผมโตมากับธรรมชาติ หน้าบ้านเป็นคลอง ข้างหลังเป็นทุ่งนา เป็นป่า ผสมระหว่างสิ่งที่มนุษย์สร้างกับธรรมชาติสร้าง

“ผมเลยรู้สึกว่ามันออกมาเป็นมู้ดที่เหมือนโดนบังคับให้อยู่ด้วยกัน อาจจะเป็นอย่างนั้น อาจจะอธิบายได้อย่างนั้นมากกว่า ผมชอบคอมโพสต์ฟอร์มที่คิดว่าในธรรมชาติไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เช่น เก้าอี้สามขา เป็นดีไซน์ที่มีคำถาม เป็นดีไซน์ที่ชวนสงสัย ผมรู้สึกดีนะที่คนรู้สึกแบบนี้ ผมว่างานดีไซน์ที่ดีมันน่าจะเป็นคำถามให้คนไปคิดต่อ เป็นคำถามปลายเปิดให้คนไปวิพากษ์กัน”

 

เม้า

“ถ้าไปบ้านใครแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเขาเลย ผมอาจจะไม่พูดตรงๆ อาจจะถามเขากลับว่าเป็นไงบ้างอยู่บ้าน รู้สึกเป็นตัวเองมั้ย อยากปรับเปลี่ยนอะไรมั้ย อาจจะถามเขาว่ารู้สึกสบายที่สุดตรงไหน ผมว่าคนเรามีจุดประสงค์ต่างกันในการอยู่บ้าน คือบางคนอาจจะรู้สึกไม่ชอบเวลาอยู่บ้าน เลือกที่จะไปใช้ชีวิตข้างนอก บ้านคือที่ที่แค่กลับมานอน เพราะเขาอาจจะเอนจอยชีวิตข้างนอกมากกว่า

“แต่สำหรับผม ข้างนอกผมเจอความหลากหลายเยอะ พอกลับบ้านผมกลับมาเป็นตัวเราที่ไม่ต้องคอยเข้าใจความรู้สึกคนอื่น ไม่ต้องปรับโทนให้เข้ากับคนนั้นคนนี้ เจอคนร้อนก็ต้องปรับใจเราให้เย็นมากๆ เจอคนเฉื่อยมากเราก็ต้องเป็นไฟ อยู่ข้างนอกผมเลยมีความพยายามเป็นตัวเองมากกว่าอยู่ในบ้าน บ้านนี่ไม่ต้องพยายาม ผมเป็นคนไม่มีความพยายามเลยตอนอยู่บ้าน”

 

เขา

“ผมว่าทุกคนชอบอยู่บ้านแหละ แหม อยู่ในที่ที่เอกเขนกได้ ที่เขาไม่ชอบอยู่เพราะอาจจะไม่ตอบโจทย์การเป็นอยู่ เพราะที่นี่แต่ก่อนที่ยังไม่เป็นแบบนี้ ผมหิ้วคอมออกไปทำงานข้างนอกตลอดนะ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องเลย พอไปบ้านใครผมเลยจะ Respect น่ะ รู้สึกว่านั่นคือเขา ผมชอบเวลาไปบ้านใครแล้วรู้สึกว่านี่เป็นบ้านเขา โดยที่เขาไม่ได้พูดบอกอะไรเลย”

 

ภาพ: มนูญ ทองนพรัตน์

CONTRIBUTOR

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ