ภาพของ 3 พี่น้องจากบ้าน ‘เบญจวรการ’ กอดกันกลมที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ก่อนแยกย้ายไปตามเส้นทางของแต่ละคนเมื่อ พ.ศ. 2541 ยังคงฝังแน่นในใจ เพราะสำหรับใครหลายคนแล้ว นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฉากจบของ 3 หนุ่ม 3 มุม เท่านั้น แต่ยังหมายถึงโอกาสสุดท้ายที่ทุกคนจะได้สัมผัสชีวิตของพวกเขา หลังเฝ้าติดตามมาถึง 7 ปีเต็ม

ตลอดระยะเวลานั้น มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในบ้านหลังเล็กๆ ทั้งความสุข ความเศร้า เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ ซึ่งมาทดสอบความสัมพันธ์ของ 3 พี่น้องอยู่ตลอด จนหลายคนอดรู้สึกไม่ได้ว่า 3 หนุ่ม 3 มุม ไม่ได้เป็นเพียงแค่ละคร แต่เป็นเรื่องจริงของเพื่อนบ้านกลุ่มหนึ่งที่รู้จักกันมานาน

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ไม่แปลกเลยว่า ทำไมจึงมีเสียงเรียกร้องไม่ขาดสายให้ทีมผู้สร้างนำซิตคอมเรื่องนี้กลับมาทำใหม่อยู่เสมอ กระทั่งกลาง พ.ศ. 2563 ก็มีข่าวดีว่า ช่อง one31 เตรียมรื้อฟื้น 3 หนุ่ม 3 มุม ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พี่น้องเบญจวรการที่ทุกคนคุ้นเคยเท่านั้น แต่ยังมีบรรดาลูกๆ ซึ่งจะมาสร้างความสุขแบบคูณสองอีกต่างหาก

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวน บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ผู้ปลุกปั้นซิตคอมเรื่องนี้มาร่วมพูดคุย ถึงจุดเริ่มต้น เส้นทาง และอิทธิพลของละคร รวมถึงวันที่เขาตัดสินใจชุบชีวิต 3 พี่น้อง ‘เอกพล-ทศพล-พีรพล’ ขึ้นมาอีกครั้ง

บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ, 3 หนุ่ม 3 มุม

01

คนละมุมเดียวกัน

เชื่อหรือไม่… ครั้งแรกที่บอยเสนอไอเดียเรื่อง 3 หนุ่ม 3 มุม ขึ้นมา แทบไม่มีใครยืนฝั่งเดียวกับเขาเลย

เพราะ นางฟ้าสีรุ้ง ซิตคอมเรื่องเดิมที่ออกอากาศอยู่กำลังเดินหน้าไปด้วยดี มีโฆษณาเข้าตลอดทั้งปี แถมเพิ่งคว้ารางวัลโทรทัศน์ทองคำและเมขลามาครอบครอง

แต่ด้วยความเชื่อว่าเรื่องใหม่ต้องดีกว่าเก่า เขาจึงทุ่มสุดตัว เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน

ความจริงแล้วไอเดีย 3 หนุ่ม 3 มุม อยู่ในใจของเขามาตั้งแต่อยู่ที่สหรัฐอเมริกาแล้ว

บอยชอบดูละครซิตคอมมาก เรื่องหนึ่งที่โดนใจสุดๆ คือ Family Ties เล่าเรื่องความผูกพันของครอบครัวหนึ่งที่มีพ่อแม่เป็นฮิปปี้ และลูกชายคนโตเป็นนักธุรกิจ ด้วยความคิดที่ต่างกันแบบสุดขั้ว ทำให้เกิดความวุ่นวายต่างๆ เต็มไปหมด

หลังเรียนจบปริญญาโท ด้าน Broadcasting ที่ Boston University ระหว่างรอกลับเมืองไทย เขาจึงใช้โอกาสนี้แวะเวียนไปดูงานตามโรงถ่ายต่างๆ ที่ลอสแอนเจลิส และเกิดฉุกคิดขึ้นมาว่า ซิตคอมแต่ละตอนนั้นไม่ได้มีเนื้อหาต่อเนื่องกัน แต่ทำไมกลับมีเสน่ห์ ทำให้รู้สึกอยากดูต่อไปเรื่อยๆ พอวิเคราะห์อย่างละเอียด จึงพบว่าปัจจัยหลักมาจากโครงเรื่องและตัวละครที่แข็งแรง พร้อมคิดว่า หากกลับมาถึงเมืองไทยแล้วจะทำซิตคอมแบบไหนดี

“ชีวิตเรามีความขัดแย้งบางอย่างในตัวเองพอสมควร เพราะไปเรียนที่อเมริกาตั้งแต่สิบสองขวบ สิ่งหนึ่งที่รู้สึกดี คือ Freedom มันมีอิสรภาพ อยากไปไหนก็ไป ตีหนึ่งตีสองนอนไม่หลับก็ออกไปหาอะไรกินได้ แต่ขณะเดียวกันมันก็มาพร้อมความเหงา ผมคิดว่าประเด็นนี้มีความขัดกันดี น่าจะนำมาเป็นเซ็ตอัปของซิตคอมได้”

ความคิดแรกที่นึกถึง คืออยากทำเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนที่มาเรียนต่อเมืองนอก ซึ่งมีทั้งความอิสระและความเหงา แล้วก็คิดต่อไปว่า ถ้าให้ตัวละครเป็นพี่น้องกัน แล้วคนหนึ่งมาอยู่ก่อนแล้ว เข้าใจเมืองนอกทุกอย่าง กับอีกคนเพิ่งมาจากเมืองไทย แล้วไม่มีความเข้าใจเรื่องเมืองนอกเลย ก็คงน่าสนุกดี แต่พอคิดไปคิดมา เขาก็รู้สึกว่าประเด็นนี้ไม่เหมาะกับผู้ชมชาวไทย ซึ่งอาจไม่มีประสบการณ์แบบเดียวกับเขา ก็เลยกลับมุมคิดให้ตัวละครที่อยู่เมืองนอกมานาน มีหัวสมัยใหม่มากๆ เดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย แล้วต้องมาอยู่ร่วมกับพี่ชายหัวโบราณแทน

จากนั้นเขาก็เริ่มวางพล็อตต่อว่า ควรมีน้องชายอีกสักคนเป็นตัวเชื่อมทั้งคู่เข้าไว้ด้วยกัน โดยตอนแรกอยากให้เป็นเด็กอายุ 10 ขวบ เป็นเหมือนลูกหลง และเพื่อยังคงคอนเซปต์เรื่องความอิสระและความเหงาไว้ จึงวางเส้นเรื่องให้พ่อแม่ตายไปแล้ว 1 ปี ทำให้ต้องอยู่กันเพียงลำพัง และต้องเลี้ยงน้องชายคนเล็กไปด้วย

เดือนมีนาคม พ.ศ. 2533 เขาก็กลับมาเมืองไทย พร้อมกระดาษที่บันทึกไอเดียนั้น ก่อนตระเวนยื่นใบสมัครตามบริษัทต่างๆ หลายแห่ง กระทั่งมาลงตัวที่แกรมมี่ ซึ่งสมัยนั้นมีบริษัททำละครซิตคอมเล็กๆ ชื่อ ‘มาสเตอร์แพลน’ ดูแลโดย หง่าว-ยุทธนา มุกดาสนิท และ วาณิช จรุงกิจอนันต์ มีผลงานมาแล้ว 3 เรื่อง คือ แดนสนธยา, ตะกายดาว และ คนค้นฅน พอดีช่วงนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่หง่าวกำลังเริ่มต้นภาพยนตร์เรื่อง วิถีคนกล้า จึงโอนภารกิจต่างๆ ให้บอยรับผิดชอบแทน โดยตอนแรกทีมงานตั้งใจให้เขามาดูแลโปรเจกต์ คนค้นฅน ต่อ

“คุณลองคิดดู เด็กจบใหม่ แต่ยังไม่มีประสบการณ์ทำงาน บางคนก็จะรู้สึกว่า เก่งมาจากไหน มีแค่ปริญญาจากเมืองนอกได้กำกับเลยเหรอ ผมก็รู้ว่าบางคนรู้สึกแบบนี้อยู่ ผมก็เลยบอกว่าพี่เอาอย่างนั้นเลยเหรอครับ พี่เชื่อมั่นผมขนาดนั้นเลยเหรอ เขาก็บอกว่า เอาน่ะลองดู คือเรื่องของเรื่องไม่มีคนทำ พี่หง่าวจะไปทำหนังแล้ว” 

แต่เนื่องจากละครเรื่องนั้นไม่ใช่ความคิดของเขาโดยตรง บอยจึงปรึกษา เล็ก-บุษบา ดาวเรือง ผู้บริหารแกรมมี่ว่าอยากนำเสนอไอเดียใหม่ ซึ่งบุษบาก็ไม่ขัดข้อง แต่ด้วยความที่เป็นเรื่องแรก จึงไม่กล้านำไอเดียสามพี่น้อง ซึ่งรู้สึกผูกพันมากเป็นพิเศษ เพราะกลัวทำแล้วเสียของ จึงเลือกนำอีกไอเดียมาเสนอแทน

นางฟ้าสีรุ้ง เป็นเรื่องครอบครัวของ ‘สีน้ำมัน’ ซึ่งต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง แล้ววันหนึ่งก็มีนางฟ้าชื่อ ‘สีรุ้ง’ มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงเด็ก โดยบอยได้ดึงคาแรกเตอร์น้องคนเล็กวัย 10 ขวบจากสามพี่น้องมาสร้างเป็นตัวละครที่ชื่อ ‘สีฝุ่น’ ด้วย

ในช่วงคัดเลือกนักแสดง มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เขาติดใจเป็นพิเศษ นั่นคือ มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ ซึ่งมาทดสอบบท ‘จ้อย’ เด็กข้างบ้านที่หลงรัก ‘สีน้ำ’ ลูกสาวของครอบครัวนี้

“มอสเป็นคนแรกที่เข้าเทสต์ วันที่เดินเข้ามา มันก็ทำหน้างงๆ บอกผมชื่อมอสครับ พี่พจน์ (พจน์ อานนท์) ให้มาครับ เราก็ให้เขาลองทำอะไรต่างๆ เขาก็ทำ ปรากฏว่ามันออกมา Shining มาก จนรู้สึกอยากทำงานกับเด็กคนนี้”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

แต่เนื่องจากมอสสะดวกมาถ่ายทำเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น เพราะไม่อยากโดดเรียน จึงมาร่วมงานไม่ได้ แต่บอยกลับไม่เคยลืมเด็กคนนี้ และคิดเสมอว่า ถ้ามีโอกาสก็จะดึงมาร่วมงานสักครั้ง

หลังทำ นางฟ้าสีรุ้ง ไปสักระยะก็พบว่า ยิ่งทำก็ยิ่งตัน เนื่องจากตัวละครที่เป็นเด็ก มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก และส่วนตัวคิดว่าพร้อมที่จะทำโปรเจกต์สามพี่น้องแล้ว โดยเขาได้ปรับเปลี่ยนตัวละครน้องคนสุดท้ายจากเด็กให้เป็นวัยรุ่น  และตั้งใจให้มอสมารับบทนี้ แต่พอเสนอออกไป คำตอบเดียวที่ได้รับกลับมาคือ ไม่

“พอผมบอกว่าอยากทำเรื่อง 3 พี่น้อง แกรมมี่ก็บอกว่าเดี๋ยวก่อน ส่วนช่อง 7 นั้น คุณแดง-สุรางค์ เปรมปรีดิ์ โทรศัพท์หาพี่เล็ก บอกว่าจะจบมันทำไม มันขายได้อีกปีเลยนะ ซึ่งไม่แปลก เพราะทั้งสปอนเซอร์ โฆษณา ก็ขายได้เต็ม แล้วจะมาเสี่ยงทำไม ถ้าเป็นผมสมัยนี้ก็คงต้องคิดแบบนั้นแหละ แต่สมัยนั้นเราบอกไม่เอา ไม่อยากทำแล้ว

“จำได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะไม่มีใครยอม เขาก็ถามว่าจะเอาใครเล่น พอเสนอไปเขาก็บอกว่าไม่เด็ดพอ ตีตกเยอะมาก แต่เราก็พยายามเล่าว่า คนหนึ่งหัวสมัยเก่าหน่อย อีกคนหัวสมัยใหม่ และคนสุดท้าย ผมมีคนเล่นแล้ว ผมจะถ่ายเสาร์-อาทิตย์เพื่อมันเลย จนสุดท้ายเขาก็เลยบอกว่าลองทำดูก็ได้ แต่ขอให้ขยาย นางฟ้าสีรุ้ง ออกไปหน่อย จากที่จะเปลี่ยนตั้งแต่ต้น พ.ศ. 2534 ขอให้พร้อมก่อนแล้วค่อยทำ”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

02

3 หนุ่ม หลายมุม

แม้จะได้รับการอนุมัติให้ทำละครเรื่องใหม่ แต่บอยก็ต้องเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย เพื่อให้บรรดาผู้เกี่ยวข้องมั่นใจว่า ละครเรื่องนี้จะมีศักยภาพไม่แพ้ นางฟ้าสีรุ้ง

อย่างการคัดเลือกนักแสดง แม้บทของพีรพล น้องคนเล็กจะไม่มีปัญหา เพราะเล็งมอสไว้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แต่สำหรับบทพี่ชายอีก 2 คนนั้น กว่าจะได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยบทของเอกพล เขาต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการแสดงมาบ้าง เพราะตามคาแรกเตอร์แล้วต้องเป็นคนขี้บ่น เจ้าระเบียบ พูดเยอะ จึงต้องจำบทเก่งพอสมควร

ครั้งแรกบอยนึกถึงพระเอกภาพยนตร์ชื่อดังในยุคนั้น แต่เมื่อลองติดต่อไปกลับพบว่าคิวงานแน่นมาก ที่สำคัญคือ คงเป็นเรื่องยากที่จะให้พระเอกเบอร์นั้นมารับงานซิตคอมซึ่งไม่มีกำหนดจบ เขาจึงคิดถึงนักร้องหนุ่มที่ชื่อ กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ซึ่งเคยมีผลงานเรื่อง ขมิ้นกับปูน และเคยเดินสายโปรโมตผลงานร่วมกัน สมัยเริ่มทำ นางฟ้าสีรุ้ง ใหม่ๆ

“ตอนนั้นกบเพิ่งออกอัลบั้มกบใสๆ เพลง ปาฏิหาริย์ ผมเองก็ต้องนั่งรถตู้ไปกับกบใสๆ ไปตามโรงพิมพ์ต่างๆ ไปเยี่ยมแท่นพิมพ์ ระหว่างนั้นเราก็คุยกัน ก็พบว่าเขามีเสน่ห์อะไรบางอย่าง คุยด้วยแล้วสนุก ก็เลยคิดถึงตัวพี่ชายคนโต พอไปคุยกับพี่เล็ก บุษบา พี่เล็กก็บอกว่าดีเลย ฝากด้วย” 

แต่คนที่ยากยิ่งกว่าคือทศพล พี่ชายคนรอง ซึ่งเขาอยากได้คนที่เคยผ่านงานหน้าจอมาบ้าง แต่ไม่เคยเล่นละครมาก่อน เขาจึงพยายามค้นจากพระเอกโฆษณา ซึ่งยุคนั้นมีคนหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะมีผลงานฉายพร้อมกัน 4 เรื่อง แต่พอติดต่อไป พระเอกคนนั้นไม่สะดวกคุยเพราะกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศพอดี รวมทั้งมีข่าวว่าเขาเซ็นสัญญากับค่ายเพลงหนึ่งไปแล้ว

บอยจึงต้องมองหาตัวเลือกอื่น กระทั่งวันหนึ่งเขาก็นึกถึงโฆษณาธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ ซึ่งพระเอกสวมเสื้อเชิ้ตสีเขียว หน้าตาหล่อ คล้ายๆ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มีบุคลิกที่เท่มาก แต่หลังจากนั้นเขาก็หายไปเลย จนถึงวันออดิชัน ปรากฏว่าพระเอกคนนั้นก็มาทดสอบด้วย นั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

“เราเห็นเขาแล้วรู้สึกเหมือนเห็นดารา เพราะจำได้ว่าในโฆษณานั้นเขาเท่มาก แต่พอคุยกันสักพัก ทำไมเสียงไม่เหมือนหน้า เพราะเสียงบีบจมูก พูดไม่ชัด ลองให้เล่นละครก็เล่นได้น่าเบื่อมาก เราเกือบถอดใจ แต่กลับคิดว่าทำไมโฆษณาทำให้เขาออกมามีเสน่ห์ได้ ผมก็เลยคิดว่าจะต้องทำให้เขาเท่แบบนั้นให้ได้เหมือนกัน”

แต่ดูเหมือนจะมีเพียงบอยเท่านั้นที่เชื่อว่าแท่งเหมาะกับบททศพล สวนทางกับคนอื่นในแกรมมี่ที่มองว่ายังไงก็ไม่ได้ เพราะบุคลิกท่าทางของแท่งไม่มีความเป็นนักเรียนนอกเอาเสียเลย แต่เขาก็ไม่ท้อ พยายามส่งแท่งไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เปิดการแสดงของแมทธิว โมดีน (Matthew Modine) นักแสดงชาวอเมริกันชื่อดังให้ชม ปรับบทจากเดิมที่ต้องพูด ‘ไอ-ยู’ เป็น ‘นาย-เรา’ เพื่อให้เข้ากับแท่งมากที่สุด กระทั่งได้ทศพลซึ่งใกล้เคียงกับที่นึกภาพไว้ตอนแรก

“ก่อนหน้านี้หลายคนปรามาสแท่งไว้เยอะ เพราะถ้าพูดถึงความเป็นนักแสดง แท่งภาษีน้อยกว่ากบ ส่วนมอสก็จะมีความเป็นธรรมชาติ เพราะบทใกล้ตัวมาก ก็จะไปสุดของมันได้ ส่วนแท่งน่าห่วงสุด เพราะบทไกลตัว เขาไม่เคยไปเมืองนอกเลย เราก็เลยบอกเล่นเท่ๆ นิ่งๆ ไม่ต้องอะไรมาก เล่นเป็นพระเอกไป เดี๋ยวหล่อเอง”

และเพื่อหลอมรวมนักแสดงให้เป็นหนึ่งเดียว จึงต้องใช้กระบวนการทำเวิร์กช็อป ค่อยๆ ปรับบท ปรับคาแรกเตอร์และองค์ประกอบต่างๆ โชคดีที่นักแสดงทั้ง 3 คนคุ้นเคยกันมาก่อน อย่างกบกับแท่งเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ส่วนแท่งกับมอสก็เพิ่งรับงานภาพยนตร์ กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ จึงเข้าขากันอย่างรวดเร็ว

จากนั้นจึงค่อยวางตัวละครเสริมเพื่อเติมเต็มให้ละครสมบูรณ์ขึ้น เช่น บทผู้ใหญ่ มีการสร้างตัวละครป้าดาขึ้นมา เป็นเพื่อนของแม่ อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน คอยดูแลหนุ่มๆ อยู่ห่างๆ เช่น เอาปิ่นโตมาฝากหรือให้คำปรึกษาเรื่องสำคัญบางเรื่อง หรือน้องมุก เด็กหญิงข้างบ้าน ซึ่งคิดว่าตัวเองขาดความอบอุ่นและคอยสร้างเรื่องเวียนหัวมาให้พี่ๆ บ้านนี้เสมอ

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ต่อมาเป็นเรื่องสำคัญอย่างชื่อละคร ตอนแรกบอยลิสต์มาหลายชื่อ แต่ไม่ตรงใจสักชื่อ กระทั่งมาปรึกษา เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ จนได้ข้อสรุปว่า 3 หนุ่ม 3 มุม เหมาะสมที่สุด

“สมัยนั้นเวลาทำละครต้องไปหาพี่เต๋อ เพราะแต่ก่อนนักร้องใดๆ เขาไม่ร้องเพลงละครกัน เขารู้สึกว่าไม่เท่ พี่เต๋อเลยบอกว่าไม่มีใครร้อง พี่ร้องเอง ตอนนั้นพี่เต๋อก็ถามเรื่องราวว่าเป็นยังไง ก็เล่าให้ฟัง บอกว่าละครยังไม่มีชื่อเลย ไม่รู้จะเอาอะไรดี อยากได้ชื่อที่เก๋ๆ เท่ๆ ซึ่งชื่อ 3 หนุ่ม 3 มุม ก็อยู่ในลิสต์ด้วย แต่เรารู้สึกว่ามันตรงเกินไป เชยมาก ชื่อที่รู้สึกเข้าเค้ากว่าคือ ‘3 เหลี่ยมด้านไม่เท่า’ แต่พี่เต๋อบอกไม่รู้เรื่อง ‘3 หนุ่ม 3 มุม’ สื่อสารที่สุด เราก็บอกจริงเหรอครับ ไม่เชยไปเหรอ แกก็บอกไม่หรอก เชื่อพี่ แล้วแกยังบอกอีกว่า ต่อไปคนดูจะแบ่งกลุ่มกันเชียร์ ซึ่งเวลานั้นเรานึกไม่ออกเลย

“การทำงานกับพี่เต๋อสำหรับผมเป็นเรื่องน่าประทับใจมาก เพราะตอนนั้นเนื้อเพลงในช่วงทศพลยังไม่ตรงกับคาแรกเตอร์ แต่เราจะบอกให้คนระดับพี่เต๋อแก้งานได้ยังไง เราเป็นคนทำงานตัวเล็กๆ แต่สุดท้ายก็ลองบอกไปพร้อมเสียงสั่นๆ ว่า คนที่สองไม่ใช่รุ่นใหม่แบบหัวรุนแรง แต่เป็นแบบสบายๆ พี่เต๋อก็นิ่งไปสักพักก่อนว่า อ้าวเหรอ พี่เข้าใจผิดไปเอง จากนั้นพี่เต๋อก็หยิบเนื้อเพลงและปากกาขึ้นมาแก้ให้ใหม่ทันที เป็น ‘เรามันอีซี่จะตาย บางทีก็ง่ายเกินไป’ แก้ให้เลย”

หากแต่โจทย์ที่หนักสุด คือการทำให้ฝ่ายการตลาดเห็นภาพเดียวกัน เพราะ 3 หนุ่ม 3 มุมเป็นละครที่ไม่มีนางเอก

“พอเขาถามผมว่าใครเป็นนางเอก ผมก็บอกไม่มีครับ เขาก็สวนกลับมาเลยว่า ละครบ้าอะไรไม่มีนางเอก เราก็พยายามอธิบายว่า มันไม่มีนางเอกประจำ แต่มีแวะเวียนมารับเชิญอยู่เรื่อยๆ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเสน่ห์นะ เพราะมันทำให้คนดูรู้สึกอยากเป็นผู้หญิงคนนั้นที่จะเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ และทำให้คนดูสนุกกับการลุ้นว่าแต่ละคนจะได้ลงเอยกับใคร แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยพอใจกับคำตอบนี้ ซึ่งสุดท้ายประเด็นนี้ก็เป็นจุดขายสำคัญของละคร”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

หลังจากเตรียมตัวมาพักใหญ่ ในที่สุด 3 หนุ่ม 3 มุม ก็ได้ออกอากาศ เมื่อวันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2534 เวลา 17.30 น. ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7

บอยยังจำได้ว่า วันนั้นเขาไปพักผ่อนที่หัวหิน พอ 5 โมงเศษๆ ก็ได้ยินเสียงวัยรุ่นแถวนั้นพูดว่า “เร็วๆ รีบกลับกัน เดี๋ยวไปดูไตเติลไม่ทัน” แม้ไม่มั่นใจว่า หมายถึง 3 หนุ่ม 3 มุม หรือเปล่า แต่ก็ทำให้เขารู้สึกใจชื้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

“ความจริงเราเช็กเทปตอนหนึ่งหลายรอบมาก แต่พอดูตอนออนแอร์จริง กลับให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน เพราะผมรู้สึกว่าคนทั้งประเทศกำลังดูงานของเราอยู่ ดูพร้อมกับโฆษณา พร้อมตัววิ่งของสถานี เป็นความรู้สึกมันยิ่งใหญ่มาก”

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือละครตอนนี้ได้กลายเป็นก้าวแรกที่ทำให้ 3 พี่น้องตระกูลเบญจวรการ ยึดกุมหัวใจแฟนละครนับล้านชีวิตเป็นที่เรียบร้อย

03

มันคือความผูกพัน

“ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องของความผูกพัน แม้ครอบครัวนี้จะไม่มีพ่อแม่มาคอยบอกว่าต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น แต่คนรุ่นใหม่สามคนนี้ค่อยๆ เรียนรู้ ลองผิดลองถูกกัน แล้วก็เจอคำตอบด้วยตัวเอง และต่อให้มีความคิดต่างกัน แต่ด้วยความเป็นพี่น้อง จึงทำให้พวกเขาก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้” บอยเอ่ยขึ้น เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่ทำให้ 3 หนุ่ม 3 มุม ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนจนถึงวันนี้

เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ออกอากาศ ปฏิเสธไม่ได้ว่าบอยได้วางคาแรกเตอร์ของตัวละครชัดเจนมาก กระทั่งมีแฟนคลับติดตามประจำ ที่สำคัญยังมีบทละครที่แข็งแรง ช่วยเสริมให้ภาพสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเด่นชัดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้ ทองขาว ทวีปรังษีนุกูล นักเขียนบทมือทองที่ทำงานคู่กับเขามาตั้งแต่ นางฟ้าสีรุ้ง

“ตอนที่ทำบท นางฟ้าสีรุ้ง ก็มีเขียนมาหลายคน แต่ยังไม่ลงตัวเท่าไหร่ กระทั่งวันหนึ่ง พี่นิค (วิเชียร ฤกษ์ไพศาล) บอกว่ามีเพื่อนเขียนบทละคร จำได้ว่าวันแรกที่เจอพี่ทองขาว งงเลย เขาบอกว่าผมทำได้หมด เขียนบทก็ได้ กำกับก็ได้ ก็เลยลองดู ตอนนั้นก่อนเที่ยง เขาบอกว่าเดี๋ยวเย็นๆ กลับมาอีกที ไปนั่งคิดก่อน พอตกเย็นกลับมาแกบอกว่า ผมเขียนมาอย่างนี้ เริ่มต้นเป็นฉากคนขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน แสดงให้เห็นว่าลูกขาดความอบอุ่น เราเลยต้องอธิบายว่า เราถ่ายแต่ในสตูดิโอ เป็นซิตคอม พอแกเข้าใจคอนเซปต์ ปรับแป๊บเดียว สนุกเลย คำพูดต่างๆ เป็นธรรมชาติมาก

“ต่อมาเมื่อทำ 3 หนุ่ม 3 มุม พี่ทองขาวก็มักจะแทรกประเด็นสังคมต่างๆ ลงไป ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของแก แต่พอเข้าไปแล้ว มันดี มันสอน มันบอกอะไรบางอย่าง บอกวิธีคิดของตัวละคร พี่ทองขาวจึงถือเป็นหนึ่งในคีย์แมนที่ทำให้ละครเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง
กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ประเด็นที่ทองขาวหยิบยกขึ้นมามีตั้งแต่ปัญหาวัยรุ่น ทะเลาะวิวาท จนถึงเรื่องหนักๆ อย่างโรคเอดส์ ซึ่งใน พ.ศ.นั้น คนไทยเข้าใจเรื่องนี้น้อยมาก โดยบทเขียนให้ทศพลมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเจนนี่ สาวลูกครึ่งเม็กซิกัน-อเมริกัน สมัยเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้รับข่าวว่าเธอเป็นเอดส์ จนเกิดเป็นความเครียดถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ฝันร้ายทุกคืน แต่สุดท้ายเขาก็ผ่านมาได้ ด้วยพลังความรักและความเข้าใจของคนในครอบครัว

แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือการทำให้ผู้ชมเชื่อว่าเหตุการณ์ที่อยู่ในละครใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยทักษะและความสามารถของนักแสดง ซึ่งสำหรับบอยแล้ว กบ-แท่ง-มอส นับวันก็ยิ่งเล่นเป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง
กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

“เวลาสามคนนี้อยู่ด้วยกันเข้ากันมากกว่าคำว่าเคมี แต่มันคือ Magic โดยเฉพาะมอส ซึ่งมีสัญชาตญาณในการตีความบทสูงมาก เช่น ปกติผมมักจะเขียนโค้ดที่อยากเห็นนักแสดงเล่นในบทของผม แล้ววันหนึ่งระหว่างต่อบท มอสเกิดจำบทไม่ได้ ก็มาขอดูบท แล้วเห็นวงเล็บที่ผมเขียน เขาก็พูดว่า พี่อยากได้อย่างนี้ใช่ไหม แล้วมันก็เล่นออกมาเลย”

ด้วยปัจจัยทั้งหมด ทำให้ละครเรื่องนี้กลายเป็นซิตคอมคุณภาพที่ผู้คนต่างให้การยอมรับ สามารถคว้ารางวัลจากสถาบันต่างๆ และยังช่วยจุดกระแสละครวัยรุ่นให้เติบโตบนจอทีวีไทย

“พอเราดัง ผมรู้สึกว่าหลังจากนั้นทุกคนจะพยายามออกผลงานวัยรุ่นมากขึ้น เหมือนกับว่าฉันต้องมีมอสของตัวเอง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นแทบไม่มีละครวัยรุ่นเลย ส่วนแกรมมี่เองก็เริ่มสนใจมอส มาถามว่าอยากออกเทปไหม ซึ่งผมคิดว่ามอสออกเทปได้แน่ๆ เพราะตอนนั้นเวลาเรามีงานโชว์ตัว เขาสุดมาก วิ่งไปทั่วเวทีเลย ซึ่งสุดท้ายเขาก็ทำได้จริงๆ”

04

บอกซิ… บอกว่า ‘รัก’

หลังกำกับ 3 หนุ่ม 3 มุม มาได้ครบปี บอยก็เริ่มมีฝันใหม่ๆ เข้ามา หนึ่งในนั้นคือการทำละครหลังข่าว โดยช่วงนั้นแกรมมี่ได้เวลาช่วงคืนวันศุกร์-อาทิตย์ ทางช่อง 5 เขาจึงเปิดบริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด พร้อมเริ่มต้นละครเรื่อง รักในร้อยแค้น

หากแต่การตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้เขาไม่สามารถกำกับ 3 หนุ่ม 3 มุม ไหว จึงได้ส่งคืนให้แกรมมี่และมาสเตอร์แพลนไปบริหารจัดการ ซึ่งผู้ที่มารับไม้ต่อก็คือ นิพนธ์ ผิวเณร ก่อนที่จะส่งต่อไปยังผู้กำกับอีกหลายคน

ช่วงนั้นเองที่ตัวละครแต่ละตัวเริ่มมีพัฒนาการตามเส้นทางของตัวเอง เช่น พีรพลเรียนชั้นมัธยมจบแล้ว แต่เอนทรานซ์ไม่ติด ทศพลรวมกลุ่มกับเพื่อนเปิดบริษัทสถาปนิกของตัวเอง บ้านเก่าถูกเวนคืน และต้องย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียม แต่ประเด็นที่ถือว่าเป็นจุดหักเหสุด คือการที่เอกพลแต่งงานกับฟ้า เมื่อต้น พ.ศ. 2537 ซึ่งในมุมของผู้ผลิตอาจต้องการหาอะไรใหม่ๆ ผู้ชมจะได้ไม่รู้สึกเบื่อ แต่ในความคิดของบอยกลับมองว่า ทำให้โครงของเรื่องเปลี่ยนแปลงไป

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

“จริงๆ ผมจะรู้สึกว่าอย่าเพิ่งมูฟตัวละครมากมายนัก เพราะมันยังไม่ทันอิ่มตัวดีก็โดนเปลี่ยนไปแล้ว คือการแต่งงานทำให้ความแข็งแรงของการเป็นหนุ่มโสดหายไป มันกลายเป็นมีผู้หญิงเข้ามาอยู่ในบ้านแล้ว แต่เราก็ถือว่าโอเค เมื่อเปลี่ยนแล้วก็ดำเนินต่อไป”

แต่หลังเอกพลแต่งงานได้เพียงปีเศษ ความนิยมของละครเริ่มลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะออกอากาศมานาน และพอทำไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกไปต่อไม่ได้ กบ ทรงสิทธิ์ ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งโปรดิวเซอร์ จึงปรึกษาบอยว่าควรทำอย่างไรดี ซึ่งเขาเสนอว่า ต้องกลับคืนสู่จุดเริ่มต้น และทางเดียวที่จะทำได้ คือ ‘ฟ้าต้องตาย’

“พอบอกแบบนี้ ทีมงานเลยบอกว่าช่วยกลับมากำกับได้ไหม คือเรื่องใจร้ายไว้ใจถกลเกียรติได้เลย ก็เลยไปกำกับอยู่สี่ตอน ปรากฏว่าทอล์กออฟเดอะทาวน์มาก คนช็อก เพราะมันไม่มีที่มาที่ไป เป็นไปได้ไง อยู่ๆ ฟ้าตายเลย”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

หลังจากนั้น ทีมงานก็ย้าย 3 หนุ่ม กลับมาอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรอีกครั้ง พร้อมเปลี่ยนตัวละครบางตัว เช่น ป้าดา เสริมทัพด้วยตัวละครใหม่ๆ อย่างคุณวิและลุงเขต เพื่อนบ้านสุดป่วน ทำให้ซิตคอมเรื่องนี้อยู่ต่อไปได้อีก 2 – 3 ปี

กระทั่งในปีที่ 8 ทีมงานและนักแสดงก็เห็นตรงกันว่า อาจถึงเวลาสมควรแล้วที่จะยุติตำนานไว้เพียงเท่านี้

ในตอนสุดท้าย บอยถูกเชิญให้กลับมาช่วยกำกับอีกครั้ง โดยเนื้อหาหลักๆ คือพี่น้องแต่ละคนเติบโตขึ้น และถึงจุดที่ต้องเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง

เอกพล ถูกโปรโมตให้เป็นหัวหน้าสาขาธนาคารอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ส่วนทศพลหลังแต่งงานกับนัท แฟนสาวและย้ายไปตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกา ขณะที่พีรพลยังคงอยู่ที่เมืองไทยต่อไป โดยไม่มีพี่ชายคอยจ้ำจี้จ้ำไชอีกแล้ว

แม้ละครจะปิดฉากลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไปไหน คือความทรงจำอันงดงามที่เกิดขึ้นจากความผูกพันของ 3 ตัวละครพี่น้องนั่นเอง

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง
กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

05

3 หนุ่ม 3 มุม x2

ตลอด 22 ปีที่หายไปจากหน้าจอโทรทัศน์ มีกระแสเรียกร้องให้บอยนำซิตคอมเรื่องนี้กลับมาสร้างใหม่อยู่เสมอ แต่ที่ผ่านมาเขากลับรู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม

“จริงๆ มีคนสนใจ อยากเอา กบ-แท่ง-มอส ไปทำเป็นเหมือน เอก-ทศ-พี ยี่สิบปีต่อมาเหมือนกัน แต่ผมบอกไม่ได้ ผมหวง คือถ้าอยากให้ทั้งสามคนไปทำอะไรผมต้องรับรู้ อย่างตอนนั้น ละครเรื่อง เลือดข้นคนจาง เขาวางตัวพี่น้องมีทั้งกบ-แท่ง-มอส แต่ผมบอกไม่ได้ สามคนนี้ต้องเป็น เอก-ทศ-พี เท่านั้น สุดท้ายในเรื่องก็เลยเหลือแค่กบกับแท่ง”

กระทั่ง พ.ศ. 2563 บอยจึงตัดสินใจรื้อฟื้นตัวละครสุดคลาสสิกขึ้นมาอีกครั้ง ในชื่อ 3 หนุ่ม 3 มุม x2

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

จุดเริ่มต้นของไอเดียเกิดขึ้นระหว่างที่เขากำลังว่ายน้ำอยู่ แล้วก็นึกเล่นๆ ว่า หากตัวละคร 3 พี่น้องยังอยู่ ลูกๆ ของพวกเขาก็คงโตกันหมดแล้ว พอคิดไปเรื่อยก็เริ่มสนุก เพราะมีประเด็นให้ต่อยอดเต็มไปหมด และถ้าทำเป็นซิตคอมก็คงดี จึงมอบหมายให้ทีมงานช่วยกันพัฒนาบทต่อ โดยวางกรอบคร่าวๆ ให้แต่ละคนต่างเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวซึ่งต้องเลี้ยงดูลูกชาย 1 คน เพื่อให้คงความรู้สึกและเสน่ห์ดั้งเดิมของละครเอาไว้ให้มากที่สุด 

“ผมคุยกับคนเขียนว่า สิ่งที่สำคัญสุดคือคุณต้องซื่อสัตย์กับตัวละคร เพราะเขามีราก มีประวัติ มีคาแรกเตอร์ของเขามาแล้ว หากเจอสถานการณ์แบบนี้จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ถ้าไม่ซื่อสัตย์กับมัน นักแสดงก็เล่นไม่ได้ เพราะตัวละครมันใหญ่กว่าสิ่งที่เราคิด เราไปบังคับปากกาไม่ได้นะ เพราะบางทีตัวละครก็เป็นฝ่ายบังคับเรา

“อย่างตอนแรกที่ถ่ายทำ ผมขนลุกเลย พอตัดต่อเสร็จ ผมโทรหา กบ-แท่ง-มอส กบบอกว่าปกติก็เจอกันบ่อยๆ แต่วันนั้นที่ถ่ายทำ พอมองไปเขาเห็นเป็นทศพลกับพีรพล ไม่ได้เห็นเป็นแท่งกับมอส คือชีวิตจริงเขาเป็นน้องเล็กในบ้าน  แต่พอมาอยู่นี่เขาเป็นพี่ใหญ่ และพอเจอทศพลกับพีรพล เขารู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นพี่ใหญ่คอยดูแลมันสองคนอีกแล้ว”

ความแตกต่างของ 3 หนุ่ม 3 มุม x2 กับเวอร์ชันเก่า นอกจากตัวละครที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณแล้ว ยังมีเรื่องของช่องว่างระหว่างวัยแทรกเข้ามาด้วย ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องทัศนคติ วิธีการใช้ชีวิต ความสนใจ บุคลิกภาพ และการวางตัว

ขณะเดียวกัน ตัวละครแต่ละตัวก็จะมีปมปัญหาของตัวเอง เช่น เอกพลคิดว่าตัวเองมีดวงกินเมีย เพราะไม่ว่าจะแต่งงานกี่หน ภรรยาก็เสียชีวิตหมด พีรพลเก็บงำความลับเกี่ยวกับแม่ของอูโน่ หรือแม้แต่เฟิร์ส ลูกชายของทศพล ซึ่งตัดสินใจย้ายมาอยู่กับพ่อที่เมืองไทย ทั้งที่เติบโตในสหรัฐอเมริกามาตลอดชีวิต

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ด้วยแนวคิดเช่นนี้ บอยจึงเชื่อว่าผู้ชมรุ่นเก่าที่เป็นแฟนประจำของ 3 หนุ่ม 3 มุม รวมถึงคนรุ่นใหม่ซึ่งอาจเคยได้ยินแต่ชื่อมาก่อนแต่ไม่เคยรู้ว่าเป็นอย่างไร น่าจะเข้าถึงและสนุกกับละครเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

“แม้จะเป็นละครเรื่องที่สอง แต่สำหรับผมนี่คือจุดเริ่มต้นของอาชีพ เพราะใครจะคิดว่ากระดาษแผ่นเดียวที่เราเขียนขึ้นตอนอยู่เมืองนอก วันหนึ่งก็ได้ทำมันจริงๆ แถมยังประสบความสำเร็จด้วย พอวันนี้เราเอากลับมาทำใหม่ คนฮือฮากันเยอะมาก บางคนตกใจ ส่วนเราเองก็ตื่นเต้นไปด้วย แน่นอนว่าเราคาดเดาไม่ได้หรอกว่าเสียงตอบรับจะเป็นอย่างไร แต่เราก็คิดว่าเราเลือกในทางที่น่าจะลงตัวที่สุด สำหรับ 3 หนุ่ม 3 มุม ที่จะกลับมาใน พ.ศ. นี้”


ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

  • บทสัมภาษณ์คุณถกลเกียรติ วีรวรรณ วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
  • หนังสือ Boy Story 20 ปีแรก ในชีวิตการทำงานของบอย ถกลเกียรติ
  • สารนิพนธ์เรื่อง สามหนุ่มสามมุม ความสำเร็จหนึ่งของแกรมมี่ โดย สุทธิรัก ประเสริฐ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

“Hello everybody! We are T-Bone. Enjoy with us… and enjoy yourself, man!”

หากคุณเป็นแฟนเพลงของ T-Bone คงคุ้นเคยกับประโยคนี้เป็นอย่างดี เพราะเกือบทุกคอนเสิร์ต ‘แก๊ป’ นักร้องนำมักต้องเอ่ยข้อความนี้เพื่อทักทายผู้ชมเสมอ

ทันทีที่บทเพลงอย่าง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม, แรงดึงดูด, กอด, กลิ่น, โต๋ ล่ง ตง, One Love วันรัก หรือ มาลัยยอดรัก บรรเลงขึ้น ผู้ชมต่างร้องตามได้อย่างเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหนก็ตาม

และต่อให้ไม่เคยฟังมาก่อนก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะด้วยจังหวะดนตรีที่สนุกสนาน ทำให้ใครหลายคนออกท่าออกทางแบบไม่เกรงใจใคร จนอดสงสัยไม่ได้ว่า พวกเขามีพลังพิเศษอะไรถึงดึงดูดและกระตุ้นอารมณ์ผู้คนได้มากมายเช่นนี้

ไม่เพียงแค่นั้น T-Bone ยังโด่งดังไปไกลถึงระดับนานาชาติ ได้ร้องเพลงไทยในเวทีทั่วโลกมาแล้วมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ‘Glastonbury Festival’ เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ

หากแต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า คือการที่พวกเขาลงหลักปักฐานแนวเพลงเร็กเก้-สกา ขึ้นในเมืองไทย จนกลายเป็นต้นแบบให้ศิลปินรุ่นหลังหลายวงเดินตามจนถึงปัจจุบัน

และในวาระที่ T-Bone กำลังเข้าสู่ขวบปีที่ 30 ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือจังหวะดี ชักชวนสองพี่น้องแกนหลักของวง กอล์ฟ-นครินทร์ ธีระภินันท์ และ แก๊ป-เจษฎา ธีระภินันท์ มาร่วมพูดถึงเรื่องราวความฝัน ความคิด และความรักที่มีต่อวงการดนตรีที่ไม่เคยจางหายไปไหนเลย

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

01
ทางแยกที่เชื่อมต่อกัน

แม้จะเป็นพี่น้องที่คลานตามกันมา แต่ใครหลายคนมักพูดว่า ทั้งคู่แทบไม่มีอะไรคล้ายกันเลย

กอล์ฟและแก๊ปเกิดในครอบครัวตำรวจสันติบาล ตอนเด็ก ๆ ทั้งคู่อาศัยอยู่ที่ต่างจังหวัดตลอด ช่วงแรก ๆ ก็อยู่ที่สงขลา จากนั้นก็ย้ายมาอยู่ที่เพชรบุรี ก่อนจะเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเรียนต่อชั้นมัธยม

ความต่างที่ชัดเจนที่สุดของทั้งคู่ คงเป็นเรื่องความคิดและบุคลิกภาพ โดยเฉพาะแก๊ป ซึ่งค่อนข้างเป็นศิลปินสูงและคิดนอกกรอบอยู่ตลอดเวลา

“พี่กอล์ฟเขาเป็นคนเรียบร้อย ไม่ค่อยออกนอกลู่นอกทาง แต่ผมเป็นขบถ หนีออกจากบ้านตั้งแต่เด็กเลย” แก๊ปเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ

หากสิ่งหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกัน คือ ‘ความหลงใหลเรื่องดนตรี’

กอล์ฟเริ่มหัดเล่นดนตรีตั้งแต่ 10 ขวบ เพราะเห็นเพื่อนข้างบ้านที่สงขลาเดินถือกีตาร์ผ่านไปมาอยู่ตลอด พอเลิกเรียนก็ฟังเขาเล่น จนกลายเป็นความประทับใจ อยากมีกีตาร์เป็นของตัวเอง ซึ่งแม่ก็สนับสนุน ยอมซื้อมาให้หัดเล่น ต่อมาเมื่อเข้ากรุงเทพฯ ก็เริ่มตั้งวงดนตรีกับเพื่อน เล่นตามกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

ส่วนแก๊ปก็สนใจเพลงอยู่บ้าง แต่ยังไม่ถือว่าจริงจังเท่าใดนัก จนช่วงที่ย้ายมาเมืองหลวง มาอาศัยอยู่กับน้าสาว พอดีเธอเพิ่งกลับมาจากสหรัฐอเมริกา จึงขนแผ่นเสียงดี ๆ ติดมาด้วย ทั้ง Queen, Stevie Wonder และ The Beatles แก๊ปจึงถือโอกาสลองหยิบมาเปิดฟังดูแล้วติดใจเรื่อยมา

ยิ่งเติบโตขึ้น โลกการฟังเพลงของสองพี่น้องก็ยิ่งเปิดกว้าง พวกเขาเป็นแฟนตัวยงของรายการวิทยุ อย่าง จิ๊กโก๋ยามบ่าย และ ไนท์สปอต รวมทั้งเป็นลูกค้าขาประจำของเทปก๊อปปี้ยี่ห้อดัง ‘พีค็อก’

“เราซื้อตั้งแต่สมัยเป็นรถกระบะจอดที่คลองถม ไปขนกัน เพราะสมัยก่อน หากอัลบั้มไหนไม่ได้รับความนิยมพอ ก็จะไม่ปั๊มเทปขายในเมืองไทย อย่าง Pink Floyd กว่าจะได้ฟังกัน เขาออกกันมาเกือบ 10 ปีแล้ว” แก๊ปเท้าความ

“เราซื้อตั้งแต่ม้วนละไม่กี่สิบบาท จนขยับเป็น 20 แล้วถ้าซื้อ 4 ม้วนแถมม้วนหนึ่ง” กอล์ฟว่าตาม

“เหมือนเขามีแผ่นเสียงเยอะเลยทำออกมา แล้วเขากล้าผลิตงานที่คนอื่นไม่กล้า อย่างเร็กเก้ ผมก็รู้จักจากเทป ม้วนแรกคือ The Police หรืออย่าง Bob Marley น้องสาวผมซื้ออัลบั้ม Babylon by Bus มาแล้วไม่ชอบ แต่คิดว่าพี่แก๊ปน่าจะชอบก็เลยเอามาให้” แก๊ปเล่าจุดเริ่มต้นของเขากับเพลงสไตล์จาเมกา

หลังเรียนจบชั้นมัธยมต้น สองพี่น้องก็ตัดสินใจมุ่งหน้าสู่วิทยาลัยช่างศิลป โดยได้แรงบันดาลใจมาจากน้าสาวคนเดิม ซึ่งกอล์ฟสอบอยู่ 2 ครั้งถึงเข้าได้ ส่วนแก๊ปใช้เวลาถึง 4 ปีจึงสอบติด

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

ระหว่างนั้น แก๊ปตัดสินใจออกจากบ้าน ไปอยู่กับเพื่อนแถวสลัมย่านกิ่งเพชรบ้าง บุคคโลบ้าง หาเช้ากินค่ำ เคยใช้ชีวิตด้วยการซื้อขนมปังมาทาสังขยาขาย แถมยังเคยอยู่ใกล้ชิดกับยาเสพติดอีกต่างหาก แต่โชคดีที่รอดพ้นมาได้ เพราะเพื่อนที่เสพชี้หน้าบอกว่า ‘ห้ามแตะต้องโดยเด็ดขาด’ ก่อนที่สุดท้ายจะหวนกลับมาเรียนในสถาบันตามที่ตั้งใจไว้

ชีวิตที่วิทยาลัยช่างศิลป ถือเป็นจุดเปลี่ยนของสองพี่น้องเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะคนพี่ ซึ่งพบว่าความหมายที่แท้จริงของศิลปะนั้นลึกซึ้งและกว้างไกล และศิลปะแขนงที่ดึงดูดเขาได้มากกว่าก็คือ ‘ดนตรี’

“ตอนที่เลือกมาทางดนตรี เพื่อนหลายคนก็ตกใจ เพราะศิลปะเราก็ไปได้ดี แต่ผมรู้สึกว่าทำทั้ง 2 อย่างพร้อมกันไม่ได้ อีกอย่างคือผมโชคดีที่มีครูประจำชั้นที่ดี นั่นคือ อาจารย์มณเฑียร บุญมา แกเป็นศิลปินหัวก้าวหน้ามาก เอาความเป็นไทย เอาอะไรหลายอย่างที่ไม่น่าเป็นไปได้เข้ามาอยู่ในงาน แต่ที่สำคัญที่สุดคือแกทำให้รู้ว่า เรามีตัวเลือก มีวิธีแสดงผลงานที่หลากหลายมาก”

ช่วงนั้นกอล์ฟเริ่มเรียนดนตรีแจ๊สจริงจังกับปรมาจารย์หลายคน ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์สำราญ ทองตัน หรือ อาจารย์ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ ขณะเดียวกันก็รวมตัวกับเพื่อนอย่าง เมย์-ภควัฒน์ ไววิทยะ และ เก๋-จิโรจ วรากุลนุเคราะห์ ตั้งวงดนตรีเล่นภายในวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะเล่นเพลงบลูส์และแจ๊ส ขณะที่ฝั่งน้องชายก็มีวงของตัวเองต่างหาก โดยมีมือกลองคนเดียวกันคือ หนุ่ม-พิรศุษม์ พัฒนะจินดารักษ์ เนื่องจากตอนนั้นทั้งวิทยาลัยมีแค่หนุ่มคนเดียวที่มุ่งมั่นทางสายนี้ จึงรับเหมาตีให้หมดทุกวง

หลังเรียนจบ กอล์ฟมุ่งสายดนตรีเต็มตัว โดยไปร่วมเล่นกับนักดนตรีรุ่นใหญ่ แต่ปัญหาคือ ภาพลักษณ์ที่ดูเรียบร้อยเกินไป เหมือนข้าราชการเล่นดนตรี แถมบางคนก็บอกว่าเขาเล่นดนตรีไม่รู้เรื่อง ไม่นานก็ต้องออกจากวง แต่กอล์ฟก็ไม่ท้อเพราะอยากได้ประสบการณ์ และเข้าใจดีว่าพื้นฐานความชอบของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่จำเป็นที่มือกีตาร์ทุกคนต้องเล่นเหมือนกัน กระทั่งตอนหลังจึงมาตั้งวงของตัวเอง เล่นในเกสต์เฮาส์ของเพื่อนที่ซอยงามดูพลี ด้านหลังโรงแรมมาเลเซีย

ขณะที่แก๊ปก็มีเส้นทางที่ฉีกไปอีกแนว โดยหลังเข้าวิทยาลัยช่างศิลปไปได้พักหนึ่ง เขาก็พบว่าการศึกษาในระบบไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตเท่าใดนัก ด้วยคิดว่าศิลปะอยู่ในหัวใจ ต่อให้ไม่เรียนก็ทำงานได้ รวมทั้งตอนนั้นแก๊ปได้รับโอกาสจากผู้คนในแวดวงแฟชั่นให้มาช่วยออกแบบเสื้อผ้า เพราะฉะนั้น พอใกล้จะเรียนจบ เขาจึงตัดสินใจเดินไปหาอาจารย์เพื่อขอลาออก

“ตอนนั้นเหลืออีกเดือนเดียวก็จะจบแล้ว ผมก็ไปบอก อาจารย์เกริกบุระ ยมนาค ซึ่งเป็นคนเขียนภาพประกอบลงนิตยสาร ดิฉัน ว่า ผมไม่เรียนแล้ว แกก็มองหน้าแล้วบอกว่า อีกเดือนเดียวเองนะ ผมก็บอกว่า ไม่รอแล้ว จะทำงานเลย แกก็บอกว่า เออ…ไปเลย มึงไปแล้วได้ดีแน่”

จากนั้นแก๊ปทำงานประจำเป็นดีไซเนอร์ รวมถึงเริ่มต้นแบรนด์กางเกงยีนส์ของตัวเองในชื่อ ‘T-Bone’ ซึ่งได้ไอเดียมาจากชื่อของนักดนตรีเพลงบลูส์ชื่อ T-Bone Walker

ท่ามกลางเส้นทางการเติบโตที่แตกต่างกัน ไม่น่าเชื่อว่า วันหนึ่งชีวิตของทั้งคู่จะกลับมาบรรจบกัน พร้อมกับวงดนตรีใหม่ที่กอล์ฟขอยืมชื่อมาจากผลิตภัณฑ์ของน้องชายนั่นเอง

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

02
เส้นทางสู่จังหวะเร็กเก้

วงดนตรีเพลงบลูส์ของกอล์ฟที่ซอยงามดูพลีนั้นค่อนข้างประสบความสำเร็จ ฝรั่งที่มาพักในเกสต์เฮาส์ต่างชื่นชอบ เป็นเครื่องยืนยันว่า เขาร่วมเล่นดนตรีกับคนอื่นได้ โดยระหว่างนั้นมีเพื่อนฝูงมาร่วมแจมอยู่ตลอด รวมถึง แก๊ป น้องชาย ซึ่งมาร่วมร้องแบบสนุก ๆ

“มันเหมือนเรามาถูกทางแล้ว เพราะเวลาเราเล่นกับคนอื่น ข้อดีคือเราได้แชร์ความรู้สึกร่วมกัน แต่ขณะเดียวกันก็ยังได้ขัดเกลาตัวเองด้วย ยิ่งเราทำเยอะ ก็ยิ่งเห็นทิศทางชัดเจนขึ้น อย่างเรื่องหนึ่งที่ผมเช็กได้เลยคือ เวลาเราเล่นกับใคร หากเป้าหมายของเขาเป็นเรื่องทำมาหากินมากกว่าความสุขจากการกระทำ ผลจากการรวมกันจะต่างกัน อย่างเช่นวงเด็ก ๆ ที่เป็นเพื่อนกัน สังเกตดู เขาจะมีพลังมาก ต่อให้เล่นไม่ดีก็ตาม ซึ่งประสบการณ์นี้ ทำให้เราได้เรียนรู้วิธีการจัดการ วิธีการเลือกบุคคลที่จะมาเล่นด้วย” กอล์ฟฉายภาพ

หลังจากนั้น กอล์ฟก็เริ่มนำวงไปออดิชันเล่นตามร้านต่าง ๆ เช่น Round Midnight Pub ตรงซอยหลังสวน และ Bluemoon แถวเกษรพลาซ่า ปรากฏว่าได้รับคัดเลือก และเมื่อทางร้านถามถึงชื่อวง กอล์ฟก็นึกถึงชื่อ T-Bone เลยตั้งเป็นชื่อขัดตาทัพไปก่อน

พอตอนหลัง แก๊ปก็เริ่มมาร่วมสนุกกับ T-Bone บ่อยขึ้น ผู้ชมเองต่างชื่นชอบสไตล์การร้องของเขา จนในที่สุดแก๊ปก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ และมาเป็นนักร้องนำเต็มตัว

“ไม่เคยคิดว่าจะเป็นนักดนตรีเลย ตอนนั้นผมรู้สึกเบื่อกลางวัน เบื่อรถติด ตอนกลางคืนโคตรสบาย แต่ก่อนรถไม่เยอะขนาดนี้ ไปไหนก็สะดวก นั่งรถเมล์ผ่านโรงหนัง ดูเสร็จก็มาทำงาน ซ้อม กลับบ้าน ตื่นบ่าย เป็นอีกชีวิตหนึ่ง ไม่วุ่นวายกับใคร” แก๊ปย้อนความทรงจำ

การมีแก๊ปเป็นนักร้องนำส่งผลให้แนวทางของ T-Bone เปลี่ยนไปพอสมควร พวกเขาเริ่มนำเพลงเร็กเก้ อย่างผลงานของ Bob Marley มาเล่นมากขึ้น เพราะแก๊ปสนใจเพลงสไตล์นี้

“เหตุผลที่สนใจเร็กเก้คงมาจากวิถีชีวิต เพราะการเดินทางท่องเที่ยว แสวงหา เจอผู้คน แล้วแต่ก่อนเราไม่ได้มีเพลงดี ๆ ฟัง นอกจากฝรั่งที่มาเที่ยว เขารู้ว่าเราชอบ เขาก็ให้เทปก่อนจะไป หรือทรงผมเดรดล็อกส์ มันก็มาเองโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ไปถัก มันเป็นของมันเอง บอกไม่ได้ แต่ไม่พยายามที่จะเป็น”

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย
30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

แม้ตอนนั้นทั้งวงจะมีแค่สองพี่น้องเท่านั้นที่ฟังเพลงเร็กเก้ แต่ข้อดีของการนําดนตรีสไตล์นี้มาเสริมก็คือ ทำให้วงเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ได้ไปเล่นตามร้านดัง ๆ อาทิ Saxophone Pub & Restaurant, Blue Jeans มีแฟนเพลงประจำคอยติดตามอยู่เสมอ

ช่วงนั้นเองที่กอล์ฟเริ่มอยากเข้าใจถึงรากเหง้าของสิ่งที่ทำมากขึ้น จึงลัดฟ้าไปเรียนต่อด้านดนตรีที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 2 ปี โดยปล่อยหน้าที่ดูแลวงให้เป็นของน้องชาย

และเมื่อ พ.ศ. 2535 ก็มีจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เข้ามาหาพวกเขา เมื่อแก๊ปพบกับ จิก-ประภาส ชลศรานนท์ นักแต่งเพลงชื่อดังของยุค

เวลานั้นจิกเพิ่งลาออกจากค่าย KITA Records เพื่อมาเปิดสังกัดของตัวเอง MUSER Music & Service โดยสิ่งหนึ่งที่ค่ายน้องใหม่มองหาคือ ศิลปินที่แปลกแหวกแนวจากท้องตลาด เช่น ก่อนหน้านี้ค่ายได้นำนักโฆษณาหญิง แหม่ม-สุรัสวดี เชื้อชาติ มาร้องเพลงบลูส์ ในชื่อ Mama Blues หรือนำดีเจและรีมิกเซอร์หนุ่มจาก Smile Radio สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ มาทำโปรเจกต์ที่ชื่อ Z-MYX

T-Bone ก็เป็นหนึ่งในวงดนตรีที่จิกเล็งไว้ เพราะยุคนั้นทั้งวงการไม่มีใครที่เล่นเพลงสไตล์นี้เลย เขาจึงชักชวนนักแต่งเพลงรุ่นน้อง ตู๋-ปิติ ลิ้มเจริญ มาดู T-Bone เล่นที่ Saxophone Pub & Restaurant

พอเล่นเสร็จ ตู๋ก็เดินเข้ามาหาแก๊ปแล้วบอกว่า “จิกอยากคุยด้วย”

“พี่จิกถามว่าทำเพลงไทยไหม ชอบมากเลย คือตอนนั้นเราเล่นแต่เพลงฝรั่ง ไม่เล่นเพลงไทย เพราะร้านไม่ให้เล่น ก็คิดอยู่พักหนึ่งว่าจะเอายังไงดี ก่อนจะตอบตกลงไป”

หากแต่การทำเพลงในสมัยนั้นไม่เหมือนสมัยนี้ เพราะกระบวนการผลิตทั้งหมด ค่ายจะเป็นผู้ดำเนินการเอง ตั้งแต่เนื้อร้อง ทำนอง เรียบเรียง ศิลปินแทบไม่ได้มีส่วนร่วมสักเท่าใดนัก อย่างในชุดแรก แก๊ปได้แต่งเองแค่เพลงเดียวคือ จากป่าแด่สืบ

หรือก่อนปรากฏตัวต่อสาธารณชน ก็ควรมีอะไรที่ดึงดูดสายตาผู้ชมได้ โดยเริ่มแรก T-Bone มีสมาชิกอยู่ 5 คน คือ แก๊ป นักร้องนำ, กอล์ฟ มือกีตาร์, หนุ่ม เพื่อนจากวิทยาลัยช่างศิลป ซึ่งเปลี่ยนจากกลองมาเล่นเพอร์คัชชัน, เจี๊ยบ-กนกศักดิ์ อิ่มสำอางค์ มือเบส และ ป๋อง-สมโภชน์ ชื่นศิริ มือกลอง ต่อมาทางค่ายจึงแนะนำ เปิ้ล-ธรรมนูญ ทัศโน มือกราฟิกหนุ่มหล่อให้มาร่วมวงอีกคนในตำแหน่งเพอร์คัชชัน

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

“เปิ้ลเป็นคนดู T-Bone มาก่อน พอพี่เขาแนะนำว่าอยากให้มาอยู่ด้วย เราก็ อ้าว มึงเองเหรอ ซึ่งจริง ๆ แล้ว เปิ้ลเล่นดนตรี ร้องเพลงไม่ค่อยได้ เราก็ต้องมาช่วยกันฝึก แต่ข้อดีคือเขาเป็นคนน่ารัก นิสัยโอเค ก็เลยอยู่ด้วยกันได้” แก๊ปเล่าถึงอดีตสมาชิกวง

อัลบั้ม จังหวะนี้ใจดีเข้ากระดูกดำ วางแผงเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 นับเป็นครั้งแรกของวงการเพลงไทยที่ขายความเป็นเร็กเก้อย่างจริงจัง โดยมีเพลงเด่น อาทิ สมาคมเชื้อโรคแห่งประเทศไทย, คนหน้าลิง และ เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ซึ่งเพลงหลังนี้ ค่ายมอบหมายให้เปิ้ลเป็นคนร้อง

หากแต่ในมุมมองของกอล์ฟและแก๊ป ความเข้มข้นของเร็กเก้ในเพลงอัลบั้มนี้ถือว่าเจือจางมาก ไปได้ไม่สุดทางเมื่อเทียบกับช่วงที่เล่นในผับ แถมเวลานั้นยังต้องทำเรื่องที่ไม่อยากทำหลายเรื่อง เช่น ออกสื่อเยอะ ๆ หรือไปร่วมเล่นรายการเกมโชว์

แต่ทั้งคู่ก็เข้าใจดีว่า นี่คือสูตรสำเร็จของอุตสาหกรรมเพลงในยุคเกือบ 30 ปีก่อน ซึ่งผลที่ได้รับก็ถือว่าตามเป้าหมาย เพราะยอดขายเทปชุดนั้นสูงถึง 300,000 ม้วน และยังส่งผลให้ T-Bone กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศจนถึงวันนี้

ด้วยความรู้สึกที่ว่า ไม่มีใครเข้าใจงานเพลงของพวกเขาเท่ากับตัวเอง กลายเป็นแรงผลักดันให้ T-Bone พยายามมุ่งมั่นพัฒนาฝีมือ หาลายเซ็นที่ชัดเจนขึ้น

ผลงานชุดที่ 2 อัลบั้ม คุณนาย…สะอาด เมื่อ พ.ศ. 2537 T-Bone ย้ายมาอยู่ในสังกัด Warner Music Thailand หลังจากจิกเลิกบริษัทและขายกิจการให้ค่ายเพลงอินเตอร์ โดยมีสมาชิกใหม่อีก 2 คน คือ สาม-สุภัค ใจเพ็ชร มือคีย์บอร์ด รวมถึงเร็กเก้เด็กนามว่า ออลันโด้ มาร่วมร้องและบรรเลง ซึ่งความจริง ออลันโด้ปรากฏตัวมาตั้งแต่มิวสิกวิดีโอในอัลบั้มแรกแล้ว

ในชุดนี้วงมีโอกาสร่วมสร้างสรรค์งานมากขึ้น ทั้งการเขียนเนื้อร้องและทำนอง การเรียบเรียง รวมถึงการบันทึกเสียงแบบเล่นสดในห้องอัด เพื่อให้ได้อารมณ์และความรู้สึกร่วมกับบทเพลงมากที่สุด

แต่ถึงอย่างนั้น ระหว่างทางก็ยังมีเรื่องการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก เช่น ค่ายกำหนดกรอบมาให้ว่าเนื้อเพลงควรเป็นอย่างไร ซึ่งบางเพลงพวกเขาก็รู้สึกว่าโตกว่าวัยไปมาก อัลบั้มนี้จึงเป็นเสมือนการทดลองที่ยังไม่ลงตัวเท่าที่ควร แถมยอดขายก็น้อยกว่าชุดแรกอย่างเห็นได้ชัด

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

พอปลายปีเดียวกัน T-Bone ก็ออกผลงานชุดที่ 3 อัลบั้มเล็กชิ้นสด พร้อมปรับเปลี่ยนสมาชิกบางส่วน โดยออลันโด้และมือเบสกับมือกลองได้ขอลาออกไป กอล์ฟกับแก๊ปจึงชักชวนสองพี่น้องตระกูลปานพุ่ม ซาร์-วิบูลย์ กับ เล็ก-อริญชย์ ซึ่งคุ้นเคยกันตั้งแต่สมัยเล่นในผับมาร่วมงานด้วย

อัลบั้มนี้ T-Bone เริ่มกลับมามีเพลงดังอีกครั้ง อาทิ แรงดึงดูด ซึ่งถูกนำไปใช้ประกอบโฆษณาขนมยี่ห้อหนึ่ง หรือ โต๋ ล่ง ตง ซึ่งแก๊ปได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงพื้นบ้านที่ชื่อ แมงตับเต่า

แต่ในมุมกลับกัน พวกเขารู้สึกเบื่อหน่ายกับระบบค่ายใหญ่ที่ไม่ให้อิสระในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างเต็มที่ แก๊ปจึงไปช่วยเพื่อนทำค่ายเพลงที่ชื่อ Eastern Sky Records ที่ผลิตผลงานอย่างวงเหมี่ยวเอ๋อ และ Paradox อัลบั้ม Lunatic Planet

ทว่าระหว่างที่สมาชิกวงกำลังตัดสินใจกันว่าจะเดินต่อทางไหนดี เช้าวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2539 ก็เกิดข่าวใหญ่ขึ้นกับพวกเขา เพราะหลังเสร็จคอนเสิร์ตที่เพชรบูรณ์ ‘เปิ้ล มือเพอร์คัชชัน’ ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต T-Bone จึงถือโอกาสหยุดพักสักระยะ เพื่อรอเวลาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

03
สู่ตัวตนที่ชัดเจน

“…กอดกันหน่อยได้ไหม ให้ฉันได้ชื่นใจสักที…”

คงไม่ผิดหากจะบอกว่า อัลบั้มกอด เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2540 คือผลงานที่เป็นหลักไมล์สำคัญสะท้อนตัวตนและลายเซ็นของ T-Bone อย่างชัดเจน โดยอัลบั้มนี้ พวกเขาย้ายสังกัดมาอยู่ที่ Sony Music Entertainment (Thailand) เนื่องจากทั้งกอล์ฟและแก๊ปเริ่มทำงานประจำที่นี่ในฐานะคนเบื้องหลัง

สิ่งที่แตกต่างของอัลบั้มกอด เมื่อเทียบกับ 3 อัลบั้มก่อนคือ พวกเขาคิดและสร้างงานตามแนวทางที่อยากทำได้เต็มที่ อย่างโจทย์หนึ่งที่ทั้งกอล์ฟและแก๊ปรู้สึกมาตลอดคือ เพลงของ T-Bone เหมือนไม่มีพวก เวลาเปิดตามสถานีวิทยุก็หาเพลงเล่นต่อยาก หรือเวลาไปแสดงคอนเสิร์ตก็มักรู้สึกว่า เพลงสไตล์เร็กเก้ดึงอารมณ์คนได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงน่าจะเสริมด้วยเพลงสกา เพราะสกาคือต้นรากของเร็กเก้อีกที แต่มีจังหวะเร็วกว่าและใช้เครื่องเป่าเข้ามาช่วย ผู้ฟังน่าจะสนุกและอยากลุกขึ้นมาเต้นมากขึ้น

อีกอย่างคือช่วงนั้น Sony Music Entertainment (Thailand) กำลังจะเชิญวง Tokyo Ska Paradise Orchestra มาเปิดคอนเสิร์ตร่วมกับ T-Bone ที่ MBK Hall พวกเขาจึงต้องเร่งมือทำอัลบั้มนี้ให้ทัน ก่อนที่วงจากญี่ปุ่นจะมาถึงประเทศไทย

โดยภาคดนตรี T-Bone ได้เสริมความแข็งแกร่งของวง โดยชวน ปาเดย์ภาวัช ศิวะนันท์ อดีตสมาชิกวง Sepia มาเล่นแทนมือเบสคนเดิมที่ย้ายไปอยู่ฝรั่งเศส รวมถึงเรียบเรียงไลน์เครื่องเป่าเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้รับผิดชอบส่วนนี้ก็คือ โก้-เศกพล อุ่นสำราญ มือแซ็กโซโฟนจากวง Boy Thai และสุดท้ายคือเพิ่มเสียงประสานของนักร้องหญิง ทำให้อารมณ์ของอัลบั้มนี้ฉีกแนวไปจากเดิมมาก

ส่วนเรื่องเนื้อเพลง หลายเพลงก็เพิ่งเริ่มต้นขึ้นระหว่างเริ่มบันทึกเสียงนั่นเอง

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

“บางครั้งก็นั่งนึกเอาเลย หรือบางทีก็มาจากคำเพราะ ๆ ที่จดไว้ คือไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวหรอก เช่น ดูข่าวแล้วรู้สึกว่าคำนี้เจ๋งดี ก็เอามาสร้างเป็นเรื่อง อีกอย่างคือผมจะไม่อ่านหนังสือก่อนเขียนเพลง เพราะเคยเห็นคนลอกงานจากหนังสือ นิยาย กวี หรือแปลงเพลงฝรั่ง ซึ่งผมไม่ทำ สิ่งที่ผมเขียนมักจะเกิดขึ้นในชั่วขณะนั้นมากกว่า เช่น มีอะไรกดดันถึงเขียนออกมาได้” แก๊ปอธิบาย

“อย่างเพลง กอด ทำเร็วมาก ผมทำเมโลดี้เสร็จประมาณ 10 นาที เพราะเราต้องเล่นกับ Tokyo Ska Paradise เลยคิดว่าควรมีเพลงอะไรที่เป็นไทย ๆ บ้าง ซึ่งตอนที่คิดยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ แก๊ปมาทำให้สมบูรณ์ขึ้น แล้วก็เขียนคำร้อง ซึ่งลงตัว ณ เวลานั้นมาก เพลงนอกจากนั้นก็คิดที่ห้องอัดหมดเลย ทั้ง คำถาม และ ภาพลวงตา ข้อดีอย่างหนึ่งของอัลบั้มนี้คือทำให้เราแข็งแรงขึ้น เพราะหลังจากอัลบั้มชุดนี้ เรารู้สึกว่าเพลงดีหมดเลย” กอล์ฟเท้าความ

กอดถือเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จที่สุดของ T-Bone ทั้งในแง่ยอดขายและคุณภาพของผลงาน มีเพลงดังหลายเพลง อาทิ กอด, กลิ่น, ดาวตก (เพ้อ), คิดถึงลมหนาว และ ทะเลและเวลา รวมทั้งยังได้มีโอกาสไปแสดงที่ญี่ปุ่น

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การที่พวกเขาทลายกรอบความเชื่อเดิม ๆ ด้วยการนำเพลงภาษาไทยไปแสดงต่อหน้าชาวต่างชาติ และยังดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้

“ผมเลิกร้องเพลงฝรั่งนานแล้ว เพราะว่าเนื้อเพลงไม่ใช่เรื่องของเรา บางคนถามว่า พี่แก๊ปเมื่อไหร่จะร้อง Bob Marley สักที ผมก็ตอบไปว่า ร้องทำไม เขาพูดถึงเรื่องของเขา อย่างมีฝรั่งมาดู คุณพูดเรื่องอะไร ไปพูดจาเมกาทำไม แค่นี้เขาก็รู้แล้วเราก๊อปปี้เขา แต่สิ่งที่ผมเป็นมันก็แค่ทรงผม แล้วเขาถามผมว่าเป็นไลฟ์สไตล์เหรอ ไม่ใช่…กูแค่แต่งเดรดล็อกส์” แก๊ปกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

สนทนากับ ‘กอล์ฟ-แก๊ป’ สองพี่น้อง T-Bone เร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย ที่ยังสนุกกับการสร้างสรรค์เพลงร่วมสมัยตลอดเวลา
30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

หลังโปรเจกต์กอดผ่านไปได้ด้วยดี พวกเขาก็มีงานใหม่ตามมาทันที เป็นมินิอัลบั้มชื่อ เบาหวาน โดยนำเพลงจากอัลบั้มกอด มาทำใหม่ในรูปแบบอะคูสติก อย่างไรก็ตาม ทั้งกอล์ฟและแก๊ปเริ่มรู้สึกอึดอัดกับระบบและการจัดการบางอย่างของบริษัท จึงตัดสินใจขอลาออก และรวบรวมสมัครพรรคพวกมาร่วมกันสร้างสรรค์งานเพลงตามแบบฉบับของตัวเอง

Hualampong Riddim ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2542 โดยมี 2 กำลังหลักคือ กอล์ฟ กับ โหน่ง-วิชญ วัฒนศัพท์ อดีตสมาชิกวงละอองฟอง ซึ่งเข้ามาเป็นมือคีย์บอร์ดคนใหม่ของ T-Bone

จุดเด่นของค่ายเพลงเล็ก ๆ นี้ คือการบันทึกเสียงสด ซึ่งแม้จะมีข้อผิดพลาดหรือไม่สมบูรณ์ แต่ก็เต็มไปด้วยพลังและความเป็นตัวตน โดยงานที่ออกมาก็มีตั้งแต่สายเร็กเก้-สกา อย่าง Skalaxy หรือ ส้ม-อมรา ศิริพงษ์ ศิลปินสกาหญิงคนแรกของเมืองไทย สายเพลงป๊อปอย่าง About Pop หรือเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง The Photo Sticker Machine

“โหน่งเป็นคนที่เก่งมาก เขามีซาวนด์ที่เป็นของเขา ซึ่งสิ่งที่เขามีนั้น ผมไม่มี ส่วนที่ผมมี เขาก็ไม่มี มันเลยเกิดการผสมผสานกัน เป็นซาวนด์อีกแบบ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ค่ายนี้เป็นเหมือนอีกจุดเปลี่ยนหนึ่งของดนตรีไทย ซึ่งช่วยให้วงการดนตรีพัฒนาขึ้น” กอล์ฟย้อนถึงตำนานค่ายเพลงในยุคอินดี้เฟื่องฟู

เช่นเดียวกับแก๊ป ซึ่งเริ่มหันมาบุกเบิกเพลงอีกแนวที่เรียกว่า ‘ดั๊บ’ (Dub) ในนามของ Ga-Pi

เพลงดั๊บมีรากฐานมาจากเร็กเก้อีกที โดยเสน่ห์ของดนตรีประเภทนี้เกิดจากขั้นตอนการมิกซ์เพลง โดยใช้เอฟเฟกต์เพื่อเพิ่มความน่าสนใจเข้าไป ทำให้เกิดเสียงที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ โดยผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมเสียงจะมีอุปกรณ์มิกเซอร์ เป็นสื่อกลางในการนำเสนอ ซึ่งนอกจากผลงานของตัวเองแล้ว แก๊ปยังอยู่เบื้องหลังวงดนตรีรุ่นน้องหลายวง เช่น Srirajah Rockers

“ผมสนใจดั๊บเนื่องจากต้องเรียนรู้เรื่องการมิกซ์เร็กเก้เอง เพราะในประเทศนี้ไม่มีใครทำให้ผมได้ แต่ผมทำแนวอื่นไม่เป็นนะ เก่งแต่แนวนี้ ผมจะสร้างตัวเองให้เป็น Dub Master เพื่อจะได้เป็นแนวทางและมาตรฐานต่อไป เหมือนเวลาเราอยากได้ซาวนด์แบบนี้ คุณก็ต้องไปหาโปรดิวเซอร์คนนี้ ไม่ใช่ใครก็ได้ เพราะผมเชื่อว่าโปรดิวเซอร์คนหนึ่งอาจจะทำเพลงได้ทุกแนว แต่ไม่มีใครเก่งทุกแนว” แก๊ปอธิบาย

แต่ถึงจะมีภารกิจอื่นให้ทำมากมาย ทั้งคู่ก็ไม่เคยทิ้ง T-Bone โดยยังคงเดินสายเล่นสดตามผับบาร์ต่าง ๆ อยู่ตลอด รวมถึงหาทางพัฒนาผลงานให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น

หนึ่งในนั้นคือการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงาน นอกจากโหน่งแล้วก็ยังมี เป้-ณัฐพล เฟื่องอักษร มือแซ็กโซโฟน ต่อมาเมื่อเป้ลาออก ก็ได้ อ้น-พิสุทธิ์ ประทีปะเสน มาแทน เช่นเดียวกับมือเบส หลังปาเดย์ย้ายไปร่วมงานกับวงฟองน้ำ แก๊ปก็ชวน นอ-นรเทพ มาแสง มือเบสวง Pause มารับหน้าที่แทน แล้วยังมี ปุ๊ก-ธนบูรณ์ เทพบุตร มาเล่นเทิร์นเทเบิล

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

ในยุคของ Hualampong Riddim เป็นช่วงที่ T-Bone เคลื่อนไหวค่อนข้างมาก ตั้งแต่อัลบั้ม Live ซึ่งบันทึกเสียงจากคอนเสิร์ตที่ร้าน Sidewalk Cafe ถนนข้าวสาร ด้วยความตั้งใจที่อยากให้ผู้ฟังได้เห็นดนตรีของวงในยุคปัจจุบัน คอนเสิร์ต FaT Live ครั้งที่ 2 มนต์รักเพลงสกา ณ อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก และอัลบั้มเต็มชุดที่ 5 Enjoy Yourself รวมถึงยังมีผลงานร่วมกับศิลปินสาว Palmy อีกด้วย ทำให้แนวเพลงแบบ T-Bone เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

หากแต่บุคคลที่ทั้งคู่ยกให้เป็นผู้มีส่วนในการผลักดันวงมากที่สุด ก็คือ เต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม

“เต็ดให้โอกาสเราเยอะมากเลย ทำให้เราได้เข้าไปอยู่ในซีนต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยเขาทำวิทยุ Hotwave ทำ FaT Radio จัดคอนเสิร์ตใหญ่ให้ แม้งานดนตรีดั๊บครั้งแรกของประเทศ ก็เกิดขึ้นในงาน Big Mountain Music Festival ซึ่งถ้าเต็ดไม่สนับสนุนตั้งแต่วันนั้น ไม่มีทางที่จะเกิดเวทีเร็กเก้ที่เป็นตัวของตัวเองได้ เหมือนตอนนี้เรามีฮิปฮอปไทยที่แข็งแรง เราก็มีเร็กเก้ไทยที่แข็งแรงเช่นกัน” แก๊ปเล่าให้ฟัง

“อย่างตอนพวกผมไปเทศกาลดนตรีที่อังกฤษ 2 ครั้ง เขาก็ไปกับเราด้วย ผมว่าเขามีวิสัยทัศน์ที่มองเห็นอะไรเหล่านี้ ที่สำคัญที่สุดคือ เขาเป็นนักฟังเพลง ซึ่งตรงนี้คือสุดยอดเลย” กอล์ฟช่วยเสริม

และนอกจากการเป็นต้นแบบในประเทศแล้ว ในช่วงนี้เองที่ T-Bone กลายเป็นวงดนตรีที่มีชื่อเสียงไปไกลถึงเมืองนอก โดยมีโอกาสได้ไปแสดงตามเทศกาลต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ Glastonbury Festival เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548

จุดเริ่มต้นมาจากการที่ T-Bone มักได้รับเชิญให้ไปแสดงตามเกาะต่าง ๆ และช่วงคืนคริสต์มาส พ.ศ. 2547 ก่อนเกิดเหตุการณ์สึนามิ พวกเขาไปเล่นดนตรีอยู่ที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พอดีในงานนั้นมีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งทำงานอยู่ที่ BBC อยากระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย จึงเสนอไปยังสถานีขอจัดกิจกรรมแล้วนำ T-Bone มาร่วมเล่นด้วย ซึ่งสไตล์การเล่นของวงก็ไปเข้าตาผู้จัดเทศกาลดนตรีพอดี จึงเชิญให้มาร่วมแสดงด้วย นับเป็นวงไทยวงแรกที่ได้รับโอกาสใหญ่เช่นนี้

“มันเหมือนชิงโชคเลยนะ ลองนึกภาพเวลาที่ดนตรีมีคนประมาณแสนกว่าคนอยู่ในที่เดียวกัน มีเวทีตั้งไม่รู้กี่สิบเวที” กอล์ฟเปิดฉาก

“เราไม่ได้เล่นเวทีหลักนะ ก่อนจะไปเวทีหลักจะมีเต็นท์ เหมือนเต็นท์ละครสัตว์ แล้ววงต่าง ๆ ก็จะไปเล่นอยู่ในนั้น ซึ่งกว่าจะถึงเวทีใหญ่โคตรนานเลย” แก๊ปเล่าต่อ

“ถ้าคนชอบเขาจะหยุด แต่ถ้าไม่ชอบก็จะเดินไปเต็นท์อื่น ซึ่งเราโชคดีมากที่คนหยุด เพราะวงก่อนหน้าเราเป็นแร็ปแอฟริกัน ไม่มีคนเลย แล้วเวลาเล่นเทศกาลใหญ่ ๆ เขาไม่ได้ซาวนด์เช็กนะ ตั้งปั๊บเล่นเลย แต่ฝรั่งที่นั่นทำงานโปรมาก ทุกอย่างที่เราส่งให้ไป เขาทำตามนั้นเลย ไม่มีบิด เล่นมา 2 ครั้ง ทุกอย่างโอเค ต่อให้ดึกแค่ไหนก็เอาอยู่” กอล์ฟช่วยเสริม

“แล้วตอนนั้นเราเล่นเพลงไทยหมด ไม่มีฝรั่งเลย แต่ทุกคนก็ชอบ” แก๊ปทิ้งท้าย

จากนั้นพวกเขาก็ได้ไปร่วมงานนานาชาติอีกหลายหน เช่น WOMAD Festival ที่สิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ. 2549 ก่อนกลับไปเล่นที่ Glastonbury Festival อีกครั้งในปีถัดมา

แต่ถึงได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนประเทศ ทว่าด้วยความที่เป็นวงเล็ก ๆ การเดินทางแต่ละครั้งจึงยากลำบากมาก แต่พวกเขาก็ไม่เคยท้อ จนกระทั่งพาวงดนตรีไทยไปหยัดยืนบนเวทีโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“เราไปเมืองนอกทุกครั้งเป็นหน้าตาประเทศนะ แต่การสนับสนุน ผมทำเองหมด ซึ่งเหนื่อยมาก ต้องไปขอนั่นขอนี่ บางทีก็สงสัยว่าทำไมต้องไปขอด้วย เหมือนถอยกลับไปสัก 50 ปี ซึ่งที่พูดนี่ไม่ใช่แค่ปัญหาที่เราประสบด้วยตัวเองเท่านั้น แม้แต่คนรุ่นนี้ก็เหมือนกัน จริง ๆ เราควรมีกองทุนที่ช่วยเหลือเขา หากเป็นโปรเจกต์ที่ดีก็ดันไปเลย เป็นการคิดแบบระยะยาว” กอล์ฟผู้พี่อธิบาย

ขณะที่แก๊ปยกตัวอย่างงาน WOMAD Festival ซึ่งเป็นเทศกาลเวิลด์มิวสิก เขาได้พบกับวงหญิงล้วนวงหนึ่งจากเกาหลีใต้ที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์และความสามารถ

“เขาเล่นกลองโบราณกัน ตอนที่เจอมีกลองเต็มไปหมดเลย 50 กว่าใบ เราก็ถามว่ามายังไง รัฐบาลจัดเครื่องบินมาให้ลำหนึ่ง ขนกลองกับสมาชิกเกือบ 40 คน แล้ววงนี้พลังงานดีมาก คนกรี๊ดสลบ นี่เป็นตัวอย่างว่าเขาให้คุณค่ากับศิลปะ คนทำงานก็มีอาชีพได้ ทั้งที่เขามาหลังเราอีก

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

“ปัจจุบันนี้เรามีคนทำศิลปะเก่าแบบร่วมสมัยเต็มไปหมด เราควรไปสนับสนุนเขา เพราะเขาไม่ได้ทำลายศิลปะ แต่แค่คิดไปข้างหน้า เพื่อให้มันอยู่ได้ยาวขึ้น เหมือนดนตรีเร็กเก้ ทุกวันนี้ที่จาเมกาไม่มีใครเล่นแล้ว คนที่เราชอบตายหมดแล้ว ให้ผมไป ผมไม่ไปหรอก แต่สิ่งที่ยังอยู่คือจังหวะเร็กเก้ ซึ่งกระจายไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ ทั้งในยุโรป ในเอเชีย ที่ญี่ปุ่นหรือไทย ผมก็เล่นอยู่หลายงาน ซึ่งตรงนี้สะท้อนว่าเราสามารถทำได้ หากได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่”

อย่างไรก็ตาม แม้จะร่วมกันสร้างปรากฏการณ์ทางดนตรีอย่างต่อเนื่อง แต่ในแง่ธุรกิจแล้วเป็นอีกเรื่อง เนื่องจากในยุคนั้นอินเทอร์เน็ตยังไม่เติบโต การทำดนตรีต้องพึ่งพาการผลิตเทป ซีดี และการใช้สื่อวิทยุโทรทัศน์เป็นหลัก ซึ่งทุกอย่างล้วนมีต้นทุน ทั้งค่าพิมพ์ปก ค่าปั๊มแผ่น แถมยังต้องเผชิญกับแผ่น MP3 ที่ครองเมืองอีกต่างหาก ส่งผลให้กอล์ฟเป็นหนี้ก้อนโต สุดท้ายกอล์ฟจึงตัดสินใจวางมือ และส่งต่อค่าย Hualampong Riddim ให้โหน่งดูแลเต็มตัวแทน

“เป็นความผิดของผมเองที่ทำไม่เป็น เราเอาคนที่มีความตั้งใจมาทำด้วยกันแล้วมันล้มเหลว ผมก็ต้องรับผิดชอบ แต่ในมุมของดนตรี ผมรู้สึกดี ไม่เคยผิดหวังหรือเสียดายเลย เพราะถ้าลองไปเปิดเพลงหัวลำโพงยุคนั้น ก็จะพบว่ามันก็เป็นของมันแบบนี้ ซึ่งผมประทับใจมาก” กอล์ฟสรุป

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

04
วงดนตรีที่ไม่มีวันตาย

เกือบ 3 ทศวรรษบนถนนดนตรี T-Bone ถือเป็นผู้บุกเบิกเร็กเก้-สกาของเมืองไทย เปิดโลกการฟังที่แตกต่างให้แก่วงการดนตรี และยังมีอิทธิพลต่อศิลปินรุ่นใหม่อีกมากมาย จนหลายคนยกให้เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ พวกเขาไม่เคยหยุดสร้างสรรค์และพัฒนาตัวเองเลย

อย่างอัลบั้มเต็มชุดที่ 6 Bone In Da House เมื่อ พ.ศ. 2555 พวกเขาได้ชักชวนคนรุ่นใหม่หลายคนเข้ามาร่วมทีม ทั้ง ซันนี่-ณัฐพล มานิกัมปิลไล มือเบส, กุ๊ก-ธีรัช เลาห์วีระพานิช มือบาริโทนแซ็กโซโฟนและอัลโต้แซ็กโซโฟน, ฤษฎ-สฤษฎ ตันเป็นสุข มือทรัมเป็ต และสมาชิกหญิงคนเดียว จ๋า-ชญาณี มหาศรี เล่นคีย์บอร์ด รวมทั้งได้นักดนตรีชั้นนำชาวอังกฤษ Mike Pelanconi ซึ่งทำวงเร็กเก้-สกา ในชื่อ Prince Fatty มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ ตลอดจนมีศิลปินระดับโลก อย่าง Dennis Alcapone และ Horseman มาร่วมแจมอีกด้วย

สำหรับพวกเขาแล้ว อัลบั้มนี้คือความลงตัวและความสมบูรณ์แบบ เปิดเทียบกับเพลงเร็กเก้-สกา ระดับสากลได้อย่างไม่อายใคร แม้ว่ายอดขายอาจจะไม่เป็นไปตามเป้าก็ตาม

“ผมว่ามันไปอีกสเต็ปหนึ่งของวงการเร็กเก้เมืองไทย ผมเพิ่งกลับมาฟังเมื่อไม่กี่วันก่อน เพื่อจะแกะเพลง เพลงหนึ่ง ฝรั่งมิกซ์มาให้สิบยี่สิบเทคเลยนะ เขาส่งมาให้ผมฟัง โอ้โห ดีว่ะ แต่มันเพิ่งมาฮิตเอง คืออัลบั้มนี้อาจจะมาเร็วไปนิดหนึ่ง แต่ผมว่าเป็นอัลบั้มที่ดีมาก และสิ่งที่แก๊ปเขียน ทั้งคอนเซ็ปต์ วิธีคิด วิธีการมันแจ๋วมาก เป็นตัวเขามาก แล้วเรารวบรวมอะไรที่มีความเป็นไทยไว้เยอะเลย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกภูมิใจ” พี่ใหญ่ของวงเล่าความรู้สึก

“อย่างล่าสุด Prince Fatty เพิ่งมาบอกผมว่า ตอนนี้มึงมีชื่อเสียงที่เม็กซิโกมากเลยนะ เขากรี๊ดมึงมากเลย ไม่รู้เป็นไปได้ยังไง” แก๊ปเล่าเสริม

“อาจเพราะเมื่อ 2 ปีก่อน มีสกาวงหนึ่งเป็นท็อปของโลกเลย ชื่อ The Slackers จัดไลฟ์ช่วงโควิด-19 แล้วผู้จัดการก็ติดต่อเข้ามา บอกว่าในเอเชียมีคนแนะนำ T-Bone เราก็เลยได้เล่น หลังจากนั้นก็มีพวกเม็กซิกันส่งอีเมลเข้ามา อยากเชิญไปทำอัลบั้ม ผมก็เลยไปเช็ก ปรากฏว่าเขารู้จักเราเยอะเหมือนกัน” กอล์ฟสรุป

หากจะว่าไปแล้ว ปัจจัยหลักที่ทำให้งานของ T-Bone ไม่เคยล้าสมัย คงเป็นเพราะช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา พวกเขาคลุกคลีกับคนรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกอล์ฟ ซึ่งแบ่งเวลาส่วนหนึ่งของชีวิตไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนกีตาร์แจ๊สอยู่ที่คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

“ผมมีสิ่งที่ผมอยากจะให้คนได้เรียนเยอะ เอาตรง ๆ นะ ผมว่าสิ่งที่ผมเป็น ทั้งเรื่องกีตาร์หรือวิธีคิด วิธีเล่น ไม่มีใครเหมือนผม เพราะสมัยก่อนทุกคนมักบอกว่า ผมเล่นกีตาร์ไม่รู้เรื่อง บางคนถึงขั้นบอกเลยว่าดนตรีที่ผมเล่น มันหยาบ แต่ผมก็คิดในใจว่าอีกสักสิบยี่สิบปี คนจะพูดต่างกัน

“ช่วง 10 กว่าปีนี้ ผมโตมากับเด็กมหาวิทยาลัย แทบไม่มีเพื่อนรุ่นเดียวกันเลย สิ่งหนึ่งที่ผมไกด์เขาคือ อย่าเล่นกีตาร์อย่างเดียว แต่ควรทำเพลงแล้วหัดนำเสนอสิ่งที่เป็นตัวเองออกมาด้วย เพราะการได้ทำงานของตัวเอง เราจะมีความคิด อย่างตอนหลังผมเลยไปเล่นกับเด็กผมนี้ เล่นแจ๊ส เล่น Experimental ไม่มีเงินผมก็เล่นหมด เพราะอยากไปยืนกับเขา แล้วไกด์เขา ฟังเขา มันเหมือนต่อชีวิตผม และทำให้เราสามารถทำงานที่อยู่ร่วมกับเด็กได้”

ส่วนแก๊ป แม้ไม่ได้สอนหนังสือ แต่ก็ใกล้ชิดกับศิลปินรุ่นน้องหลายคน เขามีส่วนช่วยทำเพลง ดูแลการผลิต เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับวงอย่าง Rootsman Creation, Fyah Burning, Pinn Ball รวมถึงได้ร่วมมิกซ์เพลงให้กับ The Skints วงเร็กเก้ชื่อดังจากเกาะอังกฤษด้วย

สิ่งหนึ่งที่แก๊ปสัมผัสได้คือ คนรุ่นใหม่มีความสามารถและความมุ่งมั่นสูง หลายคนทำผลงานได้ดีกว่าเขาเองเสียอีก อาจเพราะปัจจุบันมีองค์ความรู้และตัวอย่างมากมายให้เข้าถึง ไม่เหมือนสมัยที่ T-Bone เริ่มต้นซึ่งมีวัตถุดิบจำกัดมาก แต่ในทางกลับกัน คนรุ่นใหม่ก็มีจุดอ่อนเรื่องประสบการณ์ ความอดทน และการแสวงหาแรงบันดาลใจที่น้อยกว่า ซึ่งเขาแนะนำและต่อยอดตรงนี้ได้ เพื่อให้เกิดผลงานที่ดีขึ้น

“ผมเคยเป็นคนที่ไม่ฟังคนอื่น เพราะมั่นใจในตัวเอง มึงต้องฟังกูเพราะกูผ่านมาก่อน แต่พอเปลี่ยนความคิด ฟังน้อง ๆ เราก็จะเห็นและเข้าใจเขามากขึ้น ซึ่งบางอย่างที่เราไม่เห็นด้วย เราก็อธิบาย แต่จะไม่ไปเปลี่ยนตัวตน ให้เขาเป็นเหมือนเดิม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอยากให้งานนี้ยาวขึ้น ตัดคำนี้ออก เชื่อพี่ คำนี้อาจจะทำให้อายุของเพลงสั้นลง แต่เขาอาจจะไม่ทำก็ได้ ซึ่งการที่เราฟังเขาก่อน มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องพูดภาษาเหมือนเขาหรอก เพราะถึงยังไงเราก็พูดกันไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว ผมไม่ทันเด็ก แต่เราต้องเข้าใจว่าเขาตั้งใจจะสื่อสารอะไร”

ด้วยแนวคิดแบบนี้เอง ทำให้ T-Bone กลายเป็นวงดนตรีที่ไม่เคยตกยุคเลย ยืนยันได้จากกลุ่มแฟนเพลงที่แวะเวียนไปชมคอนเสิร์ตล้วนแต่เป็นคนรุ่นใหม่ บางคนอายุน้อยกว่าวงเป็น 10 ปี แต่ทุกคนก็ยังคงสนุกและร่วมแบ่งปันอารมณ์และพลังงานระหว่างกันได้อย่างลงตัว

แต่ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง นอกจากการสร้างงานแล้ว อีกความท้าทายที่ต้องรับมือให้ได้คือ เทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าไม่เคยหยุด เพราะถึงเทคโนโลยีจะช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แต่อีกมุมก็ทำให้คุณค่าบางอย่างของงานศิลปะหายไปเช่นกัน

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

“เรื่องหนึ่งที่ผมเคยพูดไป 2 – 3 ครั้งแล้วคือ ตอนเด็ก ๆ เราเคยลากเสื่อไปดูลิเก ดูหนังตะลุงตามวัด พอถึงยุคหนึ่งที่มีเทปวิดีโอ ตลกก็ลงม้วน ลิเกก็ลงม้วน คราวนี้ไม่มีคนเดินออกไปดูแล้ว รอเทปอย่างเดียว เทคโนโลยีเริ่มฆ่าลิเก ฆ่าหนังตะลุง จนถึงวันนี้เสียงเพลงลอยอยู่ในอากาศ แล้วผมจะทำเพลงอะไรขาย ทำแล้วคุณจะเปิดกับอะไร เพราะตอนนี้รถไม่มีที่เสียบเทป บางคันไม่มีที่เสียบซีดี ทุกคนใช้บลูทูธ แสดงว่าศิลปะดนตรีมันเป็นเรื่องฟรีแล้ว อย่างล่าสุด ผมทำดาวน์โหลดเพลงดั๊บ ไปเช็กดูไม่มีใครซื้อด้วยนะ ขนาด 10 กว่าบาท เพราะทุกคนสตรีมมิ่งกันหมดแล้ว ผมไปดูว่ามีประเทศไหนฟังเพลงเราบ้าง เต็มไปหมดเลย แต่มีซื้อแค่ 2 – 3 คน มันชัดเจนว่าเราขายอะไรไม่ได้” แก๊ปชี้ภาพ

เพราะเหตุนี้ สิ่งที่ T-Bone พยายามรักษาไว้เสมอคือ เสน่ห์ของการแสดงสด เนื่องจากเป็นสิ่งที่ซื้อหาไม่ได้ ต้องสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้น

“มันเป็นเรื่องของโมเมนต์ที่ทุกคนอยู่ด้วยกัน แล้วเรามาแชร์พลังและสปิริตที่มีอยู่ ต่อให้คุณไปกด YouTube หรืออะไรก็ตามก็ไม่เหมือนคุณไปอยู่ตรงนั้นเอง ทั้งความรู้สึก การปรบมือพร้อมกัน มันสื่อสารกันหมด ซึ่งสิ่งนี้ทำยากและเลียนแบบไม่ได้ อีกอย่างคือ เราอิมโพรไวซ์ตลอด เราไม่เคยฟิกซ์ ทุกครั้งที่เราเล่นแล้วมันสนุก เพราะเราชาเลนจ์ตัวเองอยู่เสมอ” กอล์ฟอธิบายบ้าง

อย่างเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 พวกเขาก็เพิ่งทดลองทำอะไรใหม่ ๆ นั่นคือนำเพลงของ T-Bone มาทำในอีกรสชาติหนึ่ง เพื่อแสดงในคอนเสิร์ต Golf Gap T-Bone ไม่ใส่ถุง Arootstic Session

“ส่วนตัวผมชอบอะคูสติก พอเหลือแค่เรา 2 คน แล้วพบว่ามันทำอะไรได้เยอะมาก เหมือนเราแก้ผ้าเพลงตัวเอง ไม่เหลืออะไรเลย เป็นอะไรที่ท้าทายมาก ไม่มีเทคโนโลยีเลย คือฟังง่าย แต่ในความง่ายก็มีความซับซ้อน แล้วเสียงของแก๊ปก็เพราะมาก เข้ากันไปหมด เลยกลายเป็นเรื่องดี” กอล์ฟอธิบาย

“อีกอย่างคือ ในสถานการณ์ที่การโชว์คอนเสิร์ตทำได้ไม่เต็มที่ ก็เหมือนบังคับให้เราต้องทำอะไรสักอย่าง ผมเลยคิดโปรเจกต์ Arootstic ขึ้นมา แล้วมีศิลปินอย่าง Srirajah Rockers, Rootsman Creation กับ T-Bone มาทำงานอะคูสติกวงละเพลงสองเพลง เพื่อที่เราจะไปเล่นที่ไหนก็ได้” แก๊ปช่วยเสริม

สนทนากับ ‘กอล์ฟ-แก๊ป’ สองพี่น้อง T-Bone เร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย ที่ยังสนุกกับการสร้างสรรค์เพลงร่วมสมัยตลอดเวลา

เช่นเดียวกับการทำงานเพลงในอัลบั้มถัดไป พวกเขาตั้งใจจะหันมาให้ความสำคัญกับการแชร์พลัง แชร์มุมมอง แชร์ความคิดมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงการคัดเลือกสมาชิกที่จะมาร่วมเล่นด้วย ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเก่ง แต่ขอยิ้มเก่ง และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้ว

ปัจจุบัน T-Bone มีสมาชิก 9 คน คือ แก๊ป ร้องนำและเล่นกีตาร์, กอล์ฟ เล่นกีตาร์, หนุ่ม เล่นเพอร์คัชชัน, กุ๊ก เล่นบาริโทนแซ็กโซโฟนและอัลโต้แซ็กโซโฟน, ฤษฎ เล่นทรัมเป็ต, จ๋า เล่นคีย์บอร์ด แล้วยังมีสมาชิกใหม่อีก 3 คน ประกอบด้วย รุ่ง-รุ่งธรรม ธรรมการ มือทรอมโบน, หนึ่ง-ปฏิรูป สุภัทรดิลกกุล มือกลอง และ โย-ภาคี นาวี มือเบส

“ตอนนี้เราไม่ได้สนใจความเก่งมาก แต่ต้องการความเข้าใจซึ่งกันและกัน และทีมเวิร์กที่ดี รู้จุดอ่อนจุดแข็ง โยนกันไป โยนกันมา แล้วโตไปด้วยกัน ผมว่านี่เพอร์เฟกต์สุด” กอล์ฟย้ำความเชื่อ

เพราะในมุมมองของใครหลายคน T-Bone อาจเป็นผู้บุกเบิก เป็นผู้มาก่อนกาล เป็นตำนาน หรือเป็นอะไรก็ตาม แต่สำหรับสองพี่น้องแล้ว วงดนตรีเล็ก ๆ นี้มีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น

“มันไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่คือชีวิต เคยมีคนถามผมว่าเป็นนักดนตรี แก่แล้วจะทำอะไร ผมก็ตอบไปว่า สิ่งแรกเลยคือต้องไม่คิดแบบนี้ แต่ต้องคิดว่า สิ่งที่ทำมาทั้งชีวิตนี้ก็ทำต่อไปสิ คือต้องแก่แบบมีคุณภาพ และไหน ๆ มันจะตายแล้วก็ควรไปให้สุดเลย ให้จบแบบดีที่สุด ไม่ใช่แบบแย่ที่สุด คือให้ตายอย่างพีคที่สุด ตายแบบมีความสุข” กอล์ฟเล่าเป้าหมายของตัวเอง

“ผมมีไอดอลนะ ผมอยากจะเป็น Lee Perry (ศิลปินเพลงเร็กเก้-สกา ชาวจาเมกา) แล้วตอนตาย ก็อยากตายแบบเขา คือหลับแล้วตายเลย แต่เขาก็อยู่มาถึง 70 กว่านะ โดยระหว่างนั้นก็ดั๊บมาเรื่อย นี่แหละคือสิ่งที่ผมจะเป็น” แก๊ปกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

และทั้งหมดนี้คือ เรื่องราวของสุดยอดวงดนตรีเร็กเก้-สกา ที่ยังคงยืนหยัดคู่วงการเพลงไทยมาอย่างยาวนาน โดยยังคงความตั้งใจจะสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ สู่ผู้ฟังไม่เปลี่ยนแปลง

ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจาก T-Bone
ขอบคุณ ร้านแผ่นเสียง recoroom ณ โครงการ GalileOasis ที่เอื้อเฟื้อสถานที่สัมภาษณ์

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load