หัวใจจะวาย!

ค่ะ… วันนี้วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

มองออกไปนอกหน้าต่าง ใบไม้กำลังผลัดใบ เปลี่ยนสี ร่วงหล่น อีกไม่นานก็จะเข้าฤดูกาลแห่งการพัก รักษาเยียวยา เพื่อเตรียมต้นให้พร้อมสำหรับการผลิใบ ก่อเกิดชีวิตใหม่ในฤดูใบไม้ผลิอีก 5 – 6 เดือนข้างหน้า

ช่างเหมาะเจาะเหลือเกินกับเหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์อันแสนตื่นเต้นที่ผ่านมา

เมื่อวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน เป็นวันเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งแรกที่อุ้มได้ใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งในฐานะอเมริกันชนคนหนึ่ง

เป็นประสบการณ์ตื่นเต้น อกสั่นขวัญแขวน ลุ้นกันแบบมือเย็นใจเต้นไม่เป็นระบบ เข้านอนไปโดยไม่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะตื่นมาเจอกับอะไร และสุดท้ายประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ณ เวลาที่อุ้มพิมพ์บทความนี้อยู่ค่ะ

อุ้มอาศัยอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ ซึ่งอยู่ในรัฐออริิกอน ซึ่งเป็นรัฐที่ Vote by Mail ร้อยเปอร์เซ็นต์มาตั้งแต่ ค.ศ. 2000 (ทั้งอเมริกามีแค่ 5 รัฐ คือโคโลราโด ฮาวาย ออริกอน ยูทาห์ และวอชิงตัน) คือหลังจากเราไปลงทะเบียนเพื่อโหวตไว้ล่วงหน้า ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง ทางคณะกรรมการเลือกตั้งก็จะส่งใบลงคะแนนเสียงมาที่บ้าน

เราเอาปากกาดำฝนๆๆ คนที่เราจะเลือก ซึ่งไม่ได้มีแค่ประธานาธิบดี แต่มีผู้ว่าการ (Mayor) เมืองพอร์ตแลนด์ วุฒิสมาชิก สมาชิกสภาผู้แทนแต่ละเขต City Commissioner (ไม่รู้เรียกเป็นไทยว่าอะไร) รวมทั้งยังมีมาตรา (Measures) ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนแต่ละเมือง อย่างเช่นขึ้นภาษีบ้านพักอาศัยเพื่อเอาไปพัฒนาสวนสาธารณะ ขยายห้องสมุด เพิ่มงบโรงเรียน ตั้งหน่วยงานเอกชนเพื่อกำกับดูแลการทำงานของตำรวจ หรือขึ้นภาษีบุหรี่และอุปกรณ์ Vape (ขึ้นเยอะด้วยนะคะ ซองละ 2 เหรียญฯ แน่ะ)

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

เรียกว่าเลือกมันทุกอย่างที่จะต้องเลือกและเลือกได้ โดยที่นอกจากประชาชนจะติดตามข่าวสารบ้านเมือง ดูโคตรเหง้าศักราช ผลงานและทัศนคติของผู้สมัครแต่ละคนเป็นการบ้านทำกันมาเองแล้ว ยังมีคู่มือเลือกตั้งเล่มหนาปึ้กส่งมาให้ด้วย จะได้อ่านว่าแต่ละคนคือใคร มาตราไหนรายละเอียดเป็นยังไง เพราะการตัดสินใจเกิดขึ้นด้วยกระดาษกับปากกาบนโต๊ะกินข้าว ไม่ใช่ที่คูหาหย่อนบัตรเลือกตั้ง (เพราะที่ออริกอนไม่มี) หรืออย่างอุ้มคือลงคะแนนเสียงบนเคาน์เตอร์ในครัว เสร็จแล้วใส่ซอง เซ็นชื่อกำกับ หนีบไว้ที่ตู้หน้าบ้าน วันรุ่งขึ้นคุณบุรุษไปรษณีย์ก็มาเก็บไป

เป็นความรู้สึกที่แปลกๆ ดีค่ะ คือถึงแม้ในใจจะคิดว่าเออก็ง่ายๆ ดีนะ แต่ตอนเอาปากกาฝนลงไป ก็มีความตื่นเต้นเพราะรู้ว่านี่คือเรื่องใหญ่แบบจะเปลี่ยนชะตากรรมของประเทศ (ซึ่งจะมีผลต่อโลกด้วย)

แต่หน้าที่ของเราไม่ได้จบอยู่แค่นั้นค่ะ เพราะวันรุ่งขึ้นอุ้มก็ตามเข้าไปในเว็บไซต์เพื่อตรวจสอบสถานะใบลงคะแนนเสียงของตัวเอง แล้วก็เห็นในระบบว่าเขาได้รับ Ballot ของอุ้มแล้ว และมันจะถูกนำไปนับคะแนน ทำให้หายห่วงไปได้เปลาะหนึ่ง

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

ตั้งแต่อุ้มได้เป็นพลเมืองของอเมริกาเมื่อเกือบ 5 ปีก่อน (แต่ก็ยังเป็นพลเมืองไทยอยู่ด้วยนะคะ เพราะอเมริกาและไทยอนุญาตให้ถือได้ทั้งสองสัญชาติพร้อมกัน) ความรับผิดชอบที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ เรียนรู้เรื่องระบบการเมืองและระบบเลือกตั้ง คือไม่ได้มีใครมาบังคับนะคะ เนิร์ดเอง คนอื่นไม่รู้เป็นเหมือนกันหรือเปล่า

อุ้มเข้ารับสาบานตนหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้รับเลือกแล้ว เพราะฉะนั้น จึงพลาดการโหวตครั้งนั้นไป แต่ไม่พลาดการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การเมืองการปกครอง (หรืออันที่จริงต้องเรียกว่าไม่ปกครอง) ที่ล้มเหลวและสับสนที่สุด ตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ใครมาบอกว่านี่คือประธานาธิบดีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา จะหลับตาพยักหน้า แล้วไม่เถียงเลยแม้แต่คำเดียว

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน
อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

ดังนั้น เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดี ค.ศ. 2020 ใกล้เข้ามา อุ้มเลยเริ่มหาข้อมูลตั้งแต่ว่าใครจะมาลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตบ้าง แล้วก็สนใจ กมลา แฮร์ริส (Kamala Harris) มาตั้งแต่ต้น (จริงๆ เจ้าตัวบอกให้ออกเสียงว่า คัมมาลา นะคะ แต่อุ้มเรียกกมลาอย่างที่เราคุ้นเคยก็แล้วกัน) หาหนังสือ The Truths We Hold ที่เขาเขียนมาอ่านจนค่อนข้างแน่ใจว่านี่คือคนที่มีประวัติการทำงานและความคิดสอดคล้องกับความเชื่อของเรา เริ่มบริจาคเงินสนับสนุนแคมเปญของเขา เอา Yard Sign มาปักหน้าบ้าน ตามดู Democratic Primary Debate ทุกครั้ง ได้ฟังผู้สมัครคนอื่นๆ ไปด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องมีอันอกหัก เพราะกมลาตัดสินใจจบแคมเปญ ถอนตัวไปก่อน

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อุ้มหยุดตามการเลือกตั้งต่อนะคะ (คือไม่ใช่แบบ ชิ คนที่ฉันเชียร์แพ้ไปแล้ว ฉันเลิกตาม) หลังจากที่พรรคเดโมแครตสรุปเสนอ โจ ไบเดน (Joe Biden) เป็นผู้สมัคร อุ้มก็พยายามหานโยบายอ่าน เพราะทีแรกไม่ได้ชอบลุงแกมากเป็นพิเศษ จนกระทั่งได้มาตามดู Democratic National Convention ทั้ง 4 วัน ถึงได้เข้าใจว่านี่คือคนชั้นกลางอย่างเราๆ ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการทำงานรับใช้ประเทศชาติมาเกือบ 5 ทศวรรษ มีความห่วงใยและแผนการที่ชัดเจนในประเด็นสำคัญ อย่างเช่น COVID-19 เศรษฐกิจ โลกร้อน สวัสดิการสังคม และเป็นคนที่ทุกคนรอบตัวพูดตรงกัน ว่ามีความรักในเพื่อนมนุษย์ ทำงานได้กับคนทุกฝ่าย และพูดจริงทำจริง คือพูดง่ายๆ คือเป็นคนดีไว้ใจได้นั่นเอง

ซึ่งต่างกันลิบลับกับประธานาธิบดีประสาทหลอน ที่อ้าปากทีไรต้องมีเรื่องโกหกหลอกลวงปนเปื้อนมาทำให้คนเดือดร้อนมันทุกที เพราะฉะนั้น การตัดสินใจจะเลือกโจ ไบเดน สำหรับอุ้ม ก็มีเหตุผลและมีความหวังต่ออนาคตที่ดีกว่า คือไม่ได้หลับหูหลับตาเลือกเพียงเพราะเป็น “ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ทรัมป์” อย่างที่เคยได้ยินหลายคนพูด

แล้วลุงโจแกยังมาเลือกกมลาเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดีอี๊ก! ป้ายหน้าบ้านก็เลยเปลี่ยนเป็นแบบนี้

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

อุ้มเองคงเหมือนประชาชนในเมืองใหญ่จำนวนมากของอเมริกา ที่อดทนข่มกลั้น พยายามทำความเข้าใจ (แต่สุดท้ายก็ยังไม่เข้าใจ) คนอีกครึ่งหนึ่งของอเมริกา (ที่ส่วนใหญ่อยู่ใน Rural Area) ที่ยังคงหลับหูหลับตาเชื่อทุกประโยคที่ทรัมป์พ่นออกมาทางสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกล่าวเท็จต่อระบบลงคะแนนเสียงล่วงหน้าทางไปรษณีย์ ที่เขาทำกันมาอย่างปลอดภัยตลอดหลายสิบปี ได้เห็นความพยายามเฮือกสุดท้ายที่จะลดงบประมาณของหน่วยงานไปรษณีย์อเมริกา การรีบแต่งตั้ง เอมี่ โคนีย์ แบร์เร็ต (Amy Coney Barrett) เพื่อสร้างคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในศาลฎีกา เพราะรู้ว่าคนที่สนับสนุนเดโมแครตนั้น มีแนวโน้มที่จะไม่เสี่ยงออกจากบ้านไปเลือกตั้งในสถานการณ์ COVID-19 ระบาดรุนแรงแบบนี้

แต่พฤติกรรมไร้ความรับผิดชอบแบบนั้นไม่ได้บรรลุผลอะไร และสุดท้ายก็กลับมาทำร้ายตัวทรัมป์และผู้สนับสนุนทั้งหลายในที่สุด

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

วันนี้ มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในอเมริกาสูงที่สุดในโลกติดต่อกันมาหลายวัน (วันละแสนกว่าราย) คือสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการระบาด และ The Associated Press รายงานว่า 93 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้ออยู่ในเมืองที่เลือกโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งสิ้น

และการยุยงยืนยันให้ผู้สนับสนุนของตัวเองออกไปโหวตที่หน่วยเลือกตั้งเท่านั้น ห้ามโหวตทางไปรษณีย์ ก็ทำให้รายงานผลการเลือกตั้ง ค่อยๆ พลิกแดงเป็นน้ำเงินไปทีละรัฐสองรัฐ โดยมีโดนัลด์ ทรัมป์ และสมุนทั้งหลายออกมาฟาดหัวฟาดหางให้เห็นเป็นระยะ

ทีแรกอุ้มก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าเขานับคะแนนเสียงคนที่มาโหวตด้วยตัวเองก่อน แล้วค่อยนับคะแนนเสียงโหวตทางไปรษณีย์ทีหลัง คืนวันเลือกตั้ง เห็นแผนที่อเมริกาเป็นสีแดงเถือกไม่ต่างจาก ค.ศ. 2016 แล้ว อุ้มถึงกับกอดลูก นอนกุมมือสามีหลับไปด้วยความกลัวแบบจับขั้วหัวใจ

วันรุ่งขึ้นสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนตี 5 รีบคว้าโทรศัพท์มาเช็ก ค่อยเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง สีแดงเริ่มจางกลายเป็นสีฟ้าอ่อน CNN ก็วิเคราะห์อยู่นั่น ว่าไบเดนต้องพลิกรัฐไหนกลับมาเป็นสีน้ำเงินบ้างถึงจะชนะ ตลอดสองสามวัน บทสนทนาในบ้านและกับเพื่อนๆ นี่ไม่มีอะไรอย่างอื่นนอกไปจากผลเลือกตั้งเลยค่ะ คือถึงขั้นต้องบอกลูกว่า ช่วงนี้คุณแม่จะงงๆ หน่อยนะลูก แล้วจ้อง CNN ต่อไป ไม่เคยดูอะไรมาราธอน 3 วัน 4 คืนรวดแบบนี้มาก่อนเลย คือวันๆ เห็นหน้าผู้ประกาศมากกว่าสามี ตอนนี้ท่องได้แล้วว่าเมืองไหนอยู่ใน County ไหน ฮ่าๆ

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน
อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน
อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

แล้วสุดท้ายความเชื่อในความถูกต้องก็มีกำลังเหนือกว่า! เช้าวันเสาร์อุ้มตื่นขึ้นมาแบบยังไม่รู้ผลที่แน่นอน แต่พอตอนสายๆ ละสายตาจากจอ เดินไปเล่นกับลูกประเดี๋ยวเดียว แมสเสจในโทรศัพท์ก็ดังถี่ๆ มีแต่ข้อความว่า เราชนะแล้ว! ไบเดนได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป! กมลาคือผู้หญิง (และผู้หญิงผิวสี) คนแรกที่ได้รับเลือกในตำแหน่งสูงขนาดนั้น! และสถิติผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียงสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา!

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

คือโดนัลด์ ทรัมป์ เองก็ได้คะแนนเสียงสูงกว่าตอนที่ชนะคราวที่แล้วนะคะ แต่ว่า… คนที่เลือกไบเดน / กมลา ยิ่งมีมากกว่าเกือบ 5 ล้าน! คะแนนเสียงของไบเดนนั้นเห็นได้ชัดมากในแผนที่ว่ามาจากเมืองใหญ่ในแต่ละรัฐ และมีผลมากขนาด Flip (หรืออาจจะ Flip) รัฐที่เป็นฐานเสียงสำคัญของริพับลิกันในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว อย่างวิสคอนซิน มิชิแกน เพนซิลเวเนีย จอร์เจีย และอาจจะรวมถึงแอริโซนาด้วย

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

โล่งอกบอกไม่ถูกเลยค่ะ แถวบ้านอุ้มไม่ได้มีคนออกมาฉลองกัน แต่เห็นภาพคนในเมืองอื่นๆ ออกมารวมตัว โห่ร้องดีใจ เปิดแชมเปญ เต้นระบำกันก็รู้สึกเบิกบานไปด้วย ยิ่งได้ดู Victory Speech หรือสุนทรพจน์รับชัยชนะของกมลาและไบเดนเมื่อคืนวันเสาร์ ก็ยิ่งใจชื้นว่าจากนี้ ถึงแม้จะยังมีอุปสรรค มีความยากลำบากรออยู่ข้างหน้า แต่ว่าการเมืองและการบริหารประเทศจะอยู่ในมือของคนที่ตั้งใจและมีความสามารถที่จะมาทำงาน เสียงนกเสียงกาของผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมไม่ต่างจากเด็กอนุบาลยามงอแงไม่ได้ของเล่น เราก็หายใจลึกๆ แล้วปล่อยผ่าน มองไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมีความหวัง

เหมือนกับที่ เอลลา เบเกอร์ (Ella Baker) นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนสำคัญเคยพูดไว้ว่า “Give light and people will find the way.” จงมอบแสงสว่าง แล้วมวลชนจะพบหนทางไป

เรากำลังเดินตามแสงสว่างนั้นไปด้วยกันค่ะ

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก

ต้องอุ้มท้อง ต้องคลอดลูก และที่สำคัญ ต้องมีประจำเดือน

ค่ะ พูดกันตรงๆ ไม่อ้อมค้อมแบบนี้แหละ เพราะพรุ่งนี้ (8 มีนาคม) เป็นวันสตรีสากล และจริงๆ แล้วถึงเวลาที่เราควรเอาเรื่องนี้มาพูดกันให้เป็นเรื่องปกติเสียที

ใครที่อ่านแล้วรู้สึกอายๆ (โดยเฉพาะคุณผู้ชาย) หรือถึงขั้นขยะแขยง ยิ่งต้องอ่านต่อค่ะ

โลกนี้มีมนุษย์ผู้หญิงถึง (หรือเกินกว่า) ครึ่ง และผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์เกือบทั้งโลกนั้นต้องมีประจำเดือน สถิติบอกว่าในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งจะมีประจำเดือนนานถึงราว 38 ปี และต้องใช้ผ้าอนามัย (ไม่ว่าจะเป็นแบบชิ้นๆ หรือแบบสอด) ประมาณ 12,000 ชิ้น ลำพังในอเมริกาเอง มีผ้าอนามัยใช้แล้วทิ้งรวมกันปีละประมาณ 20,000 ล้านชิ้น!! 

ลองคิดดูสิคะว่านี่คือประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราแทบไม่ค่อยเอามาพูดกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้ปัญหาผ้าอ้อมเด็กในกองขยะ

อุ้มเองมีชีวิตกับประจำเดือนมา 34 ปี (ใกล้วัยทองแล้วหรือนี่ ไม่อยากจะเชื่อ!) ลองผลิตภัณฑ์มาแล้วมากมายหลายรูปแบบและยี่ห้อ ตั้งแต่ผ้าอนามัยธรรมดา ผ้าอนามัยแบบสอด ผ้าอนามัยแบบซักได้ และที่จะเอามาเล่าอย่างตื่นเต้นในวันนี้ก็คือ ถ้วยอนามัย ค่ะ

Voxapod ถ้วยอนามัยซิลิโคนปลอดภัยที่ช่วยให้เด็กหญิงในแอฟริกาอีก 57% ได้ไปโรงเรียน

อุ้มได้ยินเรื่องถ้วยอนามัย (Menstrual Cup) ครั้งแรกตอนอ่านนิตยสารแจกฟรีสำหรับพ่อแม่ที่พอร์ตแลนด์ ฉบับนั้นว่าด้วยเรื่องของ Working Moms แล้วที่หน้าปกก็เป็นรูปคุณแม่คนสวยกำลังถือถ้วยซิลิโคนหน้าตาแปลกๆ อยู่ในครัว ระหว่างที่ลูกสาว 3 คนกำลังนั่งทำการบ้าน อ่านเนื้อในได้ใจความว่าคุณแม่คนนั้นคือ คุณอแมนด้า วิลสัน (Amanda Wilson) และถ้วยที่ถืออยู่ในมือคือโครงการ Kickstarter ที่เธอเริ่มต้นขึ้นด้วยคำถามว่า ทำไมจึงไม่มีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัย ปลอดขยะ และดีกว่าผ้าอนามัยที่ขายอยู่ในท้องตลาด

Voxapod ถ้วยอนามัยซิลิโคนปลอดภัยที่ช่วยให้เด็กหญิงในแอฟริกาอีก 57% ได้ไปโรงเรียน

คำตอบที่เธอได้คือ ถ้วยอนามัยทำจากซิลิโคนยี่ห้อ VOXAPOD  ที่เธอกับทีมช่วยกันพัฒนาขึ้น ผู้คนสนใจถล่มทลาย และเริ่มออกวางขายจริงเมื่อ 2 – 3 ปีก่อน

สิ่งที่ทำให้อุ้มสนใจมาก คือเมื่อหลายปีก่อนอุ้มเคยซื้อถ้วยอนามัยอีกยี่ห้อหนึ่งมาแล้ว แต่ไม่กล้าใช้ (ตอนนั้นมีถ้วยอนามัยอยู่ประมาณ 2 ยี่ห้อในท้องตลาด อารมณ์แบบฮิปปี้ๆ หน่อย แล้วก็ไม่มีช่องทางการสื่อสารอะไรกับผู้บริโภคมากนัก) แต่พอเห็นคุณอแมนด้าออกมาให้สัมภาษณ์ เห็นว่ามีคนหน้าตาแบบเราๆ อยู่เบื้องหลังโครงการนี้ (ขอบอกว่าเป็นโครงการที่ซิ่งมาก) ก็เลยทำให้อยากใช้ขึ้นมา 

Voxapod ถ้วยอนามัยซิลิโคนปลอดภัยที่ช่วยให้เด็กหญิงในแอฟริกาอีก 57% ได้ไปโรงเรียน

เพราะอุ้มก็เบื่อแสนเบื่อกับการต้องนอยด์ว่าเวลามีประจำเดือนกางเกงจะเลอะไหม ตอนนอนตื่นมาผ้าปูที่นอนจะเลอะต้องเอาไปซักหรือเปล่า เอาพลาสติกปูรองก็นอนไม่สบายอีก เวลาออกนอกบ้านก็ต้องเตรียมไปเปลี่ยน เวลาอยู่ที่ทำงาน จะไปเข้าห้องน้ำทำไมต้องเอากระเป๋าไปทั้งใบ หรือทำไมต้องรีบแอบเอาผ้าอนามัยใส่ในกระเป๋ากระโปรงไม่ให้ใครเห็น 

วันไหนจะไปออกกำลังกายหรืออยากใส่กางเกงรัดรูปก็ต้องใช้ผ้าอนามัยแบบสอด ตอนใส่ก็จะแสบๆ พอไปฉี่ สายที่ห้อยออกมาเปียก ก็ต้องเปลี่ยนอันใหม่ แล้วยังมีสารเคมีสารฟอกขาวอีก ใส่ไปนานๆ ก็ซึมเข้าร่างอิฉันแน่นอน 

เรื่องใหญ่ที่สุดคือทุกครั้งที่ทิ้ง อุ้มรู้สึกไม่สบายใจลึกๆ แต่พอลองใช้ผ้าอนามัยแบบซักได้ มันก็เลอะเทอะและซักไม่ออกอีก ถ้าออกนอกบ้านแล้วต้องเปลี่ยน จะเอาอันที่ใช้แล้วใส่ถุงไปเก็บไว้ที่ไหน อีกตั้งนานกว่าจะกลับบ้าน สรุปว่าความอยากกู้โลกเดือนละครั้งของอุ้มยังเป็นแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ มาเรื่อยๆ จนได้อ่านบทสัมภาษณ์คุณอแมนด้านี่ล่ะ

Voxapod ถ้วยอนามัยซิลิโคนปลอดภัยที่ช่วยให้เด็กหญิงในแอฟริกาอีก 57% ได้ไปโรงเรียน

ถึงอย่างนั้น อุ้มก็ลองใช้ถ้วยอนามัยครั้งแรกด้วยความกล้าๆ กลัวๆ เพราะเกิดมาก็ไม่เคยใส่อะไรแบบนี้ และผลก็เป็นอย่างที่คาดค่ะ คือขลุกขลักและรู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย แต่พอลองใช้ไป ปรับตัวได้ มันก็สะดวกและสบายมากจริงๆ บางทีอุ้มลืมไปเลยว่าใส่ถ้วยอนามัยอยู่ ทำไมไม่มีคนคิดสิ่งนี้มาตั้งแต่ร้อยปีที่แล้วนะ! 

เรื่องดีคือซิลิโคนเป็นวัสดุปลอดเชื้อโดยธรรมชาติ จึงปลอดภัยต่อคนใส่ แล้วในเว็บไซต์ก็ตอบคำถามทุกอย่างที่เราสงสัย เช่น ใส่แล้วมันจะหลุดเข้าไปข้างในเอาไม่ออกหรือเปล่า (คำตอบคือเปล่า เพราะมันอยู่แค่ตรงปากมดลูก) ต้องดึงออกมาเททิ้งบ่อยแค่ไหน (ถ้าวันปกติใส่ไปเลย 12 ชั่วโมง แต่อุ้มถอดมาล้างบ่อยกว่านั้นตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนนี่ชีวิตดีขึ้นมหาศาลเลยค่ะ) ใช้ไปได้นานแค่ไหน (ประมาณ 2 – 3 ปี คือถึงถ้วยจะแพงหน่อย ประมาณพันกว่าบาท แต่คำนวณจริงๆ ผ้าอนามัยแพงกว่าปะคะ) 

Voxapod ถ้วยอนามัยซิลิโคนปลอดภัยที่ช่วยให้เด็กหญิงในแอฟริกาอีก 57% ได้ไปโรงเรียน

หญิงพรหมจรรย์ใส่ได้ไหม (ได้ค่ะ แต่ลองใช้ถ้วยเล็กก่อนและอาจจะต้องฝึกฝนสักหน่อย แต่อุ้มอยากจะบอกว่า ความเข้าใจเรื่องพรหมจรรย์ของบ้านเราก็ยังคลาดเคลื่อนอยู่มากนะคะ เพราะจริงๆ แล้วเยื่อพรหมจรรย์นั้นอยู่รอบๆ ปากมดลูก และอาจจะขาดได้จากเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมอื่นๆ และการเสียพรหมจรรย์นั้นเกิดขึ้นได้จากการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น ไม่ใช่จากการสอดใส่ถ้วยหรือผ้าอนามัยเข้าไปในอวัยวะเพศ แล้วมันหมดยุคเรื่องต้องรักษาพรหมจรรย์ไว้จนถึงวันแต่งงานแล้วไหมคะ หรือถ้าจะเอาอย่างนั้นจริงผู้ชายก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน แหมๆๆๆ อย่าเปิดประเด็นเรื่องนี้เลยค่ะ เดี๋ยวยาว ฮ่าๆๆ)

อุ้มอยากจะบอกว่า ตอนนี้เรื่องถ้วยอนามัยกลายเป็นที่ตื่นตัวมากในอเมริกาและยุโรป มีผลิตภัณฑ์ออกมามายมากเป็นสิบๆ (หรืออาจจะเป็นร้อย) ยี่ห้อ จากนี้ไปคุณผู้อ่านอาจจะได้ยินเรื่องนี้มากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ข้อมูลอาจจะยังหาไม่ง่ายและพูดไปต่างๆ กัน รวมทั้งผลิตภัณฑ์ก็จะมีให้เลือกมากจนไม่รู้จะซื้ออันไหนดี อุ้มเองเลือกจากเชื่อในคนที่ทำ จากประสบการณ์ที่ลองใช้เองมาปีกว่าแล้ว และจากอินเทอร์เน็ต (อย่างเช่นช่องยูทูปนี้ค่ะน่ารักดี ชื่อ Put A Cup In It) แล้วก็เชื่อมากๆ เลยค่ะว่านี่คืออนาคตของการดูแลสุขอนามัยประจำเดือนของผู้หญิง

สิ่งสุดท้ายที่อยากจะพูด คือ การมีประจำเดือนไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจแม้แต่น้อยเลยค่ะ

มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่แม่เรา พี่สาว น้องสาว เพื่อนผู้หญิง ภรรยา และมนุษย์ผู้หญิงรอบตัวเราต้องประสบทุกเดือน มันควรเป็นสิ่งที่เรามองให้เห็นเป็นเรื่องปกติ พูดคุยกันได้ นั่นเป็นเรื่องทัศนคตินะคะ ยังไม่นับรวมเรื่องความรู้ความเข้าใจ เพราะทุกวันนี้ในประเทศด้อยพัฒนาหลายประเทศ เด็กผู้หญิงเกินกว่า 57 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เรียนต่อมัธยม เพราะไม่มีวิธีการรับมือกับประจำเดือน บางคนเอาผ้ามาพับๆ บางคนใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ใช้ใบไม้ ถึงขั้นใช้ดินเหนียวหรือขี้วัวก็มี เพราะไม่มีใครให้ความรู้เขา 

สิ่งที่อุ้มเคารพคุณอแมนด้าอีกอย่างก็คือเขาทำงานร่วมกับองค์กรอย่าง Femme International หรือ AFRIpads ที่ให้ความรู้และบริจาคอุปกรณ์อนามัยให้กับเด็กผู้หญิงในแอฟริกาด้วย

ขอบคุณผู้ชายใจกว้างอย่างก้อง ทรงกลด ที่ยอมเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงเราได้พูดกันเรื่องนี้นะคะ ถ้ามันจะช่วยเปิดประเด็นให้เราพูดคุยกันมากขึ้น อุ้มก็จะดีใจเป็นอย่างยิ่งเลย สุขสันต์วันสตรีสากลนะคะคุณผู้หญิงทุกๆ คน

ภาพ : VOXAPOD .com

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load