หัวใจจะวาย!

ค่ะ… วันนี้วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

มองออกไปนอกหน้าต่าง ใบไม้กำลังผลัดใบ เปลี่ยนสี ร่วงหล่น อีกไม่นานก็จะเข้าฤดูกาลแห่งการพัก รักษาเยียวยา เพื่อเตรียมต้นให้พร้อมสำหรับการผลิใบ ก่อเกิดชีวิตใหม่ในฤดูใบไม้ผลิอีก 5 – 6 เดือนข้างหน้า

ช่างเหมาะเจาะเหลือเกินกับเหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์อันแสนตื่นเต้นที่ผ่านมา

เมื่อวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน เป็นวันเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งแรกที่อุ้มได้ใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งในฐานะอเมริกันชนคนหนึ่ง

เป็นประสบการณ์ตื่นเต้น อกสั่นขวัญแขวน ลุ้นกันแบบมือเย็นใจเต้นไม่เป็นระบบ เข้านอนไปโดยไม่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะตื่นมาเจอกับอะไร และสุดท้ายประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ณ เวลาที่อุ้มพิมพ์บทความนี้อยู่ค่ะ

อุ้มอาศัยอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ ซึ่งอยู่ในรัฐออริิกอน ซึ่งเป็นรัฐที่ Vote by Mail ร้อยเปอร์เซ็นต์มาตั้งแต่ ค.ศ. 2000 (ทั้งอเมริกามีแค่ 5 รัฐ คือโคโลราโด ฮาวาย ออริกอน ยูทาห์ และวอชิงตัน) คือหลังจากเราไปลงทะเบียนเพื่อโหวตไว้ล่วงหน้า ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง ทางคณะกรรมการเลือกตั้งก็จะส่งใบลงคะแนนเสียงมาที่บ้าน

เราเอาปากกาดำฝนๆๆ คนที่เราจะเลือก ซึ่งไม่ได้มีแค่ประธานาธิบดี แต่มีผู้ว่าการ (Mayor) เมืองพอร์ตแลนด์ วุฒิสมาชิก สมาชิกสภาผู้แทนแต่ละเขต City Commissioner (ไม่รู้เรียกเป็นไทยว่าอะไร) รวมทั้งยังมีมาตรา (Measures) ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนแต่ละเมือง อย่างเช่นขึ้นภาษีบ้านพักอาศัยเพื่อเอาไปพัฒนาสวนสาธารณะ ขยายห้องสมุด เพิ่มงบโรงเรียน ตั้งหน่วยงานเอกชนเพื่อกำกับดูแลการทำงานของตำรวจ หรือขึ้นภาษีบุหรี่และอุปกรณ์ Vape (ขึ้นเยอะด้วยนะคะ ซองละ 2 เหรียญฯ แน่ะ)

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

เรียกว่าเลือกมันทุกอย่างที่จะต้องเลือกและเลือกได้ โดยที่นอกจากประชาชนจะติดตามข่าวสารบ้านเมือง ดูโคตรเหง้าศักราช ผลงานและทัศนคติของผู้สมัครแต่ละคนเป็นการบ้านทำกันมาเองแล้ว ยังมีคู่มือเลือกตั้งเล่มหนาปึ้กส่งมาให้ด้วย จะได้อ่านว่าแต่ละคนคือใคร มาตราไหนรายละเอียดเป็นยังไง เพราะการตัดสินใจเกิดขึ้นด้วยกระดาษกับปากกาบนโต๊ะกินข้าว ไม่ใช่ที่คูหาหย่อนบัตรเลือกตั้ง (เพราะที่ออริกอนไม่มี) หรืออย่างอุ้มคือลงคะแนนเสียงบนเคาน์เตอร์ในครัว เสร็จแล้วใส่ซอง เซ็นชื่อกำกับ หนีบไว้ที่ตู้หน้าบ้าน วันรุ่งขึ้นคุณบุรุษไปรษณีย์ก็มาเก็บไป

เป็นความรู้สึกที่แปลกๆ ดีค่ะ คือถึงแม้ในใจจะคิดว่าเออก็ง่ายๆ ดีนะ แต่ตอนเอาปากกาฝนลงไป ก็มีความตื่นเต้นเพราะรู้ว่านี่คือเรื่องใหญ่แบบจะเปลี่ยนชะตากรรมของประเทศ (ซึ่งจะมีผลต่อโลกด้วย)

แต่หน้าที่ของเราไม่ได้จบอยู่แค่นั้นค่ะ เพราะวันรุ่งขึ้นอุ้มก็ตามเข้าไปในเว็บไซต์เพื่อตรวจสอบสถานะใบลงคะแนนเสียงของตัวเอง แล้วก็เห็นในระบบว่าเขาได้รับ Ballot ของอุ้มแล้ว และมันจะถูกนำไปนับคะแนน ทำให้หายห่วงไปได้เปลาะหนึ่ง

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

ตั้งแต่อุ้มได้เป็นพลเมืองของอเมริกาเมื่อเกือบ 5 ปีก่อน (แต่ก็ยังเป็นพลเมืองไทยอยู่ด้วยนะคะ เพราะอเมริกาและไทยอนุญาตให้ถือได้ทั้งสองสัญชาติพร้อมกัน) ความรับผิดชอบที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ เรียนรู้เรื่องระบบการเมืองและระบบเลือกตั้ง คือไม่ได้มีใครมาบังคับนะคะ เนิร์ดเอง คนอื่นไม่รู้เป็นเหมือนกันหรือเปล่า

อุ้มเข้ารับสาบานตนหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้รับเลือกแล้ว เพราะฉะนั้น จึงพลาดการโหวตครั้งนั้นไป แต่ไม่พลาดการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การเมืองการปกครอง (หรืออันที่จริงต้องเรียกว่าไม่ปกครอง) ที่ล้มเหลวและสับสนที่สุด ตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ใครมาบอกว่านี่คือประธานาธิบดีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา จะหลับตาพยักหน้า แล้วไม่เถียงเลยแม้แต่คำเดียว

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน
อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

ดังนั้น เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดี ค.ศ. 2020 ใกล้เข้ามา อุ้มเลยเริ่มหาข้อมูลตั้งแต่ว่าใครจะมาลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตบ้าง แล้วก็สนใจ กมลา แฮร์ริส (Kamala Harris) มาตั้งแต่ต้น (จริงๆ เจ้าตัวบอกให้ออกเสียงว่า คัมมาลา นะคะ แต่อุ้มเรียกกมลาอย่างที่เราคุ้นเคยก็แล้วกัน) หาหนังสือ The Truths We Hold ที่เขาเขียนมาอ่านจนค่อนข้างแน่ใจว่านี่คือคนที่มีประวัติการทำงานและความคิดสอดคล้องกับความเชื่อของเรา เริ่มบริจาคเงินสนับสนุนแคมเปญของเขา เอา Yard Sign มาปักหน้าบ้าน ตามดู Democratic Primary Debate ทุกครั้ง ได้ฟังผู้สมัครคนอื่นๆ ไปด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องมีอันอกหัก เพราะกมลาตัดสินใจจบแคมเปญ ถอนตัวไปก่อน

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อุ้มหยุดตามการเลือกตั้งต่อนะคะ (คือไม่ใช่แบบ ชิ คนที่ฉันเชียร์แพ้ไปแล้ว ฉันเลิกตาม) หลังจากที่พรรคเดโมแครตสรุปเสนอ โจ ไบเดน (Joe Biden) เป็นผู้สมัคร อุ้มก็พยายามหานโยบายอ่าน เพราะทีแรกไม่ได้ชอบลุงแกมากเป็นพิเศษ จนกระทั่งได้มาตามดู Democratic National Convention ทั้ง 4 วัน ถึงได้เข้าใจว่านี่คือคนชั้นกลางอย่างเราๆ ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการทำงานรับใช้ประเทศชาติมาเกือบ 5 ทศวรรษ มีความห่วงใยและแผนการที่ชัดเจนในประเด็นสำคัญ อย่างเช่น COVID-19 เศรษฐกิจ โลกร้อน สวัสดิการสังคม และเป็นคนที่ทุกคนรอบตัวพูดตรงกัน ว่ามีความรักในเพื่อนมนุษย์ ทำงานได้กับคนทุกฝ่าย และพูดจริงทำจริง คือพูดง่ายๆ คือเป็นคนดีไว้ใจได้นั่นเอง

ซึ่งต่างกันลิบลับกับประธานาธิบดีประสาทหลอน ที่อ้าปากทีไรต้องมีเรื่องโกหกหลอกลวงปนเปื้อนมาทำให้คนเดือดร้อนมันทุกที เพราะฉะนั้น การตัดสินใจจะเลือกโจ ไบเดน สำหรับอุ้ม ก็มีเหตุผลและมีความหวังต่ออนาคตที่ดีกว่า คือไม่ได้หลับหูหลับตาเลือกเพียงเพราะเป็น “ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ทรัมป์” อย่างที่เคยได้ยินหลายคนพูด

แล้วลุงโจแกยังมาเลือกกมลาเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดีอี๊ก! ป้ายหน้าบ้านก็เลยเปลี่ยนเป็นแบบนี้

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

อุ้มเองคงเหมือนประชาชนในเมืองใหญ่จำนวนมากของอเมริกา ที่อดทนข่มกลั้น พยายามทำความเข้าใจ (แต่สุดท้ายก็ยังไม่เข้าใจ) คนอีกครึ่งหนึ่งของอเมริกา (ที่ส่วนใหญ่อยู่ใน Rural Area) ที่ยังคงหลับหูหลับตาเชื่อทุกประโยคที่ทรัมป์พ่นออกมาทางสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกล่าวเท็จต่อระบบลงคะแนนเสียงล่วงหน้าทางไปรษณีย์ ที่เขาทำกันมาอย่างปลอดภัยตลอดหลายสิบปี ได้เห็นความพยายามเฮือกสุดท้ายที่จะลดงบประมาณของหน่วยงานไปรษณีย์อเมริกา การรีบแต่งตั้ง เอมี่ โคนีย์ แบร์เร็ต (Amy Coney Barrett) เพื่อสร้างคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในศาลฎีกา เพราะรู้ว่าคนที่สนับสนุนเดโมแครตนั้น มีแนวโน้มที่จะไม่เสี่ยงออกจากบ้านไปเลือกตั้งในสถานการณ์ COVID-19 ระบาดรุนแรงแบบนี้

แต่พฤติกรรมไร้ความรับผิดชอบแบบนั้นไม่ได้บรรลุผลอะไร และสุดท้ายก็กลับมาทำร้ายตัวทรัมป์และผู้สนับสนุนทั้งหลายในที่สุด

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

วันนี้ มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในอเมริกาสูงที่สุดในโลกติดต่อกันมาหลายวัน (วันละแสนกว่าราย) คือสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการระบาด และ The Associated Press รายงานว่า 93 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้ออยู่ในเมืองที่เลือกโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งสิ้น

และการยุยงยืนยันให้ผู้สนับสนุนของตัวเองออกไปโหวตที่หน่วยเลือกตั้งเท่านั้น ห้ามโหวตทางไปรษณีย์ ก็ทำให้รายงานผลการเลือกตั้ง ค่อยๆ พลิกแดงเป็นน้ำเงินไปทีละรัฐสองรัฐ โดยมีโดนัลด์ ทรัมป์ และสมุนทั้งหลายออกมาฟาดหัวฟาดหางให้เห็นเป็นระยะ

ทีแรกอุ้มก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าเขานับคะแนนเสียงคนที่มาโหวตด้วยตัวเองก่อน แล้วค่อยนับคะแนนเสียงโหวตทางไปรษณีย์ทีหลัง คืนวันเลือกตั้ง เห็นแผนที่อเมริกาเป็นสีแดงเถือกไม่ต่างจาก ค.ศ. 2016 แล้ว อุ้มถึงกับกอดลูก นอนกุมมือสามีหลับไปด้วยความกลัวแบบจับขั้วหัวใจ

วันรุ่งขึ้นสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนตี 5 รีบคว้าโทรศัพท์มาเช็ก ค่อยเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง สีแดงเริ่มจางกลายเป็นสีฟ้าอ่อน CNN ก็วิเคราะห์อยู่นั่น ว่าไบเดนต้องพลิกรัฐไหนกลับมาเป็นสีน้ำเงินบ้างถึงจะชนะ ตลอดสองสามวัน บทสนทนาในบ้านและกับเพื่อนๆ นี่ไม่มีอะไรอย่างอื่นนอกไปจากผลเลือกตั้งเลยค่ะ คือถึงขั้นต้องบอกลูกว่า ช่วงนี้คุณแม่จะงงๆ หน่อยนะลูก แล้วจ้อง CNN ต่อไป ไม่เคยดูอะไรมาราธอน 3 วัน 4 คืนรวดแบบนี้มาก่อนเลย คือวันๆ เห็นหน้าผู้ประกาศมากกว่าสามี ตอนนี้ท่องได้แล้วว่าเมืองไหนอยู่ใน County ไหน ฮ่าๆ

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน
อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน
อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

แล้วสุดท้ายความเชื่อในความถูกต้องก็มีกำลังเหนือกว่า! เช้าวันเสาร์อุ้มตื่นขึ้นมาแบบยังไม่รู้ผลที่แน่นอน แต่พอตอนสายๆ ละสายตาจากจอ เดินไปเล่นกับลูกประเดี๋ยวเดียว แมสเสจในโทรศัพท์ก็ดังถี่ๆ มีแต่ข้อความว่า เราชนะแล้ว! ไบเดนได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป! กมลาคือผู้หญิง (และผู้หญิงผิวสี) คนแรกที่ได้รับเลือกในตำแหน่งสูงขนาดนั้น! และสถิติผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียงสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา!

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

คือโดนัลด์ ทรัมป์ เองก็ได้คะแนนเสียงสูงกว่าตอนที่ชนะคราวที่แล้วนะคะ แต่ว่า… คนที่เลือกไบเดน / กมลา ยิ่งมีมากกว่าเกือบ 5 ล้าน! คะแนนเสียงของไบเดนนั้นเห็นได้ชัดมากในแผนที่ว่ามาจากเมืองใหญ่ในแต่ละรัฐ และมีผลมากขนาด Flip (หรืออาจจะ Flip) รัฐที่เป็นฐานเสียงสำคัญของริพับลิกันในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว อย่างวิสคอนซิน มิชิแกน เพนซิลเวเนีย จอร์เจีย และอาจจะรวมถึงแอริโซนาด้วย

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

โล่งอกบอกไม่ถูกเลยค่ะ แถวบ้านอุ้มไม่ได้มีคนออกมาฉลองกัน แต่เห็นภาพคนในเมืองอื่นๆ ออกมารวมตัว โห่ร้องดีใจ เปิดแชมเปญ เต้นระบำกันก็รู้สึกเบิกบานไปด้วย ยิ่งได้ดู Victory Speech หรือสุนทรพจน์รับชัยชนะของกมลาและไบเดนเมื่อคืนวันเสาร์ ก็ยิ่งใจชื้นว่าจากนี้ ถึงแม้จะยังมีอุปสรรค มีความยากลำบากรออยู่ข้างหน้า แต่ว่าการเมืองและการบริหารประเทศจะอยู่ในมือของคนที่ตั้งใจและมีความสามารถที่จะมาทำงาน เสียงนกเสียงกาของผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมไม่ต่างจากเด็กอนุบาลยามงอแงไม่ได้ของเล่น เราก็หายใจลึกๆ แล้วปล่อยผ่าน มองไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมีความหวัง

เหมือนกับที่ เอลลา เบเกอร์ (Ella Baker) นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนสำคัญเคยพูดไว้ว่า “Give light and people will find the way.” จงมอบแสงสว่าง แล้วมวลชนจะพบหนทางไป

เรากำลังเดินตามแสงสว่างนั้นไปด้วยกันค่ะ

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

‘See the forest for the trees’ เป็นสำนวน หมายถึงการมองให้เห็นภาพรวม ไม่ใช่มัวแต่จดจ่ออยู่กับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ประหนึ่งมองต้นไม้แล้วก็ให้รู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าใหญ่ ไม่ได้แยกส่วนอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง

ส่วน Forest For The Trees นั้น เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรในเมืองพอร์ตแลนด์ ที่ก่อตั้งขึ้นโดยศิลปิน Gage Hamilton (เกจ แฮมิลตัน) และเจ้าของแกลเลอรี่ Matt Wagner (แมตต์ วากเนอร์) ที่ตั้งใจอยากให้คนเงยหน้าจากชีวิตประจำวัน หันขึ้นมามองเห็นเมืองทั้งเมืองเสมือนเป็นแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ผนังตึกคือผืนผ้าใบ ที่มีศิลปินและนักคิดมาช่วยกันระบายให้สนุกสนานสวยงาม

ลองนึกถึงบ้านที่มีแต่ผนังโล่งๆ ปราศจากสีสันและงานศิลปะดีๆ มันคงไม่ต่างอะไรกับเมืองที่มีแต่ตึกและผนังรกร้าง มองไปทางไหนก็เหือดแห้ง ปราศจากชีวิตชีวา ถ้ามีคนเบื่อและมือบอนหน่อยก็อาจจะพากันเอาสีสเปรย์มาพ่นให้เหนื่อยลูกตามากขึ้นไปอีก เทียบกับเมืองที่เดินไปทางไหนก็เจองานศิลปะที่ไม่ได้เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในแกลเลอรี่ แต่ร้องรำทำเพลงอยู่ตามผนังตึกต่างๆ ให้เราได้แปลกใจเล่นเมื่อพบเห็น แน่นอนว่าเมืองแบบหลังนี้ย่อมทำให้เรารู้สึกดีที่ได้อยู่ในเมืองนั้น และพานจะรู้สึกดีที่โลกนี้ยังมีสิ่งสวยงาม

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดีForest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

นั่นเป็นความรู้สึกของเราจริงๆ เวลาที่ขับรถหรือเดินไปทางไหน จู่ๆ ก็จะมีงานจิตรกรรมบนผนังตึก (murals) โผล่หน้ามาทักทาย ก่อนหน้านี้เราไม่เคยรู้ว่าใครเป็นคนมาวาดรูปเหล่านี้ไว้ หรือทำไมต้องเป็นผนังตึกเหล่านั้นที่ถูกเลือกมาประแป้งแต่งหน้าเสียสวยแจ่ม แต่วันหนึ่งเพื่อนบ้านที่เป็นศิลปินก็เล่าให้เราฟังว่า จิตรกรรมบนผนังตึกที่เราเห็นอยู่ทั่วไปในพอร์ตแลนด์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานของ Forest For The Trees แทบทั้งนั้น พอเราเข้าไปดูรายชื่อศิลปินและผลงานที่ผ่านมาในเว็บไซต์ ก็ถึงกับร้องอ๋อว่าที่แท้ก็ FFTT นี่เองที่เป็นตัวตั้งตัวตี และเพื่อนบ้านเรา [ชื่อ Josh Keyes (จอช คีย์ส) ที่วาดรูปแรดคะนองเสยป้ายจราจรบนผนังสีขาว] ก็เป็นหนึ่งในผู้สร้างผลงานเอาไว้ด้วย เท่จริงๆ เลย

FFTT นั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2014 นี่เอง แต่โกยศิลปินมาพ่นสเปรย์สะบัดฝีแปรงบนผนังตึกพอร์ตแลนด์ไปแล้วเกือบ 70 แห่ง หลายๆ จุดแทบจะกลายเป็นภาพจำของพอร์ตแลนด์ไปแล้วด้วยซ้ำ คือแขกไปใครมาก็มักจะแวะถ่ายรูปคู่กับตึกเหล่านั้นไปอวดกันในโซเชียลมีเดีย ที่สนุกก็คือมีแผนที่สำหรับให้คนตามไปดูงานเหล่านี้ และบางทีก็มีการจัดอีเวนต์รวมตัวกันปั่นจักรยานชมงานศิลปะของ FFTT ด้วย

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องที่ ‘ได้’ ด้วยกันทุกฝ่ายก็คือ หนึ่ง คนจัดงานซึ่งเป็นศิลปินและเจ้าของแกลเลอรี่ ถึงแม้จะไม่มีรายได้โดยตรงจากงานนี้ แต่ก็ได้สร้างกระแสความสนใจในศิลปะให้เกิดขึ้นในเมือง คือเอาศิลปะออกมาให้ดูกันฟรีๆ แบบไม่ต้องไปถึงแกลเลอรี่ จะตั้งใจไม่ตั้งใจยังไงก็ต้องได้เห็น ทั้งด้วยขนาดที่ใหญ่และอยู่ในโลเคชันที่มีคนผ่านไปมา ยิ่งพอร์ตแลนด์เป็นเมืองคนเดิน คนขี่จักรยาน และคนขับรถช้า ก็ยิ่งเอื้อให้มีโอกาสได้เห็นและหยุดดูมากเข้าไปใหญ่ สอง ศิลปินที่มาร่วมสร้างงาน ซึ่งมาจากทั่วอเมริกาและทั่วโลก ได้มีโอกาสเปิดตัวให้คนรู้จักผลงานมากขึ้น ทั้งจากลายเซ็นที่อยู่บนตึกและจากข้อมูลในเว็บไซต์ของ FFTT บางคนเป็นนักวาดผนังอาชีพ บางคนไม่เคยทำงานสเกลใหญ่ขนาดนี้มาก่อน แต่ปรากฏว่างานน่าสนใจเชียวพอได้โอกาสทำอะไรใหญ่ๆ เพื่อนบ้านเราบอกว่าเขาแทบไม่ได้ค่าจ้างจากงานนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ถือว่าได้สร้างงานศิลปะเพื่อเมืองและเพื่อชุมชน และได้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจนี้ ทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น แถมตอนที่ทำงาน ยังมีเชฟดังมาทำอาหารสุดหรูให้กินอีกด้วย (เป็นบ้านเราคงจะได้ข้าวกล่องกะเพราไก่ไข่ดาว) ศิลปินบางคนถือว่าได้มาเที่ยว เท่านี้ก็ถือว่าคุ้มค่าเหนื่อย

สาม เจ้าของตึกที่เคยมีแต่ผนังเปลือยโล่งไม่น่าสนใจ จู่ๆ ก็ได้งานศิลปะมาประดับตึก พอมีคนมาดู ก็อาจจะได้ลูกค้าเพิ่มไปอีกทาง สี่ เมืองพอร์ตแลนด์เองก็ได้ความงามที่หลากหลายมาสร้างสีสันและความน่าสนใจให้กับเมือง เพราะก็ต้องยอมรับว่าเมืองใหม่อายุไม่กี่ร้อยปีอย่างพอร์ตแลนด์นั้นไม่ได้มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ วัด วัง โบสถ์วิหาร หรืออาคารประวัติศาสตร์ ที่เชิดหน้าชูตา พิพิธภัณฑ์ศิลปะถึงจะค่อนข้างขยัน แต่ก็ไม่ได้มีงานระดับโลกชิ้นหายากที่คนจะต้องดั้นด้นมาดู คนส่วนใหญ่ที่มาพอร์ตแลนด์มักจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มาหาอะไรแนวๆ ดังนั้น การตามรอยศิลปะบนผนังตึกที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ก็เลยกลายมาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวอีกอย่างหนึ่งที่ถูกบรรจุไว้ในลิสต์ นอกเหนือจากไปกิน Voodoo Doughnuts และไอติม Salt & Straw (ฮา!) จึงไม่น่าแปลกใจที่กรมการขนส่งพอร์ตแลนด์ (Portland Bureau of Transportation) เองนั้นมีเงินทุนสนับสนุนให้กับโครงการศิลปะข้างถนนแบบนี้ด้วย นอกเหนือไปจากองค์กรที่ให้เงินสนับสนุนโครงการศิลปะโดยตรงอย่าง Regional Arts and Culture CounCil ที่เคยสนับสนุน FFTT มาก่อน

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

เมื่อวานเราจับลูกสาวตัวน้อย 2 คนใส่รถ แล้วขับวนไปดูงานชุดล่าสุดที่ศิลปินเพิ่งมาช่วยกันระบายไว้เมื่อต้นเดือนสิงหาที่ผ่านมานี้เอง ผลปรากฏว่าเราสนุกกันมาก และสะดวกดีเพราะไม่ต้องลงจากรถ ยังเปิดเพลง กินขนมอะไรกันไปได้ด้วย (คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กคงพอจะนึกภาพออกว่าการเอาเด็กเล็กถอดเข้าถอดออกจากคาร์ซีทนี่มันไม่สนุกเอาเสียเลย และจากประสบการณ์พา 2 สาวไปดูงานอิมเพรสชันนิสม์คับคั่งที่ Musée d’Orsay ที่ปารีสมาหมาดๆ พบว่าลูกไม่สนุกด้วย ร้องแต่จะกลับโรงแรมไปเล่นเลโก้!) ไม่ได้ลบหลู่ แต่เราแอบคิดในใจว่านี่มันเหมือนแกลเลอรี่ Drive-thru เลยแฮะ ผิดกันที่นี่ไม่ใช่อาหารขยะ แต่เป็นงานศิลปะที่ผ่านการคิดมาอย่างดี เสพด้วยตา และให้คุณค่าโดยตรงต่อสมองและหัวใจ และในที่สุดก็ทำให้เราเห็นเมืองจากความเชื่อมโยงของศิลปะฝาถนนเหล่านี้ เหมือนเห็นป่าได้จากการมองต้นไม้อย่างที่ชื่อโครงการอุปมาไว้จริงๆ

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

ขอขอบคุณ : พิชาญ สุจริตสาธิต
www.forestforthetreesnw.com

Save

Save

หมายเหตุ จิตรกรรมฝาผนัง (murals) นั้นเป็นงานศิลปะที่ศิลปินได้รับการว่าจ้างและได้รับอนุญาตจากเจ้าของอาคารให้สร้างงานศิลปะบนผนัง อาจจะเป็นด้านนอกหรือด้านในอาคารก็ได้ ตัวศิลปินเองก็ได้รับการยอมรับยกย่องอย่างเปิดเผย [muralist ที่มีชื่อเสียงระดับโลกก็อย่างเช่น Diego Rivera (ดิเอโก ริเวรา) สามีของ Frida Kahlo (ฟริดา คาห์โล) นั่นไง]

ต่างจากงานกราฟฟิตี้ (graffiti) ที่มักจะไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่ และศิลปินไม่ได้รับการว่าจ้างแต่ประการใด ศิลปินกราฟฟิตี้ชื่อก้องอย่าง Banksy นั้น ทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยมีใครเห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load