ภาพของ 3 พี่น้องจากบ้าน ‘เบญจวรการ’ กอดกันกลมที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ก่อนแยกย้ายไปตามเส้นทางของแต่ละคนเมื่อ พ.ศ. 2541 ยังคงฝังแน่นในใจ เพราะสำหรับใครหลายคนแล้ว นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฉากจบของ 3 หนุ่ม 3 มุม เท่านั้น แต่ยังหมายถึงโอกาสสุดท้ายที่ทุกคนจะได้สัมผัสชีวิตของพวกเขา หลังเฝ้าติดตามมาถึง 7 ปีเต็ม

ตลอดระยะเวลานั้น มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในบ้านหลังเล็กๆ ทั้งความสุข ความเศร้า เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ ซึ่งมาทดสอบความสัมพันธ์ของ 3 พี่น้องอยู่ตลอด จนหลายคนอดรู้สึกไม่ได้ว่า 3 หนุ่ม 3 มุม ไม่ได้เป็นเพียงแค่ละคร แต่เป็นเรื่องจริงของเพื่อนบ้านกลุ่มหนึ่งที่รู้จักกันมานาน

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ไม่แปลกเลยว่า ทำไมจึงมีเสียงเรียกร้องไม่ขาดสายให้ทีมผู้สร้างนำซิตคอมเรื่องนี้กลับมาทำใหม่อยู่เสมอ กระทั่งกลาง พ.ศ. 2563 ก็มีข่าวดีว่า ช่อง one31 เตรียมรื้อฟื้น 3 หนุ่ม 3 มุม ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พี่น้องเบญจวรการที่ทุกคนคุ้นเคยเท่านั้น แต่ยังมีบรรดาลูกๆ ซึ่งจะมาสร้างความสุขแบบคูณสองอีกต่างหาก

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวน บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ผู้ปลุกปั้นซิตคอมเรื่องนี้มาร่วมพูดคุย ถึงจุดเริ่มต้น เส้นทาง และอิทธิพลของละคร รวมถึงวันที่เขาตัดสินใจชุบชีวิต 3 พี่น้อง ‘เอกพล-ทศพล-พีรพล’ ขึ้นมาอีกครั้ง

บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ, 3 หนุ่ม 3 มุม

01

คนละมุมเดียวกัน

เชื่อหรือไม่… ครั้งแรกที่บอยเสนอไอเดียเรื่อง 3 หนุ่ม 3 มุม ขึ้นมา แทบไม่มีใครยืนฝั่งเดียวกับเขาเลย

เพราะ นางฟ้าสีรุ้ง ซิตคอมเรื่องเดิมที่ออกอากาศอยู่กำลังเดินหน้าไปด้วยดี มีโฆษณาเข้าตลอดทั้งปี แถมเพิ่งคว้ารางวัลโทรทัศน์ทองคำและเมขลามาครอบครอง

แต่ด้วยความเชื่อว่าเรื่องใหม่ต้องดีกว่าเก่า เขาจึงทุ่มสุดตัว เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน

ความจริงแล้วไอเดีย 3 หนุ่ม 3 มุม อยู่ในใจของเขามาตั้งแต่อยู่ที่สหรัฐอเมริกาแล้ว

บอยชอบดูละครซิตคอมมาก เรื่องหนึ่งที่โดนใจสุดๆ คือ Family Ties เล่าเรื่องความผูกพันของครอบครัวหนึ่งที่มีพ่อแม่เป็นฮิปปี้ และลูกชายคนโตเป็นนักธุรกิจ ด้วยความคิดที่ต่างกันแบบสุดขั้ว ทำให้เกิดความวุ่นวายต่างๆ เต็มไปหมด

หลังเรียนจบปริญญาโท ด้าน Broadcasting ที่ Boston University ระหว่างรอกลับเมืองไทย เขาจึงใช้โอกาสนี้แวะเวียนไปดูงานตามโรงถ่ายต่างๆ ที่ลอสแอนเจลิส และเกิดฉุกคิดขึ้นมาว่า ซิตคอมแต่ละตอนนั้นไม่ได้มีเนื้อหาต่อเนื่องกัน แต่ทำไมกลับมีเสน่ห์ ทำให้รู้สึกอยากดูต่อไปเรื่อยๆ พอวิเคราะห์อย่างละเอียด จึงพบว่าปัจจัยหลักมาจากโครงเรื่องและตัวละครที่แข็งแรง พร้อมคิดว่า หากกลับมาถึงเมืองไทยแล้วจะทำซิตคอมแบบไหนดี

“ชีวิตเรามีความขัดแย้งบางอย่างในตัวเองพอสมควร เพราะไปเรียนที่อเมริกาตั้งแต่สิบสองขวบ สิ่งหนึ่งที่รู้สึกดี คือ Freedom มันมีอิสรภาพ อยากไปไหนก็ไป ตีหนึ่งตีสองนอนไม่หลับก็ออกไปหาอะไรกินได้ แต่ขณะเดียวกันมันก็มาพร้อมความเหงา ผมคิดว่าประเด็นนี้มีความขัดกันดี น่าจะนำมาเป็นเซ็ตอัปของซิตคอมได้”

ความคิดแรกที่นึกถึง คืออยากทำเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนที่มาเรียนต่อเมืองนอก ซึ่งมีทั้งความอิสระและความเหงา แล้วก็คิดต่อไปว่า ถ้าให้ตัวละครเป็นพี่น้องกัน แล้วคนหนึ่งมาอยู่ก่อนแล้ว เข้าใจเมืองนอกทุกอย่าง กับอีกคนเพิ่งมาจากเมืองไทย แล้วไม่มีความเข้าใจเรื่องเมืองนอกเลย ก็คงน่าสนุกดี แต่พอคิดไปคิดมา เขาก็รู้สึกว่าประเด็นนี้ไม่เหมาะกับผู้ชมชาวไทย ซึ่งอาจไม่มีประสบการณ์แบบเดียวกับเขา ก็เลยกลับมุมคิดให้ตัวละครที่อยู่เมืองนอกมานาน มีหัวสมัยใหม่มากๆ เดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย แล้วต้องมาอยู่ร่วมกับพี่ชายหัวโบราณแทน

จากนั้นเขาก็เริ่มวางพล็อตต่อว่า ควรมีน้องชายอีกสักคนเป็นตัวเชื่อมทั้งคู่เข้าไว้ด้วยกัน โดยตอนแรกอยากให้เป็นเด็กอายุ 10 ขวบ เป็นเหมือนลูกหลง และเพื่อยังคงคอนเซปต์เรื่องความอิสระและความเหงาไว้ จึงวางเส้นเรื่องให้พ่อแม่ตายไปแล้ว 1 ปี ทำให้ต้องอยู่กันเพียงลำพัง และต้องเลี้ยงน้องชายคนเล็กไปด้วย

เดือนมีนาคม พ.ศ. 2533 เขาก็กลับมาเมืองไทย พร้อมกระดาษที่บันทึกไอเดียนั้น ก่อนตระเวนยื่นใบสมัครตามบริษัทต่างๆ หลายแห่ง กระทั่งมาลงตัวที่แกรมมี่ ซึ่งสมัยนั้นมีบริษัททำละครซิตคอมเล็กๆ ชื่อ ‘มาสเตอร์แพลน’ ดูแลโดย หง่าว-ยุทธนา มุกดาสนิท และ วาณิช จรุงกิจอนันต์ มีผลงานมาแล้ว 3 เรื่อง คือ แดนสนธยา, ตะกายดาว และ คนค้นฅน พอดีช่วงนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่หง่าวกำลังเริ่มต้นภาพยนตร์เรื่อง วิถีคนกล้า จึงโอนภารกิจต่างๆ ให้บอยรับผิดชอบแทน โดยตอนแรกทีมงานตั้งใจให้เขามาดูแลโปรเจกต์ คนค้นฅน ต่อ

“คุณลองคิดดู เด็กจบใหม่ แต่ยังไม่มีประสบการณ์ทำงาน บางคนก็จะรู้สึกว่า เก่งมาจากไหน มีแค่ปริญญาจากเมืองนอกได้กำกับเลยเหรอ ผมก็รู้ว่าบางคนรู้สึกแบบนี้อยู่ ผมก็เลยบอกว่าพี่เอาอย่างนั้นเลยเหรอครับ พี่เชื่อมั่นผมขนาดนั้นเลยเหรอ เขาก็บอกว่า เอาน่ะลองดู คือเรื่องของเรื่องไม่มีคนทำ พี่หง่าวจะไปทำหนังแล้ว” 

แต่เนื่องจากละครเรื่องนั้นไม่ใช่ความคิดของเขาโดยตรง บอยจึงปรึกษา เล็ก-บุษบา ดาวเรือง ผู้บริหารแกรมมี่ว่าอยากนำเสนอไอเดียใหม่ ซึ่งบุษบาก็ไม่ขัดข้อง แต่ด้วยความที่เป็นเรื่องแรก จึงไม่กล้านำไอเดียสามพี่น้อง ซึ่งรู้สึกผูกพันมากเป็นพิเศษ เพราะกลัวทำแล้วเสียของ จึงเลือกนำอีกไอเดียมาเสนอแทน

นางฟ้าสีรุ้ง เป็นเรื่องครอบครัวของ ‘สีน้ำมัน’ ซึ่งต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง แล้ววันหนึ่งก็มีนางฟ้าชื่อ ‘สีรุ้ง’ มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงเด็ก โดยบอยได้ดึงคาแรกเตอร์น้องคนเล็กวัย 10 ขวบจากสามพี่น้องมาสร้างเป็นตัวละครที่ชื่อ ‘สีฝุ่น’ ด้วย

ในช่วงคัดเลือกนักแสดง มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เขาติดใจเป็นพิเศษ นั่นคือ มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ ซึ่งมาทดสอบบท ‘จ้อย’ เด็กข้างบ้านที่หลงรัก ‘สีน้ำ’ ลูกสาวของครอบครัวนี้

“มอสเป็นคนแรกที่เข้าเทสต์ วันที่เดินเข้ามา มันก็ทำหน้างงๆ บอกผมชื่อมอสครับ พี่พจน์ (พจน์ อานนท์) ให้มาครับ เราก็ให้เขาลองทำอะไรต่างๆ เขาก็ทำ ปรากฏว่ามันออกมา Shining มาก จนรู้สึกอยากทำงานกับเด็กคนนี้”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

แต่เนื่องจากมอสสะดวกมาถ่ายทำเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น เพราะไม่อยากโดดเรียน จึงมาร่วมงานไม่ได้ แต่บอยกลับไม่เคยลืมเด็กคนนี้ และคิดเสมอว่า ถ้ามีโอกาสก็จะดึงมาร่วมงานสักครั้ง

หลังทำ นางฟ้าสีรุ้ง ไปสักระยะก็พบว่า ยิ่งทำก็ยิ่งตัน เนื่องจากตัวละครที่เป็นเด็ก มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก และส่วนตัวคิดว่าพร้อมที่จะทำโปรเจกต์สามพี่น้องแล้ว โดยเขาได้ปรับเปลี่ยนตัวละครน้องคนสุดท้ายจากเด็กให้เป็นวัยรุ่น  และตั้งใจให้มอสมารับบทนี้ แต่พอเสนอออกไป คำตอบเดียวที่ได้รับกลับมาคือ ไม่

“พอผมบอกว่าอยากทำเรื่อง 3 พี่น้อง แกรมมี่ก็บอกว่าเดี๋ยวก่อน ส่วนช่อง 7 นั้น คุณแดง-สุรางค์ เปรมปรีดิ์ โทรศัพท์หาพี่เล็ก บอกว่าจะจบมันทำไม มันขายได้อีกปีเลยนะ ซึ่งไม่แปลก เพราะทั้งสปอนเซอร์ โฆษณา ก็ขายได้เต็ม แล้วจะมาเสี่ยงทำไม ถ้าเป็นผมสมัยนี้ก็คงต้องคิดแบบนั้นแหละ แต่สมัยนั้นเราบอกไม่เอา ไม่อยากทำแล้ว

“จำได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะไม่มีใครยอม เขาก็ถามว่าจะเอาใครเล่น พอเสนอไปเขาก็บอกว่าไม่เด็ดพอ ตีตกเยอะมาก แต่เราก็พยายามเล่าว่า คนหนึ่งหัวสมัยเก่าหน่อย อีกคนหัวสมัยใหม่ และคนสุดท้าย ผมมีคนเล่นแล้ว ผมจะถ่ายเสาร์-อาทิตย์เพื่อมันเลย จนสุดท้ายเขาก็เลยบอกว่าลองทำดูก็ได้ แต่ขอให้ขยาย นางฟ้าสีรุ้ง ออกไปหน่อย จากที่จะเปลี่ยนตั้งแต่ต้น พ.ศ. 2534 ขอให้พร้อมก่อนแล้วค่อยทำ”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

02

3 หนุ่ม หลายมุม

แม้จะได้รับการอนุมัติให้ทำละครเรื่องใหม่ แต่บอยก็ต้องเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย เพื่อให้บรรดาผู้เกี่ยวข้องมั่นใจว่า ละครเรื่องนี้จะมีศักยภาพไม่แพ้ นางฟ้าสีรุ้ง

อย่างการคัดเลือกนักแสดง แม้บทของพีรพล น้องคนเล็กจะไม่มีปัญหา เพราะเล็งมอสไว้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แต่สำหรับบทพี่ชายอีก 2 คนนั้น กว่าจะได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยบทของเอกพล เขาต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการแสดงมาบ้าง เพราะตามคาแรกเตอร์แล้วต้องเป็นคนขี้บ่น เจ้าระเบียบ พูดเยอะ จึงต้องจำบทเก่งพอสมควร

ครั้งแรกบอยนึกถึงพระเอกภาพยนตร์ชื่อดังในยุคนั้น แต่เมื่อลองติดต่อไปกลับพบว่าคิวงานแน่นมาก ที่สำคัญคือ คงเป็นเรื่องยากที่จะให้พระเอกเบอร์นั้นมารับงานซิตคอมซึ่งไม่มีกำหนดจบ เขาจึงคิดถึงนักร้องหนุ่มที่ชื่อ กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ซึ่งเคยมีผลงานเรื่อง ขมิ้นกับปูน และเคยเดินสายโปรโมตผลงานร่วมกัน สมัยเริ่มทำ นางฟ้าสีรุ้ง ใหม่ๆ

“ตอนนั้นกบเพิ่งออกอัลบั้มกบใสๆ เพลง ปาฏิหาริย์ ผมเองก็ต้องนั่งรถตู้ไปกับกบใสๆ ไปตามโรงพิมพ์ต่างๆ ไปเยี่ยมแท่นพิมพ์ ระหว่างนั้นเราก็คุยกัน ก็พบว่าเขามีเสน่ห์อะไรบางอย่าง คุยด้วยแล้วสนุก ก็เลยคิดถึงตัวพี่ชายคนโต พอไปคุยกับพี่เล็ก บุษบา พี่เล็กก็บอกว่าดีเลย ฝากด้วย” 

แต่คนที่ยากยิ่งกว่าคือทศพล พี่ชายคนรอง ซึ่งเขาอยากได้คนที่เคยผ่านงานหน้าจอมาบ้าง แต่ไม่เคยเล่นละครมาก่อน เขาจึงพยายามค้นจากพระเอกโฆษณา ซึ่งยุคนั้นมีคนหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะมีผลงานฉายพร้อมกัน 4 เรื่อง แต่พอติดต่อไป พระเอกคนนั้นไม่สะดวกคุยเพราะกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศพอดี รวมทั้งมีข่าวว่าเขาเซ็นสัญญากับค่ายเพลงหนึ่งไปแล้ว

บอยจึงต้องมองหาตัวเลือกอื่น กระทั่งวันหนึ่งเขาก็นึกถึงโฆษณาธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ ซึ่งพระเอกสวมเสื้อเชิ้ตสีเขียว หน้าตาหล่อ คล้ายๆ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มีบุคลิกที่เท่มาก แต่หลังจากนั้นเขาก็หายไปเลย จนถึงวันออดิชัน ปรากฏว่าพระเอกคนนั้นก็มาทดสอบด้วย นั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

“เราเห็นเขาแล้วรู้สึกเหมือนเห็นดารา เพราะจำได้ว่าในโฆษณานั้นเขาเท่มาก แต่พอคุยกันสักพัก ทำไมเสียงไม่เหมือนหน้า เพราะเสียงบีบจมูก พูดไม่ชัด ลองให้เล่นละครก็เล่นได้น่าเบื่อมาก เราเกือบถอดใจ แต่กลับคิดว่าทำไมโฆษณาทำให้เขาออกมามีเสน่ห์ได้ ผมก็เลยคิดว่าจะต้องทำให้เขาเท่แบบนั้นให้ได้เหมือนกัน”

แต่ดูเหมือนจะมีเพียงบอยเท่านั้นที่เชื่อว่าแท่งเหมาะกับบททศพล สวนทางกับคนอื่นในแกรมมี่ที่มองว่ายังไงก็ไม่ได้ เพราะบุคลิกท่าทางของแท่งไม่มีความเป็นนักเรียนนอกเอาเสียเลย แต่เขาก็ไม่ท้อ พยายามส่งแท่งไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เปิดการแสดงของแมทธิว โมดีน (Matthew Modine) นักแสดงชาวอเมริกันชื่อดังให้ชม ปรับบทจากเดิมที่ต้องพูด ‘ไอ-ยู’ เป็น ‘นาย-เรา’ เพื่อให้เข้ากับแท่งมากที่สุด กระทั่งได้ทศพลซึ่งใกล้เคียงกับที่นึกภาพไว้ตอนแรก

“ก่อนหน้านี้หลายคนปรามาสแท่งไว้เยอะ เพราะถ้าพูดถึงความเป็นนักแสดง แท่งภาษีน้อยกว่ากบ ส่วนมอสก็จะมีความเป็นธรรมชาติ เพราะบทใกล้ตัวมาก ก็จะไปสุดของมันได้ ส่วนแท่งน่าห่วงสุด เพราะบทไกลตัว เขาไม่เคยไปเมืองนอกเลย เราก็เลยบอกเล่นเท่ๆ นิ่งๆ ไม่ต้องอะไรมาก เล่นเป็นพระเอกไป เดี๋ยวหล่อเอง”

และเพื่อหลอมรวมนักแสดงให้เป็นหนึ่งเดียว จึงต้องใช้กระบวนการทำเวิร์กช็อป ค่อยๆ ปรับบท ปรับคาแรกเตอร์และองค์ประกอบต่างๆ โชคดีที่นักแสดงทั้ง 3 คนคุ้นเคยกันมาก่อน อย่างกบกับแท่งเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ส่วนแท่งกับมอสก็เพิ่งรับงานภาพยนตร์ กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ จึงเข้าขากันอย่างรวดเร็ว

จากนั้นจึงค่อยวางตัวละครเสริมเพื่อเติมเต็มให้ละครสมบูรณ์ขึ้น เช่น บทผู้ใหญ่ มีการสร้างตัวละครป้าดาขึ้นมา เป็นเพื่อนของแม่ อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน คอยดูแลหนุ่มๆ อยู่ห่างๆ เช่น เอาปิ่นโตมาฝากหรือให้คำปรึกษาเรื่องสำคัญบางเรื่อง หรือน้องมุก เด็กหญิงข้างบ้าน ซึ่งคิดว่าตัวเองขาดความอบอุ่นและคอยสร้างเรื่องเวียนหัวมาให้พี่ๆ บ้านนี้เสมอ

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ต่อมาเป็นเรื่องสำคัญอย่างชื่อละคร ตอนแรกบอยลิสต์มาหลายชื่อ แต่ไม่ตรงใจสักชื่อ กระทั่งมาปรึกษา เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ จนได้ข้อสรุปว่า 3 หนุ่ม 3 มุม เหมาะสมที่สุด

“สมัยนั้นเวลาทำละครต้องไปหาพี่เต๋อ เพราะแต่ก่อนนักร้องใดๆ เขาไม่ร้องเพลงละครกัน เขารู้สึกว่าไม่เท่ พี่เต๋อเลยบอกว่าไม่มีใครร้อง พี่ร้องเอง ตอนนั้นพี่เต๋อก็ถามเรื่องราวว่าเป็นยังไง ก็เล่าให้ฟัง บอกว่าละครยังไม่มีชื่อเลย ไม่รู้จะเอาอะไรดี อยากได้ชื่อที่เก๋ๆ เท่ๆ ซึ่งชื่อ 3 หนุ่ม 3 มุม ก็อยู่ในลิสต์ด้วย แต่เรารู้สึกว่ามันตรงเกินไป เชยมาก ชื่อที่รู้สึกเข้าเค้ากว่าคือ ‘3 เหลี่ยมด้านไม่เท่า’ แต่พี่เต๋อบอกไม่รู้เรื่อง ‘3 หนุ่ม 3 มุม’ สื่อสารที่สุด เราก็บอกจริงเหรอครับ ไม่เชยไปเหรอ แกก็บอกไม่หรอก เชื่อพี่ แล้วแกยังบอกอีกว่า ต่อไปคนดูจะแบ่งกลุ่มกันเชียร์ ซึ่งเวลานั้นเรานึกไม่ออกเลย

“การทำงานกับพี่เต๋อสำหรับผมเป็นเรื่องน่าประทับใจมาก เพราะตอนนั้นเนื้อเพลงในช่วงทศพลยังไม่ตรงกับคาแรกเตอร์ แต่เราจะบอกให้คนระดับพี่เต๋อแก้งานได้ยังไง เราเป็นคนทำงานตัวเล็กๆ แต่สุดท้ายก็ลองบอกไปพร้อมเสียงสั่นๆ ว่า คนที่สองไม่ใช่รุ่นใหม่แบบหัวรุนแรง แต่เป็นแบบสบายๆ พี่เต๋อก็นิ่งไปสักพักก่อนว่า อ้าวเหรอ พี่เข้าใจผิดไปเอง จากนั้นพี่เต๋อก็หยิบเนื้อเพลงและปากกาขึ้นมาแก้ให้ใหม่ทันที เป็น ‘เรามันอีซี่จะตาย บางทีก็ง่ายเกินไป’ แก้ให้เลย”

หากแต่โจทย์ที่หนักสุด คือการทำให้ฝ่ายการตลาดเห็นภาพเดียวกัน เพราะ 3 หนุ่ม 3 มุมเป็นละครที่ไม่มีนางเอก

“พอเขาถามผมว่าใครเป็นนางเอก ผมก็บอกไม่มีครับ เขาก็สวนกลับมาเลยว่า ละครบ้าอะไรไม่มีนางเอก เราก็พยายามอธิบายว่า มันไม่มีนางเอกประจำ แต่มีแวะเวียนมารับเชิญอยู่เรื่อยๆ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเสน่ห์นะ เพราะมันทำให้คนดูรู้สึกอยากเป็นผู้หญิงคนนั้นที่จะเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ และทำให้คนดูสนุกกับการลุ้นว่าแต่ละคนจะได้ลงเอยกับใคร แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยพอใจกับคำตอบนี้ ซึ่งสุดท้ายประเด็นนี้ก็เป็นจุดขายสำคัญของละคร”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

หลังจากเตรียมตัวมาพักใหญ่ ในที่สุด 3 หนุ่ม 3 มุม ก็ได้ออกอากาศ เมื่อวันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2534 เวลา 17.30 น. ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7

บอยยังจำได้ว่า วันนั้นเขาไปพักผ่อนที่หัวหิน พอ 5 โมงเศษๆ ก็ได้ยินเสียงวัยรุ่นแถวนั้นพูดว่า “เร็วๆ รีบกลับกัน เดี๋ยวไปดูไตเติลไม่ทัน” แม้ไม่มั่นใจว่า หมายถึง 3 หนุ่ม 3 มุม หรือเปล่า แต่ก็ทำให้เขารู้สึกใจชื้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

“ความจริงเราเช็กเทปตอนหนึ่งหลายรอบมาก แต่พอดูตอนออนแอร์จริง กลับให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน เพราะผมรู้สึกว่าคนทั้งประเทศกำลังดูงานของเราอยู่ ดูพร้อมกับโฆษณา พร้อมตัววิ่งของสถานี เป็นความรู้สึกมันยิ่งใหญ่มาก”

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือละครตอนนี้ได้กลายเป็นก้าวแรกที่ทำให้ 3 พี่น้องตระกูลเบญจวรการ ยึดกุมหัวใจแฟนละครนับล้านชีวิตเป็นที่เรียบร้อย

03

มันคือความผูกพัน

“ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องของความผูกพัน แม้ครอบครัวนี้จะไม่มีพ่อแม่มาคอยบอกว่าต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น แต่คนรุ่นใหม่สามคนนี้ค่อยๆ เรียนรู้ ลองผิดลองถูกกัน แล้วก็เจอคำตอบด้วยตัวเอง และต่อให้มีความคิดต่างกัน แต่ด้วยความเป็นพี่น้อง จึงทำให้พวกเขาก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้” บอยเอ่ยขึ้น เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่ทำให้ 3 หนุ่ม 3 มุม ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนจนถึงวันนี้

เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ออกอากาศ ปฏิเสธไม่ได้ว่าบอยได้วางคาแรกเตอร์ของตัวละครชัดเจนมาก กระทั่งมีแฟนคลับติดตามประจำ ที่สำคัญยังมีบทละครที่แข็งแรง ช่วยเสริมให้ภาพสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเด่นชัดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้ ทองขาว ทวีปรังษีนุกูล นักเขียนบทมือทองที่ทำงานคู่กับเขามาตั้งแต่ นางฟ้าสีรุ้ง

“ตอนที่ทำบท นางฟ้าสีรุ้ง ก็มีเขียนมาหลายคน แต่ยังไม่ลงตัวเท่าไหร่ กระทั่งวันหนึ่ง พี่นิค (วิเชียร ฤกษ์ไพศาล) บอกว่ามีเพื่อนเขียนบทละคร จำได้ว่าวันแรกที่เจอพี่ทองขาว งงเลย เขาบอกว่าผมทำได้หมด เขียนบทก็ได้ กำกับก็ได้ ก็เลยลองดู ตอนนั้นก่อนเที่ยง เขาบอกว่าเดี๋ยวเย็นๆ กลับมาอีกที ไปนั่งคิดก่อน พอตกเย็นกลับมาแกบอกว่า ผมเขียนมาอย่างนี้ เริ่มต้นเป็นฉากคนขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน แสดงให้เห็นว่าลูกขาดความอบอุ่น เราเลยต้องอธิบายว่า เราถ่ายแต่ในสตูดิโอ เป็นซิตคอม พอแกเข้าใจคอนเซปต์ ปรับแป๊บเดียว สนุกเลย คำพูดต่างๆ เป็นธรรมชาติมาก

“ต่อมาเมื่อทำ 3 หนุ่ม 3 มุม พี่ทองขาวก็มักจะแทรกประเด็นสังคมต่างๆ ลงไป ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของแก แต่พอเข้าไปแล้ว มันดี มันสอน มันบอกอะไรบางอย่าง บอกวิธีคิดของตัวละคร พี่ทองขาวจึงถือเป็นหนึ่งในคีย์แมนที่ทำให้ละครเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง
กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ประเด็นที่ทองขาวหยิบยกขึ้นมามีตั้งแต่ปัญหาวัยรุ่น ทะเลาะวิวาท จนถึงเรื่องหนักๆ อย่างโรคเอดส์ ซึ่งใน พ.ศ.นั้น คนไทยเข้าใจเรื่องนี้น้อยมาก โดยบทเขียนให้ทศพลมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเจนนี่ สาวลูกครึ่งเม็กซิกัน-อเมริกัน สมัยเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้รับข่าวว่าเธอเป็นเอดส์ จนเกิดเป็นความเครียดถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ฝันร้ายทุกคืน แต่สุดท้ายเขาก็ผ่านมาได้ ด้วยพลังความรักและความเข้าใจของคนในครอบครัว

แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือการทำให้ผู้ชมเชื่อว่าเหตุการณ์ที่อยู่ในละครใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยทักษะและความสามารถของนักแสดง ซึ่งสำหรับบอยแล้ว กบ-แท่ง-มอส นับวันก็ยิ่งเล่นเป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง
กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

“เวลาสามคนนี้อยู่ด้วยกันเข้ากันมากกว่าคำว่าเคมี แต่มันคือ Magic โดยเฉพาะมอส ซึ่งมีสัญชาตญาณในการตีความบทสูงมาก เช่น ปกติผมมักจะเขียนโค้ดที่อยากเห็นนักแสดงเล่นในบทของผม แล้ววันหนึ่งระหว่างต่อบท มอสเกิดจำบทไม่ได้ ก็มาขอดูบท แล้วเห็นวงเล็บที่ผมเขียน เขาก็พูดว่า พี่อยากได้อย่างนี้ใช่ไหม แล้วมันก็เล่นออกมาเลย”

ด้วยปัจจัยทั้งหมด ทำให้ละครเรื่องนี้กลายเป็นซิตคอมคุณภาพที่ผู้คนต่างให้การยอมรับ สามารถคว้ารางวัลจากสถาบันต่างๆ และยังช่วยจุดกระแสละครวัยรุ่นให้เติบโตบนจอทีวีไทย

“พอเราดัง ผมรู้สึกว่าหลังจากนั้นทุกคนจะพยายามออกผลงานวัยรุ่นมากขึ้น เหมือนกับว่าฉันต้องมีมอสของตัวเอง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นแทบไม่มีละครวัยรุ่นเลย ส่วนแกรมมี่เองก็เริ่มสนใจมอส มาถามว่าอยากออกเทปไหม ซึ่งผมคิดว่ามอสออกเทปได้แน่ๆ เพราะตอนนั้นเวลาเรามีงานโชว์ตัว เขาสุดมาก วิ่งไปทั่วเวทีเลย ซึ่งสุดท้ายเขาก็ทำได้จริงๆ”

04

บอกซิ… บอกว่า ‘รัก’

หลังกำกับ 3 หนุ่ม 3 มุม มาได้ครบปี บอยก็เริ่มมีฝันใหม่ๆ เข้ามา หนึ่งในนั้นคือการทำละครหลังข่าว โดยช่วงนั้นแกรมมี่ได้เวลาช่วงคืนวันศุกร์-อาทิตย์ ทางช่อง 5 เขาจึงเปิดบริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด พร้อมเริ่มต้นละครเรื่อง รักในร้อยแค้น

หากแต่การตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้เขาไม่สามารถกำกับ 3 หนุ่ม 3 มุม ไหว จึงได้ส่งคืนให้แกรมมี่และมาสเตอร์แพลนไปบริหารจัดการ ซึ่งผู้ที่มารับไม้ต่อก็คือ นิพนธ์ ผิวเณร ก่อนที่จะส่งต่อไปยังผู้กำกับอีกหลายคน

ช่วงนั้นเองที่ตัวละครแต่ละตัวเริ่มมีพัฒนาการตามเส้นทางของตัวเอง เช่น พีรพลเรียนชั้นมัธยมจบแล้ว แต่เอนทรานซ์ไม่ติด ทศพลรวมกลุ่มกับเพื่อนเปิดบริษัทสถาปนิกของตัวเอง บ้านเก่าถูกเวนคืน และต้องย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียม แต่ประเด็นที่ถือว่าเป็นจุดหักเหสุด คือการที่เอกพลแต่งงานกับฟ้า เมื่อต้น พ.ศ. 2537 ซึ่งในมุมของผู้ผลิตอาจต้องการหาอะไรใหม่ๆ ผู้ชมจะได้ไม่รู้สึกเบื่อ แต่ในความคิดของบอยกลับมองว่า ทำให้โครงของเรื่องเปลี่ยนแปลงไป

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

“จริงๆ ผมจะรู้สึกว่าอย่าเพิ่งมูฟตัวละครมากมายนัก เพราะมันยังไม่ทันอิ่มตัวดีก็โดนเปลี่ยนไปแล้ว คือการแต่งงานทำให้ความแข็งแรงของการเป็นหนุ่มโสดหายไป มันกลายเป็นมีผู้หญิงเข้ามาอยู่ในบ้านแล้ว แต่เราก็ถือว่าโอเค เมื่อเปลี่ยนแล้วก็ดำเนินต่อไป”

แต่หลังเอกพลแต่งงานได้เพียงปีเศษ ความนิยมของละครเริ่มลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะออกอากาศมานาน และพอทำไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกไปต่อไม่ได้ กบ ทรงสิทธิ์ ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งโปรดิวเซอร์ จึงปรึกษาบอยว่าควรทำอย่างไรดี ซึ่งเขาเสนอว่า ต้องกลับคืนสู่จุดเริ่มต้น และทางเดียวที่จะทำได้ คือ ‘ฟ้าต้องตาย’

“พอบอกแบบนี้ ทีมงานเลยบอกว่าช่วยกลับมากำกับได้ไหม คือเรื่องใจร้ายไว้ใจถกลเกียรติได้เลย ก็เลยไปกำกับอยู่สี่ตอน ปรากฏว่าทอล์กออฟเดอะทาวน์มาก คนช็อก เพราะมันไม่มีที่มาที่ไป เป็นไปได้ไง อยู่ๆ ฟ้าตายเลย”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

หลังจากนั้น ทีมงานก็ย้าย 3 หนุ่ม กลับมาอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรอีกครั้ง พร้อมเปลี่ยนตัวละครบางตัว เช่น ป้าดา เสริมทัพด้วยตัวละครใหม่ๆ อย่างคุณวิและลุงเขต เพื่อนบ้านสุดป่วน ทำให้ซิตคอมเรื่องนี้อยู่ต่อไปได้อีก 2 – 3 ปี

กระทั่งในปีที่ 8 ทีมงานและนักแสดงก็เห็นตรงกันว่า อาจถึงเวลาสมควรแล้วที่จะยุติตำนานไว้เพียงเท่านี้

ในตอนสุดท้าย บอยถูกเชิญให้กลับมาช่วยกำกับอีกครั้ง โดยเนื้อหาหลักๆ คือพี่น้องแต่ละคนเติบโตขึ้น และถึงจุดที่ต้องเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง

เอกพล ถูกโปรโมตให้เป็นหัวหน้าสาขาธนาคารอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ส่วนทศพลหลังแต่งงานกับนัท แฟนสาวและย้ายไปตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกา ขณะที่พีรพลยังคงอยู่ที่เมืองไทยต่อไป โดยไม่มีพี่ชายคอยจ้ำจี้จ้ำไชอีกแล้ว

แม้ละครจะปิดฉากลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไปไหน คือความทรงจำอันงดงามที่เกิดขึ้นจากความผูกพันของ 3 ตัวละครพี่น้องนั่นเอง

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง
กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

05

3 หนุ่ม 3 มุม x2

ตลอด 22 ปีที่หายไปจากหน้าจอโทรทัศน์ มีกระแสเรียกร้องให้บอยนำซิตคอมเรื่องนี้กลับมาสร้างใหม่อยู่เสมอ แต่ที่ผ่านมาเขากลับรู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม

“จริงๆ มีคนสนใจ อยากเอา กบ-แท่ง-มอส ไปทำเป็นเหมือน เอก-ทศ-พี ยี่สิบปีต่อมาเหมือนกัน แต่ผมบอกไม่ได้ ผมหวง คือถ้าอยากให้ทั้งสามคนไปทำอะไรผมต้องรับรู้ อย่างตอนนั้น ละครเรื่อง เลือดข้นคนจาง เขาวางตัวพี่น้องมีทั้งกบ-แท่ง-มอส แต่ผมบอกไม่ได้ สามคนนี้ต้องเป็น เอก-ทศ-พี เท่านั้น สุดท้ายในเรื่องก็เลยเหลือแค่กบกับแท่ง”

กระทั่ง พ.ศ. 2563 บอยจึงตัดสินใจรื้อฟื้นตัวละครสุดคลาสสิกขึ้นมาอีกครั้ง ในชื่อ 3 หนุ่ม 3 มุม x2

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

จุดเริ่มต้นของไอเดียเกิดขึ้นระหว่างที่เขากำลังว่ายน้ำอยู่ แล้วก็นึกเล่นๆ ว่า หากตัวละคร 3 พี่น้องยังอยู่ ลูกๆ ของพวกเขาก็คงโตกันหมดแล้ว พอคิดไปเรื่อยก็เริ่มสนุก เพราะมีประเด็นให้ต่อยอดเต็มไปหมด และถ้าทำเป็นซิตคอมก็คงดี จึงมอบหมายให้ทีมงานช่วยกันพัฒนาบทต่อ โดยวางกรอบคร่าวๆ ให้แต่ละคนต่างเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวซึ่งต้องเลี้ยงดูลูกชาย 1 คน เพื่อให้คงความรู้สึกและเสน่ห์ดั้งเดิมของละครเอาไว้ให้มากที่สุด 

“ผมคุยกับคนเขียนว่า สิ่งที่สำคัญสุดคือคุณต้องซื่อสัตย์กับตัวละคร เพราะเขามีราก มีประวัติ มีคาแรกเตอร์ของเขามาแล้ว หากเจอสถานการณ์แบบนี้จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ถ้าไม่ซื่อสัตย์กับมัน นักแสดงก็เล่นไม่ได้ เพราะตัวละครมันใหญ่กว่าสิ่งที่เราคิด เราไปบังคับปากกาไม่ได้นะ เพราะบางทีตัวละครก็เป็นฝ่ายบังคับเรา

“อย่างตอนแรกที่ถ่ายทำ ผมขนลุกเลย พอตัดต่อเสร็จ ผมโทรหา กบ-แท่ง-มอส กบบอกว่าปกติก็เจอกันบ่อยๆ แต่วันนั้นที่ถ่ายทำ พอมองไปเขาเห็นเป็นทศพลกับพีรพล ไม่ได้เห็นเป็นแท่งกับมอส คือชีวิตจริงเขาเป็นน้องเล็กในบ้าน  แต่พอมาอยู่นี่เขาเป็นพี่ใหญ่ และพอเจอทศพลกับพีรพล เขารู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นพี่ใหญ่คอยดูแลมันสองคนอีกแล้ว”

ความแตกต่างของ 3 หนุ่ม 3 มุม x2 กับเวอร์ชันเก่า นอกจากตัวละครที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณแล้ว ยังมีเรื่องของช่องว่างระหว่างวัยแทรกเข้ามาด้วย ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องทัศนคติ วิธีการใช้ชีวิต ความสนใจ บุคลิกภาพ และการวางตัว

ขณะเดียวกัน ตัวละครแต่ละตัวก็จะมีปมปัญหาของตัวเอง เช่น เอกพลคิดว่าตัวเองมีดวงกินเมีย เพราะไม่ว่าจะแต่งงานกี่หน ภรรยาก็เสียชีวิตหมด พีรพลเก็บงำความลับเกี่ยวกับแม่ของอูโน่ หรือแม้แต่เฟิร์ส ลูกชายของทศพล ซึ่งตัดสินใจย้ายมาอยู่กับพ่อที่เมืองไทย ทั้งที่เติบโตในสหรัฐอเมริกามาตลอดชีวิต

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ด้วยแนวคิดเช่นนี้ บอยจึงเชื่อว่าผู้ชมรุ่นเก่าที่เป็นแฟนประจำของ 3 หนุ่ม 3 มุม รวมถึงคนรุ่นใหม่ซึ่งอาจเคยได้ยินแต่ชื่อมาก่อนแต่ไม่เคยรู้ว่าเป็นอย่างไร น่าจะเข้าถึงและสนุกกับละครเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

“แม้จะเป็นละครเรื่องที่สอง แต่สำหรับผมนี่คือจุดเริ่มต้นของอาชีพ เพราะใครจะคิดว่ากระดาษแผ่นเดียวที่เราเขียนขึ้นตอนอยู่เมืองนอก วันหนึ่งก็ได้ทำมันจริงๆ แถมยังประสบความสำเร็จด้วย พอวันนี้เราเอากลับมาทำใหม่ คนฮือฮากันเยอะมาก บางคนตกใจ ส่วนเราเองก็ตื่นเต้นไปด้วย แน่นอนว่าเราคาดเดาไม่ได้หรอกว่าเสียงตอบรับจะเป็นอย่างไร แต่เราก็คิดว่าเราเลือกในทางที่น่าจะลงตัวที่สุด สำหรับ 3 หนุ่ม 3 มุม ที่จะกลับมาใน พ.ศ. นี้”


ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

  • บทสัมภาษณ์คุณถกลเกียรติ วีรวรรณ วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
  • หนังสือ Boy Story 20 ปีแรก ในชีวิตการทำงานของบอย ถกลเกียรติ
  • สารนิพนธ์เรื่อง สามหนุ่มสามมุม ความสำเร็จหนึ่งของแกรมมี่ โดย สุทธิรัก ประเสริฐ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

“ตกรอบแรก 100 เปอร์เซ็นต์”

คือสิ่งที่ The Straits Times หนังสือพิมพ์รายวันยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์ ฉบับวันที่ 8 ธันวาคม 2535 ประเมินทีมชาติไทยชุดใหม่ที่เพิ่งรวมตัวได้เพียงเดือนเศษ เพื่อเข้าแข่งขันฟุตบอล Aiwa Merlion Cup 1992

ไม่ผิดหรอกที่พวกเขาจะคาดการณ์เช่นนั้น เพราะนี่คือทีมที่ไร้ซูเปอร์สตาร์ ไม่มีนักเตะยอดฝีมือ แทบทุกคนต่างเป็นพวกโนเนมที่เพิ่งได้รับโอกาสให้ลงสู้ศึกในสนามใหญ่เป็นครั้งแรก

ผลการแข่งขันสุดท้ายไม่ต่างจากที่คาด เพราะพวกเขาตกรอบแรก แต่ผลคะแนนก็เป็นไปอย่างสูสี

หากสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง คือจากทีมเกรด D ในวันนั้นพัฒนาขึ้นเป็นทีมอันดับ 1 ของอาเซียนในอีกไม่กี่ปีต่อมา และเป็นผู้จุดประกายกระแส ‘ฟุตบอลฟีเวอร์’ ให้กลับคืนมาหลังจากวงการลูกหนังเมืองไทยซบเซาไปนานหลายปี

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอพาทุกคนย้อนอดีตถึง ‘ดรีมทีม’ ทีมฟุตบอลระดับตำนาน ผู้เปลี่ยนความเชื่อของคนจำนวนมากว่า ฟุตบอลไทยก็สามารถไปไกลกว่าที่คิดได้

ฟุตบอลไทย

 

1

รวมดาวกระจุย

เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล, วัชรพงศ์ สมจิตร, พัฒนพงศ์ ศรีปราโมทย์, โกวิทย์ ฝอยทอง และนักเตะชั้นนำของเมืองไทยอีกหลายคน อาจเป็นใครก็ไม่รู้ในวันนี้ หากวันนั้นพวกเขาไม่ได้อยู่ในทีมฟุตบอลที่ชื่อ ‘ดรีมทีม’

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2534 หากพูดถึงสถานการณ์ฟุตบอลไทยเวลานั้นต้องถือว่าลุ่มๆ ดอนๆ พอสมควร เพราะห่างหายจากความสำเร็จมานาน ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือเหรียญทองซีเกมส์ครั้งสุดท้ายที่ทีมชาติไทยคว้ามาเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2528 แถมยังมีข้อครหาเต็มไปหมด ทั้งการพนัน การล้มบอล

แต่การเข้ามาของชายชื่อ ‘บิ๊กหอย’ ธวัชชัย สัจจกุล กลายเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่

ฟุตบอลไทย

แม้ธวัชชัย หรือชื่อปัจจุบัน วนัสธนา สัจจกุล จะเคยเป็นแชมป์ฟุตบอลเยาวชนแห่งประเทศไทย แต่หลังจากต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวแทนคุณพ่อที่ป่วยเป็นอัมพาต เขาก็วางมือจากสายกีฬาและทุ่มเทให้งานธุรกิจเต็มที่ จนกลายเป็นเศรษฐีที่มีรายได้นับพันล้านบาทต่อปี

ผมมีงานอดิเรกคือตีกอล์ฟ แต่เป็นตีแบบไทยๆ ที่มีการพนันด้วย ปรากฏว่าผมเป็นคนตีกอล์ฟไม่เก่ง เล่นไปก็มีแต่เสีย รวมแล้วเป็นสิบล้าน ครั้งสุดท้ายที่ผมเสีย ผมเขียนเช็ค 560,000 บาทภายในวันเดียว ตอนนั้นรถญี่ปุ่นคันเดียวแสนหนึ่ง หลังจากนั้นผมก็มาตามข่าวกีฬาจึงทราบว่า หากใครอยากเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลต้องจ่ายเงินเอง แทนที่จะมาเสียให้กอล์ฟ ก็มาเสียให้ฟุตบอลแทนดีกว่า เพราะเราก็ชอบเหมือนกัน และเสียแล้วชาวบ้านเขาก็มันไปด้วย”

พอดีเขารู้จักกับ อ.วิจิตร เกตุแก้ว เลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ขณะนั้น จึงขอโอกาสทำฝันให้กลายเป็นจริง โดยได้รับภารกิจแรกคือตำแหน่งผู้จัดการทีมเยาวชนอายุ 19 ปี ชิงแชมป์เอเชีย เมื่อเดือนเมษายน 2535 แม้ไม่ได้เลือกนักเตะเอง แต่ทีมชุดนี้ทำผลงานในรอบคัดเลือกได้ดีเกินคาด ผ่านไปแข่งรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สำเร็จ แต่นัดแรกกลับถูกเกาหลีใต้ถล่มยับ ด้วยสกอร์ 8-1 และแพ้อีก 2 นัดซ้อน จนมีคำครหาว่าล้มบอลแน่นอน หลังกลับมาเมืองไทยทีมนักเตะดาวรุ่งชุดนี้จึงสลายตัวไปโดยปริยาย

ทั้งที่ไม่มีมูลความจริง แต่เหตุการณ์นี้ทำให้บิ๊กหอยเกือบถอดใจ ถึงกับไปคุยกับ อ.วิจิตร ว่าต้องการถอนตัว แต่เลขาธิการสมาคมฯ ก็โน้มน้าวให้สู้ต่อ พร้อมมอบหมายให้ทำทีมฟุตบอลชุดใหม่เพื่อสู้ศึกกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ครั้งที่ 26 ณ เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา ในปี 2539

ทีมนี้เองที่กลายเป็นทีมประวัติศาสตร์ซึ่งคนไทยจดจำได้จนถึงทุกวันนี้ โดยเขาได้รุ่นน้องสวนกุหลาบอย่าง ‘บิ๊กกร๊อง’ วิรัช ชาญพานิชย์ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม และ ‘น้าชัช’ ชัชชัย พหลแพทย์ โค้ชทีมชุด 19 ปี ซึ่งตัดสินใจทิ้งงานประจำที่มั่นคงในธนาคารกรุงเทพ มาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าสตาฟฟ์โค้ชเต็มตัว

ความตั้งใจของบิ๊กหอยคือการทุ่มเงินกว่า 10 ล้านบาท เพื่อรวบรวมนักเตะยอดฝีมือ อายุระหว่าง 19 – 21 ปีจากสโมสรต่างๆ มาฝึกซ้อมร่วมกันเป็นระยะเวลา 18 เดือน โดยมีเงินเดือนให้เริ่มแรกคนละ 5,000 บาท และเบี้ยเลี้ยงต่างหากวันละ 200 บาท

เมื่อก่อนเวลาจะแข่ง เขาก็เรียกตัวดังๆ มาแล้วให้ค่าเบี้ยเลี้ยง 50 บาทต่อวัน เราก็รู้สึกว่าทำแบบนี้จะไปชนะเขาได้อย่างไร ก็ทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกับพวกมาเลย์ สิงคโปร์ ต้องมีทีมเวิร์กกว่านี้ ต้องฟิตกว่านี้ ดังนั้น ให้มาเก็บตัวอยู่กับเราเพื่อจะได้ให้เทคนิคพิเศษ พอถึงเวลาจริงๆ ไม่มีคนมา เนื่องจากสโมสรต่างๆ ไม่ให้มา”

บิ๊กหอยยังจำได้ถึงคำพูดของบิ๊กท่านหนึ่งในวงการฟุตบอลที่ว่า “คุุณหอยอย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ถ้าอยากทำฟุตบอลก็ไปฝึกเอาเอง อย่าไปเที่ยวเอาเด็กของสโมสร เขาฝึกกันมาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนเป็นการชุบมือเปิบ”

เขาจึงเปลี่ยนแผนมาฝึกเด็กเอง เด็กเกือบทั้งหมดเป็นพวกไร้ชื่อเสียง ส่วนใหญ่เป็นตัวสำรองของสโมสรต่างๆ หรือบางคนก็ไม่เคยแข่งขันชิงถ้วยใดๆ เลย เช่น สุชิน พันธ์ประภาส โดยมีตัวแทนทีมชาติชุดเยาวชนอายุ 16 ปีเช่น ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล และ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เข้ามาเสริมทีม

บิ๊กหอยเรียกทีมในฝันแบบขำๆ ว่า ‘ทีมรวมดาวกระจุย’

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

ตอนแรกเราตั้งใจจะให้เบี้ยเลี้ยง 500 บาท แต่พอเห็นเด็ก ผมก็เลยบอกชัชชัยว่า อย่าเพิ่งให้นะ ชัชชัยก็บอกว่า ไม่เป็นไรครับพี่ ให้มัน 200 บาทก็พอ จากนั้นเราก็มาเก็บตัวอยู่ที่ออฟฟิศเก่าของผมแถวรามคำแหง”

แต่บุคคลที่เป็นผู้จุดประกายชื่อ ‘ดรีมทีม’ กลับเป็นนักข่าวชื่อดัง เทพไชย วิโนทัย ผู้สื่อข่าวสายกีฬาของ เดลินิวส์ และบิดาของนักเตะชื่อดัง ลีซอ-ธีรเทพ วิโนทัย

ช่วงนั้นโอลิมปิก 1992 เขาอนุญาตให้นักบาสอาชีพมาเล่น พวกตัวดังๆ ของอเมริกาก็เลยมารวมตัวกัน ปรากฏว่าวันหนึ่งเทพไชยเขาก็มาถามผมว่า พี่หอยเป็นไงบ้าง ทีมปั้นดินให้เป็นดาวเหรอ ผมก็บอกว่า แล้วแต่พวกคุณเถอะ เขาก็บอกว่า เอาอย่างนี้แล้ว โอลิมปิกคราวนี้พี่หอยอยากให้ไปใช่ไหม ทีมบาสอเมริกาตั้งชื่อกันแล้วว่าดรีมทีม ผมให้ทีมพี่เป็นดรีมทีมด้วยแล้วกัน แต่ว่าไม่ได้ตั้งแบบเชื่อมั่นนะ ตั้งแบบเสียดสี” บิ๊กหอยกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

ดรีมทีมได้รับภารกิจแรกให้ไปร่วมแข่งฟุตบอล Aiwa Merlion Cup ความจริงสิงคโปร์เชิญทีมชาติชุดใหญ่ไปแข่ง แต่เผอิญชุดนั้นติดภารกิจ อ.วิจิตร ก็เลยตัดสินใจส่งทีมในฝันไปแทน

เวลานั้นทุกคนต่างเชื่อว่าทีมชาติไทยชุดโนเนมนี้จะต้องเป็นหมูสนาม ไร้สกอร์อย่างแน่นอน บางคนบอกว่า ส่งไปทำไม เปลืองเงินเปล่าๆ และมีอีกเพียบที่เหน็บแหนมว่า เป็นของเล่นคนรวย มีเพียงบิ๊กหอยกับทีมสตาฟฟ์เท่านั้นที่เชื่อว่า ดรีมทีมมีสิทธิ์เข้ารอบ 2

ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ยังจำศึกครั้งนั้นได้อย่างดี เพราะเป็นครั้งแรกที่มีแฟนบอลนับหมื่นมาดูจนเต็มสนาม แถมมีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เอเชียมาร่วมเล่นด้วย เป็นธรรมดาที่ต้องรู้สึกประหม่า แต่บิ๊กหอยและน้าชัชก็พยายามปลอบว่า ให้คิดว่าผู้ชมมาเชียร์พวกเราแล้วกัน เด็กๆ จึงทุ่มเทพลังอย่างเต็มที่

ฟุตบอลไทย

เพียงนัดแรก ดรีมทีมก็หักปากกาเซียน หลังยันเสมอทีมยักษ์ใหญ่อย่าง Lokomotiv Moscow จากรัสเซียได้สำเร็จ ชนิดที่ว่าเป็นฝ่ายไล่บี้อยู่เกือบทั้งเกมจนประทับใจแฟนๆ ชาวสิงคโปร์ที่พากันปรบมือจนลั่นสนาม

พอนัดที่ 2 พวกเขาสร้างเซอร์ไพรส์ได้จริงๆ หลังชนะทีมชาติมาเลเซียชุดใหญ่ 1-0 โดย สมาน ดีสันเที๊ยะ ลงมาเป็นซูเปอร์ซับ พุ่งเข้าชาร์จลูกเปิดของธวัชชัยเป็นประตูชัย และถือเป็นประตูแรกในประวัติศาสตร์ดรีมทีม

พอจบเกม บิ๊กหอย น้าชัช และนักเตะ ต่างร้องไห้กอดกันกลมดิก นักข่าวมาเลเซียถึงกับถามว่า ทำไมดีใจขนาดนั้น

บิ๊กหอยตอบว่า “ก่อนมามีเสียงเยาะเย้ยว่าทีมระดับนี้ไม่ถึง เอาธงชาติมาประจานทำไมกัน เด็กทุกคนก็รู้ว่าโดนดูถูกทำให้จำและเอามาสู้ ผมมันบ้าทุกคนก็รู้พอชนะวันนี้ทำให้ผมดีใจมากที่สุด ไม่เคยดีใจขนาดนี้เลยตั้งแต่เข้ามาทำทีมชาติไทย… แต่วันนี้ดีใจจริงๆ พวกเราพัฒนาขึ้นมาก ผมว่าเด็กชุดนี้หากได้รับการสนับสนุนดีๆ รับรองใช้ได้ พวกเขาจิตใจเกินร้อย”

แม้สุดท้ายดรีมทีมจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะพ่ายเจ้าภาพสิงคโปร์ 2-0 ทำให้ผลต่างประตูได้เสียสู้รัสเซียไม่ได้ ต้องตกรอบไปตามระเบียบ แต่ฟอร์มการเล่นที่น่าประทับใจก็ทำให้ดรีมทีมเริ่มมีชื่อเสียงและกลายเป็นขวัญใจทีมใหม่ของชาวไทย

 

2

ไทย B’ สู่เส้นทาง ‘ซูเปอร์สตาร์’

ผลงานที่น่าประทับใจในครั้งนั้นทำให้ดรีมทีมถูกยกระดับขึ้นมาเป็นทีมชาติชุดรอง ‘ไทย B’ มีโอกาสสู้ศึกในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 24 เมื่อปี 2536

ช่วงนั้นบิ๊กหอยพยายามเสริมนักเตะหน้าใหม่ๆ ที่มีฝีมืออย่าง ดุสิต เฉลิมแสน และ รุ่งเพชร เจริญวงศ์ อดีตนักเตะทีมชาติชุด 19 ปีก็มีโอกาสกลับมารับใช้ชาติอีกหน

นอกจากนี้ ยังมีกระแสแย่งตัวนักเตะซูเปอร์สตาร์ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน มาร่วมทีมด้วย โดยตอนแรกเดอะตุ๊กตั้งใจขอวางมือชั่วคราว เพราะสภาพร่างกายไม่พร้อม ก่อนที่ พล.ต.ท. ชลอ เกิดเทศ (ยศในขณะนั้น) นายกสมาคมฯ จะกล่อมให้มาลงเป็นหัวหอกทีมไทย A ก่อนสู้ศึกไม่ถึงเดือน

แม้แฟนบอลส่วนใหญ่จะมุ่งความสนใจที่ทีมพี่เป็นหลัก หากแต่กระแสของทีมน้องก็มาแรงไม่แพ้กัน เพราะเพียงนัดแรก พวกเขาก็สามารถเอาชนะทีมเกาหลีใต้ ซึ่งรวบรวมนักเตะจากสโมสรสมัครเล่นและทีมชาติเยาวชนฝีมือดี ด้วยสกอร์ 2-1 พอแมตช์ที่ 2 เจอรัสเซีย แม้ชนะไม่ได้ แต่ก็ยันเสมอ 1-1 สำเร็จ เข้าป้ายเป็นอันดับ 1 ของสาย

แต่น่าเสียดายที่รอบรองชนะเลิศ ไทย B พลาดท่าแพ้จีน และนัดชิงที่ 3 ก็แพ้จุดโทษเกาหลีใต้ 4-3

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

แม้จะจบด้วยอันดับ 4 แต่ก็ได้รับเสียงชื่นชมจากแฟนบอลอย่างมาก ส่งผลให้บิ๊กหอยได้รับความไว้วางใจจากสมาคมฯ ให้รับผิดชอบทีมชาติอีกหลายชุด ตั้งแต่ทีมพรีเวิลด์คัพ ซึ่งต้องไปแข่งไกลถึงญี่ปุ่น โดยนอกจากเป็นการผสมผสานนักบอลชุดใหญ่กับดรีมทีมแล้ว ยังได้นักเตะฝีเท้าดีอย่าง ธชตวัน หรือชื่อเดิม ตะวัน ศรีปาน ซึ่งถือเป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่บิ๊กหอยชักชวนด้วยตัวเอง มาร่วมทีมเป็นครั้งแรกด้วย

ผมไปดูบอลควีนส์คัพ แล้วเห็นไอ้แบนเล่นเบอร์ 10 ทีมราชวิถี เลยถามชัชชัยว่า เด็กคนนี้เป็นใคร คล่องมาก สเต็ปบอลดี ลูกออกจากเท้าไม่มีมั่ว ชัชชัยก็ตอบว่าไอ้แบน เรียนวิศวะอยู่ปี 2 แต่ว่ามันเอาจริงเรื่องเรียน ผมเลยบอกว่า เรียกมาก่อนแล้วกัน เขาก็ประกาศเรียกตะวัน ศรีปาน พอมาถึงมันก็บอกไม่ค่อยพร้อมครับ ติดเรียน ผมก็บอกว่า วันไหนติดเรียนก็ไปเรียน วันไหนไม่เรียนก็มาซ้อมแล้วกัน… ไอ้แบนเวลานั้นไม่มีใครรู้จักเลย ผมเลยโดนด่าเป็นเดือนว่าเอาดาราแก่งคอยคัพมาติดทีมชาติ

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

ตอนนั้นเป็นชุดเตรียมบอลโลก ไอ้โอ่ง (ดุสิต เฉลิมแสน) ติดสอบ ผมเลยบอกให้ชัชชัยไปถามไอ้แบนว่า ไปไหม มันก็ตอบว่า ไป เราก็ให้ติดสำรอง นัดแรกกับญี่ปุ่น แพ้ 1-0 แมตช์ 2 แพ้ UAE 2-0 และนัดสุดท้ายเล่นกับบังกลาเทศ ผมเลยบอกโค้ชฝรั่งชื่อ ปีเตอร์ สตับบ์ (Peter Stubbe) ให้เอามันลง เพราะเราตกรอบแล้วนี่ ปรากฏว่าทั้ง 90 นาที มันเล่นไม่เสียเลยแม้แต่ลูกเดียว และตั้งแต่นั้นมาก็ติด 11 ตัวแรกตลอด”

หากแต่ทัวนาเมนต์ที่เปลี่ยนชีวิตและทำให้ดรีมทีมกลายเป็นที่รู้จักที่สุด คือซีเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่สิงคโปร์ เพราะเป็นครั้งที่ทีมไทยสามารถทวงคืนเหรียญทองกลับมาได้ และเป็นจุดเริ่มต้นการเป็นแชมป์ซีเกมส์ 8 สมัยซ้อน โดยผู้สร้างตำนานครั้งนั้นคือศูนย์หน้าตัวสำรอง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมาในนาทีที่ 77

ตอนนั้นเราป้อแป้มาก สงสัยจะไปไม่รอด แล้วไอ้ฑูรย์ (วิฑูรย์ กิจมงคลศักดิ์) เจ็บ ขอออกก่อน ชัชชัยก็หันมาหาผม พี่จะเอาใครลงแทน ตอนนั้นก็มี 2 คน มีไอ้โก้ อายุ 17 ปี กับอีกคนหนึ่งเป็นนักเตะถ้วย ก. ผมก็เห็นว่าบอลจะหมดครึ่งหลังแล้ว ไอ้โก้มันแข็งแรงกว่าแล้วก็เร็ว ปรากฏว่ามันลงไปหลับหูหลับตา เอาท้ายทอยโหม่งเข้า ประตูคุมเสา 1 อยู่ ลูกเข้าเสา 2 ชนะ 4-3 กลายเป็นจุดเปลี่ยนของดรีมทีมเลย”

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

ความสำเร็จของดรีมทีมยังมีต่อเนื่อง หลังพวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 25 เมื่อปี 2537 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทีมไทย B คว้าแชมป์ โดยถล่มแชมป์สมัครเล่นของเยอรมนีในรอบชิงชนะเลิศถึง 4-0 จนเกิดกระแสฟีเวอร์ไปทั่วประเทศ ถึงขั้นมีขบวนแห่ หรืออย่างเกียรติศักดิ์ถูกทาบทามให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ของเครื่องดื่มยี่ห้อดัง

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือการที่ชาวไทยหลายคนเชื่อว่า นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลไทยสามารถไปไกลระดับโลก

ฟุตบอลไทยไม่จำเป็นต้องด้อยพัฒนาไปจนโลกแตก” เมื่อเห็นพัฒนาการของทีมดีขึ้นเรื่อยๆ บิ๊กหอยก็ประกาศความมั่นใจต่อสื่อมวลชนจนเป็นข่าวฮือฮา

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

 

3

ปั้นดินให้เป็นดาว

จากทีมรวมดาวกระจุยเมื่อปลายปี 2535 ที่เต็มไปด้วยนักเตะไร้ชื่อเสียง ใครจะเชื่อว่าไม่ถึง 2 ปี กลับกลายทีมฟุตบอลที่ไปที่ไหนคนก็รู้จัก กูรูฟุตบอลต่างวิเคราะห์ว่า ความสำเร็จครั้งนี้มาจากปัจจัย 3 อย่างที่ผสมกันอย่างลงตัว หนึ่งคือ การทุ่มไม่อั้นของบิ๊กหอย สองคือ ระเบียบวินัยและการดูแลร่างกายให้ฟิตที่สุดเท่าที่จะทำได้ของน้าชัช จนถูกขนานนามให้เป็นโค้ชจอมฟิต และสามคือ ความกลมเกลียวของนักเตะดรีมทีม

ฟุตบอลไทย

พวกเขาต้องเข้าแคมป์ซึ่งเต็มไปด้วยกฎระเบียบเหมือนโรงเรียนประจำ ตี 5 ครึ่งต้องตื่นมาออกกำลังกาย โดยทีมสตาฟฟ์โค้ชได้วางตารางซ้อมจนแน่น ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ เว้นแต่คนที่ติดเรียนจริงๆ และถ้าใครฝ่าฝืนกฎหรือผิดวินัยก็จะถูกลงโทษตั้งแต่วิดพื้น วิ่งรอบสนาม จับนั่งเป็นตัวสำรอง จนถึงขีดชื่อออกจากทีม

ส่วนอาหาร บิ๊กหอยในฐานะเจ้าบ้านจัดเต็มทั้งพวกนมสด ซุปไก่ โปรตีนอาหารเสริม เกลือแร่ โดยเฉพาะขนมปัง ผลไม้ มีไม่ขาด เพื่อให้ร่างกายของนักเตะฟิตตลอดเวลา ที่สำคัญคือ เรื่องเหล้าบุหรี่นั้นห้ามเด็ดขาด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อบำรุงร่างกายให้พร้อมสู้ศึกอย่างน้อยๆ 120 นาที เนื่องจากทีมต่างชาติหลายทีมมักประมาททีมไทยว่าวิ่งได้แค่ 60 นาทีก็คงไม่ไหวแล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโค้ชเยอรมันที่ดรีมทีมเอาชนะในศึกคิงส์คัพนั่นเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ เทคนิคพิเศษจากลุงหอย ผู้จัดการทีมที่มักจะมีลูกเตะแปลกๆ ที่ครูพักลักจำจากนักเตะต่างชาติแถวหน้ามาสอนเหล่าสมาชิกดรีมทีม

ผมได้เปรียบคนอื่นเพราะเป็นคนดูบอลต่างประเทศเยอะ ผมเห็นลูกแปลกๆ กลับมาก็บอกกับชัชชัยว่า มาราโดน่าตัวแค่นี้ พอวิ่งเข้าไปหาลูก ไม่มีวันจับลูกอยู่กับที่ พอแตะออกขวาก็หักซ้ายเลย ชัชชัยก็ให้เด็กมาเป็นตุ๊กตา อย่างไอ้โก้ (เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง) ที่เล่นเก่งๆ นี่ผมสอนมากับมือ ไม่ได้สอนเพราะผมเก่ง แต่ผมดูเขามาแล้วเอามาปรับใช้กับทีม” บิ๊กหอยกล่าว

ขณะที่เด็กปั้นอีกคนอย่างเจ้าวัง ธวัชชัยเล่าว่า “พวกลูกยก ลูกเคิร์ฟ แกสอนหมด เพราะอยากให้เรามีทักษะเหมือนเขา สักส่วนหนึ่งก็ยังดี อย่างลูกปั่นนี่เราปั่นกันจนเจ็บขาหนีบ แต่แกก็จะมีรางวัลให้ เช่นถ้าปั่นเข้าให้ลูกละพัน ให้เรามีแรงจูงใจมากขึ้น”

ฟุตบอลไทย

ผลจากการรวมทีมแบบนี้ร่วมปีกลายเป็นความผูกพันทั้งในและนอกสนาม รู้ว่าใครชอบหรือไม่ชอบอะไร มีพฤติกรรมอย่างไร ชนิดมองตาก็รู้ใจแล้ว เจ้าวังเล่าว่า เวลาเขาได้บอลเพื่อนรวมทีมอย่างเกียรติศักดิ์, สมาน ดีสันเที๊ยะ หรือ สุชิน พันธ์ประภาส จะรู้เลยว่าต้องไปอยู่ตรงจุดไหนบ้าง

แต่ต้องยอมรับว่า แม้จะฝึกหนักจนกลายเป็นราชาลูกหนังของอาเซียน แต่ศักยภาพของดรีมทีมก็ยังเป็นรองอีกหลายๆ ทีมในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งได้สิทธิ์ไปโอลิมปิกและฟุตบอลโลกเกือบตลอด

ภารกิจสำคัญในฐานะทีมพรีโอลิมปิกที่ทุกคนรอคอยมาตลอด 3 ปี ดรีมทีมอยู่ร่วมสายร่วมกับญี่ปุ่นและไต้หวัน ผู้ได้อันดับ 1 เท่านั้นจึงมีสิทธิ์คว้าตั๋ว แต่เพียงนัดแรกที่สุพรรณบุรี พวกเขาต้องเผชิญกับความจริงที่เจ็บปวด หลังปราชัยแพ้ญี่ปุ่นคาบ้าน ถึง 5-0 แม้อีก 4 วันต่อมาจะแก้หน้าได้บ้าง หลังชนะไต้หวัน 7-0 แต่ความหวังที่จะไปแอตแลนตาก็แทบจะเป็นศูนย์

ฟุตบอลไทย

ตอนนั้นบิ๊กหอยถูกสื่อมวลชนถล่มเละว่าชอบแทรกแซงโค้ช ส่วนน้าชัชก็ทำอะไรไม่ได้เพราะรับเงินเดือนจากบิ๊กหอย เป็นเหตุให้แพ้ขาดเช่นนี้ บิ๊กหอยเลยประกาศลาออก แต่ อ.วิจิตร ซึ่งตอนนั้นขึ้นมาเป็นนายกสมาคมฯ แล้วก็ยับยั้งบอกให้รอไปแข่งที่ญี่ปุ่นให้จบก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที พอกลับมาที่ทีมน้าชัชเลยบอกกับบิ๊กหอยว่า ไหนๆ ทีมก็ตกรอบแน่นอน ดังนั้น ทำไมเขาไม่ลองจัดทีมเองไปเลย

ผมบอกว่า เล่นไปเถอะ ศูนย์หน้าไม่ต้องมี อุดอย่างเดียว อย่าให้แพ้เกิน 2 ถือว่าสำเร็จแล้ว”

ปรากฏว่าแผนผึ้งมฤตยูหรือ Killer Bee ของบิ๊กหอยได้ผล เพราะแพ้ญี่ปุ่นไปเพียง 1-0 ส่วนอีกนัดชนะไต้หวัน 5-0

หลังจบศึกโอลิมปิก ดรีมทีมก็หมดภารกิจแรกโดยสมบูรณ์ บิ๊กหอยไม่ได้ลาออก เขายังมีบทบาทในการคุมนักกีฬาทีมชาติอีกพักใหญ่ มีการเรียกนักเตะฝีเท้าดีมาเสริมดรีมทีมหลายคน เช่น เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์, เสนาะ โล่งสว่าง สามารถพาทีมคว้าเหรียญทองซีเกมส์ ครั้งที่ 18 ที่เชียงใหม่ได้สำเร็จ รวมทั้งแชมป์ไทเกอร์คัพ ซึ่งจัดครั้งแรกที่สิงคโปร์อีกด้วย

ฟุตบอลไทย

ก่อนที่ต่อมาเขาจะมีปัญหากับสมาคมฯ หลังถูกเบรกเรื่องการส่งนักกีฬาไปฝึกซ้อมที่บราซิล รวมทั้งโดนตั้งคำถามถึงวิธีเก็บตัวนักกีฬาระยะยาวซึ่งส่งผลกระทบกับสโมสร เพราะขณะนั้นเมืองไทยต้องการพัฒนาระบบไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกขึ้น เขาจึงค่อยๆ ลดบทบาทและถอนตัวไป พร้อมกับหมดยุคการฝึกนักฟุตบอลแบบดรีมทีมไปโดยปริยาย

กระทั่งต่อมาสมาคมฯ ประสบปัญหาวิกฤตศรัทธา หลังจบฟุตบอลไทเกอร์คัพ ครั้งที่ 2 เมื่อกลางปี 2541 อ.วิจิตร จึงเชิญบิ๊กหอยกลับมาคุมทีมชาติไทยอีกครั้ง โดยมีภารกิจสำคัญเพื่อสู้ศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 6 – 20 ธันวาคม 2541

นักเตะดรีมทีมหลายคนก้าวขึ้นไปเป็นกำลังหลักของทีมชาติไทยชุดใหญ่ร่วมกับรุ่นพี่ๆ อย่าง นที ทองสุขแก้ว, สุรชัย จตุรภัทรพงษ์, ชัยยงค์ ขำเปี่ยม ผลปรากฏว่า ทีมชาติไทยสร้างประวัติศาสตร์ คว้าอันดับ 4 มาครองได้สำเร็จ

 

4

ความฝันที่ไม่มีวันจบ

หากใครเป็นแฟนบอลตัวจริง คงจดจำแมตช์ในตำนาน รอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน

ช่วงต่อเวลาพิเศษ ทีมชาติไทยกำลังเสมออยู่กับทีมชาติเกาหลี 1 ประตูต่อ 1 โดยเหลือผู้เล่นน้อยกว่า 2 คน นาทีนั้นแทบไม่มีใครคิดถึงชัยชนะ ได้แต่พยายามยื้อให้ไปถึงช่วงยิงจุดโทษ หากแต่ในนาทีที่ 95 ไทยได้ฟรีคิก ดุสิต เฉลิมแสน เขี่ยบอลมาให้ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ซัดเต็มข้อเข้าไปตุงตาข่ายอย่างเหลือเชื่อ ทำให้ทีมชนะในทันทีด้วยกฎโกลเด้นโกล

ฟุตบอลไทย

ภาพหนึ่งที่ทุกคนจดจำได้ดีคือ เจ้าวัง ธวัชชัย วิ่งมากอดบิ๊กหอยที่ซุ้มม้านั่งสำรอง พร้อมกับกระซิบบางอย่าง

ก่อนหน้านั้น ช่วงหลังจบศึกโอลิมปิกรอบคัดเลือกที่ญี่ปุ่นบิ๊กหอยได้เรียกประชุมทีม โดยประเด็นสำคัญคือ เรื่องแทรกแซงการทำหน้าที่ของสตาฟฟ์โค้ช

ตอนนั้นผมถามวังว่า ไหนยกตัวอย่างว่าเรื่องอะไรบ้างที่ลุงสอนแล้วทำให้เราเล่นแล้วเสีย มันคงนึกอะไรไม่ออก เลยบอกว่า เวลาฝึกลุงก็ชอบมาบอกว่าให้หัดแต่ลูกไซด์โป้ง ผมก็บอกว่า ไม่ดีเหรอ พวกบราซิลที่ยิงก็มีแต่ไซด์โป้งกับไซด์ก้อย หลังจากนั้นทีมแตกชั่วคราว วังไปเล่นให้โอสถสภา ชัชชัยก็แอบมากระซิบว่า มันเอาลูกที่ผมสอนไปยิงเข้าฉิบหายวายป่วง วันหนึ่งผมเดินผ่านก็เรียก เฮ้ย! วัง ได้ข่าวลูกที่บอกว่ายิงแล้วข้อเท้าเสียยิงเข้าบ่อยไม่ใช่เหรอ มันก็บอก โธ่ลุง! แล้วก็เดินหนี

ฟุตบอลไทย

“ถึงวันที่เล่นกับเกาหลี ช่วงที่มันวิ่งมากอดผม รู้ไหมว่ามันพูดว่าไง ลุง…ลูกที่ลุงสอนผมทำให้ลุงแล้วนะ ผมยิงได้แล้ว เลิกพูดได้แล้วนะ… เห็นไหมลูกที่ผมสอน ไม่ได้ซี้ซั้ว เพราะผมจำเขามา” บิ๊กหอยเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

อาจกล่าวได้ว่า ชัยชนะในแมตช์ประวัติศาสตร์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเก็บตัวไม่กี่เดือน แต่เกิดจากการบ่มเพาะความรู้ที่มีรากฐานมาจากดรีมทีมเมื่อหลายปีก่อน นักเตะที่ลงแข่งก็คืออดีตเด็กโนเนมจากทีมในฝันมากกว่าครึ่ง

ยุคของทีมชาติดรีมทีมหมดไปช่วงใดไม่ปรากฏ นักเตะรุ่นใหม่เข้ามาแทนสมาชิกดรีมทีมรุ่นตั้งต้นที่ต่างกระจัดกระจายไปตามทางของตัวเอง บางคนยังเล่นให้ทีมชาติไทยจนถึงปี 2550 อย่างเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง แต่ขณะเดียวก็ไปค้าแข้งในสโมสรต่างประเทศด้วย อีกไม่น้อยที่ตัดสินใจวางมือไปประกอบอาชีพที่มั่นคง

แม้วันนี้การทำฟุตบอลแบบดรีมทีมอาจไม่ตอบโจทย์โลกฟุตบอลสมัยใหม่ที่มีการพัฒนาเทคนิคความรู้ ระบบการเล่น ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วย แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ดรีมทีมคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ฟุตบอลไทยยกระดับและก้าวมาจนถึงปัจจุบัน

“ดรีมทีมเรียกศรัทธาแฟนบอลไทยให้กลับมา ก่อนหน้าดรีมทีมฟุตบอลไทยอาจมีคนดูบ้าง แต่กระแสคลั่งไคล้ ติดตามตลอด เกิดขึ้นจากดรีมทีมจริงๆ เพราะหลังประสบความสำเร็จในคิงส์คัพ เราก็พยายามสร้างกระแส ปลุกศรัทธาของแฟนบอลให้เชียร์ทีมชาติ ตอนนั้นลุงหอยพาเราไปทุกจังหวัดเลยนะ ไปอุ่นเครื่องกับนักเตะแต่ละจังหวัดที่ไม่มีชื่อเสียง ซึ่งคนเต็มสนามทุกนัด เป็น 10,000 – 20,000 ไม่มีนัดไหนเลยที่คนดูน้อย” เจ้าแบน ธชตวัน จำบรรยากาศเวลานั้นได้เป็นอย่างดี

“มีอยู่ครั้งหนึ่งเราไปทางใต้ ไม่แน่ใจว่านราธิวาสหรือสตูล สนามก็คล้ายๆ กับบอล อบต. เลย แต่คนก็ยังมาเป็นหมื่น แถมวันนั้นก็ฝนตกด้วย แต่ก็ไม่มีใครกลับ อยู่รอจนเราเลิก เขาก็วิ่งลงมาขอลายเซ็น กว่าจะออกจากสนามมาใช้เวลานานมาก ตั้งแต่นั้นมาดรีมทีมก็เลยต้องมีบอดี้การ์ด มีคนคอยกันแต่ละคนเลย”

สมาชิกหลายคนเมื่อเลิกค้าแข้งก็เปลี่ยนตัวเองไปเป็นโค้ช นำประสบการณ์ที่ได้จากดรีมทีมไปเป็นแนวทางในการพัฒนาเด็กรุ่นใหม่ ทั้งเกียรติศักดิ์ ธชตวัน ธวัชชัย ดุสิต ล้วนเคยคุมทีมสโมสรลุยศึกไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก

ขณะที่บิ๊กหอยกล่าวว่า หลายคนมักยกย่องสรรเสริญถึงสิ่งที่เขาทำกับดรีมทีม แต่ทั้งหมดนี้ขอปฏิเสธ

“มีคนบอกว่าผมเสียสละเพื่อชาติเพื่อสังคมมากเลย บอกได้เลยว่าไม่จริงหรอก ไม่มีสิ่งนี้ในหัวสมองเลย ผมทำเพราะผมชอบ ผมมีความสุขในการทำ เพียงแต่เรื่องที่ผมทำชาวบ้านเขาได้เสียกันเยอะ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนผมทุ่มเท แต่จริงๆ ผมชอบก็เลยทำ ผมสามารถอยู่สนามฟุตบอลได้ตั้งแต่เช้ายันเย็น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผมเสี้ยนเอง”

ฟุตบอลไทย

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง และภาพประกอบ

 

  • สัมภาษณ์คุณวนัสธนา สัจจกุล อดีตผู้จัดการทีมชาติไทย ชุดดรีมทีม วันที่ 9 ธันวาคม 2561
  • สัมภาษณ์คุณธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล วันที่ 24 ธันวาคม 2561
  • สัมภาษณ์คุณธชตวัน ศรีปาน วันที่ 25 ธันวาคม 2561
  • นิตยสาร GM เดือนเมษายน 2537
  • หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พ.ศ. 2536 – 2537
  • หนังสือพิมพ์สยามกีฬา พ.ศ. 2535 – 2541
  • หนังสือพิมพ์โลกกีฬา พ.ศ. 2535 – 2537
  • นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ พ.ศ. 2536 – 2537

 

 

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load