นักสะสมส่วนใหญ่มักเก็บของรักของหวงไว้ใกล้ตัวที่บ้าน แต่หนังสือส่วนใหญ่ในคอลเลกชัน 1984 ของ ผศ.ดร.คารินา โชติรวี อยู่ในคาเฟ่ของลูกศิษย์วรรณคดีอังกฤษที่สนิทสนมกัน ชั้นหนังสือมุมหนึ่งของ Rare Finds Hidden Cafe มี 1984 หนังสือดิสโทเปียฉบับแปลหลายภาษาทั่วโลกให้แขกที่แวะเวียนเข้ามาอ่านได้ฟรี จนบางคนถึงขั้นมานั่งอ่านและขอซื้อก็มี เมื่อติดต่อขอชมคอลเลกชันของอาจารย์ เราจึงได้พบหน้ากันในย่านพระโขนง

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

“โดยมากคนที่สะสมของมักไปเสาะหาเองด้วยความยากลำบาก แต่ตัวเราเองไม่ใช่คนหา มีลูกศิษย์ซื้อมาให้เป็นส่วนใหญ่ เพราะว่าเราสอนเรื่องนี้แทบทุกปี ลูกศิษย์จำได้ว่าเขาเรียนกับเรา มีคนหนึ่งชื่อ ธนิศร์ บุญสม ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนที่พระจอมเกล้าฯ เขาสะสม เจ้าชายน้อย ภาษาต่างๆ แล้วก็ชอบเที่ยวที่แปลกๆ เขาถามว่าอาจารย์อยากได้ด้วยมั้ย เขาไปซื้อ เจ้าชายน้อย ที่ไหน ก็ซื้อ 1984 พ่วงมาให้ด้วย” นักสะสมเล่าจุดเริ่มต้นให้ฟัง

Dystopian World

อาจารย์คารินาเพิ่งเกษียณจากการสอนวิชาวรรณคดีอังกฤษที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากสอนวิชา ‘วรรณกรรมร้อยแก้วอังกฤษศตวรรษที่ 20 ถึงปัจจุบัน’ (British Fiction from the Twentieth Century to the Present) มาราว 20 ปี โดยเลือกงานเขียนของนักเขียนอังกฤษหลายๆ คนมาสอนนิสิตปี 4 แทบทุกปีเธอเลือก 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) มาสอนเสมอ นอกเหนือจากงานชิ้นเอกของ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ (Virginia Woolf), อี.เอ็ม. ฟอร์สเตอร์ (E. M. Forster), ซัลมัน รัชดี (Salman Rushdie), อรุณธตี รอย (Arundhati Roy) จนถึง คาสึโอะ อิชิงุโระ (Kazuo Ishiguro)

“หลายคนบอกว่าวรรณกรรมคือการหลีกหนี คือเรื่องเพ้อฝัน พาเราออกจากปัจเจกไปอยู่ในโลกที่สวยงาม แต่ถ้าคุณเรียนวรรณกรรมจริงๆ จะได้ความเป็นจริง เรามักเลือกเรื่องที่สะท้อนสังคม เศรษฐกิจ และลักษณะของวรรณกรรมในยุคสมัย นวนิยายเป็นการประพันธ์ที่ค่อนข้างใหม่ คำว่า Novel ก็แปลว่าใหม่ ก่อนหน้านี้มีแต่กวีนิพนธ์ พอศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ชนชั้นกลางเริ่มมีอิทธิพลและอยากอ่านอะไรที่ใกล้เคียงกับชีวิตตนเอง ก็เลยเกิดงานแบบ Realism (สัจนิยม) พอเข้าศตวรรษที่ 20 ยิ่งแตกแขนงออกไป มีการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์ การเล่าเรื่องแบบเน้นมุมมองนักเขียน

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

“งานแบบ 1984 เป็นงานแบบดิสโทเปีย มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกนี้ ศตรวรรษที่ 19 มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ความเจริญก้าวหน้ามาสู่โลก แต่ขณะเดียวกันก็เกิดสงครามโลก เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เกิดการนำเทคโนโลยีที่ควรช่วยเหลือมนุษย์มาทำลายกัน เลยเกิดงานแนวดิสโทเปียที่ตรงกันข้ามกับยูโทเปียในอุดมคติ คนมองโลกในแง่ร้าย หมดศรัทธากับพระเจ้า มนุษย์ และความเป็นเหตุเป็นผล ยิ่งศตวรรษที่ 21 วรรณกรรมแบบนี้ยิ่งมีเยอะ อย่างเรื่อง The Hunger Games” อาจารย์สรุปแนวดิสโทเปียให้ฟังอย่างกระชับ 

ก่อนเข้าสู่เรื่องราวหนังสือเลขปีต้องสาป ขอทบทวนเรื่องราวหนังสือเล่มสุดท้ายในชีวิตนักเขียนอังกฤษ จอร์จ ออร์เวลล์ 

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

Welcome to Airstrip One

จอร์จ ออร์เวล หรือชื่อจริงคือ เอริก อาร์เทอร์ แบลร์ (Eric Arthur Blair) เป็นนักเขียนอังกฤษ เกิดที่อินเดีย เคยเป็นตำรวจที่พม่า และเป็นผู้สื่อข่าวการปฏิวัติที่สเปน ผลงานดังของเขาคือ Animal Farm และ Nineteen Eighty-Four ซึ่ง 1984 เป็นนวนิยายเรื่องสุดท้ายที่เขาเขียนในโรงพยาบาล ค.ศ.​ 1948 ก่อนเสียชีวิต ทำนายสถานการณ์อนาคตอันน่าสะพรึง 

ค.ศ. 1984 ในเรื่องมีสงครามต่อเนื่องทั่วโลก สหราชอาณาจักรกลายเป็นดินแดนชื่อ Airstrip One ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนโอเชียเนีย มีการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จโดย ‘พี่เบิ้ม’ หรือ Big Brother ที่นี่รัฐล่วงรู้และควบคุมความคิดจิตใจของผู้คนได้ ทุกการกระทำของทุกคนถูกจับตามองตลอดเวลา มีอาชญากรรมทางความคิด ตำรวจความคิด และทุกสิ่งดูจะผิดเพี้ยนไปหมด Ministry of Truth มีหน้าที่ผลิตคำลวง Ministry of Peace ก่อสงคราม Ministry of Love บีบบังคับคนให้เชื่อฟังผู้นำด้วยความกลัว

Winston Smith พระเอกของเรื่องเป็นสมาชิกพรรคระดับธรรมดา ผู้ใฝ่ฝันถึงการปฏิวัติ และเริ่มมีความรักต้องห้ามกับเพื่อนร่วมงาน ความพยายามต่อสู้ของคนตัวเล็กๆ ต่อรัฐที่ยิ่งใหญ่กดทับ นำไปสู่ผลลัพธ์ชวนสะท้อนใจ

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

Knowing Reality

“ออร์เวลเขียนถึงอนาคตในสามสิบหกปีข้างหน้าซึ่งน่าจะผิดได้ แต่ยิ่งอ่าน ยิ่งเห็นว่าค่อนข้างตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมต่างๆ ทุกสังคมมีลักษณะดิสโทเปียลักษณะใดลักษณะหนึ่ง คนอาจจะคิดว่าสังคมดิสโทเปียน่าจะเป็นสังคมที่กดดันมากๆ อย่างเกาหลีเหนือหรือรัสเซียยุคโซเวียต ออร์เวลก็คิดแบบนั้น 

“แต่การใช้กลไกของรัฐควบคุมประชากร แม้ในสังคมทุนนิยมเสรี คนมีกินอิ่มหนำ แต่ก็ยังมีการควบคุมสอดส่องความคิดคน อ่านความคิดคนได้ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เราหนีสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ไปไหนก็มี CCTV หรือโทรศัพท์ก็ล้วงข้อมูลทุกอย่างของเราไปได้ ดังนั้น จะอ่าน 1984 เป็นแนววิทยาศาสตร์หรือวิพากษ์การเมืองสังคมก็ได้ อ่านได้หลายแนว ถ้าจะบอกว่าพยากรณ์อนาคตก็ได้ เพราะหลายอย่างเกิดขึ้นแล้วจริงๆ”

การวิพากษ์การเมืองอย่างคมคายแสบสันต์ ทำให้ 1984 กลายเป็นหนังสือต้องห้ามในทั่วโลก และกลายเป็นหนังสือสำคัญในการเคลื่อนไหวประท้วง รวมถึงในประเทศไทย หนังสือ 1984 ก็เคยเป็นเครื่องมือประท้วงรัฐบาลด้วยวิธีเชิงสัญลักษณ์ อย่างการยืนกินแซนด์วิชและอ่านหนังสือ 1984 ในเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ก็มีคาเฟ่ชื่อ 1984 ติดป้ายใหญ่ว่า Big Brother is Watching You หรือเร็วๆ นี้ในยุคของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) 1984 ก็กลายเป็นหนังสือขายดีที่นิยมอ่านเพื่อประท้วงทรัมป์เหมือนกัน

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก
คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

“ถ้าคุณต้องการประท้วงเผด็จการด้วยการพูด อาจต้องพูดสักชั่วโมงหนึ่ง แต่ด้วยหนังสือเล่มเดียวนี้ ไม่ต้องพูดอะไรก็สื่อได้เยอะมาก ทศวรรษหลังๆ มีการพูดถึงเมืองไทยว่ามีลักษณะเหมือนโลกใน 1984 ซึ่งหลายคนก็ไม่ชอบใจว่ามันเกินไปรึเปล่า แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว จริงรึเปล่าไม่รู้ แต่ก็มีมากพอให้คนพูดและเปรียบเทียบ ถ้าเรารู้สึกขัดแย้งว่าโลกดิสโทเปียไม่ใช่ความเป็นจริง การได้ลองอ่านก็จะทำให้รู้ได้ด้วยตนเอง 

“ถ้าถามเหตุผลว่าทำไมจึงสะสม 1984 ส่วนหนึ่งคือเลือกวรรณกรรมที่แปลหลายภาษา จะได้หาได้ง่าย เรื่องนี้แปลแล้วประมาณหกสิบห้าภาษา ถึงจะถูกแบนในหลายๆ ที่ 

“แต่เหตุผลในใจที่แท้จริง คือการสะสมสิ่งที่รัฐห้าม ห้ามในที่นี้มีสองนัยยะ คือห้ามแบบแบน และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือห้ามความคิดที่ปรากฏให้หนังสือเล่มนี้ เพราะฉะนั้น การได้สะสมหนังสือเล่มนี้คือการประท้วงด้วยวิธีการง่ายๆ อย่างหนึ่ง วินสตัน สมิธ (Winston Smith) เริ่มต้นแสดงความคิดขบถเมื่อเขาไปหาซื้อไดอารี่มาเล่มหนึ่ง แล้วจดบันทึกความรู้สึกนึกคิดที่ถือเป็นสิ่งต้องห้ามในดินแดนที่เขามีชีวิตอยู่ การสะสมหนังสืออาจจะเป็นวิธีการแบบเดียวกันในระดับย่อมๆ ก็เป็นได้

“แต่นึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เก็บเล่มภาษาไทยเลย คงต้องไปซื้อมาบ้างแล้วแหละ” 

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

อาจารย์กล่าวยิ้มๆ ทิ้งท้ายด้วยความปรารถนาถึงเสรีภาพ

“Freedom is the freedom to say that two plus two make four. If that is granted, all else follows.”

ในบรรดาหนังสือ 1984 ที่ลูกศิษย์ซื้อมาให้มี 30 กว่าเล่ม ดีไซน์ส่วนใหญ่มักมีรูปดวงตาจับจ้องเสมือนสัญลักษณ์ของพี่เบิ้ม อาจารย์คัดเล่มโปรดขึ้นมา ดังนี้ 

1984 Edition

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

เล่มนี้เป็นเล่มที่เก่าที่สุด ผลิตใน ค.ศ. 1984 ปีนั้นได้ไปเรียนที่อังกฤษพอดี ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ได้เรียน 1984 เลยซื้อไว้ และใช้อ่านใช้สอนมาตลอด ตอนนี้ก็เลยเหลือง มีรอยขีด และแผ่นโน้ตเต็มไปหมด มีที่คั่นหนังสือที่ได้มาตอนรณรงค์โหวตคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญยุค คสช. กลุ่มคัดค้านตอนนั้นก็ยกโควตใน 1984 มาใช้

ทุกครั้งที่พิมพ์ใหม่ หนังสือจะได้รับการปรับปรุง เปลี่ยนคำนำใหม่ คำนำของเล่มนี้ตั้งคำถามว่า เรามาถึง ค.ศ. 1984 แล้ว สังคมเรามาถึงสิ่งที่ออร์เวลล์ทำนายไว้มั้ย

Graphic Edition

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

เล่มนี้ชอบมาก สามีซื้อมาให้จากนิวยอร์ก ตอนเขาบอกจะซื้อให้ ตอบไปว่ามีเล่มภาษาอังกฤษแล้ว แต่เขาบอกว่าไม่ๆ เล่มนี้ยูต้องชอบมาก เพราะมีลูกเล่นกราฟิกประกอบทั้งเล่ม เล่มนี้พิเศษมาก ไม่ใช้สอน ผลิตในวาระผลงานเอกของออร์เวลล์ครบรอบห้าสิบปี 

Japanese Edition

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

เล่มภาษาญี่ปุ่นนี้ลูกศิษย์ชื่อ ดริณทิพย์ จันทร์สิทธิ์ เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษเหมือนกัน ซื้อมาให้ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น ตอนเข้าไปในร้านแล้วถามหา 1984 มีแต่คนเข้าใจว่าจะซื้อ 1Q84 ของ ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami) ต้องอธิบายกันนานว่าจะซื้อ 1984 ได้

Ukrainian Edition

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

เล่มนี้ลูกศิษย์ ปูเป้-ศศพินทุ์ ศิริวาณิชย์ ไปเล่นละครที่ยูเครนแล้วรู้ว่าสะสมก็เลยซื้อมาฝาก ถึงเราจะอ่านไม่ออกสักตัว เวลาได้มาจะจดโน้ตชื่อภาษากับชื่อคนให้ไว้ในเล่ม

Latvian Edition and Brazilian Portuguese Edition

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

สองเล่มนี้ได้จากธนิศร์ คนที่เริ่มซื้อหนังสือ 1984 มาฝากคนแรก เขายังซื้อภาษาอาร์เมเนีย รัสเซีย ตุรกี รัสเซีย เกาหลี มาฝาก และยังซื้ออยู่เรื่อยๆ จากทุกทริปที่เขาไป คอลเลกชันนี้เกิดจากตัวเขาเลย เล่มลัตเวียนี่มีลูกค้าคาเฟ่มานั่งอ่านด้วย เป็นคนไทยที่เคยอยู่ลัตเวีย ส่วนเล่มโปรตุเกสก็แปลกมาก เพราะเป็นโปรตุเกสแบบบราซิล

ขอบคุณสถานที่ : Rare Finds Hidden Cafe

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load