ไม่ไกลจากอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) แต่ก็ห่างถนนใหญ่พอสมควรสำหรับกิจการคาเฟ่ 

ลัดเลี้ยวเข้าซอยท้าวสุระ 3 ราว 300 เมตร หลังประตูเหล็กสีดำสูงใหญ่ บดบังสายตาอีกชั้นด้วยกำแพงธรรมชาติสีเขียว คือ 382space คาเฟ่และบ้านในสวนหลังเล็กของ เน็ต-วาฑิต ตั้งใจ และ ฮุ้ง-ศันสนีย์ แสงบัณฑิต

ที่นี่ วาฑิตตั้งใจสร้างบ้านเองกับมือ เขาว่ามันเป็นบ้านหลังแรก ถ้าไม่ทำวันนั้น คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว

ที่นี่ วาฑิตตั้งใจทำคาเฟ่ไว้ใต้ถุนบ้าน เขาว่าหากมันเจ๊งก็ยังเหลือบ้านอยู่

ที่นี่ วาฑิตตั้งใจทำสวนแบบป่า เขาว่าอยากให้ต้นไม้ดูแลกันเองบ้าง ลำพังตื่นตี 4 มารดน้ำต้นไม้ในโรงเรือนและรอบๆ ก็ปันเวลาแห่งความสุขไปกว่า 6 ชั่วโมง

ที่นี่ วาฑิตตั้งใจทำทุกอย่างที่ชอบ เขาว่าเพื่อให้ได้อยู่ที่บ้านกับคนที่รัก

หาใช่แค่วาฑิตติดบ้าน เขายังติดดินด้วย

382space โคราช บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ใต้ร่มเงาสวนป่า ที่สองคู่รักและคุณพ่อสร้างเองกับมือ

บ้านที่กลับมาสร้าง

7 ปีให้หลัง เน็ตและฮุ้งกลับจากอังกฤษ พวกเขาพกเงินหนึ่งก้อนที่เก็บหอมรอบริบจากการทำงานศิลปะ คาเฟ่ และเป็นแฮนดี้แมนรับซ่อมแซมบ้าน ตรงกลับนครราชสีมา พร้อมฝันแรกที่อยากทำกิจการคาเฟ่ขนาดอบอุ่น ส่วนฝันถึงการขายต้นไม้เป็นอย่างที่สองเพิ่งงอกจากงานอดิเรก

มั่นใจแน่ๆ แล้วว่าจะสร้างบ้าน ทั้งเน็ตและฮุ้งทยอยเก็บภาพมุมที่ชอบไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง โชคดีที่ทั้งสองหลงใหลเหล็ก อิฐ ไม้ โดยปล่อยเปลือยสัจจะวัสดุ และโชว์โครงสร้างแบบอินดัสเทรียลเหมือนกัน ประกอบกับมีไม้เก่าจากการรื้อบ้าน และคุณตายังซื้อไม้เก็บไว้ให้ลูกหลานตามขนบคนโบราณ

ผลที่ได้คือบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ แปลนสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า เพราะตั้งใจหลบต้นไม้และบ่อปลา ด้านบนเป็นส่วนอยู่อาศัย ด้านล่างเป็นคาเฟ่ ข้างกันมีห้อง Reading Room ไว้ให้สมาชิกคาเฟ่มานั่งทำงาน อ่านหนังสือเงียบๆ ได้

382space โคราช บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ใต้ร่มเงาสวนป่า ที่สองคู่รักและคุณพ่อสร้างเองกับมือ

“ฟังก์ชันมาก่อน” ชายสวมเสื้อสีเขียวปอนๆ เพิ่งวางมือจากสวนมาเริ่มต้นเล่าให้ฟัง

“คิดว่าจะทำบ้านสเกลไม่ใหญ่อยู่แล้ว อยู่ห้องเช่าที่นู่น เราชินกับการทำทุกอย่างในห้องเดียวกัน ขนาดล้างฟิล์ม อัดรูปก็ทำในนั้น มีครัว ห้องนอน ครัวก็ครัวนั้น ข้างบนเลยออกแบบบ้านเป็น Open Plan เพดานสูง ไม่กั้นห้องเลย มีที่นอน มีครัวเล็กๆ ไว้ทำอะไรกินนิดๆ หน่อยๆ ส่วนนั่งเล่นไว้ดูทีวีนี่เพิ่งเพิ่มขึ้นมา แต่ก่อนไม่มีเพราะเราคิดว่าไม่จำเป็น หลังๆ ฮุ้งเขาพักผ่อนด้วยการดูซีรีส์ ผมก็ดูด้วยบางเรื่อง

“ตั้งใจไม่ติดแอร์ กะว่าลมร้อนให้ระบายขึ้น บางวันร้อนหนักๆ ก็ลงมานอนในคาเฟ่บ้าง นอนใน Reading Room บ้าง ปีหนึ่งมีวันที่ทนไม่ไหวอยู่ไม่เกินอาทิตย์ ร่างกายจะรู้เองว่ามันนอนไม่หลับ เรามีอุปกรณ์แคมปิ้ง ก็หอบถุงนอนลงมา” เน็ตเล่าต่อพร้อมเสียงหัวเราะ

382space โคราช บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ใต้ร่มเงาสวนป่า ที่สองคู่รักและคุณพ่อสร้างเองกับมือ

สำรวจห้องไม้สีขาวด้วยสายตาจะเห็นดีเทลที่ทั้งคู่แอบซ่อนไว้ เช่น หน้าต่างสามเหลี่ยมใต้คานอยากมีไว้ให้แสงเข้า แต่ช่างบอกทำไม่ได้หรอก เขาเลยทำเองให้ดูซะเลย ที่เก็บจักรยานเหนือฝ้าห้องน้ำ ช่วยประหยัดพื้นที่และกลายเป็น Installation อย่างแนบเนียน พื้นไม้ไม่ปิดผิวรอยตะปูเก่า ที่เขาว่าอยากเก็บไว้อย่างนั้น ก็เพราะมีเรื่องราวของมันให้นึกถึง

382space โคราช บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ใต้ร่มเงาสวนป่า ที่สองคู่รักและคุณพ่อสร้างเองกับมือ
382space โคราช บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ใต้ร่มเงาสวนป่า ที่สองคู่รักและคุณพ่อสร้างเองกับมือ

ความโชคดีที่ปลูกข้างบ้านคุณพ่อคุณแม่ บางส่วนจึงอาศัยใช้ร่วมกัน เช่น พื้นที่ซักล้างใช้ร่วมกันได้ ครัวใหญ่ และไม่ใช่แค่ชั้นบนที่ทำสเกลๆ เล็ก คาเฟ่ก็เช่นกัน บาร์ขนาด 2 คน โต๊ะเก้าอี้น้อยชิ้น แต่เกือบทุกชิ้นเจ้าตัวลงมือประกอบขึ้นเอง วางเข้ามุมอย่างพอดี เพื่อลดความแข็งกระด้างของโครงสร้างเหล็ก อิฐเปลือย ปูนเปลือย เขากรุกระจก 3 ด้านแทนผนัง ช่วยดึงแสงธรรมชาติ สร้างความโปร่งโล่ง มองลอดเฟรมกระจกออกไปเห็นต้นไม้ในสวนสวย ประดับแทนภาพศิลปะ

382space โคราช บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ใต้ร่มเงาสวนป่า ที่สองคู่รักและคุณพ่อสร้างเองกับมือ

บ้านหลังน้อยมีพื้นที่ใช้สอย 70 ตารางเมตร ใช้เวลาสร้างราวปีกว่า ที่นานขนาดนั้นเพราะเน็ตลงมือสร้างเอง ตั้งแต่เขียนแบบด้วยวิธีวาดเป็นภาพศิลปะ แล้วให้เพื่อนสถาปนิกเติมเรื่องโครงสร้าง มีคุณพ่อรับบทเป็นนายช่างใหญ่ กับลูกมือ 5 คน 

2 ใน 5 คือเน็ตและฮุ้ง

บ้านที่มากกว่าบ้าน

“ในความรู้สึกเรา มันมากกว่าการสร้างบ้าน เราใส่รายละเอียดของบ้านได้ทุกอย่าง เป็นคนเลือกให้มันออกมาเป็นแบบไหน ตะปูจะตอกยังไง น็อตจะขันยังไง ไม้ลายฝั่งไหน อย่างก่อผนังอิฐ ช่องไฟต้องเท่านี้ ต้องเอาฝั่งที่ไม่มีลายออก กระเบื้องดินเผาที่ปูพื้น ถ้าเป็นช่างคงปูไปเลย แต่เรากับฮุ้งเอากระเบื้องออกมาเรียงให้ลาย สี จังหวะ มันกระจายสวยก่อน 

“ขนาดเราเรียงไว้เสร็จแล้ว ช่างยังปูเป็นคลื่น ก็เลยรื้อปูใหม่ กับกระเบื้องหลังคาเจาะไม่เรียงตรงกัน เราต้องมาตีเส้นใหม่ ใช้เชือกขึง ซึ่งไม่มีใครเห็นอยู่แล้ว แม้แต่เราทำเสร็จก็ไม่ได้ไปเห็นอีกเลย” ชายเจ้าของบ้านผู้อยู่ในทุกกระบวนการว่าขำๆ ก่อนสารภาพอีกเหตุผลที่เวลาบานปลายว่าถ้าไม่ได้ดั่งใจ ส่วนใหญ่จะรื้อทำใหม่ 

382space โคราช บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ใต้ร่มเงาสวนป่า ที่สองคู่รักและคุณพ่อสร้างเองกับมือ

“เราคิดว่าจะทำครั้งเดียว ถ้าปล่อยผ่านมันไม่มีโอกาสกลับมาแก้ แต่ก็เชื่อนะว่า ไปสักพักเราก็จะชินกับมัน ณ ตอนนั้นเราก็อยากแก้ เพราะทำให้รู้สึกว่า ไม่ได้ซื้อบ้านสำเร็จรูป มันเป็นสิ่งที่เราค่อยๆ ทำให้โตขึ้น สิ่งนี้ค่อนข้างพิเศษสำหรับเรา และเห็นเรื่องราวเวลาที่มองบ้าน เห็นตัวเราอยู่ในนั้น” 

ถึงอย่างไรการทำเอง ก็ช่วยเซฟทั้งค่าแรงและค่าวัสดุอยู่ดี

ส่วนคาเฟ่ ในชื่อ 382space ก็ตั้งใจให้มีขนาด 2 คนดูแลไหว จากประสบการณ์เป็นลูกมือคาเฟ่เล็กๆ ที่เจ้าของร้านทำเอง และพอมองเห็นช่องว่ามันรันไปต่อเองได้ 

(มีเสียงแว่วๆ มาว่าพอมีคนมามากกว่าที่คิด ได้น้องสตาฟมาช่วย ก็อยากย้อนกลับไปทำบาร์ใหญ่ขึ้น)

382space โคราช บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ใต้ร่มเงาสวนป่า ที่สองคู่รักและคุณพ่อสร้างเองกับมือ
382space โคราช บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ใต้ร่มเงาสวนป่า ที่สองคู่รักและคุณพ่อสร้างเองกับมือ

ที่นี่ พวกเขาใช้ระบบสมาชิก มีรหัสในการเข้าประตู และเข้าไปใช้งาน Reading Room ได้ตามต้องการ

แนวคิดนี้เกิดขึ้นเพราะเน็ตชอบในบรรยากาศ Chelsea Arts Club ที่เขาเคยสัมผัส ความแปลกของคลับแห่งนี้ คือ ให้แต่สมาชิกผู้ทำงานสร้างสรรค์ เช่น ศิลปิน ครีเอทีฟ สถาปนิก นักดนตรี เท่านั้นที่เข้าไปใช้งานได้ โดยมีกฎเหล็กข้อสำคัญคือ ห้ามใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ห้ามใช้มือถือ ห้ามกางคอมพิวเตอร์ทำงาน แต่กลับดื่มกาแฟได้ ดื่มเบียร์ได้ ซึ่งในความคิดเขา ถือว่าเป็นการขอที่มาก แต่คนผู้โหยหาสถานที่แบบนี้ก็ยังมาเจอกันได้

382space โคราช บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ใต้ร่มเงาสวนป่า ที่สองคู่รักและคุณพ่อสร้างเองกับมือ

“เราชอบไอเดียของคนเข้ามาใช้พื้นที่หนึ่งบนข้อตกลงเดียวกัน ได้เห็นคนนั่งคุยกัน นั่งอ่านหนังสือ โห มีเสน่ห์มาก โคตรเท่ คนก็ยอมรับที่มันเป็น เราก็เลยคิดว่าถ้าเราจะทำบ้างมันเป็นไปได้ อย่างน้อยให้คนได้ทำความเข้าใจแนวทางของร้านก่อน พอเขารู้คาแรกเตอร์ของร้าน คนที่ต้องการบรรยากาศเงียบๆ นั่งชิลล์ๆ ในสวน ก็จะมาร้านเรา

“กฎของร้านเราก็ไม่ได้ขออะไรมาก งดสูบบุหรี่ พาลูกมาก็ดูแลลูก เวลากฎเยอะคนจะรู้สึกว่าเยอะ แต่จริงๆ แล้วเราก็ขออะไรที่มันเป็นคอมมอนเซนส์ในการไปพื้นที่สาธารณะ เราแค่ต้องการให้คนอื่นรักษาสิ่งที่เราตั้งใจทำมากๆ พอๆ กับที่เราดูแล โดยหลักการเราไม่ได้ไม่อยากให้คนมา ดังนั้น สมาชิกจะพาเพื่อนมากี่คนก็ได้”

นอกจากข้อดีกับคนที่เข้ามาจะได้รู้จักตัวตนของ 382space และเป็นหูเป็นตาให้กับร้านแล้ว ระบบนี้ยังเป็นฐานข้อมูลเพื่อติดตาม COVID-19 ส่วนใครที่ไม่สะดวกหรือเป็นขาจร ก็มีระบบบัตรชั่วคราวให้แลก โดยไม่จำเป็นต้องสมัครสมาชิก

บ้านที่อยากให้คนมาเยี่ยม

หากอยู่ท่ามกลางธุรกิจคาเฟ่จะรู้กันดีว่า ต้นทุนในกาแฟหนึ่งแก้วมักบวกค่าสถานที่เข้าไปแล้ว และยิ่งลูกค้านั่งนาน ก็ยิ่งทำให้เสียโอกาสในการรับลูกค้าใหม่ๆ แต่สำหรับเจ้าของร้านในบ้านอย่างเน็ตและฮุ้งกลับไม่ได้มองอย่างนั้น 

“มันค่อนข้างขัดกับหลักการตลาด ในแง่คนทำธุรกิจก็อยากให้คนมาร้านเยอะๆ แต่ของเรา เราอยากให้คนที่เข้าใจร้านมา ไม่ต้องเยอะมากก็ได้ เราชอบให้คนที่มาจมอยู่กับพื้นที่ เอางานมานั่งทำ เอาหนังสือมานั่งอ่าน เราชอบเวลาที่คนมาแล้วรู้สึกว่าสวนสวยจังเลย มาดูแล้วเอากลับไปแต่งสวนที่บ้าน เราว่าร้านกาแฟมันเป็นมากกว่าร้านกาแฟ วิถีของมันไม่เหมือนร้านก๋วยเตี๋ยวที่คนมากินอิ่มแล้วก็กลับ คนไม่ได้มาบริโภคแค่กาแฟ คนมาอินบรรยากาศ มาเพื่อประโยชน์อะไรบางอย่าง 

“เราอยากให้ที่นี่เป็นตัวเลือกหนึ่งให้คนที่อยากไปสวนสาธารณะ ซึ่งเมืองไทยไม่ค่อยมีสวนสาธาณะที่เป็นสวนๆ สักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะทำเพื่อคนอื่น เราเอาตัวเองตั้งว่าอยากทำสวน แล้วให้คนอื่นมาแชร์สิ่งที่ทำ”

เน็ต-วาฑิต ตั้งใจ และ ฮุ้ง-ศันสนีย์ แสงบัณฑิต

ด้วยเหตุผลนี้ ทั้งคู่อยากมีห้องหนึ่งเอาไว้ให้สมาชิกที่มาคนเดียว หรือหาที่นั่งทำงานได้มีพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งต่อให้ร้านยุ่งแค่ไหน ห้องนี้ก็จะไม่เต็ม 

อดีตศิลปินเปลี่ยนแกลเลอรี่เก่าของตัวเองที่เคยรับบท Garden Shop มาเป็นห้องสูงโปร่งคงคอนเซปต์ปูน เหล็ก ไม้ รายล้อมด้วยโต๊ะ-เก้าอี้ ที่เขาทำเองบางส่วน ส่วนบางตัวเป็นเฟอร์นิเจอร์วินเทจจากร้านมือสอง ภายในตกแต่งอย่างเรียบง่าย เน้นแสงธรรมชาติจากหลังคาสกายไลต์ และกรอบกระจกบนใหญ่ โดยไม่ลืมเติมสีเขียวจากไม้ชวนสดชื่น และประดับภาพศิลปะไว้เบรกความดิบเท่ของผนังปูนเปลือย บอกเลยว่าเหมาะแก่การอ่านหนังสือหรือนั่งทำงานเงียบๆ มาก

382space โคราช บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ใต้ร่มเงาสวนป่า ที่สองคู่รักและคุณพ่อสร้างเองกับมือ
382space โคราช บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ใต้ร่มเงาสวนป่า ที่สองคู่รักและคุณพ่อสร้างเองกับมือ

บ้านที่ส่วนใหญ่ให้ต้นไม้อยู่

ถ้ามองจากมุมสูง แทบไม่เห็นตัวบ้านที่หลบใต้ร่มไม้สีเขียว พื้นที่ราว 70 เปอร์เซ็นต์ของที่ดินเป็นสวนป่าที่เขาลงแรงทั้งหมด เว้นก็เสียแต่ต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีอยู่เดิม

382space โคราช บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ใต้ร่มเงาสวนป่า ที่สองคู่รักและคุณพ่อสร้างเองกับมือ

คนที่อินทำคาเฟ่อยู่ดีๆ ก็เปิดประตูมาเจอความชอบใหม่และจริงจังขึ้นเรื่อยๆ จากแค่จัดสวน พอมีลูกค้าถามซื้อต้นไม้ ก็เริ่มแบ่งบางต้นมาชำขาย ก่อนลามไปสู่สะสมพันธุ์แปลกหายาก 

“ไปเจอกลุ่มคนที่เขาเล่นต้นไม้ เลยมาคิดว่าทำไมโคราชไม่มีร้านขายต้นไม้ดีๆ เราก็เลยเกิดไอเดียเปลี่ยนแกลเลอรี่ให้เป็น Garden Shop แต่เปิดเดือนละครั้ง และมีไปขายที่ตลาดนัดด้วย หลังๆ เราเล่นไม้ที่ลึกขึ้น เหมือนคนไม่ค่อยซื้อ เลยเปลี่ยนมาขายในกลุ่ม อย่างก้ามกุ้งด่างนี้ เจ็ดพันถึงหนึ่งหมื่น ถ้าด่างทั้งใบ ใบละหมื่นถึงสองหมื่น ด้วยกระแสช่วงนี้ราคามันเลยขึ้น ก็ดีเป็นโชคดีของเราด้วย จากเมื่อก่อนเสียเงินซื้อ ตอนนี้พอเป็นออนไลน์ ที่เราเลี้ยงๆ ไว้มันขายได้หมด บางต้นเราก็ผสมเกสรเอง” 

โรงเรือนอนุบาลต้นไม้ประเภทต่างๆ ทั้ง 6 โรงเรือน 1 โรงเรือนกระบองเพชร 2 โรงเรือนไม้แล้ง 3 โรงเรือนไม้ชื้น และลานสำหรับไม้แล้ง

เจ้าของงานอดิเรกปลูกต้นไม้ที่กลายเป็นฟูลไทม์ไม่ทันรู้ตัวเล่า ก่อนพาเดินลัดเลาะหลังสวน ไปยังโรงเรือนอนุบาลต้นไม้ประเภทต่างๆ ทั้ง 6 โรงเรือน 1 โรงเรือนกระบองเพชร 2 โรงเรือนไม้แล้ง 3 โรงเรือนไม้ชื้น และลานสำหรับไม้แล้ง

แน่ล่ะ แต่ละโรงเรือนก็สร้างเอง ศึกษาวิธีการปลูกเองจากการถามผู้ชำนาญ บ้างก็สังเกตเอาจากถิ่นกำเนิดแล้วค่อยๆ ทดลองปรับ นำเข้ากล้าต้นไม้จากต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มไม้สะสม

โรงเรือนอนุบาลต้นไม้ประเภทต่างๆ ทั้ง 6 โรงเรือน 1 โรงเรือนกระบองเพชร 2 โรงเรือนไม้แล้ง 3 โรงเรือนไม้ชื้น และลานสำหรับไม้แล้ง
โรงเรือนอนุบาลต้นไม้ประเภทต่างๆ ทั้ง 6 โรงเรือน 1 โรงเรือนกระบองเพชร 2 โรงเรือนไม้แล้ง 3 โรงเรือนไม้ชื้น และลานสำหรับไม้แล้ง

แม้ชอบทำสวน แต่งานรับจัดสวนไม่ใช่ทางเท่าไหร่ เพราะเน็ตอินกับการขยายพันธุ์มากกว่า วันๆ เลยชอบหมกตัวอยู่ในสวนของตัวเอง

ถึงอย่างไร เขาก็เอ่ยปากว่ามันไม่ได้โรแมนติก มีความยุ่งยาก ไหนจะต้องมาเพาะเมล็ด ไหนจะต้องถอนวัชพืชตอนหน้าฝน บางทีก็ดูแลไม่ทัน ยังดีที่ในโซนสวน เขาจัดระบบนิเวศให้ต้นไม้น้อยใหญ่เกื้อกูลกันเองแบบป่าไว้

“เราลงมารดน้ำต้นไม้ตอนตีสี่ครึ่ง ถ้าฝนไม่ตก ใช้เวลารดน้ำต้นไม้หกชั่วโมง ในสวนไม่ได้ใช้สปริงเกอร์ เพราะไม่ได้วางระบบไว้ แต่ในโรงเรือนใช้ อย่างท้องร่อง เป็นงานแก้จากเมื่อก่อน ทำไว้เกือบสี่สิบปีแล้วมันเริ่มตื้น ตอนฝนตกน้ำท่วมขึ้นมา เลยไปจ้างแม็คโครเล็กมาขุด มีบ่อน้ำด้านหลังให้มันไปรวมตรงนั้นก่อนรอระบาย พอมีคลองเราก็เอาต้นไม้ลงไปปลูกบ้าง ทำสะพานข้ามให้มันสวยหน่อย” 

เน็ต-วาฑิต ตั้งใจ และ ฮุ้ง-ศันสนีย์ แสงบัณฑิต

เน็ตชวนเข้าไปดูในโรงเรือนแคคตัส เขาเรียกให้เข้าไปดูฝักของต้นพาชีโพเดียม (Pachypodium) ซึ่งเป็นพันธุ์จากมาดากัสก้าใกล้ๆ คาดคะเนด้วยสายตา เขาว่ามีประมาณ 70 เมล็ด เมล็ดละ 20 บาท คู่นี้ก็ได้ประมาณ 3,000 บาท

ส่วนอีกสายพันธุ์ที่ปีหนึ่งออกดอกรอบเดียว ต้นนี้เขาว่ามันน่าจะอายุ 10 ปีได้ เลี้ยงมา 5 ปี เพิ่งออกดอกปีแรก หน้าตาแบบนี้ก็ มีคนซื้อเมล็ดละ 25 บาท หนึ่งฝักมี 200 เมล็ด ทว่านกตัวแสบแอบมากินไปหลายฝัก อาทิตย์ก่อนเขาเลยทำตาข่ายดักนก DIY จากของที่เหลือในบ้าน ปิดรูบนหลังคาเสีย

ทำไมคนเรียนศิลปะมาถึงได้พูดชื่อต้นไม้คล่องแคล่วขนาดนี้คะ-เราถามขณะเดินตามหลังเขา

“รักแล้วมันเป็นอย่างนี้” 

เราปล่อยให้รอยยิ้มตาหยีขานรับคำตอบ

เดินไปจนสุดโรงเรือน ด้านซ้ายมือเป็นแปลงสารพัดผักสวนครัว ด้านหลังเป็นเล้าไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อย หรือที่เรียกว่า Happy Chicken ความตั้งใจแรกหวังเก็บไข่มาทำขนมในร้าน แต่ไปๆ มาๆ เพิ่มเป็น 70 ตัวได้ อาทิตย์หนึ่งเก็บไข่ได้ประมาณ 14 – 15 ถาด จึงแบ่งขาย มีกำไรตรงที่ได้กินไข่ไก่สดๆ และรู้ที่มาที่ไป

เน็ต-วาฑิต ตั้งใจ และ ฮุ้ง-ศันสนีย์ แสงบัณฑิต

บ้านที่ค้นพบว่า ทำสิ่งเดิมๆ ได้ทุกวัน

เน็ตเป็นคนติดบ้าน การตื่นและเข้านอนด้วยกิจวัตรเดิมๆ จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา 

ความลับอีกข้อคือ เขาค่อนข้างกลัวผู้คน เช่นเดียวกับฮุ้ง

“ต้นไม้มันทำให้เราอยู่บ้าน ได้อยู่กับตัวเอง เป็นคนแพ้คน ใช้พลังงานค่อนข้างเยอะเวลาเจอคน ถ้าไปขายต้นไม้ในงานแฟร์เจอคนเยอะๆ อย่างนั้นต้องกินพาราไว้เลย ตกเย็นน็อกแน่นอน ตอนอยู่อังกฤษนั่งรถไฟ Underground เจอคนเยอะ เลยปั่นจักรยานเอา” ชายเสื้อเขียวเล่าติดตลก

382space โคราช บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ใต้ร่มเงาสวนป่า ที่สองคู่รักและคุณพ่อสร้างเองกับมือ

การกลับมาอยู่บ้านของคนเคยห่างบ้าน จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบความชอบหลายๆ อย่างในตัวเอง

“ไม่ได้อยากทำทีละหลายๆ อย่างนะ ไม่ได้แพลนอะไรที่มันไกลมากขนาดนั้น เรามีเป้าหมายอย่างหนึ่ง คืออยากทำร้าน แล้วสิ่งนี้มันเปิดประตูเราไปเรื่อยๆ จนค้นพบว่าทุกอย่างมันมีทางไปของมัน แล้วเราก็เลือกว่าเราจะทำหรือไม่ทำ เชื่อว่าโอกาสที่ให้ทำสิ่งใหม่ๆ จะมีมาเสมอ 

“เราว่าทุกอาชีพ ถ้าจริงจังมันโอเคหมด เมื่อก่อนเรามองว่าอาชีพต้องเป็นอาชีพ ตั้งแต่ไปอยู่อังกฤษ เราทำร้านอาหาร ทำคาเฟ่ ไปเป็นแฮนดี้แมนอย่างละหน่อย มันก็หาเงินได้ จริงๆ เงินที่เราได้มาไม่จำเป็นต้องแหล่งเดียวที่ใช้คำว่าอาชีพ ผมปลูกต้นไม้ก็ไม่ได้คิดว่านั่นคืออาชีพ แค่รู้สึกว่าโอเค มันหารายได้ได้จากตรงนั้น ถึงจะฟูลไทม์ เราก็ไม่รู้ว่านี่เรียกเป็นเกษตรกรหรือยัง ไม่ได้คิดว่าตัวเองทำธุรกิจ แค่รู้สึกว่าชอบทำ แล้วสิ่งนั้นมันต้องไม่กินตังค์เราก็พอ (หัวเราะ)”

หลังบทสนทนาจบลง เจ้ายูเค น้ำตาล สเตล่า จินนี่ และปุย เจ้าของบ้านสี่ขาก็ผลัดกันเข้ามาเป็นนายแบบ-นางแบบ ให้ถ่ายรูปอย่างรู้งาน

382space โคราช บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ใต้ร่มเงาสวนป่า ที่สองคู่รักและคุณพ่อสร้างเองกับมือ

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

หลังจากค่อย ๆ ขยับรถเข้ามาในซอยแคบ ๆ สมกับเป็นฝั่งธนฯ เราก็มาถึงหน้า ‘บ้านลิเก’ บ้านสีขาว รั้วสีขาว อันเป็นเป้าหมายในวันนี้

“หน้าดูแดง ๆ จ้ำ ๆ นิดหนึ่งนะ วันนี้ไปเล่นบทคนแพ้กุ้งมา” เจ้าของบ้านออกตัวอย่างร่าเริง ก่อนหน้าที่จะถึงคิวมาต้อนรับเราในตอนบ่าย เธอมีนัดหมายเล่นละครตั้งแต่เช้า แถมบทที่ได้รับก็ใช่ว่าธรรมดา

พวกเราชาว The Cloud เดินตามหลังเธอกันเป็นพรวน ตอนที่ยืนมองอยู่หน้าบ้านก็เป็นโลกหนึ่ง เมื่อเดินเข้าไปในตัวบ้านก็เป็นอีกโลกหนึ่ง มิหนำซ้ำทางเข้ายังมีความซับซ้อน ทำให้เราต้องยืนหันรีหันขวาง สับสนไม่น้อยว่าต้องเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาจึงจะเข้าตัวบ้านไปได้จริง ๆ

ที่นี่น่าสนใจตั้งแต่เปิดประตูบ้านเลยทีเดียว

ชื่อ ‘บ้านลิเก’ มาจากที่เจ้าของบ้านอย่าง โอ๋-สุกัญญา สมไพบูลย์ หรือ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคนเล่นลิเกและรักในศาสตร์การแสดงนี้เต็มหัวใจ

อาจารย์โอ๋ กับ ณัน-วรณัน สุทธิโอภาส เพื่อนชีวิตผู้สนับสนุนเธออย่างดี จะมาเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวเบื้องลึกก่อนมาเป็นบ้านที่เรามาเยือนวันนี้

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

เด็กน้อยผู้อยากมีเพชรเต็มตัว

ก่อนที่จะเล่าถึงบ้านหลังนี้ได้ เราขออนุญาตเกริ่นให้รู้จักคุณเจ้าของบ้านกันสักหน่อย เพราะความคิด ชีวิต แพสชัน และความเป็นตัวตนของเธอมีผลกับที่อยู่อาศัยในปัจจุบันชนิดที่แยกขาดจากกันไม่ได้

โอ๋เรียนระดับปริญญาตรีที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อปริญญาโทที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อจบมาสอนที่คณะนิเทศศาสตร์ ได้ 7 ปี ก็ได้ทุนไปเรียนปริญญาเอกต่อที่อังกฤษ แล้วกลับมาสอนภาควิชาวาทวิทยาและสื่อการแสดงที่คณะเดิมต่อ

นอกจากบทบาทของการเป็นอาจารย์ เธอยังเป็นทั้งนักร้อง นักแสดงละครทีวี ละครเวที เล่นลิเกกับกลุ่มละครมะขามป้อม กับคณะละครอนัตตา รวมถึงเป็นนักเขียนด้วย

“พี่เกิดที่นี่แหละ ซอยเพชรเกษม 46” อาจารย์โอ๋เริ่มเล่าประวัติวัยเด็กด้วยโลเคชันที่อยู่อาศัย “ความทรงจำที่จำได้คือประมาณ 3 – 4 ขวบ พ่อแม่ ลูก 2 คน เช่าห้องเล็ก ๆ อยู่ห้องหนึ่ง ในบ้านที่มี 4 ครอบครัว เช่าคนละห้อง

ที่บ้านนั้นทุกคนตั้งของถาวรไม่ได้ ตอนเช้าต้องม้วนเก็บที่นอน แล้วกลางคืนค่อยเอามาปูใหม่ เพราะเป็นสเปซสำหรับอย่างอื่น แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็อยู่ที่นั่นอย่างมีความสุข

“พอสัก 9 ขวบ แม่ก็เริ่มเช่าบ้านของตัวเอง เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวที่เพชรเกษมเหมือนเดิม ไว้ใช้อยู่ และให้แม่ใช้เย็บผ้า”

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

“ต้องจินตนาการถึงเด็กที่นั่งอยู่ในห้องที่ทุกคนต้องอยู่ด้วยกัน แล้วก็เอาตลับเทปมาต่อเป็นบ้าน มีห้องนอน เตียง โต๊ะรับแขก เอาตุ๊กตากระดาษมานั่ง เป็นความฝันมากที่จะมีบ้าน

“อ่านนิตยสาร ดาราภาพยนตร์ หรือ ขวัญเรือน ก็ดูมุม ‘บ้านดารา’ แล้วเอาหมอนมาพิงกำแพง แม่ถามว่านี่อะไร ก็ตอบว่ามุมนั่งเล่น” โอ๋หัวเราะดังเมื่อพูดถึงตัวเองในอดีต เธอกับครอบครัวอยู่ที่บ้านไม้หลังนั้นจนถึงมหาวิทยาลัยปี 2 แล้วแม่ก็ไปซื้อทาวน์เฮาส์หลังใหม่ในซอยเพชรเกษมดังเดิม โดยมีโอ๋ผู้เป็นนักศึกษารับหน้าที่ช่วยแม่ผ่อนบ้าน

อาชีพสายบันเทิงที่เห็นในตอนนี้ มีพื้นฐานมาตั้งแต่เธอเป็นเด็กน้อยก้นซอยเพชรเกษม พอได้ไปดูลิเกกับแม่แล้ว เธอก็อยากมีเพชรเต็มตัว อยากเต้นอยากร้องเพลงตั้งแต่ 4 ขวบ

“การดูลิเกทำให้พี่ชอบร้องเพลงลูกทุ่ง จนเริ่มประกวดก็เป็นนักร้องลูกทุ่ง” ความรู้ใหม่ที่เราเพิ่งทราบในวันนี้ คือแถวฝั่งธนบุรีมีลิเกเยอะ บางทีก็เล่นที่วัด บางทีก็เล่นที่ตลาด

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

“พอแฟนแต่งงานฉันเลยอกหัก หนีความช้ำหนักมาพักอยู่ลพบุรี โรงแรมชั้นสอง เข้าจองที่ห้องเบอร์สี่ หลับตานอนทอดถอนฤดี นอนที่นี่สองคืนแล้วเรา” จู่ ๆ อาจารย์โอ๋ก็ท่องเนื้อเพลง เกลียดห้องเบอร์ห้า ให้เราฟังแบบไร้ทำนอง แต่เต็มไปด้วยอินเนอร์ 

“ท่อน ปีนมองลอดช่องลมไป ตอนเด็ก ๆ สมัยที่ยังพูดไม่ชัด ในหัวเรา ลอดช่องคือขนม คำศัพท์เรายังไม่หลากพอจะรู้ว่าลอดช่องหมายถึงมองลอดไปตามช่อง แต่เรารู้จักขนมลอดช่อง นึกว่าตอนที่ปีนกลับมายังถือขนมอยู่” นักร้องลูกทุ่งหัวเราะร่า ที่ปูมานานก็เพื่อจะเล่าเรื่องนี้นี่เอง! 

“พี่ร้องเพลงตั้งแต่เด็กจริง ๆ มันเป็นทางได้เงินรางวัลง่ายด้วย แม่พาไปออกงานก็บอกให้ลูกร้องเพลง ผู้ใหญ่ก็เอ็นดู เพลงเดียวก็ได้ 2,000 บาท 40 ปีที่แล้วนะ

“เราเป็นเด็ก ไม่รู้จักคำว่าอาชีพ แต่รู้สึกว่าฉันจะไม่หยุดร้องเพลงเลย เพราะว่ามันได้เงิน”

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

โอ๋ร้องเพลงมาเรื่อย ๆ เธอดูและสนใจลิเกมาตลอด แต่ไม่ได้เฉียดเวทีลิเกไปกว่าการเป็นแม่ยก จนกระทั่งเมื่อเรียนปริญญาโท นิเทศศาสตร์ สาขาวาทวิทยา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสื่อสารของมนุษย์ เธอจึงตัดสินใจทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับลิเกที่ถอดองค์ความรู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์ของการแสดง และได้ไปอยู่กับคณะลิเก 6 เดือน โดยขอให้ลิเกในคณะเอ็นดูและดุเธอเหมือนลูกศิษย์ ซึ่งเธอก็ได้วิชามาจากที่เขาสอนบ้าง จากที่ครูพักลักจำเองบ้าง จนเป็นลิเกจริง ๆ ได้เล่นตัวโจ๊ก ตัวกระแหร่ง

“พี่ถูกตั้งคำถามด้วยว่า ไปเรียนตั้งอังกฤษ ทำไมถึงทำดุษฎีนิพนธ์เกี่ยวกับลิเก” อาจารย์โอ๋เล่า “มันคือ Politics of Aesthetics แม้กระทั่งความงามของการแสดงมันยังมีระดับขั้น ก็เลยมีความรู้สึกว่า พี่จะทำทุกอย่างให้สิ่งที่เป็นของชุมชนพื้นบ้านไม่เป็น Guilty Pleasure ทุกคนชอบได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

“สำหรับพี่ ศิลปะไม่มีสูงต่ำ เป็นคอนเซ็ปต์ว่าทำไมตั้งชื่อบ้านว่าบ้านลิเก เราตั้งเพื่อให้เกียรติศิลปะที่เรารักที่สุดอันหนึ่ง”

เอาล่ะ ได้เวลาอันสมควรแล้ว เราจะเล่าถึงบ้านลิเกให้ฟังต่อไปนี้

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

เปิดม่านลิเก

ทาวน์เฮาส์ที่อาจารย์โอ๋อยู่ก่อนหลังนี้ แม้จะไม่ได้ใหญ่นัก แต่ทุกคนก็ได้มีห้องส่วนตัว และด้วยความโชคดีที่อยู่ริมสุด จึงมีบริเวณให้ปลูกต้นไม้บ้าง แต่แล้วก็ถึงเวลาต้องขยับขยาย อาจารย์โอ๋จะต้องไปมีบ้านในฝันเป็นของตัวเอง ให้สมใจเด็กที่เสพคอนเทนต์บ้านดาราสักหน่อย

เธอกับณันเลือกอยู่ย่านเพชรเกษมเหมือนเดิม ห่างไปแค่ 300 เมตร เพื่อที่แม่ผู้ติดบ้านเดิมจะได้แวะเวียนมาหาลูกสาว มาส่งกับข้าวอร่อย ๆ ได้ทุกวัน

ที่ดินผืนแรกในซอยเพชรเกษมที่ตัดสินใจซื้อ มีลักษณะเหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยว เพราะหน้ากว้างแค่ 6 เมตร แต่ยาวถึง 32 เมตร ซึ่งสถาปนิกจาก Site-Specific ก็มาพูดคุยเพื่อเก็บข้อมูลความต้องการของผู้อยู่ และออกแบบมาให้เรียบร้อย เป็นอาคารชิโน-ยูโรเปียน 2 หลัง มีอุโมงค์กระจกเชื่อมระหว่างกัน และมีคอร์ตยาร์ดเก๋ไก๋ในบ้าน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เกิดขึ้นจริง เพราะมีปัญหาเรื่องการก่อสร้างกับข้างบ้านเสียก่อน จนต้องไปหาที่ดินใหม่ใกล้ ๆ เดิม โดยนำแบบเดิมมาขยับใหม่ให้เป็นตัว C แทนที่จะยาวเหมือนเดิม ซึ่งที่ดินใหม่นี้กว้างขวาง สเปซบ้านดูเป็นมิตรขึ้น อยู่ง่ายขึ้น ใช้พื้นที่ต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้นด้วย

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

“บ้านต้องบอกตัวตนของเรา มันอาจจะไม่ได้สวยในสายตาคนอื่น แต่เราต้องรู้สึกว่าเราชอบ ทุกพื้นที่ต้องมีเรื่องราวของเรา” ณันพูดถึงหลักแรกที่ยึดเมื่อจะทำบ้าน ก่อนที่โอ๋จะพูดต่อ “อยากให้บ้านมีคอนเซ็ปต์เหมือนลิเก”

บ้านลิเกแห่งนี้ หากไปยืนหน้าบ้าน จะเห็นได้ว่าผนังบ้านชั้น 2 มีลักษณะเหมือนม่านที่กำลังเปิด และส่วนทางเข้าบ้านก็ใช้โรงลิเกเป็นคอนเซ็ปต์ในการออกแบบ

“เวลาเรานั่งดูเราจะเห็นฉากท้องพระโรง แต่ไม่เห็นอะไรข้างหลังเลย จนเมื่อเราได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปหลังเวที เราถึงจะเห็นชีวิตจริงที่สนุกสนาน นั่งแต่งหน้า ทำผม กินส้มตำกันอยู่หลังเวที” นั่นเป็นเหตุผลที่เราไม่เห็นอะไรเลย ถ้าเจ้าของบ้านยังไม่เปิดประตู ซ้ำยังมีความซับซ้อนตรงทางเข้า ยากที่จะเข้าไปในส่วนไพรเวตซึ่งเป็นอีกโลกหนึ่งได้

“พอเข้ามาก็จะเห็นสวน เห็นความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ๆ” ณันเผย

มีหลังเวที แล้วมีเวทีไหม – เราถาม

“มีค่ะ ตรงที่เป็นประตูบานเฟี้ยมนั่นแหละค่ะ เหมือนคนดูนั่งตรงที่จอดรถ แล้วโซฟานั้นก็เป็นเหมือนเวที” อาจารย์โอ๋ตอบ ที่จอดรถก็ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเหมือนกัน

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย
เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

“ส่วนห้องรับแขก ก็ Sunken ยุบลงไปเป็นที่นั่งดูทีวี สมมติว่าเราร้องเพลงอยู่ข้างบน ก็ให้คนนั่งดูข้างล่างได้ประมาณ 20 คน หรือจะเล่นข้างล่างแล้วข้างบนนั่งดูก็ได้ พี่สอน Public Speaking กับ Performing Arts บางโอกาสก็ได้ใช้พื้นที่ตรงนี้ซ้อมกัน” เธอชี้ให้เราดูว่า ในแอ่งนั้นนำฟูกมาปู แล้วให้ลูกศิษย์ใช้นอนค้างได้ด้วย ซึ่งโซฟาทั้งหมดเป็นงานคราฟต์ที่ใช้ผ้าไทยต่าง ๆ มาตัดให้พอดีกับพื้นที่ใช้งาน โดยมีคอนเซ็ปต์เป็นท้องน้ำสีน้ำเงิน

บ้านนี้มีสเปซที่น่ารัก สถาปนิกได้แยกส่วน Indoor เป็น 3 ก้อนหลัก ๆ แล้วส่วน Outdoor ที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ก็มีฟังก์ชันที่เชื่อมกันลื่นไหลกับ Indoor อย่างห้องรับแขกก็มีทั้งในและนอกบ้านให้เลือกใช้ ในฐานะผู้มาเยือน เรารู้สึกสนุกกับการเดินไปดูส่วนต่าง ๆ มาก

ก้อนแรกของบ้าน ชั้นล่างเป็นห้องรับแขก ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอน

ก้อนที่สอง ชั้นล่างเป็นที่จอดรถ ชั้นบนเป็นห้องทำงาน 

ส่วนก้อนสุดท้าย ชั้นล่างเป็นห้องครัวที่เรานั่งคุยกันอยู่ ซึ่งมีทั้งส่วนรับประทานอาหาร ส่วนครัวฝรั่ง ครัวไทย และชั้นสองเป็นดาดฟ้าที่โอ๋-ณันมักขึ้นไปปลูกต้นไม้

“โครงบ้านสถาปนิกออกแบบและไกด์สีให้ ส่วนออกแบบภายใน เรามีอิสระที่จะออกแบบเอง”

ส่วนที่เราชอบที่สุดคือห้องทำงานอาจารย์โอ๋ที่มีโต๊ะไม้ตัวใหญ่เป็นหลักของห้อง ฉากหลังเป็นชั้นที่เต็มไปด้วยหนังสือหลากประเภท และมีไฮไลต์เป็นที่นั่งอ่านหนังสือซึ่งมองออกไปนอกระเบียงได้ นึกภาพว่าถ้ามีโอกาสได้ทำบ้านของตัวเองบ้าง ก็อยากจะมีพื้นที่ไว้ทอดอารมณ์แบบนี้เหมือนกัน

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน
เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

“เราต่อเติมห้องซักผ้าตากผ้าไว้ที่ชั้น 2 ด้วย” โอ๋กล่าว พวกเธอบอกว่าบ้านที่เห็นปัจจุบันไม่ค่อยเหมือนในแบบหลายจุด และดูเหมือนห้องนี้จะเป็นจุดที่เจ้าของบ้านภูมิใจนำเสนอมาก 

“ปกติเราต้องขนตะกร้าลงมาซักและตากผ้าชั้น 1 แล้วพอผ้าแห้งก็นำไปเก็บที่ตู้เสื้อผ้าชั้น 2 แต่ของพี่คือที่ห้องนอนมีประตูบานเฟี้ยมเปิดออกเป็นห้องซักผ้าและตากผ้าเลย

“โอ๋เขาขอห้องทำงาน ห้องครัว อะไรแบบนั้น พี่ขอห้องซักผ้าและห้องเก็บของ” ณันเล่าอย่างอารมณ์ดี “ข้างบนมีความเป็นคอนโดเล็ก ๆ พี่เคยอยู่คอนโดมาก่อน รู้สึกว่าแม้ว่าสเปซคอนโดจะแคบ แต่ฟังก์ชันมันตอบเรา เดิน 2 ก้าวถึงห้องน้ำ เดิน 3 ก้าวถึงห้องครัว เราก็หยิบข้อดีของความเป็นคอนโดมาสนองเรา”

ประสบการณ์อยู่อาศัยหลาย ๆ แบบ ทำให้มีไอเดียเมื่อต้องทำบ้านของตัวเองจริง ๆ เหมือนกัน เราเห็นหลายคนที่นำความกะทัดรัดของคอนโดมาปรับใช้กับบ้าน ถ้าเจ้าของบ้านรู้ความต้องการของตัวเองดีแบบนี้ สถาปนิกก็ยิ้มได้

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

อีกความพิเศษของบ้านลิเก คือ ‘ประตู’ ซึ่งเป็นบานไม้ทั้งหมด

ที่นี่มีประตูหลายแบบ บานเฟี้ยม บานเลื่อน บานผลัก ไปจนถึง Dutch Door ที่เปิดทีละครึ่งได้อยู่ตรงครัวไทย เพื่อให้สะดวกในการรับส่งอาหารให้กัน ขาดก็แต่ประตูลูกบิดแสนธรรมดาที่ไม่มีสักบาน

“พี่ชอบไม้ บ้านไม้มันให้ความรู้สึกโฮมมี่ ไม่เกี่ยวกับความเป็นไทยด้วยนะ บ้านในยุโรปที่เป็นไม้เราก็ชอบ” โอ๋พูด นอกจากประตู ทีมช่างก็ใช้ไม้เป็นวัสดุหลักในอีกหลายที่ “เราโชคดีที่ได้พาร์ตเนอร์ถนัดงานไม้”

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

ที่รัดแขนนางรำ แก้วสะสม และแรดขอพร

‘Beauty is in the eye of the beholder’ 

เพราะความสวยขึ้นอยู่กับสายตาคนมอง ความสวยของบ้านโอ๋-ณัน ก็เต็มไปด้วยของที่โอ๋-ณันเห็นว่าสวยและ ‘มีเรื่องราว’ อย่างมือจับประตูซึ่งเหมือนที่รัดแขนนางรำที่พวกเธอซื้อมาจากบางโพนั่นก็ใช่ จะอยู่ที่ไหนเหมาะเท่าอยู่บ้านนี้ล่ะ

“จริง ๆ แล้วพี่ดูภาพใหญ่อย่างเดียวนะคะ ความตะมุตะมิที่หนูเห็นเนี่ย พี่ณันทั้งนั้น” อาจารย์โอ๋โบ้ยไปทางณัน นอกจากจะรับหน้าที่ดูรายละเอียดของบ้าน ทั้งเลือกบานประตูให้เหมาะกับพื้นที่ ทั้งดูฟังก์ชันให้ใช้งานได้จริงและปลอดภัย ณันยังชอบเลือกซื้อของมาแต่งบ้านด้วย

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

“นี่คือแรดขอพร พูดกันสนุก ๆ กับเพื่อน ๆ ว่าเป็นองค์เทพของบ้าน ใครไม่มีแฟนมาบูชาองค์นี้ได้” โอ๋นำเสนอของจุกจิกในบ้านให้เราฟังอย่างมีอารมณ์ขัน “แล้วก็ยังมีฮิปโปตัวอ้วน สำหรับใครที่รู้สึกว่าอ้วนเกินไปแล้ว เห็นน้องฮิปโปก็จะเห็นว่าคุณมีความสุขแค่ไหนเมื่อคุณได้กิน

“แก้วสะสมใบนั้น ตะกร้าใส่ต้นไม้ใบนู้น ก็พี่ณันหมดเลยนะคะ”

ส่วนฝูงตุ๊กตาจระเข้ในห้องรับแขกที่เราสังเกตเห็นตั้งแต่เปิดประตูเข้าห้องนั้น มาจากที่อาจารย์โอ๋มีนามปากกาว่า ‘กาย่า กล้าทะเล’ โดยกาย่าในภาษามอแกน แปลว่า จระเข้

นอกจากของที่ทยอยซื้อเข้ามาด้วยกิเลสแล้ว บ้านนี้ยังเต็มไปด้วยของที่กัลยาณมิตรช่วยสรรหามาให้ ไม่ว่าจะเป็นม่านในห้องครัวที่เรากำลังคุยกัน ออกแบบและตัดเย็บโดยดีไซเนอร์ที่รู้จักกัน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของครูส้มโอที่ทำชุดให้มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ภาพแขวนผนังจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อนุชาติ พวงสําลี อดีตคณบดีวิทยาการเรียนรู้ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ให้ อาจารย์ธนัญธร เปรมใจชื่น ไปรับมาจากศิลปินภาคใต้ที่ใช้เกรียงวาดสด ๆ ให้ ต้นไม้ที่ปลูกก็มี วิโรจน์ ปลอดสันเทียะ ซึ่งเป็นคนเข้าใจธรรมชาติของต้นไม้มาออกแบบให้ โดยนำเครื่องวัดแสงมาตั้ง 8 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น แล้วนำไปวิเคราะห์ว่าตรงไหนควรปลูกอะไร ซึ่งต้นไม้หลายต้นที่บ้านก็มาจากพี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่มอบให้ แม้แต่การแขวนรูปตัวเองที่ผนัง ก็มีลูกศิษย์ของอาจารย์โอ๋ที่เป็นภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ช่วยออกแบบให้ 

โอ๋-ณัน มีมิตรที่รักกันเยอะขนาดนั้น

“จริง ๆ มีรูปลิเกการ์ตูนที่น้องขวัญระพี คนทำการ์ตูนลิเกคนแรกของประเทศไทยทำให้ด้วยนะคะ” อาจารย์โอ๋เสริม เธอมีความสุขและตื้นตันกับทุกน้ำใจที่ได้รับมาก

ระหว่างพาเราเดินชมบ้าน ทั้งคู่ก็ชี้ชวนชมตรงนั้นตรงนี้ พร้อมเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปของของแต่ละอย่างได้เป็นฉาก ๆ แม้แต่เดินขึ้นไปชั้น 2 ก็เล่าถึงช่องแสงกระจกเหนือบันไดที่ปล่อยน้ำลงมาเป็นน้ำตกสวยงามได้

ช่างเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ของผู้อยู่อะไรอย่างนี้

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

พลังงานดี ๆ ของชีวิต

เช่นเดียวกับที่เจ้าของบ้านทั้งสองเพียรถามว่าเราอยากดื่มน้ำอะไร และเลี้ยงขนมจีนเราจนอิ่มหนำ บ้านลิเกต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนอย่างดี ตั้งแต่ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จด้วยซ้ำไป

“ระหว่างสร้างบ้านปีครึ่ง ช่วงโควิดไม่มีใครไปไหนเลย กักตัวในนี้กันหมด” โอ๋พูดถึงเหล่าช่างที่เนรมิตรบ้านลิเกขึ้นมา

พอทั้งคู่ว่างจากงานก็จะมานั่งคุยกับช่าง บางทีก็จัดอาหารตามสั่ง ขนม เครื่องดื่มให้ บางทีก็เปิดเตาที่บ้านอบพิซซ่ากินกัน ระหว่างที่ทำงานก็เปิดแอร์ เปิดเพลงให้ช่างทำงานอย่างสบายกายและสบายอารมณ์ไปพร้อมกัน

เมื่อถึงวันศุกร์ วันเสาร์ ก็จะซื้ออาหาร-เครื่องดื่มมาจัดปาร์ตี้เล็ก ๆ เปิดคาราโอเกะรำวงกันทั้งช่างและเจ้าของบ้าน

“เราว่าใครก็ตามที่ช่วยสร้างและมาบ้านลิเกหลังนี้ เขาต้องมีความสุข ให้มันมีพลังงานดี ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาที่บ้านสร้างและมาเยือน”

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

พอบ้านสร้างเสร็จแล้ว ทุกวันนี้คุณอยู่บ้านกันวันละกี่ชั่วโมง

“เยอะค่ะ จะตื่นให้เช้าเพื่อที่จะดื่มกาแฟ รดน้ำต้นไม้ แล้วก็คุยกับต้นไม้ บางวันมีเวลามากหน่อยก็จะออกมานั่งฟังเพลงกับต้นไม้

“ต้นไม้ต้นไหนมันควรจะมีดอก ถ้าไม่มีพี่ก็จะพูด เธอรู้ใช่มั้ยจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเธอไม่ออกดอก” เจ้าของบ้านลิเกเล่ากลั้วหัวเราะ มีการขู่ต้นไม้อีกต่างหาก “สรุป อีก 2 วันออกดอกเลย เขามีชีวิตจริง ๆ

“พี่มีความเชื่อว่า ไม่มีที่ไหนที่เราเป็นเจ้าของ ที่นี่เราแบ่งกันอยู่ทั้งสิ่งที่เรามองเห็นและมองไม่เห็น แม้แต่นก ยีสต์ รา ก็เป็นเจ้าของเหมือนกัน”

ที่นี่มีพืชพันธุ์กว่า 160 ชนิด โอ๋บอกว่าถ้าได้มาเห็นตอนหน้าร้อนจะรู้ว่าบ้านนี้ลิเกจริง ๆ เพราะมีทั้งแก้วพวงดวงใจ พุดพวงดวงใจ มธุรดา กุหลาบพวง เศรษฐีสยาม แก้วแคระ แก้วมุกดา ซึ่งโอ๋-ณันที่ไม่ค่อยมีพื้นฐานด้านการทำสวนจึงต้องฝึกตั้งแต่ขั้นปรุงดิน แต่ก็ดูแลต้นไม้เหล่านี้เป็นอย่างดี

ต้นไม้แต่ละต้นออกดอกไปตามช่วงตามฤดูกาล ผู้คนที่มาเยือนบ้านลิเกแห่งนี้ในเวลาต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ๆ ลูกศิษย์ที่เข้ามาเรียน มาปรึกษาธีสิส หรือเด็ก ๆ แถวนี้ที่เข้ามาลอยกระทงที่คลองหลังบ้าน ก็จะได้ยลความงามที่แตกต่างกันออกไป

ทั้งคู่พูดเสียดายอยู่หลายรอบว่าพวกเรามาผิดจังหวะ เลยไม่ได้ทันเห็นดอกนั้นดอกนี้บานสะพรั่ง แต่สำหรับเรา เท่าที่เห็นบรรยากาศที่นี่ก็สดชื่นมาก ๆ แล้ว แค่ปราดตาดูก็ทราบได้ว่าเจ้าของบ้านทั้งสองใส่ใจดูแลต้นไม้มากแค่ไหน

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

“เรากำลังคิดถึงตอนแก่” อาจารย์โอ๋พูดขึ้นมา “ถ้าไม่ไปอยู่ศูนย์พักพิง เราก็อยากรวมตัวอาจารย์โสด ๆ มาอยู่ที่นี่กัน จะได้ดูแลกัน

“บ้านนี้ไล่ระดับเยอะ ไม่น่าเหมาะกับคนอายุ 80 แต่ในวัยกลางคนเราอยากได้แบบนี้ ถึงเวลาเราก็รีโนเวตได้”

“หลัง ๆ พี่คิดว่าตอนที่เราไม่อยู่แล้ว บ้านนี้อาจเป็นมิวเซียมได้เลย เราอยากส่งต่อสิ่งที่มีคุณค่า” ณันพูดบ้าง “อาจจะเป็นมิวเซียมลิเก หรือบ้านที่เก็บความทรงจำดี ๆ ก็ได้”

คิดว่าคาแรกเตอร์อาจารย์โอ๋ เหมือนกับคาแรกเตอร์บ้านนี้ไหม เขาเป็นคนอย่างที่เราเห็นบ้านนี้เป็นรึเปล่า – เราถามณัน เมื่ออาจารย์โอ๋ขอปลีกตัวไปประชุมออนไลน์

“ใช่นะ เขาเป็นคนมีสีสัน มีความสามารถหลากหลาย มีความรู้วิชาการและวิชาชีวิต แล้วก็เพื่อนเยอะ รักเพื่อน เข้าได้กับทุกคน โอ๋พูดเสมอว่าศิลปะไม่มีสูงต่ำ และมองเห็นคุณค่าของทุกงานศิลปะ บ้านลิเกก็เป็นอย่างนั้น”

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load