หัวใจจะวาย!

ค่ะ… วันนี้วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

มองออกไปนอกหน้าต่าง ใบไม้กำลังผลัดใบ เปลี่ยนสี ร่วงหล่น อีกไม่นานก็จะเข้าฤดูกาลแห่งการพัก รักษาเยียวยา เพื่อเตรียมต้นให้พร้อมสำหรับการผลิใบ ก่อเกิดชีวิตใหม่ในฤดูใบไม้ผลิอีก 5 – 6 เดือนข้างหน้า

ช่างเหมาะเจาะเหลือเกินกับเหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์อันแสนตื่นเต้นที่ผ่านมา

เมื่อวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน เป็นวันเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งแรกที่อุ้มได้ใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งในฐานะอเมริกันชนคนหนึ่ง

เป็นประสบการณ์ตื่นเต้น อกสั่นขวัญแขวน ลุ้นกันแบบมือเย็นใจเต้นไม่เป็นระบบ เข้านอนไปโดยไม่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะตื่นมาเจอกับอะไร และสุดท้ายประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ณ เวลาที่อุ้มพิมพ์บทความนี้อยู่ค่ะ

อุ้มอาศัยอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ ซึ่งอยู่ในรัฐออริิกอน ซึ่งเป็นรัฐที่ Vote by Mail ร้อยเปอร์เซ็นต์มาตั้งแต่ ค.ศ. 2000 (ทั้งอเมริกามีแค่ 5 รัฐ คือโคโลราโด ฮาวาย ออริกอน ยูทาห์ และวอชิงตัน) คือหลังจากเราไปลงทะเบียนเพื่อโหวตไว้ล่วงหน้า ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง ทางคณะกรรมการเลือกตั้งก็จะส่งใบลงคะแนนเสียงมาที่บ้าน

เราเอาปากกาดำฝนๆๆ คนที่เราจะเลือก ซึ่งไม่ได้มีแค่ประธานาธิบดี แต่มีผู้ว่าการ (Mayor) เมืองพอร์ตแลนด์ วุฒิสมาชิก สมาชิกสภาผู้แทนแต่ละเขต City Commissioner (ไม่รู้เรียกเป็นไทยว่าอะไร) รวมทั้งยังมีมาตรา (Measures) ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนแต่ละเมือง อย่างเช่นขึ้นภาษีบ้านพักอาศัยเพื่อเอาไปพัฒนาสวนสาธารณะ ขยายห้องสมุด เพิ่มงบโรงเรียน ตั้งหน่วยงานเอกชนเพื่อกำกับดูแลการทำงานของตำรวจ หรือขึ้นภาษีบุหรี่และอุปกรณ์ Vape (ขึ้นเยอะด้วยนะคะ ซองละ 2 เหรียญฯ แน่ะ)

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

เรียกว่าเลือกมันทุกอย่างที่จะต้องเลือกและเลือกได้ โดยที่นอกจากประชาชนจะติดตามข่าวสารบ้านเมือง ดูโคตรเหง้าศักราช ผลงานและทัศนคติของผู้สมัครแต่ละคนเป็นการบ้านทำกันมาเองแล้ว ยังมีคู่มือเลือกตั้งเล่มหนาปึ้กส่งมาให้ด้วย จะได้อ่านว่าแต่ละคนคือใคร มาตราไหนรายละเอียดเป็นยังไง เพราะการตัดสินใจเกิดขึ้นด้วยกระดาษกับปากกาบนโต๊ะกินข้าว ไม่ใช่ที่คูหาหย่อนบัตรเลือกตั้ง (เพราะที่ออริกอนไม่มี) หรืออย่างอุ้มคือลงคะแนนเสียงบนเคาน์เตอร์ในครัว เสร็จแล้วใส่ซอง เซ็นชื่อกำกับ หนีบไว้ที่ตู้หน้าบ้าน วันรุ่งขึ้นคุณบุรุษไปรษณีย์ก็มาเก็บไป

เป็นความรู้สึกที่แปลกๆ ดีค่ะ คือถึงแม้ในใจจะคิดว่าเออก็ง่ายๆ ดีนะ แต่ตอนเอาปากกาฝนลงไป ก็มีความตื่นเต้นเพราะรู้ว่านี่คือเรื่องใหญ่แบบจะเปลี่ยนชะตากรรมของประเทศ (ซึ่งจะมีผลต่อโลกด้วย)

แต่หน้าที่ของเราไม่ได้จบอยู่แค่นั้นค่ะ เพราะวันรุ่งขึ้นอุ้มก็ตามเข้าไปในเว็บไซต์เพื่อตรวจสอบสถานะใบลงคะแนนเสียงของตัวเอง แล้วก็เห็นในระบบว่าเขาได้รับ Ballot ของอุ้มแล้ว และมันจะถูกนำไปนับคะแนน ทำให้หายห่วงไปได้เปลาะหนึ่ง

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

ตั้งแต่อุ้มได้เป็นพลเมืองของอเมริกาเมื่อเกือบ 5 ปีก่อน (แต่ก็ยังเป็นพลเมืองไทยอยู่ด้วยนะคะ เพราะอเมริกาและไทยอนุญาตให้ถือได้ทั้งสองสัญชาติพร้อมกัน) ความรับผิดชอบที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ เรียนรู้เรื่องระบบการเมืองและระบบเลือกตั้ง คือไม่ได้มีใครมาบังคับนะคะ เนิร์ดเอง คนอื่นไม่รู้เป็นเหมือนกันหรือเปล่า

อุ้มเข้ารับสาบานตนหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้รับเลือกแล้ว เพราะฉะนั้น จึงพลาดการโหวตครั้งนั้นไป แต่ไม่พลาดการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การเมืองการปกครอง (หรืออันที่จริงต้องเรียกว่าไม่ปกครอง) ที่ล้มเหลวและสับสนที่สุด ตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ใครมาบอกว่านี่คือประธานาธิบดีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา จะหลับตาพยักหน้า แล้วไม่เถียงเลยแม้แต่คำเดียว

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน
อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

ดังนั้น เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดี ค.ศ. 2020 ใกล้เข้ามา อุ้มเลยเริ่มหาข้อมูลตั้งแต่ว่าใครจะมาลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตบ้าง แล้วก็สนใจ กมลา แฮร์ริส (Kamala Harris) มาตั้งแต่ต้น (จริงๆ เจ้าตัวบอกให้ออกเสียงว่า คัมมาลา นะคะ แต่อุ้มเรียกกมลาอย่างที่เราคุ้นเคยก็แล้วกัน) หาหนังสือ The Truths We Hold ที่เขาเขียนมาอ่านจนค่อนข้างแน่ใจว่านี่คือคนที่มีประวัติการทำงานและความคิดสอดคล้องกับความเชื่อของเรา เริ่มบริจาคเงินสนับสนุนแคมเปญของเขา เอา Yard Sign มาปักหน้าบ้าน ตามดู Democratic Primary Debate ทุกครั้ง ได้ฟังผู้สมัครคนอื่นๆ ไปด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องมีอันอกหัก เพราะกมลาตัดสินใจจบแคมเปญ ถอนตัวไปก่อน

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อุ้มหยุดตามการเลือกตั้งต่อนะคะ (คือไม่ใช่แบบ ชิ คนที่ฉันเชียร์แพ้ไปแล้ว ฉันเลิกตาม) หลังจากที่พรรคเดโมแครตสรุปเสนอ โจ ไบเดน (Joe Biden) เป็นผู้สมัคร อุ้มก็พยายามหานโยบายอ่าน เพราะทีแรกไม่ได้ชอบลุงแกมากเป็นพิเศษ จนกระทั่งได้มาตามดู Democratic National Convention ทั้ง 4 วัน ถึงได้เข้าใจว่านี่คือคนชั้นกลางอย่างเราๆ ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการทำงานรับใช้ประเทศชาติมาเกือบ 5 ทศวรรษ มีความห่วงใยและแผนการที่ชัดเจนในประเด็นสำคัญ อย่างเช่น COVID-19 เศรษฐกิจ โลกร้อน สวัสดิการสังคม และเป็นคนที่ทุกคนรอบตัวพูดตรงกัน ว่ามีความรักในเพื่อนมนุษย์ ทำงานได้กับคนทุกฝ่าย และพูดจริงทำจริง คือพูดง่ายๆ คือเป็นคนดีไว้ใจได้นั่นเอง

ซึ่งต่างกันลิบลับกับประธานาธิบดีประสาทหลอน ที่อ้าปากทีไรต้องมีเรื่องโกหกหลอกลวงปนเปื้อนมาทำให้คนเดือดร้อนมันทุกที เพราะฉะนั้น การตัดสินใจจะเลือกโจ ไบเดน สำหรับอุ้ม ก็มีเหตุผลและมีความหวังต่ออนาคตที่ดีกว่า คือไม่ได้หลับหูหลับตาเลือกเพียงเพราะเป็น “ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ทรัมป์” อย่างที่เคยได้ยินหลายคนพูด

แล้วลุงโจแกยังมาเลือกกมลาเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดีอี๊ก! ป้ายหน้าบ้านก็เลยเปลี่ยนเป็นแบบนี้

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

อุ้มเองคงเหมือนประชาชนในเมืองใหญ่จำนวนมากของอเมริกา ที่อดทนข่มกลั้น พยายามทำความเข้าใจ (แต่สุดท้ายก็ยังไม่เข้าใจ) คนอีกครึ่งหนึ่งของอเมริกา (ที่ส่วนใหญ่อยู่ใน Rural Area) ที่ยังคงหลับหูหลับตาเชื่อทุกประโยคที่ทรัมป์พ่นออกมาทางสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกล่าวเท็จต่อระบบลงคะแนนเสียงล่วงหน้าทางไปรษณีย์ ที่เขาทำกันมาอย่างปลอดภัยตลอดหลายสิบปี ได้เห็นความพยายามเฮือกสุดท้ายที่จะลดงบประมาณของหน่วยงานไปรษณีย์อเมริกา การรีบแต่งตั้ง เอมี่ โคนีย์ แบร์เร็ต (Amy Coney Barrett) เพื่อสร้างคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในศาลฎีกา เพราะรู้ว่าคนที่สนับสนุนเดโมแครตนั้น มีแนวโน้มที่จะไม่เสี่ยงออกจากบ้านไปเลือกตั้งในสถานการณ์ COVID-19 ระบาดรุนแรงแบบนี้

แต่พฤติกรรมไร้ความรับผิดชอบแบบนั้นไม่ได้บรรลุผลอะไร และสุดท้ายก็กลับมาทำร้ายตัวทรัมป์และผู้สนับสนุนทั้งหลายในที่สุด

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

วันนี้ มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในอเมริกาสูงที่สุดในโลกติดต่อกันมาหลายวัน (วันละแสนกว่าราย) คือสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการระบาด และ The Associated Press รายงานว่า 93 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้ออยู่ในเมืองที่เลือกโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งสิ้น

และการยุยงยืนยันให้ผู้สนับสนุนของตัวเองออกไปโหวตที่หน่วยเลือกตั้งเท่านั้น ห้ามโหวตทางไปรษณีย์ ก็ทำให้รายงานผลการเลือกตั้ง ค่อยๆ พลิกแดงเป็นน้ำเงินไปทีละรัฐสองรัฐ โดยมีโดนัลด์ ทรัมป์ และสมุนทั้งหลายออกมาฟาดหัวฟาดหางให้เห็นเป็นระยะ

ทีแรกอุ้มก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าเขานับคะแนนเสียงคนที่มาโหวตด้วยตัวเองก่อน แล้วค่อยนับคะแนนเสียงโหวตทางไปรษณีย์ทีหลัง คืนวันเลือกตั้ง เห็นแผนที่อเมริกาเป็นสีแดงเถือกไม่ต่างจาก ค.ศ. 2016 แล้ว อุ้มถึงกับกอดลูก นอนกุมมือสามีหลับไปด้วยความกลัวแบบจับขั้วหัวใจ

วันรุ่งขึ้นสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนตี 5 รีบคว้าโทรศัพท์มาเช็ก ค่อยเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง สีแดงเริ่มจางกลายเป็นสีฟ้าอ่อน CNN ก็วิเคราะห์อยู่นั่น ว่าไบเดนต้องพลิกรัฐไหนกลับมาเป็นสีน้ำเงินบ้างถึงจะชนะ ตลอดสองสามวัน บทสนทนาในบ้านและกับเพื่อนๆ นี่ไม่มีอะไรอย่างอื่นนอกไปจากผลเลือกตั้งเลยค่ะ คือถึงขั้นต้องบอกลูกว่า ช่วงนี้คุณแม่จะงงๆ หน่อยนะลูก แล้วจ้อง CNN ต่อไป ไม่เคยดูอะไรมาราธอน 3 วัน 4 คืนรวดแบบนี้มาก่อนเลย คือวันๆ เห็นหน้าผู้ประกาศมากกว่าสามี ตอนนี้ท่องได้แล้วว่าเมืองไหนอยู่ใน County ไหน ฮ่าๆ

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน
อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน
อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

แล้วสุดท้ายความเชื่อในความถูกต้องก็มีกำลังเหนือกว่า! เช้าวันเสาร์อุ้มตื่นขึ้นมาแบบยังไม่รู้ผลที่แน่นอน แต่พอตอนสายๆ ละสายตาจากจอ เดินไปเล่นกับลูกประเดี๋ยวเดียว แมสเสจในโทรศัพท์ก็ดังถี่ๆ มีแต่ข้อความว่า เราชนะแล้ว! ไบเดนได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป! กมลาคือผู้หญิง (และผู้หญิงผิวสี) คนแรกที่ได้รับเลือกในตำแหน่งสูงขนาดนั้น! และสถิติผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียงสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา!

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

คือโดนัลด์ ทรัมป์ เองก็ได้คะแนนเสียงสูงกว่าตอนที่ชนะคราวที่แล้วนะคะ แต่ว่า… คนที่เลือกไบเดน / กมลา ยิ่งมีมากกว่าเกือบ 5 ล้าน! คะแนนเสียงของไบเดนนั้นเห็นได้ชัดมากในแผนที่ว่ามาจากเมืองใหญ่ในแต่ละรัฐ และมีผลมากขนาด Flip (หรืออาจจะ Flip) รัฐที่เป็นฐานเสียงสำคัญของริพับลิกันในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว อย่างวิสคอนซิน มิชิแกน เพนซิลเวเนีย จอร์เจีย และอาจจะรวมถึงแอริโซนาด้วย

อินไซต์ของไทย-อเมริกันชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสหรัฐฯ, การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ปี 2020, โจ ไบเดน

โล่งอกบอกไม่ถูกเลยค่ะ แถวบ้านอุ้มไม่ได้มีคนออกมาฉลองกัน แต่เห็นภาพคนในเมืองอื่นๆ ออกมารวมตัว โห่ร้องดีใจ เปิดแชมเปญ เต้นระบำกันก็รู้สึกเบิกบานไปด้วย ยิ่งได้ดู Victory Speech หรือสุนทรพจน์รับชัยชนะของกมลาและไบเดนเมื่อคืนวันเสาร์ ก็ยิ่งใจชื้นว่าจากนี้ ถึงแม้จะยังมีอุปสรรค มีความยากลำบากรออยู่ข้างหน้า แต่ว่าการเมืองและการบริหารประเทศจะอยู่ในมือของคนที่ตั้งใจและมีความสามารถที่จะมาทำงาน เสียงนกเสียงกาของผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมไม่ต่างจากเด็กอนุบาลยามงอแงไม่ได้ของเล่น เราก็หายใจลึกๆ แล้วปล่อยผ่าน มองไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมีความหวัง

เหมือนกับที่ เอลลา เบเกอร์ (Ella Baker) นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนสำคัญเคยพูดไว้ว่า “Give light and people will find the way.” จงมอบแสงสว่าง แล้วมวลชนจะพบหนทางไป

เรากำลังเดินตามแสงสว่างนั้นไปด้วยกันค่ะ

Writer & Photographer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ช็อก! อุ้ม สิริยากรร่ำไห้ ต้นไม้ใหญ่โค่นใส่บ้านพังยับ ซับน้ำตาเล่าถึงวินาทีระทึกขวัญ!

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ
ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

ตกใจเลย! ใครเห็นข่าวนี้ก็ต้องรีบคลิกไปดูใช่มั้ยคะ อุ้ม สิริยากร ยังคลิกเลย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่นาทีเพิ่งนั่งกินกาแฟคุยกับพี่สาวสมคิดเรื่องล้างผักยังไงไม่ให้เหี่ยว (จะเขียนละเอียดทำไม)

แล้วอยู่ดี ๆ ไลน์ก็เด้งรัว ๆ พ่อ เพื่อน แม้แต่แม่ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยโทรหา ยังโทรไลน์มาเล้ย คิดดู ทุกคนถามหมดว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ทางเราก็ตกใจ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทางโน้นตอบกันมาว่าเห็นข่าว พ่อบอกเพื่อนที่อยู่ออสเตรเลียไลน์มาถาม แม่บอกว่าช่างทำผมส่งไลน์มาบอก หืมม… ข่าวอะไร ก็เลยใช้วิชานิเทศศาสตร์ที่ร่ำเรียนมา ค้นคว้าด้วยศัพท์เทคนิคขั้นสูงว่า ‘อุ้ม สิริยากร บ้านพัง’

เฮ้ยยยยยยย​… ขึ้นมาล้นหน้ามือถือ!

อย่างแรกที่คิดคือ เธ้ออออ นั่นไม่ใช่บ้านชั้น ชั้นไม่ได้อาศัยในโรงรถ! และอย่างที่สองคือ ชั้นเล่าวินาทีระทึกขวัญไม่ได้ เพราะชั้นไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์! เอ้า ๆ เป่าเทียนก่อน เดี๋ยวจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ ให้ฟังนะ

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

เรื่องมันเริ่มมาตั้งแต่ปลาย ๆ เดือนธันวาปีที่แล้วค่ะ เด็ก ๆ ปิดเทอม 2 อาทิตย์ บ้านอุ้มก็เลยตัดสินใจขับรถลงไปหาพี่สาวสมคิดที่แคลิฟอร์เนียกัน ระหว่างทางก็แวะเมืองโน้นเมืองนี้ กับไปสกีด้วย แล้วก็ได้ยินข่าวจากเพื่อน ๆ ที่พอร์ตแลนด์ว่า หลังจากเราออกมา หิมะตก หนาวมาก ลมแรงสุด ๆ น่ากลัวมาก จากนั้นฝนก็ตกไม่หยุดมาเป็นอาทิตย์ เรียกว่าอากาศวิปริตแปรปรวนผิดธรรมดาอีกละ (แต่ธรรมดาคืออะไรไม่รู้เหมือนกันแล้วนะเดี๋ยวนี้)

พวกเราฟังแล้วก็แอบคิดว่า เออดีเหมือนกัน ได้หนีหนาวลงมาเยี่ยมครอบครัว เพราะพี่ชายสมคิดบินตามมาสมทบจากแคนาดาด้วย หลังจากไม่เจอกันเลยช่วงโควิด นี่ระหกระเหินแวะนอนเมืองโน้นเมืองนี้มาอาทิตย์กว่า สุดท้ายก็มาถึงบ้านพี่สาวสมคิดที่โอ๊กแลนด์เสียที จะได้พักหลายวันหน่อย

แล้วอยู่ ๆ เช้าวันรุ่งขึ้น แอปฯ Ring กริ่งประตูบ้านก็ดังที่โทรศัพท์สมคิด พวกเราแปลกใจว่าใครฟระกดอยู่นั่น ปกติถ้าไม่มีใครมาเปิดเขาก็ไปใช่ปะคะ แต่นี่ไม่ยอมหยุด สมคิดเลยเปิดแอปฯ มาคุยด้วย

ปรากฏว่าเป็นเพื่อนบ้านที่หลังบ้านเยื้อง ๆ กันค่ะ อยู่มา 10 ปี ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากัน แต่สายวันนั้นฮี (ทราบชื่อภายหลังว่าจอห์น) บอกว่ามีเรื่องด่วนต้องติดต่อให้ได้ สมคิดคุยไปหน้าก็เริ่มซีดลงเรื่อย ๆ พวกเราที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็เริ่มมองหน้ากัน ใครเป็นอะไรตาย หรือบ้านไฟไหม้!

สมคิดวางหู แล้วบอกอุ้มว่า ต้นไม้หลังบ้านล้ม อุ้มฟังแล้วสมองไม่ประมวลผล ต้นไม้ไหน ต้น Douglas Fir ใหญ่ยักษ์ที่ดูแข็งแรงบึกบึนคู่บ้านเราเนี่ยเหรอ

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

เสียงเมสเซจดังรัว ๆ สมคิดกดดูแล้วยื่นให้อุ้มดูรูปที่เพื่อนบ้านส่งมาให้

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

ทรงอย่างแบดค่ะ บอกเลย

งานนี้ไม่ใช่ญาติเสียก็เหมือนเสียญาติ อุ้มเป็นคนรักต้นไม้มาก โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่อายุเยอะ ๆ เห็นแล้วชอบไปกอดเพราะเหมือนเจอปู่ย่าตายาย แล้วนี่ต้นไม้บ้านเราแท้ ๆ ที่เล่นใต้ต้นมาเกือบ 10 ปี ลูก 2 คนโตมากับร่มเงาและกิ่งก้านของเค้า ถอนรากถอนโคนหมดไม่เหลือดี

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ
ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

จริงๆ เราตั้งใจจะอยู่โอ๊กแลนด์กันอีก 3-4 วัน แต่สมคิดเห็นรูปแล้วบอกว่าไอต้องขับกลับเดี๋ยวนี้ พี่ชายสมคิดเหวอไป เพราะเพิ่งเจอหน้ากันได้แค่ไม่ถึง 3 ชั่วโมง อุ้มที่นั่งรถปวดก้นมาหลายวัน คิดว่าจะได้พักซักหน่อยก็เหวอเหมือนกัน เพราะขับกลับรวดเดียวนี่มันสิบกว่าชั่วโมงเชียวนะ แล้วลูก ๆ อีกล่ะ

รีบเช็กตั๋วเครื่องบิน แล้วตัดสินใจส่งสมคิดขับกลับไปคนเดียว ส่วนอุ้มอยู่ต่อกับลูก ๆ จนถึงวันเสาร์ ตอนฮีขับออกไป บอกเลยว่าไม่ห่วงโรงรถห่วงต้นไม้อะไรทั้งนั้น กลัวจับขั้วหัวใจขึ้นมาอย่างเดียวว่าสมคิดจะปลอดภัยหรือเปล่า เพราะพายุฝนและหิมะกำลังจะมา ระหว่างทางต้องผ่าน Mt.Shasta ถนนเริ่มเป็นน้ำแข็งอันตรายด้วย อย่าเป็นอะไรนะ ชั้นยังไม่อยากเป็นม่ายเลี้ยงลูกคนเดียว!

แต่สุดท้ายฮีก็ถึงบ้านได้ตอนเกือบเที่ยงคืน อุ้มนี่ไม่เคยหัวใจเต้นแรงติดต่อกัน 10 ชั่วโมงรวดแบบนั้นมาก่อนเลยค่ะ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเมสเซจหาสมคิด เพราะกลัวฮีต้องละสายตาจากถนน ได้แต่โทรส่งเสียงแหลมสูงเป็นระยะป้องกันฮีง่วง (อาจจะแย่กว่าส่งเมสเซจ) แล้วถึงบ้านแทนที่จะโทรมาบอก ฮีทำไมรู้มั้ย กดกริ่งประตูบ้านให้มันมาดังบนแอปฯ ในมือถือดิฉันเหมือนเพื่อนบ้านเมื่อเช้านี้ค่าาาา ยังมีหน้ามาทำเป็นเล่น ถามว่าหลังบ้านเป็นไง ฮีบอกมืดมองอะไรไม่เห็น เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน

รุ่งขึ้นค่ะ สมคิดบอกว่าของจริงดูวินาศสันตะโรกว่าที่เห็นในรูปอีก ดีแล้วที่รีบกลับไปแสดงความรับผิดชอบกับเพื่อนบ้าน ทุกคนก็ดีใจหาย ไม่มีใครโวยวาย ทั้งที่บ้านติดกันรั้วหลังบ้านพังไปทั้งแถบ ส่วนบ้านชายชื่อจอห์น โรงจอดจักรยานกับ Trampoline ใหญ่ที่ลูก ๆ เอาไว้โดดก็โดนหางเลขเบี้ยวไปข้าง แต่ประโยคแรกที่ทั้งสองบ้านพูดตรงกันก็คือ เสียใจด้วยนะที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้และโรงรถบ้านยูเสียหายหนัก ไม่ต้องรู้สึกผิดนะที่บ้านพวกไอเสียหาย เพราะมันเป็นภัยธรรมชาติ ไม่ใช่ความผิดของพวกยู ต้นไม้ล้มใครจะไปป้องกันได้

เพื่อนบ้านประเสริฐช้างมูลกันขนาดนี้ เรายิ่งเกรงใจ สมคิดรีบติดต่อบริษัทตัดต้นไม้ให้มาตีราคา เพราะเป็นสิ่งแรกที่ต้องเอาออกไปจากพื้นที่ก่อนจะซ่อมแซมอย่างอื่นได้

ส่วนอุ้มรีบติดต่อประกัน ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะคะ ใครมีบ้าน จงทำประกัน!!!! แล้วเลือกกรมธรรม์ที่ครอบคลุมวินาศภัยหลาย ๆ อย่าง จากบริษัทที่ดี เชื่อถือได้ ติดต่อง่าย จ่ายเร็ว อ่านจากรีวิวของคนอื่นและถามจากคนที่รู้จักเป็นดีค่ะ อุ้มนี่ไม่รู้จะขอบคุณยังไง เพราะประกันของเรา (ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่) ติดต่อไปปุ๊บ อนุมัติปั๊บ โอนเงินเข้าบัญชีแทบจะทันที ไม่ถึงอาทิตย์ต่อมา Arborists (หรือที่คนไทยเรียกรุกขกร) ก็มาจัดการเอาท่อนซุงและกิ่งก้านที่หักอยู่ออกไปหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมง ถ้าประกันไม่จ่ายนี่ต้องควักกระเป๋าเอง 7,000 กว่าเหรียญฯ (คิดเป็นเงินไทยประมาณสะ… สะ… สองแสนห้า! นี่แค่ค่าตัดต้นไม้นะ ยังไม่รวมรื้อถอนสร้างโรงรถใหม่)

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ
‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ

อีกเรื่องที่เอ็นดู๊เอ็นดู แต่ตอนนั้นฟังแล้วอยากเอาหัวเดินต่างเท้า คือตอนคนรอบตัวรู้ว่าคนตัดต้นไม้จะมา ก็ไอเดียบรรเจิดแนะนำกันใหญ่เลยว่า “เก็บต้นไม้เอาไว้เลื่อยเป็นแผ่นยาว ๆ ทำหน้าโต๊ะ หัวเตียง หรือเอาไว้ทำโน่นทำนี่เป็นที่ระลึกสิ” พี่คนหนึ่งส่งลิงก์มาให้รัว ๆ อันนึงไป Pin มาให้ เอาต้นไม้ไปแปรรูปทำชุดม้านั่งในสวน หูยยยยย…

อุ้มดูไปทึ้งหัวตัวเองไป พี่คะ บ้านหนูประสบวินาศภัย! ไอเดียเหล่านี้มันดีมากเลย แต่ว่าหนูไม่มีเวลาและที่ทางจะเก็บอะไรเอาไว้ทำของสวยงามแล้วค่ะพี่คะ วัน ๆ โทรหาประกันจนจะได้กันอยู่แล้วเนี่ย อิวันที่คนตัดต้นไม้มาก็โกลาหลเสียงเครื่องโน้นนี้ดังสนั่น เดินไปดูก็บอกอย่ามาใกล้ อันตราย นี่จะไปบอกว่าเอ่อ ขอเก็บท่อนนั้นท่อนนี้ไว้หน่อยได้มั้ยคะ อารมณ์ก็จะเหมือนถูกรถชนขาขาดแล้วบอก หมอคะ ช่วยหั่นกระดูกขาไว้ให้ท่อนหนึ่งได้มั้ยคะ จะเอาไปตะไบทำจี้ห้อยคอ มันถูกต้องเหรอคะคุณว่า! 

สิ่งเดียวที่เหลือเก็บไว้คือกองท่อนไม้สำหรับผ่าทำฟืน ขนาดนี้ยังมองหน้ากันกับสมคิดว่าจะผ่ายังไงฟะ ลำบากต้องไปหาเครื่องผ่าฟืนมาอีก ตอนนี้ก็เลยยังกลิ้งตากฝนรอ ๆ กันไป อุ๊ย ๆๆๆ ส่งรูปกลับไปให้พี่คนนั้นดูดีกว่าว่าเราเอามาทำงานศิลปะจัดวาง พี่เขาจะได้เชื่อว่าเราเป็นคนมี #ความคิดสร้างสรรค์

‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ

กลับมาที่ต้นไม้ สงสัยใช่มั้ยคะว่าทำไมมันถึงล้ม อุ้มถามรุกขกรที่มาตัดต้นไม้บ้านเรา เขาพาเดินไปดูตรงรากที่ถอนหลุดขึ้นมาจากดิน แล้วเอามือบี้ให้ดูว่า น่าจะเป็นจาก Root Failure (แปลเป็นไทยว่าอะไรดี รากล้มหรือรากพังไหมนะ) เพราะรากฝั่งนั้นร่วนเป็นผงเลยตอนเอามือบี้ดู ในขณะที่อีกฝั่งไม่เป็นไร (แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่ารากฝั่งนี้ป่วยเพราะอะไร) บวกกับฝนตกหนักมากจนดินอ่อนตัว และลมกรรโชกแรงเข้าไปอีก ต้นไม้ที่ดูเหมือนแข็งแรงมั่นคงมาก ๆ วันดีคืนดีก็เลยเป็นลมล้มใส่โรงรถหักครึ่งมันเสียเลย

อุ้มลองคำนวณด้วยสายตา ถ้าล้มมาทางบ้านก็คงทับหลังคาหายไปครึ่งหลัง บวกกับห้องนอนของเมตตา-อนีคา และห้องน้ำที่ชั้น 2 ด้วย บ้านอยู่ต่อไม่ได้แน่นอน ต้องลี้ภัยไปเช่าบ้านอยู่อีกเป็นปีแน่ นี่มาล้มตอนไม่มีคนอยู่บ้าน ของในโรงรถก็แทบไม่มีอะไรพัง นอกจากจักรยาน 2-3 คัน โต๊ะปิงปองทั้งโต๊ะยังรอดเลยค่ะ เพราะพับเก็บไว้ด้านหน้า บุญรักษาพระคุ้มครองมาก

‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ
‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ

เอาต้นไม้ออกไปแล้วก็ต้องมีคิดเรื่องซ่อมโรงรถ ไม่ใช่สิ ซ่อมไม่ไหวแล้วแบบนี้ ต้องรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่เลย ซึ่งอันที่จริงต้องขอบคุณต้นไม้มากที่ล้มใส่ เพราะถ้าล้มไปที่โล่ง ๆ ไม่โดนสิ่งก่อสร้าง ประกันจ่ายค่ามาเอาต้นไม้ออกไปแค่ 500 เหรียญฯ ถ้วนค่ะ ต้นเดียวกันนี่แหละ ที่เหลือต้องจ่ายเอง

ทั้งหมดนี่ทำให้อุ้มรู้สึกอะไรรู้มั้ยคะ รู้สึกขอบคุณต้นไม้ต้นนี้มาก คือปกปักรักษาพวกเราจนนาทีสุดท้ายของชีวิตเลย เลือกทางที่จะล้มให้ไม่เดือดร้อนใคร ล้มใส่โรงรถประกันจะได้จ่าย ทั้งค่าตัดต้นไม้และค่าสร้างโรงรถใหม่ด้วย แล้วที่ล้มไปใส่หลังบ้านข้าง ๆ เชื่อมั้ยคะ ต้นพลัมเด็ก ๆ 2-3 ต้นที่เพิ่งลงไว้ได้ไม่กี่ปี ไม่มีต้นไหนหักเลย ทั้งที่ต้น Douglas Fir ของเราใหญ่เท่าตึก 5-6 ชั้นได้ นี่นึกถึงแล้วน้ำตาจะไหลจนต้องยกมือขึ้นมาพนม ขอบคุณนะต้นไม้ ที่ผ่านมาอุ้มมัวแต่วุ่นวายติดต่อคนเต็มไปหมด อยู่ในโหมดทำงานจนลืมไปว่าจริง ๆ แล้วเสียใจมาก เหมือนเสียญาติผู้ใหญ่ 

จริง ๆ นะคะ ใครที่ผูกพันกับต้นไม้ใหญ่ ๆ คงเข้าใจ คนในบ้านนี่รู้ดีเลยว่าแต่ก่อนนี้ เวลาอุ้มไม่สบายใจ มักจะออกไปหลังบ้านเพราะเป็นที่ที่รู้สึกสุขสงบ อุ้มยังเคยบอกลูก ๆ เลยว่า หลังบ้านเรามีเทวดานะลูก อยู่ในต้นไม้ คนไทยเรียกรุกขเทวดา

ตอนนี้เทวดาหลังบ้านเรากลับไปอยู่บนฟ้าแล้ว เหลือแต่อากาศว่าง ๆ ที่มองไปกี่ครั้งก็ยังใจหาย

ไม้ล้ม คนเดินต่อ หายใจลึก ๆ เข้าไว้แล้วสร้างโรงรถใหม่

เอ๊ะ หรือเราจะเลื่อยไม้มาทำหน้าโต๊ะอย่างที่ญาติโยมแนะนำดี

Writer & Photographer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load