ทายาทรุ่นสองคือคอลัมน์ประจำหมวดธุรกิจของ The Cloud ที่บอกเล่าเรื่องราวอันแสนอบอุ่นแห่งการสืบทอด ไม่ใช่แค่ตัวธุรกิจครอบครัวชาวไทยเพียงลำพัง แต่เป็นความตั้งใจและความพิถีพิถันที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

ชาวก้อนเมฆเฟ้นหาสารพัดกิจการ ตั้งแต่ร้านซักรีดอายุเกือบร้อยปีอย่างซินไฉฮั้ว โรงแรมชื่อดังอย่างดุสิตธานี หรือแม้กระทั่งจิ๊บกี่ ร้านชำออนไลน์ ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อนำเสนอแง่คิด มุมมอง และประสบการณ์ สำหรับเป็นบทเรียนให้แก่บรรดาคุณผู้อ่านที่รักของพวกเรา

เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของกิจการร้านค้าคนไทย ที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีให้แก่สังคมมาโดยตลอด The Cloud อยากเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมธุรกิจสุขภาพดีให้ดำรงอยู่ยั้งยืนยงไปนานๆ จึงจัด ‘งานทายาทรุ่นสอง’ ขึ้น เพื่อแปรเปลี่ยนคุณค่าที่เรานำเสนอผ่านตัวอักษรเป็นงานพบปะประจำทุกๆ ปี 

แม้ว่าสารพันปัญหาขวากหนามทำให้การสานต่อธุรกิจครอบครัวล้มเหลวมานักต่อนัก แต่เรายังเชื่ออยู่เต็มหัวใจว่ามีทายาทจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะเข้ามารับช่วงต่อโดยสมัครใจและตั้งใจ คราวนี้ งานทายาทรุ่นสองจึงมาพร้อมกับ ‘โจทย์สามัญประจำบ้าน’ ที่ห้างร้านครอบครัวส่วนใหญ่ล้วนเคยประสบมาก่อน เปิดเวทีให้ 6 ทายาทรุ่นสอง สาม สี่ มาเฉลยเคล็ดวิธีวิทยายุทธลับจากประสบการณ์ตรง ไขปัญหาประเด็นคลาสสิก ตั้งแต่การเตรียมตัวพร้อมรับช่วงต่อ ล้างหนี้จากรุ่นหนึ่ง ไปจนถึงการสร้างธุรกิจให้ยั่งยืน เพื่อป้องกันไม่ให้มันจบที่รุ่นเรา

งานนี้ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่แสดงวิธีคิดของทายาทตัวอย่าง แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับการพบปะระหว่างคนหัวอกเดียวกันไม่ว่ารุ่นไหนก็ตาม เพื่อแชร์ปัญหาและวิธีการรับมือแก่กัน ทั้งเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจอีกด้วย

ต่อไปนี้คือบทเรียนฉบับกระชับที่จะช่วยลดคำสบประมาทที่ว่า “รุ่นหนึ่งสร้าง รุ่นสองสานต่อ รุ่นสามทำลาย”

TALK 1 : เตรียมตัวเองให้พร้อมรับช่วงต่อ

โดย เป้-ชาตยา สุพรรณพงศ์ CEO แห่งบริษัท Food Passion ทายาทรุ่นที่ 2 บาร์บีคิว พลาซ่า ผู้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ สู่การรีแบรนด์ครั้งใหญ่ของครอบครัว

สิทธิอันชอบธรรมของทายาทที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจ คือความตั้งใจอยากให้ธุรกิจดีขึ้น

เชื่อว่ามีทายาทรุ่นสองจำนวนไม่มากที่กลับมาฉุกคิด ตั้งคำถามกับตัวเองว่า นอกจากสายเลือดแล้ว ตนมีสิทธิ์อะไรที่จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร

ถ้าหากไม่ใช่เพราะเกิดมาเป็นลูกของใคร หรือมีเลือดของผู้ใดไหลเวียนอยู่ในตัว สิ่งเดียวที่จะอนุญาตให้ทายาททุกคนก้าวเท้าเข้ามาสานต่อกิจการจากรุ่นก่อนหน้าได้ คือการลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อบริษัทอย่างจริงจังตั้งใจ แม้สิ่งนั้นจะล้มเหลว แต่ยังก็เป็นครูที่ดี เพราะมันได้ฝากแผลเป็นแห่งการเรียนรู้เอาไว้ สอนให้เข้าใจธุรกิจมรดกก้อนนี้มากขึ้น และที่สอดแทรกมากับความผิดหวัง คือสิทธิอันชอบธรรมที่จะเข้ามาปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาองค์กร

ทายาทรุ่นสองมี 10,000 ชั่วโมงบินที่ได้เปรียบกว่านักธุรกิจคนอื่น

อย่าเพิ่งคิดว่ากิจการครอบครัวจะสู้บริษัทข้ามชาติไม่ได้ เพราะที่จริงธุรกิจครอบครัวนั้นโคตรเจ๋ง สิ่งที่ทายาทรุ่นสองทุกคนมีต่างจากนักธุรกิจประเภทอื่นคือ ‘ไฟของเถ้าแก่’ การได้เกิด โต และคลุกคลีมากับกิจการร้านค้าของครอบครัว เมื่ออายุครบ 20 ปี นั่นหมายความว่าคุณมีอย่างน้อย 10,000 ชั่วโมงแห่งการทำงานสะสมติดตัวไว้ก่อนใครแล้ว แม้จะเรียนมาไม่ตรงสาย แต่ทักษะและความคุ้นชินเหล่านี้สอดแทรกซึมซาบอยู่ในสายเลือดโดยอัตโนมัติ

ยิ่งกว่านั้น แม้จะดูเหมือนจะไร้แผนการรูปธรรมในการบริหารธุรกิจครอบครัว แต่ภายในหัวของบรรพบุรุษ คือ Vision Mission และ Stradegy ที่พวกเขาออกแบบวางแผนไว้ในระยะยาวเรียบร้อยหมดแล้ว ไม่เช่นนั้นกิจการคงไม่อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ เมื่อเข้ามารับช่วงต่อ ก็แค่ถ่ายทอดออกมาให้คนในองค์กรรู้และเดินตามให้ได้เท่านั้น

TALK 2 : การจัดการหนี้

โดย กันต์-ธนัฐณ์ วิทย์ภิรมย์ ทายาทรุ่นสองบริษัทนำเข้าและค้าส่งแว่นตา M.S Optic ผู้ก่อตั้งร้านแว่นตา Occura ที่เข้ามาสืบทอดกิจการครอบครัวพร้อมหนี้ 28 ล้าน

หาช่องโหว่ในวงจรธุรกิจที่ทำให้เกิดหนี้ให้เจอ แล้วแก้ไขจุดบกพร่องนั้นโดยด่วน

ถ้าเข้ามารับช่วงต่อพร้อมกับภาระหนี้สิน สิ่งแรกที่ควรทำ คือปรับทัศนคติของตัวเองว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่จินตนาการไว้ ตัวหนี้คือปลายเหตุของปัญหา หากต้องการกำจัดหนี้อย่างถาวร ก็ตามหาต้นตอที่มาของหนี้ให้เจอว่าอยู่ส่วนใดในวงจรธุรกิจของตัวเอง เมื่อรู้ต้นสายปลายเหตุแล้วก็มุ่งแก้ไขที่ปัญหานั้นเป็นหลัก ถ้าปิดประตูหนี้สำเร็จ ก็สบายใจไปได้เปลาะหนึ่งแล้วว่าจะไม่มีอะไรอิรุงตุงนังมากกว่านี้แน่ๆ 

ปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่รูปแบบใหม่เพื่อโบกมือลาหนี้อย่างถาวร

ถ้ารูปแบบธุรกิจเก่าๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดกำไรคือพิษร้ายที่สร้างภาระอันหนักอึ้งให้แก่องค์กร ก็ให้ให้เลี้ยวหักมุมหนีจากครรลองการทำงานแบบเดิม ปรับปรุงวิถีการทำงาน เดินหน้ากิจการด้วยกลยุทธ์แบบใหม่ที่จะเสริมความมั่นคงให้แก่บริษัท ขยายหรือเปลี่ยนแปลงโมเดลไปสู่สิ่งที่ตอบโจทย์ตลาด สร้างกำไร และช่วยให้องค์กรก้าวเดินต่อไปได้ในอนาคตอย่างยั่งยืนมากกว่า

TALK 3 : กับดักความสำเร็จ

โดย ต้น-นพพล เตชะพันธ์งาม จากทายาทผู้เข้ามารับช่วงต่อ Springmate กิจการที่นอนสัญชาติไทย สู่เจ้าของธุรกิจสู่สตาร์ทอัพเช่าที่นอน Nornnorn

อยากสูงต้องเขย่ง อยากเก่งต้องขยัน อยากแข่งขันต้องใฝ่รู้

อย่าคิดว่าตัวเองเกิดมาพร้อมกิจการที่บ้าน ทำไมจะเข้ามาบริหารงานไม่เป็น เพราะการแก้ปัญหาทางธุรกิจควรเป็นไปตามหลักการเท่านั้น (ขีดเส้นใต้สองเส้นเลย) อย่าใช้สัญชาตญาณหรือความคุ้นชิน เพราะนั่นอาจนำไปสู่จุดจบได้ สำรวจตัวเองอยู่เสมอว่าพร่องความรู้หรือขาดทักษะการบริหารหรือเปล่า ถ้าใช่ การขวนขวายหาความรู้จากคอร์สเรียน หนังสือหรือผู้หลักผู้ใหญ่คือประตูสวรรค์ เพราะปัญหาทางธุรกิจที่เราๆ ท่านๆ เจอกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่ใช่ของใหม่แกะกล่อง มีคนเคยเจอและให้คำตอบไว้เบ็ดเสร็จครบถ้วนแล้ว

อย่ากลัวการสร้างคนเก่ง ตราบใดที่ธุรกิจยังไม่หยุดพัฒนา

ผู้ใหญ่นอกจากจะชอบหาผ้าใหม่แล้ว ยังชอบคิดว่าไม่ควรสอนพนักงานให้เก่งอีกด้วย เพราะเดี๋ยวถ้าเก่งแล้วก็จะหนีไปทำงานที่อื่น แต่แท้จริงแล้ว ควรมองว่ายิ่งเขาเก่งขึ้นแล้วไปทำงานในที่ที่ดีกว่า เราเองเสียอีกที่ต้องเป็นฝ่ายภาคภูมิใจที่ได้ผลิตบุคลากรคุณภาพให้แก่วงการ และที่สำคัญ กว่าเขาจะเทเราไปหาที่อื่น เราก็ได้พัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกมากมายแล้ว การดึงดูดคนที่เก่งกว่ามาร่วมงานหรือผลิตทีมที่เจ๋งแจ๋วกว่า จึงย่อมไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ

ลดแรงเสียดทานภายในครอบครัวให้น้อยลง

ช่องว่างของวัยทำให้วิถีการทำงานของแต่ละรุ่นแตกต่างกันไป ความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยคือเรื่องที่สุดแสนจะธรรมดาสำหรับที่ที่มีมนุษย์อยู่มากกว่า 1 คนขึ้นไป (บางทีเรายังทะเลาะกับตัวเองเลย) นอกเหนือจากการพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างถึงที่สุดแล้ว หากปัญหาดำเนินมาถึงทางตัน การย้ายตัวเองออกมาข้างนอก แล้วทำธุรกิจย่อยเพื่อส่งเสริมกิจการหลักก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากช่วยลดแรงเสียดทานในบ้านแล้ว ยังได้สืบทอดธุรกิจครอบครัวทางอ้อม ได้รักษา Know-how และคอนเนกชันต่างๆ ที่รุ่นก่อนสร้างไว้อย่างยากลำบากด้วย

TALK 04 : การจัดการระบบ

โดย วัธ-จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ ทายาทรุ่นสาม SC GRAND กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสงเจริญแกรนด์ จำกัด ผู้เข้ามาสืบทอดกิจการพร้อมภารกิจรื้อระบบกันโกง

วันที่ไว้ใจทุกอย่างได้ในบริษัท คือวันที่ควรระวังมากที่สุด

ระบบการทำงานที่ปลอดภัยสำหรับเจ้าของกิจการร้อยเปอร์เซ็นต์มีอยู่จริงก็เพียงในความฝันเท่านั้น เพราะทุกอย่างมีช่องว่างสำหรับคนโกงที่คอยจ้องแต่จะแทงข้างหลังอยู่เสมอ ทายาทรุ่นสองควรระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งพนักงานข้าเก่าเต่าเลี้ยงที่เติบโตมาใต้ร่มเงาขององค์กรจนเป็นที่ไว้วางใจของสมาชิกในครอบครัว ก็สามารถเป็นนักมายากล เล่นกลทุจริตเงินบริษัทไปได้ จำไว้เสมอว่า วันใดที่บริหารงานแบบสบายๆ เพราะถือว่ามีคนที่เชื่อใจคอยทำงานรองมือรองเท้า วันนั้นคือวันที่อันตรายที่สุด

การถูกโกงคือโอกาสที่เปิดให้ทายาทเข้าไปเปลี่ยนแปลงระบบเก่า

หากลองพลิกมุมกลับ ปรับมุมมอง ความจริงที่ว่าการถูกต้มตุ๋นไปทำให้บริษัทสูญเสียเงินจำนวนไม่น้อย คือแผลเป็นที่เมื่อสะกิดทีไรก็อักเสบขึ้นมาทุกที แต่อย่าลืมว่านั่นล่ะคือโอกาสทองราคาแพง เพราะมันชี้ให้เห็นถึงวิถีการบริหารและระบบที่ยังมีช่องโหว่อยู่มาก เป็นประตูแห่งโอกาสที่ทายาทรุ่นสองจะได้เปิดเข้าไปปรับปรุงแก้ไข วางรากฐานใหม่ให้แก่องค์กรให้แน่นหนารัดกุมมากขึ้น

TALK 05 : การดูแลพนักงาน

โดย นีน่า-ภคมน สมบูรณ์เวชชการ ทายาทรุ่นสองของ D’Oro แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่มั่นใจในตัวพนักงาน เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีของและพัฒนาได้เสมอ

โอกาสคือประตูบานแรกสำหรับพนักงานที่ผู้บริหารต้องหยิบยื่นให้

ในการพัฒนาพนักงาน ต้องเชื่อมั่นด้วยหัวใจจริงๆ ว่ามนุษย์นั้นพัฒนาให้เก่งขึ้นได้ แต่ประตูบานแรกที่พวกเขาเปิดเพื่อก้าวไปสู่ขั้นบันไดแห่งความสามารถที่สูงกว่า คือโอกาสที่ผู้ใหญ่ในองค์กรจำเป็นต้องหยิบยื่นให้ ยิ่งไปกว่านั้นคือต้องยอมเสียสละเวลา ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ดูแลอยู่อย่างใกล้ชิดเสมอ เคล็ดลับข้อสำคัญในการพัฒนาทีมงานคือต้องเข้าใจธรรมชาติของทีม รู้ขีดความสามารถ จากนั้นจึงจะประเมินแนวทางการทำงานให้เหมาะสมกับคนได้อย่างถูกต้อง สิ่งเหล่านี้แม้ดูจะเรียกร้องต้องการทั้งความอดทนและเวลา แต่เชื่อเถอะว่าการลงทุนกับมนุษย์นั้นคุ้มค่าที่สุดแล้ว

มีพื้นที่ภายในองค์กรที่อนุญาตให้พนักงานกล้าพูดข้อดีข้อเสียขององค์กรได้

หากเปรียบบริษัทเป็นบ้านหลังใหญ่ พื้นที่ส่วนกลางอย่างห้องนั่งเล่น ซึ่งเป็นเสมือนคอมฟอร์ตโซนที่ไม่ว่าจะผู้บริหารหรือพนักงานทุกระดับก็เข้ามาพูดคุยกันได้อย่างเสรี คงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เกิดความสมัครรักใคร่ในองค์กรมากขึ้น อาจจะจำลองให้อยู่บนโลกออนไลน์อย่างเช่นทำกลุ่มในเฟซบุ๊กก็ได้

แต่ในพื้นที่นั้น ผู้บริหารจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับฟังอย่างมืออาชีพและจริงใจ เปิดใจให้กว้าง ให้โอกาสพนักงานได้แสดงความคิดเห็นโต้แย้ง ได้พูดจุดดีและจุดบกพร่องขององค์กรอย่างกล้าหาญ เช่นนี้จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

TALK 06 : อย่าให้ธุรกิจครอบครัวจบที่รุ่นเรา

โดย กมลพงศ์ สงวนตระกูล ทายาทรุ่นสามโตโยต้าขอนแก่นและประธานหอการค้าขอนแก่น ผู้เข้ามารับไม้ผลัดด้วยวิสัยทัศน์การทำธุรกิจให้โตไปพร้อมกับชุมชน

กอบกู้กิจการครอบครัวด้วยการเติมช่องว่างใน Value Chain ของธุรกิจตัวเอง

หากบริษัทประสบปัญหา ทางรอดหนึ่งที่จะทำให้มันไม่จบที่รุ่นเราคือการหันมาดูช่องทางรองรายได้ (Revenue Channels) ทั้งหมด แล้วหาห่วงโซ่แห่งมูลค่า (Value Chain) ของธุรกิจของตนให้เจอ พิจารณาดูว่ายังมีอะไรที่ขาดหายไปจากวรจรนั้น รีบหาให้เจอแล้วเติมมูลค่าลงไปเสีย แม้บางทีจะดูเหมือนเป็นการเสียเงินหรือให้กำไรน้อยมาก แต่เมื่อรวมกันและนานวันเข้า สิ่งเหล่านี้คือหนึ่งตัวช่วยที่จะพยุงกิจการของบรรพบุรุษไม่ให้ต้องถึงกาลอวสานได้

การไม่หยุดคิดช่วยให้ธุรกิจชิง Disrupt ตัวเองได้ก่อนจะโดนปัจจัยภายนอกเล่นงาน

ยุคนี้สมัยนี้ เทคโนโลยีเจริญรุดหน้าไปมาก อะไรๆ ก็รวดเร็วไปหมด ใครที่ยังคงเฉื่อยๆ นิ่งๆ ก็คงจะโดนเล่นงานในไม่ช้า สิ่งหนึ่งที่กมลพงศ์เตือนเหล่าบรรดาทายาทรุ่นสอง สาม สี่ คือให้ตื่นตัวอยู่เสมอและอย่าหยุดคิด เพราะ Disruption คือเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นจริง ตอนนี้หากธุรกิจใดยังไม่เจอปัญหา ก็อย่าเพิ่งไว้วางใจ ให้คิดหาทางหนีทีไล่ไว้ให้ดี และพยายามวาดภาพองค์กรตัวเองในอนาคตไว้ หากไม่หยุดคิด ไม่หยุดทำ เราต่างหากที่จะเป็นฝ่าย Disrupt ตัวองได้ก่อนที่ปัจจัยภายนอกจะเข้ามา Disrupt เรา

ทำธุรกิจครอบครัวที่ไม่เพียงเพื่อครอบครัวตัวเอง แต่เพื่อครอบครัวคนอื่นด้วย

สำหรับทายาทรุ่นสองหลายคน ครอบครัวคือที่มาของพลังอันไร้ขีดจำกัดในการทำงาน แต่ ‘เสือพีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง’ ฉันใด หากต้องการจะเติบโตไปได้อย่างมั่นคงและยาวนาน ธุรกิจนั้นก็ควรจะมีวิสัยทัศน์ที่ดีต่อสังคม จำเป็นต้องเดินก้าวหน้าไปพร้อมกับชุมชนข้างเคียงด้วยฉันนั้น ไม่ใช่โตอยู่คนเดียวแล้วเพื่อนบ้านอยู่อย่างสิ้นหวัง นิยามของคำว่าครอบครัวสำหรับนักธุรกิจที่ดี จึงควรขยายกว้างขวางออกไปสู่ผู้คนที่อยู่รายล้อมกิจการของตนทั้งหมดด้วย

นี่คือ 14 บทเรียนจาก 6 เซียนทายาทรุ่นสองของกิจการครอบครัวชาวไทย ที่พวกเขาได้เรียนรู้และนำมาเล่าสู่กันฟัง นอกจากจะมีพาร์ต Talk จากทั้งหกท่านนี้ตลอดทั้งวันแล้ว ตอนเย็นยังมีพาร์ต Meet ให้ได้พบปะแลกเปลี่ยน พูดคุยสารพันปัญหา และสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจอีกด้วย จบงานนี้ เรียกได้ว่าเลเวลอัปขึ้นไปอีกขั้น เพราะได้ติดอาวุธครบมือแล้ว รับรองได้เลยว่ากิจการไม่จบที่รุ่นเราแน่นอน

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

25 พฤศจิกายน 2565
327

ใครจะเดือดร้อนก่อน ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำคลองจนเสียสมดุล ตัวเราหรือปลาในแม่น้ำ

ใครจะเดือดร้อนก่อน จากปัญหา PM 2.5 เราหรือนกที่พึ่งพาอากาศในการโบยบิน

ใครจะเดือดร้อนก่อน กับปัญหาขยะล้นโลกที่มนุษย์ทิ้งไว้ เราหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติ 

การตั้งคำถามด้านบนเกิดขึ้นระหว่างที่เราสนทนากับ เต๋า-นพเก้า สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์กรและพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เธอชวนขบคิดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยเลนส์ความเห็นอกเห็นใจที่มนุษย์เราควรมองใหม่ให้ใกล้ตัว และตระหนักถึงบ่อเกิดความเสี่ยงเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ไกลห่างออกไปหลายพันไมล์

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

Care the Bear หรือ ‘Care the Bear : Change the Climate Change’ โครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงเกิดขึ้นในปี 2018 ด้วยความตั้งใจลดสภาวะโลกร้อนโดยการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ 

บางคนอาจจะสงสัยว่า SET องค์กรด้านการระดมทุนและการลงทุน ฟังดูไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมสักเท่าไหร่ ทำไมถึงหันมองตัวเองใหม่ในฐานะสมาชิกในสังคม ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ทุกคนต่างเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม และหลายคนก็อาจเผลอเป็นบ่อเกิดของปัญหาสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมบางอย่างของตัวเอง ซึ่งคำตอบก็อยู่ในคำถาม เพราะ SET มองว่าในภาคธุรกิจเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ขึ้นมาในแง่ของการตลาด แน่นอน จัดแต่ละทีก็สร้างขยะบานปลาย เปลืองพลังงานสุดขีด และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากในแต่ละครั้ง

ตลอด 4 ปี ‘Future is Now’ คือแกนหลักที่ Care the Bear ยึดมั่น เพราะการจะเปลี่ยนอนาคตอันไกล เริ่มจากปัจจุบันอันใกล้ก่อนเสมอ พวกเขาออกแบบหลักปฏิบัติ 6 Cares ง่าย ๆ สำหรับงานอีเวนต์ ให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเข้าใจง่าย เรียนรู้ง่าย เอาไปใช้ได้ง่าย ๆ และวัดผลได้จริง โดยปัจจุบัน Care the Bear ลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้ว 17,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดให้ง่ายกว่านั้นคือเทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 1.8 ล้านต้น

และกรณีการจัดการประชุม APEC 2022 ในไทยที่เพิ่งผ่านมา งานระหว่างประเทศสเกลใหญ่ขนาดนี้ Care the Bear ก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ โดยทำให้พื้นที่ศูนย์ข่าว ชั้น LG เป็น “ศูนย์ข่าวสีเขียว” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่น้อย

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

องค์กรการเงินที่สร้างหมีมาลด Carbon Footprint

‘หมี’ เป็นสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากถิ่นที่อยู่อาศัยที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเพราะ Climate Change กลายเป็นแรงบันดาลใจมาสคอตหมีสีขาว สัญลักษณ์ของ Care the Bear ที่ SET ออกแบบขึ้นมาให้มองแวบเดียวก็รู้สึกเป็นมิตร ขณะที่การเรียกร้องเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้นทั้งไทยและต่างประเทศ เราเห็นว่าสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน พื้นที่ที่เคยหนาวมาก ๆ ก็เริ่มร้อน พื้นที่ที่ร้อนอยู่แล้วก็ยิ่งแล้ง พ่วงด้วยปัญหาขยะล้นโลก มาสคอตหมีที่ทำจากขวดพลาสติก 1,071 ขวด ตั้งอยู่ภายในบริเวณบูท SET งาน APEC สะท้อนเรื่องราวเหล่านี้

ความตื่นตัวเรื่องรักษ์โลก เป็นส่วนหนึ่งที่ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญ สำหรับ SET แล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดขึ้นท่ามกลางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่พวกเขาทำมาโดยตลอด ผ่านการเป็นคลังความรู้ทางการเงิน และมีมูลนิธิที่สนับสนุนสังคมในเชิงเงินทุน สิ่งที่ SET เห็นคือกิจกรรมหรือการบริจาค มักมีประเด็นสิ่งแวดล้อมซ่อนอยู่ในทุกสถานที่ที่ไป ไม่ว่ากิจกรรมปลูกต้นไม้ กิจกรรมเก็บขยะ ซึ่งคนไทยได้ยินหรือได้ทำจนชิน แต่พอหันกลับมาดูการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ กลายเป็นว่ายังบางตา 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

5 – 6 ปีให้หลัง SET จึงตั้งคำถามกันเองในองค์กรว่า พวกเขาจะค้าขายเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ และบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ที่มีคำว่า ‘แห่งประเทศไทย’ ห้อยท้าย สามารถเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม

“ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนจากฝุ่น PM 2.5 ไม่เคยรู้สึกว่าขยะเริ่มทำให้ปวดหัว แทบไม่มีใครสังเกต Carbon Footprint บนผลิตภัณฑ์ แม้กระทั่งเขาหัวโล้นเกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ ขับรถผ่านไปก็แค่มองว่าสวยดี แต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ มีความโหดร้ายหรือความไม่สมดุลเกิดขึ้นกับธรรมชาติ” คุณเต๋าผู้ดูแลโครงการ Care the Bear แบเรื่องราวให้ฟัง ด้วยวิสัยทัศน์ของ SET ทำให้เราพยายามมองเรื่องรอบตัวให้ใกล้ตัวมากขึ้น และคิดลึกไปถึงผลกระทบว่านอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งที่จะได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่า มักเป็นสัตว์ทั้งหลายและธรรมชาติเสมอ

แต่องค์กรที่ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ได้เก๋าเกม ถ้าจะมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยขาดความรู้ก็คงจะไปไม่ถึงฝัน สิ่งที่คุณเต๋าและทีมงานทำคือ เรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน ไม่ใช่แค่เรียนรู้ แต่ต้องเรียนทำด้วย

“ตอนนั้นเราไปลงคลาสเรียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เขาก็มีการจัดอบรม เวิร์กชอป และลงมือปฏิบัติจริง สอนเราคำนวณค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งพอจะเข้าใจว่าค่าเหล่านี้กระทบกับโลกอย่างไรบ้าง แต่ออกตัวไว้ก่อนว่าเราไม่ได้เรียนแบบลึกมาพอที่จะพัฒนาเครื่องจักรเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์แต่อย่างใด เราเพียงเรียนเพื่อให้รู้ประเด็น เห็นประโยชน์ และกลับมาออกแบบกลยุทธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งทีมเราตั้งใจกันไว้ว่า กลยุทธ์ที่จะดึงออกมา ต้องทำให้คนรู้สึกว่าใกล้ตัวและง่ายที่สุด

“เหมือนเรือใหญ่เวลาจะเลี้ยว มันเลี้ยวได้ไม่เร็วหรอก จึงต้องหาเครื่องมือที่มีความหลากหลายมาช่วย ต้องตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงระยะยาว รวมถึงระยะที่คุณต้องเปลี่ยนเลยวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จึงเกิด Care the Bear ขึ้นเมื่อปี 2018 เพื่อค้นหาคำตอบว่าสิ่งที่เริ่มได้เลยทันทีคืออะไร ซึ่งเราอยากเริ่มจากการลด Carbon Footprint ในสายงานเราเอง นั่นคือภาคธุรกิจ”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

6 Cares ที่ช่วยลดการทำลายโลกจากงานอีเวนต์

ช่องว่างใหญ่ที่ภาคธุรกิจหลายคนมองข้ามไป คือเวลาจัดงานอีเวนต์หรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวทางการตลาด หลายเจ้ามักโฟกัสแค่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารและผลลัพธ์ที่อยากให้เกิดขึ้น จนลืมไปว่า ‘ขยะ’ จากงานนั้นสร้างความเดือดร้อนมากขนาดไหน ซึ่งอีเวนต์ Carbon Footprint เป็นประเด็นที่ทำน้อยกันมาก ๆ คุณเต๋าและทีม SET เล็งเห็นช่องว่างนี้ และพบว่ามีแนวทาง 6 เรื่อง ซึ่งในตอนนั้น SET ได้ทำงานร่วมกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีมาตรฐานไว้อยู่แล้ว โดยนำมาปรับใช้ให้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมของภาคธุรกิจ ไม่ว่าการทำกิจกรรม สร้างบูท จัดนิทรรศการ มีตติ้ง เอาต์ติ้งของบริษัท หรือตลาดนัดแบบไม่เบียดเบียนโลกและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่ง SET จะเข้าไปพูดคุย เวิร์กชอป และช่วยกันระดมความคิดร่วมกับสมาชิกในโครงการด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares

แคร์ที่หนึ่ง เดินทางโดยรถสาธารณะ 

“ลองคิดสิว่า คนจะมาร่วมกิจกรรมกับเราเขาจะมาด้วยวิธีการอะไรที่จะลดโลกร้อนได้ ขับรถมาด้วยกันได้ไหม มารถสาธารณะเองได้ไหม หรือทำอะไรได้บ้าง ซึ่งพอภาคธุรกิจจัดเกิดกิจกรรมขึ้น ต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากพวกเราเอง คนที่มาร่วมเขามาเพราะเรา เราเลยต้องโน้มน้าวให้เขาเดินทางมาหาเราโดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุด” 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สอง ลดการใช้กระดาษและพลาสติก

“เวลาจัดกิจกรรม เรามีขวดน้ำ มีของแจก มีกระดาษเอกสาร เช่น แผ่นพับประชาสัมพันธ์ ใบปลิว เราเป็นตัวการในการสร้างขยะ ซึ่งถ้าคิดมุมกลับ งั้นเราเปลี่ยนเป็น QR Code ได้ไหม ให้ข้อมูลเขาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ไหม แม้กระทั่งขวดน้ำพลาสติก ถ้าเราแจกเป็นขวดน้ำใช้ซ้ำให้เขาเติมน้ำได้หรือเปล่า ทำให้คนที่มางานเรามีส่วนร่วมกับเราไปด้วย

“เหลือส่วนที่ยังลดไม่ได้ จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เหมือนในงาน APEC ที่มี โออาร์ มาเป็นพันธมิตรนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลและอัพไซคลิ่ง”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สาม งดการใช้โฟม 

“การเลิกใช้โฟมไปเลย เรามองว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่คุณต้องหาวัสดุทางเลือกมาให้ผู้บริโภคได้ เช่น อาหารอย่าใส่กล่องโฟม การตกแต่งงานอย่าให้มีโฟม ของแจก ป้าย เป็นอย่างอื่นได้ไหมที่เก๋กว่าโฟม จริง ๆ มีวัสดุทดแทนมากมายที่นำมาใช้ได้ ซึ่งเราก็ช่วยสมาชิกโครงการวางแผนตรงนี้ให้มากขึ้น”

แคร์ที่สี่ ลดการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้า

“ไฟที่ส่องสว่างอาจจะหันมาพึ่งหลอดประหยัดพลังงาน หรือถ้ามีส่วนที่เป็นเอาต์ดอร์ เราก็จะช่วยออกแบบให้คุณไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเยอะ หรือหาทางชดเชยพลังงาน เช่น APEC ที่เป็นการจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ มีทั้งแอร์ ไฟฟ้า เราเลี่ยงได้ยากมาก เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่างกลุ่มบริษัทบางจากประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมจัดหาคาร์บอนเครดิตผ่าน Carbon Markets Club มาชดเชย”

แคร์ที่ห้า เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ 

“เราจะตกแต่งพื้นที่ไม่ให้กวนสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เป็นขยะ และนำกลับมาใช้ใหม่อย่างไรได้บ้าง การก่อสร้างพื้นที่ต้องใช้วัสดุทางเลือกอย่างไร เช่น ไม่ใช้ไม้อัดบาง ๆ ที่สุดท้ายมันไม่คงทน และต้องเอาไปทิ้งอย่างเดียวภายหลัง ซึ่งการให้ความรู้เหล่านี้ สุดท้ายก็จะเกิดการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือคนที่คิดจะทำเรื่องนี้ งาน APEC เอง เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SCG ที่ช่วยดูการใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งงานและจุดแยกขยะ โดยปลายทางจะนำขยะตรงนั้นไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

แคร์ที่หก ลดขยะจากอาหาร

“เราพยายามอย่างยิ่งไม่ให้เกิดอาหารเหลือทิ้ง เชิญชวนให้เกิดการตักแต่พอดี ไม่ว่าจะคิดถึงปริมาณอาหารที่ให้กับลูกค้าว่ามากไปหรือน้อยไป หากเป็นบุฟเฟต์ ป้ายประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่บอกให้เขารู้ว่าขยะเหลือทิ้งสร้างผลกระทบอย่างไรก็อาจช่วยได้บ้าง หรืออย่างงาน APEC เราก็ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นำขยะเศษอาหารไปอัดเม็ดเป็นอาหารสัตว์ต่อไป”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

ทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่ SET ใช้มาตลอด และนำไปสู่การสร้างเว็บเบสที่ให้สมาชิกของ Care the Bear เข้าไปกรอกรายละเอียดข้อมูลการจัดกิจกรรมซึ่งคำนวณรวมออกมาได้ว่า 6 เรื่องที่คุณพยายามร่วมกันในการลดโลกร้อน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้มากแค่ไหนหลังสิ้นสุดงาน เพื่อให้เห็นว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างและรบกวนโลกประมาณไหน จนเกิดแรงกระเพื่อมในการปรับตัวสำหรับการจัดกิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไป เช่นเดียวกับงาน APEC ที่ Care the Bear สามารถลดก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของ SET

สร้าง Empathy ลงในใจคน ด้วยตัวเลขที่วัดผลได้ 

 “We are on a highway to climate hell”

คุณเต๋ายกคำพูดของ อันโตนิโอ กูเทอเรซ (Antonio Guterres) เลขาธิการใหญ่ UN ที่บอกถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมตอนนี้ สั้นแต่เห็นภาพว่า Climate Change เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งไม่ควรละเลยมันอีกต่อไป แต่พฤติกรรมของมนุษย์ที่จะหันมาใจดีกับโลกมากขึ้น ต้องมาจากความคิดที่เปลี่ยนไปก่อน 

Care the Bear นับเป็นจุดสตาร์ทด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่เรากล่าวไปด้านบน ให้คนรู้สึกว่าเอาไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ และส่งต่อไปยังพฤติกรรมของพนักงานในองค์กร ผู้บริหาร เพื่อน ครอบครัว คนรอบตัว เพิ่มจำนวนคนที่เข้าร่วมขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่า Care the Bear วัดผลได้ ทำให้ปัจจุบันโครงการนี้มีสมาชิกไม่ใช่แค่บริษัทจดทะเบียน แต่รวมถึงบริษัทจำกัด มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยมากมาย

“เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไปเสียทุกเรื่อง เราจึงต้องมีทั้งกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมหรือทีมงานจากสถาบันการศึกษาที่เข้ามาเป็นพันธมิตรในการพัฒนาโครงการไปด้วยกัน เพราะสำคัญมาก เวลาที่เราจะไปให้ความรู้ใคร เราต้องรู้จักเรื่องนี้อย่างดีก่อนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากโลกแปรปรวนมีอะไรบ้าง ซึ่งหลักสำคัญคือเราคิดว่าทุกคนควรมีความเห็นอกเห็นใจต่อธรรมชาติ

“คุณรู้หรือเปล่าว่าน้ำยาเคมีที่อยู่ในไส้ปากกาจำเป็นต้องเอาไปเผา มีส่วนที่ทำให้คุณมีการปนเปื้อนอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มองข้ามกันมาก ๆ และไม่มีวันเข้าใจ จนถึงวันหนึ่งที่คุณต้องหันมาตระหนัก วันที่เราอยู่บนทางแยกที่วิกฤต”

สิ่งหนึ่งที่ SET เรียนรู้คือหลายคนที่เพิกเฉยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขาต่างมองไม่ออกว่าตัวเองจะมีบทบาทอะไรในการช่วยโลกได้ พอพูดว่าวันนี้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปจำนวนหนึ่ง คนก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเยอะหรือน้อย หรือจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ๆ Care the Bear เลยคำนึงถึงสิ่งนี้ ออกแบบ Climate Care Calculator เพื่อใช้คำนวนปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเปรียบเทียบกับจำนวนการปลูกต้นไม้ จุดประสงค์เพื่อให้คนเห็นภาพว่า การเพิ่มขึ้นของต้นไม้จะช่วยให้เราลดโลกร้อนได้จริง

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

“ณ วันที่เราเปรียบเทียบอะไรง่าย ๆ แบบนี้ โดยไม่ต้องเน้นความเป็นนักวิชาการนำหน้าเสมอ พูดออกมาง่าย ๆ เลยว่า ถ้าคุณมีต้นไม้ใหญ่อยู่ 1,800,000 ต้น คุณจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปได้เท่าไหร่ คุณจะเห็นพื้นที่สีเขียวเท่าไหร่ มันอาจจะเข้าใจได้หรือดูจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมกว่าการพูดถึงคำว่า ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งคนอาจจะงงว่าคืออะไร หรือการที่คนเก็บขยะไปรีไซเคิลแต่ไม่รู้ว่ามันช่วยลดโลกร้อนไปเท่าไหร่แล้ว

“ถ้าเรามีส่วนในการส่งเสียงในเรื่องที่ไม่เป็นรูปธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คนจะรู้สึกว่าฉันอยากจะทำ เขาได้รู้ว่าวันหนึ่งคนไทยทิ้งขยะ 10 ชิ้น กรุงเทพฯ มีคน 8 ล้านคน สร้างขยะวันละ 80 ล้านชิ้น ภาพที่เห็นชัดแบบนี้อาจทำให้คนมองมันเป็นเรื่องใหญ่ เร่งด่วน และเกี่ยวข้องกับตัวเอง”

สำหรับการประชุม APEC เมื่อวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน ที่เพิ่งจบไป บทบาทของ Care the Bear คือการสนับสนุนการจัดการพื้นที่ในศูนย์ข่าวสีเขียว 22,000 ตารางเมตร เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทรัพยากรในการจัดกิจกรรม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งคุณเต๋าเล่าว่านี่ถือเป็นอีกก้าวของ SET ที่ได้เข้าไปหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปิดรับแนวคิด Carbon Footprint อีเวนต์ให้ผนวกร่วมกับงานใหญ่ครั้งนี้ และเรายังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรตลาดทุน ทั้งกลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก้าวเล็ก ๆ ของ Care the Bear หากหลายภาคส่วนร่วมกันนำไปปรับใช้ จะสร้างอิมแพคที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอนในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดที่ Care the Bear และทีมผู้บริหาร SET ในปัจจุบัน อยากฝากทิ้งท้าย คือ ‘ความหวัง’ มันอาจไม่ดีกับทุกคนหากคิดไปว่าเราต่างหมดโอกาสที่จะเห็นโลกน่าอยู่ขึ้น หมดความหวังถึงความเป็นไปได้ในการเห็นโลกสมดุล การได้เห็นว่ายังมีคนรอบข้างลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง อย่างน้อยก็อาจเป็นแรงบันดาลใจ หรือเพิ่มเชื้อเพลิงความตั้งใจของใครสักคนให้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ หรือพยายามช่วยกันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เหมือนที่ Care the Bear ทำมาโดยตลอด 4 ปี

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load