ตอนเห็นตึกนี้ครั้งแรก เด่น-นิรามย์ วัฒนสิทธิ์ แค่ใจเต้นตึกตึก แต่เมื่อเข้ามาอยู่จริงๆ ทั้งสิ่งที่ได้พบเห็นและสิ่งที่ไม่คิดว่าจะพบเจอก็ทำให้ใจเขานั้นต้องขอเต้นตึกตึกตึ๊กตึ๊กตึก  

จากบ้านสวนที่นครศรีธรรมราชตอนเด็ก

มาบ้านทาวน์เฮาส์ที่สวนผักตลิ่งชันตอนวัยรุ่น

ตอนนี้ เด่นมาอยู่บ้านตึกบนถนนหลานหลวง

ที่ที่ทำให้รู้ว่า

จักรยานใช้ได้จริงในกรุงเทพฯ

วิวระเบียงชั้นสามที่หลังบ้านนั้นใช้ได้และได้ใช้

เพื่อนบ้านสำคัญพอๆ กับบ้านเพื่อน

พื้นที่ส่วนอื่นกับพื้นที่ส่วนตัวสามารถอยู่ด้วยกันได้

และบ้านคือที่ไหนก็ได้ แม้แต่ชั้นสองและชั้นสามบนร้าน EDEN’S ของเขาเอง

ตึก

Eden's

ตอนหาที่ทำร้าน รู้สึกชอบตึกนี้น้อยสุด เพราะจากข้างนอกดูเป็นตึกแถวธรรมดา รู้สึกเฉยๆ มากเลย วันแรก นั่งมอเตอร์ไซค์มาดูตอน 3 ทุ่ม แง้มประตูดูก็ เฮ้ย จะยังไงดี นึกภาพไม่ออกเลย ข้างนอกไม่โรแมนติก ข้างในไม่สวยน่ะ

ตึกตึก

ตึกเก่า

แต่พอวันที่เริ่มรื้อ เริ่มขูดสีผนัง ก็เริ่มเห็นความสวย และพอรื้อฝ้ารื้อทุกอย่างออกหมดมันโคตรสวยเลย มันกำลังดีน่ะ ก็เก็บไว้เยอะมากเลย เกือบเหมือนเดิม

ตึ๊กตึ๊กตึก

นิรามย์ วัฒนสิทธิ์

บ้านที่ใต้เป็นบ้านในสวนมะพร้าว ไม่ชอบแค่โลเคชันเพราะจะไปไหนก็รู้สึกไกล แต่เป็นบ้านที่โคตรดีเลย ชอบบรรยากาศที่ล้อมด้วยต้นมะพร้าว ตั้งแต่เด็กพ่อแม่ให้เลี้ยงสัตว์ เห็นรูปตัวเองตอน 1 ขวบถ่ายกับกระต่ายกับไก่แจ้ที่ตัวสูงกว่าเรา โตมาก็มีหนูตะเภาให้เลี้ยง มีเป็ดมีไก่ให้เก็บไข่ มีระเบียงที่มองลงไปเห็นเล้าไก่ ซึ่งระเบียงดาดฟ้าของที่นี่ทำให้นึกถึงระเบียงบ้านที่ใต้ เคยมีเตียงสองชั้นที่แย่งกับน้องนอน ตอนนี้ถ้ากลับไปก็นอนพื้นเล่นกับหลาน ก็จะเป็นเด็กบ้านนอกเลย พ่อแม่เป็นครู โคตรขอบคุณเลยที่โตมาแบบนี้ มาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 15 เลยรู้สึกเป็นคนเมือง ซึ่งบ้านหลังนั้นก็เซิร์ฟชีวิตตอนนั้นมาก มันใช่มาก เป็นหลุมหลบภัยของเราจากความวุ่นวายข้างนอก แต่เมื่อวานกลับไปเอาต้นไม้เอาจานชามนิดหน่อย ก็ยังรู้สึกว่าเป็นบ้านอยู่นะ แต่เรากลับไปด้วยความรู้สึกไม่เหมือนเดิม คือเรากลับไปเอาของน่ะ ฉันรักบ้านนั้นนะ แต่ตอนนี้ฉันอยู่บ้านนี้ และบ้านตอนนี้โคตรใช่เลย

ตึก

ตึกเก่า

เข้ามาอยู่ตึกนี้ตั้งแต่ยังทำไม่เสร็จ เซ็นสัญญาวันที่ 19 เดือนมีนา วันที่ 1 เมษาเริ่มรื้อ ตั้งใจว่าปลายเมษาจะมานอนที่นี่ให้ได้ คืออยากมาคุมร้าน เพราะเราเห็นภาพตอนที่ร้านเสร็จแล้ว เลยอยากทำให้มันเสร็จให้เร็วที่สุด ซึ่งถ้าเรามาอยู่เราจะรู้ปัญหาที่มีทั้งหมดด้วย เช่น หลังคารั่วต้องซ่อมมั้ย และมีความเสียดายบ้านด้วยมั้ง รู้สึกว่าถ้าทำร้านเสร็จ บ้านจะไม่ใช่ของเราแล้ว ตอนนั้นรู้สึกแบบนี้นะ ก็คิดไว้ว่าพอทำเสร็จก็คงอยู่นี่แหละ แต่คงอยู่แบบไปๆ มาๆ ไม่ได้แพลนว่านี่คือบ้านน่ะ

ตึกตึก

ตึกเก่า

เปิดร้านแรกๆ ได้ใช้ที่นี่เป็นแค่ที่ซุกหัวนอนจริงๆ ขึ้นมาก็คือนอน นอนได้วันละ 3 – 4 ชั่วโมง นอนตีหนึ่ง ตีสี่ครึ่งต้องตื่นลงไปทำขนม บางวันยังใส่ชุดนอนอยู่ น้องสตาฟฟ์มาบอกว่ามีลูกค้ามารอหน้าร้านแล้ว ก็บอกว่า โอเค ขอเวลา 5 นาทีขึ้นมาอาบน้ำแล้วเดี๋ยวลงไป มันเป็นที่ที่เราต้องพร้อมลงไปทำงานน่ะ ไม่สามารถเดินทางไปกลับได้ ประมาณ 2 เดือนแรกที่มันจะยุ่งมาก เก้าอี้ที่เคยได้นั่ง ต้นไม้ที่เคยได้ดู ก็แค่วิ่งผ่านไปห้องน้ำเท่านั้น

ตึ๊กตึ๊กตึก

Eden's

มันเป็นบ้านและที่ทำงานตั้งแต่แรก แต่ตอนแรกหนักไปทางทำงานมากกว่า ตอนนี้มันเริ่มเป็นบ้านมากขึ้น ก็ไม่ได้กลับไปนอนบ้านเดิมอีกเลย เพราะบ้านนั้นไม่มีเตาอบ เตาอบถูกยกมาไว้ที่นี่แล้ว รู้สึกว่าตื่นเช้ามาแล้วเจอครัวที่ไม่มีเตาอบมันจ๋อยสำหรับเรา เลยรู้สึกว่าที่นี่มันบ้านกว่า และเอาจริงคือ บ้านคืออะไร? ความหมายของบ้านคืออะไร รู้สึกว่าที่นี่รักเรามาก และเราก็รักที่นี่มาก รู้สึกว่ามันถูกที่ถูกทาง รู้สึกถึงพลังที่ส่งให้ที่นี่และที่นี่ก็ส่งกลับมา แม้วันแรกๆ จะเปิดไฟนอนเพราะกลัวผี ก็มันบ้านเก่าน่ะ

ตึก

Eden's

ชั้นล่างเป็นร้าน ภาพที่เห็นเป็นอย่างที่คิดไว้ทุกอย่าง

ตึกตึก

Eden's นิรามย์ วัฒนสิทธิ์ นิรามย์ วัฒนสิทธิ์ Eden's

ชั้นสองถ้าร้านไปได้ดี อย่างแรกที่คิดคือเป็นโต๊ะกาแฟรวมโต๊ะยาวให้คนแชร์โต๊ะกัน สุดท้ายก็เป็นไปไม่ได้ เพราะคัลเจอร์คนไม่เป็นแบบนั้น อย่างที่สองคือเป็นสเปซของตัวเอง เป็นสตูดิโอเอาไว้ถ่ายรูป เป็นที่นั่งทำงาน แต่สิ่งที่เพิ่มมากลายเป็นอย่างที่สามคือเป็นห้องดินเนอร์ และมันเวิร์กตอนคริสต์มาสครั้งแรกที่เพื่อนแถวๆ นี้มาปาร์ตี้กัน ประมาณ 20 คน เป็นเพื่อนกันหมด เป็นคริสต์มาสปาร์ตี้ที่ดีสำหรับเรา ทุกคนแฮปปี้มาก ทำให้บางวันถ้าลูกค้าอยากจัดปาร์ตี้หรือดินเนอร์ก็ได้ เคยชวนเพื่อนมหาลัยมากินข้าวที่นี่ก็เวิร์ก ก็เป็นโต๊ะกินข้าวบ้านเราน่ะ ซึ่งมันเริ่มจากการเป็นโต๊ะกินข้าวของสตาฟฟ์ที่ร้านนี่แหละ เราเรียกมันว่า White Kitchen ดัดจริตไปงั้นแหละ อยากให้มันต่างกับข้างล่าง

ตึกตึกตึก

ห้องนอน

ชั้นสามนี่ตอนทำร้านตั้งแต่แรกก็รู้เลยว่าโคตรยุ่ง รู้เลยว่ากลับบ้านนอนไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ที่นี่คือที่ซุกหัวนอนแหละ อย่างที่ว่าถ้าเปิดร้านก็จะไม่มีเวลาละเลียดกับบ้านนี้แล้ว เลยอยากมาอยู่ให้เร็วที่สุด ห้องน้ำเสร็จ ห้องนี้ทำความสะอาดได้ ก็พร้อมมานอนเลย

ตึก

ห้องนอน

เป็นห้องโล่งหมดไม่มีอะไรเลย แล้วที่เข้ามาก่อนก็คือเตียงนอนกับเก้าอี้หนึ่งตัว เตียงก็ขอซื้อมาจากอพาร์ตเมนต์เก่าที่หนึ่ง โคมไฟก็เอามาจากบ้าน รูปก็เอามาจากบ้าน โอเคนอนได้แล้ว

ตึกตึก

นิตยสาร

ทีแรกก็มีเตียงเดียว แล้วทีนี้ช่วงแรกๆ ของร้านมีน้องนอนด้วย เพราะมันยุ่งมาก และบ้านน้องไกล สะดวกสุดก็ต้องนอนที่นี่แหละ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปเช่าบ้านให้เด็กอยู่ งั้นก็อยู่ที่นี่ก็ได้

ตึ๊กตึ๊กตึก

ห้องนอน

เพราะอย่างที่บอกว่าตอนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าเป็นบ้านขนาดนั้น มันเป็นห้องนอน เป็นหอพัก ก็เฮ้ย เลิกงานมีเวลานอนมากสุด 5 – 6 ชั่วโมง เดี๋ยวตอนเช้าก็ต้องตื่นแล้ว ก็นอนๆ ไปเหอะ อารมณ์นั้นน่ะ ตอนแรกก็คิดจะกั้นม่าน แต่ห้องมันก็ไม่ได้ใหญ่พอจะกั้นม่าน ก็เลยกลายเป็นมี 2 เตียง ช่วงหลังก็มานอนเตียงสูงแทน เตียงเดิมก็กลายเป็นเตียงแขก เพราะเตียงสูงรู้สึกนอนสบายกว่า เตียงนั้นดูจมไปนิดหนึ่ง แต่มันสวยน่ะ

ตึก

Eden's

ที่ไม่ให้นอนชั้นสอง เพราะชั้นสองฟังก์ชันคือห้องกินข้าวกับห้องทำงานเท่านั้น ไม่เคยคิดเห็นภาพว่าจะมีคนไปนอน มันก็ flexible แหละ แต่จะไม่ flexible ขนาดเป็นห้องนอน มันควรจะเป็นโอเพ่นสเปซที่ทำอะไรก็ได้ อนาคตอาจเป็นห้องแสดงงานศิลปะหรือเวิร์กช็อปทำอาหาร ซึ่งทุกอย่างมันจะบอกเราเองว่าทำอะไรได้บ้าง ยกเว้นเอาไว้นอน

ตึกตึก

ดอกไม้ ดอกไม้

นี่เพื่อนเพิ่งกลับไป เป็นเพื่อนมาจากต่างจังหวัด มันก็เป็นเรื่องดีที่เพื่อนมา แล้วทำไมต้องไปเช่านอนที่อื่น เธอก็มานอนกับฉันสิ มันแค่ไม่ได้กั้นเป็นอีกห้อง เอาจริงคือถ้าไม่สนิทจริงก็ไม่ให้มาอยู่แล้ว มันเหมือนกลับไปเป็นบ้านที่ไม่ใช่บ้านของเราคนเดียวน่ะ

ตึ๊กตึ๊กตึก

นิรามย์ วัฒนสิทธิ์

แต่เราก็มีมุมที่จะอยู่ของเราคนเดียวได้ เตียงสองเตียงในห้องเดียวกันไม่ได้มีปัญหาในการหามุมส่วนตัว หรือตอนไม่มีใครมา การอยู่คนเดียวในห้องที่มีสองเตียงมันก็ไม่รู้สึกว่าเกินหรือขาด มันก็ฟังก์ชันน่ะ

ตึก

บ้านนิรามย์ วัฒนสิทธิ์

ผนังไม้ข้างเตียงบางส่วนก็เป็นสีเดิม สวยดี มีชื่อเด็กเขียนอยู่ คงเป็นเด็กที่มาเรียนพิเศษ เพราะเดิมชั้นนี้เป็นที่สอนพิเศษมาก่อน หลังจากรื้อทุกอย่างไปหมดแล้ว ผนังด้านหนึ่งก็ต่อชั้นสำหรับไว้วางหนังสือ เคยไปเห็นร้านจานที่ปารีสซึ่งใช้วิธีกั้นเส้นเล็กๆ แล้ววางจานเรียงสวยๆ แต่สุดท้ายพอทำมาก็ไม่ได้ใส่จานขนาดนั้น เพราะแม้กลางวันจะรู้สึกโอเค แต่กลางคืน

ตึกตึก

จาน

กลางคืนจะน่ากลัวขึ้น

ตึกตึก

บ้านนิรามย์ วัฒนสิทธิ์

อยู่ดีๆ จานจะหล่น

ตึกตึก

หนังสือ

ลงมาเอง

ตึกตึก

เก้าอี้

เพราะว่า

ตึกตึก

Eden's

บ้านหลังนี้สร้างอยู่บนที่

ตึกตึก

ภาพ

ที่ติดกับ

ตึกโป๊ะ

นิรามย์ วัฒนสิทธิ์

ติดกับถนนใหญ่ พอกลางคืนรถใหญ่แล่นผ่านแล้วบ้านสั่นสะเทือนมาก

ตึก

นิรามย์ วัฒนสิทธิ์

เราเป็นคนตื่นเองโดยไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุก สิ่งแรกที่ทำตอนตื่นคือเปิดม่านแล้วมองออกไปข้างนอก ตอนเช้าแสงจะสวยมาก เพราะหลังๆ ไม่ต้องเร่งไม่ต้องรีบมาก ก็จะมีเวลาละเลียดอะไรได้นิดหน่อย บางทีตื่นแล้วก็ย้ายมานอนเล่นที่โซฟาอีกสักครึ่งชั่วโมง ก่อนทำกิจกรรมอื่นต่อไป

ตึกตึก

บ้านนิรามย์ วัฒนสิทธิ์

รู้สึกว่าความเป็นบ้านมันมากขึ้นเมื่อย้ายโซฟาตัวนี้มาจากบ้านเดิม และทำให้เราอยู่ติดบ้านมากกว่าเดิม เลยรู้สึกว่า คนเราน่ะ บ้านตากอากาศ บ้านหลังที่สอง มีไว้ทำไม เอาจริงคนเราอยู่บ้านได้หลังเดียว ให้รู้สึกว่าเป็นบ้านได้จริงๆ น่ะ นี่สำหรับตัวเองนะ คนอื่นไม่รู้

ตึ๊กตึ๊กตึก

บ้าน

วันไหนถ้าลูกค้าไม่เยอะก็ขอแวบขึ้นมานอนสักชั่วโมง ถือกาแฟมาแก้วหนึ่ง น้ำขวดหนึ่ง เล่นโทรศัพท์แล้วก็หลับไป ลงไปอีกทีสักบ่ายสามครึ่งกำลังดี โคตรโชคดีน่ะ ได้ที่นอนที่ทำงานที่งีบได้ แฮปปี้มาก อีกนิดหนึ่งก็คือใส่ชุดนอนไปเสิร์ฟแล้วเนี่ย

ตึก

Eden's

มีอยู่วันหนึ่งช่วงเปิดร้านใหม่ๆ เด็กไปเรียกในครัวว่ามีเจ๊คนหนึ่งมาหา เด็กก็ทำท่างงๆ เราออกมามาดูก็เจอเจ๊ง้อ ซึ่งขายผลไม้อยู่ในตลาด เจ๊ก็บอก ฉันจะมาซื้อของเธอ เธอเป็นลูกค้าฉันมานานแล้ว มีอะไรขายบ้าง แต่ฉันไม่อยากเดินเข้าไป ฉันเกรงใจลูกค้าเธอ เราก็บอก เฮ้ย เจ๊เข้ามาเลย การมาอยู่ที่นี่ทำให้รู้ว่าข้างบ้านเรามีอะไร กลายเป็นเพื่อนบ้านกับคนแถวนี้โดยธรรมชาติ มันโคตรน่ารักเลย

ตึกตึก

Eden's

มาอยู่ที่นี่เราได้เข้าใจเลยว่า neighborhood หรือชุมชนจริงๆ คือการที่เดินเข้าไปกินอาหารร้านหนึ่งแล้วพบว่าเนื้ออบอร่อยมาก จนเราสามารถบอกเขาว่าถ้าร้านจะขอมาซื้อเนื้อนี่ไปทำอาหารที่ร้าน และจะบอกทุกคนว่าซื้อเนื้อมาจากร้านนี้ ก็มีของดีอยู่แถวบ้าน ทำไมเราจะไม่เอา ทำไมเราจะไม่บอกคนอื่น และก็เป็นร้านที่ถ้าลืมเอาตังค์ไป ค่อยมาจ่ายวันหลังก็ได้ ซึ่งทำแบบนี้ได้กับหลายร้านแถวบ้านมาก เราได้เรียนรู้ neighborhood จริงๆ ตอนได้มาอยู่ที่นี่ อยู่ที่อื่นไม่รู้นะ แต่อยู่ที่นี่มันเกิดขึ้น หรืออย่างร้านไม้แถวนี้ที่สนุกกับการทำโต๊ะอาหารที่ขาไม่เหมือนกันให้เรา แถมยังบอกว่าถ้ามีซ่อมไฟอะไรเล็กๆ น้อยๆ บอกได้นะ เขาไม่ใช่ช่างไฟหรอก แต่ถ้าเล็กๆ น้อยๆ พอได้ แม้แต่ชื่อร้าน ก็ไปคุยกับร้านที่ติดกับร้านทำโต๊ะว่าทำตัวอักษรแบบนี้ได้มั้ย ทำทองแบบจีนโบราณเลยนะ เอาแบบพ่นแดงก่อนแล้วถมทอง

ตึ๊กตึ๊กตึก

Eden's

เมื่อก่อนเราอ่านหนังสือเราก็รู้เท่านั้น แต่พอมาอยู่ที่นี่ เราขี่จักรยานไปนั่นนี่ ขี่ไปซื้อปูนขาว ไปซื้อสีน้ำมัน ได้ขี่จักรยานอยู่แถวนี้จึงได้เห็นว่าร้านนั้นร้านนี้อยู่ตรงไหน และเพราะเราไม่ปิดด้วยมั้ง และลึกๆ แล้วเราคิดอยู่แล้วว่าจะ neighborhood หลังจากนั้นร้านไม้ก็สนุกกับเรา ร้านเนื้อก็เก็ตว่าเราจะทำอะไร กระดาษรองจานรองแก้วก็พิมพ์โรงพิมพ์แถวนี้ เคยเห็นภาพความเป็น neighborhood ในหนังสือก็รู้สึกว่าฝรั่งมันดัดจริต จะมีจริงเหรอ แต่พอมาอยู่ที่นี่ก็ได้รู้ว่ามันโคตรจริงเลย พูดได้เลยว่ามันมีจริง มันคือภาพของคนในชุมชนที่ไปมาหาสู่กัน

ตึก

Eden's เด่น นิรามย์ ดอกไม้

สิ่งที่บ้านนี้สอนคือเรื่องเวลา สอนว่าเราต้องรอนะ เห็นภาพโต๊ะตัวหนึ่งที่กะเอาหน้าต่างเก่ามาทำตั้งแต่วันแรก แต่ได้ใช้จริงๆ หลังจากเปิดร้านมาหกเจ็ดเดือน มันต้องค่อยๆ น่ะ ที่ไม่ฟูมฟายเพราะมันอยู่แบบเป็นจริงน่ะ พร้อมเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ไม่ต้องไปเร่งมัน จังหวะใช่มันใช่เอง เรื่องจำเป็นคือทำร้าน พอร้านอยู่ตัวก็ทำบ้าน มันเริ่มเป็นบ้านตอนเดือนที่หกที่เจ็ดก็ถือว่าเร็วแล้ว อย่างร้านเราเห็นภาพที่อยากเห็นทุกอย่างเลย เกินกว่าที่เห็นด้วย นั่นคือ success ของเราในความเป็นร้าน ส่วน success ในความเป็นบ้านก็คือเราไม่ต้องแต่งให้มันเสร็จในวันแรก ไม่จำเป็นน่ะ ตัวเราก็เหมือนเดิม ฉันจะนอนบ้านนี้ได้ก็ต้องสวยประมาณหนึ่ง สวยของฉันคืออะไร คือมีเตียงมีตู้ที่ฉันอยากได้หน้าตาประมาณนี้ แต่ตู้เหล็กมาตั้งแต่วันแรกมั้ย ก็ไม่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะต้องมาตั้งแต่แรกครบทุกอย่าง สวยของคนอื่นเป็นไงไม่รู้ แต่สวยของเราที่เบาลงก็ยังสวยได้ บ้านนี้ดูยังไงก็ยังเป็นฉัน ถ้าอยู่ในตัวเรายังไงมันก็เป็นเราน่ะ อย่างสีก็ยังมีโทนรวมๆ นะ ขาว น้ำตาล ดำ อยู่ๆ มีเขียวหลุดมา ซึ่งบ้านนี้ให้เขียวมา เราก็เอาเขียวมาใช้ แต่สุดท้ายรวมๆ มันก็เป็นโทนแบบเรา

ตึกตึก

เด่น นิรามย์

ตัวเราก็เปลี่ยน อะไรไม่เปลี่ยนบ้าง ตัวเราเปลี่ยนแล้วบ้านก็บอกเราน่ะ เพราะใช้ชีวิตอยู่กับมันทุกวัน รู้สึกอยู่มานานจนลืมบ้านเก่าได้เลย มาอยู่บ้านนี้ของที่ลงทุนคือชุดนอน มันโคตรดีที่สามารถใส่ชุดนอนไปกินอาหารเช้าวันจันทร์ได้ ยิ่งถ้าใส่ชุดนอนไปนั่งบาร์ได้จะโคตรดีเลย

ตึก

เด่น นิรามย์

ทำให้ได้รู้ว่านอนสบายอยู่สบายมันคืออะไร เพราะตอนแรกบ้านนี้มันไม่ได้นอนไง ตอนแรกมันคือที่ซุกหัวเฉยๆ พอวันหนึ่งได้ใส่ชุดนอนดีๆ ในวันหยุดร้าน 10 โมงยังอยู่บนเตียง แล้วไปนั่งระเบียงดาดฟ้า ออกไปทำนู่นนี่สักหน่อย บ่าย 2 ไปนั่งเขียนงานที่ชั้นสอง แล้วก็หลับ เฮ้ย มันดีว่ะ เราก็ต้องการแค่นี้หละ มันดูโรแมนติกลดลง แต่เรียลิสติกมากขึ้น

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

LIVE LOVE LAUGH

เรื่องราวของคนน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่

ตอนแรกที่ ศุภชัย เพ็ชรี่ ตัดสินใจมาเช่าอพาร์ตเมนต์ที่นี่ ก็ด้วยเหตุผลประมาณนี้

1. กำลังจะเป็นฟรีแลนซ์ ห้องที่เคยเช่าอยู่เล็กเกินไปสำหรับจะใช้เป็นที่ทำงานด้วย

2. รูปแบบของอาคารที่เป็นอพาร์ตเมนต์ยุคเก่า (สร้างให้เจ้าหน้าที่ UN มาเช่า) ช่างถูกใจ

3. โลเคชันใกล้เมือง แต่ค่อนข้างมีความสงบ

และ 4. แฟนชวนมาแชร์ค่าห้องนี้ ซึ่งเขาก็ว่าดีเพราะได้จ่ายน้อยกว่า แต่อยู่มากกว่า และของเยอะกว่า 

ตอนนี้เหตุผลข้อ 1 – 3 ยังอยู่ ส่วนข้อ 4 ไม่มีแล้ว แต่เขาก็ยังอยู่ที่ห้องนี้

แม้จะต้องอยู่คนเดียวก็ตาม

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่

ลองอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่

ตอนย้ายมาใหม่ๆ พอมีเวลาเลยได้ทดลองทำนู่นทำนี่ภายในห้อง ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ทั้งแต่งห้อง ทำสวน จัดระเบียง แล้วพอดีได้ไปช่วยงานถ่ายภาพคอนโดฯ รู้สึกว่าการไปช่วยเซ็ตช่วยจัดมันสนุกดี ก็เริ่มมีงานเซ็ตมากขึ้น แล้วก็สนุกมาก เราไม่ต้องพยายามมากเกินไปเหมือนตอนเป็นช่างภาพกับสไตลิสต์ แม้ว่าตอนนั้นจะเป็นยุคของช่างภาพกับสไตลิสต์ 

ไม่ค่อยมีคนอยากทำเซ็ตเพราะไม่ค่อยได้เครดิต ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ตอนแรกก็รู้สึกน้อยใจว่าทำไมไม่ได้เครดิต แต่วันหนึ่งจำไม่ได้ว่างานไหนนะ มีนางแบบเดินมาบอกว่า “นี่เซ็ตของเธอน่ะทำให้ฉันทำงานง่ายขึ้นเยอะเลย ทำให้ฉันเก็ตมู้ด” เราก็เลยเริ่มรู้สึกว่า อ๋อ งานของเราจริงๆ ก็คือนี่แหละ อาชีพคือ Prop Stylist หรือ Set Designer ได้หมดเลย 

ถ้าสถานที่มีมาแล้วแต่เอาของไปเติมก็คือ Prop Stylist ถ้าสร้างขึ้นมาใหม่เลยคือ Set Designer ซึ่งพอมีงานมาเรื่อยๆ ของในห้องนี้ก็พัฒนาไปพร้อมกัน พัฒนาคือทั้งเยอะขึ้นและสไตล์ชัดขึ้น ชัดคือชอบอะไรที่มันเก่าๆ ไม่ถึงขนาดเก่ามาก ไม่ได้เก่าแบบแอนทีก ไม่ได้เก่าหรูหรา แต่มีความเป็นโฟล์กและฟังกี้หน่อยๆ เหมือนยายกับหลานอยู่ด้วยกัน 

เลือกอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่

ที่เห็นในนี้มาพร้อมทั้งอาชีพกับการเติบโตภายใน เติบโตภายในคือการไม่ต้องการให้ใครหรืออะไรมาเติมเต็มเราแล้ว มันเริ่มอยู่ตัวแล้วว่าอยากได้อะไรก็ทำเอา ไม่อยากออกไปข้างนอกก็ทำบ้านให้น่าอยู่ แล้วก็เลือกเก็บเฉพาะสิ่งที่อยากเก็บ ซึ่งไม่ใช่แค่ของนะ แต่รวมถึงคนรู้จักคนที่เคยสนิทด้วย หรือความทรงจำใดๆ ก็ตาม ของที่ซื้อจะต้องเป็นของที่อยู่กับเราไปเรื่อยๆ เพราะทุกครั้งที่ซื้อไม่เคยคิดว่าเดี๋ยววันหนึ่งต้องขาย ตอนนี้ถ้าจะมีเพื่อนใหม่มีแฟนใหม่หรือมีใครใหม่ก็จะเป็นเหมือนตอนซื้อของ นั่นคือ ไม่ได้เอาเข้ามาเพื่อวันหนึ่งที่เราจะตัดเขาออกไป 

เยอะอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่

ทั้งหมดนี่คือเลือกแล้วจริงๆ ถ้าดูดีๆ จะมีของที่ซ้ำๆ กัน อย่างของสีแดงในบ้านก็จะเยอะมาก ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ชอบสีแดงเลย แต่พอสังเกตตัวเองก็ เฮ้ย จริงๆ ชอบสีแดงว่ะ ทุกจุดในบ้านจะมีสีแดง แล้วพอซื้อของก็จะมีสีแดง สีแดง สีแดง ของคล้ายๆ กัน ซ้ำๆ กันที่เยอะมากคือ หมอน กระเป๋าเดินทาง ตะกร้าปิกนิก รองเท้า หมวก ถุงผ้า ทุกอย่างเยอะหมดเลย ทั้งเกี่ยวกับงานและความชอบส่วนตัวนะ ของที่ไม่เยอะเลยคือเครื่องใช้ไฟฟ้า พวกของเทคโนโลยีไม่ค่อยมี ยกเว้นโคมไฟ 

ชอบอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่

การเอาของเยอะๆ มาอยู่ในห้องแบบที่เห็นนี้มีเรื่องบังคับอยู่คือ ถ้าเก็บทุกอย่างเพื่อให้บ้านไม่รก ก็จะไม่เห็นเลยว่าในบ้านมีอะไรอยู่ และจะเกิดปัญหาคือการซื้อของซ้ำ ซึ่งเปลืองเงิน เปลืองที่เก็บ และกลายเป็นของทิ้งที่จะเป็นขยะต่อไป ซึ่งช่วงหลังไม่พยายามสร้างขยะ จึงต้องเห็นว่ามีอะไรอยู่ในบ้านบ้าง เลยไม่เก็บใส่กล่อง พอไม่อยู่ในกล่อง ไม่อยู่ในห้องเก็บของ ไม่ได้ไปเช่าโกดังเก็บ จึงเป็นที่มาของเรื่องบังคับเรื่องที่สอง นั่นคือต้องจัดให้อยู่ด้วยกันได้ 

อย่างแรกต้องจับของมาทีละชิ้น ตอนนั้นมือกับสมองจะทำงานพร้อมกัน แบ่งง่ายๆ ก่อนด้วยสี แล้วตามด้วยวัสดุ ที่วิธีการเป็นอย่างนี้ได้เพราะมันชัดเจนแล้วว่าเราชอบอะไร ของที่เราไม่ชอบไม่ได้อยู่ในนี้ แล้วค่อยมากรุ๊ปปิ้งว่าควรอยู่ยังไงกัน

ฝึกอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

พวกนี้ต้องทำทุกวันๆ ถึงจะรู้ว่า มีสีคู่ตรงข้ามมาหยอดแค่ไหนแล้วจะพอดี ของอะไรวางใกล้กันแล้วดูดีขึ้น พอทำไปเรื่อยๆ มันไม่คิดแล้วไง จะออโต้ละ ซึ่งต้องเริ่มจากการทำ ทำ แล้วก็ทำน่ะ บ้านนี้เป็นเหมือนบ้านฝึกเซ็ตติ้งนะ เพราะว่าเวลาทำงานเซ็ตมันกดดันมาก ยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่สวยแล้ว มีเรื่องเวลาเรื่องการบริหารจัดการ ต้องวางแผนแล้วอธิบายให้ลูกน้องฟังได้ด้วย เราก็ได้ฝึกกับของในบ้านนี่แหละ เอาของที่ดูไม่เข้ากันมาจัดให้อยู่ด้วยกันได้ แล้วก็ฝึกๆๆ ไปเรื่อยๆ เออ ยังงี้แหละ แล้วพอถึงเวลาทำงานจริงก็จะไม่คิดแล้ว จับนู่นจับนี่มาผสมกันได้เลย เพราะเป็นสิ่งที่ฝึกอยู่ทุกวัน 

แต่สำหรับคนเริ่มต้นและอาจไม่รู้ทฤษฎีอะไรเลย ก็ให้เลียนแบบไปก่อน หาข้อมูล หาภาพ ดูจากที่ไหนก็ได้ ทำไปก่อน เปิดดูเลย จัดวางเหมือนเลย และอย่าไปพอใจกับอะไรง่ายๆ ปรับจนรู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ของเรา เพราะเป็นบ้านของเรา ใครจะไม่ชอบก็เรื่องของเขาสิ ที่สำคัญคือ เราต้องชอบ แล้วพอแก้ไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มมีประสบการณ์ และรู้ว่าของอย่างนี้อยู่บ้านนี้ไม่ได้หรอก ไม่เหมาะกับบ้านเรา 

เริ่มอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่

เปิดประตูเข้ามาจะเจอตรงนี้ก่อน สำหรับเรามันเป็นจุดที่เข้ามาเจออย่างแรก และเป็นจุดสุดท้ายก่อนออก ตรงนี้แทบจะไม่มีของเลยถ้าเทียบกับจุดอื่น ก็เลยเป็นแบบเปิดเข้ามาปุ๊บ ข้างนอกมันหนักแล้ว ตรงนี้ก็โล่งนิดหนึ่ง และตอนกลับมา หมาจะวิ่งเข้ามาหา เลยเป็นที่ที่นั่งเล่นกับหมาหรือนั่งพักก็ได้ให้หายเหนื่อย ข้าวของจากการทำงานก็จะมากองตรงนี้ก่อนแล้วกระจายเก็บเข้าที่ เป็นเหมือนจุดกระจายสินค้า 

แต่เนื่องจากเป็นคนชอบเห็นรองเท้าเยอะๆ และมักเกิดปัญหาบ่อยๆ กับการใส่รองเท้าคือใส่ออกมาแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ว่ะ ต้องเดินกลับเข้าห้อง ส่องกระจก เปลี่ยน ลองใหม่ๆๆๆ ทั้งที่สีดำเหมือนกันนะ แต่มีดีเทลนิดหนึ่งที่ต่างก็ไม่ได้ ก็เลยทำให้รองเท้าทั้งหลายต้องอยู่ตรงนี้ เพราะเปลี่ยนง่ายเปลี่ยนสะดวก 

ไม่ตั้งใจอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ครัวนี่ใช้ทุกวัน ช่วงทำอาหารกินก็ทำกินทุกวัน จุดดีคือแสงที่มาจากระเบียงไม่สว่างและไม่มืดเกินไป ถ้าสว่างมากๆ แสงแรงๆ เวลาทำอาหารแล้วมันเครียด เมื่อก่อนครัวสว่างมากกว่านี้อีก เลยเริ่มมีของห้อยมีชั้นมาบังบ้าง แล้วก็อยากให้พื้นที่ในห้องค่อยๆ ไล่ความมืดลงมา จากระเบียง มาครัว มาตรงกลาง เป็นการไล่มู้ด 

นอกจากแสงดีแล้ว ที่ดีอีกอย่างคือโต๊ะตรงกลางที่ทำเอง ตอนย้ายมาแรกๆ ตกงานไม่มีเงิน ก็เอาไม้ลังมาต่อเป็นโต๊ะเอง ช่วยกันทำกับแฟนคนเก่า แล้วได้เป็นโต๊ะที่ความสูงกำลังดีกับการทำอาหารของเรา เป็นฟังก์ชันที่ลงตัวแบบไม่ตั้งใจ หรือแม้กระทั่งเก้าอี้สตูฯ ที่ได้มาก็ยังพอดีอีก 

ผ่อนอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ตรงนี้เป็นที่นอนกลางวันในวันที่ไม่ได้ออกไปทำงาน เมื่อก่อนจะนอนตรงจุดทีมืดกว่านี้ พักหลังๆ อยากให้การนอนกลางวันอยู่ในจุดที่ยังมีแสงอยู่ แล้วก็มีสวนมีต้นไม้ให้ดู เมื่อก่อนเคยนอนเล่นตรงระเบียงแล้วไม่ค่อยรู้สึกผ่อนคลาย เสียงดังไปบ้าง ร้อนไปบ้าง สว่างไปบ้าง 

ปลูกอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ระเบียงนี่หลักๆ ไว้กินข้าวเช้ากลางวันเย็น ไม่กินข้าวตรงครัวเลย ต้องแยกไปกินตรงนี้ มีคนหนึ่งพูดไว้แล้วโดนใจตัวเองมาก คือเขาบอกว่า “เวลามันหากันได้ แต่เราไม่แบ่งไปให้มันเอง” เช่น ไม่มีเวลากินข้าว ไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย แต่จริงๆ หาให้ได้ เพราะมัวแต่ห่วงทำนี่นั่นนู่น บางเดือนที่งานยุ่งมากแต่ตอนเช้ายังไงก็ต้องให้มีคุณภาพที่สุด ต้องกินอาหารเช้า ก็เลยตัดอย่างอื่น เช่น ไม่ดูทีวี แล้วจดจ่อกับสิ่งที่ต้องทำ คือกินกาแฟ กินอาหารเช้า 

สวนบนระเบียงนี่เพิ่งเคลียร์ต้นไม้ที่อยู่มาเกือบสิบปีออกไปเยอะมาก ที่เห็นนี่คือเคลียร์แล้ว จะมีช่วงหนึ่งที่นั่งได้แค่สองที่ ทั้งๆ ที่จริงๆ นั่งได้สี่ถึงห้าที่ เวลาเพื่อนมาก็จะเบียดๆ ขอทางกัน แต่ก็ไม่ได้อยากได้ระเบียงที่โล่งๆ นะ แล้ววันหนึ่งมีเรื่องภัยแล้ง เราก็ เฮ้ย… เราใช้น้ำในการรดน้ำไปเท่าไหร่ เลยเคลียร์ต้นไม้ที่ต้องรดน้ำทุกวันออกไป เคลียร์ไปสามวันนะเฉพาะตรงนี้ ตอนเคลียร์เสร็จเราก็หงุดหงิดไปอาทิตย์หนึ่ง เพราะต้นไม้ไม่สวยเหมือนก่อน ต้องเตือนตัวเองว่าดีแล้ว รอจนถึงหน้าฝนแล้วค่อยทำให้มันเยอะเหมือนเดิมก็ได้ 

เคลียร์อยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

การเคลียร์บ้านในบางจุดนี่ถ้าได้เริ่มมันจะไม่มีวันจบสิ้น ตอนคุยกับพี่ที่สนิทกันก็จะบอกว่า เคลียร์บ้านนี่เริ่มไม่ได้ ถ้าเริ่มแล้วจะไม่มีวันจบ เราก็เลยบอกว่าต้องเคลียร์ในวันที่มีนัด จะได้รีบๆ ทำให้เสร็จ และถ้าไม่เสร็จแต่พอถึงเวลานัดก็ทิ้งไว้แบบนั้นเลย ทิ้งไว้งั้นแหละ แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยทำใหม่ แต่อย่างน้อยได้โครงแล้วละ คือถ้าเคลียร์วันที่ว่างก็จะทำทั้งวัน ซึ่งเหนื่อยและเกินลิมิต ควรทำวันที่มีนัด จะมีประสิทธิภาพมากกว่า จะคิดจะวางแผนมีวินัย มีสมาธิ ไม่งั้นจะอีเรื่อยเฉื่อยแฉะไปเรื่อยๆ โอย… เหนื่อย พักกินกาแฟกินข้าวก่อนดีกว่า แล้วมันก็ไม่เสร็จ 

นอนอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

เมื่อส่วนอื่นๆ ของเยอะแล้ว ห้องนอนจึงต้องโล่งๆ แต่สุดท้ายก็ไม่น้อยขนาดนั้น เพราะพออยู่คนเดียวเราก็ไม่ประนีประนอม บนเตียงหมอนเยอะมาก เพื่อนก็ด่าว่าทำไมต้องเยอะขนาดนี้ สุดท้ายก็นอนหมอนใบเดียวและนอนขอบเตียงด้วย บางวันหมาหรือแมวมานอนด้วยก็ต้องเผื่อที่ไว้ให้ 

ชอบภาพหมอนบนเตียงเยอะๆ รู้สึกอบอุ่น และพออยู่คนเดียว ถ้าวันไหนนอนฝันไม่ดีแล้วตื่นมาตอนดึกมันเลวร้ายมากเลยนะ ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง ไม่มีใครมาถามว่าเป็นไร เกิดอะไรขึ้น จะโทรไปหาเพื่อนก็ตีสามแล้ว ก็เลยหมอนนี่แหละช่วยได้ ก็เพราะมันมีกลิ่น มีกลิ่นเรา กลิ่นหมา กลิ่นแมว หรือช่วงไหนพ่อแม่มานอนก็จะมีกลิ่นนั้น ก็เอามาล้อมๆๆๆ ตัว ก็โอเค กลับไปนอนได้ใหม่แล้ว 

ก็เพราะต้องนอนอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ห้องนอนจะเปลี่ยนตามซีซั่น แต่ไม่ได้เปลี่ยนตามเทรนด์นะ ตอนหน้าร้อนก็ทำห้องนอนให้เป็นหน้าร้อน หน้าหนาวก็ทำให้เป็นหน้าหนาว เปลี่ยนผ้าปู เปลี่ยนของตกแต่ง เปลี่ยนแค่เล็กๆ น้อยๆ ให้รู้สึกว่าเปลี่ยน และพอมีหมามีแมวไปเที่ยวไหนลำบาก แต่ยังคิดถึงบรรยากาศการไปนอนโรงแรมดีๆ ที่พักดีๆ 

มีอยู่วันหนึ่งไปช้อปปิ้งกับพี่สาว ก็สงสัยว่าทำไมผ้านวมนี่แพงจังเลย ทำไมผ้าปูแพงจังล่ะ แต่เอ๊ะ! ทำไมเวลาไปนอนโรงแรมคืนละห้าพันถึงยอมจ่าย คุยไปคุยมาก็… ถ้างั้นซื้อมาทำที่บ้านเลยสิ คืนละห้าพัน ถ้านอนสองคืนก็หมื่นหนึ่ง แล้วหมื่นหนึ่งซื้ออะไรได้บ้าง เปรียบเทียบเงินเอาแล้วตั้งงบจากตรงนั้น ก็เลยทำห้องนอนของให้เหมือนที่ที่เราอยากไปพัก จะได้ไม่รู้สึกโหยหาการไปนอนโรงแรมดีๆ ขนาดนั้น และยังนอนได้ทุกคืนด้วย

มืดอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ตรงนี้คือจุดอับแสงที่สุด ตอนแรกไม่ชอบเลย จะไม่อยู่ที่นี่ก็เพราะตรงนี้ เมื่อก่อนชอบบ้านสว่าง ชอบมาก หาวิธีทำให้สว่างที่สุด แล้วได้อ่านสัมภาษณ์ของสถาปนิกเรื่องบ้านไทย เขาพูดว่าบ้านเมืองไทยดีไซน์มาให้มืด บ้านไม้ส่วนใหญ่จะมืด หน้าต่างก็เล็ก เพราะข้างนอกแสงมันเยอะ การเข้ามาในบ้านแล้วมืดทำให้ผ่อนคลาย เราก็แบบจริงเปล่าวะ ยังไม่ได้เชื่อนะ ก็เลยลองปรับวิธีคิดใหม่ ปรับไลท์ติ้งให้รู้ว่ากลางวันคือกลางวัน กลางคืนคือกลางคืน เพื่อที่ชีวิตจะไม่ได้สับสนกับเวลาจนเกินไป เออ มืดบ้างก็ดีว่ะ แล้วก็เริ่มให้ตรงนี้มาเป็นที่ดูหนัง เซ็ตไลท์ติ้งได้ตามใจ ถ้าอยากให้สว่างมากก็ทำได้ อยากให้สว่างน้อยก็ทำได้ ที่อื่นในบ้านทำไม่ได้

(เคย) มืดอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ตอนต้องอยู่คนเดียวใหม่ๆ ห้องนี้อยู่ไม่ค่อยได้นะ ต้องขึ้นไปใช้เวลาบนดาดฟ้า แล้วก็มีต้นไม้บางต้นที่ต้องการแดดร้อยเปอร์เซ็นต์เราก็เอาขึ้นไป ทำงานบางงานมีต้นไม้เหลือกลับมาเยอะมากก็เอาขึ้นไป ทยอยๆ ขนขึ้นไป ทำไปเรื่อยๆ ก็มีคนมาใช้ จากเคยเป็นแค่ที่ตากผ้า ก็เริ่มสนุกและเลยเถิด พอทำแล้วสวย มีความสุข มีพื้นที่โล่ง มองออกไปไกลๆ มีเสียงนก ก็สนุก 

เราไม่ได้ลงทุนให้ใคร เราลงทุนให้ตัวเอง ไปซื้อต้นไม้สบายใจ รดน้ำต้นไม้สบายดี แค่นี้ ได้ปลูกอัญชันแล้วเก็บมาทำแห้งส่งให้แม่ด้วย และบนนี้ยังเป็นเหมือนวัด คือตอนนี้เราไม่ได้เลือกศาสนาอะไรเลย แต่ก็ยังค่อนไปทางพุทธอยู่ ยังต้องชำระล้างจิตใจ ตอนเช้าขึ้นไปก็จะกวาดใบไม้ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทบทวน เพราะไม่ใช่ที่เรา ถ้าภาษาพุทธก็คือยึดติดน้อยกว่า และทำให้หมาเรามีที่วิ่งด้วย อย่างหมาที่อยู่ข้างล่างอพาร์ตเมนต์ก็จ้องจะวิ่งออกไปข้างนอก ทั้งที่ที่ข้างล่างก็เยอะอยู่แล้ว หมาเราก็เหมือนกัน

เหมือนไม่ได้อยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ไม่ได้อยู่คนเดียว

ทำไมไม่ซื้อบ้านหรือคอนโดฯ คือถ้าเป็นคอนโดฯ ก็ต้องใหญ่เพราะต้องมีที่เก็บของ ส่วนบ้านถ้ามีนี่จะกลายเป็นเรื่องหลักในชีวิตที่ต้องหาเงินเยอะมาก แล้วไม่ใช่แค่เรื่องบ้าน พ่อแม่ก็แก่แล้ว เราเองตอนแก่ไปต้องอยู่คนเดียวอีก กว่าจะผ่อนบ้านหมด บ้านพังอีก ก็ตั้งคำถามไปเรื่อยๆ เพราะคนในวัยเดียวกันซื้อบ้านกันไปหมดแล้ว ผ่อนหมดไปแล้ว 

บ้านเก่า คอนโดฯ เก่า อพาร์ตเมนต์เก่ามีเยอะมาก แต่คนไม่อยู่ แต่เราชอบทำให้ที่เก่าๆ แบบนี้มันน่าอยู่ขึ้นมาได้ แล้วพอเป็นอพาร์ตเมนต์ที่ไม่ได้มีรั้วมีพื้นที่ขอบเขตของใครของมันขนาดนั้น ก็ทำให้เรารู้สึกไม่เหงาตายคนเดียวอยู่ในบ้าน บางวันที่เปิดประตูเข้ามาแล้วห้องนั้นเปิดไฟ ห้องนี้มีเสียงลอดมาเบาๆ มันอุ่นใจเหมือนกันนะ

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ก็บอกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

อยู่อพาร์ตเมนต์กับข้าวของมากมายก็รู้สึกผูกพัน ถึงขนาดสร้างเรื่องราวและพูดคุยกับข้าวของก็มีนะ วันไหนหาของไม่เจอก็จะดุแล้วบอกว่า หยุด หยุดได้แล้ว เหนื่อยแล้วนะ ออกมาเดี๋ยวนี้ เลิกแกล้งได้แล้ว คือมันผูกพันน่ะ และก็เป็นสิ่งที่เราเลือก 

ในชีวิตมีสิ่งที่เลือกได้น้อยมาก แต่อย่างน้อยพวกนี้คือสิ่งที่เราเลือก และอีกมุมเขาก็คงเลือกเราแหละ เดินๆ อยู่ก็เหมือนมีอะไรมากระซิบ มาทางซ้ายนี่สิ เดินเข้ามาอีกนิดหนึ่ง มองทางขวาหน่อย นี่ไงเจอกันแล้ว เราชอบทำให้มันเกินจริงเพื่อให้เข้ามาแล้วอบอุ่น อยู่คนเดียวได้ 

แต่จากไป…

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ถ้าตายไป แล้วเลือกเอาอะไรไปได้ชิ้นหนึ่ง ก็จะไม่เอาอะไรไปเลย ไปเฉยๆ ไปคนเดียว มันไม่ควรเลือกน่ะ ถ้าเลือกอันนี้ก็จะมีคำถามต่อมาว่า ทำไมชิ้นนั้นไม่เอามา และถ้ามีชีวิตหลังความตายจริงๆ สิ่งที่เลือกมาก็อาจจะไม่จำเป็น งั้นก็ไม่เอาไปสักอย่างเลยดีกว่า

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load