หัวใจจะวาย!

ค่ะ… วันนี้วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

มองออกไปนอกหน้าต่าง ใบไม้กำลังผลัดใบ เปลี่ยนสี ร่วงหล่น อีกไม่นานก็จะเข้าฤดูกาลแห่งการพัก รักษาเยียวยา เพื่อเตรียมต้นให้พร้อมสำหรับการผลิใบ ก่อเกิดชีวิตใหม่ในฤดูใบไม้ผลิอีก 5 – 6 เดือนข้างหน้า

ช่างเหมาะเจาะเหลือเกินกับเหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์อันแสนตื่นเต้นที่ผ่านมา

เมื่อวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน เป็นวันเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งแรกที่อุ้มได้ใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งในฐานะอเมริกันชนคนหนึ่ง

เป็นประสบการณ์ตื่นเต้น อกสั่นขวัญแขวน ลุ้นกันแบบมือเย็นใจเต้นไม่เป็นระบบ เข้านอนไปโดยไม่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะตื่นมาเจอกับอะไร และสุดท้ายประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ณ เวลาที่อุ้มพิมพ์บทความนี้อยู่ค่ะ

อุ้มอาศัยอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ ซึ่งอยู่ในรัฐออริิกอน ซึ่งเป็นรัฐที่ Vote by Mail ร้อยเปอร์เซ็นต์มาตั้งแต่ ค.ศ. 2000 (ทั้งอเมริกามีแค่ 5 รัฐ คือโคโลราโด ฮาวาย ออริกอน ยูทาห์ และวอชิงตัน) คือหลังจากเราไปลงทะเบียนเพื่อโหวตไว้ล่วงหน้า ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง ทางคณะกรรมการเลือกตั้งก็จะส่งใบลงคะแนนเสียงมาที่บ้าน

เราเอาปากกาดำฝนๆๆ คนที่เราจะเลือก ซึ่งไม่ได้มีแค่ประธานาธิบดี แต่มีผู้ว่าการ (Mayor) เมืองพอร์ตแลนด์ วุฒิสมาชิก สมาชิกสภาผู้แทนแต่ละเขต City Commissioner (ไม่รู้เรียกเป็นไทยว่าอะไร) รวมทั้งยังมีมาตรา (Measures) ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนแต่ละเมือง อย่างเช่นขึ้นภาษีบ้านพักอาศัยเพื่อเอาไปพัฒนาสวนสาธารณะ ขยายห้องสมุด เพิ่มงบโรงเรียน ตั้งหน่วยงานเอกชนเพื่อกำกับดูแลการทำงานของตำรวจ หรือขึ้นภาษีบุหรี่และอุปกรณ์ Vape (ขึ้นเยอะด้วยนะคะ ซองละ 2 เหรียญฯ แน่ะ)

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

เรียกว่าเลือกมันทุกอย่างที่จะต้องเลือกและเลือกได้ โดยที่นอกจากประชาชนจะติดตามข่าวสารบ้านเมือง ดูโคตรเหง้าศักราช ผลงานและทัศนคติของผู้สมัครแต่ละคนเป็นการบ้านทำกันมาเองแล้ว ยังมีคู่มือเลือกตั้งเล่มหนาปึ้กส่งมาให้ด้วย จะได้อ่านว่าแต่ละคนคือใคร มาตราไหนรายละเอียดเป็นยังไง เพราะการตัดสินใจเกิดขึ้นด้วยกระดาษกับปากกาบนโต๊ะกินข้าว ไม่ใช่ที่คูหาหย่อนบัตรเลือกตั้ง (เพราะที่ออริกอนไม่มี) หรืออย่างอุ้มคือลงคะแนนเสียงบนเคาน์เตอร์ในครัว เสร็จแล้วใส่ซอง เซ็นชื่อกำกับ หนีบไว้ที่ตู้หน้าบ้าน วันรุ่งขึ้นคุณบุรุษไปรษณีย์ก็มาเก็บไป

เป็นความรู้สึกที่แปลกๆ ดีค่ะ คือถึงแม้ในใจจะคิดว่าเออก็ง่ายๆ ดีนะ แต่ตอนเอาปากกาฝนลงไป ก็มีความตื่นเต้นเพราะรู้ว่านี่คือเรื่องใหญ่แบบจะเปลี่ยนชะตากรรมของประเทศ (ซึ่งจะมีผลต่อโลกด้วย)

แต่หน้าที่ของเราไม่ได้จบอยู่แค่นั้นค่ะ เพราะวันรุ่งขึ้นอุ้มก็ตามเข้าไปในเว็บไซต์เพื่อตรวจสอบสถานะใบลงคะแนนเสียงของตัวเอง แล้วก็เห็นในระบบว่าเขาได้รับ Ballot ของอุ้มแล้ว และมันจะถูกนำไปนับคะแนน ทำให้หายห่วงไปได้เปลาะหนึ่ง

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

ตั้งแต่อุ้มได้เป็นพลเมืองของอเมริกาเมื่อเกือบ 5 ปีก่อน (แต่ก็ยังเป็นพลเมืองไทยอยู่ด้วยนะคะ เพราะอเมริกาและไทยอนุญาตให้ถือได้ทั้งสองสัญชาติพร้อมกัน) ความรับผิดชอบที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ เรียนรู้เรื่องระบบการเมืองและระบบเลือกตั้ง คือไม่ได้มีใครมาบังคับนะคะ เนิร์ดเอง คนอื่นไม่รู้เป็นเหมือนกันหรือเปล่า

อุ้มเข้ารับสาบานตนหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้รับเลือกแล้ว เพราะฉะนั้น จึงพลาดการโหวตครั้งนั้นไป แต่ไม่พลาดการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การเมืองการปกครอง (หรืออันที่จริงต้องเรียกว่าไม่ปกครอง) ที่ล้มเหลวและสับสนที่สุด ตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ใครมาบอกว่านี่คือประธานาธิบดีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา จะหลับตาพยักหน้า แล้วไม่เถียงเลยแม้แต่คำเดียว

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน
อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

ดังนั้น เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดี ค.ศ. 2020 ใกล้เข้ามา อุ้มเลยเริ่มหาข้อมูลตั้งแต่ว่าใครจะมาลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตบ้าง แล้วก็สนใจ กมลา แฮร์ริส (Kamala Harris) มาตั้งแต่ต้น (จริงๆ เจ้าตัวบอกให้ออกเสียงว่า คัมมาลา นะคะ แต่อุ้มเรียกกมลาอย่างที่เราคุ้นเคยก็แล้วกัน) หาหนังสือ The Truths We Hold ที่เขาเขียนมาอ่านจนค่อนข้างแน่ใจว่านี่คือคนที่มีประวัติการทำงานและความคิดสอดคล้องกับความเชื่อของเรา เริ่มบริจาคเงินสนับสนุนแคมเปญของเขา เอา Yard Sign มาปักหน้าบ้าน ตามดู Democratic Primary Debate ทุกครั้ง ได้ฟังผู้สมัครคนอื่นๆ ไปด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องมีอันอกหัก เพราะกมลาตัดสินใจจบแคมเปญ ถอนตัวไปก่อน

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อุ้มหยุดตามการเลือกตั้งต่อนะคะ (คือไม่ใช่แบบ ชิ คนที่ฉันเชียร์แพ้ไปแล้ว ฉันเลิกตาม) หลังจากที่พรรคเดโมแครตสรุปเสนอ โจ ไบเดน (Joe Biden) เป็นผู้สมัคร อุ้มก็พยายามหานโยบายอ่าน เพราะทีแรกไม่ได้ชอบลุงแกมากเป็นพิเศษ จนกระทั่งได้มาตามดู Democratic National Convention ทั้ง 4 วัน ถึงได้เข้าใจว่านี่คือคนชั้นกลางอย่างเราๆ ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการทำงานรับใช้ประเทศชาติมาเกือบ 5 ทศวรรษ มีความห่วงใยและแผนการที่ชัดเจนในประเด็นสำคัญ อย่างเช่น COVID-19 เศรษฐกิจ โลกร้อน สวัสดิการสังคม และเป็นคนที่ทุกคนรอบตัวพูดตรงกัน ว่ามีความรักในเพื่อนมนุษย์ ทำงานได้กับคนทุกฝ่าย และพูดจริงทำจริง คือพูดง่ายๆ คือเป็นคนดีไว้ใจได้นั่นเอง

ซึ่งต่างกันลิบลับกับประธานาธิบดีประสาทหลอน ที่อ้าปากทีไรต้องมีเรื่องโกหกหลอกลวงปนเปื้อนมาทำให้คนเดือดร้อนมันทุกที เพราะฉะนั้น การตัดสินใจจะเลือกโจ ไบเดน สำหรับอุ้ม ก็มีเหตุผลและมีความหวังต่ออนาคตที่ดีกว่า คือไม่ได้หลับหูหลับตาเลือกเพียงเพราะเป็น “ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ทรัมป์” อย่างที่เคยได้ยินหลายคนพูด

แล้วลุงโจแกยังมาเลือกกมลาเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดีอี๊ก! ป้ายหน้าบ้านก็เลยเปลี่ยนเป็นแบบนี้

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

อุ้มเองคงเหมือนประชาชนในเมืองใหญ่จำนวนมากของอเมริกา ที่อดทนข่มกลั้น พยายามทำความเข้าใจ (แต่สุดท้ายก็ยังไม่เข้าใจ) คนอีกครึ่งหนึ่งของอเมริกา (ที่ส่วนใหญ่อยู่ใน Rural Area) ที่ยังคงหลับหูหลับตาเชื่อทุกประโยคที่ทรัมป์พ่นออกมาทางสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกล่าวเท็จต่อระบบลงคะแนนเสียงล่วงหน้าทางไปรษณีย์ ที่เขาทำกันมาอย่างปลอดภัยตลอดหลายสิบปี ได้เห็นความพยายามเฮือกสุดท้ายที่จะลดงบประมาณของหน่วยงานไปรษณีย์อเมริกา การรีบแต่งตั้ง เอมี่ โคนีย์ แบร์เร็ต (Amy Coney Barrett) เพื่อสร้างคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในศาลฎีกา เพราะรู้ว่าคนที่สนับสนุนเดโมแครตนั้น มีแนวโน้มที่จะไม่เสี่ยงออกจากบ้านไปเลือกตั้งในสถานการณ์ COVID-19 ระบาดรุนแรงแบบนี้

แต่พฤติกรรมไร้ความรับผิดชอบแบบนั้นไม่ได้บรรลุผลอะไร และสุดท้ายก็กลับมาทำร้ายตัวทรัมป์และผู้สนับสนุนทั้งหลายในที่สุด

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

วันนี้ มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในอเมริกาสูงที่สุดในโลกติดต่อกันมาหลายวัน (วันละแสนกว่าราย) คือสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการระบาด และ The Associated Press รายงานว่า 93 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้ออยู่ในเมืองที่เลือกโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งสิ้น

และการยุยงยืนยันให้ผู้สนับสนุนของตัวเองออกไปโหวตที่หน่วยเลือกตั้งเท่านั้น ห้ามโหวตทางไปรษณีย์ ก็ทำให้รายงานผลการเลือกตั้ง ค่อยๆ พลิกแดงเป็นน้ำเงินไปทีละรัฐสองรัฐ โดยมีโดนัลด์ ทรัมป์ และสมุนทั้งหลายออกมาฟาดหัวฟาดหางให้เห็นเป็นระยะ

ทีแรกอุ้มก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าเขานับคะแนนเสียงคนที่มาโหวตด้วยตัวเองก่อน แล้วค่อยนับคะแนนเสียงโหวตทางไปรษณีย์ทีหลัง คืนวันเลือกตั้ง เห็นแผนที่อเมริกาเป็นสีแดงเถือกไม่ต่างจาก ค.ศ. 2016 แล้ว อุ้มถึงกับกอดลูก นอนกุมมือสามีหลับไปด้วยความกลัวแบบจับขั้วหัวใจ

วันรุ่งขึ้นสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนตี 5 รีบคว้าโทรศัพท์มาเช็ก ค่อยเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง สีแดงเริ่มจางกลายเป็นสีฟ้าอ่อน CNN ก็วิเคราะห์อยู่นั่น ว่าไบเดนต้องพลิกรัฐไหนกลับมาเป็นสีน้ำเงินบ้างถึงจะชนะ ตลอดสองสามวัน บทสนทนาในบ้านและกับเพื่อนๆ นี่ไม่มีอะไรอย่างอื่นนอกไปจากผลเลือกตั้งเลยค่ะ คือถึงขั้นต้องบอกลูกว่า ช่วงนี้คุณแม่จะงงๆ หน่อยนะลูก แล้วจ้อง CNN ต่อไป ไม่เคยดูอะไรมาราธอน 3 วัน 4 คืนรวดแบบนี้มาก่อนเลย คือวันๆ เห็นหน้าผู้ประกาศมากกว่าสามี ตอนนี้ท่องได้แล้วว่าเมืองไหนอยู่ใน County ไหน ฮ่าๆ

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน
อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน
อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

แล้วสุดท้ายความเชื่อในความถูกต้องก็มีกำลังเหนือกว่า! เช้าวันเสาร์อุ้มตื่นขึ้นมาแบบยังไม่รู้ผลที่แน่นอน แต่พอตอนสายๆ ละสายตาจากจอ เดินไปเล่นกับลูกประเดี๋ยวเดียว แมสเสจในโทรศัพท์ก็ดังถี่ๆ มีแต่ข้อความว่า เราชนะแล้ว! ไบเดนได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป! กมลาคือผู้หญิง (และผู้หญิงผิวสี) คนแรกที่ได้รับเลือกในตำแหน่งสูงขนาดนั้น! และสถิติผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียงสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา!

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

คือโดนัลด์ ทรัมป์ เองก็ได้คะแนนเสียงสูงกว่าตอนที่ชนะคราวที่แล้วนะคะ แต่ว่า… คนที่เลือกไบเดน / กมลา ยิ่งมีมากกว่าเกือบ 5 ล้าน! คะแนนเสียงของไบเดนนั้นเห็นได้ชัดมากในแผนที่ว่ามาจากเมืองใหญ่ในแต่ละรัฐ และมีผลมากขนาด Flip (หรืออาจจะ Flip) รัฐที่เป็นฐานเสียงสำคัญของริพับลิกันในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว อย่างวิสคอนซิน มิชิแกน เพนซิลเวเนีย จอร์เจีย และอาจจะรวมถึงแอริโซนาด้วย

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

โล่งอกบอกไม่ถูกเลยค่ะ แถวบ้านอุ้มไม่ได้มีคนออกมาฉลองกัน แต่เห็นภาพคนในเมืองอื่นๆ ออกมารวมตัว โห่ร้องดีใจ เปิดแชมเปญ เต้นระบำกันก็รู้สึกเบิกบานไปด้วย ยิ่งได้ดู Victory Speech หรือสุนทรพจน์รับชัยชนะของกมลาและไบเดนเมื่อคืนวันเสาร์ ก็ยิ่งใจชื้นว่าจากนี้ ถึงแม้จะยังมีอุปสรรค มีความยากลำบากรออยู่ข้างหน้า แต่ว่าการเมืองและการบริหารประเทศจะอยู่ในมือของคนที่ตั้งใจและมีความสามารถที่จะมาทำงาน เสียงนกเสียงกาของผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมไม่ต่างจากเด็กอนุบาลยามงอแงไม่ได้ของเล่น เราก็หายใจลึกๆ แล้วปล่อยผ่าน มองไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมีความหวัง

เหมือนกับที่ เอลลา เบเกอร์ (Ella Baker) นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนสำคัญเคยพูดไว้ว่า “Give light and people will find the way.” จงมอบแสงสว่าง แล้วมวลชนจะพบหนทางไป

เรากำลังเดินตามแสงสว่างนั้นไปด้วยกันค่ะ

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

เวลาเลือกซื้อผักผลไม้ คุณเลือกจากอะไร

คนส่วนใหญ่มักตอบว่าเลือกลูกหรือกำที่สวย ไม่แหว่ง ไม่เบี้ยว ไม่มีรอย

นั่นเป็นเหตุผลให้เฉพาะที่อเมริกา มีผักผลไม้ที่ต้องถูกทิ้งไปเพราะไม่เข้าข่ายที่ว่ามา ปีละ 3 พันล้านกิโลกรัม… ค่ะ เขียนไม่ผิด… 3 พันล้านกิโลกรัม! ลองนึกสิคะว่าถ้ารวมกันทั้งโลกนี้จะต้องคูณไปอีกกี่เท่า

Tristram Stuart

ผักผลไม้เหล่านี้ เกินกว่าครึ่งถูกทิ้งตั้งแต่ที่ฟาร์ม ส่วนที่เหลือถูกคัดทิ้งที่ซูเปอร์มาร์เก็ต มันน่าเจ็บปวดและน่าเสียดายแค่ไหน ที่แรงงานและทรัพยากรมากมายถูกใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์ เพียงเพราะความต้องการ (หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์) ของผู้บริโภคที่อยากได้แต่ของไม่มีตำหนิ

จะว่าไปมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกนะคะ เราจ่ายเงินทั้งทีก็ต้องอยากได้ของดีที่สุดแลกมา แล้วสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตนั้นจะตั้งข้อกังขากับอะไรที่หน้าตาไม่ปกติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เราก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาพืชผลที่ถูกทิ้งจำนวนมหาศาล เห็นตัวเลขแล้วน่าใจหายจริงๆ เลยใช่ไหมคะ คนส่วนใหญ่ได้ยินแล้วก็คงจะเศร้าใจ แต่ไม่รู้จะช่วยยังไงดี เวลาไปจ่ายกับข้าวแล้วจะให้เลือกแต่ผักผลไม้บูดๆ เบี้ยวๆ ก็ไม่ไหวนะคะ ครั้นจะให้ถ่อไปถึงไร่ถึงสวนช่วยซื้อผักผลไม้ที่พ่อค้าคนกลางเขาไม่รับซื้อ อันนี้ก็พูดเป็นเล่นไปอีก สรุปก็เลยใช้ชีวิตต่อไปแบบถอนใจเป็นครั้งคราว

แต่ เบ็น ไซม่อน (Ben Simon) ไม่คิดอย่างนั้นค่ะ เขาเห็นปัญหา และลงมือแก้ไขมัน ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่แมรีแลนด์เมื่อปี 2011 ตอนนั้นเบ็นกับเพื่อนๆ พบว่ามีอาหารเหลือทิ้งจากโรงอาหารเป็นจำนวนมากทุกๆ คืน และอาหารจำนวนมากยังอยู่ในสภาพที่กินได้ พวกเขาจึงตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อ Food Recovery Network (FRN) เพื่อเก็บอาหารเหล่านั้นส่งไปบริจาคให้กับเครือข่ายองค์กรที่ช่วยเหลือคนอดอยากหิวโหย

แนวคิดและการดำเนินงานของ FRN ได้รับความสนใจอย่างมาก มีนักศึกษามหาวิทยาลัยอื่นๆ รวมทั้งนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ (แม้แต่โรงเรียนสอนทำอาหาร) ขอเข้าร่วมโครงการกันอย่างคึกคัก จนตอนนี้ FRN กลายเป็นเครือข่ายนักเรียนนักศึกษากู้อาหารที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา เพียง 5 ปีกว่า พวกเขาเก็บอาหารไปแจกจ่ายให้คนอิ่มท้องได้เกือบล้านกิโลกรัม แทนที่จะต้องถูกทิ้งไปเฉยๆ โดยไม่มีใครทำอะไรเลย (ใครที่สนใจอยากเริ่มต้นโครงการแบบนี้ในเมืองไทย ลองเข้าไปดูรูปแบบการดำเนินงานหรืออีเมลขอคำแนะนำจากเขาได้นะคะ)

เมื่อเบ็นเรียนจบ เขากับเพื่อนอีกคนชื่อเบ็นเหมือนกัน (แต่นามสกุลเชสเลอร์ – Chesler) เริ่มคิดการใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ทำอย่างไรจึงจะขยายแนวความคิดนี้ออกไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นก็คือปัญหาผลิตผลเหลือทิ้งที่ทับถมอยู่ในกองขยะ โชคดีที่สองเบ็นได้พบกับรอน คลาร์ก (Ron Clark) รอนมีประสบการณ์หลายสิบปีในการทำงานกับ Food Bank (สถานสงเคราะห์ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารแก่ผู้ยากไร้) ในแคลิฟอร์เนีย และเป็นผู้ก่อตั้งโครงการ Farm to Family ที่รับเอาผลิตผลขี้เหร่จากฟาร์มมาบริจาคให้กับคนไม่มีจะกิน รอนรู้ดีว่าถึงแม้เขากำลังสร้างมหากุศล แต่ก็ยังมีผลผลิตบุญน้อยถูกทิ้งอีกมากมายเหลือคณานับ ทั้งสามมีความเชื่อเดียวกันว่าทางเดียวที่จะช่วยกันแก้ปัญหาได้ คือขยายความรับผิดชอบไปยังผู้บริโภค

ปี 2015 ธุรกิจส่งผักผลไม้ไม่สมประกอบในราคาเป็นกันเองที่ชื่อ Imperfect Produce ก็ถือกำเนิดขึ้นที่ซานฟรานซิสโก

Imperfect Produce

เพียงแค่สองปีกว่า พวกเขากู้ผักผลไม้คืนมาได้ถึงสี่ล้านกว่ากิโลกรัม ลดปริมาณน้ำ (ที่ต้องสูญเปล่าไปกับการเพาะปลูกแล้วไม่ได้ขาย) ได้ถึงเกือบสองพันล้านลิตร ช่วยให้คนประหยัดค่าจ่ายตลาดไปได้ถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นล้านบาท และลดประมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเกิดขึ้นจากพืชผลเน่าเสียไปได้ถึงสามสิบเอ็ดล้านปอนด์ จากที่ตอนแรกส่งแค่ในแคลิฟอร์เนีย ตอนนี้ Imperfect Produce ขยายฐานลูกค้าและเกษตรกรไปยังพอร์ตแลนด์ ซีแอตเทิล และชิคาโก ข่าวว่าเมืองอื่นๆ อีกหลายเมืองกำลังจะทยอยตามมาอย่างรวดเร็ว

ฟังดูมีความหวังมากเลยใช่ไหมคะ ดีจังที่ธุรกิจเพื่อสังคมแบบนี้เติบโตราวกับไฟลามทุ่ง แสดงว่าผู้บริโภคมีความต้องการและความพร้อมที่จะร่วมมือกัน ถ้ามีคนมาบริหารจัดการอย่างเข้าใจทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือ มีโมเดลทางการตลาดที่ทำให้ง่ายและดีต่อชีวิตของทุกคน

บ้านของผู้เขียนเพิ่งเริ่มรับกล่องผลิตผลจาก Imperfect Produce ได้ไม่นาน แต่ก็ตกหลุมรักเทใจให้ไปเรียบร้อย เพราะถึงแม้ดูจากผู้ก่อตั้งทั้งสามแล้วโหงวเฮ้งจะออกเด็กค่ายสายเนิร์ดแน่นอน แต่หน้าตาและการสื่อสารของธุรกิจกลับทันสมัยน่ารักน่าเอ็นดู

Imperfect Produce

วิธีการใช้งานก็แสนสะดวก เข้าไปลงทะเบียนไม่กี่บรรทัด จากนั้นเลือกว่าจะให้มาส่งทุกอาทิตย์หรืออาทิตย์เว้นอาทิตย์ก็ได้ แล้วใกล้ๆ วันมาส่ง ก็สามารถเข้าไปเลือกได้ว่าจะเอาไม่เอาผักอะไรบ้างในกล่องนั้น พอถึงวันส่งจริง ก็มีข้อความมาบอกในมือถือด้วยว่าคนขับรถกำลังไปแล้วนะจ๊ะ ถึงขั้น track ได้ด้วยว่าอยู่ตรงไหนอีกกี่นาทีจะมาถึง ส่งเสร็จค่อยตัดบัตรเครดิต ช่วงไหนไม่อยู่จะงดรับติดต่อกันก็ได้หลายสัปดาห์ บอกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้

ในกล่องที่มาส่ง มีโปสการ์ดให้ความรู้เกี่ยวกับพนักงาน ผลผลิต พร้อมทั้งมีสูตรอาหารจากผักผลไม้แปลกๆ ด้วย ในเว็บไซต์เองก็มีบล็อกบอกเกร็ดน่ารู้สำหรับคนรักโลกและชอบทำอาหาร ในอินสตาแกรมก็ชักชวนให้ลูกค้าส่งรูปผักหน้าตาตลกๆ ที่ตัวเองได้รับมาให้คนอื่นช่วยกันขำ แต่ทั้งหมดไม่มากไปจนตามอ่านตามดูไม่ทัน และการปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ก็ดูออกว่าคิดมาแล้วว่าคนมีพฤติกรรมและความต้องการอย่างไร

Imperfect Produce Imperfect Produce Imperfect Produce

ผู้เขียนเคยคิดจะสมัครสมาชิก CSA (Community Supportive Agriculture) ซึ่งเป็นการเข้าไปซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง แต่เราต้องจ่ายเงินล่วงหน้าไปก่อนเลยสำหรับทั้งฤดูกาลนั้น ซึ่งแพงพอสมควร (ฟาร์มผักอินทรีย์ที่มีจุดรับผลิตผลที่ใกล้บ้านผู้เขียนที่สุด คิดราคาฤดูละสามหมื่นกว่าบาท คือเฉลี่ยเดือนละหมื่น) เพื่อเกษตรกรจะได้เอาเงินไปบริหารจัดการฟาร์ม พอถึงเวลา เราก็ไปรับผลผลิตตามจุดที่กำหนด ซึ่งเลือกไม่ได้ว่าจะได้อะไรบ้าง เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรจะปลูกอะไรและมีอะไรพร้อมเก็บเกี่ยวในช่วงนั้นบ้าง ทำให้เพื่อนหลายคนของผู้เขียนที่บอกรับเป็นสมาชิกแบบนี้มาบ่นให้ฟังอยู่เนืองๆ ว่าได้ผักที่บ้านเขาไม่กินอยู่บ่อยๆ

การลงขันก็เท่ากับเราต้องร่วมกันรับผิดชอบความเสี่ยงด้วย หากมีภัยธรรมชาติหรือความผิดพลาดทำให้ฤดูกาลเพาะปลูกนั้นล้มเหลวก็แปลว่าจะไม่ได้ผลผลิต ผู้เขียนศึกษารายละเอียดอยู่พักใหญ่ แล้วก็ตัดสินใจว่าเรายังไม่พร้อมจ่ายเงินเดือนละหมื่นกว่าบาทเป็นค่าผักผลไม้ ถึงแม้ใจจะอยากช่วยสนับสนุนเกษตรกรอินทรีย์และรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคมลักษณะนี้ก็ตาม

Imperfect Produce Imperfect Produce

ครั้นพอได้ยินถึงเรื่อง Imperfect Produce ผู้เขียนก็พบว่านี่มันเป็นสิ่งที่เราแสวงหามานาน เราอยากกินผักผลไม้ปลอดสารพิษในราคาไม่แพง เราอยากสนับสนุนเกษตรกร และเราอยากสนับสนุนธุรกิจที่คิดดีทำดี

เหตุผลที่ผักผลไม้จาก Imperfect Produce ราคาถูกกว่าตามซูเปอร์มาร์เก็ตเกือบครึ่ง (หรือเกินครึ่ง) ก็เพราะเขาไปรับผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง และผลผลิตเหล่านี้ ยังไงก็ต้องถูกทิ้ง ดังนั้น ต้นทุนจึงต่ำมาก คนซื้อก็เลยซื้อได้ในราคาถูก ถามว่าหน้าตาของที่ได้แย่มากไหม ตอบได้เลยว่าไม่ บางอย่างนี่ผู้เขียนยังต้องพลิกไปพลิกมาว่ามันผิดปกติตรงไหน เพราะดูไปก็เหมือนของที่ขายตามร้านค้า บางอย่างอาจจะผิวมีตำหนิ ลูกใหญ่ไป เบี้ยวนิดเบี้ยวหน่อย แต่มันก็เป็นความจริงของธรรมชาติไม่ใช่เหรอคะ เราเองต่างหากที่ถูกหล่อหลอมมาให้เชื่อว่าผักผลไม้ต้องมีขนาดและหน้าตาสวยงามพิมพ์นิยมเดียวกันหมด พอได้เห็นอะไรแบบนี้ผู้เขียนกลับยิ่งรู้สึกเห็นคุณค่าและความงามของพืชผักเหล่านี้มากขึ้นเสียอีก

พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็เลยทำให้นึกถึงสารคดีดูสนุกสร้างความหวังเรื่อง Wasted! The Story of Food Waste

สารคดีซึ่งเล่าถึงภาพรวมปัญหาอาหารถูกทิ้งของทั้งโลกในหลากหลายแง่มุม และความพยายามของหัวเรี่ยวหัวแรงหนึ่งหยิบมือจากทั่วโลก ที่กำลังช่วยกันคลี่คลายและสลายปัญหานี้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นแดน บาร์เบอร์ (Dan Barber) เชฟชื่อดังแห่ง Blue Hill Farm ที่หยิบเอาส่วนผสมที่คนทั่วไปโยนทิ้ง แล้วสร้างสรรค์ให้มันกลายเป็นอาหารสุดหรูแสนอร่อยสำหรับผู้มีอันจะกิน หรือซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อ Daily Table ที่รับพืชผลและผลิตภัณฑ์อาหารบริจาคจากเครือข่ายเกษตรกร ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ และผู้ผลิตเจ้าต่างๆ แล้วเอามาขายให้คนยากคนจนในราคาถูก มีส่วนขายอาหารปรุงสำเร็จที่ดีต่อสุขภาพและราคาใกล้เคียงกับฟาสต์ฟู้ด ทำให้คนรายได้น้อยมีทางเลือกและโอกาสในการเข้าถึงอาหารที่ดีมากขึ้น

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือวงการอาหารสัตว์ องค์การสหประชาชาติมีรายงานออกมาว่า ถ้าเราให้หมูกินอาหารที่เหลือจากมนุษย์แทนที่จะกินอาหารสัตว์ซึ่งทำจากข้าวโพดและถั่วเหลือง เราจะมีอาหารพอที่จะเลี้ยงประชากรโลกได้เพิ่มถึง 3 พันล้านคนต่อปี! ฟังดูก็เป็นเรื่องน่าตกใจไม่น้อย เพราะแต่แรกเริ่มเดิมทีนั้น มนุษย์เราเองนี่ละที่หาเรื่องเลี้ยงหมูก็เพื่อจะให้กินเศษอาหาร แล้วจะได้กลับมาเป็นอาหารให้มนุษย์อีกที แต่เวลาผ่านไป ระบบการเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรม ทำให้หมูเหล่านี้กลับมาแย่งอาหารของมนุษย์

ที่ญี่ปุ่นมีทางออกสำหรับเรื่องนี้ค่ะ เพราะเกษตรกรเริ่มใช้อาหารจากบริษัท Agri Gaia System ที่ก่อตั้งขึ้นโดยคุณฮิโรยูกิ ฮาโกอุ (Hirouki Hakou) ซึ่งเคยเป็นคนขับรถเก็บขยะมาก่อน แต่วันหนึ่งเขารู้สึกรับไม่ได้อีกต่อไปกับการขนเศษอาหารจำนวนมากมายไปเททิ้งทุกวัน เขาจึงตั้งโรงงานรับเอาอาหารเหลือจากแหล่งต่างๆ มาแปรรูปให้กลายเป็นอาหารสัตว์ จนตอนนี้ AGS กลายเป็นโรงงานอาหารสัตว์แปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และมีกำลังการผลิตถึงวันละ 250 ตัน ฟังแล้วอยากจะกราบเสียตรงนี้เลย

Imperfect Produce Imperfect Produce Imperfect Produce

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือการนำกากอาหารเหลือทิ้งจากโรงงานไปใช้สร้างพลังงาน ตัวอย่างเช่นโรงงานผลิตโยเกิร์ต Yoplait ในรัฐเทนเนสซี ที่มีปัญหาหางนมเหลือเป็นจำนวนมากจากการผลิต Greek Yogurt (ปกตินม 1 ลิตรจะผลิตโยเกิร์ตได้ 1 ลิตร แต่โยเกิร์ตแบบกรีกต้องใช้นมถึง 3 ลิตรเพื่อผลิตโยเกิร์ตที่ข้นจนเกือบเป็นคัสตาร์ดได้ 1 ลิตร) ก่อนหน้านี้โรงงานต้องขนเอาหางนมเหล่านี้ไปฝังกลบ เพราะมันมีกากตะกอนอินทรีย์มากเกินกว่าจะทิ้งลงระบบบำบัดปกติได้ พวกเขาแก้ปัญหาด้วยการสร้างแทงก์ขนาดใหญ่ยักษ์ แล้วเติมหางนมเหล่านี้ลงไปเป็นอาหารให้กับแบคทีเรียที่อยู่ในแทงก์ แบคทีเรียจะทำการย่อยโปรตีนและน้ำตาล ทำให้กลายเป็นน้ำสะอาด และปล่อยก๊าซมีเทนออกมาเป็นผลพลอยได้ เนื่องจากโรงงานเป็นระบบปิด จึงสามารถส่งก๊าซไปใช้เป็นพลังงานหมุนเวียน ทำให้ลดค่าไฟฟ้าไปได้ถึง 10% คิดเป็นมูลค่าปีละเกือบร้อยล้านบาททีเดียว น่าดีใจที่ในเมืองไทยเราก็มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากสร้างก๊าซชีวภาพจากของเสียในโรงงาน และกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ส่งเสริมเรื่องนี้ด้วย

พูดกันถึงภาครัฐ ก็ต้องเล่าถึงความใส่ใจของรัฐบาลหลายประเทศ ที่มองเห็นความรุนแรงของปัญหาอาหารเหลือทิ้ง และปรากฏการณ์เรือนกระจกที่จะสาหัสขึ้นหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป จนถึงกับออกกฎหมายควบคุมการทิ้งอาหาร ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส และอิตาลี โดยฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎหมายห้ามซูเปอร์มาร์เก็ตทิ้งหรือทำลายอาหารที่ยังกินได้หรือเพียงใกล้วันหมดอายุ แต่ต้องบริจาคให้กับองค์กรช่วยเหลือผู้อดยากหิวโหยแทน ไม่อย่างนั้นจะถูกปรับมหาศาล ตอนนี้เมืองน้ำหอมกำลังล็อบบี้ให้ประเทศอื่นใน EU ออกกฎหมายลักษณะเดียวกันด้วย ส่วนรัฐบาลเกาหลีใต้สนุกกว่า คือมีถังขยะแยกสำหรับทิ้งอาหารเหลือ ก่อนจะทิ้งได้ต้องสแกนบัตรประชาชนก่อน แล้วสิ้นเดือน ประชาชนก็ต้องจ่ายค่าอาหารที่ตัวเองทิ้งตามน้ำหนัก ผลปรากฏว่าตอนนี้เกาหลีใต้แก้ปัญหาอาหารถูกส่งไปกองขยะได้เกือบหมดประเทศ! นี่… มันต้องเอาจริงกันอย่างนี้

ทำไมการทิ้งอาหารถึงได้เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก ก็เพราะว่าอาหารที่เราทิ้งลงถัง แล้วถูกเก็บใส่รถขยะ เอาไปเทรวมกันที่กองขยะปล่อยให้เน่าเหม็นนั้น เป็นตัวการที่สำคัญของการทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่ออาหารย่อยสลาย และไม่มีก๊าซออกซิเจนเพราะถูกทับถมรวมกันเป็นกองพะเนิน มันจะปล่อยก๊าซมีเทนออกสู่ชั้นบรรยากาศ แล้วไอ้เจ้าก๊าซมีเทนนี้เอง ที่สร้างปรากฏการณ์เรือนกระจกได้หนักหนาสาหัสกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 23 เท่า! เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานเสียด้วย ลองเดาดูเล่นๆ นะคะว่าผักกาดหอม 1 หัวในกองขยะ ใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะย่อยสลายได้หมด… 2 สัปดาห์? 2 เดือน?… ผิดหมดค่ะ… คำตอบคือ 25 ปี!! ผู้เขียนได้ยินอย่างนี้แล้วคิดมากขึ้นเยอะเลยค่ะก่อนจะทิ้งอะไร

แล้วทีนี้จะทำยังไงกับชีวิตตัวเองดี… อย่าเพิ่งเครียดค่ะ ผู้เขียนมีคำแนะนำง่ายๆ 11 ข้อที่จะช่วยลดปริมาณอาหารเหลือทิ้งในครัวเรือนมาฝากด้วยค่ะ

  1. อย่าซื้อของเยอะเกินความจำเป็น ถ้าบ้านอยู่ใกล้ตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ให้ซื้อครั้งละน้อยๆ แล้วใช้ให้หมด ก่อนไปซื้อของ วางแผนแต่ละมื้ออาหาร จะได้รู้ว่าต้องซื้ออะไรบ้าง แล้วพอไปที่ร้านก็ใจแข็ง อย่าซื้อโน่นนี่เพราะรู้สึกว่ามันน่ากินไปหมด
  2. อย่าตักอาหารเยอะเกินไปให้สมาชิกในบ้านหรือแขกที่มากินข้าว ใช้วิธีตักปริมาณน้อย แล้วค่อยเติมเอาจะดีกว่า รู้ไหมคะว่าเราถูกวัฒนธรรมร้านอาหารทำให้รู้สึกว่ากับข้าวต้องจานใหญ่ๆ ถึงจะดูน่ากิน อยู่บ้านใช้จานเล็กๆ ก็อาจจะช่วยให้กินน้อยลงได้ ดีต่อสุขภาพและไม่มีอาหารเหลือด้วย
  3. ถ้ามีอาหารเหลือ ใส่กล่องเก็บเข้าตู้เย็น แปะวันที่ไว้ด้วยก็จะดี แล้วสร้างนิสัยในการกินอาหารเหลือผสมไปกับอาหารใหม่ ตู้เย็นจะได้ไม่อัดแน่นไปด้วยของที่กินไม่หมด
  4. เก็บอาหารให้ถูก แต่ละอย่างจะได้เสียช้าลง ผักผลไม้บางอย่างไม่ควรวางไว้ใกล้ผักผลไม้อื่นเพราะมันปล่อยก๊าซที่ทำให้ผลไม้อื่นสุกหรือเสียง่าย หรือผักจำนวนมาก ตัดก้านแล้วแช่น้ำ อยู่ได้นานกว่าแช่ตู้เย็นเสียอีก ตำแหน่งการวางของในตู้เย็นก็ช่วยยืดอายุอาหารและประหยัดพลังงานด้วยค่ะ
  5. จัดตู้เย็นให้เป็นระเบียบ เพื่อให้มองเห็นอาหารทุกอย่าง จะได้คอยหยิบอะไรที่เสียง่ายหรือใกล้หมดอายุมาใช้ได้ทัน
  6. อย่ายึดวันหมดอายุหรือ sell-by date เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย วันที่เหล่านี้เป็นตัวกำหนดคุณภาพของอาหาร ไม่ใช่ว่าถึงวันนั้นแล้วจะกินไม่ได้จริงๆ ให้ใช้วิจารณญาณจากดูด้วยตา ดมกลิ่น หรือลองชิมดู ก่อนจะตัดสินใจโยนทิ้งเพียงเพราะวันที่บนบรรจุภัณฑ์
  7. จดบันทึกสิ่งที่ทิ้ง เขียนราคาลงไปด้วยยิ่งดี (เห็นกันจะจะว่าเสียเงินไปเท่าไหร่นี่ช่วยได้มากเลยค่ะ) แล้วก่อนจะออกไปซื้อของ เปิดตู้เย็นและชั้นเก็บอาหารดูก่อนว่ามีอะไรอยู่แล้วบ้าง จะได้ไม่ซื้อของอย่างเดียวกันมาซ้ำๆ ทำให้ใช้ไม่หมด
  8. บริจาคอาหารให้กับคนที่หิว ลองหาข้อมูลดูว่าใกล้ๆ บ้านมีใครรับบริจาคอาหารบ้าง หรือถ้าไม่มี เราตั้งโต๊ะบริจาคอาหารสำหรับชุมชนยากจนที่อยู่ใกล้ๆ ได้ไหม เราจะได้เอาอาหารดีๆ ที่คิดว่ากินไม่หมดแน่ๆ ไปบริจาค หรือถ้าเป็นอาหารเหลือทิ้ง มีโรงเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ใกล้ๆ ที่รับบริจาคอาหารไหม
  9. ผักผลไม้บางอย่างต้องซื้อทีละกำใหญ่ๆ กินยังไงก็ไม่หมด งั้นหัดดองผัก ทำผลไม้แช่อิ่มดีไหม จะได้มีอาหารเก็บไว้กินนานขึ้นอีก ไม่ต้องเสี่ยงกับสารกันบูดหรือขัณฑสกรด้วย หรือบางอย่างที่ใช้ทีละนิดเดียว เช่น พริก ใบกะเพรา ลองปลูกเองดีไหมจะได้ไม่ต้องซื้อเยอะๆ ให้เหลือทิ้ง หรือจะล้างแล้วเด็ดแช่ช่องแข็งก็ช่วยให้มีของใช้ได้นานขึ้น
  10. หาสูตรอาหารจากของที่เรามี หรือใช้แอพอย่าง Handpick ที่ช่วยคิดว่าของแบบนี้จะทำเป็นอาหารอะไรได้บ้าง นอกจากได้ทำอะไรใหม่ๆ แล้วยังได้ใช้ของที่มีอยู่ให้หมดด้วย
  11. ทำปุ๋ยจากเศษอาหาร อันนี้มีคนบอกว่าให้ใส่ไว้อันดับท้ายๆ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีเวลา สนใจ หรือมีที่พอจะทำปุ๋ย ถ้าทำได้ก็จะดี แต่ทางที่ดีให้ลดขยะจากอาหารเหลือก่อน จากนั้นหาทางบริจาค ส่งไปเป็นอาหารสัตว์ แปรรูปเป็นพลังงาน จากนั้นจึงจะมาคิดเรื่องทำปุ๋ย (บ้านผู้เขียนพยายามมาหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จเสียที เพราะสัดส่วนของสดกับของแห้งยังไม่ได้ที่)

Imperfect Produce

ไหนๆ ก็เล่ามายาวขนาดนี้แล้ว ขอเล่าถึงนักรณรงค์เรื่องการลดปริมาณอาหารเหลือที่สำคัญอีกคนหนึ่งของโลกค่ะ เขาเป็นหนุ่มอังกฤษรูปหล่อวัย 40 ชื่อ ทริสแทรม สจ๊วต (Tristram Stuart) ที่สนใจปัญหานี้มาตั้งแต่อายุ 15 จนตอนนี้เขียนหนังสือขายดีออกมา 2 เล่ม TED Talk ของเขาก็มีคนเข้ามาดูเป็นล้าน แถมยังเป็นผู้ก่อตั้งคราฟท์เบียร์ยี่ห้อ Toast Ale ที่เอาขนมปังชิ้นหัวท้าย ซึ่งถูกทิ้งมากมายมหาศาลจากการผลิตแซนด์วิช มาทำเป็นหัวเชื้อในการหมักเบียร์ (ทำให้นึกถึงคราฟต์โซดาไทยยี่ห้อ Castown ที่ทำจากเปลือกกาแฟเหลือทิ้ง น่ารักไม่แพ้กัน) ลองเข้าไปฟัง TED Talk ของทริสแทรม เปิดหูเปิดตากันดีไหมคะ

เราได้ยินกันบ่อยเหลือเกิน ว่าต่อไปโลกจะมีประชากรเกือบ 9 พันล้านคน เราต้องหาทางผลิตอาหารเพิ่มเพื่อเลี้ยงประชากรโลกจำนวนมหาศาลเหล่านี้ ความจริงคือ นั่นไม่ใช่เรื่องจริงเลยค่ะ เพราะมีการคำนวณออกมาแล้วว่า ตอนนี้เราผลิตอาหารล้นเกินความต้องการของประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ (อเมริกาผลิตอาหารถึงเกือบ 4 เท่าของความต้องการที่แท้จริงของคนในประเทศ)

แต่ปัญหาที่แท้จริงคือเราทิ้งอาหารจำนวนมากมายมหาศาลซึ่งควรจะได้นำไปเลี้ยงผู้คนมากกว่า ว่ากันว่า 40% ของอาหารที่ผลิตขึ้นในอเมริกานั้นไม่ได้รับการบริโภค และถูกทิ้งไปอย่างสูญเปล่า ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับคำกล่าวของเชฟมาซซิโม่ บ็อตตูร่า (Massimo Bottura) ว่า “เราไม่จำเป็นต้องผลิตเพิ่ม เราเพียงแค่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม” ตัวอย่างมากมายที่เล่ามา รวมทั้งเรื่อง Imperfect Produce ที่ผู้เขียนใช้เปิดประเด็นนั้น แม้จะเป็นเพียงน้ำหยดหนึ่งในทะเลทราย แต่ถ้าน้ำนั้นหยดต่อเนื่องกันจากหลายๆ จุด ผู้เขียนเชื่อว่าสักวันมันต้องกลายเป็นบึงใหญ่ กลายเป็นโอเอซิสที่มีต้นไม้และสิ่งมีชีวิตเจริญงอกงาม

มาช่วยกันนะคะ ปัญหาระดับโลก เริ่มแก้ได้ด้วยคนตัวเล็กๆ อย่างพวกเราทุกคนค่ะ

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load