เมื่อมองไปที่อยู่อาศัยหลายๆ แบบ จะเห็นได้ว่า

บางคนชอบห้องที่มีลมเข้า

บางคนชอบอยู่กับของเก่า

บางคนชอบหน้าต่างกว้างที่รับแสงเช้า

บางคนชอบทาสีผนังห้องนอนด้วยสีเทา

แต่สำหรับ ชารีฟ ลอนา ดีไซเนอร์และเจ้าของ ‘Studio Act of Kindness’

บอกว่าชอบอยู่ในเงา

เรา

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“พ่อผมเป็นคนยะลา แม่เป็นคนปัตตานี ทั้งคู่เป็นครู อยู่อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ผมเองเด็กๆ อยู่ยะหามาตลอด โตมาในบ้านพักข้าราชการต่างจังหวัด ต้องนั่งรถกระบะข้ามเขาเข้าไปเรียนในตัวเมือง ผมเป็นคนชอบศิลปะตั้งแต่จำความได้ และค่อนข้างเก็บตัวเงียบ กลับจากโรงเรียนก็จะเดินเข้าทุ่งนา หิ้วแมวไปตัวหนึ่ง ไปนั่งวาดรูป”

เล่า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ที่ยะหาคนไม่พูดภาษาไทย ทั้งพูดน้อยและพูดไม่ค่อยได้ ส่วนมากจะพูดยาวี แต่ฟังเพลงฝรั่ง เพราะติดกับมาเล เวลาปรับคลื่นวิทยุจะรับคลื่นมาจากที่นั่น คนไปทำงานที่มาเลกันเยอะ ก็จะเอาซีดีเพลงร็อกเข้ามา เสาร์-อาทิตย์ผมก็จะแอบพ่อไปฟังเพลงบ้านคนอื่น

“ผมโตมากับเพลงแบบนั้น งงมาก มันมีความขัดแย้งเต็มไปหมด ตามภูมิศาสตร์อยู่ชนบทไทย ตามชุมชนอยู่กับมุสลิม แต่คัลเจอร์มาจากฝรั่งที่ผ่านมาเลมาอีกที บรรยากาศเหมือนหนังฝรั่ง แต่งตัวใส่แจ๊กเก็ตหนังที่มีพู่เยอะๆ ขี่มอเตอร์ไซค์ตีกัน แต่ผมหยิกเป็นมุสลิมเลย”

เป้า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“จากยะลา มาเรียนกรุงเทพฯ เรียนตกแต่งภายใน จบมาก็อัดงาน ทั้งงานประจำและจ๊อบนอก ให้ทำอะไรทำหมด ได้เงินมาก้อนหนึ่งไปเรียนต่อสกอตแลนด์ที่ Glasgow School of Art ที่นั่นการเรียนจะพยายามเก็บคาแรกเตอร์ของคนนั้นๆ ไว้

“ซึ่งผมก็อยากเก็บคาแรกเตอร์ของเราเอาไว้เหมือนกัน เพราะอาชีพผมมันทำงานบนแพสชัน การไปเมืองนอกคือการไปเจอตัวเองจริงๆ ตอนเด็กๆ เราเจอตัวเองในโลกที่เรารู้จักแค่นั้น แต่พอเราไปเจอตัวเองในโลกที่ต้องอยู่กับคนอื่น ทำให้เรารู้จักตัวเองดีที่สุด ผมว่าผมได้ความเศร้ากับความที่ต้องต่อต้านความเศร้านั้นติดตัวมา”

เค้า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมเหมือนมีความเศร้าในงานเยอะ เพื่อนจะบอกว่างานของผมเป็นสีดำหลายเฉด และเทกซ์เจอร์ในงานออกแบบของผมในยุคแรกจะหยาบมากๆ ผมชอบอะไรที่มันหยาบมากๆ หยาบไม่ได้หมายความว่าทำหยาบๆ แต่ชอบงานที่ Unfinished ซึ่งตั้งใจทำให้มัน Unfinished นะ ดูไม่สมบูรณ์แต่สวยแบบนั้น

“และผมยังชอบอะไรที่ดูเหมือนจะแข็งแต่มันบาง เป็นความเปราะบางที่ดูเผินๆ เหมือนแข็ง เป็นความคอนทราสต์ในตัว งานที่ดูเหมือนจะโคตรผู้ชายเลย แต่ก็มีความเป็นหญิงอยู่ในนั้น เหมือนจิตใจน่ะ มีแข็งบ้างอ่อนบ้าง”

เอ้า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมจะไม่เริ่มงานด้วยสไตล์ ผมจะเริ่มงานด้วยเรื่องราว อย่างถ้าลูกค้าจะเปิดร้านอาหาร ผมก็จะถามว่า คนมากินเป็นยังไง ผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้าเป็นคู่รักเขาจะมาคุยเรื่องอะไรกัน ถ้าเปรียบร้านเป็นผู้หญิง จะเป็นผู้หญิงแบบไหน ร้านมันก็คือร่างกายเรา เราจะสร้างฟอร์มของคนอีกคนหนึ่ง เพื่อเชิญชวนให้ผู้ชายเข้ามาจีบ

“ถ้าเป็นงานออกแบบบ้านก็จะศึกษาว่าเจ้าของบ้านนั้นเสพอะไร ค่อนข้างจะศึกษาเบื้องหลังมากจนชัดน่ะ ไม่ได้มองแต่ภาพสุดท้าย ผมมองถึงที่มาเป็นอันดับแรก คอนโดฯ นี้ก็เหมือนกัน แต่ผมขอเล่าเรื่องการออกแบบออฟฟิศผมก่อนแล้วกัน”

เช่า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ตอนเรียนจบที่สกอตแลนด์ ผมทำงานต่อที่ลอนดอนอยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็กลับไทย กะว่าแค่พักร้อนยาวๆ สัก 3 – 4 เดือน แต่ก็มีคนมาให้ทำงาน เราก็เลยรับ รับไปรับมาทีนี้ก็เลยยาว ตอนแรกมานั่งทำงานกันที่คอนโดฯ นี่แหละ แต่พอเริ่มงานเยอะขึ้น เสียงดังขึ้น ก็เกรงใจน้องชายที่อยู่ด้วยกัน เลยต้องไปหาที่อื่นทำสตูดิโอ

“ไปเช่าตึกแถวที่รอบๆ มีแต่ครอบครัวคนจีน เป็นชุมชน ซึ่งผมรู้สึกดีที่ไปอยู่อย่างนั้นมากกว่าไปอยู่ในตึก ก็รวมตัวเพื่อนมาทำงานด้วยกัน โดยทำออฟฟิศเหมือนโรงเรียนที่ทุกคนเดินเข้าออก มีเรื่องนั่นนี่มาคุยกัน รวมๆ มีความเป็นโชว์เคส

“เพราะผมเชื่อว่าอินทีเรียมันไม่ได้จบแค่อินทีเรีย มันคือการทำงานกับคนอื่นๆ อีกเยอะเลย ทำให้เรารู้สึกถ่อมตัวมากขึ้น ต้องทำงานกับช่างไม้ ช่างนู่นช่างนี่ ผมต้องเรียนรู้จากเขาอีกเยอะ ไม่ใช่ออกแบบเสร็จก็โยนให้คนอื่นทำต่อ เราอยากทำงานร่วมกับคนอื่น ไอ้โชว์เคสก็เลยเกิดขึ้นมาเพราะแบบนั้น

“เราต้องการแสดงให้เห็นว่างานของเราไม่ได้มาจากแคตตาล็อก แต่มาจากความคิดความตั้งใจ ให้ลูกค้าได้งานเฉพาะที่ชอบจริงๆ เราเลือกที่จะทำงานสายนี้ ให้ลูกค้าได้เห็นว่าทั้งหมดนี้เราทำได้และทำเอง เป็นงานที่ลูกค้าควรจะได้ และผมก็ได้ความรู้ด้วย ให้เห็นว่าเราเป็นดีไซเนอร์ที่กระหายอยากจะทำอย่างอื่นด้วย นี่คือภาพรวมๆ ของสตูดิโอ”

เจ้า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ส่วนคอนโดฯ นี่เริ่มแต่งตอนที่ผมเริ่มควบคุมชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานแยกออกมาได้แล้ว ผมแค่อยากมีพื้นที่ที่ตัดออกไปจากความวุ่นวายในทองหล่อ และผมรู้สึกว่าครอบครัวคนไทยน่ะเสาร์-อาทิตย์เท่านั้นถึงจะได้มานั่งคุยกันกับคนในครอบครัว หรือโตแล้วก็ย้ายบ้านออกไปกัน

“ผมรู้สึกอยากได้บรรยากาศเดิมๆ กลับมา บรรยากาศที่กินข้าวไปด้วยดูทีวีกับน้องไปด้วยได้ หรือพ่อแม่มาเยี่ยมก็มีที่ที่อยู่ร่วมกันได้ แทนที่จะออกไปนั่งกินนู่นนี่ข้างนอก ซึ่งมันก็ง่ายกว่า แต่ผมอยากรวบและขมวดให้มันอยู่ในอันเดียว คอนโดฯ นี้ไม่ใช่สมบัติของผมหรอก เป็นสมบัติของที่บ้าน เพราะผมก็เป็นคนต่างจังหวัด ถ้าทุกคนต้องอยู่กรุงเทพฯ หรือหลานจะขึ้นมาเรียนก็มาอยู่นี่”

เอา

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมจะลงดีเทลกับห้องนั่งเล่นมากหน่อย ผมกับน้องชายเคยอยู่ด้วยกัน สนิทกันมาก แล้วพอต่างคนต่างไปเรียน ก็รู้สึกว่าเราเริ่มห่าง เลยจะใช้ชีวิตอยู่ในห้องนี้เยอะ เดิมมันเป็นห้องคอนโดฯ ทั่วๆ ไป สีครีมๆ ผมก็เอาดำเอาเทามาใส่ เพิ่มส่วนที่เป็นไม้เป็นเหล็กขึ้นสนิมเข้ามา

“เดิมครัวไม่มี ก็เลยทำครัวเพิ่มดีกว่า เพิ่มตู้หนังสือ มีหนังสือประวัติศาสตร์เยอะ น้องชายผมจะใช้เวลาเขียนหนังสือในนี้แทบจะ 24 ชั่วโมง เลยทำให้อยู่แล้วสบายๆ พ่อกับแม่มาเยี่ยมได้ แต่ก็ยังเป็นตัวเองอยู่”

เซา

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“อยากสร้างสเปซที่ทุกคนอยู่ด้วยกันได้ หรือแม้แต่แมวก็ใช้ชีวิตอยู่กับผมและนอนกับผมได้”

เบา

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ห้องนี้เสร็จแล้วผมก็สบายใจขึ้น เพราะผมทำด้วยความสบายใจ คือปกติแสงจะแรงมาก แต่พอเป็นสีเทาปุ๊บมันจะเบาแสงลงมา จากข้างนอกพอเข้ามาจะเบาลง ผมรู้สึกสบายตัวกับสีเข้มๆ เหมือนอยู่ในเงา ไม่ชอบอยู่ในแสง แต่น้องก็จะบอกว่าอย่าดำไปกว่านี้นะ คือตอนแรกเป็นสีดำหมดเลย ไม่มีสีไม้เลย แต่น้องก็บอกว่าขอความวอร์มหน่อย เดี๋ยวจะเอาแต่นอนจนไม่อยากลุก

“ถ้าไม่ตามใจน้องนี่จะดำหมด พื้นก็จะดำด้วย ได้อยู่ในเงาสมใจ แต่หลานเคยขึ้นมาจากใต้เข้ามาแล้วอยู่ไม่ได้ ร้องไห้ เพราะเจอแต่สีดำ เขาคงไม่รู้สึกสบาย ก็เลยคิดว่างวดหน้าคงต้องทำบ้านตัวเองแล้ว แล้วค่อยว่ากัน”

เป่า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมมองว่าที่อยู่อาศัยคือที่ที่ผมวิ่งกลับมาแล้วผมเจอตัวเองที่ผมเคยเจอแล้วผมสบายใจ โดยที่ผมทิ้งภาระทั้งหมดที่ต้องรับผิดชอบ มันเป็นบ้านที่เรากลับมาเจอรากเหง้าความรู้สึกตัวเองที่เพียวจริงๆ ผมรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องปรุงแต่งความรู้สึกใดๆ ต่อให้จะมีของเต็มไปหมด แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกดี เป่าตัวเองให้ออกไปจากสิ่งข้างนอก

“ปฏิเสธไม่ได้ว่า 24 ชั่วโมงที่เราใช้ชีวิต เราต้องเจอสังคมหลายเลเวลที่เราต้องปรับตัวให้เข้ากับนู่นนี่ แต่พอเป็นบ้านน่ะมันเหมือนกับเรากลับมาแล้วเจอเราที่เป็นเรา สบาย สงบ ความเป็นเทาดำทำให้ผมสงบ เหมือนตัดอีโก้ตัดความฉุนเฉียวทางอารมณ์ที่เราอาจคอนโทรลไม่ได้จากข้างนอก กลับมาแล้วก็มาอยู่ที่นี่ พอเสาร์-อาทิตย์ที่เราปรับจนเย็นมากๆ ถึงวันจันทร์เราก็พร้อมออกไปใช้ชีวิตต่อ”

เก้า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมมักเจอคำถามว่าทำไมถึงชอบสีดำกับเทา คนอื่นชอบสีดำเพราะรู้สึก Timeless แต่ผมเคยปรึกษาหมอ หมอก็พยายามคุยกับผมว่าทำไมถึงชอบสีดำ แล้วผมพูดออกไปโดยไม่คิด มันเหมือนออกมาจากจิตใต้สำนึกน่ะว่า เวลาผมอยู่ในที่มืด ผมรู้สึกปลอดภัยกว่า จนหมอเริ่มรู้สึกแบบไอ้นี่มันมาโซคิสม์รึเปล่า เป็นพวกชอบความผิดหวังรึเปล่า

“ให้ย้อนกลับไปในสิ่งที่ผมเล่าบ่อยๆ ก็จะพบว่าผมเป็นพวกเอาตัวรอดบนความผิดหวังนี่หว่า ทั้งของคนอื่นและของตัวเอง เลยเอาโลจิกนี้เป็นแรงผลักดัน ที่ผ่านมา เราอยู่ภายใต้ความกดดัน บรรยากาศความผิดหวัง แล้วเราทำได้หมด แต่พอสบายเรากลับรู้สึกว่าชนเพดาน ทั้งที่เราน่าจะเอนจอยกับมัน น้องผมเป็นนักประวัติศาสตร์ก็บอกว่า มึงลองเลิกฟังเพลงแบบนี้ ออกไปจากหนังสือกลอนหนังสือกวีที่ชอบอ่านซะบ้าง ลองออกไปจากสีดำ ออกไปเจอสีหน่อยมั้ย”

เท่า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมก็เคยตั้งคำถามกับที่อยู่ของตัวเองนะว่า ถ้ามันไม่เป็นสีนี้แล้วเรายังจะสงบอยู่มั้ย เพราะเราอยู่บนความเคยชินของมันแบบนี้ ถ้าอยู่มาวันหนึ่งมีสีแดงขึ้นมาเราจะสงบมั้ย ผมก็ยังไม่รู้คำตอบนะ หัวใจของที่นี่คือการที่ผมได้อยู่ในเงาแล้วผมสงบ ผมปลอดภัยแล้ว

“แล้วถ้าวันหนึ่งมันเปลี่ยน ความรู้สึกของผมกับบ้านกับที่อยู่มันจะเปลี่ยนไปรึเปล่า ผมจะยังเป็นผมคนเดิมรึเปล่า ตอนนี้ผมยังไม่มีเหตุผลที่ต้องเปลี่ยน แต่ถ้าวันหนึ่งมันต้องเปลี่ยน ผมว่าก็อาจต้องมีอะไรกระทบกระทั่งความรู้สึกมากๆ จนต้องการที่แบบเดิมแต่ต่างออกไปอีกที่หนึ่ง”

เก๋า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมติดทำความสะอาดทุกวันก่อนนอน เพราะเห็นมาจากพ่อ พ่อไม่อยากให้แม่ทำงานหนัก เพราะฉะนั้น เขาจะนอนหลังสุด ขอเก็บกวาดขอจัดข้าวของเข้าที่นิดหนึ่ง ไม่มีขยะเยอะ ตอนเช้าจะได้พร้อมออกไปทำงานเลย ไม่ต้องมามัวเก็บนั่นนี่ ผมก็จะติดภาพนั้นมา ส่วนวันอาทิตย์จะเป็นวันทำความสะอาดเต็มวัน เคยไปอยู่บ้านที่เยอรมนีหลังหนึ่ง เขาสอนลูกเรื่องวางของเป๊ะมาก เขาสอนว่าต่อให้เดินปิดตาก็ต้องรู้ว่าของอยู่ไหน

“เราเลยเห็นภาพแบบนั้นน่ะ ต่อให้ที่นี่ไฟดับผมก็รู้ตำแหน่งของที่อยู่ ตลกมาก บางคืนตื่นมาก็ไม่เปิดไฟ ลองปิดตาเดินก็ไปถูกนะ บ้านเราน่ะ ตำแหน่งต่างๆ การกะระยะมันจะเป๊ะ แต่น้องผมพอเห็นจะเครียดหน่อยและบอกว่า มึงอะไรนักหนาวะ เปิดไฟก็ได้มั้ง ไม่ได้อยู่ค่ายทหารนะ ปล่อยๆ หลุดๆ บ้างก็ได้”

เดา

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“เพื่อนหลายคนที่เข้ามาที่นี่มักจะบอกว่าดูแล้วอยู่ไม่ค่อยสบายนะ เขาบอกว่ามันดูแห้งๆ และเหมือนจะถูกคุกคามด้วยอะไรบางสิ่งที่อยู่ในนี้ ตอนแรกมีคนจะพยายามอธิบายสไตล์งานของผมว่ากำลังจะสร้างดราม่า เหมือนทำอะไรก็ได้ให้คนรู้สึก ผมชอบงานออกแบบของยุคที่ให้เห็นวัสดุจริงๆ แต่ผมก็ยังชอบต้นไม้ เพราะผมโตมากับธรรมชาติ หน้าบ้านเป็นคลอง ข้างหลังเป็นทุ่งนา เป็นป่า ผสมระหว่างสิ่งที่มนุษย์สร้างกับธรรมชาติสร้าง

“ผมเลยรู้สึกว่ามันออกมาเป็นมู้ดที่เหมือนโดนบังคับให้อยู่ด้วยกัน อาจจะเป็นอย่างนั้น อาจจะอธิบายได้อย่างนั้นมากกว่า ผมชอบคอมโพสต์ฟอร์มที่คิดว่าในธรรมชาติไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เช่น เก้าอี้สามขา เป็นดีไซน์ที่มีคำถาม เป็นดีไซน์ที่ชวนสงสัย ผมรู้สึกดีนะที่คนรู้สึกแบบนี้ ผมว่างานดีไซน์ที่ดีมันน่าจะเป็นคำถามให้คนไปคิดต่อ เป็นคำถามปลายเปิดให้คนไปวิพากษ์กัน”

เม้า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ถ้าไปบ้านใครแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเขาเลย ผมอาจจะไม่พูดตรงๆ อาจจะถามเขากลับว่าเป็นไงบ้างอยู่บ้าน รู้สึกเป็นตัวเองมั้ย อยากปรับเปลี่ยนอะไรมั้ย อาจจะถามเขาว่ารู้สึกสบายที่สุดตรงไหน ผมว่าคนเรามีจุดประสงค์ต่างกันในการอยู่บ้าน คือบางคนอาจจะรู้สึกไม่ชอบเวลาอยู่บ้าน เลือกที่จะไปใช้ชีวิตข้างนอก บ้านคือที่ที่แค่กลับมานอน เพราะเขาอาจจะเอนจอยชีวิตข้างนอกมากกว่า

“แต่สำหรับผม ข้างนอกผมเจอความหลากหลายเยอะ พอกลับบ้านผมกลับมาเป็นตัวเราที่ไม่ต้องคอยเข้าใจความรู้สึกคนอื่น ไม่ต้องปรับโทนให้เข้ากับคนนั้นคนนี้ เจอคนร้อนก็ต้องปรับใจเราให้เย็นมากๆ เจอคนเฉื่อยมากเราก็ต้องเป็นไฟ อยู่ข้างนอกผมเลยมีความพยายามเป็นตัวเองมากกว่าอยู่ในบ้าน บ้านนี่ไม่ต้องพยายาม ผมเป็นคนไม่มีความพยายามเลยตอนอยู่บ้าน”

เขา

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมว่าทุกคนชอบอยู่บ้านแหละ แหม อยู่ในที่ที่เอกเขนกได้ ที่เขาไม่ชอบอยู่เพราะอาจจะไม่ตอบโจทย์การเป็นอยู่ เพราะที่นี่แต่ก่อนที่ยังไม่เป็นแบบนี้ ผมหิ้วคอมออกไปทำงานข้างนอกตลอดนะ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องเลย พอไปบ้านใครผมเลยจะ Respect น่ะ รู้สึกว่านั่นคือเขา ผมชอบเวลาไปบ้านใครแล้วรู้สึกว่านี่เป็นบ้านเขา โดยที่เขาไม่ได้พูดบอกอะไรเลย”

 

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

LIVE LOVE LAUGH

เรื่องราวของคนน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ เป็นเจ้าของบ้านนี้

เธอเป็นนักเขียน นักเดินทาง 

เธอทำสำนักพิมพ์ด้วย นั่นคือสำนักพิมพ์มาลาฤดูร้อน มีหนังสือ ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ออกมาเมื่อ 2 ปีก่อน กับหนังสือ ซินญอริต้าในชุดผ้ากันเปื้อน ออกมาในปีนี้

ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก เล่าเรื่องราวการเดินทางไปอินเดีย ประเทศที่เธอไปครั้งแรกเมื่อ 12 ปีก่อน และราวๆ 30 ครั้ง คือจำนวนการไปอีกของเธอนับถึงปีนี้ 

ซินญอริต้าในชุดผ้ากันเปื้อน เล่าเรื่องราวการเดินทางไปเม็กซิโก โดยมี ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) ศิลปินชาวเม็กซิกัน เป็นทั้งแรงดึงดูดและแรงผลักดันให้เธอไปทำความรู้จักประเทศนี้

และนั่นก็เหมือนจะเป็นเหตุผลหลักๆ ของบรรยากาศและรายละเอียดในบ้านหลังนี้ บ้านที่รอเธอกลับมานั่งเขียนทุกเรื่องราวการเดินทาง

เริ่มด้วยสีชมพู

ตอนที่เข้ามาในหมู่บ้านนี้ครั้งแรก เราเลือกบ้านหลังนี้เพราะกำแพง เพราะสเปซของมันอยู่ด้านในสุด ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร เราเชื่อว่าการที่คนเราตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่างให้กับตัวเอง การตัดสินใจที่เกิดขึ้นมันมักจะมาจากพื้นฐานชีวิตบางอย่าง อย่างเรา ตอนเด็กๆ เราเป็นคนที่รู้สึกไม่มั่นคง ขาดความ Secure เวลาจะต้องเลือกพื้นที่อะไรสักอย่างเราเลยมักจะมองหากำแพงเป็นอย่างแรกเสมอ 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

จนโตมา พอถึงช่วงชีวิตของการเลือกบ้าน วันที่ขับรถเข้ามาในหมู่บ้านนี้ หลังอื่นเราไม่มองเลยนะ เราขับชิดในมองหาแต่บ้านหลังที่ติดกำแพงอย่างเดียวเลย นั่นหมายถึงจะต้องเป็นบ้านที่อยู่หลังสุดท้ายของซอย จนพอเจอหลังที่ใช่ปุ๊บ วันแรกที่ย้ายเข้ามากับลูก ยังไม่ได้ขนอะไรมาจากบ้านเก่าทั้งนั้น มันต้องมาลองนอนดูก่อนเพื่อให้รู้ว่าพอนอนจริงแล้ว เราต้องการให้อะไรมันมาอยู่ในบ้านหลังนี้อีกบ้าง จำได้เลยวันแรกที่มามีฟูกมาอย่างเดียวกับหมอนและผ้าห่ม เอามาแค่นั้นล่ะ ยกขึ้นไปวางบนห้องโล่งๆ นอนกับลูก หาทิศแทบตาย กว่าจะเจอทิศลงตัวว่าควรจะหันหัวไปทางไหน

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยสีเทา

ตอนแรกที่เข้ามา อารมณ์บ้านหลังนี้ก็เป็นเหมือนบ้านในหมู่บ้านทั่วไปนั่นล่ะ คือทุกอย่างสีขาวหมด ทั้งฝ้า กำแพง พื้น แต่เราเป็นคนชอบสีสัน เพราะฉะนั้น พอเข้ามาเจอบ้านที่มีแต่สีขาวว้องไปหมดเลยเนี่ย เรารู้สึกว่าเราอยู่ไม่ได้ มันขาดความอุ่น เราก็เลยใส่สีเทาลงไปให้กับผนังและฝ้าในบ้านก่อน แล้วก็ค่อยๆ หยอดสีอื่นๆ หยอดชิ้นเฟอร์นิเจอร์ตามเข้ามา

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มหยอดด้วยโซฟา

สำหรับเรา มุมที่สำคัญที่สุดในบ้านคือมุมนั่งเล่นกลางบ้าน เพราะอย่างน้อยถ้ายังไม่มีข้าวของอะไรเลย การมีโซฟาสักตัวมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี มีที่ให้นั่งเล่นนอนเล่นในช่วงกลางวัน เพราะฉะนั้น เฟอร์นิเจอร์ชิ้นแรกที่ขนเข้ามาเลยเป็นโซฟาตัวเก่าของปู่ มันเป็นโซฟาวัสดุหนังที่ดูเชยๆ หน่อย แต่พอเอาผ้าอินเดียมาคลุมไว้ มันก็กลายเป็นอีกอารมณ์แล้ว หลังจากเราสร้างมุมนั่งเล่นกลางบ้านนี้ขึ้นมาได้ ของชิ้นอื่นๆ มันก็ค่อยๆ ถูกขนตามเข้ามาจากบ้านหลังเก่า 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยโต๊ะกินข้าว

ตามมาด้วยโต๊ะกินข้าว ซึ่งโต๊ะกินข้าวเราก็เป็นโต๊ะไม้ธรรมดาๆ นี่ล่ะ ให้ช่างไม้ประกอบขึ้นมาเพื่อเป็นโต๊ะกินข้าวที่นั่งได้สองคน เพราะเราอยู่บ้านกับลูกแค่สองคน แต่ด้วยความเป็นคนชอบดอกชอบลาย จะปล่อยโต๊ะให้มันเป็นไม้เพลนๆ ก็ไม่ได้อีก เลยไปเอาผ้าอินเดียลายดอกมาคลุมมันไว้ วันไหนเบื่อลายนี้ เราก็แค่เปลี่ยนผ้าผืนใหม่ ที่บ้านเราผ้าเยอะ ไปอินเดียทีเราจะชอบขนผ้าคอตตอนกลับมา ราคาผ้าที่นู่นมันถูก ลายมันสวยด้วย

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มเข้ามุมอยู่กับงาน

เวลาทำงาน เราต้องการมุมที่ทำให้เราได้รู้สึกถึงคำว่าอยู่กับตัวเองจริงๆ รู้สึกนิ่งได้มากที่สุด คือในบ้านเราอาจจะมีอะไรเยอะแยะไปหมดสารพัดสิ่ง แต่พอเป็นมุมทำงานแล้ว มันคือมุมที่ทำให้เรามีสมาธิในการทำงานได้ดีที่สุด คือทุกวันนี้อาจจะมีร้านกาแฟเป็นพันเป็นหมื่นแห่งให้เลือกไปนั่งเขียนงาน ซึ่งเราเคยลองหลายทีแล้ว ไม่รอดสักที มันเขียนไม่ออก ไม่รู้ทำไม เขียนไม่เคยเสร็จสักที ต้องเขียนที่บ้านเท่านั้นถึงจะเสร็จ คือโต๊ะทำงานในบ้านเรามันจะเป็นมุมในสุดของบ้าน ที่เรานั่งหันหน้าออกไปทางหน้าต่างที่เห็นเป็นแผงต้นไม้ ซึ่งตรงนี้ล่ะคือมุมที่ใช่สำหรับเรา

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยมุมอยู่กับหนังสือ

มุมตรงชั้นหนังสือนี่ ด้วยความที่ลูกเราเป็นคนอ่านหนังสือเยอะมาตั้งแต่เด็ก และตัวเราเองก็เป็นคนทำงานหนังสือมาก่อน เพราะฉะนั้น เรากับลูกจะมีหนังสืออยู่เยอะ ซึ่งพอมีห้องนั่งเล่น มีโต๊ะกินข้าว และมุมทำงานแล้ว มุมต่อมาที่ต้องมีแน่ๆ ก็คือมุมเก็บหนังสือ เราให้ช่างทำตู้เก็บหนังสือบิลท์อินสูงจรดเพดานขึ้นมา ส่วนที่นั่งข้างชั้นหนังสือก็ใช้เป็นฟูกเตียงเดียวขนาด 3 ฟุตของเก่านี่ล่ะ เอามาวางและใช้ผ้าคลุมเอา ซึ่งพอมีผ้ามาคลุมแล้วก็ไม่มีใครดูออกเลยว่ามันคือฟูก วิธีนี้มันเวิร์กมากเลยนะสำหรับบ้านที่อยากมีที่นั่งที่นอนสบายๆ แต่ไม่อยากลงทุนซื้อเบาะที่นั่งหรือโซฟาใหม่ พอวางหมอนสีๆ ลงไป อะจบ งามล่ะ

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่อินเดีย

สีสันในบ้านนี้ทั้งหมด แน่นอน มันมาจากอินเดีย คือถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อนหน้านี้ เราก็ไม่ใช่เป็นคนที่ใช้สีอะไรเยอะขนาดนี้หรอก (บ้านนี้สิบปี) คือสมัยนั้นเป็นคนชอบลายชอบดอกอยู่แล้วล่ะ แต่ยังแมตช์คู่สีไม่เป็น จนกระทั่ง 12 ปีก่อนกับการไปอินเดียครั้งแรก จำได้ว่าครั้งแรกที่อยากไปที่นั่นเพราะเราเห็นงานภาพถ่ายของช่างภาพฝรั่งคนหนึ่ง มันเป็นงานจากเทศกาลสาดสี (Holi Festival) ในภาพนั้นคือคนอินเดียกำลังสาดสีกันอยู่ในวัดแห่งหนึ่ง มันเป็นภาพของพิธีกรรมที่ดูขลังมาก แสงสวยฝุ่นสีฟุ้งกระจายไปหมด วันนั้นพอเราได้เห็นภาพถ่ายนั้น เราก็หูย อยากไปยืนอยู่ตรงนั้นบ้างจัง ก็เลยนำมาซึ่งการตัดสินใจไปอินเดียครั้งแรกและครั้งต่อๆ มาของเรา ซึ่งอินเดียสอนเราเยอะมากในเรื่องของการใช้สี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อที่อินทีเรีย

บ้านคือที่ที่พอคนเราอยู่ไป สิ่งที่เราเป็นมันก็จะปรากฏออกมาเอง ตามกำแพง ตามผนัง ตามเก้าอี้ รวมไปถึงแม้กระทั่งจานชามที่เราเลือกใช้ ตัวเราเอง วันแรกที่เข้ามาอยู่บ้านหลังนี้และต้องนึกถึงเรื่องของการตกแต่ง เราก็ไม่ได้มีภาพอะไรอยู่ในหัวสักเท่าไหร่หรอก เราแค่ขอให้ทุกอย่างมันเปิดโล่งโฟลถึงกันได้หมด ช่วงแรกที่ย้ายเข้ามา บางส่วนของชั้นล่างที่หมู่บ้านเขากั้นพื้นที่ห้องเอาไว้ เราก็ทุบออกหมดเลย จากนั้นด้วยความที่เราเป็นคนชอบสี เราก็ค่อยๆ หยิบข้าวของหรือชิ้นเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นสีมาวางลงไปตามมุมต่างๆ ของบ้านให้ทั่ว และค่อยๆ ใส่พร็อพชิ้นเล็กชิ้นน้อยเข้าไปตามมุมต่างๆ เหล่านั้น

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่สีสัน

เราเป็นคนชอบคู่สีอยู่ไม่กี่คู่หรอก และโทนสีที่เราชอบใช้มันก็มักจะเป็นเฉดสีแบบอินเดีย เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องเป็นสีเฉดอินเดียหรอกนะ แต่มันเป็นของมันเองแบบธรรมชาติ อย่างคู่สีที่เราใช้บ่อยๆ ก็เช่นเขียว-ม่วงและเหลือง-ชมพู ซึ่งคู่สีสองคู่สีนี้ จับไปวางอยู่ตรงไหนมันก็รอด ไปกับอย่างอื่นในบ้านเราได้หมด เราว่าสีแบบที่คนอินเดียใช้ในชีวิตประจำวันเป็นสีที่ซับซ้อนนะ อย่างเวลาพูดถึงสีเหลือง ก็จะมีเลเยอร์แยกออกไปอีก เช่น เหลืองมะนาว เหลืองมัสตาร์ด เหลืองไข่ไก่ ฯลฯ สีอินเดียก็เหมือนคนอินเดียนั่นล่ะ เดายากและคาดไม่ถึง เราเลยชอบสีอะไรแบบนี้ บางคนมาบ้านเราอาจจะไม่ชอบสีในแบบเราเลยก็ได้ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทุกคนจะมีสีในแบบของตัวเอง สำหรับเราเวลาผนังบ้านสีเทามันมาเจอกับพร็อปกับเฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่เป็นสีๆ เราว่ามันทำให้ภาพรวมบรรยากาศในบ้านที่รู้สึกอุ่นดี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยเส้นสาย

จากเรื่องสีแล้วก็เป็นเรื่องของเส้นสาย เส้นสายในที่นี้หมายถึงพวกโมบายและเครื่องแขวนต่างๆ ในบ้าน เราชอบอะไรที่มันดูระโยงระยาง ถ้าไม่มี เราจะรู้สึกว่าอะไรมันขาดหายไป เราชอบบ้านที่ให้ความรู้สึกของคำว่าแน่น คือแต่ละมุมของบ้านจะติดนั่นติดนี่ห้อยนั่นห้อยนี่เอาไว้ นี่มีของอยู่ในห้องเก็บของอยู่อีกเยอะมากที่ยังไม่ได้เอามาติด บางอย่างก็เก็บไว้จนลืมไปแล้ว

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่มองเห็น

ของที่เห็นอยู่ในบ้านหลังนี้ ส่วนใหญ่ได้มาจากความสงสัย คือพอไปเดินเจอ ก็จะสงสัยในที่มาของมัน พอคนขายเล่าให้ฟัง หรือของชิ้นนั้นมันมีประวัติที่มาน่าสนใจ เราก็จะซื้อ แต่ไม่ใช่ซื้อทุกอย่างนะ บางอย่างที่พอฟังข้อมูลแล้ว มันไม่ได้รีเลตอะไรกับเราเลย เราก็ไม่ซื้อ เราเป็นคนชอบเรื่องวัฒนธรรม ชอบงานฝีมือของคนพื้นถิ่นจากชาติต่างๆ ฉะนั้น ข้าวของที่เราเลือกซื้อโดยส่วนใหญ่จะเป็นพวกงานคราฟต์ ขนกลับไทยยากแค่ไหนก็จะต้องขนกลับมาให้ได้ ซึ่งวิธีการขนของเราคือจะต้องขนยังไงก็ได้โดยไม่ให้เสียค่าน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม เรามีเทคนิคของเราเองในการแพ็กในการขน

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยถามหา

อย่างแผ่นเหล็กหัวใจ เวลาไปเม็กซิโกเราจะเห็นเขาขายกันเต็มตลาดไปหมด บางคนอาจไม่ได้สงสัยว่ามันคืออะไร แต่เราเองถ้าเกิดความสงสัย เราจะต้องหาคำตอบให้ได้ จนเราไปเจอข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นเหล็กนี้ว่า การแต่งตัวของคนเม็กซิกันในช่วงยุคหนึ่งจะผสมด้วยศิลปะแนวบาโรกอยู่เยอะ ซึ่งความบาโรกที่ว่านี้หมายรวมถึงพวกแพตเทิร์นรูปหัวใจที่ตกแต่งอยู่บนเสื้อผ้าของคนเม็กซิกันในยุคนั้นด้วย โดยรูปทรงหัวใจถือเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้สื่อสารถึงนักบุญต่างๆ จนผ่านมาในยุคหลังๆ รูปทรงหัวใจก็พัฒนามาเป็นแผ่นสังกะสีรูปหัวใจเพื่อเป็นสินค้าจำหน่ายในตลาด 

ทุกวันนี้คนเม็กซิกันเองก็ซื้อแผ่นเหล็กนี่ไปตกแต่งตามบ้านกันนะ หรืออย่างตุ๊กตาเปเปอร์มาเช่ที่เราได้มาจากเม็กซิโกก็มีที่มาที่น่าสนใจ คือในสมัยโบราณจะมีตุ๊กตาที่เรียกว่าลูปิต้า เราจะเห็นตุ๊กตาลูปิต้านี้ได้ตามหน้าห้องพักของผู้หญิงหากิน ซึ่งมันมีความหมายซ่อนอยู่ โดยถ้าห้องไหนมีตุ๊กตาเปเปอร์มาเช่ลูปิต้าวางอยู่หน้าห้อง ก็แปลได้ว่าผู้หญิงหากินห้องนั้นมีนักการเมืองหรือพวกข้าราชการมาจองตัวไว้แล้ว ห้ามใครยุ่งเด็ดขาด พอเรารู้ที่มาของตุ๊กตาแบบนี้แล้ว ก็เลยซื้อกลับมา มันแปลกดี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยซื้อหา

รังโกลี (Rangoli) เป็นศิลปะการวาดภาพในแบบของชาวฮินดูด้วยทรายหรือผงสีของอินเดีย โดยเฉพาะวันเทศกาลดิวาลี (Diwali) ซึ่งเปรียบเทียบได้กับวันปีใหม่ของคนที่นั่น ทุกบ้านจะช่วยกันสร้างลวดลายรังโกลีบนพื้นบ้านอย่างสวยงามกันเต็มที่ เพราะคนที่นั่นเขาถือว่าเมื่อเทศกาลนี้มาถึง เราจะต้องทำความสะอาดบ้าน จัดบ้านให้น่าอยู่ พร้อมสร้างลวดลายที่เต็มไปด้วยสีสันและจุดเทียนสว่างไสว เพื่อที่เทพเจ้าต่างๆ จะได้อยากแวะเวียนเข้ามาให้พรในบ้าน 

หนึ่งในวิธีการสร้างลวดลายของเขาก็คือการเอาแผ่นลวดลายมาขึงบนเฟรมแบบนี้ จากนั้นเอาทรายสีมาร่อนผ่านเฟรมจนเกิดเป็นลวดลายที่พื้น ตอนที่ซื้อแผ่นเฟรมนี้กลับมา เราก็ไม่ได้คิดว่าจะเอากลับมาร่อนสร้างลายที่พื้นบ้านอะไรหรอก เราแค่เห็นว่ามันสวยดีและราคาถูกมากด้วย ก็เลยซื้อกลับมาสามสิบอัน กะว่าจะเอามาแขวนตกแต่งบ้าน นี่เพิ่งแขวนไปได้สี่ห้าอันเอง จำวันที่ไปยืนซื้อที่ร้านได้ คนขายถามเราว่าซื้อไปทำไมเยอะแยะ จะขนไปขายที่เมืองไทยเหรอ 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่หีบห่อ

เวลาไปตามบ้านของคนในอินเดีย เราจะเห็นว่าทุกบ้านต้องมีหีบ จะเอาขนาดไหนล่ะมีหมด ตั้งแต่ขนาดมินิสุดๆ ใช้เก็บเหรียญเก็บเงิน ไปจนขนาดใหญ่ที่เขาใช้เก็บเสื้อผ้าแทนตู้เสื้อผ้าเลยก็มี ซึ่งหีบเหล่านี้ ถ้าย้อนไปในสมัยที่มีการแบ่งแยกดินแดนปากีสถานกับอินเดีย พวกศิลปินในสมัยนั้นจะใช้หีบนี่ล่ะเป็นสัญลักษณ์ของสถานการณ์การแบ่งแยกที่เกิดขึ้น 

ซึ่งในยุคนั้นคนอินเดียเองก็ไม่ได้มีเงินขึ้นเครื่องบินหรือมีทางเลือกที่หลากหลายมากนักในการเดินทาง สายการบินก็ไม่ได้มีเยอะแบบทุกวันนี้ การเดินทางที่คนอินเดียใช้เป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบันจึงเป็นรูปแบบของการเดินทางด้วยรถไฟ และนั่นเลยทำให้การรถไฟของอินเดียมันยิ่งใหญ่มาก เป็นหัวใจเป็นชีวิตของเขาเลยล่ะ เวลาคนอินเดียจะอพยพขนย้ายข้าวของกันทีกับการเดินทางที่ต้องใช้เวลายาวนานเป็นวันเป็นคืน ถ้าขนของใส่กระเป๋าเสื้อผ้าทั่วไป ข้าวของก็คงพินาศแน่ หีบอะลูมิเนียมก็เลยเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุดเพราะมันสมบุกสมบัน จะถูกโยนถูกทับยังไงก็ไม่เป็นไร เราชอบความจุของหีบนี้ ทุกครั้งเวลากลับจากอินเดีย เราเลยต้องซื้อหีบกลับมาด้วย ค่อยๆ สะสมมาทีละใบสองใบ

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยห่อหีบ

หีบใบนี้แต่เดิมเป็นสีเงิน พอซื้อมาจากในตลาด เราก็ไปหาช่างที่ดาร์จิลิ่งให้เพนต์ให้ ตอนส่งหีบให้เขาเราก็ไม่ได้บอกตรงๆ นะว่าเราต้องการลายอะไร เราแค่ให้โจทย์เขาว่าเราอยากได้ลายดอกไม้ที่บอกความเป็นดาร์จิลิ่ง จนผ่านไปหนึ่งคืน เขาก็ยกหีบลายดอกไม้ที่เขาเพนต์เสร็จมาให้เรา ทุกวันนี้เวลาเห็นหีบใบนี้ เราก็จะนึกถึงดาร์จิลิ่งอยู่เสมอ เราใช้หีบใบนี้เก็บของจากอินเดียที่เรามีความทรงจำกับมัน ของบางชิ้นก็ดูไร้สาระมากนะ แต่มันมีคุณค่าทางใจกับเรา

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มจะฉุกคิด

หลังจากไปเที่ยวเม็กซิโกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเม็กซิโกเป็นประเทศที่โฉ่งฉ่างมาก ทั้งสีทั้งเสียงทั้งความอีเหละเขละขละข้างทางของประเทศนี้ที่มันลงตัวสุดๆ ได้อย่างสวยงามแบบไม่น่าเชื่อ แต่จำได้ว่าพอหลังกลับมาจากทริปนั้น ทันทีที่เราเปิดประตูเดินเข้าบ้าน เรายืนมองไปรอบๆ ตัวเอง อยู่ดีๆ เราก็ถามตัวเองขึ้นมาว่า นี่ฉันจะมีข้าวของเยอะแยะไปทำไมเนี่ย ทำไมมันเยอะไปหมดแบบนี้ ทุกวันนี้ทำไมคนเราต้องมีข้าวของเยอะแยะ ทำไมเราต้องอยากได้นั่นอยากได้นี่ เราซื้อมาแล้วและเราก็เก็บมันไว้ในลังในห้องเก็บของ เก็บจนลืม หรือจริงๆ แล้ว การซื้อของเป็นเพียงเพราะเราแค่ต้องการเป็นเจ้าของ แค่นั้นหรือเปล่า พอยืนคิดแบบนั้นแล้ว เราก็พูดกับตัวเองว่า ต่อไปนี้ฉันจะซื้อของที่เกินความจำเป็นให้น้อยลง 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยคิดได้

จากนั้นมา เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองนะ เพราะโดยปกติเวลาไปเดินทาง ระหว่างทางเรามักจะได้ของติดมือติดไม้อยู่เสมอ ของบางชิ้นก็ไร้สาระสุดๆ คือไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ จนหลังจากทริปเม็กซิโกรอบนั้น เวลาไปไหนเราก็จะซื้อเฉพาะสิ่งที่อยากเก็บอยากสะสมจริงๆ พูดกับตัวเองเสมอว่าเราไม่จำเป็นต้องมีทุกอย่างในโลก

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่เดินทาง

รูปแบบงานของเรามันคือการเอาตัวเองออกไปเก็บข้อมูลนอกบ้านเพื่อกลับมานั่งเขียนที่บ้าน โดยปกติ เราเลยเป็นคนที่ใช้เวลาอยู่บ้านเยอะ ไม่เบื่อหรอกนะอยู่บ้าน เพราะชีวิตหลักๆ ของเราก็มีอยู่สองอย่างนี่ล่ะ คือถ้าไม่อยู่บ้านก็ไปเดินทาง เราถือว่าช่วงเวลาเขียนงานอยู่บ้านคือช่วงเวลาหารายได้ของเรา พอหาได้จุดหนึ่งที่เราตั้งไว้แล้ว เราก็เอาเงินไปเดินทางต่อ เป็นวัฏจักรแบบนี้

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เพื่อกลับมาอยู่บ้าน

คนที่ใช้ชีวิตราบเรียบ ไม่ยึดติดไม่กระเสือกกระสนแสวงหาอะไรมากเป็นคนที่โชคดีมากนะ ซึ่งตัวเราเอง คงอีกไกลกว่าจะไปถึงจุดนั้น เพราะทุกวันนี้ถึงเราจะมีความอยากได้นั่นอยากได้นี้ในช่วงระหว่างทางน้อยลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราตัดใจได้ทั้งหมด ซึ่งบางทีไอ้ความที่ยังไม่รู้จักพอแบบนี้เนี่ย มันก็ทุกข์เหมือนกันนะ 

หรืออย่างบ้านเราเอง ถามว่าทุกวันนี้ถ้าต้องเคลียร์ของทั้งหมดออกไปให้กลายเป็นบ้านสีขาวเพลนๆ เลย เราอยู่ได้ไหม เราคิดว่าเราคงอยู่ไม่ได้ เพราะสีสันเหล่านี้มันเติมเต็มชีวิตในแต่ละวันของเรา สำหรับเรา บ้านมันคือที่ที่เราอยู่แล้วรู้สึกปลอดภัย รู้สึกเป็นตัวเองได้มากที่สุดโดยไม่มีใครมาตัดสิน และสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะเดินทางไกลรอบโลกแค่ไหนก็ตาม เราก็ต้องกลับมาบ้านอยู่ดี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load