ภาพของ 3 พี่น้องจากบ้าน ‘เบญจวรการ’ กอดกันกลมที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ก่อนแยกย้ายไปตามเส้นทางของแต่ละคนเมื่อ พ.ศ. 2541 ยังคงฝังแน่นในใจ เพราะสำหรับใครหลายคนแล้ว นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฉากจบของ 3 หนุ่ม 3 มุม เท่านั้น แต่ยังหมายถึงโอกาสสุดท้ายที่ทุกคนจะได้สัมผัสชีวิตของพวกเขา หลังเฝ้าติดตามมาถึง 7 ปีเต็ม

ตลอดระยะเวลานั้น มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในบ้านหลังเล็กๆ ทั้งความสุข ความเศร้า เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ ซึ่งมาทดสอบความสัมพันธ์ของ 3 พี่น้องอยู่ตลอด จนหลายคนอดรู้สึกไม่ได้ว่า 3 หนุ่ม 3 มุม ไม่ได้เป็นเพียงแค่ละคร แต่เป็นเรื่องจริงของเพื่อนบ้านกลุ่มหนึ่งที่รู้จักกันมานาน

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ไม่แปลกเลยว่า ทำไมจึงมีเสียงเรียกร้องไม่ขาดสายให้ทีมผู้สร้างนำซิตคอมเรื่องนี้กลับมาทำใหม่อยู่เสมอ กระทั่งกลาง พ.ศ. 2563 ก็มีข่าวดีว่า ช่อง one31 เตรียมรื้อฟื้น 3 หนุ่ม 3 มุม ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พี่น้องเบญจวรการที่ทุกคนคุ้นเคยเท่านั้น แต่ยังมีบรรดาลูกๆ ซึ่งจะมาสร้างความสุขแบบคูณสองอีกต่างหาก

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวน บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ผู้ปลุกปั้นซิตคอมเรื่องนี้มาร่วมพูดคุย ถึงจุดเริ่มต้น เส้นทาง และอิทธิพลของละคร รวมถึงวันที่เขาตัดสินใจชุบชีวิต 3 พี่น้อง ‘เอกพล-ทศพล-พีรพล’ ขึ้นมาอีกครั้ง

บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ, 3 หนุ่ม 3 มุม

01

คนละมุมเดียวกัน

เชื่อหรือไม่… ครั้งแรกที่บอยเสนอไอเดียเรื่อง 3 หนุ่ม 3 มุม ขึ้นมา แทบไม่มีใครยืนฝั่งเดียวกับเขาเลย

เพราะ นางฟ้าสีรุ้ง ซิตคอมเรื่องเดิมที่ออกอากาศอยู่กำลังเดินหน้าไปด้วยดี มีโฆษณาเข้าตลอดทั้งปี แถมเพิ่งคว้ารางวัลโทรทัศน์ทองคำและเมขลามาครอบครอง

แต่ด้วยความเชื่อว่าเรื่องใหม่ต้องดีกว่าเก่า เขาจึงทุ่มสุดตัว เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน

ความจริงแล้วไอเดีย 3 หนุ่ม 3 มุม อยู่ในใจของเขามาตั้งแต่อยู่ที่สหรัฐอเมริกาแล้ว

บอยชอบดูละครซิตคอมมาก เรื่องหนึ่งที่โดนใจสุดๆ คือ Family Ties เล่าเรื่องความผูกพันของครอบครัวหนึ่งที่มีพ่อแม่เป็นฮิปปี้ และลูกชายคนโตเป็นนักธุรกิจ ด้วยความคิดที่ต่างกันแบบสุดขั้ว ทำให้เกิดความวุ่นวายต่างๆ เต็มไปหมด

หลังเรียนจบปริญญาโท ด้าน Broadcasting ที่ Boston University ระหว่างรอกลับเมืองไทย เขาจึงใช้โอกาสนี้แวะเวียนไปดูงานตามโรงถ่ายต่างๆ ที่ลอสแอนเจลิส และเกิดฉุกคิดขึ้นมาว่า ซิตคอมแต่ละตอนนั้นไม่ได้มีเนื้อหาต่อเนื่องกัน แต่ทำไมกลับมีเสน่ห์ ทำให้รู้สึกอยากดูต่อไปเรื่อยๆ พอวิเคราะห์อย่างละเอียด จึงพบว่าปัจจัยหลักมาจากโครงเรื่องและตัวละครที่แข็งแรง พร้อมคิดว่า หากกลับมาถึงเมืองไทยแล้วจะทำซิตคอมแบบไหนดี

“ชีวิตเรามีความขัดแย้งบางอย่างในตัวเองพอสมควร เพราะไปเรียนที่อเมริกาตั้งแต่สิบสองขวบ สิ่งหนึ่งที่รู้สึกดี คือ Freedom มันมีอิสรภาพ อยากไปไหนก็ไป ตีหนึ่งตีสองนอนไม่หลับก็ออกไปหาอะไรกินได้ แต่ขณะเดียวกันมันก็มาพร้อมความเหงา ผมคิดว่าประเด็นนี้มีความขัดกันดี น่าจะนำมาเป็นเซ็ตอัปของซิตคอมได้”

ความคิดแรกที่นึกถึง คืออยากทำเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนที่มาเรียนต่อเมืองนอก ซึ่งมีทั้งความอิสระและความเหงา แล้วก็คิดต่อไปว่า ถ้าให้ตัวละครเป็นพี่น้องกัน แล้วคนหนึ่งมาอยู่ก่อนแล้ว เข้าใจเมืองนอกทุกอย่าง กับอีกคนเพิ่งมาจากเมืองไทย แล้วไม่มีความเข้าใจเรื่องเมืองนอกเลย ก็คงน่าสนุกดี แต่พอคิดไปคิดมา เขาก็รู้สึกว่าประเด็นนี้ไม่เหมาะกับผู้ชมชาวไทย ซึ่งอาจไม่มีประสบการณ์แบบเดียวกับเขา ก็เลยกลับมุมคิดให้ตัวละครที่อยู่เมืองนอกมานาน มีหัวสมัยใหม่มากๆ เดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย แล้วต้องมาอยู่ร่วมกับพี่ชายหัวโบราณแทน

จากนั้นเขาก็เริ่มวางพล็อตต่อว่า ควรมีน้องชายอีกสักคนเป็นตัวเชื่อมทั้งคู่เข้าไว้ด้วยกัน โดยตอนแรกอยากให้เป็นเด็กอายุ 10 ขวบ เป็นเหมือนลูกหลง และเพื่อยังคงคอนเซปต์เรื่องความอิสระและความเหงาไว้ จึงวางเส้นเรื่องให้พ่อแม่ตายไปแล้ว 1 ปี ทำให้ต้องอยู่กันเพียงลำพัง และต้องเลี้ยงน้องชายคนเล็กไปด้วย

เดือนมีนาคม พ.ศ. 2533 เขาก็กลับมาเมืองไทย พร้อมกระดาษที่บันทึกไอเดียนั้น ก่อนตระเวนยื่นใบสมัครตามบริษัทต่างๆ หลายแห่ง กระทั่งมาลงตัวที่แกรมมี่ ซึ่งสมัยนั้นมีบริษัททำละครซิตคอมเล็กๆ ชื่อ ‘มาสเตอร์แพลน’ ดูแลโดย หง่าว-ยุทธนา มุกดาสนิท และ วาณิช จรุงกิจอนันต์ มีผลงานมาแล้ว 3 เรื่อง คือ แดนสนธยา, ตะกายดาว และ คนค้นฅน พอดีช่วงนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่หง่าวกำลังเริ่มต้นภาพยนตร์เรื่อง วิถีคนกล้า จึงโอนภารกิจต่างๆ ให้บอยรับผิดชอบแทน โดยตอนแรกทีมงานตั้งใจให้เขามาดูแลโปรเจกต์ คนค้นฅน ต่อ

“คุณลองคิดดู เด็กจบใหม่ แต่ยังไม่มีประสบการณ์ทำงาน บางคนก็จะรู้สึกว่า เก่งมาจากไหน มีแค่ปริญญาจากเมืองนอกได้กำกับเลยเหรอ ผมก็รู้ว่าบางคนรู้สึกแบบนี้อยู่ ผมก็เลยบอกว่าพี่เอาอย่างนั้นเลยเหรอครับ พี่เชื่อมั่นผมขนาดนั้นเลยเหรอ เขาก็บอกว่า เอาน่ะลองดู คือเรื่องของเรื่องไม่มีคนทำ พี่หง่าวจะไปทำหนังแล้ว” 

แต่เนื่องจากละครเรื่องนั้นไม่ใช่ความคิดของเขาโดยตรง บอยจึงปรึกษา เล็ก-บุษบา ดาวเรือง ผู้บริหารแกรมมี่ว่าอยากนำเสนอไอเดียใหม่ ซึ่งบุษบาก็ไม่ขัดข้อง แต่ด้วยความที่เป็นเรื่องแรก จึงไม่กล้านำไอเดียสามพี่น้อง ซึ่งรู้สึกผูกพันมากเป็นพิเศษ เพราะกลัวทำแล้วเสียของ จึงเลือกนำอีกไอเดียมาเสนอแทน

นางฟ้าสีรุ้ง เป็นเรื่องครอบครัวของ ‘สีน้ำมัน’ ซึ่งต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง แล้ววันหนึ่งก็มีนางฟ้าชื่อ ‘สีรุ้ง’ มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงเด็ก โดยบอยได้ดึงคาแรกเตอร์น้องคนเล็กวัย 10 ขวบจากสามพี่น้องมาสร้างเป็นตัวละครที่ชื่อ ‘สีฝุ่น’ ด้วย

ในช่วงคัดเลือกนักแสดง มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เขาติดใจเป็นพิเศษ นั่นคือ มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ ซึ่งมาทดสอบบท ‘จ้อย’ เด็กข้างบ้านที่หลงรัก ‘สีน้ำ’ ลูกสาวของครอบครัวนี้

“มอสเป็นคนแรกที่เข้าเทสต์ วันที่เดินเข้ามา มันก็ทำหน้างงๆ บอกผมชื่อมอสครับ พี่พจน์ (พจน์ อานนท์) ให้มาครับ เราก็ให้เขาลองทำอะไรต่างๆ เขาก็ทำ ปรากฏว่ามันออกมา Shining มาก จนรู้สึกอยากทำงานกับเด็กคนนี้”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

แต่เนื่องจากมอสสะดวกมาถ่ายทำเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น เพราะไม่อยากโดดเรียน จึงมาร่วมงานไม่ได้ แต่บอยกลับไม่เคยลืมเด็กคนนี้ และคิดเสมอว่า ถ้ามีโอกาสก็จะดึงมาร่วมงานสักครั้ง

หลังทำ นางฟ้าสีรุ้ง ไปสักระยะก็พบว่า ยิ่งทำก็ยิ่งตัน เนื่องจากตัวละครที่เป็นเด็ก มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก และส่วนตัวคิดว่าพร้อมที่จะทำโปรเจกต์สามพี่น้องแล้ว โดยเขาได้ปรับเปลี่ยนตัวละครน้องคนสุดท้ายจากเด็กให้เป็นวัยรุ่น  และตั้งใจให้มอสมารับบทนี้ แต่พอเสนอออกไป คำตอบเดียวที่ได้รับกลับมาคือ ไม่

“พอผมบอกว่าอยากทำเรื่อง 3 พี่น้อง แกรมมี่ก็บอกว่าเดี๋ยวก่อน ส่วนช่อง 7 นั้น คุณแดง-สุรางค์ เปรมปรีดิ์ โทรศัพท์หาพี่เล็ก บอกว่าจะจบมันทำไม มันขายได้อีกปีเลยนะ ซึ่งไม่แปลก เพราะทั้งสปอนเซอร์ โฆษณา ก็ขายได้เต็ม แล้วจะมาเสี่ยงทำไม ถ้าเป็นผมสมัยนี้ก็คงต้องคิดแบบนั้นแหละ แต่สมัยนั้นเราบอกไม่เอา ไม่อยากทำแล้ว

“จำได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะไม่มีใครยอม เขาก็ถามว่าจะเอาใครเล่น พอเสนอไปเขาก็บอกว่าไม่เด็ดพอ ตีตกเยอะมาก แต่เราก็พยายามเล่าว่า คนหนึ่งหัวสมัยเก่าหน่อย อีกคนหัวสมัยใหม่ และคนสุดท้าย ผมมีคนเล่นแล้ว ผมจะถ่ายเสาร์-อาทิตย์เพื่อมันเลย จนสุดท้ายเขาก็เลยบอกว่าลองทำดูก็ได้ แต่ขอให้ขยาย นางฟ้าสีรุ้ง ออกไปหน่อย จากที่จะเปลี่ยนตั้งแต่ต้น พ.ศ. 2534 ขอให้พร้อมก่อนแล้วค่อยทำ”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

02

3 หนุ่ม หลายมุม

แม้จะได้รับการอนุมัติให้ทำละครเรื่องใหม่ แต่บอยก็ต้องเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย เพื่อให้บรรดาผู้เกี่ยวข้องมั่นใจว่า ละครเรื่องนี้จะมีศักยภาพไม่แพ้ นางฟ้าสีรุ้ง

อย่างการคัดเลือกนักแสดง แม้บทของพีรพล น้องคนเล็กจะไม่มีปัญหา เพราะเล็งมอสไว้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แต่สำหรับบทพี่ชายอีก 2 คนนั้น กว่าจะได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยบทของเอกพล เขาต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการแสดงมาบ้าง เพราะตามคาแรกเตอร์แล้วต้องเป็นคนขี้บ่น เจ้าระเบียบ พูดเยอะ จึงต้องจำบทเก่งพอสมควร

ครั้งแรกบอยนึกถึงพระเอกภาพยนตร์ชื่อดังในยุคนั้น แต่เมื่อลองติดต่อไปกลับพบว่าคิวงานแน่นมาก ที่สำคัญคือ คงเป็นเรื่องยากที่จะให้พระเอกเบอร์นั้นมารับงานซิตคอมซึ่งไม่มีกำหนดจบ เขาจึงคิดถึงนักร้องหนุ่มที่ชื่อ กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ซึ่งเคยมีผลงานเรื่อง ขมิ้นกับปูน และเคยเดินสายโปรโมตผลงานร่วมกัน สมัยเริ่มทำ นางฟ้าสีรุ้ง ใหม่ๆ

“ตอนนั้นกบเพิ่งออกอัลบั้มกบใสๆ เพลง ปาฏิหาริย์ ผมเองก็ต้องนั่งรถตู้ไปกับกบใสๆ ไปตามโรงพิมพ์ต่างๆ ไปเยี่ยมแท่นพิมพ์ ระหว่างนั้นเราก็คุยกัน ก็พบว่าเขามีเสน่ห์อะไรบางอย่าง คุยด้วยแล้วสนุก ก็เลยคิดถึงตัวพี่ชายคนโต พอไปคุยกับพี่เล็ก บุษบา พี่เล็กก็บอกว่าดีเลย ฝากด้วย” 

แต่คนที่ยากยิ่งกว่าคือทศพล พี่ชายคนรอง ซึ่งเขาอยากได้คนที่เคยผ่านงานหน้าจอมาบ้าง แต่ไม่เคยเล่นละครมาก่อน เขาจึงพยายามค้นจากพระเอกโฆษณา ซึ่งยุคนั้นมีคนหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะมีผลงานฉายพร้อมกัน 4 เรื่อง แต่พอติดต่อไป พระเอกคนนั้นไม่สะดวกคุยเพราะกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศพอดี รวมทั้งมีข่าวว่าเขาเซ็นสัญญากับค่ายเพลงหนึ่งไปแล้ว

บอยจึงต้องมองหาตัวเลือกอื่น กระทั่งวันหนึ่งเขาก็นึกถึงโฆษณาธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ ซึ่งพระเอกสวมเสื้อเชิ้ตสีเขียว หน้าตาหล่อ คล้ายๆ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มีบุคลิกที่เท่มาก แต่หลังจากนั้นเขาก็หายไปเลย จนถึงวันออดิชัน ปรากฏว่าพระเอกคนนั้นก็มาทดสอบด้วย นั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

“เราเห็นเขาแล้วรู้สึกเหมือนเห็นดารา เพราะจำได้ว่าในโฆษณานั้นเขาเท่มาก แต่พอคุยกันสักพัก ทำไมเสียงไม่เหมือนหน้า เพราะเสียงบีบจมูก พูดไม่ชัด ลองให้เล่นละครก็เล่นได้น่าเบื่อมาก เราเกือบถอดใจ แต่กลับคิดว่าทำไมโฆษณาทำให้เขาออกมามีเสน่ห์ได้ ผมก็เลยคิดว่าจะต้องทำให้เขาเท่แบบนั้นให้ได้เหมือนกัน”

แต่ดูเหมือนจะมีเพียงบอยเท่านั้นที่เชื่อว่าแท่งเหมาะกับบททศพล สวนทางกับคนอื่นในแกรมมี่ที่มองว่ายังไงก็ไม่ได้ เพราะบุคลิกท่าทางของแท่งไม่มีความเป็นนักเรียนนอกเอาเสียเลย แต่เขาก็ไม่ท้อ พยายามส่งแท่งไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เปิดการแสดงของแมทธิว โมดีน (Matthew Modine) นักแสดงชาวอเมริกันชื่อดังให้ชม ปรับบทจากเดิมที่ต้องพูด ‘ไอ-ยู’ เป็น ‘นาย-เรา’ เพื่อให้เข้ากับแท่งมากที่สุด กระทั่งได้ทศพลซึ่งใกล้เคียงกับที่นึกภาพไว้ตอนแรก

“ก่อนหน้านี้หลายคนปรามาสแท่งไว้เยอะ เพราะถ้าพูดถึงความเป็นนักแสดง แท่งภาษีน้อยกว่ากบ ส่วนมอสก็จะมีความเป็นธรรมชาติ เพราะบทใกล้ตัวมาก ก็จะไปสุดของมันได้ ส่วนแท่งน่าห่วงสุด เพราะบทไกลตัว เขาไม่เคยไปเมืองนอกเลย เราก็เลยบอกเล่นเท่ๆ นิ่งๆ ไม่ต้องอะไรมาก เล่นเป็นพระเอกไป เดี๋ยวหล่อเอง”

และเพื่อหลอมรวมนักแสดงให้เป็นหนึ่งเดียว จึงต้องใช้กระบวนการทำเวิร์กช็อป ค่อยๆ ปรับบท ปรับคาแรกเตอร์และองค์ประกอบต่างๆ โชคดีที่นักแสดงทั้ง 3 คนคุ้นเคยกันมาก่อน อย่างกบกับแท่งเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ส่วนแท่งกับมอสก็เพิ่งรับงานภาพยนตร์ กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ จึงเข้าขากันอย่างรวดเร็ว

จากนั้นจึงค่อยวางตัวละครเสริมเพื่อเติมเต็มให้ละครสมบูรณ์ขึ้น เช่น บทผู้ใหญ่ มีการสร้างตัวละครป้าดาขึ้นมา เป็นเพื่อนของแม่ อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน คอยดูแลหนุ่มๆ อยู่ห่างๆ เช่น เอาปิ่นโตมาฝากหรือให้คำปรึกษาเรื่องสำคัญบางเรื่อง หรือน้องมุก เด็กหญิงข้างบ้าน ซึ่งคิดว่าตัวเองขาดความอบอุ่นและคอยสร้างเรื่องเวียนหัวมาให้พี่ๆ บ้านนี้เสมอ

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ต่อมาเป็นเรื่องสำคัญอย่างชื่อละคร ตอนแรกบอยลิสต์มาหลายชื่อ แต่ไม่ตรงใจสักชื่อ กระทั่งมาปรึกษา เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ จนได้ข้อสรุปว่า 3 หนุ่ม 3 มุม เหมาะสมที่สุด

“สมัยนั้นเวลาทำละครต้องไปหาพี่เต๋อ เพราะแต่ก่อนนักร้องใดๆ เขาไม่ร้องเพลงละครกัน เขารู้สึกว่าไม่เท่ พี่เต๋อเลยบอกว่าไม่มีใครร้อง พี่ร้องเอง ตอนนั้นพี่เต๋อก็ถามเรื่องราวว่าเป็นยังไง ก็เล่าให้ฟัง บอกว่าละครยังไม่มีชื่อเลย ไม่รู้จะเอาอะไรดี อยากได้ชื่อที่เก๋ๆ เท่ๆ ซึ่งชื่อ 3 หนุ่ม 3 มุม ก็อยู่ในลิสต์ด้วย แต่เรารู้สึกว่ามันตรงเกินไป เชยมาก ชื่อที่รู้สึกเข้าเค้ากว่าคือ ‘3 เหลี่ยมด้านไม่เท่า’ แต่พี่เต๋อบอกไม่รู้เรื่อง ‘3 หนุ่ม 3 มุม’ สื่อสารที่สุด เราก็บอกจริงเหรอครับ ไม่เชยไปเหรอ แกก็บอกไม่หรอก เชื่อพี่ แล้วแกยังบอกอีกว่า ต่อไปคนดูจะแบ่งกลุ่มกันเชียร์ ซึ่งเวลานั้นเรานึกไม่ออกเลย

“การทำงานกับพี่เต๋อสำหรับผมเป็นเรื่องน่าประทับใจมาก เพราะตอนนั้นเนื้อเพลงในช่วงทศพลยังไม่ตรงกับคาแรกเตอร์ แต่เราจะบอกให้คนระดับพี่เต๋อแก้งานได้ยังไง เราเป็นคนทำงานตัวเล็กๆ แต่สุดท้ายก็ลองบอกไปพร้อมเสียงสั่นๆ ว่า คนที่สองไม่ใช่รุ่นใหม่แบบหัวรุนแรง แต่เป็นแบบสบายๆ พี่เต๋อก็นิ่งไปสักพักก่อนว่า อ้าวเหรอ พี่เข้าใจผิดไปเอง จากนั้นพี่เต๋อก็หยิบเนื้อเพลงและปากกาขึ้นมาแก้ให้ใหม่ทันที เป็น ‘เรามันอีซี่จะตาย บางทีก็ง่ายเกินไป’ แก้ให้เลย”

หากแต่โจทย์ที่หนักสุด คือการทำให้ฝ่ายการตลาดเห็นภาพเดียวกัน เพราะ 3 หนุ่ม 3 มุมเป็นละครที่ไม่มีนางเอก

“พอเขาถามผมว่าใครเป็นนางเอก ผมก็บอกไม่มีครับ เขาก็สวนกลับมาเลยว่า ละครบ้าอะไรไม่มีนางเอก เราก็พยายามอธิบายว่า มันไม่มีนางเอกประจำ แต่มีแวะเวียนมารับเชิญอยู่เรื่อยๆ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเสน่ห์นะ เพราะมันทำให้คนดูรู้สึกอยากเป็นผู้หญิงคนนั้นที่จะเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ และทำให้คนดูสนุกกับการลุ้นว่าแต่ละคนจะได้ลงเอยกับใคร แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยพอใจกับคำตอบนี้ ซึ่งสุดท้ายประเด็นนี้ก็เป็นจุดขายสำคัญของละคร”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

หลังจากเตรียมตัวมาพักใหญ่ ในที่สุด 3 หนุ่ม 3 มุม ก็ได้ออกอากาศ เมื่อวันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2534 เวลา 17.30 น. ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7

บอยยังจำได้ว่า วันนั้นเขาไปพักผ่อนที่หัวหิน พอ 5 โมงเศษๆ ก็ได้ยินเสียงวัยรุ่นแถวนั้นพูดว่า “เร็วๆ รีบกลับกัน เดี๋ยวไปดูไตเติลไม่ทัน” แม้ไม่มั่นใจว่า หมายถึง 3 หนุ่ม 3 มุม หรือเปล่า แต่ก็ทำให้เขารู้สึกใจชื้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

“ความจริงเราเช็กเทปตอนหนึ่งหลายรอบมาก แต่พอดูตอนออนแอร์จริง กลับให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน เพราะผมรู้สึกว่าคนทั้งประเทศกำลังดูงานของเราอยู่ ดูพร้อมกับโฆษณา พร้อมตัววิ่งของสถานี เป็นความรู้สึกมันยิ่งใหญ่มาก”

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือละครตอนนี้ได้กลายเป็นก้าวแรกที่ทำให้ 3 พี่น้องตระกูลเบญจวรการ ยึดกุมหัวใจแฟนละครนับล้านชีวิตเป็นที่เรียบร้อย

03

มันคือความผูกพัน

“ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องของความผูกพัน แม้ครอบครัวนี้จะไม่มีพ่อแม่มาคอยบอกว่าต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น แต่คนรุ่นใหม่สามคนนี้ค่อยๆ เรียนรู้ ลองผิดลองถูกกัน แล้วก็เจอคำตอบด้วยตัวเอง และต่อให้มีความคิดต่างกัน แต่ด้วยความเป็นพี่น้อง จึงทำให้พวกเขาก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้” บอยเอ่ยขึ้น เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่ทำให้ 3 หนุ่ม 3 มุม ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนจนถึงวันนี้

เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ออกอากาศ ปฏิเสธไม่ได้ว่าบอยได้วางคาแรกเตอร์ของตัวละครชัดเจนมาก กระทั่งมีแฟนคลับติดตามประจำ ที่สำคัญยังมีบทละครที่แข็งแรง ช่วยเสริมให้ภาพสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเด่นชัดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้ ทองขาว ทวีปรังษีนุกูล นักเขียนบทมือทองที่ทำงานคู่กับเขามาตั้งแต่ นางฟ้าสีรุ้ง

“ตอนที่ทำบท นางฟ้าสีรุ้ง ก็มีเขียนมาหลายคน แต่ยังไม่ลงตัวเท่าไหร่ กระทั่งวันหนึ่ง พี่นิค (วิเชียร ฤกษ์ไพศาล) บอกว่ามีเพื่อนเขียนบทละคร จำได้ว่าวันแรกที่เจอพี่ทองขาว งงเลย เขาบอกว่าผมทำได้หมด เขียนบทก็ได้ กำกับก็ได้ ก็เลยลองดู ตอนนั้นก่อนเที่ยง เขาบอกว่าเดี๋ยวเย็นๆ กลับมาอีกที ไปนั่งคิดก่อน พอตกเย็นกลับมาแกบอกว่า ผมเขียนมาอย่างนี้ เริ่มต้นเป็นฉากคนขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน แสดงให้เห็นว่าลูกขาดความอบอุ่น เราเลยต้องอธิบายว่า เราถ่ายแต่ในสตูดิโอ เป็นซิตคอม พอแกเข้าใจคอนเซปต์ ปรับแป๊บเดียว สนุกเลย คำพูดต่างๆ เป็นธรรมชาติมาก

“ต่อมาเมื่อทำ 3 หนุ่ม 3 มุม พี่ทองขาวก็มักจะแทรกประเด็นสังคมต่างๆ ลงไป ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของแก แต่พอเข้าไปแล้ว มันดี มันสอน มันบอกอะไรบางอย่าง บอกวิธีคิดของตัวละคร พี่ทองขาวจึงถือเป็นหนึ่งในคีย์แมนที่ทำให้ละครเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง
กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ประเด็นที่ทองขาวหยิบยกขึ้นมามีตั้งแต่ปัญหาวัยรุ่น ทะเลาะวิวาท จนถึงเรื่องหนักๆ อย่างโรคเอดส์ ซึ่งใน พ.ศ.นั้น คนไทยเข้าใจเรื่องนี้น้อยมาก โดยบทเขียนให้ทศพลมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเจนนี่ สาวลูกครึ่งเม็กซิกัน-อเมริกัน สมัยเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้รับข่าวว่าเธอเป็นเอดส์ จนเกิดเป็นความเครียดถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ฝันร้ายทุกคืน แต่สุดท้ายเขาก็ผ่านมาได้ ด้วยพลังความรักและความเข้าใจของคนในครอบครัว

แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือการทำให้ผู้ชมเชื่อว่าเหตุการณ์ที่อยู่ในละครใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยทักษะและความสามารถของนักแสดง ซึ่งสำหรับบอยแล้ว กบ-แท่ง-มอส นับวันก็ยิ่งเล่นเป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง
กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

“เวลาสามคนนี้อยู่ด้วยกันเข้ากันมากกว่าคำว่าเคมี แต่มันคือ Magic โดยเฉพาะมอส ซึ่งมีสัญชาตญาณในการตีความบทสูงมาก เช่น ปกติผมมักจะเขียนโค้ดที่อยากเห็นนักแสดงเล่นในบทของผม แล้ววันหนึ่งระหว่างต่อบท มอสเกิดจำบทไม่ได้ ก็มาขอดูบท แล้วเห็นวงเล็บที่ผมเขียน เขาก็พูดว่า พี่อยากได้อย่างนี้ใช่ไหม แล้วมันก็เล่นออกมาเลย”

ด้วยปัจจัยทั้งหมด ทำให้ละครเรื่องนี้กลายเป็นซิตคอมคุณภาพที่ผู้คนต่างให้การยอมรับ สามารถคว้ารางวัลจากสถาบันต่างๆ และยังช่วยจุดกระแสละครวัยรุ่นให้เติบโตบนจอทีวีไทย

“พอเราดัง ผมรู้สึกว่าหลังจากนั้นทุกคนจะพยายามออกผลงานวัยรุ่นมากขึ้น เหมือนกับว่าฉันต้องมีมอสของตัวเอง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นแทบไม่มีละครวัยรุ่นเลย ส่วนแกรมมี่เองก็เริ่มสนใจมอส มาถามว่าอยากออกเทปไหม ซึ่งผมคิดว่ามอสออกเทปได้แน่ๆ เพราะตอนนั้นเวลาเรามีงานโชว์ตัว เขาสุดมาก วิ่งไปทั่วเวทีเลย ซึ่งสุดท้ายเขาก็ทำได้จริงๆ”

04

บอกซิ… บอกว่า ‘รัก’

หลังกำกับ 3 หนุ่ม 3 มุม มาได้ครบปี บอยก็เริ่มมีฝันใหม่ๆ เข้ามา หนึ่งในนั้นคือการทำละครหลังข่าว โดยช่วงนั้นแกรมมี่ได้เวลาช่วงคืนวันศุกร์-อาทิตย์ ทางช่อง 5 เขาจึงเปิดบริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด พร้อมเริ่มต้นละครเรื่อง รักในร้อยแค้น

หากแต่การตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้เขาไม่สามารถกำกับ 3 หนุ่ม 3 มุม ไหว จึงได้ส่งคืนให้แกรมมี่และมาสเตอร์แพลนไปบริหารจัดการ ซึ่งผู้ที่มารับไม้ต่อก็คือ นิพนธ์ ผิวเณร ก่อนที่จะส่งต่อไปยังผู้กำกับอีกหลายคน

ช่วงนั้นเองที่ตัวละครแต่ละตัวเริ่มมีพัฒนาการตามเส้นทางของตัวเอง เช่น พีรพลเรียนชั้นมัธยมจบแล้ว แต่เอนทรานซ์ไม่ติด ทศพลรวมกลุ่มกับเพื่อนเปิดบริษัทสถาปนิกของตัวเอง บ้านเก่าถูกเวนคืน และต้องย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียม แต่ประเด็นที่ถือว่าเป็นจุดหักเหสุด คือการที่เอกพรแต่งงานกับฟ้า เมื่อต้น พ.ศ. 2537 ซึ่งในมุมของผู้ผลิตอาจต้องการหาอะไรใหม่ๆ ผู้ชมจะได้ไม่รู้สึกเบื่อ แต่ในความคิดของบอยกลับมองว่า ทำให้โครงของเรื่องเปลี่ยนแปลงไป

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

“จริงๆ ผมจะรู้สึกว่าอย่าเพิ่งมูฟตัวละครมากมายนัก เพราะมันยังไม่ทันอิ่มตัวดีก็โดนเปลี่ยนไปแล้ว คือการแต่งงานทำให้ความแข็งแรงของการเป็นหนุ่มโสดหายไป มันกลายเป็นมีผู้หญิงเข้ามาอยู่ในบ้านแล้ว แต่เราก็ถือว่าโอเค เมื่อเปลี่ยนแล้วก็ดำเนินต่อไป”

แต่หลังเอกพลแต่งงานได้เพียงปีเศษ ความนิยมของละครเริ่มลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะออกอากาศมานาน และพอทำไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกไปต่อไม่ได้ กบ ทรงสิทธิ์ ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งโปรดิวเซอร์ จึงปรึกษาบอยว่าควรทำอย่างไรดี ซึ่งเขาเสนอว่า ต้องกลับคืนสู่จุดเริ่มต้น และทางเดียวที่จะทำได้ คือ ‘ฟ้าต้องตาย’

“พอบอกแบบนี้ ทีมงานเลยบอกว่าช่วยกลับมากำกับได้ไหม คือเรื่องใจร้ายไว้ใจถกลเกียรติได้เลย ก็เลยไปกำกับอยู่สี่ตอน ปรากฏว่าทอล์กออฟเดอะทาวน์มาก คนช็อก เพราะมันไม่มีที่มาที่ไป เป็นไปได้ไง อยู่ๆ ฟ้าตายเลย”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

หลังจากนั้น ทีมงานก็ย้าย 3 หนุ่ม กลับมาอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรอีกครั้ง พร้อมเปลี่ยนตัวละครบางตัว เช่น ป้าดา เสริมทัพด้วยตัวละครใหม่ๆ อย่างคุณวิและลุงเขต เพื่อนบ้านสุดป่วน ทำให้ซิตคอมเรื่องนี้อยู่ต่อไปได้อีก 2 – 3 ปี

กระทั่งในปีที่ 8 ทีมงานและนักแสดงก็เห็นตรงกันว่า อาจถึงเวลาสมควรแล้วที่จะยุติตำนานไว้เพียงเท่านี้

ในตอนสุดท้าย บอยถูกเชิญให้กลับมาช่วยกำกับอีกครั้ง โดยเนื้อหาหลักๆ คือพี่น้องแต่ละคนเติบโตขึ้น และถึงจุดที่ต้องเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง

เอกพล ถูกโปรโมตให้เป็นหัวหน้าสาขาธนาคารอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ส่วนทศพลหลังแต่งงานกับนัท แฟนสาวและย้ายไปตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกา ขณะที่พีรพลยังคงอยู่ที่เมืองไทยต่อไป โดยไม่มีพี่ชายคอยจ้ำจี้จ้ำไชอีกแล้ว

แม้ละครจะปิดฉากลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไปไหน คือความทรงจำอันงดงามที่เกิดขึ้นจากความผูกพันของ 3 ตัวละครพี่น้องนั่นเอง

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง
กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

05

3 หนุ่ม 3 มุม x2

ตลอด 22 ปีที่หายไปจากหน้าจอโทรทัศน์ มีกระแสเรียกร้องให้บอยนำซิตคอมเรื่องนี้กลับมาสร้างใหม่อยู่เสมอ แต่ที่ผ่านมาเขากลับรู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม

“จริงๆ มีคนสนใจ อยากเอา กบ-แท่ง-มอส ไปทำเป็นเหมือน เอก-ทศ-พี ยี่สิบปีต่อมาเหมือนกัน แต่ผมบอกไม่ได้ ผมหวง คือถ้าอยากให้ทั้งสามคนไปทำอะไรผมต้องรับรู้ อย่างตอนนั้น ละครเรื่อง เลือดข้นคนจาง เขาวางตัวพี่น้องมีทั้งกบ-แท่ง-มอส แต่ผมบอกไม่ได้สามคนนี้ต้องเป็น เอก-ทศ-พี เท่านั้น สุดท้ายในเรื่องก็เลยเหลือแค่กบกับแท่ง”

กระทั่ง พ.ศ. 2563 บอยจึงตัดสินใจรื้อฟื้นตัวละครสุดคลาสสิกขึ้นมาอีกครั้ง ในชื่อ 3 หนุ่ม 3 มุม x2

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

จุดเริ่มต้นของไอเดียเกิดขึ้นระหว่างที่เขากำลังว่ายน้ำอยู่ แล้วก็นึกเล่นๆ ว่า หากตัวละคร 3 พี่น้องยังอยู่ ลูกๆ ของพวกเขาก็คงโตกันหมดแล้ว พอคิดไปเรื่อยก็เริ่มสนุก เพราะมีประเด็นให้ต่อยอดเต็มไปหมด และถ้าทำเป็นซิตคอมก็คงดี จึงมอบหมายให้ทีมงานช่วยกันพัฒนาบทต่อ โดยวางกรอบคร่าวๆ ให้แต่ละคนต่างเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวซึ่งต้องเลี้ยงดูลูกชาย 1 คน เพื่อให้คงความรู้สึกและเสน่ห์ดั้งเดิมของละครเอาไว้ให้มากที่สุด 

“ผมคุยกับคนเขียนว่า สิ่งที่สำคัญสุดคือคุณต้องซื่อสัตย์กับตัวละคร เพราะเขามีราก มีประวัติ มีคาแรกเตอร์ของเขามาแล้ว หากเจอสถานการณ์แบบนี้จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ถ้าไม่ซื่อสัตย์กับมัน นักแสดงก็เล่นไม่ได้ เพราะตัวละครมันใหญ่กว่าสิ่งที่เราคิด เราไปบังคับปากกาไม่ได้นะ เพราะบางทีตัวละครก็เป็นฝ่ายบังคับเรา

“อย่างตอนแรกที่ถ่ายทำ ผมขนลุกเลย พอตัดต่อเสร็จ ผมโทรหา กบ-แท่ง-มอส กบบอกว่าปกติก็เจอกันบ่อยๆ แต่วันนั้นที่ถ่ายทำ พอมองไปเขาเห็นเป็นทศพลกับพีรพล ไม่ได้เห็นเป็นแท่งกับมอส คือชีวิตจริงเขาเป็นน้องเล็กในบ้าน  แต่พอมาอยู่นี่เขาเป็นพี่ใหญ่ และพอเจอทศพลกับพีรพล เขารู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นพี่ใหญ่คอยดูแลมันสองคนอีกแล้ว”

ความแตกต่างของ 3 หนุ่ม 3 มุม x2 กับเวอร์ชันเก่า นอกจากตัวละครที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณแล้ว ยังมีเรื่องของช่องว่างระหว่างวัยแทรกเข้ามาด้วย ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องทัศนคติ วิธีการใช้ชีวิต ความสนใจ บุคลิกภาพ และการวางตัว

ขณะเดียวกัน ตัวละครแต่ละตัวก็จะมีปมปัญหาของตัวเอง เช่น เอกพลคิดว่าตัวเองมีดวงกินเมีย เพราะไม่ว่าจะแต่งงานกี่หน ภรรยาก็เสียชีวิตหมด พีรพลเก็บงำความลับเกี่ยวกับแม่ของอูโน่ หรือแม้แต่เฟิร์ส ลูกชายของทศพล ซึ่งตัดสินใจย้ายมาอยู่กับพ่อที่เมืองไทย ทั้งที่เติบโตในสหรัฐอเมริกามาตลอดชีวิต

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ด้วยแนวคิดเช่นนี้ บอยจึงเชื่อว่าผู้ชมรุ่นเก่าที่เป็นแฟนประจำของ 3 หนุ่ม 3 มุม รวมถึงคนรุ่นใหม่ซึ่งอาจเคยได้ยินแต่ชื่อมาก่อนแต่ไม่เคยรู้ว่าเป็นอย่างไร น่าจะเข้าถึงและสนุกกับละครเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

“แม้จะเป็นละครเรื่องที่สอง แต่สำหรับผมนี่คือจุดเริ่มต้นของอาชีพ เพราะใครจะคิดว่ากระดาษแผ่นเดียวที่เราเขียนขึ้นตอนอยู่เมืองนอก วันหนึ่งก็ได้ทำมันจริงๆ แถมยังประสบความสำเร็จด้วย พอวันนี้เราเอากลับมาทำใหม่ คนฮือฮากันเยอะมาก บางคนตกใจ ส่วนเราเองก็ตื่นเต้นไปด้วย แน่นอนว่าเราคาดเดาไม่ได้หรอกว่าเสียงตอบรับจะเป็นอย่างไร แต่เราก็คิดว่าเราเลือกในทางที่น่าจะลงตัวที่สุด สำหรับ 3 หนุ่ม 3 มุม ที่จะกลับมาใน พ.ศ. นี้”


ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

  • บทสัมภาษณ์คุณถกลเกียรติ วีรวรรณ วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
  • หนังสือ Boy Story 20 ปีแรก ในชีวิตการทำงานของบอย ถกลเกียรติ
  • สารนิพนธ์เรื่อง สามหนุ่มสามมุม ความสำเร็จหนึ่งของแกรมมี่ โดย สุทธิรัก ประเสริฐ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

เคยสงสัยบ้างไหมว่า เหตุใดเนื้อเพลงของ Yokee Playboy จึงเต็มไปด้วยประโยคแปลกๆ มากมาย

‘…เดิมไม่เคยคิดหาคำตอบ เดิมไม่เคยจะรู้ที่บอก ยามไม่มีผู้ใดคอยปลอบว่าสักวัน…’

‘…อ่อนโยนเหมือนแสงสีเทาที่สายตา หากเธอได้มองและลองหยุดดู คงมีใครรู้หมายความ…’

‘…รักข้างเดียว แล้วใครเขาจะรู้ได้ หากมัวเก็บคำถาม ข้างใน จะอย่างไร มากมาย …’

คือตัวอย่างคำร้องที่ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา แกนหลักของวงรังสรรค์ขึ้น

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“เพลงของผมเป็นภาษาความรู้สึกมากกว่า ผมเชื่อว่าการสื่อสารของคน ภาษามันไวไม่เท่าความรู้สึก ถ้าอยากสื่อสารกับใคร ภาษาก็แค่เป็นตัวพาไปเท่านั้น อย่างผมร้องคำว่า ‘หมายความ’ แทนที่จะเป็น ‘ความหมาย’ เพราะเสียงมันไม่ฝืน แต่คิดว่าคนฟังก็น่าจะเข้าใจอยู่ดี” ศิลปินคนดังกล่าวขึ้นอย่างอารมณ์ดี

คงไม่ผิดหากจะบอกว่า ความแหวกแนวและไม่เหมือนใคร คือเอกลักษณ์ที่ทำให้บทเพลงของโป้และสหาย ยังคงยึดครองพื้นที่ในใจของแฟนเพลงกว่า 25 ปี ยืนยันได้จากผลงานระดับมาสเตอร์พีซมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คำตอบ, คืนนี้ขอ…หอม, วันเกิด, พรมหมลิขิต, แผลเป็น, หรือขอให้ผม ซึ่งยังคงถูกบรรเลงข้ามกาลเวลาจนถึงปัจจุบัน

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

ในวันนี้ เขากลับมาพร้อมอัลบั้มชุดที่ 8 We are new old. ผลงานเพลงที่เปรียบเสมือนการทดลองครั้งใหม่ของชายวัย 48 ปี ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือโอกาสดีแวะเวียนไปพูดคุยกับโป้ ถึงเส้นทางดนตรีอันยาวนาน และความฝันที่ไม่สิ้นสุดต่อวงการเพลงไทย ท่ามกลางการถือกำเนิดของวงดนตรีรุ่นใหม่ตลอดเวลา

01

พรหมลิขิต

เส้นทางดนตรีของโป้ ถ้าจะพูดไปแล้วก็คงเหมือนเป็นพรหมลิขิต

โป้เติบโตมาในครอบครัวสถาปนิก พ่อของเขาเป็นคนที่มีความฝันมากมาย อยากเป็นทั้งนักดนตรี ทั้งช่างภาพ แต่ด้วยยุคสมัยที่ยังมองว่างานเหล่านั้นไร้ความมั่นคง จึงไม่เคยสนับสนุนให้ลูกๆ เดินทางสายนี้

โป้เล่นกีตาร์เป็นบ้างเพราะเคยเห็นพี่ชายเล่น แต่ที่ชำนาญหน่อยก็คือ เป่าขลุ่ย ถึงขั้นเคยลงแข่งระดับมัธยมได้รองแชมป์ของประเทศ ทว่าทั้งหมดยังเป็นเพียงเป็นกิจกรรมยามว่างเท่านั้น จนกระทั่งเขาได้พบกับบุคคลหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตตลอดกาล

เจอรี่-ศศิศ มิลินทวณิช เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของโป้ สมัยเรียนที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ทั้งคู่เริ่มรู้จักกันจริงจัง ตอน ม.2 เมื่อมีการประกวดวงดนตรีโฟล์กซอง

“ตอนนั้นมีอยู่สองวงที่แข่งกัน คือวงของห้องผม ซึ่งเขาให้ผมมาช่วยเป่าขลุ่ยให้ ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นเล่นเพลง รักคุณเท่าฟ้า ส่วนอีกวงคือห้องเจอรี่ ซึ่งตอนนั้นมันอาวองการ์ดมาก คือเจอรี่เล่นกีตาร์ แล้วก็มีนักร้องคนหนึ่ง ส่วนอีกคนนั่งปั่นสมุดเฉยๆ ผมนี่อ้าปากค้างเลย มันมีวงแบบนี้ด้วยเหรอ ซึ่งสุดท้ายวงของเจอรี่ก็เป็นฝ่ายชนะไป

“แต่เหตุการณ์ที่พีกสุด คือเจอรี่มันเป็นพวกโจรมุมตึก แล้วผมเป็นเด็กเนิร์ด วันหนึ่งผมซื้อไอติมโคนมา กำลังเดินอยู่ดีๆ โจรมุมตึกก็โผล่มาหยิบไอติมไปเลีย แล้วก็ยื่นกลับมา ผมจะกินยังไง ก็ต้องเดินกลับมาซื้ออีกรอบ ตั้งแต่นั้นก็จำมันได้เลย แล้วตอนหลังก็เจอเรื่อยๆ ตามงานแข่งขัน และในที่สุดก็ชวนมารวมวงกัน และออกงานโรงเรียนเรื่อยมา”

ช่วงนั้นโป้เริ่มหมกหมุ่นเรื่องกีตาร์มาก เมื่อกลับถึงบ้าน ทุกเย็นจะต้องโทรศัพท์คุยกับเจอรี่ถึงเทคนิคการเล่นกีตาร์และวงดนตรีที่น่าสนใจ รวมทั้งเริ่มมีโอกาสรู้จักเพื่อนต่างโรงเรียนที่สนใจดนตรี เช่น โต้ง-มณเฑียร แก้วกำเนิด ต่อมาเมื่อเข้าเรียนชั้นปี 1 คณะครุศาสตร์ สาขาศิลปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขายังไปร่วมกับ ป๊อด-ธนชัย อุชชิน ร้องเพลงเล่นดนตรีเปิดหมวกตามงานต่างๆ

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“ทุกอย่างมันซึมซับเข้าไปเอง ตอนที่ผมย้ายไปเรียนสถาปัตย์ที่ ม.รังสิต ก็เคยสำรวจตัวเองเหมือนกันว่า มีกิจกรรมอะไรที่ทำมาตลอด ก็พบว่ามีแค่เล่นกีตาร์อย่างเดียวเลย แล้วเมื่อก่อนเวลาซื้อเทป ผมจะซื้อสามม้วน ม้วนหนึ่งเอาไว้แกะกีตาร์ ซึ่งพังแน่นอนเพราะกรอไปกรอมา ม้วนที่สอง สำรองสำหรับแกะกีตาร์ และม้วนสามเอาไว้เก็บ ซึ่งตอนนั้นผมจะโตมากับพวกกีตาร์ฮีโร่ ยุค 90 เช่น Van Halen, Steve Vai, Joe Satriani, Paul Gilbert ถามอะไรตอบได้หมดเลย”

หากแต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยคิด คือความคลั่งไคล้นี้จะกลายมาเป็นอาชีพจริงจัง

ในช่วง พ.ศ. 2538 โป้ได้รับคำชวนจาก โต้ง เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ให้มาเล่นดนตรีร่วมกับ อรอรีย์ จุฬารัตน์ ศิลปินน้องใหม่ของ Bakery Music ในคอนเสิร์ต Indie DNA ของ Moderndog โดยตอนนั้น วงของอรอรีย์มีสมาชิกอยู่แล้ว 3 คน คือ เธอเป็นนักร้องนำ โต้งเป็นมือกีตาร์ และ David Brochstein เป็นมือกลอง ขาดก็เพียงแต่มือเบส

ปัญหาคือ โป้ไม่เคยเล่นเบสมาก่อน โต้งจึงคะยั้นคะยอให้ลองดู โป้เห็นว่าไม่เสียหายอะไรจึงตกปากรับคำ ปรากฏว่าทุกคนในวงคิดว่ามันเวิร์ก อรอรีย์จึงตกลงให้มาอัดอัลบั้มด้วยกัน พร้อมกับเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศ

“ผมเป็นมือเบสที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง เพราะผมเล่นเบสแบบกีตาร์ ฉะนั้น เสียงก็จะสกปรกรกรุงรังไปหมดเลย โชคดีที่มือกลองเป็นซาวนด์เอ็นจิเนียร์ ก็เลยจัดวางซาวนด์แบบใหม่ คือเสียงกีตาร์ของโต้งจะแผ่ซ่านออกไปเลย ส่วนผมก็จะอยู่กับมือกลอง เวลาฟังก็จะได้ยินเสียงเบสกับกลองค่อนข้างชัด ทำให้ผมเล่นเบสในรูปแบบกีตาร์ได้

“แต่ถามว่าดีไหม ไม่ดีหรอก เพราะเราไปฝืนธรรมชาติของเสียง ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าอยากโชว์ คุณจะเห็นว่าวงอรอรีย์ มือเบสจะเฟี้ยวฟ้าวหน่อย เหมือนกับแคตวอล์กเป็นของเขาเลย” โป้กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

ความกล้าแสดงออกและทำในสิ่งที่ไม่เหมือนใครของหนุ่มมาดเซอร์วัย 20 ปี เข้าตา สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ถึงขั้นเปิดโอกาสให้โป้เริ่มแสดงความสามารถอื่นๆ ทางด้านดนตรี อย่างการแต่งเพลงในผลงานชุดใหม่ของเขา Zequence รวมถึงการร้องเพลง ทางออก ซึ่งเป็นเพลงเปิดอัลบั้มด้วย 

“ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเชื่อมั่นเรา ทุกวันนี้ก็ยังอยากถามเหมือนกัน จำได้ว่าตอนที่ร้องเพลงแรก ทรมานมาก ร้องอยู่เป็นอาทิตย์ จนเริ่มเฟลแล้ว ไม่รอดแน่ๆ กระทั่งพี่สมเกียรติต้องโทรศัพท์ตาม พี่บอย (ชีวิน โกสิยพงษ์) ว่าทำให้ร้องได้หน่อย ซึ่งพี่บอยเก่งมากเลย แกบอกว่า โป้เน้นเสียงแบบ ฉะ ฉับ ให้พี่หน่อย แค่นั้นพอ”

ในที่สุดผลงานการร้องเพลงแรกของโป้ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี ได้เป็นเพลงประกอบละครโทรทัศน์ เรื่อง ไอ้คุณผี ทางไทยทีวีสีช่อง 3 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นในฐานะศิลปินของชายที่ชื่อ ปิยะ ศาสตรวาหา

02

แผลเป็น

พ.ศ. 2539 ถือเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งที่สำคัญของโป้ เมื่อเขาถูกชักชวนให้มาเป็นศิลปินออกอัลบั้ม

สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ หัวเรือของค่าย เคยให้สัมภาษณ์กับ 375°F Bakery Music นิตยสารฉลอง 10 ปีของค่ายขนมปังดนตรีว่า เขาจำโป้ได้จากคอนเสิร์ตแรกที่ศิลปินหนุ่มร่วมเล่นกับอรอรีย์ ครั้งนั้นโป้ได้ยื่นหนังสือเพลงที่จดเก็บไว้ พร้อมกับบอกว่า “นี่เพลงผมครับพี่” 

เดิมที Bakery Music ตั้งใจเซ็นสัญญาให้เขาเป็นศิลปินเดี่ยว แต่ด้วยความที่อยากทำงานเป็นวงมากกว่า โป้จึงชักชวนผู้คนรอบกายมาร่วมทำอัลบั้ม ตั้งแต่ ใหญ่-ยิ่งใหญ่ หุณชนะเสวีย์ มือกลอง ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยรังสิต และเคยเล่นดนตรีกลางคืนด้วยกัน ปาเดย์-ภาณุ กันตะบุตร มือเบส เป็นเพื่อนสมัยอยู่ที่จุฬาฯ และยังเคยมาออกอัลบั้มสองเอก ของวง Sepia กับ Bakery Music และคนสุดท้าย ซี-เฟาซี มามะ มือกีตาร์ ซึ่งรู้จักผ่านมือกลองของอรอรีย์อีกที โดยโป้เล่าว่า ครั้งแรกที่เห็นฝีมือการเล่นของเฟาซี เขาถึงกลับอึ้งไปเลย

ส่วนชื่อวงนั้น มาจากไอเดียของ ทอม-วรุตม์ ปันยารชุน Creative Director ของบริษัทที่มองว่า สมาชิกแต่ละคนหน้าตาเหมือนแขกหมดเลย ก็เลยนึกคำว่า ‘โยคี’ ขึ้นมา แต่ด้วยบุคลิกที่เป็นคนสนุกสนาน ขี้เล่น เลยผสมคำว่า ‘เพลย์บอย’ ลงไปด้วย ครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินชื่อนี้ ถึงขั้นหัวเราะดังลั่น จากสตูอิโอชั้น 3 ลงมาที่ชั้นล่าง 

อย่างไรก็ตาม แม้จะนำเสนอออกมาในรูปแบบวง แต่ผลงานทั้งหมดกลับมาจากรสนิยมของโป้ล้วนๆ

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“ผมอยากให้มีอีกคนมาฟัง มาร่วมให้ความคิดเห็นด้วยว่า ทิศทางของงานเป็นอย่างไร เพราะผมคิดว่าเป็นแบนด์มันสนุกกว่าเดี่ยว แต่สุดท้ายผมก็เป็นฮิตเลอร์อยู่ดี คือเป็นคนเลือกแนวทางของงาน”

อย่างแนวเพลงก็เป็นโซล-ฟังก์ร็อก ยุค 1970 ซึ่งโป้บอกว่า เป็นแนวเดียวในเวลานั้นที่ทำเป็น ส่วนเนื้อเพลงก็กลั่นมาจากอารมณ์ความรู้สึกอันพลุ่งพล่านของเด็กหนุ่มวัย 20 กว่าที่อยากร้องแบบนี้ ไม่ได้สนใจว่าใครจะเข้าใจหรือไม่ สำหรับโป้แล้ว อัลบั้มชุดนี้เป็นผลของความไม่รู้อย่างแท้จริง คิดว่าอะไรดีก็ใส่มาเต็มที่

ยกตัวอย่างเช่น ตอนทำเดโม่ส่งให้ค่าย ไม่มีเพลงไหนที่ความยาวต่ำกว่า 6 นาทีเลย จนสุกี้ต้องเรียกตัวมาคุยบอกว่า ในธุรกิจดนตรี ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ โป้จึงต้องกลับไปเรียบเรียงเพลงใหม่ทั้งหมด ให้กระชับมากขึ้น

อัลบั้ม Yokee Playboys หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ชุด ‘นมหนาม’ วางแผง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2539 เป็นหนึ่งในผลงานที่ฉีกกรอบและได้รับคำวิจารณ์เชิงบวกจากบรรดาเซียนเพลงไม่น้อย สำหรับผู้บริหารอย่างสุกี้แล้ว เขาบอกว่าอัลบั้มนี้มีกลิ่นที่ชัดเจนมาก และในแง่ดนตรีนับว่าเป็นผลงานที่ดีชุดหนึ่งของค่ายตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมา เช่นเดียวกับโป้ ซึ่งยอมรับตามตรงว่า คาดหวังในผลงานชุดแรกอยู่ไม่น้อย

หากแต่ในโลกของธุรกิจดนตรีมีปัจจัยมากมายที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือความชอบของศิลปินสอดคล้องกับคนฟังหรือไม่ ซึ่งอัลบั้ม Yokee Playboys ต้องใช้เวลาพิสูจน์อยู่นานนับสิบปี จึงจะกลายเป็นอัลบั้มที่นักฟังเพลงถามหา และเป็นหนึ่งในงานขึ้นหิ้งของประวัติศาสตร์เพลงไทยยุคอัลเทอร์เนทีฟ 

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“ตอนทัวร์คอนเสิร์ต ผมโดนจับไปทัวร์กับศิลปินค่ายอื่น เช่น คุณเจนนิเฟอร์ คิ้ม, คุณฟอร์ด สบชัย แล้วก็วง BOX เซอร์ ซึ่งทุกวงได้รับเสียงตอบรับดีมาก แต่พอ Yokee Playboy เล่นจบ เหมือนเป็นสุญญากาศ เราเริ่มเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราคืออะไร ตอนนั้นรู้สึกเฟลมาก มันเฟลถึงขั้นวงแตก สมาชิกแยกย้าย สุดท้ายก็เหลือแค่พี่ซีคนเดียว

“คำถามคือเฟลแล้วยังไงต่อ โชคดีที่ Bakery Music เป็นค่ายที่แปลก คือไม่ใช่ว่าออกไปแล้ว ไม่สำเร็จจะพับไปเลย เขามองในระยะยาวว่า ศิลปินต้องมีการพัฒนาเลยให้เซ็นสามชุด ทำให้เราสู้ต่อ เพราะไม่ใช่ว่าจะเฟลไปตลอดสักหน่อย ถ้าชอบก็ทำต่อ ไม่ได้มีผลร้ายแรงอะไร ซึ่งผมก็ใช้วิธีนี้ตลอดชีวิตการทำงาน เพราะการทำอะไรขึ้นมา อย่างน้อยก็ต้องได้อะไรบางอย่างกลับมา เช่น คุณจะรู้ว่าไม่ได้ชอบแบบนี้ ซึ่งประสบการณ์นี่แหละที่ทำให้ได้เรียนรู้”

บาดแผลจากอัลบั้มชุดแรกนี่เองที่กลายเป็นสะพานให้โป้ค้นพบกับแนวทางใหม่ ที่ทำให้วงดนตรีชื่อแปลกยังคงอยู่ในสารบบเพลงไทยจนถึงปัจจุบัน

03

คำตอบ

“…ยิ้มที่อบอุ่น ให้ใจได้หายจากความสับสน ด้วยยิ้มที่อบอุ่น ให้ใจได้แสงส่องความมืดมนจากเดิม…”

คงไม่ผิด หากจะบอกว่า ยิ้ม ผลงานเปิดตัวของ EP.Super Swinging เมื่อ พ.ศ. 2541 คือการเริ่มต้นตำนานบทใหม่ของโป้และวง Yokee Playboy

“ครั้งแรกผมเขียนเพลงนี้ให้ Soul After Six แต่ผมมองพวกเขาไกลกว่าที่เขามองตัวเอง คือมองเป็นอาวองการ์ดไปเลย แล้วมีอยู่วันหนึ่ง Soul After Six ก็เรียกผมคุย บอกว่า ‘โป้..เพลงนี้ดีจริงๆ นะ แต่ว่าโป้น่าจะทำเองมากกว่า น่าจะออกมาดี’ ผมก็บอกไม่เป็นไร แล้วก็เอากลับมาทำเอง

“ตอนนั้นก็ทดลองใส่ซาวนด์อะไรใหม่ๆ พอดีไปเจอแบนโจตัวหนึ่ง ผมเล่นไม่เป็นหรอก แต่ทดลองไปตีเป็นกรูฟอะไรสักอย่าง กระทั่งได้เสียงออกมา แล้วเอามาใส่ในเพลง ปรากฏว่าเวิร์กมาก จากนั้นผมก็เอายาม เอาแม่บ้านที่บริษัท มาช่วยกันร้อง ฮู้! ฮ้า! เป็นการทดลองแท้ๆ เลย”

ส่วนเรื่องสมาชิกวง ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เนื่องจากโป้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินเดี่ยวอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังอยากทำงานเป็นทีมเหมือนเดิม จึงหาวิธีใหม่ๆ มาทดลอง โดยโป้เปลี่ยนบทบาทตัวเอง จากหัวหน้าวงมาเป็นผู้ควบคุมหรือคอนดักเตอร์แทน และใช้หลักคิดที่ว่า หากอยากเล่นดนตรีร่วมกับใครก็ชวนมาเลย และถ้าสมมติว่า นักดนตรีคนนั้นไม่สะดวกไปร่วมทัวร์คอนเสิร์ต ก็หาคนมาเล่นแทน

สำหรับในชุดที่ 2 นอกจากเฟาซีที่ยึดตำแหน่งมือกีตาร์แล้ว ยังมีปาเดย์ที่มาช่วยเล่นเบส เพลง ข้างเดียว ส่วนเพลงที่เหลือได้ นรเทพ มาแสง หัวหน้าวง Pause มาร่วมบรรเลง แล้วยังมี มาตรชัย มะกรูดทอง มารับหน้าที่มือกลอง

อีกคนที่สำคัญมากคือ ฆ้อง มงคล นักแต่งเพลงมือดี มาร่วมเล่นเปียโน กีตาร์ และฟลุต รวมทั้งร่วมแต่งทำนองเพลง คืนนี้ขอ…หอม โดยฆ้องเป็นมือกีตาร์ฟิงเกอร์สไตล์ระดับปรมาจารย์ และยังร่วมงานกับโป้มาจนถึงปัจจุบัน

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

“ผมชอบแต่งเพลงกับฆ้องมาก ซึ่งตอนนั้นฆ้องอยู่ Sony Music ด้วยความที่ผมเป็นคนทำอะไรตรงๆ ก็เลยถามฆ้องไปเลยว่า มาอยู่กับเราไหม แล้วก็ทำงานดนตรีกันไปเรื่อยๆ จนแก่ เพราะว่าเราคงไม่เลิกหรอก เราชอบ ฆ้องก็บอกเอาดิ แค่นั้นเอง มันเป็นอะไรที่ง่ายมาก และกลายเป็นที่มาของชุดสอง”

ในมุมมองของผู้ฟัง Super Swinging แทบฉีกขาดจาก Yokee Playboys อย่างชัดเจน โดยเฉพาะความเข้มข้นของงานดนตรี จากฟังก์ร็อกกลายมาเป็นดิสโก้ร็อก เน้นกรูฟสบายๆ ที่ทุกคนสามารถโยกได้ แต่น่าเสียดายที่โป้มีแรงทำเพียง 5 เพลงเท่านั้น เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้องทำโปรเจกต์จบพอดี

ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่เกิดขึ้นกับโป้ คือเขาเริ่มขายภาพลักษณ์ความเป็นเพลย์บอยมากขึ้น ทั้งรองเท้าหนังงู เสื้อลายเสือดาวเสือโคร่ง เข็มขัดเลื่อมๆ ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังก็คือ ทอม วรุตม์ ซึ่งได้รับโจทย์มาจากบริษัทอีกทีว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้โป้กลายเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ รวมถึงท่าเต้นส่ายก้น ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่คู่ตัวเขาต่อมาอีกหลายปี

“ผมเริ่มส่ายก้นให้คนดูครั้งแรกที่เชียงใหม่ คือแต่ก่อนตอนไปทัวร์ คนไม่สนใจ เราก็เลยคิดว่าไม่ต้องเห็นหน้า มองก้นแทนแล้วกัน จำได้เลยว่า ครั้งแรกคนงง ร้องๆ อยู่ก็โชว์ก้นให้ดู กลายเป็นคนชอบไป จากนั้นก็เริ่มบานปลาย มีสาดน้ำ กลายเป็นผู้ชายมาดเซอร์ เอวพริ้วไหวที่ยากจะคาดเดา ก็งงเหมือนกัน ทุกคนคงชอบในสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ในโชว์”

แม้ยอดขายของอีพีนี้อาจไม่ได้น่าตื่นเต้นมากนัก แต่หลายคนก็มองว่า Super Swinging พาโป้ไปสู่กระแสป๊อปอย่างแท้จริง เริ่มมีแฟนคลับคอยเชียร์ตามคอนเสิร์ตต่างๆ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญเมื่อเขาทำอัลบั้มชุดถัดมา

หลังเรียนจบปริญญาตรี โป้ตัดสินใจทิ้งงานสถาปนิก ไม่สนใจแม้กระทั่งการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม โดยก่อนหน้านั้นเขากลายมาเป็นพนักงานเขียนเพลงประจำของ Bakery Music โดยมีผลงานมากมาย เช่นเพลง เก็บไว้ ของ รัดเกล้า อามระดิษ รวมทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของ Team Darling ผลิตเพลงให้ศิลปินสาวๆ ค่าย Dojo City เช่น ไปพัก ของ Niece รักๆ…รัก, คู่กัน, บ้านของฉัน, อ้วน ของ Triumphs Kingdom เป็นต้น

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน
‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

“การทำเพลงให้ Dojo เปิดมุมมองเราเข้าไปอีก เพราะเป็นการทำงานที่มีโจทย์ โจทย์คือการพูดเรื่องราว และก็ไม่ใช่ตัวเราแล้วนะ ลองคิดดูว่าถ้าเราเป็นเด็กสาววัยนี้ อยากจะพูดเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นมันเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่จะคิดเลย ทุกอย่างจะเริ่มบิดแล้วให้เข้ากับน้องแต่ละวง ภาพลักษณ์เป็นแบบนี้ กลุ่มนี้ซ่า กลุ่มนี้เรียบร้อย ผมเริ่มเรียนรู้ ซึ่งมันเปลี่ยนวิธีคิดของเรา ทำให้อยากค้นหาความป๊อปในตัวเอง ค้นหาฮุกที่ถูกใจเรา อยากแต่งเพลงฮิตให้ตัวเอง”

2 เพลงสำคัญซึ่งกระตุ้นความรู้สึกให้โป้ คือ วันเกิด และ ทำร้าย เขาจำได้ดีว่าตอนที่ทำเสร็จถึงขั้นโทรศัพท์ไปหาสมเกียรติทันที พร้อมบอกว่า นี่แหละคือมาสเตอร์พีซของเขา

“อย่าง ทำร้าย ถือเป็นมหาฮุกเลย ตอนที่แต่งมันมีภาพตามมาด้วย ในหัวผมคือคนถูกมัดแล้วโดนฟาด ให้มาทำร้าย ฟาดผัวะ อะไรอย่างนี้ แต่ไม่ได้ทำเป็นเอ็มวีนะ มันรุนแรงไป แต่ตอนนั้นเรามั่นใจว่าต้องดังแน่ พอทำเสร็จเหมือนมีเอเนอจี้กลับมาที่เรา คือเวลาที่เราทำเพลงที่เพราะที่สุดของเราได้ เราจะรู้ตัว เริ่มมั่นใจอะไรบางอย่าง”

และเมื่อทำเพลงได้ประมาณหนึ่ง โป้ก็นำไปเล่นให้ บอย โกสิยพงษ์ ฟัง ซึ่งพอบอยฟังเสร็จ เขาก็เดินเข้าห้องประชุมบริษัททันที พร้อมบอกให้เลื่อนเอาอัลบั้มชุดนี้มาผลิตก่อน

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

YKPB กลายเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ทั้งในแง่ยอดขาย ตัวเพลง และการจดจำของผู้คน แต่สำหรับโป้แล้ว อัลบั้มนี้เป็นการทำเพลงที่สนุกสุดๆ เขานำแนวเพลงทุกแบบที่สนใจมาผสมผสานกันหมด รวมทั้งทดลองทำสิ่งใหม่ๆ อย่างเพลง แผลเป็น เกิดจากไอเดียที่ไม่อยากใช้เครื่องดนตรีเลย โป้จึงระดมศิลปินในค่ายมาช่วยกันร้องและทำเสียงประกอบ จนได้เพลงที่แปลก แหวกแนว ไม่เหมือนใคร

อีกเพลงที่โดดเด่นมาก คือ พรหมลิขิต ผลงานสุดคลาสสิกของ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล และ ครูเวส สุนทร​จามร ซึ่งโป้จับมาใส่เสื้อผ้าแบบใหม่ให้ทันสมัย จนกลายเป็นเพลงฮิตหนึ่งของยุค Y2K

“เมื่อก่อนจะมีเกม PlayStation ชื่อ Music วิธีเล่นคือวางเป็นบล็อกๆ แล้วเวลาว่างจากการทำทีสิส ผมก็มานั่งเล่นไปเรื่อยๆ คือสมัยนั้นคอมพิวเตอร์ยังไม่ได้มีโปรแกรมทำเพลง มีแต่ 4 Tracks เกมนี้เลยเหมือนเป็นโปรแกรมทำดนตรีรุ่นแรกในชีวิตของผม จุดเด่นของ Music คือความขาดๆ เกินๆ ของเสียง เพราะเวลาวางบล็อกซ้อนกัน ก็จะมีเสียงจึ๊กกะจั๊กๆ แล้วระหว่างนั้นผมจะร้องเพลงใส่เข้าไปด้วย ตอนนั้นร้องอยู่สองเพลง คือ พรหมลิขิต กับ ไม่เคยง้อใครเท่าคุณ พอจะเอามาใส่อัลบั้มก็เลยต้องเลือกสักเพลง ซึ่งผู้ใหญ่ก็เห็นว่า พรหมลิขิต น่าจะเหมาะสมกว่า”

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

หลังจากนั้น โป้ก็เริ่มมีผลงานเพลงอย่างต่อเนื่อง เช่น เขาไปร่วมกับสหายเก่าแก่ เจอรี่และผองเพื่อนในวงการ ทำวง 2 Days Ago Kids พร้อมก่อตั้งค่ายเพลงเล็กๆ อย่าง Playground Music ผลิตผลงานออกมา 2 – 3 ชุด โดยเพลงที่ดังสุด คือ ไม่มีความหมาย นอกจากนี้ยังเริ่มทำอัลบั้มชุดที่ 4 Love Trend อีกด้วย 

“ยอมรับว่ากดดัน เพราะศิลปินส่วนใหญ่มักคาดหวังว่า เมื่อเคยสำเร็จแล้ว ก็อยากกลับมาดังเหมือนเดิม อยากให้มีเพลงที่คนชอบอีก ซึ่งผมพยายามลืมๆ คำนี้ไป ความสำเร็จเคยเกิดขึ้นก็จริง แต่มันผ่านไปแล้ว จะได้ไม่ต้องกดดันตัวเอง กล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ ไม่ยึดติดกับอะไรเก่าๆ อย่างชุดนี้ก็จะมีความขาดๆ เกินๆ ไม่สมบูรณ์อยู่ เป็นอีกรสชาติหนึ่ง”

แม้ยอดขายของ Love Trend อาจสู้ YKPB ไม่ได้ แต่ก็มีเพลงรักหลากสไตล์ที่โดดเด่นและน่าจดจำ เช่น อีกแล้ว, อยากมองเธอในแง่ร้าย, สบายสไตล์ ซึ่งสำหรับโป้แล้วถือว่าน่าพอใจ และเป็นการบันทึกอีกห้วงอารมณ์ที่อยากเก็บไว้

04

ทางแยก

ท่ามกลางความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง แต่แล้วก็มีจุดที่ทำให้เส้นทางศิลปินของโป้สะดุด

เมื่อ พ.ศ. 2547 3 ผู้บริหารของ Bakery Music ตัดสินใจลาออกจากบริษัท ศิลปินในสังกัดจึงแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง บางวงก็ย้ายค่าย บางวงหันไปเป็นศิลปินอิสระ และอีกไม่น้อยที่หายหน้าไปจากวงการ ส่วนโป้เองก็มีอัลบั้มรวมฮิตออกมาชุดหนึ่ง ชื่อว่า The Greatest Grandfather Hits ก่อนจะหมดสัญญา

โป้ยอมรับว่ารู้สึกเคว้งพอสมควร เขายังมีผลงานเพลงออกมาบ้าง แต่ไม่ได้ถือว่าจริงจัง และในที่สุด ศิลปินหนุ่มก็ตัดสินใจกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัว เป็นพนักงานประจำในตำแหน่งสถาปนิกฝึกหัด

ทว่าถึงงานจะมั่นคง มีรายได้แน่นอน แต่โป้กลับไม่มีความสุขเลย

“สิ่งที่หายไปคือความมีชีวิตชีวา ถึงขั้นที่ว่าทำไมแต่ละวันไม่มีความสุขได้ขนาดนี้ จนเริ่มกลับมาคิดว่า จะตายไปพร้อมกับแบบนี้หรือเปล่า ในที่สุดก็ย้อนกลับมาที่เรื่องเดิมคือดนตรี เพราะดนตรีทำให้ผมเป็นผู้เป็นคน ทำให้รู้สึกผิดชอบชั่วดี เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

“หลังจากหยุดไปได้สี่ห้าปี ผมก็พยายามเริ่มต้นทำดนตรีอีกครั้ง แต่ ณ ยุคนั้น ต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่ยุคของผม เป็นยุคของน้องๆ แล้ว ภูเขาความสำเร็จของเรา มันผ่านไปนู่นแล้ว เรานั่งเรือออกมาไกลแล้ว แต่ไม่เป็นไร ผมยอม ส่วนงานสถาปนิก เราก็รับผิดชอบให้เสร็จก่อน แล้วค่อยๆ เฟดตัวเองออกมา”

โป้กลับมาทำอัลบั้มอีกครั้ง ชื่อชุด Telepathy ในสังกัด Plenty Music ในเครือ RS ซึ่งมีสมเกียรติ เป็นหัวเรือใหญ่ โดยนอกจากเฟาซีและฆ้องที่มาช่วยเล่นเหมือนเดิมแล้ว ยังมี อดุลย์ รัชดาภิสิทธิ์ มือกีตาร์จาก Friday ซึ่งคุ้นเคยกับโป้มานานมาก อาณัติ ทองก้อน มือเบสที่เคยฝากผลงานในอัลบั้มของ Playgroud Music และ พิทยา ศิริสวัสดิ์ มือกลองสำเนียงนุ่มที่มีลูกกรูฟเสนาะหู

 ศิลปินหนุ่มเปรียบการทำงานครั้งนั้นเหมือนการลับมีดที่ทื่อไป ความท้าทายคือโลกของดนตรีได้เปลี่ยนไปมากแล้ว แต่โป้ยังคงยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ อยู่ ส่งผลให้การทำงานไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังเสียทีเดียว แต่อย่างน้อย Telepathy ก็เป็นอัลบั้มที่ช่วยสื่อสารไปยังคนฟังว่า เขากลับมาแล้ว และพร้อมสู้ในถนนดนตรีต่อไป

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน
‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

Yokee Playboy ยังคงมีผลงานอย่างต่อเนื่อง อัลบั้ม Second Sun ในสังกัด Spicy Disc เกิดขึ้นหลังจากเขาแต่งงานและมีลูกสาว หลายคนมองว่างานชุดนี้เติบโตและจริงจังขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสมัย Bakery Music

โป้บอกว่าหลักคิดในการสร้างเพลงในเวลานั้นคือ ต้องมีประโยชน์กับสังคม รวมทั้งพยายามทดลองใส่ลูกเล่นใหม่ๆ ลงไปเพื่อให้งานสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

“บางเพลงที่ไม่คิดว่าจะแต่งออกมาได้ ก็แต่งออกมาเฉยเลย เช่น เส้นชัย ตอนแรกตั้งใจให้เป็นเพลงบรรเลง แต่ตอนหลังเปลี่ยนเป็นเพลงร้อง คือมันเหมือนเส้นชัยของแต่ละคนจะเปลี่ยนไปตามวัย จากเดิมที่เรานึกถึงแต่งาน แต่พอมีลูกสาว จุดมุ่งหมายของเราก็มาอยู่ที่เขา เพลงนี้ถือเป็นโฟล์กที่แปลกมาก ซึ่งผมไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน”

สำหรับชุดนี้ โป้ได้สมาชิกใหม่เข้ามาเสริมทีมหลายคน คือ สุทัศน์ เพชรมี มือเบส ซึ่งต่อมากลายเป็นนักร่วมเรียบเรียงเพลงประจำวง และ ญานสิทธิ์ ศรีศศิวิไล น้องเล็กของทีม แต่แก่กล้าด้วยฝีมือกีตาร์

แน่นอน แม้หลายคนอาจรู้สึกว่างานของ Yokee Playboy ไม่เหมือนเดิม แต่โป้ก็บอกว่า นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่ยิ่งเติบโต ยิ่งผ่าน ยิ่งเห็นอะไรมากขึ้น มุมมองและทัศนคติก็เปลี่ยนไป แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังอยากเรียนรู้ อยากทดลองหาประสบการณ์ใหม่ ทั้งเรื่องการทำเพลงและธุรกิจดนตรี

หลังทำงานภายใต้สังกัดต่างๆ มานานถึง 16 ปีเต็ม โป้ก็ตัดสินใจครั้งสำคัญ ด้วยการมุ่งหน้าเป็นศิลปินอิสระ

“ผมชอบความอิสระ เพราะผมอยากร่วมงานกับทุกคนได้ง่ายๆ อยากทำอะไรผมก็ทำ เพราะฉะนั้น ถ้าทำเองก็น่าจะดีกว่า ส่วนค่าย ผมว่ามันเหมาะสำหรับวงรุ่นน้องมากกว่า ขณะที่วงแบบผม เวลาจะทำอะไรอาจมีความเกรงใจกันอยู่ ก็เลยกลับมาคิดว่า เรามาเริ่มอะไรเล็กๆ ก็ได้”

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน
05

เติบโต

หากแต่เส้นทางในฐานะศิลปินอิสระไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

หลังทดลองปล่อยเพลง Aะ HA กับ ME สู่ตลาด ปรากฏว่าแทบจะจมหายไปทันที แต่โป้ก็ไม่ถอย และเริ่มตกผลึกว่า ควรทำอย่างไรจึงจะหยัดยืนบนถนนสายดนตรีได้ต่อไป

เรื่องหนึ่งที่เขาสัมผัสได้คือ ตัวชี้วัดความสำเร็จทุกวันนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน ซึ่งแต่ก่อนวัดกันที่อันดับความนิยมบนชาร์ตของสถานีวิทยุ แต่ปัจจุบันวิทยุไม่ได้มีอิทธิพลมากขนาดนั้น บวกกับเพลงใหม่ๆ มีเยอะขึ้น ช่องทางการเผยแพร่ก็หลากหลาย และต่อให้ฮิต ไม่นานนัก เมื่อหมดกระแสก็ไปแล้ว ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่อันดับ แต่เป็นการทำชื่อของศิลปินคนนั้นยังอยู่ในการรับรู้ของผู้ฟังไปตลอดต่างหาก

“จากการวิเคราะห์แบบสถาปนิก ผมคิดว่าอย่าทำซิงเกิลเดียว แต่ให้ทำสักสองสามเพลง เพราะอย่างน้อยคุณจะได้มีตัวต่อให้เขาได้เห็นหน้าสักระยะ นานขึ้นหน่อย แล้ววิธีนี้ดีกว่าทำอัลบั้มเต็มสิบเพลง เพราะหนึ่งใช้ต้นทุนสูง สองใช้เวลาทำนานเกินไป และสามเวลาโปรโมต คุณก็ต้องโปรโมตทีละเพลงอยู่ดี 

“ผมเลยทำออกมาสักสามสี่ซีรีส์ แล้วค่อยทำอัลบั้มเต็ม นี่คือการตลาดของผม จากนั้นก็ทำคอนเสิร์ตใหญ่ รวบรวมคนที่ชอบเรา เพื่อบอกว่าผมมีอัลบั้มใหม่แล้วนะ แล้วคุณก็ทำเพลงใหม่เพิ่มเข้าไปในอัลบั้มเต็มอีกสี่ห้าเพลง นั่นคือความสมบูรณ์แบบของการทำงาน”

โป้เริ่มต้นทดลองโมเดลนี้ผ่านผลงานลำดับที่ 8 We are new old.

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

ความน่าสนใจของอัลบั้มนี้คือ ความพยายามฉีกกรอบการทำงานเดิมๆ เช่น การนำซาวนด์ดนตรีใหม่ๆ เข้ามา หรือการแต่งเพลงจากเครื่องดนตรีที่เพิ่งหัดเล่น อย่างเปียโนและไวโอลิน

“ช่วงนั้นผมพาลูกสาวไปเรียนเปียโนทุกเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งเขาก็ให้ผู้ปกครองไปนั่งด้วย ลูกสาวเรียนไป เราก็เรียนไปด้วย จนครูมาสะกิดว่าพ่อตั้งใจเรียนกว่าลูกอีก เดี๋ยวครูสอนให้เอาไหม ผมก็บอกเลยว่าเอา แล้วมันเป็นคอร์ดอนุบาล โน้ตน้อยๆ ไปช้าๆ ผมเริ่มเรียนตั้งแต่ทฤษฎีดนตรีเลย พอเล่นเป็นก็อยากแต่งเพลง ซึ่งการแต่งเพลงจากเครื่องดนตรีที่ไม่คุ้นเคย มีข้อดีคือคุณจะได้ไปในที่ที่คุณไม่รู้จัก ไม่มีกรอบอะไร”

โป้ย้ำว่าการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับศิลปินทุกคน แต่ขณะเดียวกัน การรักษาความคาดหวังของแฟนเพลงที่สนับสนุนมาตลอด ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเช่นกัน

“สารภาพว่าตอนแรกไม่ได้คิดถึงการทำเพลงแบบเดิมเลย กระทั่งทำไปได้สักพักถึงรู้สึกว่าเรากำลังจะทิ้งคนฟังอยู่หรือเปล่า ก็เลยลองทำอะไรที่ไม่ซับซ้อน ทำแบบที่เคยทำ เพราะฉะนั้น งานใหม่จึงแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือเพลงที่คุณคิดว่าจะได้ฟังจาก Yokee Playboy อีกส่วนคือเพลงที่ผมขอทดลอง อย่างอีพีแรกคือ การแต่งเพลงจากเปียโน จากคนที่เล่นเปียโนไม่เป็น อีพีสองคือการใช้ซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเพลงทดลองมักหายไปกับสายลม”

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

น่าเสียดายที่สุดท้ายแผนการที่โป้วางไว้ไม่ได้เป็นไปตามคาดหมาย เพราะ Yokee Playboy Reborn Concert ซึ่งเขาตั้งใจขอบคุณแฟนเพลงต้องเลื่อนแสดงอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 แต่อย่างน้อยๆ ยังดีที่อัลบั้มซึ่งฟูมฟักมานานหลายปีก็เสร็จสมบูรณ์

แน่นอนโป้ไม่ได้คาดหวังถึงความสำเร็จเหมือนครั้งวันวาน ด้วยตระหนักดีว่า Yokee Playboy ได้กลายเป็นวงรุ่นลุงของวงการไปเรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ยังเลือกจะทำต่อไป เพราะอยากนำเสนอสิ่งที่แตกต่าง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ฟัง 

“เราผ่านอะไรมาเยอะมากจริงๆ แต่ไม่ใช่เราปิดหูปิดตาแล้วบอกว่าเป็นวงรุ่นใหญ่นะ เรามองเห็นการเกิดและการดับของวงต่างๆ มันเป็นวัฏจักร เป็นธรรมชาติของวงที่เกิดขึ้น ยุคนี้เป็นยุคของวงในรุ่นที่อายุต่ำกว่าผมยี่สิบกว่าปี คนฟังก็ต้องอยากฟังเสียงของคนรุ่นเขา เป็นธรรมชาติของคนทุกรุ่นที่ผ่านมา

“ผมเลยไม่กดดันตัวเอง ก็อยู่กับวัยของวงที่เป็นแบบนี้แหละ แค่คนรุ่นหลานยังร้องเพลงเราอยู่ แถมร้องได้หลายเพลง นี่คือรางวัลของคนทำดนตรีแล้ว คุณภูมิใจได้เลยว่าเพลงคุณข้ามรุ่น ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว แต่ถ้าคุณอยากทำงานเหมือนผมก็ทำต่อไปเลย สำเร็จไม่สำเร็จ ไม่เป็นไร ขอให้ Fulfill ไว้ก่อน เพราะพอโตขึ้น ผมมีความคิดอย่างหนึ่งคือ อย่ายอมให้เด็กๆ ในประเทศ เห็นน้อย ฟังน้อย ไม่เช่นนั้นโลกจะแคบ ส่วนฟังแล้วจะตัดสินอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา”

และทั้งหมดนี้เอง คือบทสรุปการเดินทางตลอด 25 ปีของ โป้และวง Yokee Playboy ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แม้แต่วินาทีเดียว

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load