หัวใจจะวาย!

ค่ะ… วันนี้วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

มองออกไปนอกหน้าต่าง ใบไม้กำลังผลัดใบ เปลี่ยนสี ร่วงหล่น อีกไม่นานก็จะเข้าฤดูกาลแห่งการพัก รักษาเยียวยา เพื่อเตรียมต้นให้พร้อมสำหรับการผลิใบ ก่อเกิดชีวิตใหม่ในฤดูใบไม้ผลิอีก 5 – 6 เดือนข้างหน้า

ช่างเหมาะเจาะเหลือเกินกับเหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์อันแสนตื่นเต้นที่ผ่านมา

เมื่อวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน เป็นวันเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งแรกที่อุ้มได้ใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งในฐานะอเมริกันชนคนหนึ่ง

เป็นประสบการณ์ตื่นเต้น อกสั่นขวัญแขวน ลุ้นกันแบบมือเย็นใจเต้นไม่เป็นระบบ เข้านอนไปโดยไม่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะตื่นมาเจอกับอะไร และสุดท้ายประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ณ เวลาที่อุ้มพิมพ์บทความนี้อยู่ค่ะ

อุ้มอาศัยอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ ซึ่งอยู่ในรัฐออริิกอน ซึ่งเป็นรัฐที่ Vote by Mail ร้อยเปอร์เซ็นต์มาตั้งแต่ ค.ศ. 2000 (ทั้งอเมริกามีแค่ 5 รัฐ คือโคโลราโด ฮาวาย ออริกอน ยูทาห์ และวอชิงตัน) คือหลังจากเราไปลงทะเบียนเพื่อโหวตไว้ล่วงหน้า ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง ทางคณะกรรมการเลือกตั้งก็จะส่งใบลงคะแนนเสียงมาที่บ้าน

เราเอาปากกาดำฝนๆๆ คนที่เราจะเลือก ซึ่งไม่ได้มีแค่ประธานาธิบดี แต่มีผู้ว่าการ (Mayor) เมืองพอร์ตแลนด์ วุฒิสมาชิก สมาชิกสภาผู้แทนแต่ละเขต City Commissioner (ไม่รู้เรียกเป็นไทยว่าอะไร) รวมทั้งยังมีมาตรา (Measures) ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนแต่ละเมือง อย่างเช่นขึ้นภาษีบ้านพักอาศัยเพื่อเอาไปพัฒนาสวนสาธารณะ ขยายห้องสมุด เพิ่มงบโรงเรียน ตั้งหน่วยงานเอกชนเพื่อกำกับดูแลการทำงานของตำรวจ หรือขึ้นภาษีบุหรี่และอุปกรณ์ Vape (ขึ้นเยอะด้วยนะคะ ซองละ 2 เหรียญฯ แน่ะ)

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

เรียกว่าเลือกมันทุกอย่างที่จะต้องเลือกและเลือกได้ โดยที่นอกจากประชาชนจะติดตามข่าวสารบ้านเมือง ดูโคตรเหง้าศักราช ผลงานและทัศนคติของผู้สมัครแต่ละคนเป็นการบ้านทำกันมาเองแล้ว ยังมีคู่มือเลือกตั้งเล่มหนาปึ้กส่งมาให้ด้วย จะได้อ่านว่าแต่ละคนคือใคร มาตราไหนรายละเอียดเป็นยังไง เพราะการตัดสินใจเกิดขึ้นด้วยกระดาษกับปากกาบนโต๊ะกินข้าว ไม่ใช่ที่คูหาหย่อนบัตรเลือกตั้ง (เพราะที่ออริกอนไม่มี) หรืออย่างอุ้มคือลงคะแนนเสียงบนเคาน์เตอร์ในครัว เสร็จแล้วใส่ซอง เซ็นชื่อกำกับ หนีบไว้ที่ตู้หน้าบ้าน วันรุ่งขึ้นคุณบุรุษไปรษณีย์ก็มาเก็บไป

เป็นความรู้สึกที่แปลกๆ ดีค่ะ คือถึงแม้ในใจจะคิดว่าเออก็ง่ายๆ ดีนะ แต่ตอนเอาปากกาฝนลงไป ก็มีความตื่นเต้นเพราะรู้ว่านี่คือเรื่องใหญ่แบบจะเปลี่ยนชะตากรรมของประเทศ (ซึ่งจะมีผลต่อโลกด้วย)

แต่หน้าที่ของเราไม่ได้จบอยู่แค่นั้นค่ะ เพราะวันรุ่งขึ้นอุ้มก็ตามเข้าไปในเว็บไซต์เพื่อตรวจสอบสถานะใบลงคะแนนเสียงของตัวเอง แล้วก็เห็นในระบบว่าเขาได้รับ Ballot ของอุ้มแล้ว และมันจะถูกนำไปนับคะแนน ทำให้หายห่วงไปได้เปลาะหนึ่ง

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

ตั้งแต่อุ้มได้เป็นพลเมืองของอเมริกาเมื่อเกือบ 5 ปีก่อน (แต่ก็ยังเป็นพลเมืองไทยอยู่ด้วยนะคะ เพราะอเมริกาและไทยอนุญาตให้ถือได้ทั้งสองสัญชาติพร้อมกัน) ความรับผิดชอบที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ เรียนรู้เรื่องระบบการเมืองและระบบเลือกตั้ง คือไม่ได้มีใครมาบังคับนะคะ เนิร์ดเอง คนอื่นไม่รู้เป็นเหมือนกันหรือเปล่า

อุ้มเข้ารับสาบานตนหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้รับเลือกแล้ว เพราะฉะนั้น จึงพลาดการโหวตครั้งนั้นไป แต่ไม่พลาดการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การเมืองการปกครอง (หรืออันที่จริงต้องเรียกว่าไม่ปกครอง) ที่ล้มเหลวและสับสนที่สุด ตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ใครมาบอกว่านี่คือประธานาธิบดีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา จะหลับตาพยักหน้า แล้วไม่เถียงเลยแม้แต่คำเดียว

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน
อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

ดังนั้น เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดี ค.ศ. 2020 ใกล้เข้ามา อุ้มเลยเริ่มหาข้อมูลตั้งแต่ว่าใครจะมาลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตบ้าง แล้วก็สนใจ กมลา แฮร์ริส (Kamala Harris) มาตั้งแต่ต้น (จริงๆ เจ้าตัวบอกให้ออกเสียงว่า คัมมาลา นะคะ แต่อุ้มเรียกกมลาอย่างที่เราคุ้นเคยก็แล้วกัน) หาหนังสือ The Truths We Hold ที่เขาเขียนมาอ่านจนค่อนข้างแน่ใจว่านี่คือคนที่มีประวัติการทำงานและความคิดสอดคล้องกับความเชื่อของเรา เริ่มบริจาคเงินสนับสนุนแคมเปญของเขา เอา Yard Sign มาปักหน้าบ้าน ตามดู Democratic Primary Debate ทุกครั้ง ได้ฟังผู้สมัครคนอื่นๆ ไปด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องมีอันอกหัก เพราะกมลาตัดสินใจจบแคมเปญ ถอนตัวไปก่อน

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อุ้มหยุดตามการเลือกตั้งต่อนะคะ (คือไม่ใช่แบบ ชิ คนที่ฉันเชียร์แพ้ไปแล้ว ฉันเลิกตาม) หลังจากที่พรรคเดโมแครตสรุปเสนอ โจ ไบเดน (Joe Biden) เป็นผู้สมัคร อุ้มก็พยายามหานโยบายอ่าน เพราะทีแรกไม่ได้ชอบลุงแกมากเป็นพิเศษ จนกระทั่งได้มาตามดู Democratic National Convention ทั้ง 4 วัน ถึงได้เข้าใจว่านี่คือคนชั้นกลางอย่างเราๆ ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการทำงานรับใช้ประเทศชาติมาเกือบ 5 ทศวรรษ มีความห่วงใยและแผนการที่ชัดเจนในประเด็นสำคัญ อย่างเช่น COVID-19 เศรษฐกิจ โลกร้อน สวัสดิการสังคม และเป็นคนที่ทุกคนรอบตัวพูดตรงกัน ว่ามีความรักในเพื่อนมนุษย์ ทำงานได้กับคนทุกฝ่าย และพูดจริงทำจริง คือพูดง่ายๆ คือเป็นคนดีไว้ใจได้นั่นเอง

ซึ่งต่างกันลิบลับกับประธานาธิบดีประสาทหลอน ที่อ้าปากทีไรต้องมีเรื่องโกหกหลอกลวงปนเปื้อนมาทำให้คนเดือดร้อนมันทุกที เพราะฉะนั้น การตัดสินใจจะเลือกโจ ไบเดน สำหรับอุ้ม ก็มีเหตุผลและมีความหวังต่ออนาคตที่ดีกว่า คือไม่ได้หลับหูหลับตาเลือกเพียงเพราะเป็น “ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ทรัมป์” อย่างที่เคยได้ยินหลายคนพูด

แล้วลุงโจแกยังมาเลือกกมลาเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดีอี๊ก! ป้ายหน้าบ้านก็เลยเปลี่ยนเป็นแบบนี้

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

อุ้มเองคงเหมือนประชาชนในเมืองใหญ่จำนวนมากของอเมริกา ที่อดทนข่มกลั้น พยายามทำความเข้าใจ (แต่สุดท้ายก็ยังไม่เข้าใจ) คนอีกครึ่งหนึ่งของอเมริกา (ที่ส่วนใหญ่อยู่ใน Rural Area) ที่ยังคงหลับหูหลับตาเชื่อทุกประโยคที่ทรัมป์พ่นออกมาทางสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกล่าวเท็จต่อระบบลงคะแนนเสียงล่วงหน้าทางไปรษณีย์ ที่เขาทำกันมาอย่างปลอดภัยตลอดหลายสิบปี ได้เห็นความพยายามเฮือกสุดท้ายที่จะลดงบประมาณของหน่วยงานไปรษณีย์อเมริกา การรีบแต่งตั้ง เอมี่ โคนีย์ แบร์เร็ต (Amy Coney Barrett) เพื่อสร้างคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในศาลฎีกา เพราะรู้ว่าคนที่สนับสนุนเดโมแครตนั้น มีแนวโน้มที่จะไม่เสี่ยงออกจากบ้านไปเลือกตั้งในสถานการณ์ COVID-19 ระบาดรุนแรงแบบนี้

แต่พฤติกรรมไร้ความรับผิดชอบแบบนั้นไม่ได้บรรลุผลอะไร และสุดท้ายก็กลับมาทำร้ายตัวทรัมป์และผู้สนับสนุนทั้งหลายในที่สุด

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

วันนี้ มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในอเมริกาสูงที่สุดในโลกติดต่อกันมาหลายวัน (วันละแสนกว่าราย) คือสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการระบาด และ The Associated Press รายงานว่า 93 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้ออยู่ในเมืองที่เลือกโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งสิ้น

และการยุยงยืนยันให้ผู้สนับสนุนของตัวเองออกไปโหวตที่หน่วยเลือกตั้งเท่านั้น ห้ามโหวตทางไปรษณีย์ ก็ทำให้รายงานผลการเลือกตั้ง ค่อยๆ พลิกแดงเป็นน้ำเงินไปทีละรัฐสองรัฐ โดยมีโดนัลด์ ทรัมป์ และสมุนทั้งหลายออกมาฟาดหัวฟาดหางให้เห็นเป็นระยะ

ทีแรกอุ้มก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าเขานับคะแนนเสียงคนที่มาโหวตด้วยตัวเองก่อน แล้วค่อยนับคะแนนเสียงโหวตทางไปรษณีย์ทีหลัง คืนวันเลือกตั้ง เห็นแผนที่อเมริกาเป็นสีแดงเถือกไม่ต่างจาก ค.ศ. 2016 แล้ว อุ้มถึงกับกอดลูก นอนกุมมือสามีหลับไปด้วยความกลัวแบบจับขั้วหัวใจ

วันรุ่งขึ้นสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนตี 5 รีบคว้าโทรศัพท์มาเช็ก ค่อยเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง สีแดงเริ่มจางกลายเป็นสีฟ้าอ่อน CNN ก็วิเคราะห์อยู่นั่น ว่าไบเดนต้องพลิกรัฐไหนกลับมาเป็นสีน้ำเงินบ้างถึงจะชนะ ตลอดสองสามวัน บทสนทนาในบ้านและกับเพื่อนๆ นี่ไม่มีอะไรอย่างอื่นนอกไปจากผลเลือกตั้งเลยค่ะ คือถึงขั้นต้องบอกลูกว่า ช่วงนี้คุณแม่จะงงๆ หน่อยนะลูก แล้วจ้อง CNN ต่อไป ไม่เคยดูอะไรมาราธอน 3 วัน 4 คืนรวดแบบนี้มาก่อนเลย คือวันๆ เห็นหน้าผู้ประกาศมากกว่าสามี ตอนนี้ท่องได้แล้วว่าเมืองไหนอยู่ใน County ไหน ฮ่าๆ

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน
อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน
อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

แล้วสุดท้ายความเชื่อในความถูกต้องก็มีกำลังเหนือกว่า! เช้าวันเสาร์อุ้มตื่นขึ้นมาแบบยังไม่รู้ผลที่แน่นอน แต่พอตอนสายๆ ละสายตาจากจอ เดินไปเล่นกับลูกประเดี๋ยวเดียว แมสเสจในโทรศัพท์ก็ดังถี่ๆ มีแต่ข้อความว่า เราชนะแล้ว! ไบเดนได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป! กมลาคือผู้หญิง (และผู้หญิงผิวสี) คนแรกที่ได้รับเลือกในตำแหน่งสูงขนาดนั้น! และสถิติผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียงสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา!

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

คือโดนัลด์ ทรัมป์ เองก็ได้คะแนนเสียงสูงกว่าตอนที่ชนะคราวที่แล้วนะคะ แต่ว่า… คนที่เลือกไบเดน / กมลา ยิ่งมีมากกว่าเกือบ 5 ล้าน! คะแนนเสียงของไบเดนนั้นเห็นได้ชัดมากในแผนที่ว่ามาจากเมืองใหญ่ในแต่ละรัฐ และมีผลมากขนาด Flip (หรืออาจจะ Flip) รัฐที่เป็นฐานเสียงสำคัญของริพับลิกันในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว อย่างวิสคอนซิน มิชิแกน เพนซิลเวเนีย จอร์เจีย และอาจจะรวมถึงแอริโซนาด้วย

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

โล่งอกบอกไม่ถูกเลยค่ะ แถวบ้านอุ้มไม่ได้มีคนออกมาฉลองกัน แต่เห็นภาพคนในเมืองอื่นๆ ออกมารวมตัว โห่ร้องดีใจ เปิดแชมเปญ เต้นระบำกันก็รู้สึกเบิกบานไปด้วย ยิ่งได้ดู Victory Speech หรือสุนทรพจน์รับชัยชนะของกมลาและไบเดนเมื่อคืนวันเสาร์ ก็ยิ่งใจชื้นว่าจากนี้ ถึงแม้จะยังมีอุปสรรค มีความยากลำบากรออยู่ข้างหน้า แต่ว่าการเมืองและการบริหารประเทศจะอยู่ในมือของคนที่ตั้งใจและมีความสามารถที่จะมาทำงาน เสียงนกเสียงกาของผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมไม่ต่างจากเด็กอนุบาลยามงอแงไม่ได้ของเล่น เราก็หายใจลึกๆ แล้วปล่อยผ่าน มองไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมีความหวัง

เหมือนกับที่ เอลลา เบเกอร์ (Ella Baker) นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนสำคัญเคยพูดไว้ว่า “Give light and people will find the way.” จงมอบแสงสว่าง แล้วมวลชนจะพบหนทางไป

เรากำลังเดินตามแสงสว่างนั้นไปด้วยกันค่ะ

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

อันเกิดมาจากความอยู่ไม่สุข

เรื่องคือ ไปซื้อตุ้มหูมา 2 คู่ค่ะ ชอบมาก ใส่อยู่นั่น

แล้ววันหนึ่งก็มารู้ว่า มันทำจากวัสดุสังเคราะห์ชื่อ Polymer Clay หรือดินปั้นชนิดหนึ่ง ที่เอาไปอบแล้วจะแข็งแต่ยืดหยุ่น เหมือนปั๊ดติก (ชื่อเดิมพลาสติก เป็นญาติกับปีเนียม ที่ชื่อเดิมคืออะลูมิเนียม และเป็นญาติห่าง ๆ กับเลียวมะหลิด ที่ชื่อเดิมคือเรอัลมาดริด)

ความคันบังเกิด แล้วความงกก็ตามมา

จะไปเสียเงินอีกทีละ 40 เหรียญซื้อตุ้มหูคู่ใหม่ทำไม

ทำเองสิยู…

ก็เลยไปซื้อ Polymer Clay มา 10 กว่าสี ลองทำเองมั่ว ๆ

ตุ้มหูคู่แรกออกมาปุปะมาก แต่ก็เอาไปใส่นะ ง่อย ๆ อย่างนั้นแหละ

เสร็จแล้วก็มาดูยูทูบอย่างสาหัสสากรรจ์ คือดูเหมือนจะเอาไปสอบ ดูทุกอย่างที่ขวางหน้าเกี่ยวกับการทำตุ้มหูจากโพลีเมอร์เคลย์ เลยได้รู้ว่าเขาฮิตกันมาพักใหญ่แล้วนะ หล่อนน่ะเพิ่งออกมาจากภูเขาสิเลยเพิ่งตื่นเต้น

ลองใหม่ค่ะ คราวนี้อุปกรณ์ถูกต้อง วิธีการดีกว่าเดิม

สวยเลยอ้ะ!

เอาไปใส่อีก ทีนี้เริ่มมีคนชม ก็เลยคิดจะขายขึ้นมา!

ประสบการณ์ทำธุรกิจตุ้มหูขายจริงจังในอเมริกาของ อุ้ม สิริยากร แบรนด์ OomPDX

คือต้องเล่าย้อนไปนิดหนึ่งค่ะ ว่าเรื่องชอบขายของนี่ เป็นมาตั้งแต่อยู่มัธยมแล้ว คุณย่าทำมะขามแก้วให้เอาไปแจกเพื่อน ดิฉันก็เอาไปขาย 3 เม็ดบาท (ก็ตอนนั้นโรงเรียนไม่มีขนมขายนิ) แล้วก่อนมิสทีนจะมา จำแคตตาล็อกเอว่อนได้มะคะ นั่นล่ะดิฉันก็ขายมาแล้ว ขายเพื่อนในห้องนั่นละค่ะ ขายดีด้วย แต่ก็ถูกเพื่อนโกงไม่จ่ายเงินไปเป็นพันเลย จนสุดท้ายต้องเลิกไป คือจะล้มละลายตั้งแต่เด็กก็ดูไม่ดีนะ

แต่ความเป็นแม่ค้ามันคงอยู่ในสายเลือดน่ะค่ะ โตมาถึงได้เรียนนิเทศเอกโฆษณา แล้วก็ผ่าไปชอบวิชามาร์เก็ตติ้งของคณะบัญชีเขาอีก มาทำงานเล่นละครสบาย ๆ ก็ไม่เอา หาเรื่องจะทำบริษัทขึ้นมาอี๊ก เพราะชอบคิดงาน ชอบประชุม ชอบออกไปหาลูกค้า สนุก (แอนด์ปวดกบาล) ดีจังเลยทำธุรกิจเนี่ย

ก็เลยไม่แปลกที่อยู่ดี ๆ จะหาเรื่องขายตุ้มหู

ประสบการณ์ทำธุรกิจตุ้มหูขายจริงจังในอเมริกาของ อุ้ม สิริยากร

ทีนี้การจะเป็น Maker หรือคนทำงานฝีมือขายที่ประเทศอเมริกานี่ จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ที่ว่าง่าย เพราะมันมีระบบต่าง ๆ รองรับเยอะ เช่น จะจดชื่อเว็บไซต์ก็เข้าไป GoDaddy จะเปิดร้านออนไลน์ขายของก็มีทั้ง Etsy มี Shopify ระบบจ่ายเงินที่ฮิต ๆ ก็มี PayPal, Venmo, Clover และ Square ทั้งหมดมีเท็มเพลตให้เข้าไปใช้ได้ง่าย ๆ โดยมีค่าธรรมเนียมให้ต้องจ่ายแค่นิด ๆ หน่อย ๆ คือไม่ต้องมีฝีมือทำเว็บระดับพระกาฬ ก็พอจะทำร้านออนไลน์หน้าตาไม่แย่ได้แล้ว

ประสบการณ์ทำธุรกิจตุ้มหูขายจริงจังในอเมริกาของ อุ้ม สิริยากร
ประสบการณ์ทำธุรกิจตุ้มหูขายจริงจังในอเมริกาของ อุ้ม สิริยากร

หรือถ้าจะจดทะเบียนบริษัท ก็เข้าไปจดในเว็บไซต์ของรัฐ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นธุรกิจเล็ก ๆ ทำคนเดียวแบบนี้ เขาก็จะจดกันเป็น Sole Proprietor (อ่านว่าโซลโพรไพรอะเตอร์) หรือ LLC (Limited Liability Corporation) ซึ่งหลัก ๆ คือต่างกันตรงถ้าไปก่อหนี้ LLC จะป้องกันไม่ให้เจ้าหนี้มายึดทรัพย์สินส่วนตัวของเราได้

แต่เดี๊ยนจะขายตุ้มหูคู่ละ 30 – 40 เหรียญ คงไม่มีใครตามมายึดบ้านยึดรถหรอกนะ ก็เลยจดเป็น Sole Proprietor ค่ะ เพราะวุ่นวายน้อยที่สุด

เสร็จแล้วก็ต้องไปจด Assumed Business Name หรือชื่อกิจการ เพราะใช้ชื่อว่า OomPDX ไม่ได้มีชื่อนามสกุลจริงตามกฎหมายอยู่ในชื่อร้าน เช่น ถ้าขายลูกชิ้นแล้วชื่อว่า เขียวสุริยะลูกชิ้นดึ๋ง อันนี้ก็ไม่ต้องจด ABN แต่ถ้าขายชานมไข่มุกแล้วชื่อร้าน ศรีตึ๋ง (มีจริง ๆ ไม่ได้เม้า) อันนี้ถ้าอยู่ที่อเมริกาก็ต้องไปจด ABN

ได้ ABN มาแล้วก็เอาไปจดทะเบียนผู้เสียภาษีกับเทศบาลเมืองพอร์ตแลนด์ อันนี้ก็จดในเว็บไซต์ได้อีกเหมือนกัน

เชื่อไหมคะว่าอุ้มลงทะเบียนทุกอย่าง ตั้งบริษัท จดชื่อเว็บไซต์ และมีร้านออนไลน์ภายในไม่ถึง 2 ชั่วโมง! แล้วนับจากที่ซื้อ Polymer Clay ชุดแรกมาจนถึงวันที่จดทะเบียนบริษัท คือ 33 วัน มันเร็วม้าก!

ประสบการณ์ทำธุรกิจตุ้มหูขายจริงจังในอเมริกาของ อุ้ม สิริยากร

แต่จากนั้นก็มาถึงส่วนที่ยาก

คือจะทำยังไงให้ของที่ขายดูดีแตกต่าง ตั้งราคาเท่าไหร่ดีถึงจะมีกำไรและคนไม่คิดว่าแพงเว่อร์ อิ Shopify นี่จะทำยังไงให้มี 3 คอลัมน์และดูคลีน ๆ (ทุกวันนี้ยังงมอยู่) และสุดท้ายคือจะโปรโมตให้คนรู้จักและอยากซื้อของเราด้วยวิธีไหนดี

ปัญหาระดับโลกเลยนะนี่ (รีบไปคุ้ยตำรา 4P สมัยเรียนมาดูด่วน)

อุ้ม สิริยากร กลับมาทำธุรกิจอีกครั้งกับตุ้มหูแบรนด์ OomPDX พร้อมเล่าทุกขั้นตอนการขออนุญาตทำธุรกิจในอเมริกา ที่จบได้ใน 30 วัน

เรื่องของนี่อุ้มไม่ค่อยห่วงมาก เพราะค่อนข้างมั่นใจในสิ่งที่ทำ เราเป็นคนชอบใส่ตุ้มหูอยู่แล้ว รู้ว่าแบบไหนใส่สบายและสวยมีคนชมแน่ ๆ ยิ่งไปขายของที่ร้าน ก็ยิ่งได้เห็นว่าคนที่นี่เขาชอบตุ้มหูประมาณไหนกัน

เรื่องตั้งราคาก็ต้องใจแข็ง ๆ เพราะอุ้มไปดู TED Talks อันหนึ่งมา เขาบอกว่าคนทำงาน (โดยเฉพาะผู้หญิง) มักจะตั้งราคาสินค้าหรือบริการของตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะกลัวถูกปฏิเสธ แต่ถ้าเราคำนวณค่าของค่าแรงบวกกำไรมาดีแล้ว (อย่าลืมต้นทุนบริหารจัดการอื่น ๆ อย่างค่าเว็บไซต์ ภาษีที่ต้องจ่ายปลายปี ฯลฯ) ตั้งไปเลยค่ะ คนที่เขาเห็นค่างานฝีมือและชอบของเราจริง ๆ ยังไงก็จะยอมจ่าย

ส่วนเรื่องโปรโมตให้คนรู้จักแบรนด์ อุ้มไปคุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่นี่มาค่ะ เพราะอุ้มเห็นตั้งแต่เขาเริ่มทำแบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อ Silly Daisy เมื่อหลายปีก่อน จนตอนนี้มีคนรักทั่วบ้านทั่วเมือง และขยับขยายไปมีหน้าร้านขายของแต่งบ้านเพิ่มมาอีกด้วย (เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังตอนหน้า)

อุ้ม สิริยากร กลับมาทำธุรกิจอีกครั้งกับตุ้มหูแบรนด์ OomPDX พร้อมเล่าทุกขั้นตอนการขออนุญาตทำธุรกิจในอเมริกา ที่จบได้ใน 30 วัน

ทีนี้กลับมาที่แบรนด์ตุ้มหูของตัวเองบ้าง

อุ้มรู้สึกว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของการทำอะไรที่ไม่เน่าไม่เสียแบบนี้ ก็คือไม่มีความกดดันมาก ต้นทุนก็ไม่ได้สูงเกินไป วัตถุดิบหาได้เรื่อย ๆ สม่ำเสมอ (คือสั่งออนไลน์กับไปซื้อที่ร้านขายของแถวบ้านได้ตลอดเวลา) แล้วถ้าทำของให้ดูแพง ก็จะตั้งราคาได้สูงประมาณหนึ่ง เวลาส่งไปรษณีย์ก็เบา ๆ ส่งง่าย ไม่ต้องยักแย่ยักยันแบกลังไปขนส่งเอกมัยหมอชิตอะไรแบบนี้

อุ้ม สิริยากร กลับมาทำธุรกิจอีกครั้งกับตุ้มหูแบรนด์ OomPDX พร้อมเล่าทุกขั้นตอนการขออนุญาตทำธุรกิจในอเมริกา ที่จบได้ใน 30 วัน
อุ้ม สิริยากร กลับมาทำธุรกิจอีกครั้งกับตุ้มหูแบรนด์ OomPDX พร้อมเล่าทุกขั้นตอนการขออนุญาตทำธุรกิจในอเมริกา ที่จบได้ใน 30 วัน

อุ้มจดทะเบียนบริษัทเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ผ่านไป 1 เดือน ใช้วิธีบอกปากต่อปาก กับเอาตัวเข้าแลกใส่ตุ้มหูเสนอหน้าตามที่ต่าง ๆ ไปก่อน ยังไม่ได้ทุ่มเทโปรโมต เพราะอยากฟังฟีดแบ็กจากคนที่รู้จักรอบ ๆ ตัว คือเรียกว่ายังอยู่ในช่วง Soft Launch อยู่เลย แต่เท่านี้ก็ขายไปได้ 30 กว่าคู่ มีรายได้ประมาณ 800 เหรียญแล้ว ลูกค้าก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล เพื่อน ๆ และญาติโยมแถวนี้นี่เอง คือแค่ตอนนี้ก็ได้เงินทุนตั้งต้นคืนมาแล้วอะค่ะ แถมยังมีวัตถุดิบ และตุ้มหูที่ทำเก็บไว้ในสต็อกอีกเกือบร้อยคู่ เพราะปลายเดือนนี้จะไปออกบูทเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนของเมตตาอนีคา กะคร่าว ๆ ว่าน่าจะขายได้อีกสัก 25 – 30 คู่ นี่มีลิสต์ของเพื่อน ๆ และคนรู้จักที่จะแมสเสจไปบอก กับงานขายของที่จะไปตั้งบูทตอนซัมเมอร์กับปลายปีอยู่ในมือแล้ว คือถ้าบริหารจัดการดี ๆ น่าจะมีรายได้เข้ามาทุกเดือน แล้วถ้าคนรู้จักมากกว่านี้ ก็จะเอางานไปเสนอร้านเก๋ที่เล็งเอาไว้ จะได้มีออเดอร์ขายส่งเป็นเงินก้อนเข้ามาช่วยหมุนเวียนธุรกิจด้วย

อุ้ม สิริยากร กลับมาทำธุรกิจอีกครั้งกับตุ้มหูแบรนด์ OomPDX พร้อมเล่าทุกขั้นตอนการขออนุญาตทำธุรกิจในอเมริกา ที่จบได้ใน 30 วัน
อุ้ม สิริยากร กลับมาทำธุรกิจอีกครั้งกับตุ้มหูแบรนด์ OomPDX พร้อมเล่าทุกขั้นตอนการขออนุญาตทำธุรกิจในอเมริกา ที่จบได้ใน 30 วัน
ภาพ : instagram.com/OomPDX

ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในเบื้องต้นเลยนะเนี่ย เป้าหมายต่อไป คืออยากมีรายได้เดือนละ 1,500 เหรียญ ซึ่งบางคนบอกว่าต่ำเตี้ยมาก แต่นั่นคือชั้นต้องขายตุ้มหูเกือบ 50 คู่เชียวนะ! ยิ่งถ้าขายส่งก็ได้เงินแค่ครึ่งเดียวอีก

มาลุ้นกันค่ะว่าจะทำได้ไหม เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ปีหน้าเดือนเมษาฯ จะมาเล่าเรื่องธุรกิจขายตุ้มหูนี่อีกครั้ง ไม่รู้ป่านนั้นจะเป็นคุณนายหรือกินแกลบแทนข้าวอยู่ แต่ก็สู้ต่อไปนะทาเคชิ! (จบงงแต่ไม่อายด้วย ฮ่า ๆ)

หมายเหตุ ตอนนี้กำลังศึกษาวิธีตั้งระบบให้ส่งขายต่างประเทศได้อยู่ แฟน ๆ ชาวไทยอดใจรออีกนิดนะคะ ถ้าใครสนใจก็ติดตามกันได้ที่ Instagram : OomPDX และเว็บไซต์ www.oompdx.com ค่า

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load